ประวัติบาสเกตบอล
บาสเกตบอล ( Basketball ) เป็ นกีฬาประจาชาติอเมริกนั ถกู คดิ ขนึ ้ เพอ่ื ต้องการชว่ ยเหลอื บรรดา
สมาชิก Y.M.C.A. ได้เลน่ กีฬาในฤดหู นาว เน่ืองจากในชว่ งฤดหู นาวสภาพพนื ้ ภมู ิประเทศโดยทว่ั ๆไป ถกู หิมะปกคลมุ อนั
เป็ นอปุ สรรคในการเลน่ กีฬากลางแจ้ง เช่น อเมริกนั ฟตุ บอล เบสบอล คณะกรรมการสมาคม Y.M.C.A. ได้พยายามหา
หนทางแก้ไขให้บรรดาสมาชิกทงั้ หลายได้เลน่ กีฬาในชว่ งฤดหู นาวโดยไมบ่ งั เกิดความเบอ่ื หนา่ ย
ในปี ค.ศ.1891 Dr.James A.Naismith ครูสอนพลศกึ ษาของ The International Y.M.C.A. Training
School อยทู่ ี่เมอื ง Springfield รัฐ Massachusetts ได้รับมอบหมายจาก Dr.Gulick ให้เป็ นผ้คู ดิ ค้นการเลน่ กีฬาในร่มที่
เหมาะสมทจี่ ะใช้เลน่ ในชว่ งฤดหู นาว Dr.James ได้พยายามคิดค้นดดั แปลงการเลน่ กีฬาอเมริกนั ฟตุ บอลและเบสบอลเข้า
ด้วยกนั และให้มกี ารเลน่ ทเี่ ป็ นทีมในครัง้ แรก Dr.James ได้ใช้ลกู ฟตุ บอลและตะกร้าเป็ นอปุ กรณ์สาหรับให้นกั กีฬาเลน่ เขา
ได้นาตะกร้าลกู พชี ไปแขวนไว้ทฝ่ี าผนงั ของห้องพลศกึ ษา แล้วให้ผ้เู ลน่ พยายามโยนลกู บอลลงในตะกร้านนั้ ให้ได้ โดยใช้เนอื ้
ทส่ี นามสาหรับเลน่ ให้มขี นาดเลก็ ลงแบง่ ผ้เู ลน่ ออกเป็ นข้างละ 7 คน ผลการทดลองครัง้ แรกผ้เู ลน่ ได้รับความสนกุ สนาน
ตื่นเต้น แตข่ าดความเป็ นระเบียบ มีการชนกนั ผลกั กนั เตะกนั อนั เป็ นการเลน่ ทรี่ ุนแรงในการทดลองนนั้
ตอ่ มา Dr.James ได้ตดั การเลน่ ที่รุนแรงออกไป และได้ทาการวางกตกิ าห้ามผ้เู ลน่ เข้าปะทะถกู เนอื ้ ต้องตวั กนั นบั ได้วา่ เป็ น
หลกั เบอื ้ งต้นของการเลน่ บาสเกตบอล Dr.James จงึ ได้วางกตกิ าการเลน่ บาสเกตบอลไว้เป็ นหลกั ใหญ่ๆ 4 ข้อ ด้วยกนั คือ
1. ผ้เู ลน่ ทค่ี รอบครองลกู บอลอยนู่ นั้ จะต้องหยดุ อยกู่ บั ทห่ี ้ามเคลอ่ื นท่ไี ปไหน
2. ประตจู ะต้องอยเู่ หนอื ศีรษะของผ้เู ลน่ และอยขู่ นานกบั พนื ้
3. ผ้เู ลน่ สามารถครอบครองบอลไว้นานเทา่ ใดก็ได้ โดยคตู่ อ่ ส้ไู มอ่ าจเข้าไปถกู ต้องตวั ผ้เู ลน่ ท่ี
ครอบครองบอลได้
4. ห้ามการเลน่ ทร่ี ุนแรงตา่ งๆโดยเดด็ ขาด ผ้เู ลน่ ทงั้ สองฝ่ ายจะต้องไมก่ ระทบกระแทกกนั
เมอื่ ได้วางกตกิ าการเลน่ ขนึ ้ มาแล้วก็ได้นาไปทดลอง และพยายามปรับปรุงแก้กไขระเบยี บดขี นึ ้ เขาได้พยายาม
ลดจานวนผ้เู ลน่ ลงเพ่อื หลกี เลยี่ งการปะทะกนั จนในท่ีสดุ ก็ได้กาหนดตวั ผ้เู ลน่ ไว้ฝ่ ายละ 5 คน ซง่ึ เป็นจานวนทเ่ี หมาะสม
ทีส่ ดุ กบั ขนาดเนอื ้ ทีส่ นาม Dr.James ได้ทดลองการเลน่ หลายครงั้ หลายหน และพฒั นาการเลน่ เร่ือยมา จนกระทง่ั เขาได้
เขยี นกติกาการเลน่ ไว้เป็ นจานวน 13 ข้อ ด้วยกนั และเป็ นต้นฉบบั การเลน่ ทย่ี งั คงปรากฏอยบู่ นกระดานเกียรตยิ ศใน
โรงเรียนพลศกึ ษา ณ Springfield อยจู่ นกระทง่ั ทกุ วนั นี ้
กตกิ า 13 ข้อ ของ Dr.James มดี งั นี้
1. ผ้เู ลน่ ห้ามถือลกู บอลแล้ววง่ิ
2. ผ้เู ลน่ จะสง่ บอลไปทศิ ทางใดกไ็ ด้ โดยใช้มอื เดยี วหรือสองมือก็ได้
3. ผ้เู ลน่ จะเลยี ้ งบอลไปทศิ ทางใดก็ได้ โดยใช้มือเดยี วหรือสองมอื ก็ได้
4. ผ้เู ลน่ ต้องใช้มือทงั้ สองเข้าครอบครองบอล ห้ามใช้ร่างกายชว่ ยในการครอบครองบอล
5. ในการเลน่ จะใช้ไหลก่ ระแทก หรือใช้มอื ดงึ ผลกั ตี หรือทาการใดๆให้ฝ่ ายตรงข้ามล้มลง
ไมไ่ ด้ ถ้าผ้เู ลน่ ฝ่ าฝื นถือเป็ นการฟาวล์ 1 ครัง้ ถ้า ฟาวล์ 2 ครัง้ หมดสทิ ธิ์เลน่ จนกวา่ ฝ่ ายหนง่ึ
ฝ่ ายใดทาประตกู นั ได้จงึ จะกลบั มาเลน่ ได้อีก ถ้าเกิดการบาดเจบ็ ระหวา่ งการแขง่ ขนั จะไมม่ ี
การเปลยี่ นตวั ผ้เู ลน่
6. ห้ามใช้ขาหรือเท้าแตะลกู ถือเป็ นการฟาวล์ 1 ครัง้
7. ถ้าฝ่ ายหนง่ึ ฝ่ ายใดทาฟาวล์ตดิ ตอ่ กนั 3 ครัง้ ให้อกี ฝ่ ายหนงึ่ ได้ประตู
