The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by brokenheart people, 2021-01-15 03:51:14

รายงานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง คอื ปรชั ญาทพี ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงชแี นวทางการดาํ เนินชวี ติ ใหแ้ ก่ปวงชน
ชาวไทยมาเป็นระยะเวลานาน ในช่วงตงั แต่ก่อนการเกดิ วกิ ฤตเศรษฐกจิ เพอื มงุ่ ใหพ้ สกนิกรไดด้ าํ รงชวี ติ อยู่
ไดอ้ ยา่ งยงั ยนื มนั คง และปลอดภยั ภายใตค้ วามเปลยี นแปลงต่างๆ ทเี กดิ ขนึ ตามกระแสโลกาภวิ ฒั น์ อกี ทงั
พระองคย์ งั ไดท้ รงพระราชทานความหมายของ เศรษฐกจิ พอเพยี ง เอาไวเ้ ป็นภาษาองั กฤษว่า Sufficiency
Economy ดงั พระราชดํารสั ทไี ดท้ รงตรสั ไวเ้ มอื วนั ที 23 ธนั วาคม 2554

“ในทนี ีเราฟังเขาถามว่าเศรษฐกจิ พอเพยี ง จะแปลเป็นภาษาองั กฤษวา่ อย่างไร กอ็ ยากจะตอบว่ามแี ลว้ ใน
หนังสอื ไมใ่ ช่หนงั สอื ตาํ ราเศรษฐกจิ แต่เป็นหนงั สอื พระราชดาํ รสั ทอี ุตส่าหม์ าปรบั ปรุงใหฟ้ ังได้ และแปลเป็น
ภาษาองั กฤษ เพราะคนทฟี ังภาษาไทยบางทไี มเ่ ขา้ ใจภาษาไทย ตอ้ งแปลเป็นภาษาองั กฤษ จงึ ไดแ้ ปลเป็น
ภาษาองั กฤษ และเน้นวา่ เศรษฐกจิ พอเพยี ง แปลวา่ Sufficiency Economy โดยเขยี นเป็นตวั หนาในหนงั สอื

แต่เนืองดว้ ยคาํ วา่ Sufficiency Economy เป็นคาํ ทเี กดิ มาจากความคดิ ใหม่ อกี ทงั ยงั เป็นทฤษฎใี น
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั จงึ ไมม่ ปี รากฏอยใู่ นตาํ ราเศรษฐศาสตร์ ซงึ บางคนอาจจะยงั สงสยั อยวู่ ่า Self-
Sufficient Economy สามารถใชแ้ ทน Sufficiency Economy ไดห้ รอื ไม่ หากวา่ ไมไ่ ดม้ คี วามหมายอยา่ ง
เดยี วกนั หรอื ไมส่ ามารถใชเ้ หมอื นกนั ด้ จะมคี วามเหมอื น หรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร โดยคาํ ว่า Self-
Sufficiency มคี วามหมายตามพจนานุกรทวี า่ การไมต่ ้องพงึ ใคร และการไม่ต้องพงึ ใครในความหมายของ
พระองคท์ ่านนนั คอื

“Self-Sufficiency นนั หมายความว่า ผลติ อะไรมพี อทจี ะใช้ ไมต่ อ้ งไปขอยมื คนอนื อยไู่ ดด้ ว้ ยตนเอง”

ฉะนนั เมอื เตมิ คาํ ว่า Economy เขา้ ไป กลายเป็น Self-Sufficient Economy แลว้ นัน จะมคี วามหมายว่า
เศรษฐกจิ แบบพอเพยี งกบั ตวั เอง คอื การทสี ามารถอยไู่ ดด้ ว้ ยตนเองอยา่ งไมเ่ ดอื ดรอ้ น ไมต่ ้องพงึ พาผอู้ นื
แต่ในทุกวนั นี ประเทศไทยเรายงั เดอื ดรอ้ น ยงั มคี วามจาํ เป็นตอ้ งพงึ พาผูอ้ นื อยู่ ทใี นความเป็นจรงิ ทเี ราจะ
สามารถช่วยเหลอื ตวั เองไดก้ ต็ าม ดงั นัน Self-Sufficient Economy จงึ หมายถงึ เศรษฐกจิ แบบพอเพยี งกบั
ตวั เอง ทแี ตกต่างจาก Sufficiency Economy ซงึ หมายถงึ เศรษฐกจิ พอเพยี งทยี งั คงมกี ารพงึ พากนั และกนั
อยู่ ดงั พระราชดาํ รสั เพมิ เตมิ ทวี า่

