The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-04-17 08:42:47

นายู สีแย เราคือเพื่อนพ้องกัน

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

Keywords: ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑

นายู สแี ย หนังสอื เรียน
รายวชิ าพืน้ ฐาน
เราคอื เพอื่ นพอ้ งกนั

ผู้เรียบเรยี ง

อสั นานี มามะ
ฮากีมา เม๊าะบากอ
ซูฮาดา เจะ๊ หามะ
อัสมี เซะ
ซูลฟา บีดงิ
มูณาดียา แวดือโอะ
รูฟซี า การีฮี

กลุม่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย

ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑

๖๕ -

หนังสือเรียน รายวิชาข้ันพ้ืนฐาน

นายู สแี ย

เราคอื เพอื่ นพอ้ งกนั

ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๑

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑

ผ้เู รียบเรยี ง ผู้ตรวจ

อสั นานี มามะ อ.อัจฉรา เทศขา
ฮากมี า เม๊าะบากอ

ซูฮาดา เจะ๊ หามะ
อัสมี เซะ
ซลู ฟา บีดิง

มูณาดียา แวดือโอะ
รฟู ซี า การีฮี



คำนำ

หนังสือเรียนการเรียนรู้พื้นฐานภาษาไทย เร่ือง นายู สีแย เราคือ
เพ่อื นพ้องกัน ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๑ เปน็ หนังสอื ที่คณะผู้จัดทาได้จัดทาขึ้น
เพื่อให้ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ได้ฝึกพัฒนาทักษะที่สาคัญ
ตามสาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทยในหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑

หนังสือเล่มน้ีมีเนื้อหาเก่ียวกับหลักการใช้ภาษาไทย คาซ้า คาซ้อน
และคาประสม อีกทั้งยังประกอบด้วยเนื้อหาเสริมในเรื่องวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ของคนไทยพุทธ คริสต์ และอิสลาม รวมถึงวัฒนธรรม
ประเพณี

คณะผู้จัดทาจึงมีความมั่นใจว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนสามารถพัฒนาทักษะหลักการใช้
ภาษาไทยไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ ทัง้ น้ีขอขอบคุณ อาจารย์อัจฉรา เทศขา
อาจารย์ประจาวิชาการพัฒนาหนังสือเรียนภาษาไทย ที่ให้คาแนะนา
จนหนังสือสาเร็จลลุ ว่ งตามวัตถุประสงค์

ผ้เู รยี บเรียง



แนวทำงกำรใชห้ นงั สือ

หนังสือเรียน สาระการเรียนรู้พื้นฐานภาษาไทยเรื่อง นายู สีแย
เราคือเพ่ือนพ้องกัน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เป็นหนังสือท่ีคณะผู้จัดทาได้
ศึกษาตัวอย่างการเขียนจากหนังสือเรียนของระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๑
ประกอบเป็นตัวอย่าง และแนวทางการศึกษาหาข้อมูลในเรื่องหลักการใช้
ภาษาไทย คาซ้า คาซ้อน และคาประสม อีกท้ังยังประกอบด้วยเนื้อหา
เสรมิ เร่ืองวิถีชีวิตความเปน็ อยู่ของคนไทยพุทธ ครสิ ต์ และอสิ ลาม รวมถึง
วฒั นธรรมประเพณี ซง่ึ เป็นการชี้แนะแนวทางของการหาข้อมูลให้ตรงกับ
ตวั ชี้วัดของผู้เรียน



