The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

FASHION อำเภอลับแล

FASHION อำเภอลับแล

FASHION ของดีดีเ ดี เ ดีมืมื มื อ มื องลัลับ ลั บ ลั แล ศูนย์ส่ย์ ส่ งเสริมการเรียนรู้ระดับ ดั อำ เภอลับ ลั แล สำ นัก นั งานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำ จัง จั หวัดอุต อุ รดิตดิถ์ ห้อ ห้ งสมุด มุ ประชาชนอำ เภอลับ ลั แล


9D Me Show ประวัติความเป็น ป็ มา การทอ “ผ้าซิ่นตีนจกลับแล” มีที่มาสองข้อสันนิษฐาน บ้างว่าสืบทอดมาตั้งแต่สมัยเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ปฐม กษัตริย์แห่งเมืองลับแล โดยมเหสีของพระองค์มีความสามารถด้านการเย็บปักถักร้อยและทอผ้าจก ทรงสอน วิธีทอผ้าจกให้หญิงญิสาวในเมือง บ้างก็ว่าการทอผ้าซิ่นตีนจก เป็นมรดกภูมิปัญญาของชาวไท-ยวนโยนก เชียงแสน ซึ่งมีธรรมเนียมว่าหญิงญิสาวชาวลับแลต้องทอผ้าให้เป็นทุกคน มิฉะนั้นจะออกเรือน (แต่งงาน) ไม่ได้ อย่างน้อยต้องทอผ้าคนละ 1 ผืน ใช้ในพิธีแต่งงานของตัวเอง หรือใส่ในงานบุญใหญ่ ผู้ที่จะทอผ้าซิ่นตีนจกได้ ต้องมีความอดทนและสมาธิสูง เพราะลวดลายละเอียดซับซ้อนมาก ผ้าซิ่นตีนจกลับแลที่สตรีสวมใส่ จัดเป็นผ้าไทยโบราณที่สืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน เป็นแพรพรรณพื้นบ้าน ที่โดดเด่นด้วยลวดลายทรงเรขาคณิตวิจิตรบรรจง มีลักษณะเฉพาะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น โดยนำ ผ้าทอ 4 ชิ้นเย็บติดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ “หัวซิ่น” (ช่วงเอว) ใช้ผ้าทอสีขาวและแดงเย็บ ต่อกัน โดยสีแดง หมายถึง ความโชคดี สิริมงคล และสีขาวหมายถึง ความบริสุทธิ์ ก่อเกิดความสุขความเจริญ ต่อมาคือ “ตัวซิ่น” นิยมทอเป็นลายทางห่างๆ เว้นช่องไฟเอาไว้พักสายตา ไม่ให้ผ้าดูลายพร้อยเกินไป และ “ตีนซิ่น” เป็นลายตัวจบผืนผ้า ทออย่างวิจิตรพิสดารที่สุด โชว์ฝีมือกันเต็มที่ ในส่วนตัวซิ่นเป็นผ้าปั่นไก ใช้ไหม 2 เส้น คือสีดำ และสีเขียวตีเกลียวปั่นรวมกัน (ควบเส้น) ใช้เป็นไหมเส้นยืน พุ่งด้วยไหมสีดำ ทอออกมาเป็น ผ้าลายหางกระรอก ที่เล่นแสงเหลือบสะท้อนได้งดงามจับตาจับใจ คำ ว่า “จก” ในผ้าซิ่นตีนจกลับแล เรียกตามเทคนิคการทอที่ต้องใช้ขนเม่น เหล็กแหลม หรือนิ้วมือ จก ยก ล้วง ควัก ด้ายเส้นยืนขึ้นมา แล้วสอดด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปสลับเป็นช่วงๆ ให้เกิดลายตามจินตนาการของช่าง ทอ ลวดลายที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ลายหลักและลายประกอบ “ลายหลัก” คือลายขนาดใหญ่โญ่ดด เด่นตรงกลาง ใช้เรียกชื่อผ้าตามลายนี้ และ “ลายประกอบ” คือลายเล็กๆ ด้านข้างลายหลัก ใช้เสริมเติมแต่ง ช่วยให้ผืนผ้าสมบูรณ์งดงามยิ่งขึ้น ผ้าถุง