คอื พอมพี อกนิ ของตวั เองนนั ไมใ่ ช่เศรษฐกจิ พอเพยี ง เป็นเศรษฐกจิ สมยั หนิ สมยั หนิ นันเป็นเศรษฐกจิ
พอเพยี งเหมอื นกนั แต่ว่าค่อยๆ พฒั นาขนึ มา ตอ้ งมกี ารแลกเปลยี นกนั มกี ารช่วยระหว่างหมบู่ า้ น หรอื
ระหว่าง จะเรยี กว่าอําเภอ จงั หวดั ประเทศ จะต้องมกี ารแลกเปลยี น มกี ารไมพ่ อเพยี ง จงึ บอกวา่ ถ้ามี

เศรษฐกจิ พอเพยี ง เพยี งเศษหนึงสว่ นสกี จ็ ะพอแลว้ จะใชไ้ ด”้

ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งนัน เป็นแนวทางการดํารงชวี ติ และการปฏบิ ตั ติ นของประชาชนทุกระดบั โดยยดึ
แนวทางการพฒั นาทมี คี น หรอื ประชาชนเป็นศูนยก์ ลาง ซงึ สงิ เหล่านีเองจะเป็นตวั การทนี ําไปสู่การพฒั นาที
ยงั ยนื หรอื ในภาษาองั กฤษ คอื Sustainable Development

หลกั แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

การพฒั นาตามหลกั แนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพยี ง คอื การพฒั นาทตี งั อยบู่ นพนื ฐานของทางสายกลางและความ
ไมป่ ระมาท โดยคาํ นึงถงึ ความพอประมาณ ความมเี หตุผล การสรา้ งภมู คิ ุม้ กนั ทดี ใี นตวั ตลอดจนใชค้ วามรู้
ความรอบคอบ และคณุ ธรรม ประกอบการวางแผน การตดั สนิ ใจและการกระทาํ

ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มีหลกั พิจารณาอยู่ ๕ ส่วน ดงั นี
1. กรอบแนวความคิด
เป็นปรชั ญาทชี แี นะแนวทางการดํารงอยแู่ ละปฏบิ ตั ติ นในทางทคี วรจะเป็น โดยมพี นื ฐานมาจากวถิ ชี วี ติ
ดงั เดมิ ของสงั คมไทย สมารถนํามาประยกุ ตใ์ ชไ้ ดต้ ลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชงิ ระบบทมี กี าร
เปลยี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา มงุ่ เน้นการรอดพน้ จากภยั และวกิ ฤต เพอื ความมนั คง และ ความยงั ยนื ของการ
พฒั นา

2. คณุ ลกั ษณะ
เศรษฐกจิ พอเพยี งสามารถนํามาประยกุ ตใ์ ชก้ บั การปฏบิ ตั ติ นไดใ้ นทกุ ระดบั โดยเน้นการปฏบิ ตั บิ นทางสาย
กลาง และการพฒั นาอย่างเป็นขนั ตอน

3. คาํ นิยาม
ความพอเพยี งจะตอ้ งประกอบดว้ ย ๓ คณุ ลกั ษณะ พรอ้ ม ๆ กนั ดงั นี

1. ความพอประมาณ: หมายถงึ ความพอดที ไี ม่น้อยเกนิ ไปและไม่มากเกนิ ไปโดยไมเ่ บยี ดเบยี น
ตนเองและผอู้ นื เชน่ การผลติ และการบรโิ ภคทอี ยใู่ นระดบั พอประมาณ

2. ความมเี หตผุ ล: หมายถงึ การตดั สนิ ใจเกยี วกบั ระดบั ของความพอเพยี งนัน จะตอ้ งเป็นไปอย่างมี
เหตุผลโดยพจิ ารณาจากเหตุปัจจยั ทเี กยี วขอ้ งตลอดจนคาํ นงึ ถงึ ผลทคี าดวา่ จะเกดิ ขนึ จากการกระทาํ
นนั ๆ อยา่ งรอบคอบ