สำรบัญ

หน้า

คานา ก

แนวทางการใชห้ นังสอื ข

สารบัญ ค

เรอ่ื งสั้น ๑–๗

เนื้อหาหลัก ๘

- การสร้างคาในภาษาไทย ๘

คาซ้า ๙ – ๑๔

คาซอ้ น ๑๕ – ๑๙

คาประสม ๒๐ – ๒๖

เน้ือหาเสริม ๒๗

วิถีชวี ติ ความเป็นอยขู่ องคนไทยพทุ ธ ครสิ ต์ และอสิ ลาม ๒๘ – ๓๑

วฒั นธรรมประเพณี ๓๒ – ๓๔

อ่านเสริม เติมความหมาย ๓๕

แบบฝึกหดั ทา้ ยบทเรยี น (คาซา้ คาซ้อน คาประสม) ๓๖ – ๔๐

กิจกรรมทา้ ยบทเรียน ๔๑ – ๔๒

แบบทดสอบหลังเรียน ๔๓ – ๔๙

บรรณานกุ รม ๕๐

คณะผ้จู ดั ทา ๕๑ – ๕๗

นายู สแี ย เราคอื เพอ่ื นพอ้ งกนั

เรอื่ งส้ัน

วันหนึ่ง มหาวิทยาลัยซ่ึงอยู่ในตัวเมืองนราธิวาส

เปดิ รับสมคั รนกั ศึกษาท่วั ไป มีคณะต่าง ๆ และสาขาต่าง ๆ
ให้เลือก โดยกาหนดการเปิดการเรียนการสอนวันแรกคือ
วันจนั ทร์ ที่๑๕ เดือนสงิ หาคม พ.ศ.๒๕๖๖ โดยมีนักศึกษา
ที่ประสงค์พักอยู่หอในตามปกติ ทางหอพักได้ประกาศทาง
เพจมหาวิทยาลัยเรื่องเก่ียวกับการเข้ามาอยู่หอใน คือ
วันเสาร์ ที่๑๓ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๖ และหอพัก
ห้องหน่ึงมีนักศึกษาอาศัยอยู่ด้วยกัน ๓ คน โดยมีรุ่นพี่และ
รุ่นเดียวกัน และต่างศาสนากัน คือศาสนาอิสลาม ศาสนา
พุทธ และศาสนาคริสต์ ท้ัง ๓ คนเพ่ิงมารู้จักกันท่ีนี่ และ
ต่างก็แนะนาตวั เพอ่ื ทจ่ี ะอยดู่ ้วยกันไดจ้ นเรียนจบ

๑นายู สแี ย เราคอื เพอ่ื นพอ้ งกัน

“เธอช่ืออะไร เราชื่อมนี า อยู่ปี ๑
คณะศกึ ษาศาสตร์ สาขาสงั คม”
มนี าเอย่ ถามกอหญ้าและพมี่ ิรา
ทีก่ าลงั จดั ของ
“เราชอ่ื กอหญา้ อย่ปู ี ๑ คณะและสาขาเหมอื นกันเลย” กอหญ้าเงยหนา้ พรอ้ มตอบ
คาถามมนี า

“พี่ช่ือมิรานะ อยู่ปี ๓ คณะศึกษาศาสตร์ สาขาภาษาไทย มีอะไรปรึกษาหรือ
จะถามอะไร ถามพไ่ี ดน้ ะคะ พีอ่ ยู่หอนี้มา ๓ ปแี ลว้ ” พี่มิราเงยหน้าพร้อมตอบ
คาถามมนี า
“คะ่ พ่ีมริ า” มีนาและกอหญา้ ตอบพม่ี ิราพรอ้ มกนั

ต่างคนต่างจัดของหรือทาภารกิจส่วนตัวของตัวเอง ระหว่างนั้นท้ัง ๓ คน
มกี ารสนทนา ไถ่ถามถึงความรู้สึกทาไมถึงเลือกอยู่หอใน ท้ัง ๆ หอนอกมีมากมาย
ถามถึงบุคลิกนิสัย ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เพื่อทั้ง ๓ คนได้เรียนรู้เอาใจเขามาใส่ใจเรา
และเทคแคร์ตา่ ง ๆ นานาของแต่ละคน

เวลา ๑๖:๓๐ น. ถึงเวลาออกไปหาของกินข้างนอก พีม่ ริ าจงึ ชวนมีนาและ

กอหญา้ ออกไปหาของกินดว้ ยกัน ท้ัง ๓ คนได้ออกดว้ ยกัน ระหวา่ งเดนิ ทางนัน้

๒นายู สีแย เราคอื เพื่อนพอ้ งกัน

“มีนา ทุกครัง้ ท่เี ธอจะออกขา้ ง
นอก เธอต้องใสผ่ า้ บนหวั ด้วย
หรอ พี่จะถามเธอตง้ั แต่อยู่ใน
ห้องแล้ว แตพ่ เี่ กรงใจท่ีจะถาม”
พ่ีมิราเอย่ ถามมีนา

