ตารางวิเคราะห์หลักสูตรสถานศึกษา
โรงเรียนวัดนาวง
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
จัดทำโดย
นางสาวอังคณา ปาสานะโม
ตารางวเิ คราะหห์ ลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนวัดนาวง
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย
ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของส่ิงมชี ีวิต รวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ช้นั ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ม.3 1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ลักษณะทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตสามารถถ่ายทอดจากรุ่นหน่ึง
ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซม โดย ไปยงั อกี รุ่นหนง่ึ ได้โดยมียีนเป็นหนว่ ยควบคุมลักษณะทางพนั ธกุ รรม
ใช้แบบจาลอง
โครโมโซมประกอบด้วยดีเอ็นเอ และโปรตีนขดอยู่ในนิวเคลียส
ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมมีความสัมพันธ์กัน โดยบางส่วนของ
ดเี อน็ เอทาหน้าทีเ่ ปน็ ยีนทีก่ าหนดลักษณะของสง่ิ มชี วี ติ
สง่ิ มีชวี ติ ที่มโี ครโมโซม 2 ชุด โครโมโซมที่เป็นคู่กันมีการเรียงลาดับของ
ยีนบนโครโมโซมเหมือนกัน เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหน่ึงท่ี
อยู่บนคู่ฮอมอโลกัสโครโมโซมอาจมีรูปแบบแตกต่างกัน เรียก
แต่ละรูปแบบของยีนท่ีแตกต่างกันนี้ว่า แอลลีล ซ่ึงการเข้าคู่กันของ
แอลลลี ต่างๆ อาจสง่ ผลทาใหส้ ิง่ มชี ีวิตมีลกั ษณะท่ีแตกต่างกันได้
สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีจานวนโครโมโซมคงท่ี มนุษย์มีจานวนโครโมโซม
23 คู่ เป็นออโตโซม 22 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ เพศหญิง
มีโครโมโซมเพศเปน็ XX เพศชายมีโครโมโซมเพศเปน็ XY
2. อธิบายการถ่ายทอดลักษณะ เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของต้นถ่ัวชนิดหนึ่ง
ทางพั นธุ กรรมจากการผสม และนามาสู่หลักการพ้ืนฐานของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของ
โดยพิจารณาลักษณะเดียวที่ สิง่ มีชีวติ
แอลลีลเด่นข่มแอลลีลด้อยอย่าง ส่ิงมีชีวิตท่ีมีโครโมโซมเป็น 2 ชุด ยีนแต่ละตาแหน่งบนฮอมอโลกัส
สมบูรณ์
3. อธิบายการเกิดจีโนไทป์และ โครโมโซมมี 2 แอลลีล โดยแอลลีลหนึ่งมาจากพ่อ และอีกแอลลีล
ฟีโนไทป์ของลูกและคานวณ มาจากแม่ ซึ่งอาจมรี ูปแบบเดยี วกัน หรอื แตกตา่ งกัน แอลลลี ท่แี ตกต่าง
อัตราส่วนการเกิดจีโนไทป์และ กันน้ี แอลลีลหนึ่งอาจมีการแสดงออกข่มอีกแอลลีลหนึ่งได้ เรียก
แอลลีลนั้นว่าเป็นแอลลีลเด่น ส่วนแอลลีลที่ถูกข่มอย่างสมบูรณ์
ฟีโนไทปข์ องรุ่นลูก
ช้นั ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
เรียกวา่ เป็นแอลลีลด้อย
เม่ือมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ แอลลีลท่ีเป็นคู่กันในแต่ละฮอมอโลกัส
โครโมโซมจะแยกจากกันไปยังเซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์ โดยแต่ละ
เซลล์สืบพันธ์ุจะได้รับเพียง 1 แอลลีล และจะเข้าคู่กับแอลลีลที่ตาแหน่ง
เดยี วกันของอกี เซลลส์ ืบพนั ธ์ุหนึ่ง เมอื่ เกิดการปฏสิ นธิจนเกิดเป็นจีโนไทป์
และแสดงฟีโนไทป์ในรนุ่ ลูก
4. อธิ บ า ย ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ข อ ง การแบ่งเซลลข์ องสิง่ มชี วี ติ มี 2 แบบ คอื ไมโทซสิ และไมโอซิส
การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสและ ไมโทซิสเป็นการแบง่ เซลล์เพ่อื เพ่ิมจานวนเซลล์รา่ งกาย ผลจากการแบง่
ไมโอซสิ จะได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ ท่ีมีลักษณะและจานวนโครโมโซมเหมือน
เซลลต์ ัง้ ตน้
ไมโอซิสเป็นการแบง่ เซลลเ์ พอ่ื สร้างเซลล์สืบพันธ์ุ ผลจากการแบ่งจะได้
เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ที่มีจานวนโครโมโซมเป็นคร่ึงหนึ่งของเซลล์ต้ังต้น
เมื่อเกิดการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธ์ุ ลูกจะได้รับการถ่ายทอด
โครโมโซมชุดหน่ึงจากพ่อและอีกชุดหน่ึงจากแม่ จึงเป็นผลให้รุ่นลูก
มีจานวนโครโมโซมเท่ากบั พ่อแม่และจะคงท่ีในทุกๆร่นุ
5. บอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยีน การเปล่ียนแปลงของยีนหรือโครโมโซมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
หรือโครโมโซมอาจทาให้เกิดโรค ลักษณะทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิต เช่น โรคธาลัสซีเมียเกิดจากการ
ทางพันธุกรรมพร้อมท้ังยกตัวอย่าง เปล่ียนแปลงของยีน กลุ่มอาการดาวน์เกิดจากจากการเปลี่ยนแปลง
โรคทางพันธุกรรม จานวนโครโมโซม
6. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้
เรื่อง โรคทางพันธุกรรม โดยรู้ว่า โรคทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ ดังนั้น
ก่อนแต่งงานควรปรึกษาแพทย์ ก่อนแต่งงานและมีบุตร จึงควรป้องกันโดยการตรวจและวินิจฉัยภาวะ
เพ่ือตรวจและวินิจฉัยภาวะเสี่ยง เส่ยี งจากการถา่ ยทอดโรคทางพันธุกรรม
ข อ ง ลู ก ท่ี อ า จ เ กิ ด โ ร ค ท า ง
พันธุกรรม
ช้นั ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
7. อธิบายการใช้ประโยชน์จาก มนุษย์เปล่ียนแปลงพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตตามธรรมชาติเพ่ือให้ได้
ส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และ ส่ิงมีชีวิตที่มีลักษณะตามต้องการ เรียกสิ่งมีชีวิตน้ีว่า ส่ิงมีชีวิตดัดแปร
ผลกระทบที่อาจมีต่อมนุษย์และ พันธกุ รรม
ส่ิงแวดล้อมโดยใช้ข้อมูลท่ีรวบรวม
ได้ ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมเป็น
8 . ต ร ะ ห นั ก ถึ ง ป ร ะ โ ย ช น์ แ ล ะ จานวนมาก เช่น การผลิตอาหาร การผลิตยารักษาโรค การเกษตร
ผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปร อย่างไรก็ตาม สังคมยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของส่ิงมีชีวิต
พันธุกรรมที่อาจมีต่อมนุษย์และ ดัดแปรพันธุกรรมที่มีต่อส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังทาการติดตาม
ส่ิงแวดล้อม โดยการเผยแพร่ ศกึ ษาผลกระทบดังกลา่ ว
ค ว า ม รู้ ท่ี ไ ด้ จ า ก ก า ร โ ต้ แ ย้ ง
ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีข้อมูล
สนับสนนุ
9. เปรียบเทียบความหลากหลายทาง ความหลากหลายทางชีวภาพมี 3 ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายของ
ชีวภาพในระดับชนิดสิ่งมีชีวิต ระบบนเิ วศ ความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต และความหลากหลาย
ในระบบนิเวศตา่ งๆ ทางพันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพน้ีมีความสาคัญต่อ
10. อธิบายความสาคัญของความ การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทาง
หลากหลายทางชีวภาพท่ีมีต่อ ชีวภาพสูงจะรักษาสมดุลได้ดีกว่าระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทาง
การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ชี วภ า พต่ า กว่า นอ กจ า กน้ี ค วา ม ห ล า กห ล า ย ท า งชี วภ า พ
และตอ่ มนษุ ย์ ยังมีความสาคญั ตอ่ มนุษยใ์ นด้านต่างๆ เช่น ใช้เป็นอาหาร ยารักษาโรค
11. แสดงความตระหนักในคุณค่า วัตถดุ ิบในอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนั้น จึงเปน็ หนา้ ท่ีของทุกคนในการดูแล
และ ความ สา คัญ ของค วา ม รักษาความหลากหลายทางชวี ภาพใหค้ งอยู่
หลากหลายทางชีวภาพ โดยมี
ส่วนร่วมในการดูแลรักษาความ
หลากหลายทางชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์
ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ม.3 10. สร้างแบบจาลองที่อธิบายการ คล่ืนเกิดจากการส่งผ่านพลังงานโดยอาศัยตัวกลางและไม่อาศัย
เ กิ ด ค ล่ื น แ ล ะ บ ร ร ย า ย ตัวกลาง ในคล่ืนกล พลังงานจะถูกถ่ายโอนผ่านตัวกลางโดยอนุภาค
ส่วนประกอบของคลืน่ ของตัวกลางไม่เคล่ือนที่ไปกับคล่ืน คลื่นท่ีแผ่ออกมาจากแหล่งกาเนิด
คลื่นอยา่ งต่อเน่ืองและมีรูปแบบท่ีซ้ากันบรรยายได้ด้วยความยาวคลื่น
ความถ่ี แอมพลิจูด
11. อธิบายคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าและ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่ไม่อาศัยตัวกลางในการเคล่ือนที่ มี
สเปกตรัม คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ความถ่ตี อ่ เนอ่ื งเป็นช่วงกว้างมาก เคล่ือนที่ในสุญญากาศด้วยอัตราเร็ว
จากข้อมูลทีร่ วบรวมได้ เท่ากัน แต่จะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วต่างกันในตัวกลางอ่ืน คล่ืน
12. ตระหนักถึงประโยชน์และ แม่เหล็กไฟฟ้าแบ่งออกเป็นช่วงความถ่ีต่างๆเรียกว่า สเปกตรัมของ
อันตรายจาก คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า แต่ละชว่ งความถม่ี ีช่ือเรียกต่างกัน ได้แก่ คล่ืนวิทยุ
โดยนาเสนอการใช้ประโยชน์ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงที่มองเห็น อัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ และ
ในด้านต่างๆ และอันตรายจาก รงั สแี กมมา ซึง่ สามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้
ค ลื่ น แ ม่ เ ห ล็ ก ไ ฟ ฟ้ า เลเซอร์เป็นคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าทม่ี คี วามยาวคลน่ื เดียวเป็นลาแสงขนาน
ในชวี ติ ประจาวัน และมคี วามเขม้ สงู นาไปใชป้ ระโยชนใ์ นด้านตา่ งๆ เชน่ ดา้ นการสื่อสาร
มีการใช้เลเซอร์สาหรับส่งสารสนเทศผ่านเส้นใยนาแสง โดยอาศัย
หลกั การสะทอ้ นกลบั หมดของแสงด้านการแพทย์ใช้ในการผ่าตัด
คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้านอกจากจะสามารถนาไปใช้ประโยชน์แล้ว ยังมี
โทษต่อมนุษย์ด้วย เช่น ถ้ามนุษย์ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไป
อาจจะทาให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หรือถ้าได้รังสีแกมมาซ่ึงเป็น
คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีมีพลังงานสูง และสามารถทะลุผ่านเซลล์และ
อวัยวะได้ อาจทาลายเนื้อเย่ือหรืออาจทาให้เสียชีวิตได้เม่ือได้รับ
รังสแี กมมาในปรมิ าณสงู
13. อ อก แ บ บ กา ร ท ด ล อง แ ล ะ เมื่อแสงตกกระทบวัตถจุ ะเกิดการสะท้อนซึง่ เปน็ ไปตามกฎการสะท้อน
ด า เ นิ น ก า ร ท ด ล อ ง ด้ ว ย วิ ธี ของแสงโดยรังสีตกกระทบเส้นแนวฉาก รังสีสะท้อนอยู่ในระนาบ