8. ประตทู ่ีทาได้หรือนบั วา่ ได้ประตนู นั้ ต้องเป็ นการโยนบอลให้ลงตะกร้า ฝ่ ายป้ องกนั จะไปยงุ่
เกี่ยวกบั ประตไู มไ่ ด้เดด็ ขาด
9. เมื่อฝ่ ายหนงึ่ ฝ่ ายใดทาลกู บอลออกนอกสนาม ให้อกี ฝ่ ายหนง่ึ สง่ ลกู เข้ามาจากขอบสนาม
ภายใน 5 วินาที ถ้าเกิน 5 วนิ าที ให้เปลย่ี นสง่ และถ้าผ้เู ลน่ ฝ่ ายใดพยายามถว่ งเวลาอยเู่ สมอให้
ปรับเป็ นฟาวล์
10. ผ้ตู ดั สนิ มหี น้าทต่ี ดั สนิ วา่ ผ้เู ลน่ คนใดฟาวล์ และลงโทษให้ผ้เู ลน่ หมดสทิ ธ์ิ
11. ผ้ตู ดั สนิ มีหน้าทตี่ ดั สนิ วา่ ลกู ใดออกนอกสนาม และฝ่ ายใดเป็ นฝ่ ายสง่ ลกู เข้าเลน่ และจะทา
หน้าที่เป็ นผ้รู ักษาเวลาบนั ทกึ จานวนประตทู ่ีทาได้ และทาหน้าท่ีทว่ั ไปตามวสิ ยั ของผ้ตู ดั สนิ
12. การเลน่ แบง่ ออกเป็ น 2 คร่ึงๆละ 20 นาที
13. ฝ่ ายท่ีทาประตไู ด้มากท่สี ดุ เป็ นผ้ชู นะ ในกรณีคะแนนเทา่ กนั ให้ตอ่ เวลาออกไป และถ้าฝ่ ายใด ทาประตไู ด้ก่อนถือวา่
เป็ นฝ่ ายชนะ
แม้วา่ กตกิ าการเลน่ จะกาหนดขนึ ้ เพอื่ เปิ ดโอกาสให้ผ้สู งู อายไุ ด้เลน่ เพ่ือความสนกุ สนานในแงน่ นั ทนาการ แต่
กีฬานกี ้ ็ได้รับความนยิ มจากเยาวชนอยา่ งรวดเร็ว ทงั้ ๆท่ีมผี ้คู นเป็ นจานวนมากเห็นวา่ เป็ นกีฬาสาหรับผ้อู อ่ นแอ และ
พยายามทจ่ี ะพิสจู น์ความเห็นนดี ้ ้วยการหาเร่ืองทะเลาะววิ าทกบั ผ้เู ลน่ บาสเกตบอลก็ตาม อยา่ งไรก็ดี ความรู้สกึ เชน่ นี ้
คอ่ ยๆเริ่มจางหายไปเม่อื ความรวดเร็วและความแมน่ ยาในการเลน่ บาสเกตบอล ได้สร้างความประทบั ใจและดงึ ดดู ความ
สนใจของผ้คู นเพิม่ มากขนึ ้ และได้แพร่กระจายไปทางตะวนั ออกของอเมริกาอยา่ งรวดเร็วและเมือ่ โรงเรียนตา่ งๆได้ตระหนกั
ถึงความสาคญั ของกีฬาชนดิ นี ้จงึ พากนั นยิ มเลน่ ไปทวั่ ประเทศ
กอ่ นปี ค.ศ. 1915 แม้วา่ บาสเกตบอลจะเป็ นกีฬาที่ได้รบั ความนิยมอยา่ งกว้างขวางเป็ นอยา่ งมากก็ตาม แตก่ ็
จากดั เป็ นเพยี งการเลน่ เพ่ือออกกาลงั กายในห้องพลศกึ ษาเทา่ นนั้ ไมม่ อี งค์กรใดรับผดิ ชอบจดั การเลน่ เป็ นกิจลกั ษณะ
ยกเว้นองคก์ รบาสเกตบอลอาชีพที่เกิดขนึ ้ เพยี ง 2-3 องค์กรแล้วก็เลกิ ล้มไป ฉะนนั้ การเลน่ บาสเกตบอลในแตล่ ะทีแ่ ตล่ ะ
แหง่ จึงตา่ งก็ใช้กตกิ าผิดแผกแตกตา่ งกนั ออกไป ทาให้เป็ นอปุ สรรคตอ่ การเจริญเตบิ โตและการพฒั นากีฬาบาสเกตบอล
เป็ นอยา่ งมาก
ดงั นนั้ ในปี ค.ศ. 1915 สมาคม Y.M.C.A. สมาคมกีฬามหาวทิ ยาลยั แหง่ ชาติและสมาพนั ธ์กีฬาสมคั รเลน่ ได้
ร่วมประชมุ เพ่อื ร่างกติกาการเลน่ บาสเกตบอลขนึ ้ มาเพ่ือเป็ นบรรทดั ฐานเดียวกนั กตกิ านไี ้ ดใช้สบื มาจนกระทงั่ ปี
ค.ศ. 1938 และได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขนึ ้ ในการแขง่ ขนั กีฬาโอลมิ ปิ กครัง้ ที่ 11 ณ กรุงเบอร์ลนิ ประเทศเยอรมนั นี
โดยคณะกรรมการโอลมิ ปิ กนานาชาติเป็ นผ้พู ิจารณาสหรัฐอเมริกายอมรับการเลน่ บาสเกตบอลเป็นกีฬาประจาชาติเม่ือ
วนั ที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1892 ซงึ่ ได้มกี ารเลน่ บาสเกตบอลอยา่ งเป็นทางการขนึ ้ เป็ นครงั้ แรก สมาคม Y.M.C.A. ได้นากีฬา
บาสเกตบอลไปเผยแพร่ในทกุ สว่ นของโลก ได้แพร่เข้าไปในประเทศจีนและอินเดียในราวปี ค.ศ. 1894, ฝร่ังเศส ในราวปี
ค.ศ. 1895, ญ่ีป่ นุ ราวปี ค.ศ. 1900 เกือบจะกลา่ วได้วา่ บาสเกตบอลมกี ารเลน่ ในทกุ ประเทศทว่ั โลก ตงั้ แตก่ อ่ น
สงครามโลกครงั้ ท่ี 1 และคาดวา่ กอ่ นปี ค.ศ. 1941 มีประชาชนทวั่ โลกเลน่ กีฬาบาสเกตบอลเป็ นจานวนถงึ 20 ล้านคน
ในขณะนมี ้ ีผ้นู ิยมเลน่ บาสเกตบอลกนั ทวั่ ทกุ มมุ โลก ไมน่ ้อยกวา่ 52 ประเทศ นอกจากนไี ้ ด้มกี ารแปลกตกิ าการเลน่ เป็ น
ภาษาตา่ งๆมากกวา่ 30 ภาษา
ประวัตบิ าสเกตบอลในประเทศไทย
กีฬาบาสเกตบอลแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยเป็ นครัง้ แรกในสมยั ใด ปี ใดนนั้ มไิ ด้มหี ลกั ฐานท่จี ะปรากฏ