“ใช่ค่ะ หนูต้องใส่ทุกครั้ง และผ้าบนหัวน้ี เขาเรียกว่า ผ้าคลุมค่ะพี่ ซึ่งผ้าคลุมหนู
ต้องคลมุ หัวทกุ ครง้ั ท่ีออกข้างนอกหรอื อย่ตู อ่ หน้าผชู้ าย” มีนาตอบพี่มริ าอย่างภมู ใิ จ
“หะ๊ ! อย่ตู อ่ หน้าผ้ชู ายต้องใส่ดว้ ยหรอ” กอหญ้าแสดงความคิดอย่างตกใจ
“ใช่ ต้องใส่ เพราะผู้ชายจะเหน็ เส้นผมของผ้หู ญงิ ไมไ่ ด้ แต่ยกเวน้ คนในครอบครัวได้”
มนี าตอบพ่มี ริ าและใหก้ อหญา้ ฟงั อยา่ งภูมิใจ

“อืม แต่พ่ีรู้สึกว่ามันแปลก แต่ดูรวม ๆ แล้วเรียบร้อยดี พี่เคยไปห้างแบบน้ี
แล้วเห็นเขาคลุมหัวกัน แต่พ่ีไม่ได้เข้าไปถาม พ่ีแปลกใจ แต่พอได้มาถามมีนา
พ่ีเข้าใจแล้ว ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปของมันอยู่แล้วใช่ไหม?” พ่ีมิราตอบมีนา
พรอ้ มสง่ คาถามความสงสยั

๓นายู สแี ย เราคือเพื่อนพอ้ งกัน

“ใช่พี่ มันมีท่ีมาที่ไปของมัน ไม่ใช่แค่การใส่ผ้าคลุมพ่ี การใช้ชีวิตหรือการกิน
ก็มีละเว้นด้วย บางอย่างที่พี่กับกอหญ้ากินได้ แต่หนูกินไม่ได้ บางอย่างที่พี่กับ
กอหญ้าทาได้หนูทาไม่ได้ และบางอย่างท่ีหนูทาได้ แต่พี่กับกอหญ้ากลับทา
ไม่ได้” มีนาตอบคาถามพี่มริ า

“ไม่เปน็ ไร เราตา่ งกเ็ รยี นรอู้ ยู่ร่วมกันเรือ่ ย ๆ” กอหญา้ ได้แสดงความคิดเห็น

“ใช่ พวกเธอต้องเรียนรู้อะไรอีกหลาย ๆ อย่างเลย ท้ังการอยู่ร่วมกับเพื่อน
การเรยี น การกนิ พเ่ี องก็ตอ้ งเรยี นรกู้ ารอยู่ร่วมกันกบั พวกเธอด้วย” พ่ีมิราแสดง
ความคิดเหน็ หลงั กอหญา้

ท้ัง 3 คนต่างกันเรียนรู้ของกันและกัน และต่างกันยอมรับการปฏิบัติของกัน
และกนั อย่างการปฏบิ ัตขิ องพี่มิราและกอหญ้า ก่อนนอนพวกเขาจะมีการสวดมนต์
หรือไหวท้ ีห่ มอนก่อนนอน ต่างก็มีความเช่ือที่ต่างกัน ส่วนของมีนาจะปฏิบัติต่างกัน
อย่างเช่น การละหมาด ซ่ึงมีนาเองได้อธิบายและที่มาที่ไปของการละหมาด
ละหมาดทาไม ละหมาดก่ีเวลา และในสว่ นทีเ่ ป็น

วันสาคญั ของศาสนามนั ก็ ต่างกนั อยูแ่ ล้ว

พี่มริ าทุกวนั พระก็จะไปทาบญุ ทวี่ ัด กอหญ้าทุก ๆ วนั อาทิตย์ของสปั ดาห์ จะเป็นวัน

สะบาโต (Sabbath) - วันบริสุทธิ์ เปน็ วนั หยุดเพอ่ื พักผอ่ นและร่วมทากิกรรมที่โบสถ์