3. การมภี มู ิค้มุ กนั ทีดีในตวั : หมายถงึ การเตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ มรบั ผลกระทบและการเปลยี นแปลงด้าน
ต่าง ๆ ทจี ะเกดิ ขนึ โดยคาํ นึงถงึ ความเป็นไปไดข้ องสถานการณ์ ต่าง ๆ ทคี าดวา่ จะเกดิ ขนึ ในอนาคต
ทงั ใกลแ้ ละไกล

4. เงือนไข
การตดั สนิ ใจและการดําเนินกจิ กรรมต่าง ๆ ใหอ้ ยใู่ นระดบั พอเพยี งนันตอ้ งอาศยั ทงั ความรู้ และคุณธรรมเป็น
พนื ฐาน กลา่ วคอื

 เงือนไขความร:ู้ ประกอบด้วย ความรอบรเู้ กยี วกบั วชิ าการต่าง ๆ ทเี กยี วขอ้ งอย่างรอบดา้ น ความ
รอบคอบทจี ะนําความรเู้ หล่านันมาพจิ ารณาใหเ้ ชอื มโยงกนั เพอื ประกอบการวางแผน และความระมดั ระวงั
ในขนั ปฏบิ ตั ิ

 เงือนไขคณุ ธรรม: ทจี ะตอ้ งเสรมิ สรา้ งประกอบดว้ ย มคี วามตระหนักในคณุ ธรรม มคี วามซอื สตั ยส์ ุจรติ
และมคี วามอดทน มคี วามเพยี ร ใชส้ ตปิ ัญญาในการดาํ เนนิ ชวี ติ

5. แนวทางปฏิบตั ิ/ผลทีคาดวา่ จะได้รบั
ผลจากการนําปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยกุ ตใ์ ช้ คอื การพฒั นาทสี มดลุ และยงั ยนื พรอ้ มรบั ต่อ
การเปลยี นแปลงในทุกดา้ น ทงั ดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม สงิ แวดลอ้ ม ความรแู้ ละเทคโนโลยี

เศรษฐกิจพอเพียงกบั ทฤษฎีใหมต่ ามแนวพระราชดาํ ริ

เศรษฐกจิ พอเพยี งและแนวทางปฏบิ ตั ขิ องทฤษฎใี หม่ เป็นแนวทางในการพฒั นาทนี ําไปสคู่ วามสามารถใน
การพงึ ตนเอง ในระดบั ต่าง ๆ อยา่ งเป็นขนั ตอน โดยลดความเสยี งเกยี วกบั ความผนั แปรของธรรมชาติ หรอื
การเปลยี นแปลงจากปัจจยั ต่าง ๆ โดยอาศยั ความพอประมาณและความมเี หตุผล การสรา้ งภมู คิ ุม้ กนั ทดี ี มี
ความรู้ ความเพยี รและความอดทน สตแิ ละปัญญา การชว่ ยเหลอื ซงึ กนั และกนั และความสามคั คี

เศรษฐกจิ พอเพยี งมคี วามหมายกวา้ งกวา่ ทฤษฎใี หมโ่ ดยทเี ศรษฐกจิ พอเพยี งเป็นกรอบแนวคดิ ทชี บี อก
หลกั การและแนวทางปฏบิ ตั ขิ องทฤษฎใี หมใ่ นขณะที แนวพระราชดาํ รเิ กยี วกบั ทฤษฎใี หมห่ รอื เกษตรทฤษฎี
ใหม่ ซงึ เป็นแนวทางการพฒั นาภาคเกษตรอยา่ งเป็นขนั ตอนนัน เป็นตวั อยา่ งการใชห้ ลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ในทางปฏบิ ตั ิ ทเี ป็นรปู ธรรมเฉพาะในพนื ทที เี หมาะสม

ทฤษฎีใหมต่ ามแนวพระราชดาํ ริ

อาจเปรยี บเทยี บกบั หลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง ซงึ มอี ยู่ 2 แบบ คอื แบบพนื ฐานกบั แบบก้าวหน้า ไดด้ งั นี