ยืนยนั แนช่ ดั ได้ ทราบแตเ่ พยี งวา่ ในปี พ.ศ.2477 นายนพคณุ พงษ์สวุ รรณ อาจารย์สอนภาษาจีนที่โรงเรียนมธั ยมวดั บพิตร
พมิ ขุ ได้ช่วยเหลอื กรมพลศกึ ษาจดั แปลกตกิ าการเลน่ บาสเกตบอลขึน้ ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2478 กระทรวงธรรมการ ได้จดั การ
อบรมครูจงั หวดั ตา่ งๆจานวน 100 คน ภายในระยะเวลา 1 เดอื น และได้รับความชว่ ยเหลอื จาก พ.ต.อ. หลวงชาตติ ระการ
โกศล ผ้ซู ง่ึ มีความรู้และเชย่ี วชาญทางการเลน่ กีฬาบาสเกตบอลคนหนง่ึ ทงั้ ได้>เคยเป็ นตวั แทนของมหาวทิ ยาลยั เข้าร่วม
การแขง่ ขนั เมื่อครงั้ ทา่ นกาลงั ศกึ ษาอยใู่ นสหรัฐอเมริกา มาเป็ นผ้บู รรยายเกี่ยวกบั เทคนคิ และวธิ ีเลน่ บาสเกตบอลแก่บรรดา
ครูทเี่ ข้ารับการอบรม ตอ่ มาก็เป็ นผลทาให้กีฬาบาสเกตบอลแพร่หลายไปทว่ั ประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2496 สมาคมบาสเกตบอลสมคั รเลน่ แหง่ ประเทศไทยได้ถกู จดั ตงั้ ขนึ ้ ตามแบบอนั ถกู ต้อง โดยจด
ทะเบียนที่สภาวฒั นธรรมแหง่ ชาติ และได้กลายมาเป็ นสมาคมบาสเกตบอลแหง่ ประเทศไทยในปีเดยี วกนั นนั้ เอง และใน
วนั ท่ี 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 สมาคมบาสเกตบอลแหง่ ประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมเป็ นสมาชิกของสมาคมบาสเกตบอล
ระหวา่ งประเทศ
แนะนาอุปกรณ์บาสเกตบอล
สนาม - ขนาด
สนามทใี่ ช้เลน่ บาสเกตบอลจะต้องเป็ นสเ่ี หลยี่ มผืนผ้า มีพนื ้ เรียบแขง็ ปราศจากสงิ่ กีดขวางใด ๆ ซงึ่ สนามทใี่ ช้
แขง่ ขนั โอลมิ ปิ กและชงิ แชมเปี ย้ นโลกจะต้องมขี นาด ยาว 28 เมตร และกว้าง 15 เมตร โดยวดั จากขอบในของเส้นเขต
สนาม สาหรับการแขง่ ขนั ระดบั อน่ื ๆ ในองค์กรภายใต้การควบคมุ ของฟีบ้า (FIBA) เช่น คณะกรรมการบริหารของโซน
(Zone) ในกรณีการแขง่ ขนั ระดบั โซน และระดบั ทวปี หรือสมาคมกีฬาบาสเกตบอลของชาตินนั้ ๆ ในกรณีการแขง่ ขนั
ภายในประเทศ จะมอี านาจในการรับรองสนามแขง่ ขนั ซง่ึ มีขนาดตามกาหนดดงั ตอ่ ไปนคี ้ อื ความยาวลดลงกวา่ มาตรฐาน
ได้ไมเ่ กิน 4 เมตร และความกว้างลดลงกวา่ มาตรฐานได้ไมเ่ กิน 2 เมตร ทงั้ นีอ้ ตั ราสว่ นของการลดขนาดของสนามต้องเป็ น
สดั สว่ นตอ่ กนั สนามทจ่ี ะสร้างขนึ ้ ใหมต่ ้องมีขนาดตามทกี่ าหนด เพือ่ ใช้แขง่ ขนั ระดบั สาคญั ๆ ของฟีบ้า คอื ขนาด 28 x
15 เมตร สาหรับเพดานนนั้ ให้มคี วามสงู อยา่ งน้อย 7 เมตร และพนื ้ สนามควรได้รับแสงสวา่ งเพยี งพอและทวั่ ถงึ กนั ทงั้ นี ้
ควรตดิ ตงั้ โคมไฟโดยมใิ ห้ปิ ดบงั สายตาของผ้เู ลน่ ขนาดและพนื ้ ของสนามต้องตรงกบั เกณฑ์ที่ระบไุ ว้ เพื่อใช้แขง่ ขนั ระดบั
สาคญั ๆ ของฟีบ้า
เส้นขอบสนาม
สนามแขง่ ขนั ต้องมีเส้นขอบสนามอยา่ งชดั เจน โดยทกุ จดุ ต้องมรี ะยะหา่ งจากคนดู ป้ ายโฆษณา หรือสง่ิ กีดขวาง
อื่นๆ อยา่ งน้อย 2 เมตร เส้นขอบสนามทางด้านยาวมชี ื่อเรียกวา่ เส้นข้าง และเส้นขอบสนามทางด้านสนั้ มชี ื่อเรียกวา่ เส้น
หลงั เส้นตา่ งๆ ทก่ี ลา่ วในข้อนี ้และในข้ออื่นๆ จะต้องเห็นได้อยา่ งชดั เจน และมีขนาดกว้าง 5 เซนตเิ มตร
วงกลมกลาง
วงกลมกลางต้องมรี ัศมี 1.80 เมตร และอยทู่ ่ีกลางสนาม ให้วดั รัศมจี ากขอบนอกของเส้นรอบวง
เส้นกลาง แดนหน้า และแดนหลงั
เส้นกลางต้องลากให้ขนานกบั เส้นหลงั จากจดุ กงึ่ กลางของเส้นข้าง และต้องยน่ื เลยเส้นข้างออกไปอีกข้าง
ละ 15 เซนตเิ มตร แดนหน้าของทมี คือสว่ นของสนามระหวา่ งเส้นหลงั ที่อยดู่ ้านหลงั ของหว่ งประตขู องคแู่ ขง่ ขนั กบั ขอบ
ด้านใกล้ของเส้น กลาง สาหรับสว่ นทเี่ หลอื ของสนามรวมทงั้ เส้นกลางคือ แดนหลงั ของทีม
เขตยงิ ประตูเพ่ือทา 3 คะแนน
เขตยิงประตเู พอื่ ทา 3 คะแนน คอื สว่ นของพนื ้ สนามที่มเี ส้นแสดงเป็ นเส้นโค้ง 2 แหง่ ซงึ่ แตล่ ะแหง่ จะเป็ นเส้น