และของมีนาก็จะเป็นการละหมาด ที่ต้องละหมาดทุกวันตามเวลา เว้นแต่ตอนที่

มาประจาเดอื นมีนาจะละหมาดไมไ่ ด้ และยงั จะมีเดือนท่ีสาคัญคือ เดือนรอมฎอน

ซง่ึ เปน็ เดือนถือศีลอดทง้ั เดอื น หรือเรยี กวา่ เดือนบวชน้ันเอง ซึ่งทั้ง ๓ คน ต่างก็ปรับ

ความเขา้ ใจซ่งึ กนั และกัน ๔นายู สแี ย เราคอื เพ่ือนพอ้ งกนั

ทกุ ๆ วนั พระ หรอื วันหยดุ พักผ่อนของพี่มิราหรือกอหญ้า ท้ัง ๒ คนมักจะชวน
มีนาไปด้วยเสมอ และจะมีคาถามที่มีนาได้ยินทุกคร้ังที่พ่ีมิราหรือกอหญ้าชวนว่า
เธอไปได้ไหม เพราะทุกคร้ังที่ชวนไป เขามคี วามเกรงใจกับมีนาเสมอ หรือแม้กระท้ัง
การซ้ือของกินก็ตาม เหมือนวันน้ันต่างชวนไปนั่งกินชิว ๆ ที่ทะเล ต่างก็ถามอันนี้
กนิ ไดไ้ หม ซอ้ื นา้ น้ไี ดไ้ หม หรือแม้กระทั้งจะซื้อขนม ทั้ง ๒ คนมักจะดูตราฮาลาลเป็น
อันดับแรก และดูส่วนผสมอีกด้วย เพราะพวกเขากลัวมีส่วนผสมของหมู ซึ่งมีนากิน
หมูไมไ่ ด้

ในแตล่ ะวนั ท้ัง ๓ คน ตา่ งก็ทางานและ
ไถ่ถามงานท่ีสามารถชว่ ยเหลอื กันได้ ซ่ึงใน
บางครั้งการกระทาของแตล่ ะคนมีความอ่อนโยน
ไมใ่ ชอ้ ารมณเ์ หนอื เหตุผล ทาให้ทั้ง ๓ คน
อยดู่ ว้ ยกนั ไดแ้ ทบจะไม่มีเรอ่ื งทะเลาะเลย
ต่างรู้วา่ อะไรควรไม่ควร รู้จักผดิ ชอบชวั่ ดี รกู้ ารใหอ้ ภยั และใส่ใจความร้สู กึ ของกัน
และกัน
“ตอนเย็นออกไปซื้อของกินนะ พ่ีอยากกินกล้วยป้ิง ข้าวเหนียวไก่ทอด เค้กส้ม”
พี่มริ าชวนมีนาและกอหญา้ ไปตลาดพรอ้ มบอกของกนิ

“พซี่ ือ้ เยอะอกี แลว้ พก่ี ็กินไมห่ มดทิ้งตลอด พฟี่ ุ่มเฟือยมาก ๆ” มีนาตอบพี่มิราพร้อม
ให้พม่ี ิราคิดตามตัวเอง

๕นายู สีแย เราคอื เพอ่ื นพอ้ งกนั

“ก็พี่อยากกิน เพราะคืนนี้ทางานถึงดึก พี่หิวแน่ ๆ” พี่มิราตอบมีนาอย่างน้าเสียง
เปลยี่ นไป
“ค่ะพ่ี หนูอยากกินเนื้อกระทะ” มีนาตอบพี่มิราพร้อมบอกของท่ีอยากกินและ
ส่งรอยยิม้
“เน้ือกระทะ เราค่อยไปกินพรุ่งน้ี คืนนี้เราทางานให้เสร็จก่อน เด๋ียวเย็นน้ี
กอ็ อกไปซ้อื ของกนิ พ่ีมริ ากอ่ น” กอหญ้าตอบมนี าพรอ้ มเสนอคาตอบของมีนา
“ตามนน้ั กไ็ ด้ เนอ้ื กระทะคอ่ ยไปกินพรงุ่ น้ี สว่ นเย็นวนั น้ีอยากกนิ อะไรค่อย ไป
คิดหน้าร้าน ตอนนีย้ งั คดิ ไม่ออกว่าจะกนิ อะไร” มนี าตอบกอหญ้าพร้อมนอ้ ยใจ
“คะ่ งัน้ ตามนน้ี ะ” พี่มิราตอบหลังจากทีท่ กุ คนเอย่ สิง่ ทีอ่ ยากกนิ