ความพอเพียงในระดบั บุคคลและครอบครวั โดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งแบบพืนฐาน
เทยี บไดก้ บั ทฤษฎใี หมข่ นั ที 1 ทมี งุ่ แก้ปัญหาของเกษตรกรทอี ยหู่ ่างไกลแหลง่ นํา ตอ้ งพงึ นําฝนและประสบ
ความเสยี งจากการทนี ําไมพ่ อเพยี ง แมก้ ระทงั สาํ หรบั การปลกู ขา้ วเพอื บรโิ ภค และมขี อ้ สมมตวิ า่ มที ดี นิ
พอเพยี งในการขุดบ่อเพอื แกป้ ัญหาในเรอื งดงั กล่าวจากการแกป้ ัญหาความเสยี งเรอื งนํา จะทําใหเ้ กษตรกร
สามารถมขี า้ วเพอื การบรโิ ภคยงั ชพี ในระดบั หนึงได้ และใชท้ ดี นิ สว่ นอนื ๆ สนองความต้องการพนื ฐานของ
ครอบครวั รวมทงั ขายในสว่ นทเี หลอื เพอื มรี ายไดท้ จี ะใชเ้ ป็นคา่ ใชจ้ า่ ยอนื ๆ ทไี มส่ ามารถผลติ เองได้ ทงั หมด
นีเป็นการสรา้ งภมู คิ ุม้ กนั ในตวั ใหเ้ กดิ ขนึ ในระดบั ครอบครวั อยา่ งไรกต็ าม แมก้ ระทงั ในทฤษฎใี หมข่ นั ที 1 ก็
จาํ เป็นทเี กษตรกรจะตอ้ งไดร้ บั ความช่วยเหลอื จากชมุ ชนราชการ มลู นธิ ิ และภาคเอกชน ตามความ
เหมาะสม

ทคฤวษาฎมใีพหอมเข่ พนั ียทงีใ2นเรปะ็นดเบรั อืชงุมขชอนงกแาลระสรนะบั ดสบั นอุนงใคหก์เ้ กรษเตปร็นกเรศรรวษมฐพกลจิ งัพกอนั เใพนยี รงปู แกบลบุ่มกห้ารวอื หสหนก้ารซณงึ ์ คหรรออื บกคาลรทุมีี
ธรุ กจิ ต่าง ๆ รวมตวั กนั ในลกั ษณะเครอื ขา่ ยวสิ าหกจิ กลา่ วคอื เมอื สมาชกิ ในแต่ละครอบครวั หรอื องคก์ รต่าง
ๆ มคี วามพอเพยี งขนั พนื ฐานเป็นเบอื งต้นแลว้ กจ็ ะรวมกลมุ่ กนั เพอื รว่ มมอื กนั สรา้ งประโยชน์ใหแ้ กก่ ลมุ่ และ
ส่วนรวมบนพนื ฐานของการไมเ่ บยี ดเบยี นกนั การแบ่งปันชว่ ยเหลอื ซงึ กนั และกนั ตามกาํ ลงั และ
ความสามารถของตนซงึ จะสามารถทําให้ ชุมชนโดยรวมหรอื เครอื ขา่ ยวสิ าหกจิ นัน ๆ เกดิ ความพอเพยี งใน
วถิ ปี ฏบิ ตั อิ ยา่ งแทจ้ รงิ

ความพอเพียงในระดบั ประเทศ เป็นเศรษฐกจิ พอเพยี งแบบก้าวหน้า ซงึ ครอบคลุมทฤษฎใี หมข่ นั ที 3
ซงึ สง่ เสรมิ ใหช้ มุ ชนหรอื เครอื ข่ายวสิ าหกจิ สรา้ งความรว่ มมอื กบั องคก์ รอนื ๆ ในประเทศ เช่น บรษิ ทั ขนาด
ใหญ่ ธนาคาร สถาบนั วจิ ยั เป็นตน้

การสรา้ งเครอื ข่ายความรว่ มมอื ในลกั ษณะเช่นนีจะเป็นประโยชน์ในการสบื ทอดภมู ปิ ัญญา แลกเปลยี น
ความรู้ เทคโนโลยี และบทเรยี นจากการพฒั นา หรอื รว่ มมอื กนั พฒั นา ตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพยี ง ทาํ ให้
ประเทศอนั เป็นสงั คมใหญ่อนั ประกอบดว้ ยชุมชน องคก์ ร และธุรกจิ ต่าง ๆ ทดี ําเนินชวี ติ อยา่ งพอเพยี ง
กลายเป็นเครอื ขา่ ยชุมชนพอเพยี งทเี ชอื มโยงกนั ดว้ ยหลกั ไมเ่ บยี ดเบยี น แบง่ ปันและชว่ ยเหลอื ซงึ กนั และกนั
ไดใ้ นทสี ดุ