ครึ่งวงกลม ขนาดรัศมี 6.25 เมตร โดยวดั จากขอบนอกของเส้นครึ่งวงกลม ทงั้ นจี ้ ะมีศนู ย์กลางอยทู่ จ่ี ดุ ของเส้นดิ่งที่ลาก
ผา่ นจดุ ศนู ย์กลางของ หว่ งประตลู งจดถงึ พนื ้ สนาม และลากเส้นทต่ี อ่ จากปลายเส้นครึ่งวงกลมให้ขนานกบั เส้นข้างบรรจบ
กบั เส้นหลงั ระยะหา่ งระหวา่ งจดุ ก่งึ กลางของเส้นหลงั วดั จากขอบในไปยงั จดุ ศนู ย์กลางของคร่ึงวงกลมคือ 1.575 เมตร
เขต 3 วินาที (เขตกาหนดเวลา) เขตโยนโทษ และเส้นโยนโทษ
เขต 3 วนิ าที คือพนื ้ ท่ีในสนามท่มี เี ขตตงั้ แตเ่ ส้นหลงั เส้นโยนโทษ และเส้นที่ลากจากเส้นโยนโทษไปบรรจบกบั
เส้นหลงั จากจดุ กง่ึ กลางของเส้นหลงั ไปสนิ ้ สดุ ที่ขอบนอกของเส้นแนวยนื การโยนโทษ ระยะหา่ ง 3 เมตร
เขตโยนโทษ คอื พนื ้ ท่ีกาหนดทต่ี อ่ จากเขต 3 วินาที เข้าไปในสนามโดยทาคร่ึงวงกลมรศั มี 1.80 เมตร และมีจดุ
ศนู ย์กลางทกี่ ง่ึ กลางของเส้นโยนโทษ ให้ทาคร่ึงวงกลมขนาดเดียวกนั แตต่ เี ส้นปะเข้าไปในเขต 3 วนิ าทีด้วย
ช่องยนื ตามแนวการโยนโทษ เป็ นชอ่ งทผ่ี ้เู ลน่ ยืนขณะมกี ารโยนโทษ ซง่ึ มีลกั ษณะดงั นี ้คอื
เส้นแรกของชอ่ งท่จี ะต้องอยหู่ า่ งจากขอบในของเส้นหลงั 1.75 เมตร วดั ตามแนวของเส้นแนวยืนโยนโทษ พนื ้ ทขี่ องชอ่ ง
แรกจะมเี ส้นกาหนดหา่ งจากเส้นแรก 85 เซนตเิ มตร สว่ นช่องทีส่ องจะอยถู่ ดั จากเขตปลอดผ้เู ลน่ (Neutral Zone) ซงึ่ มี
ขนาดกว้าง 30 เซนตเิ มตร สว่ นชอ่ งท่ีสองจะอยถู่ ดั จากเขตปลอดผ้เู ลน่ และมีขนาดกว้าง 85 เซนตเิ มตร ถดั จากเส้น
กาหนดช่องท่ีสองจะเป็ นชอ่ งทส่ี ามซง่ึ มขี นาด 85 เซนตเิ มตรเชน่ เดยี วกนั เส้นทแี่ สดงชอ่ งตา่ งๆ เหลา่ นมี ้ คี วาม
ยาว 10 เซนตเิ มตร และกว้าง 5 เซนตเิ มตรตงั้ ฉากกบั เส้นแนวยนื การโยนโทษ และให้ลากจากขอบนอกของพนื ้ ทเ่ี ขต
กาหนดเวลา
เส้นโยนโทษ จะต้องลากให้ขนานกบั เส้นหลงั โดยมขี อบนอกหา่ งจากขอบในของเส้นหลงั 5.80 เมตร และ
ยาว 3.60 เมตรจดุ กึ่งกลางของเส้นโยนโทษต้องอยใู่ นแนวเส้นตรงเดยี วกนั กบั จดุ กึ่งกลางของเส้นหลงั ทงั้ สองเส้น
พืน้ ท่นี ่ังของทมี พนื ้ ท่ีนงั่ ของทีม กาหนด ณ พนื ้ ท่ีนอกเขตสนามทางด้านเดยี วกนั กบั โต๊ะเจ้าหน้าท่ี พนื ้ ที่
กาหนดคือเส้นตรงยาว 2 เมตร ทล่ี ากตอ่ จากเส้นหลงั และเส้นตรงยาว 2 เมตร ลากจากจดุ ที่หา่ งจากเส้นกลาง 5 เมตร ให้
ตงั้ ฉากกบั เส้นข้าง เส้นตรง 2 เมตรจะต้องมสี แี ตกตา่ งจากสขี องเส้นข้างและเส้นหลงั
กระดานหลงั (แป้ น) ขนาด วสั ดุ และตาแหน่งท่ตี ดิ ตงั้ กระดานหลงั จะต้องทาจากไม้เนอื ้ แข็งหนา 3 เซนติเมตร หรือ
เป็ นวสั ดโุ ปร่งใสทเ่ี หมาะสม (แผน่ เดียวและมคี วามหนาแนน่ เชน่ เดยี วกบั ไม้เนอื ้ แขง็ ) การแขง่ ขนั ระดบั โอลมิ ปิ กและชิงแช
มเปี ย้ นโลก กระดานหลงั จะต้องมีขนาดความยาว 1.80 เมตร กว้าง 1.05 เมตรและขอบลา่ งสงู จากพนื ้ สนาม 2.90 เมตร
สาหรับการแขง่ ขนั ระดบั อืน่ ๆ ให้องค์กรภายใต้การควบคมุ ของฟีบ้า เช่น คณะกรรมการบริหารของโซนในกรณีการแขง่ ขนั
ของโซนหรือทวีป หรือสมาคมกีฬาบาสเกตบอลของชาตินนั้ ๆ สาหรับการแขง่ ขนั ของโซนหรือทวีป หรือสมาคมกีฬา
บาสเกตบอลของชาตนิ นั้ ๆ สาหรบั การแขง่ ขนั ภายในประเทศ จะมีอานาจในการรับรองขนาดของกระดานหลงั ซงึ่ จะเป็ น
ขนาดยาว 1.80 เมตร กว้าง 1.20 เมตร ขอบลา่ งสงู จากพนื ้ สนาม 2.75 เมตร หรือขนาดยาว 1.80 เมตร กว้าง 1.05 เมตร
และมีขอบลา่ งสงู จากพนื ้ สนาม 2.90 เมตรก็ได้ สว่ นกระดานหลงั ท่ีตดิ ตงั้ ใหมท่ งั้ หมด จะต้องมีขนาดเทา่ กบั ทร่ี ะบไุ ว้
สาหรับการแขง่ ขนั ระดบั โอลมิ ปิ ก และชิงแชมเปี ย้ นโลก คอื ขนาด 1.80 x 1.05 เมตร พนื ้ ด้านหน้าของกระดานหลงั ต้อง