ความสำ คัญกับชุมชน การทอผ้าซิ่นตีนจกของชาวลับแล มีมานานพร้อมกับการตั้งถิ่นฐานของชาวเมืองลับแล ผู้หญิงญิชาวลับแล จะได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้มีการถ่ายทอดมรดกทางภูมิปัญญา สอดแทรกคติความเชื่อ พิธีกรรม และธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ด้วยจินตนาการของคนในอดีต ออกมาเป็นลาย เรียบง่ายในชีวิตประจำ วัน สามารถทำ เป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ประโยชน์ที่ชุมชนได้รับ ปีพ.ศ. 2545 เกิดการรวมตัวกันจัดตั้ง“พิพิธภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนจกไท-ยวนลับแล”โดยมีนายจงจรูญ มะโนคำ (ผู้ใหญ่โญ่จ) เป็นคนสำ คัญ ได้มีการรวมกลุ่มชาวบ้านสร้างพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผ้าซิ่นตีนจกลับแลโบราณอายุนับ ร้อยปี มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ พัฒนาสีสันลวดลายมิให้ตกยุค ทั้งการใช้สีธรรมชาติแท้ การนำ ลายผ้าน้ำ ไหลเมืองน่าน เข้ามาผสมผสาน และทำ เป็นโรงเรียนสอนฟรีให้นักเรียนและคนในท้องถิ่นที่สนใจด้วย ผ้าซิ่นตีนจกลับแล จึงแพร่หลายออกสู่สายตาชาวโลก จนได้รางวัลโอทอป 5 ดาว และรางวัลอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน จุดเด่น ผ้าซิ่นตีนจกลับแลผ่านกาลเวลามาหลายชั่วอายุคน รังสรรค์ขึ้นจากความใส่ใจโดยเฉพาะ “ลวดลาย” ที่ช่างทอเรียนรู้สิ่งรอบตัว ดัดแปลงจนกลายเป็นลายเรขาคณิตเชิงศิลป์สลับซับซ้อนบนแพรพรรณ มีลักษณะ เฉพาะประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น โดยนำ ผ้าทอ 4 ชิ้นเย็บติดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ “หัวซิ่น” (ช่วงเอว) ใช้ผ้าทอสีขาวและแดงเย็บต่อกันผ้าซิ่นตีนจกสำ หรับชาวลับแล ยังเป็น “มรดกศิลป์” ที่สะท้อนชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี และพิธีกรรม ในหลากมิติ 9D Me Show


ภาพประกอบ พิพิ พิ ธ พิ ภัณฑ์ผ้า ผ้ ซิ่นตีนจกไท-ยวน บแล 9D Me Show ที่มาข้อมูล : นายจงจรูญ มะโนคำ ที่มารูปภาพ : https://shorturl.asia/DylOL


9D Me Show ประวัติความเป็น ป็ มา ย่าม หรือในภาษาล้านนาเรียกว่า ถง คือถุงผ้าที่ใช้ประโยชน์นานัปการ เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคน ลับแลมาช้านาน เพราะแต่เดิมชาวลับแลมีวิถีชีวิตอยู่กับป่า กับธรรมชาติ การทำ ไร่ ทำ สวน แทบทุกครัวเรือน จะทอผ้าไว้ใช้เอง แล้วนำ มาเย็บเป็นเสื้อผ้าและเครื่องใช้ เป็นถุงสำ หรับใส่สิ่งของ ผ้าที่ใช้ทำ ย่ามโดยส่วนมากจะ เป็นผ้าทอมือ ทอด้วยฟืมหน้าแคบ นิยมทำ เป็นลายแซง คือเป็นด้ายพุ่ง เป็นเส้นที่ย้อมด้วยครามสลับกับเส้นด้าย สีธรรมชาติ เมื่อทอแล้วจะได้ลายริ้วเป็นทาง ในอดีตจะใช้ผ้านี้เป็น “ตัวถง” หรือตัวย่าม และเย็บ “ขาถง” หรือ ขาของย่ามส่วนที่จะใช้สะพาย ติดกับส่วนที่เป็นตัวย่าม ย่ามจกแบบโบราณ อำ เภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นย่ามที่มีลวดลายเป็นลักษณะพิเศษ คือมีการจก เป็นรูปหงส์เรียงเฉียงกันขึ้นไป ซึ่งยากกว่าการจกในแนวระนาบหรือแนวเดียวกัน รวมถึงการใช้สี เช่น สีแดง และสีเหลือง และการปั่นไก หรือตีเกลียว หรือการควบเส้นด้าย ๒ สีเข้าด้วยกัน พบมีการประดับตกแต่งด้วย แผ่นโลหะกลมเล็กๆ ที่ปากถุงย่าม และ ทอทิ้งชายครุยที่ก้นถุงย่ามทั้ง ๒ ข้าง ถงหรือถุงย่ามชาวลับแลนั้น แบ่งตาม ประเภทและบริบทการใช้งานหลายชนิดดังต่อไปนี้ ย่าม