ที่ เ ห ม า ะ ส ม ใ น ก า ร อ ธิ บ า ย เดียวกัน และมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ภาพจากกระจกเงา
กฎการสะท้อนของแสง เกิดจากรังสีสะท้อนตัดกันหรือต่อแนวรังสีสะท้อนให้ตัดกัน โดย
ช้นั ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
14. เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ ถ้ารังสีสะท้อนตัดกันจริงจะเกิดภาพจริง แต่ถ้าต่อแนวรังสีสะท้อน
ของแสง แสดงการเกิดภาพจาก ให้ไปตัดกนั จะเกิดภาพเสมอื น
กระจกเงา
15. อธบิ ายการหกั เหของแสงเมอ่ื ผา่ น เมอ่ื แสงเดินทางผา่ นตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกัน เช่น อากาศและน้า
ตัวกลางโปร่งใสท่ีแตกต่างกัน อากาศและ แก้วจะเกิดการหักเห หรืออาจเกิดการสะท้อนกลับหมด
และอธิบายการกระจายแสงของ ในตัวกลางท่ีแสงตกกระทบ การหักเหของแสงผ่านเลนส์ทาให้เกิด
แสงขาว เม่ือผ่านปริซึมจาก ภาพท่ีมีชนดิ และขนาดต่างๆ
หลักฐานเชิงประจักษ์
16. เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ของ แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่างๆ เม่ือแสงขาวผ่านปริซึมจะเกิดการ
แ ส ง แ ส ด ง ก า ร เ กิ ด ภ า พ จ า ก กระจายแสงเป็นแสงสีต่างๆ เรียกว่า สเปกตรัมของแสงขาว
เมื่อเคลื่อนท่ีในตัวกลางใดๆ ท่ีไม่ใช่อากาศ จะมีอัตราเร็วต่างกัน
เลนส์บาง
จงึ มกี ารหกั เหต่างกัน
17. อธิบายปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับ การสะท้อนและการหักเหของแสงนาไปใช้อธิบายปรากฏการณ์
แ ส ง แ ล ะ ก า ร ท า ง า น ข อ ง ท่ีเกี่ยวกับแสง เช่น รุ้ง มิราจ และอธิบายการทางานของทัศนอุปกรณ์
ทั ศ น อุ ป ก ร ณ์ จ า ก ข้ อ มู ล ที่ เช่น แว่นขยาย กระจกโค้งจราจร กล้องโทรทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์
รวบรวมได้ และแว่นสายตา
18. เขียนแผนภาพการเคล่ือนท่ี
ของแสง แสดงการเกิดภาพของ ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถูกปรับโฟกัส เพื่อให้เกิดภาพชัดท่ีจอตา
ความบกพร่องทางสายตา เช่น สายตาส้ัน และสายตายาว เป็นเพราะ
ทศั นอปุ กรณ์และเลนส์ตา
ตาแหน่งที่เกิดภาพไม่ได้อยู่ที่จอตาพอดี จึงต้องใช้เลนส์ในการแก้ไข
เพ่อื ช่วยใหม้ องเห็นเหมอื นคนสายตาปกติ โดยคนสายตาส้ันใชเ้ ลนสเ์ วา้
ส่วนคนสายตายาวใช้เลนสน์ นู
ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
19. อธิบายผลของความสว่างท่ีมีต่อ ค ว า ม ส ว่ า งข อ ง แ ส ง มี ผ ล ต่ อ ด ว ง ต า ม นุ ษ ย์ ก า ร ใ ช้ ส า ย ต า
ด ว ง ต า จ า ก ข้ อ มู ล ท่ี ไ ด้ จ า ก ในสภาพแวดลอ้ มท่มี ีความสว่างไม่เหมาะสมจะเป็นอันตรายต่อดวงตา
การสบื ค้น เช่น การดูวัตถุในท่ีมีความสว่างมากหรือน้อยเกินไป การจ้อง
20. วัดความสว่างของแสงโดยใช้ ดหู น้าจอภาพเป็นเวลานาน ความสวา่ งบนพ้ืนท่ีรับแสงมีหนว่ ยเปน็ ลักซ์
อปุ กรณ์ วัดความสว่างของแสง ความรู้เกี่ยวกับความสว่างสามารถนามาใช้จัดความสว่างให้เหมาะสม
21. ตระหนกั ในคุณค่าของความรู้เรื่อง กับการทากิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดความสว่างท่ีเหมาะสมสาหรับ
ความสว่างของแสงที่มีต่อดวงตา การอ่านหนังสือ
โดยวเิ คราะห์สถานการณ์ ปัญหา
และเสนอแนะการจัดความสว่าง
ให้เหมาะสมในการทากิจกรรม
ตา่ งๆ
สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และ
การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ
ชนั้ ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ม.3 1. อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์ ในระบบสรุ ิยะมดี วงอาทติ ยเ์ ป็นศนู ยก์ ลางโดยมดี าวเคราะหแ์ ละบรวิ าร
รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วง ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และอ่ืนๆ เช่น วัตถุ
จากสมการ F = (Gm1m2)/r2 คอยเปอร์โคจรอยู่โดยรอบ ซ่ึงดาวเคราะห์ และวัตถุเหล่าน้ีโคจรรอบ
ดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วง แรงโน้มถ่วงเป็นแรงดึงดูดระหว่างวัตถุ
สองวตั ถุ โดยเปน็ สัดส่วนกับผลคูณของท้ังสอง และเป็นสัดส่วนผกผัน
กับกาลังสองของระยะทางระหว่างวัตถุทั้งสอง แสดงได้โดยสมการ
F = (Gm1m2)/r2 เมอ่ื F แทนแรงโน้มถ่วงระหว่างมวลทั้งสอง G แทน
คา่ นิจโนม้ ถ่วงสากล m1 แทนมวลของวัตถุแรก m2 แทนมวลของวัตถุ
ท่สี อง และ r แทนระยะห่างระหวา่ งวตั ถุทั้งสอง
2. สร้างแบบจาลองที่อธิบายการเกิด การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะที่แกนโลกเอียงกับ
ฤดู และการเคล่ือนท่ีปรากฏของ แนวตั้งฉากของระนาบทางโคจร ทาให้สว่ นตา่ งๆ บนโลกได้รับปริมาณ
ดวงอาทิตย์ แสงจากดวงอาทิตยแ์ ตกตา่ งกันในรอบปี เกดิ เปน็ ฤดู กลางวันกลางคืน
ยาวไม่เท่ากัน และตาแหน่งการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ท่ีขอบฟ้า
และเส้นทางการข้นึ และตกของดวงอาทติ ย์เปลย่ี นไปในรอบปี ซง่ึ ส่งผล
ต่อการดารงชีวติ
3. สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายการเกิด ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจันทร์โคจรรอบดวงอาทิตย์
ข้างขึ้นข้างแรม การเปล่ียนแปลง ดวงจันทร์รับแสงจากดวงอาทิตย์คร่ึงดวงตลอดเวลา เม่ือดวงจันทร์
เวลาการข้ึนและตกของดวงจันทร์ โคจรรอบโลกได้หันส่วนสว่างมายงั โลกแตกตา่ งกัน จึงทาให้คนบนโลก
และการเกดิ นา้ ข้นึ น้าลง สังเกตส่วนสว่างของดวงจันทร์แตกต่างไปในแต่ละวันเกิดเป็นข้างข้ึน
ข้างแรม
ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทิศทางเดียวกันกับที่โลกหมุนรอบตัวเอง
จึงทาใหเ้ ห็น ดวงจนั ทร์ขึน้ ชา้ ไปประมาณวันละ 50 นาที
แรงโน้มถ่วงท่ีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์กระทาต่อโลก ทาให้เกิด
ปรากฏการณ์น้าขึ้นนา้ ลง ซึง่ ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลก
วันที่น้ามีระดับการขึ้นสูงสุดและลงต่าสุดเรียก วันน้าเกิด ส่วนวันท่ี
ระดับน้ามีการขึ้นและลงน้อยเรียก วันน้าตาย โดยวันน้าเกิด น้าตาย
ช้นั ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
มคี วามสมั พนั ธ์กับขา้ งขน้ึ ข้างแรม
4. อธิ บายการใช้ ประโยชน์ ของ เทคโนโลยีอวกาศได้มีบทบาทต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน
เทคโนโลยีอวกาศ และยกตัวอย่าง มากมาย มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ระบบ
ความก้าวหน้าของโครงการสารวจ นาทางด้วยดาวเทียม (GNSS) การติดตามพายุ สถานการณ์ไฟป่า
อวกาศจากขอ้ มลู ท่รี วบรวมได้ ดาวเทยี มช่วยภัยแลง้ การตรวจคราบนา้ มนั ในทะเล
โครงการสารวจอวกาศต่างๆ ได้พัฒนาเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจ
ต่อโลก ระบบสุริยะและเอกภพมากขึ้นเป็นลาดับ ตัวอย่างโครงการ
สารวจอวกาศ เช่น การสารวจส่ิงมีชีวิตนอกโลก การสารวจ
ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ การสารวจดาวอังคาร และบริวารอื่น
ของดวงอาทิตย์