เรียบและมีสขี าว ยกเว้นกระดานหลงั ทเ่ี ป็ นแบบโปร่งใส ให้มเี ครื่องหมายตอ่ ไปนที ้ ี่พนื ้ ด้านหน้าของกระดานหลงั คอื ทารูป
สเี่ หลย่ี มผืนผ้าหลงั หว่ ง โดยมเี ส้นขอบหนา 5 เซนตเิ มตร มขี นาดยาวตามแนวนอน 59 เซนตเิ มตร และ
กว้าง 45 เซนติเมตร ทงั้ นใี ้ ห้ขอบบนเส้นลา่ งของรูปสเ่ี หลย่ี มผืนผ้าอยใู่ นระดบั เดยี วกนั กบั หว่ ง และขอบของกระดานหลงั
จะต้องตกี รอบด้วยเส้นหนา 5 เซนตเิ มตร ถ้าเป็ นแบบโปร่งใสให้ใช้สขี าวทากรอบ นอกจากนนั้ ให้ใช้สดี าทากรอบ ทัง้ ขอบ
ของกระดานหลงั และสเี่ หลยี่ มผนื ผ้าภายในกระดานหลงั จะต้องมสี เี ดยี วกนั กระดานหลงั จะต้องตดิ ตงั้ อยา่ งมน่ั คงทีด่ ้าน
เส้นหลงั ของสนามแตล่ ะข้าง และย่ืนเข้าไปในสนามให้ตงั้ ฉากกบั พนื ้ สนาม และขนานกบั เส้นหลงั จดุ ศนู ย์กลางของ
กระดานหลงั หา่ งจากจดุ กึ่งกลางของเส้นหลงั วดั จากขอบใน 1.20 เมตร สว่ นเสาทย่ี ดึ กระดานหลงั จะต้องหา่ งจากขอบ
นอกของเส้นหลงั อยา่ งน้อย 1 เมตร และทาสสี ดใสตดั กบั สดี ้านหลงั เพอื่ ให้ผ้เู ลน่ มองเห็นได้อยา่ งชดั เจน ขอบลา่ งของ
กระดานหลงั ให้บขุ อบลา่ งของกระดานหลงั และขอบด้านข้างสงู ขนึ ้ ไปอยา่ งน้อย 35 เซนติเมตร พนื ้ ท่ีด้านหน้าและ
ด้านหลงั ของกระดานหลงั จะต้องถกู บอุ ยา่ งน้อย 2 เซนติเมตรตอ่ จากขอบลา่ ง ทงั้ นวี ้ สั ดทุ ใ่ี ช้บจุ ะต้องหนาไมต่ า่
กวา่ 2 เซนติเมตร สว่ นขอบลา่ งของกระดานหลงั จะต้องบดุ ้วยวสั ดทุ หี่ นาไมต่ ่ากวา่ 5 เซนตเิ มตร อปุ กรณ์ท่ใี ช้ยดึ กระดาน
หลงั ซงึ่ อยดู่ ้านหลงั และสงู จากพนื ้ สนามไมถ่ ึง 2.75 เมตร จะต้องบพุ นื ้ ผิวของอปุ กรณ์นนั้ ๆ เป็ นระยะทาง 60 เซนตเิ มตร
วดั จากด้านหน้าของกระดานหลงั ออกไป สาหรับกระดานหลงั ที่โยกย้ายเคลอื่ นที่ได้ซงึ่ มีฐานรองรบั จะต้องบพุ นื ้ ผวิ ด้านเขต
สนามขนึ ้ สงู 2.15 เมตร
ห่วงประตู
หว่ งต้องเป็ นเหลก็ ตนั มีขนาดเส้นผา่ ศนู ยก์ ลางวดั จากขอบในของหว่ ง 45 เซนติเมตร ทาด้วยสสี ้ม เหลก็ ที่ทา
หว่ งต้องมขี นาดเส้นผา่ ศนู ย์กลางอยา่ งน้อย 1.70 เซนตเิ มตร และขนาดใหญ่ท่สี ดุ 2 เซนตเิ มตร โดยมตี ะขอเลก็ ๆ เกีย่ วอยู่
ข้างลา่ ง หรืออปุ กรณ์อืน่ ทมี่ ีลกั ษณะคล้ายคลงึ กนั เพือ่ ใช้ยดึ เกี่ยวตาขา่ ย หว่ งต้องตดิ แนน่ กบั กระดานหลงั และอยใู่ น
แนวขนานกบั พนื ้ สนาม สงู จากพนื ้ สนาม สงู จากพนื ้ สนาม 3.05 เมตร ทงั้ นตี ้ ้องอยกู่ งึ่ กลางด้านตงั้ ของกระดานหลงั ขอบ
หว่ งด้านทใี่ กล้กบั กระดานหลงั จะหา่ งจากพนื ้ ด้านหน้าของกระดานหลงั 15 เซนตเิ มตร ตาขา่ ยต้องเป็ นเส้นด้ายสขี าวผกู
ตดิ กบั หว่ ง และมลี กั ษณะชว่ ยต้านลกู บอลเลก็ น้อย เพ่ือให้เป็ นท่ีสงั เกตขณะท่ลี กู บอลผา่ นลงไปในหว่ งประตู ตาขา่ ยมี
ความยาว 40 เซนตเิ มตร หว่ งทย่ี บุ ตวั ได้ (เพราะแรงอดั แบบไฮดรอลกิ ) จะต้องตรงกบั เกณฑ์กาหนดตอ่ ไปนี ้
1. จะต้องมีลกั ษณะการคนื ตวั เหมือนกบั หว่ งปกตทิ ไี่ มย่ บุ ตวั อปุ กรณ์กลไกทท่ี าให้เกิดการยบุ ตวั
ต้องแนน่ อนทจี่ ะควบคมุ การคนื ตวั ดงั กลา่ ว พร้อมกบั ชว่ ยป้ องกนั หว่ งและกระดานหลงั การ
ออกแบบหว่ งและการสร้างหว่ งควรจะประกนั ความปลอดภยั ของผ้เู ลน่ ได้
2. หว่ งทีม่ กี ลไกเฉพาะสาหรับลอ็ คกลไกของการยบุ ตวั จะต้องไมท่ างานจนกวา่ จะมีนา้ หนกั ถงึ
105 กิโลกรัม ณ ปลายสดุ ด้านบนของหว่ ง
3. เม่ือยบุ ตวั การหยอ่ นของหว่ งต้องไมเ่ กินกวา่ 30 องศา จากตาแหนง่ แนวระดบั เดมิ
4. หลงั จากการยบุ ตวั และไมม่ นี า้ หนกั ถว่ งอยตู่ อ่ ไปแล้ว หว่ งจะต้องคืนตวั สตู่ าแหนง่ เดมิ โดย
อตั โนมตั ทิ นั ที
ลกู บอล วสั ดุ ขนาด และนา้ หนัก
ลกู บอลต้องเป็ นทรงกลม และมีสสี ้มตามทีไ่ ด้รับรองแล้ว โดยมเี ปลอื กนอกทาด้วยหนงั ยาง หรือวสั ดสุ งั เคราะห์