1. ถงกุลา เป็นถุงย่ามที่ใช้สำ หรับออกงาน มักเป็นงานมงคล สามารถใช้ได้ทั้งหญิงญิและชาย นิยมใช้สำ หรับ ใส่ดอกไม้ธูปเทียนหรือขันใส่ข้าวสารเพื่อนำ ไปใส่บาตรข้าวสาร หน้าถุงจะใช้ไหมจกเป็นแฉกคล้าย หางปลา โดยมีลายนกและลายขอหนังสือเป็นพื้น บ้างก็จกเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้าง ม้า เป็นต้น เป็นการจกทับ เส้นยืน และเป็นการจกเพื่อตั้งใจทำ ถุงย่ามโดยเฉพาะ บ้างก็มีการปักเลื่อมเงินประดับเพื่อเวลาเข้าไต้เข้าไฟไป ทำ บุญยามค่ำ คืน เลื่อมเงินจะล้อแสงเปล่งประกายระยิบระยับ แม้ยามอยู่ใต้แสงแดดก็สวยงามเช่นกัน โดย เฉพาะเมื่อยามแขวนอยู่บนไม้คานพร้อมกับ“บุงรัก” เวลาที่แห่ขันหมากไปไขว่ผี ก็ยิ่งดูสวยงามมากขึ้น นอกจาก นั้นยัง นิยมใช้พู่ประดับตรงตัวถุงย่าม บ้างก็ใช้ไหมพรมสีสดใส บ้างก็ใช้เส้นฝ้ายเส้นเล็ก ยามสะพายบ่าพู่แกว่ง ตุ้งติ้งดูน่ารักตามจังหวะการเดิน 2. ถงไก เป็นถุงย่ามทอด้วยการปั่นไก หรือ ปั่นไค มีขนาดใหญ่ ใช้ ใส่สิ่งของจิปาถะในชีวิตประจ้าวัน 3. ถงสิ้ว เป็นถุงย่ามสามัญสีเขียว 4. ถงขี้กะลัวะ หรือ ถงลัวะ เป็นถงอย่างสามัญสุด และคล้ายถุงน้ำ ปาด ที่เป็นพื้นขาวและมีลายสีฟ้าสลับไป นิยมใส่ของจิปาถะและสำ หรับสะพายไปไร่ไปสวน 9D Me Show


ภาพประกอบ ถุงย่า ย่ มบแล 9D Me Show ที่มาข้อมูล : นางสุวัชรี แสวงรุจิธรรม ที่มารูปภาพ : นางสุวัชรี แสวงรุจิธรรม


ประวัติความเป็น ป็ มา เมืองลับแล เป็นอำ เภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองล้านนาโบราณมีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัย ชาวลับแล เป็นเชื้อชาติไทยวนอพยพมาจากเมืองเชียงแสนในสมัยอยุธยาตอนปลายแบ่งเป็น 2 พวก คือพวก แรกเข้ามาตั้งหลักครั้งแรกที่หมู่บ้านเชียงแสน ตำ บลฝายหลวง อำ เภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อีกกลุ่มหนึ่งไป ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่หมู่บ้านน้ำ อ่าง อำ เภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ดังนั้นชาวลับแลจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมเป็นแบบล้านนาดั้งเดิม ทั้งนี้จากคำ บอกเล่าของผู้สูงอายุได้กล่าวว่า ผ้าซิ่นตีนจกเป็นของคู่กัน กับคนไทยวน ไม่ว่าจะเป็นที่ อำ เภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ อำ เภอคูบัว จังหวัดราชบุรี อำ เภอเสาไห้จังหวัด สระบุรี ซึ่งก็มีผ้าตีนจกทั้งสิ้น แต่ว่าจะมีความแตกต่างกันเรื่องของสีและการให้ลายที่จะมีลักษณะต่างกัน การทอผ้ายกมุก เป็นศิลปะการทอผ้าแบบหนึ่งของกลุ่มวัฒนธรรมไทยวน และกลุ่มวัฒนธรรมไทพวน นิยมทอกันในภาคเหนือ เพื่อทำ ตัวซิ่น เรียกว่า ผ้าซิ่นมุก ซึ่งมีส่วนตีนซิ่นเป็นตีนจก ซิ่นมุกจะทอลวดลายเป็นวง กลมเล็กๆ เรียงกันเป็นแถวคล้ายกับสร้อยไข่มุก ชาวไทยที่ทอผ้ายกมุก ได้แก่ไทยวนในจังหวัดแพร่ จังหวัด อุตรดิตถ์ และจังหวัดสระบุรี เป็นต้น ส่วนไทยวนในจังหวัดเชียงใหม่ไม่นิยมทอผ้ายกมุก กลุ่มไทยวนจังหวัด ราชบุรีมีการทอลายมุก แต่ทอด้วยเทคนิคขิด ลักษณะผ้าซิ่นของลับแลจะเป็นการต่อตัวซิ่นเป็นท่อนๆ คนสมัยก่อนไม่นุ่งผ้าผืนเดียว ด้วยความชื่อที่ว่า ผ้าผืนเดียวเป็นผ้าของคนตาย เป็นผ้านุ่งผี ทำ ให้ผ้าที่ใช้มีการต่อตัวต่อเอว เป็นผ้านุ่งของคน นิยมใช้สีขาว สีแดง ซึ่งเชื่อกันว่าจะให้ความเป็นสิริมงคลกับผู้สวมใส่ กันสิ่งอัปมงคลได้ เอวจะนิยมต่อกับผ้าชิ้นเล็กๆ เข้าไปอีก เชื่อ ว่าการต่อเอวซิ่นเป็นการต่ออายุให้กับผู้สวมใส่ ผ้ายกมุกลับแล 9D Me Show