ทกุ คนเทคแครค์ วามรสู้ กึ ตา่ งเข้าใจนิสัยของแต่ละคน คนหน่ึงฟุ่มเฟือย คนหน่ึง
เอาแตใ่ จ คนหน่งึ ชอบตามใจ นิสัยจะต่างกันอย่างส้ินเชิง แต่ท้ัง ๓ ก็อยู่ด้วยกันได้เป็น
เพราะการเอาใจเขามาใส่ใจเราทาให้เข้าใจซึ่งกันและกัน และทุกคร้ังที่พวกเราไปเที่ยว
หรือต่างชวนไปทาบุญ ต่างก็เทคแคร์ทุกอย่าง ซ่ึงทาให้เรียนรู้ว่า การมีเพื่อนท่ีดี
ไมจ่ าเป็นต้องมีเพื่อนศาสนาเดียวกัน ไม่ว่าเพ่ือนต่างศาสนาหรือต่างที่ เราก็เป็นเพื่อน
กันได้ แค่เราเปิดใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกอย่าง ซ่ึงการคบเพื่อนก็จะขึ้นอยู่กับการ
ใหโ้ ดยไม่หวังผลตอบแทน เม่อื เราต่างใสใ่ จและช่วยเหลอื กันและกนั ทุกอยา่ งก็เป็นส่ิง
ทีท่ าใหเ้ รามเี พ่อื นทีด่ ไี ด้

๖นายู สแี ย เราคือเพอ่ื นพอ้ งกัน

ขอ้ คดิ

“ศาสนา” สรา้ งมติ รภาพ เรยี นรแู้ ละเคารพในวิถชี ีวติ ท่ีแตกตา่ งกัน
ความแตกต่างทางศาสนามอี ยู่เกือบทกุ ทบ่ี นโลก เปรียบเสมือนดอกไม้
หลากสีทต่ี ่างเบง่ บานและงดงามในตัวมนั เอง หากมองความแตกต่าง
ทางศาสนาเปน็ ปัญหา คงอาศยั รว่ มกับผู้คนทีห่ ลากหลายไดอ้ ยา่ งลาบาก

แตห่ ากเปลยี่ นมมุ มองว่าความแตกตา่ งเป็นโอกาสที่เราจะไดเ้ รยี นรู้
เรากจ็ ะอาศัยร่วมกบั ทกุ คนทุกศาสนาได้อยา่ งมีความสขุ

๗นายู สแี ย เราคือเพ่ือนพอ้ งกัน

เนือ้ หาหลกั

การสร้างคาในภาษาไทย

คา้ ซา้
คา้ ซอ้ น
คา้ ประสม

คำ้ ซำ้ ผู้มำพรอ้ มไม้ยมก

คาซ้า คือการนาคามลู ท่ีมีรูปเสียงและความหมายเหมือนกันมา
‘กล่าวซ้าโดยใช้เครื่องหมายไม้ยมก (ๆ เติมข้างหลัง’ น่ันเอง โดยคา
ที่ซ้าจะต้องเหมือนกันท้ังหน้าตา เสียง ความหมาย และหน้าที่ของคา
ในประโยค ยกตัวอย่างคาซา้ ชนดิ เรยี ง ๒ คา เชน่ หนุ่ม ๆ / ช้า ๆ / ลกู ๆ
คาซา้ ชนิดเรียง ๔ คา เชน่ งู ๆ ปลา ๆ / สุก ๆ ดิบ ๆ / สด ๆ รอ้ น ๆ