ทฤษฎีใหม่

ความสาํ คญั ของทฤษฎีใหม่
๑. มกี ารบรหิ ารและจดั แบง่ ทดี นิ แปลงเลก็ ออกเป็นสดั สว่ นทชี ดั เจน เพอื ประโยชน์สงู สดุ ของ
เกษตรกร ซงึ ไมเ่ คยมใี ครคดิ มาก่อน
๒. มกี ารคาํ นวณโดยใชห้ ลกั วชิ าการเกยี วกบั ปรมิ าณนําทจี ะกกั เกบ็ ใหพ้ อเพยี งตอ่ การเพาะปลกู
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมตลอดปี
๓. มกี ารวางแผนทสี มบรู ณ์แบบสาํ หรบั เกษตรกรรายยอ่ ย โดยมถี งึ ๓ ขนั ตอน

ทฤษฎีใหมข่ นั ต้น
ใหแ้ บง่ พนื ทอี อกเป็น ๔ สว่ น ตามอตั ราสว่ น ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึงหมายถงึ
พนื ทสี ว่ นทหี นึง ประมาณ ๓๐% ใหข้ ดุ สระเกบ็ กกั นําเพอื ใชเ้ กบ็ กกั นําฝนในฤดฝู น และใชเ้ สรมิ
การปลูกพชื ในฤดูแลง้ ตลอดจนการเลยี งสตั วแ์ ละพชื นําต่างๆ
พนื ทสี ว่ นทสี อง ประมาณ ๓๐% ใหป้ ลกู ขา้ วในฤดฝู นเพอื ใชเ้ ป็นอาหารประจาํ วนั สาํ หรบั
ครอบครวั ใหเ้ พยี งพอตลอด ปี เพอื ตดั คา่ ใชจ้ ่ายและสามารถพงึ ตนเองได้
พนื ทสี ว่ นทสี าม ประมาณ ๓๐% ใหป้ ลกู ไมผ้ ล ไมย้ นื ตน้ พชื ผกั พชื ไร่ พชื สมุนไพร ฯลฯ เพอื ใช้
เป็นอาหารประจาํ วนั หากเหลอื บรโิ ภคกน็ ําไปจาํ หน่าย
พนื ทสี ว่ นทสี ี ประมาณ ๑๐% เป็นทอี ยอู่ าศยั เลยี งสตั ว์ ถนนหนทาง และโรงเรอื นอนื ๆ

ทฤษฎีใหม่ขนั ทีสอง
เมอื เกษตรกรเขา้ ใจในหลกั การและไดป้ ฏบิ ตั ใิ นทดี นิ ของตนจนไดผ้ ลแลว้ กต็ อ้ งเรมิ ขนั ทสี อง คอื
ใหเ้ กษตรกรรวมพลงั กนั ในรูป กลมุ่ หรอื สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกนั ดาํ เนินการในดา้ น
(๑) การผลติ (พนั ธุพ์ ชื เตรยี มดนิ ชลประทาน ฯลฯ)
- เกษตรกรจะตอ้ งรว่ มมอื ในการผลติ โดยเรมิ ตงั แตข่ นั เตรยี มดนิ การหาพนั ธพุ์ ชื ป๋ ยุ การจดั หา
นํา และอนื ๆ เพอื การเพาะปลกู
(๒) การตลาด (ลานตากขา้ ว ยุง้ เครอื งสขี า้ ว การจาํ หน่ายผลผลติ )
- เมอื มผี ลผลติ แลว้ จะตอ้ งเตรยี มการตา่ งๆ เพอื การขายผลผลติ ใหไ้ ดป้ ระโยชน์สงู สุด เช่น การ
เตรยี มลานตากขา้ วรว่ มกนั การจดั หายงุ้ รวบรวมขา้ ว เตรยี มหาเครอื งสขี า้ ว ตลอดจนการ
รวมกนั ขายผลผลติ ใหไ้ ดร้ าคาดแี ละลดคา่ ใชจ้ า่ ยลงดว้ ย
(๓) การเป็นอยู่ (กะปิ นําปลา อาหาร เครอื งนุ่งหม่ ฯลฯ)
- ในขณะเดยี วกนั เกษตรกรตอ้ งมคี วามเป็นอยทู่ ดี พี อสมควร โดยมปี ัจจยั พนื ฐานในการดาํ รงชวี ติ
เชน่ อาหารการกนิ ต่างๆ กะปิ นําปลา เสอื ผา้ ทพี อเพยี ง
(๔) สวสั ดกิ าร (สาธารณสขุ เงนิ กู)้
- แต่ละชมุ ชนควรมสี วสั ดภิ าพและบรกิ ารทจี าํ เป็น เชน่ มสี ถานีอนามยั เมอื ยามป่วยไข้ หรอื มี
กองทุนไวก้ ยู้ มื เพอื ประโยชน์ในกจิ กรรมตา่ งๆ ของชุมชน
(๕) การศกึ ษา (โรงเรยี น ทุนการศกึ ษา)
- ชมุ ชนควรมบี ทบาทในการสง่ เสรมิ การศกึ ษา เชน่ มกี องทนุ เพอื การศกึ ษาเล่าเรยี นใหแ้ ก่
เยาวชนของชมชนเอง
(๖) สงั คมและศาสนา
- ชมุ ชนควรเป็นทรี วมในการพฒั นาสงั คมและจติ ใจ โดยมศี าสนาเป็นทยี ดึ เหนียว
โดยกจิ กรรมทงั หมดดงั กล่าวขา้ งตน้ จะตอ้ งไดร้ บั ความรว่ มมอื จากทกุ ฝ่ายทเี กยี วขอ้ ง ไม่วา่ สว่ น
ราชการ องคก์ รเอกชน ตลอดจนสมาชกิ ในชมุ ชนนันเป็นสาํ คญั