ความสำ คัญกับชุมชน มุกถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นสิริมงคล มีติดตัวไว้จะเป็นสิ่งทีดีสามารถป้องกันภัยต่างๆได้ และถือว่าจะมีโชค ด้วย ความเชื่อน ี้ จึงทำ ให้เกิดมีการทอผ้าลายยกมุก เพื่อใช้สำ หรับสวมใส่เพื่อให้เกิดสิริมงคลกับตัวเอง ประกอบกับ ผ้าซิ่นยกมุกโดยทั่วไปจะทำ การต่อเอว เพื่อเป็นการต่ออายุให้กับผู้สวมใส่ด้วย ดังนั้นการใส่ผ้าซิ่นยกมุกของ ชุมชนลับแล ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นมงคลสำ หรับตัวเอง และมักนิยมใส่ในงานบุญประเพณีต่างๆที่สำ คัญด้วย ประโยชน์ที่ชุมชนได้รับ ผ้ายกมุกของไทยวนนั้นเดิมทอเพื่อทำ เป็น ผ้าซิ่นมุก ซึ่งเป็นส่วนตัวซิ่นของผ้าซิ่นตีนจก ทอลวดลายเป็น วงกลมเล็กๆ เรียงกันเป็นแถวคล้ายกับสร้อยไข่มุก ชาวไทยที่ทอผ้ายกมุก ได้แก่ไทยวนในจังหวัดแพร่ จังหวัด อุตรดิตถ์ และจังหวัดสระบุรี เป็นต้น ส่วนไทยวนในจังหวัดเชียงใหม่ไม่นิยมทอผ้ายกมุก กลุ่มไทยวนจังหวัด ราชบุรีมีการทอลายมุก แต่ทอด้วยเทคนิคขิด เรื่องการใช้สอยนอกจากจะเย็บต่อกับตัวซิ่นเป็นผ้าซิ่นแล้วกลุ่ม ไทยวนจังหวัดสระบุรียังนิยมเย็บเป็นย่ามเรียกว่า ย่ามมุก จุดเด่น ผ้ามุกประกอบด้วยดอกมุกและขอบมุกโดยมีริมผ้าเป็นสีแดงทั้ง 2 ข้าง และมีริ้วสีครีม สีเขียวขี้ม้า และสี แดง สลับกันไปตามความสวยงาม ความกว้างของผ้ามุกรวมขอบแล้วประมาณ 19 นิ้ว ในสมัยก่อนนิยมนำ ผ้ามุกไปต่อกับผ้าตีนดำ ผ้าตีนแดง หรือ ผ้าตีนจก แล้วต่อหัวซิ่น เพื่อใช้เป็นผ้าถุงสำ หรับใส่ไปงานต่างๆ สีที่ใช้ส่วนใหญ่เญ่ ป็นสีเขียว สีแดง เมื่อต่อกับ ผ้าดังกล่าวแล้ว ทำ ให้มีความสวยงามมากขึ้น พบว่าในพื้นที่อำ เภอลับแล นั้นจะมีการทอผ้ายกมุกอยู่ 3 ลาย ดังนี้ คือ ลายมุกขา ลายมุกห้า ลายมุกหก 9D Me Show ที่มาข้อมูล : นายสมชาย ปงศรีชัย นางศรีนวล หมวกทอง ที่มารูปภาพ : นายจงจรูญ มะโนคำ นางปวง ขุนผา


ศูนย์ส่ย์ ส่ งเสริมริการเรีย รี นรู้รรู้ะดับ ดั อำ เภอลับ ลั แล สำ นักนังานส่งเสริมริการเรียรีนรู้ปรู้ ระจำ จังจัหวัดวัอุต อุ รดิตดิถ์ ห้อ ห้ งสมุด มุ ประชาชนอำ เภอลับ ลั แล กรมส่งเสริมริารเรียรีนรู้ กระทรวงศึกษาธิกธิาร


Click to View FlipBook Version