คาซา้ ทาใหค้ าในภาษาไทยมีลักษณะและหนา้ ทท่ี หี่ ลากหลายมากขึ้น ทง้ั บอก
ความเปน็ พหพู จน์ บอกความหมายแยกเป็นส่วน ๆ บอกความหมายเนน้ ออกคาส่งั
หรอื เพ่มิ นา้ หนักให้มคี วามหมายชัดเจนย่ิงขึ้นและอ่นื ๆ อกี มากมาย เช่น

๑. คาซา้ ที่บอกถงึ ความเป็นพหพู จน์
นอ้ ง ๆ ออกไปขา้ งนอกกับแม่ แสดงว่ามนี ้องหลายคน
เพือ่ น ๆ กาลังจะตามมา แสดงวา่ มเี พ่อื นมากกวา่ หนงึ่ คน

๒. คาซ้าท่ีบอกความหมายแยกเป็นสว่ น ๆ
แม่ห่นั หมเู ป็น ช้ิน ๆ
นอ้ งป้ันดนิ นา้ มนั เป็น กอ้ น ๆ

๙การสรา้ งค้าในภาษาไทย

๓. คาซา้ ท่ีบอกอาการออกคาส่ัง เน้นความหมาย หรือเพมิ่ น้าหนกั คา
ให้มคี วามหมายชดั เจนยิ่งขน้ึ
เธอไปเดิน หา่ ง ๆ ฉันเลยนะ
หดั เดินใหม้ ัน เร็ว ๆ หน่อยได้ไหม
อยู่ น่งิ ๆ สัก 5 นาทมี ันจะตายไหม !!!
นง่ั ตัว ตรง ๆ หน่อย หลังคอ่ มหมดแล้ว
นา้ หอมทีเ่ ธอใชม้ ีแต่ แพง ๆ ทง้ั นน้ั

๔. คาซ้าท่ีบอกความหมายอ่อนลงหรือเบาลง เช่น
ลิปสติกแท่งนั้นสีออก แดง ๆ (แดง ๆ หมายถึง สคี อ่ นข้างแดง ไม่แดงเข้ม
เขาหน้าตา คลา้ ย ๆ พ่อ (คล้าย ๆ หมายถึง ค่อนขา้ งเหมอื น
เขาใสเ่ ส้อื สี ดา ๆ (ดา ๆ หมายถงึ สีค่อนข้างดา ไมด่ าสนิท

๑๐การสร้างค้าในภาษาไทย

๕. คาซ้าทบ่ี อกความหมายไม่เจาะจง เช่น
ไม่วา่ อะไร ๆ ฉันก็ทานได้หมด (อะไร ๆ หมายถึง ทุกอย่าง
เธอสวยกว่า ใคร ๆ ในโรงเรยี น (ใคร ๆ หมายถึง คนในโรงเรยี น
จะมพี ัสดุมาส่งช่วง บา่ ย ๆ (บอกแค่ช่วงบา่ ย ๆ แต่ไมเ่ จาะจงเวลาชดั เจน

๖. คาทซี่ ้าแลว้ ความหมายเปลยี่ นไปจากคาเดิม บอกความหมายทเี่ ปน็
สานวนเฉพาะ เช่น
ข้อสอบโอเนต็ ก็แค่ หมู ๆ ปะ (หมู ๆ หมายถงึ งา่ ยมาก
เธอชอบทางานแบบ ลวก ๆ กอ่ นกาหนดสง่ ตลอด (ลวก ๆ หมายถึง มกั ง่าย
ไม่เรยี บรอ้ ย ไมป่ ระณีต
ไป ๆ มา ๆ เขากล็ ืมฉัน (ไป ๆ มา ๆ แปลว่า นาน ๆ เข้า ในท่สี ดุ
ฉนั แคอ่ ยากเตือนเธอ เฉย ๆ (เฉย ๆ หมายถงึ เทา่ นน้ั
ฉนั ฝึกทาโจทย์ GAT - PAT มามาก ขอ้ สอบวันน้ีกแ็ ค่ของ กลว้ ย ๆ
(กลว้ ย ๆ หมายถงึ ง่าย ๆ
อยู่ดี ๆ เธอก็ลุกหนีไป ด้อื ๆ (ด้ือ ๆ หมายถงึ ไม่สนใจหรือไมบ่ อกกลา่ ว
ไหน ๆ ก็มาแลว้ แวะกนิ ขา้ วก่อนสิ (ไหน ๆ หมายถึง เม่ือเป็นเชน่ นแี้ ลว้
เธอน่ีความจาส้ันจริง ครเู พ่ิงสอนไป หยก ๆ กล็ มื เสยี แลว้
(หยก ๆ หมายถงึ เมอื่ ตะกี้ เมอื่ เรว็ ๆ น้ี