ทฤษฎีใหมข่ นั ทีสาม
เมอื ดาํ เนินการผา่ นพน้ ขนั ทสี องแลว้ เกษตรกร หรอื กลุ่มเกษตรกรกค็ วรพฒั นากา้ วหน้าไปสขู่ นั
ทสี ามตอ่ ไป คอื ตดิ ตอ่ ประสานงาน เพอื จดั หาทนุ หรอื แหลง่ เงนิ เชน่ ธนาคาร หรอื บรษิ ทั หา้ ง
รา้ นเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพฒั นาคุณภาพชวี ติ

ทงั นี ทงั ฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรอื บรษิ ทั เอกชนจะไดร้ บั ประโยชน์รว่ มกนั กลา่ วคอื
- เกษตรกรขายขา้ วไดร้ าคาสงู (ไมถ่ ูกกดราคา)
- ธนาคารหรอื บรษิ ทั เอกชนสามารถซอื ขา้ วบรโิ ภคในราคาตํา (ซอื ขา้ วเปลอื กตรงจากเกษตรกร
และมาสเี อง)
- เกษตรกรซอื เครอื งอุปโภคบรโิ ภคไดใ้ นราคาตํา เพราะรวมกนั ซอื เป็นจาํ นวนมาก (เป็นรา้ น
สหกรณ์ราคาขายส่ง)
- ธนาคารหรอื บรษิ ทั เอกชน จะสามารถกระจายบคุ ลากร เพอื ไปดาํ เนินการในกจิ กรรมต่างๆ ให้
เกดิ ผลดยี งิ ขนึ