ทงั้ นจี ้ ะมเี ส้นรอบวงไมน่ ้อยกวา่ 74.9 เซนตเิ มตร และไมเ่ กิน 78 เซนติเมตร หนกั ไมน่ ้อยกวา่ 567 กรัม และไม่
เกิน 650 กรัม จะต้องสบู ลมให้แขง็ โดยประมาณวา่ เมอื่ ปลอ่ ยลกู บอลจากท่สี งู ประมาณ 1.80 เมตรลงสพู่ นื ้ ไม้แขง็ หรือพนื ้
สนามแขง่ ขนั ลกู บอลจะกระดอนขนึ ้ ไมต่ า่ กวา่ 1.20 เมตร หรือสงู ไมเ่ กิน 1.40 เมตร เมอ่ื วดั จากสว่ นบนของลกู บอล
ตะเขบ็ และ / หรือร่องของรอยตอ่ ลกู บอลจะต้องไมเ่ กิน 0.635 เซนตเิ มตร ทีมเหย้าต้องจดั หาลกู บอลตามเกณฑ์ทีก่ าหนด
ไว้อยา่ งน้อย 1 ลกู สาหรับแขง่ ขนั ทงั้ นผี ้ ้ตู ดั สนิ ท่หี นง่ึ มีอานาจเพยี งผ้เู ดยี ว ท่ีจะตดั สนิ วา่ ลกู บอลใดเข้าเกณฑ์ของกตกิ า
และอาจเลอื กเอาลกู บอลทท่ี มี เยอื นจดั หามาใช้แขง่ ขนั ก็ได้
อุปกรณ์ทางเทคนิค
อปุ กรณ์ทางเทคนคิ ตอ่ ไปนเี ้ป็ นหน้าที่ของทมี เหย้าจะต้องจดั เตรียมไว้ และมีพร้อมไว้ให้ผ้ตู ดั สนิ และผ้ชู ว่ งผู้
ตดั สนิ คอื
1. นาฬกิ าจบั เวลาการแขง่ ขนั และนาฬิกาจบั เวลานอก ผ้จู บั เวลาต้องมีนาฬกิ าจบั เวลาการแขง่ ขนั
และนาฬิกาจบั เวลาธรรมดา เพราะนาฬิกาจบั เวลาการแขง่ ขนั มไี ว้สาหรับจบั เวลานอก
นาฬิกาทงั้ สองเรือนนีจ้ ะต้องจดั ตงั้ ไว้ให้สามารถมองเหน็ ได้ชดั เจนโดยผ้จู บั เวลาและผ้บู นั ทกึ
2. นาฬิกาจบั เวลา 30 วนิ าที เป็นอปุ กรณ์จาเป็ นท่ีจะต้องตดิ ตงั้ ให้สามารถมองเห็นได้ทงั้ ผ้เู ลน่
และผ้ชู ม และดาเนนิ การควบคมุ โดยเจ้าหน้าที่ท่ีจบั เวลา 30 วนิ าที
3. ใบบนั ทกึ จะต้องเป็ นแบบทีก่ าหนดโดยสหพนั ธ์บาสเกตบอลสมคั รเลน่ นานาชาติ และต้องให้
ผ้บู นั ทกึ เป็ นผ้ดู าเนินการกรอกข้อความกอ่ นการแขง่ ขนั และระหวา่ งท่ีการแขง่ ขนั ตามท่รี ะบุ
ไว้ในกตกิ า
4. อยา่ งน้อยจะต้องมีอปุ กรณ์เพอ่ื แสดงสญั ญาณ 3 ชนดิ ที่ระบไุ ว้ในกตกิ า นอกจากนนั้ ยงั จะต้อง
มีป้ ายบอกคะแนนที่สามารถมองเหน็ โดยผ้เู ลน่ ผ้ชู มและเจ้าหน้าทีโ่ ต๊ะ
5. ป้ ายแจ้งหมายเลขตงั้ แต่ 1 ถงึ 5 ต้องจดั ให้ผ้บู นั ทกึ ทกุ ครัง้ ทผ่ี ้เู ลน่ กระทาฟาวล์ ผ้บู นั ทกึ ต้องยก
ป้ ายนแี ้ สดงจานวนฟาวลข์ องผ้เู ลน่ คนนนั้ ให้สามารถมองเหน็ ได้โดยโค้ชทงั้ สองทมี ป้ ายนใี ้ ห้
มพี นื ้ สขี าว และเขียนหมายเลข 1 ถงึ 4 ด้วยสดี า สว่ นหมายเลข 5 เขียนด้วยสแี ดง โดยมขี นาด
ของป้ ายอยา่ งน้อย 20 x 10 เซนตเิ มตร
6. ต้องจดั เคร่ืองหมายแสดงจานวนการฟาวลข์ องทีมให้แกผ่ ้บู นั ทกึ ซง่ึ เคร่ืองหมายนจี ้ ะเป็ นสี
แดง จดั ตงั้ ไว้บนโต๊ะเจ้าหน้าทเี่ พ่ือให้มองเห็นได้งา่ ยโดยผ้เู ลน่ โค้ช และผ้ตู ดั สนิ ทนั ทที ีล่ กู
บอลเข้าสกู่ ารเลน่ ภายหลงั การฟาวลข์ องผ้เู ลน่ ครัง้ ที่ 7 ของทีมนนั้ ๆ ให้แสดงเคร่ืองหมายนบี ้ น
โต๊ะเจ้าหน้าทีท่ างด้านท่ีนงั่ ของทมี ทก่ี ระทาฟาวลข์ องผ้เู ลน่ ครงั้ ท่ี 7
7. เคร่ืองมือทเี่ หมาะสมเพือ่ แสดงจานวนฟาวลข์ องทมี สถานที่ และอปุ กรณ์ท่ีระบไุ ว้เพื่อการ
แขง่ ขนั ระดบั นานาชาตติ อ่ ไปนจี ้ ะ ต้องได้รับการอนมุ ตั จิ ากฟีบ้า คอื โอลมิ ปิ ก ชิงแชมเปีย้ น
โลก สาหรับประเภทชาย ประเภทหญิง เยาวชนชาย เยาวชนหญิง และสาหรับประเภทชายอายุ
ไมเ่ กิน 22 ปี
1. ที่นง่ั สาหรับผ้ชู มในสนามแขง่ ขนั จะต้องมที นี่ ง่ั ไมน่ ้อยกวา่ 6,000 ทีน่ ง่ั สาหรับระดบั ชิงแชม
เปี ย้ นโลก เยาวชนชาย เยาวชนหญิง และสาหรับประเภทชายอายไุ มเ่ กิน 22 ปี และต้องมีทน่ี งั่
ไมน่ ้อยกวา่ 12,500 ท่นี งั่ สาหรับระดบั โอลมิ ปิ ก และชิงแชมเปีย้ นโลก สาหรับประเภทชาย
และหญิง
2. พนื ้ สนามที่ใช้แขง่ ขนั ต้องทาด้วยไม้หรือวสั ดอุ ื่นซง่ึ มคี ณุ ลกั ษณะเหมอื นไม้ และได้รับความ
เหน็ ชอบโดย ฟีบ้า สนามแขง่ ขนั ต้องเป็ นรูปสเี่ หลยี่ มผนื ผ้าราบเรียบ มีพนื ้ แขง็ ขนาดยาว 28
เมตร และกว้าง 15 เมตร เม่ือสนามแขง่ ขนั ออกแบบโดยไมต่ เี ส้นขอบสนาม ซงึ่ มีความหนา 5