๑๑การสร้างคา้ ในภาษาไทย

คำ้ ซำ้ ทไี่ ม่มีไมย้ มกกม็ ีนะ !

นอกจาก

คาซ้าแบบมไี ม้ยมกทง้ั ๖ กลุ่มทเี่ รายกตวั อย่างให้เพือ่ น ๆ ดู
ยงั มีคาซ้าที่ไม่มีไม้ยมกอย่ดู ว้ ย ได้แก่ คาซ้าประเภทเปลย่ี นเสยี ง
และคาท่ีเปน็ คาซา้ อยู่แล้วโดยไม่ต้องใชไ้ มย้ มก เชน่

๑. คาซ้าประเภทเปลี่ยนเสียง เป็นการเน้นหรือเพิ่มความหมายโดยการ
เปลย่ี นเสียงวรรณยุกต์ของพยางค์หน้าให้สูงข้ึน แต่คาซ้าประเภทนี้จะไม่ใช้
ไม้ยมก ยกตัวอยา่ งเชน่ ซ้ีดซดี ล้อหล่อ ซ้วยสวย มืด้ มืด ด๊ดี ี

๒. คาที่มีรูปเปน็ คาซ้าอยู่แล้ว โดยคาซ้าเหล่านี้มักเป็นชื่อเฉพาะ หรือคาที่สื่อ
ความหมายเฉพาะกลุ่ม เช่น ตุ๊กตุ๊ก (ชื่อรถสามล้อของไทย จะจะ
(ใหช้ ัดเจน, กระจา่ ง ไวไว (ชอื่ การคา้ ของบะหม่ี

๑๒การสรา้ งค้าในภาษาไทย

ระวังใหด้ ี ! คำ้ เหล่ำนีไม่นบั เปน็ ค้ำซำ้

จากตวั อย่าง ทเี่ รายกมาให้ดกู ัน เพ่ือน ๆ คงเหน็ แล้ววา่ คาซ้าทาให้

มิติการบอกเล่าในภาษาไทยหลากหลายมากข้ึนจริง ๆ แต่เพ่ือน ๆ ต้อง
ไม่ลืมนะว่าคาท่ีจะเป็นคาซ้าและใช้ไม้ยมกได้ “ต้องเหมือนกันท้ังหน้าตา
เสียง ความหมาย และหน้าที่ของคาในประโยค” ยกตัวอย่างคาที่เขียน
เหมือนกัน ออกเสียงเหมือนกัน หน้าตาเหมือนกันแต่ไม่ใช่คาซ้าเพราะ
‘หน้าทข่ี องคาในประโยคไม่เหมือนกัน’ เช่น

ฉันคงเปน็ แค่คนคนนงึ คนที่เธอไมเ่ คยนกึ ถงึ
คน ทาหน้าท่เี ป็นคานาม
ส่วน คน ทาหน้าทเี่ ปน็ คาลกั ษณนามขยาย คน ตัวแรกอกี ที ทาให้ใช้
ไมย้ มกแบบคาซา้ ไมไ่ ด้

นอกจากนี้ ยงั มี ‘คาที่ตอ้ งเปน็ คาซ้าเสมอ’ อยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น

เหนาะ ๆ / ฉอด ๆ / หลัด ๆ / หยมิ ๆ / หงกึ ๆ / ปาว ๆ
เขาไม่พูดอะไรเลย เอาแต่พยกั หน้า หงึก ๆ ทงั้ คาบเรียน
- หงกึ ๆ หมายถงึ อาการทีพ่ ยักหนา้ เป็นการรบั รู้