หลกั การและแนวทางสาํ คญั
๑. เป็นระบบการผลติ แบบเศรษฐกจิ พอเพยี งทเี กษตรกรสามารถเลยี งตวั เองไดใ้ นระดบั ที
ประหยดั กอ่ น ทงั นี ชุมชนตอ้ งมคี วามสามคั คี รว่ มมอื รว่ มใจในการช่วยเหลอื ซงึ กนั และกนั
ทาํ นองเดยี วกบั การ “ลงแขก” แบบดงั เดมิ เพอื ลดคา่ ใชจ้ า่ ยในการจา้ งแรงงานดว้ ย
๒. เนืองจากขา้ วเป็นปัจจยั หลกั ทที ุกครวั เรอื นจะตอ้ งบรโิ ภค ดงั นัน จงึ ประมาณว่าครอบครวั
หนึงทาํ นาประมาณ ๕ ไร่ จะทาํ ใหม้ ขี า้ วพอกนิ ตลอดปี โดยไมต่ อ้ งซอื หาในราคาแพง เพอื ยดึ
หลกั พงึ ตนเองไดอ้ ยา่ งมอี สิ รภาพ
๓. ตอ้ งมนี ําเพอื การเพาะปลกู สาํ รองไวใ้ ชใ้ นฤดแู ลง้ หรอื ระยะฝนทงิ ชว่ งไดอ้ ยา่ งพอเพยี ง ดงั นัน
จงึ จาํ เป็นตอ้ งกนั ทดี นิ สว่ นหนึงไวข้ ดุ สระนํา โดยมหี ลกั ว่าตอ้ งมนี ําเพยี งพอทจี ะเพาะปลูกได้
ตลอดปี ทงั นี ไดพ้ ระราชทานพระราชดาํ รเิ ป็นแนวทางวา่ ตอ้ งมนี ํา ๑,๐๐๐ ลกู บาศกเ์ มตร ตอ่
การเพาะปลกู ๑ ไร่ โดยประมาณ ฉะนัน เมอื ทาํ นา ๕ ไร่ ทาํ พชื ไร่ หรอื ไมผ้ ลอกี ๕ ไร่ (รวมเป็น
๑๐ ไร)่ จะตอ้ งมนี ํา ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศกเ์ มตรตอ่ ปี

ดงั นนั หากตงั สมมตฐิ านวา่ มพี นื ที ๕ ไร่ กจ็ ะสามารถกาํ หนดสตู รครา่ วๆ ว่า แต่ละแปลง
ประกอบดว้ ย
- นาขา้ ว ๕ ไร่
- พชื ไร่ พชื สวน ๕ ไร่
- สระนํา ๓ ไร่ ขดุ ลกึ ๔ เมตร จุนําไดป้ ระมาณ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศกเ์ มตร ซงึ เป็นปรมิ าณนําที
เพยี งพอทจี ะสาํ รองไวใ้ ชย้ ามฤดแู ลง้
- ทอี ยอู่ าศยั และอนื ๆ ๒ ไร่

รวมทงั หมด ๑๕ ไร่
แตท่ งั นี ขนาดของสระเกบ็ นําขนึ อยกู่ บั สภาพภมู ปิ ระเทศและสภาพแวดลอ้ ม ดงั นี
- ถา้ เป็นพนื ทที าํ การเกษตรอาศยั นําฝน สระนําควรมลี กั ษณะลกึ เพอื ป้องกนั ไมใ่ หน้ ําระเหย
ไดม้ ากเกนิ ไป ซงึ จะทาํ ใหม้ นี ําใชต้ ลอดทงั ปี
- ถา้ เป็นพนื ทที าํ การเกษตรในเขตชลประทาน สระนําอาจมลี กั ษณะลกึ หรอื ตนื และแคบ หรอื
กวา้ งกไ็ ด้ โดยพจิ ารณาตามความเหมาะสม เพราะสามารถมนี ํามาเตมิ อยเู่ รอื ยๆ
การมสี ระเกบ็ นํากเ็ พอื ใหเ้ กษตรกรมนี ําใชอ้ ยา่ งสมาํ เสมอทงั ปี (ทรงเรยี กวา่ Regulator หมายถงึ
การควบคมุ ใหด้ ี มรี ะบบนําหมนุ เวยี นใชเ้ พอื การเกษตรไดโ้ ดยตลอดเวลาอยา่ งต่อเนือง)
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ ในหน้าแลง้ และระยะฝนทงิ ชว่ ง แต่มไิ ดห้ มายความวา่ เกษตรกรจะสามารถ
ปลูกขา้ วนาปรงั ได้ เพราะหากนําในสระเกบ็ นําไมพ่ อ ในกรณมี เี ขอื นอยบู่ รเิ วณใกลเ้ คยี งกอ็ าจจะ
ตอ้ งสบู นํามาจากเขอื น ซงึ จะทาํ ใหน้ ําในเขอื นหมดได้ แตเ่ กษตรกรควรทาํ นาในหน้าฝน และเมอื
ถงึ ฤดแู ลง้ หรอื ฝนทงิ ช่วงใหเ้ กษตรกรใชน้ ําทเี กบ็ ตนุ นนั ใหเ้ กดิ ประโยชน์ทางการเกษตรอยา่ ง
สงู สุด โดยพจิ ารณาปลกู พชื ใหเ้ หมาะสมกบั ฤดกู าล เพอื จะไดม้ ผี ลผลติ อนื ๆ ไวบ้ รโิ ภคและ
สามารถนําไปขายไดต้ ลอดทงั ปี
๔. การจดั แบง่ แปลงทดี นิ เพอื ใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุดนี พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ทรงคาํ นวณ
และคาํ นึงจากอตั ราการถอื ครองทดี นิ ถวั เฉลยี ครวั เรอื นละ ๑๕ ไร่ อยา่ งไรกต็ าม หากเกษตรกร
มพี นื ทถี อื ครองน้อยกว่านี หรอื มากกวา่ นี กส็ ามารถใชอ้ ตั ราสว่ น ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ เป็นเกณฑ์
ปรบั ใชไ้ ด้ กลา่ วคอื
รอ้ ยละ ๓๐ สว่ นแรก ขดุ สระนํา (สามารถเลยี งปลา ปลกู พชื นํา เชน่ ผกั บุง้ ผกั กะเฉด ฯลฯ ได้
ดว้ ย) บนสระอาจสรา้ งเลา้ ไก่และบนขอบสระนําอาจปลูกไมย้ นื ตน้ ทไี มใ่ ชน้ ํามากโดยรอบ ได้
รอ้ ยละ ๓๐ สว่ นทสี อง ทํานา
รอ้ ยละ ๓๐ สว่ นทสี าม ปลกู พชื ไร่ พชื สวน (ไมผ้ ล ไมย้ นื ตน้ ไมใ้ ชส้ อย ไมเ้ พอื เป็นเชอื ฟืน ไม้
สรา้ งบา้ น พชื ไร่ พชื ผกั สมุนไพร เป็นตน้ )
รอ้ ยละ ๑๐ สดุ ทา้ ย เป็นทอี ยอู่ าศยั และอนื ๆ (ทางเดนิ คนั ดนิ กองฟาง ลานตาก กองป๋ ุยหมกั
โรงเรอื น โรงเพาะเหด็ คอกสตั ว์ ไมด้ อกไมป้ ระดบั พชื สวนครวั หลงั บา้ น เป็นตน้ )