เซนติเมตรไว้ แตใ่ ช้สซี งึ่ ตดั กนั เป็ นสง่ิ กาหนดพนื ้ ท่ขี องเขตสนาม และพนื ้ ทนี่ อกเขตสนาม
แล้ว ให้ถือวา่ เส้นทแ่ี บง่ สที ีต่ ดั กนั นนั้ เป็ นขอบในของเส้นสนาม
3. จะต้องมกี ระดานหลงั เป็ นวสั ดโุ ปร่งใส ทาด้วยวสั ดทุ มี่ คี วามหนาแนน่ เหมอื นไม้ทม่ี คี วามหนา
3 เซนตเิ มตร มีขนาดยาวตามแนวนอน 1.80 เมตร และกว้างตามแนวตงั้ 1.05 เมตร ทงั้ นขี ้ อบ
ลา่ งของกระดานหลงั จะต้องสงู จากพนื ้ สนาม 2.90 เมตร
4. อปุ กรณ์ทีใ่ ช้ยดึ กระดานหลงั จะต้องตงั้ อยนู่ อกเขตสนามหา่ งจากขอบนอกของเส้นหลงั อยา่ ง
น้อย 2 เมตรและต้องมีสสี ดใสตดั กบั สดี ้านหลงั เพือ่ ให้ผ้เู ลน่ มองเห็นได้อยา่ งชดั เจน
5. ลกู บอลต้องทาด้วยหนงั และได้รับอนมุ ตั จิ ากฟีบ้า ฝ่ ายจดั การแขง่ ขนั จะต้องจดั หาลกู บอลอยา่ ง
น้อย 12 ลกู ซงึ่ เป็ นผลติ ภณั ฑเ์ ดียวกนั เพ่อื การใช้ฝึกซ้อม และอบอนุ่ ร่างกายกอ่ นเร่ิมการ
แขง่ ขนั แสงสวา่ งทีใ่ ช้กบั สนามแขง่ ขนั จะต้องไมต่ ่ากวา่ 1,500 ลกั ซ์ (Lux) ซงึ่ วดั ความสวา่ ง
ระดบั ความสงู 1 เมตร เหนือพนื ้ สนาม แสงสวา่ งดงั กลา่ วต้องตรงกบั เกณฑ์ท่กี าหนดเพ่ือ
ถา่ ยทอดทางโทรทศั น์ด้วย
6. สนามแขง่ ขนั จะต้องติดตงั้ อปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ตอ่ ไปนี ้ซง่ึ จะต้องให้เห็นเดน่ ชดั จากโต๊ะ
เจ้าหน้าที่ สนามแขง่ ขนั และทนี่ งั่ ของทมี คอื
6.1 ป้ ายแสดงคะแนนขนาดใหญ่สองป้ าย แตล่ ะป้ ายตดิ นาฬิกาชนดิ ตวั เลขทนี่ บั ถอยหลงั ซง่ึ มองเหน็ ได้เดน่ ชดั
พร้อมกบั มีอปุ กรณ์ทใ่ี ห้สญั ญาณเสยี งอตั โนมตั ิทด่ี งั มากๆ เพ่อื บอกการสนิ ้ สดุ เวลาการแขง่ ขนั ในแตล่ ะคร่ึงเวลา และเวลา
เพม่ิ พเิ ศษ นาฬกิ าจะต้องออกแบบอยา่ งสมบรู ณ์และแสดงเวลาทเี่ หลอื ตลอดการแขง่ ขนั และอยา่ งน้อยท่สี ดุ
ในชว่ ง 60 วินาที นาทสี ดุ ท้ายของแตล่ ะครึ่ง และเวลาเพิม่ พเิ ศษ จะต้องแสดงเวลาทกุ 1/10 วนิ าที ผ้ตู ดั สนิ ทีห่ นง่ึ จะเป็ นผู้
กาหนดให้นาฬิกาเรือนหนงึ่ เป็ นนาฬกิ าจบั เวลาของการแขง่ ขนั ป้ ายแสดงคะแนนจะต้องบอกคะแนนทแ่ี ตล่ ะทมี ทาได้
พร้อมกบั บอกจานวนฟาวล์ของผ้เู ลน่ ในแตล่ ะทีม ขบวนการดงั กลา่ วมไิ ด้หมายความวา่ ให้ตดิ ป้ ายแสดงการฟาวลท์ ี่
เจ้าหน้าที่บนั ทกึ ใช้แจ้งจานวนฟาวล์
6.2 อปุ กรณ์อตั โนมตั ทิ ใ่ี ช้จบั เวลา 30 วนิ าที ชนดิ ตวั เลขนบั ถอยหลงั แสดงเวลาเป็ นวินาที จะต้องมอี ปุ กรณ์
ดงั กลา่ ว 2 ชดุ ถ้าติดตงั้ ตรงแนวสว่ นบนของกระดานหลงั หรือมี 4 ชดุ ถ้าตดิ ตงั้ ด้วยความเหมาะสมตามมมุ ของสนามแขง่
ขนั อปุ กรณ์ 30 วินาทจี ะต้องพว่ งเข้ากบั นาฬกิ าทจี่ บั เวลาการแขง่ ขนั ทงั้ นเี ้ม่อื เวลาหมดลงเป็ น " ศนู ย์ " จะมสี ญั ญาณดงั
ขนึ ้ ก็จะทาให้หยดุ เวลาการแขง่ ขนั โดยอตั โนมตั ิด้วย
6.3 อปุ กรณ์ทีม่ แี สงสวา่ งเพ่ือบอกจานวนฟาวลข์ องแตล่ ะทมี ซงึ่ ควรมตี วั เลขจาก 1 ถึง 7
6.4 สญั ญาณเสยี งทแ่ี ยกกนั 3 ชดุ และมีเสยี งแตกตา่ งกนั จะต้องจดั ให้มคี ือ ชดุ หนง่ึ เพ่ือให้แกเ่ จ้าหน้าทจี่ บั เวลา
ซงึ่ จะต้องสง่ สญั ญาณเสยี งโดยอตั โนมตั ิเม่อื สนิ ้ สดุ เวลาการแขง่ ขนั ในแตล่ ะครงั้ หรือแตล่ ะครัง้ เพอ่ื บอกการสนิ ้ สดุ เวลาการ
แขง่ ขนั อีกชดุ หนง่ึ เพื่อให้แก่เจ้าหน้าที่ผ้จู บั เวลา 30 วินาที อปุ กรณ์ทงั้ 3 ชดุ นจี ้ ะต้องมีสญั ญาณเสยี งดงั มากพอทจี่ ะได้ยิน
อยา่ งชดั เจนภายใต้สถานการณ์วนุ่ วาย หรือเสยี งรบกวนอื่นๆ
7. เขต 3 วินาที (เขตกาหนดเวลา) และวงกลมกลางจะต้องเป็ นสที ่ีแตกตา่ งจากสขี องพนื ้ สนามแขง่ ขนั มาตรฐานทกี่ าหนด
ไว้ข้างต้น ควรจะนาไปใช้ในการแขง่ ขนั ระดบั สาคญั อนื่ ๆ ด้วย
กตกิ าบาสเกตบอล