อยา่ งไรกต็ าม อตั ราสว่ นดงั กลา่ วเป็นสตู ร หรอื หลกั การโดยประมาณเท่านัน สามารถปรบั ปรงุ
เปลยี นแปลงไดต้ ามความเหมาะสม โดยขนึ อยกู่ บั สภาพของพนื ทดี นิ ปรมิ าณนําฝน และ

สภาพแวดลอ้ ม เช่น ในกรณีภาคใตท้ มี ฝี นตกชุก หรอื พนื ทที มี แี หล่งนํามาเตมิ สระไดต้ ่อเนือง ก็
อาจลดขนาดของบอ่ หรอื สระเกบ็ นําใหเ้ ลก็ ลง เพอื เกบ็ พนื ทไี วใ้ ชป้ ระโชน์อนื ตอ่ ไปได้

๕. การดาํ เนินการตามทฤษฎใี หม่ มปี ัจจยั ประกอบหลายประการ ขนึ อยกู่ บั สภาพภมู ปิ ระเทศ
สภาพแวดลอ้ มของแต่ละทอ้ งถนิ ดงั นนั เกษตรกรควรขอรบั คําแนะนําจากเจา้ หน้าทดี ว้ ย และที

สาํ คญั คอื ราคาการลงทุนคอ่ นขา้ งสงู โดยเฉพาะอยา่ งยงิ การขดุ สระนํา เกษตรกรจะตอ้ งไดร้ บั
ความชว่ ยเหลอื จากส่วนราชการ มลู นิธิ และเอกชน

๖. ในระหวา่ งการขดุ สระนํา จะมดี นิ ทถี กู ขุดขนึ มาจาํ นวนมาก หน้าดนิ ซงึ เป็นดนิ ดี ควรนําไป
กองไวต้ ่างหากเพอื นํามาใชป้ ระโยชน์ในการปลกู พชื ต่างๆ ในภายหลงั โดยนํามาเกลยี คลุมดนิ

บรรณานุกรม

มลู นิธชิ ยั พฒั นา
https://www.chaipat.or.th/site_content/item/3579-2010-10-08-05-24-39.html
https://www.nhtech.ac.th/Sufficient/


Click to View FlipBook Version