บาสเกตบอลเป็ นกีฬาทเ่ี ลน่ ระหวา่ งผ้เู ลน่ 2 ชดุ ชดุ ละ 5 คน โดยมีจดุ มงุ่ หมายวา่ แตล่ ะชดุ ต้องนาลกู บอลไป
โยนให้ลงหว่ งประตขู องคแู่ ขง่ ขนั และพยายามป้ องกนั มใิ ห้อกี ฝ่ ายหนงึ่ ได้ครอบครองลกู บอล หรือทาคะแนน ทงั้ นผี ้ ้เู ลน่
อาจจะสง่ โยน ปัดกลงิ ้ หรือเลยี ้ งลกู บอลไปยงั ทศิ ทางใดก็ได้ให้ถกู ต้องตามกติกา
ทมี
แตล่ ะทีมจะประกอบไปด้วยผ้เู ลน่ ไมเ่ กิน 10 คน และโค้ช 1 คน ผ้เู ลน่ คนใดคนหนงึ่ จะเป็นหวั หน้าทีม แตล่ ะทมี
อาจจะมผี ้ชู ว่ ยโค้ชอกี 1 คน สาหรับทวั ร์นาเมนต์ที่ทมี นนั้ จะต้องแขง่ ขนั มากกวา่ 3 ครัง้ จานวนผ้เู ลน่ ในแตล่ ะทีมอาจจะ
เพ่ิมเป็ น 12 คนก็ได้ ผ้เู ลน่ 5 คนของแตล่ ะทมี จะต้องอยใู่ นสนามแขง่ ขนั ระหวา่ งเวลาการแขง่ ขนั และสามารถเปลยี่ นตวั ผู้
เลน่ ได้ตามทร่ี ะบไุ ว้ในกตกิ า ผ้เู ลน่ ของทีมคือผ้เู ลน่ ท่ีอยใู่ นสนามแขง่ ขนั และถกู กาหนดวา่ จะลงแขง่ ขนั นอกเหนือจากนแี ้ ล้ว
จะเป็ นผ้เู ลน่ สารอง ดงั นนั้ ผ้เู ลน่ สารองจะกลายเป็ นผ้เู ลน่ เมือ่ ผู้ตดั สนิ ได้ให้สญั ญาณแจ้งให้เขาเข้าไปในสนามแขง่ ขนั และผู้
เลน่ จะกลายเป็ นผ้เู ลน่ สารองทนั ทที ี่ผ้ตู ดั สนิ ได้สง่ สญั ญาณแกผ่ ้ทู จี่ ะเข้ามาแทนผ้เู ลน่ คนนนั้ ให้เข้าไปในสนามแขง่ ขนั ผ้เู ลน่
แตล่ ะคนจะต้องมหี มายเลขท่ีด้านหน้าและด้านหลงั ของเสอื ้ ทตี่ นสวมใส่ โดยมลี กั ษณะเรียบธรรมดา (ไมม่ ีลวดลาย) และมี
สที บึ ตดิ กบั เสอื ้ หมายเลขจะต้องเดน่ ชดั สาหรับหมายเลขทีต่ ดิ ด้านหลงั จะต้องสงู ไมน่ ้อยกวา่ 20 เซนตเิ มตร และหมายเลข
ทต่ี ิดด้านหน้าจะต้องสงู ไมน่ ้อยกวา่ 10 เซนติเมตร ทาด้วยวสั ดทุ ี่กว้างไมน่ ้อยกวา่ 2 เซนตเิ มตร ทีมหนง่ึ ๆ จะต้องใช้
หมายเลขตงั้ แต่ 4 ถึง 15 ผ้เู ลน่ ในทมี เดียวกนั จะต้องไมใ่ ช้หมายเลขซา้ กนั
ชุดท่ผี ้เู ล่นสวมใส่จะต้องประกอบไปด้วยส่งิ ต่อไปนี้
- เสือ้ ทมี จะเป็ นสเี ดยี ว มลี กั ษณะทบึ สม่าเสมอเหมือนกนั ทงั้ ด้านหน้าและด้านหลงั ต้องสวมใส่
โดยผ้เู ลน่ ทกุ คนในทมี นนั้ เสอื ้ ทมี่ ีลายทางแบบริว้ ลายจะไมอ่ นญุ าตให้ใช้
- กางเกงขาสนั้ จะเป็ นสเี ดียว มลี กั ษณะทบึ สมา่ เสมอเหมือนกนั ทงั้ ทมี และจะต้องสวมใสโ่ ดยผู้
เลน่ ทกุ คนในทมี นนั้
- เสอื้ คอกลม (ทเี ชติ้ ) อาจจะสวมใสไ่ ด้ภายในเสอื ้ ทีม แตถ่ ้าสวมเสอื ้ คอกลมจะต้องใช้เสอื ้ คอ
กลมมีสเี ดยี ว และให้เหมอื นกบั สขี องเสอื ้ ทีม
- ชุดชนั้ ในของกางเกง ท่ียืน่ เลยต่ากวา่ กางเกงขาสนั้ อาจจะสวมใสไ่ ด้โดยมีข้อกาหนดวา่ จะต้องมสี เี ดยี ว และเหมือนกบั
กางเกงขาสนั้ ในกรณีทีเ่ สอื ้ ทมี มสี ตี รงกนั ให้ทมี เหย้าเปลย่ี นสเี สอื ้ ทีมเม่อื แขง่ ขนั ทส่ี นามกลาง หรือในทวั ร์นาเมนต์ทมี ทม่ี ีชื่อ
แรกในโปรแกรมการแขง่ ขนั และต้องเป็ นช่ือแรกในใบบนั ทกึ จะต้องเปลยี่ นสเี สอื ้ ทีม เพราะในทวั ร์นาเมนต์หนง่ึ ๆ แตล่ ะทมี
จะต้องมีเสอื ้ ทมี อยา่ งน้อย 2 ชดุ คอื ชดุ ทเี่ ป็ นสจี าง และชดุ ทเี่ ป็ นสเี ข้ม
สาหรับการแขง่ ขนั ทถี่ ่ายทอดทางโทรทศั น์ ให้ทมี ทมี่ ชี ่ือแรกในโปรแกรมการแขง่ ขนั (ทมี เหย้า) สวมเสอื ้ สจี าง และทมี ทมี่ ีชื่อ
ท่ีสอง (ทีมเยือน) สวมเสอื ้ สเี ข้ม
สาหรับการแข่งขันระดบั สาคญั ๆ ของฟี บ้า ผู้เล่นในทมี เดยี วกนั จะต้องปฏิบตั ดิ งั นี้
1. สวมรองเท้าซง่ึ มีสเี หมอื นกนั
2. สวมถงุ เท้าซงึ่ มีสเี หมือนกนั
ผู้เล่นออกจากเขตสนามแข่งขนั
จะไมอ่ นญุ าตให้ผ้เู ลน่ ออกจากเขตสนาม เพอ่ื ให้ได้เปรียบคแู่ ขง่ ขนั อยา่ งไมย่ ตุ ธิ รรม
หวั หน้าทีม หน้าท่ี และอานาจ
เมอ่ื มเี หตจุ าเป็ น หวั หน้าทมี จะต้องเป็ นผ้แู ทนของทมี ในสนามแขง่ ขนั สามารถพดู กบั ผ้ตู ดั สนิ เพอ่ื ขอคาอธิบาย
หรือเพือ่ ขอทราบข้อมลู ท่จี าเป็ น แตต่ ้องกระทาด้วยความสภุ าพ