๑๓การสร้างค้าในภาษาไทย

เทรนดข์ นมเป๊ียะไข่เคม็ ลาวากาลังมาแรง ญาตขิ องฉนั ทีท่ าขายได้กาไร
เหนาะ ๆ กว็ นั ละห้าพัน
- เหนาะ ๆ หมายถงึ อาการท่ไี ด้สิง่ ใดส่งิ หนึง่ มาอยา่ งสะดวกหรอื คลอ่ ง
พสี่ าวของฉันพดู เก่งมาก ไม่วา่ สถานการณไ์ หนเธอก็พดู ฉอด ๆ ไม่เคย
หยดุ ปาก
- ฉอด ๆ หมายถงึ อาการทีพ่ ูดหรอื เถยี งไม่หยดุ ปาก

เปน็ ยงั ไงกันบ้างกับบทเรียนเร่ืองคาซ้า ถือว่าเป็นหลักภาษาอีกข้อที่เราใช้
บ่อย ๆ ในชีวิตประจาวันเลย คาไหนซ้าได้ คาไหนซ้าไม่ได้ เพื่อทักษะการใช้
ภาษาท่ีดูเป็นมืออาชีพเพื่อน ๆ อย่าลืมนาไปใช้ให้ถูกต้องนะ และนอกจากน้ัน
เพ่ือน ๆ ยังสามารถเรยี นเร่ือง คาประสม เพอื่ เพม่ิ ความแม่นดา้ นหลักภาษาไทย
ส่วนเพ่ือน ๆ คนไหนที่อยากพักเรื่องหลักภาษา เราขอแนะนาให้ไปเรียน
วรรณคดีเร่ือง นิราศภูเขาทอง กาพย์เร่ืองพระไชยสุริยา และ ราชาธิราช
ตอน สมิงพระรามอาสา กันต่อ หรือถ้าเพ่ือน ๆ คนไหนไม่อยากอ่านบทความ
แล้ว จะดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน StartDee มาน่ังเรียนจากแอนิเมชันเพลิน ๆ
ก็ได้เหมือนกัน !

๑๔การสร้างคา้ ในภาษาไทย

คาซ้อน หมายถึง คาท่ีเกิดจากการนาคาต้ังแต่ ๒ คาขึ้นไปมา

เรียงต่อกันโดยแต่ละคานั้น มีความสัมพันธ์กันในด้านความหมาย อาจ
เป็นความหมายเหมอื นกัน คล้ายกัน ทานองเดียวกัน หรือตรงข้ามกันก็
ไ ด้ จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ ข อ ง ก า ร ซ้ อ น ค า เ พ่ื อ ใ ห้ ไ ด้ ค ว า ม ห ม า ย ที่
ชัดเจน ได้แก่ แยกคาท่ีมเี สียงพอ้ งกนั เช่น ฆ่าฟนั ราคาค่างวด ข้าทาส
เพ่อื เสริมความหมาย เช่น เล็กนอ้ ย นุม่ นม่ิ และเพ่อื อธบิ ายความหมาย
ของคาในภาษาถ่ินหรื อภาษาต่างประเทศ เช่น พัดวี เสื่อสาด
ภตู ผี ทรัพย์สิน แสวงหา เปน็ ตน้

เม่ือพิจารณาความหมายของคาซ้อนแล้วจะเห็นได้ว่า คาซ้อน
บางคามีความหมายแตกตา่ งจากคาเดิมบ้าง ดังตวั อย่างต่อไปนี้

๑. คาซ้อนมีความหมายชัดเจนขน้ึ ในคาทมี่ ีเสียงพ้อง
กนั จะซอ้ นคาเพ่ือใหค้ วามหมายของคาชดั เจนขน้ึ เช่น ข้าไท
ข้าทาส ฆ่าฟนั ราคาค่างวด

๑๕การสร้างค้าในภาษาไทย

๒. คาซ้อนทม่ี คี วามหมายเฉพาะเจาะจงชัดเจน
ขน้ึ เชน่ อ่อนโยน อ่อนน้อม ขดั ขวาง ขัดขนื ขดั ขอ้ ง

๓. คาซอ้ นแปลความหมายของคาในภาษาถิน่ หรือคา
ตา่ งประเทศ เชน่ ทรพั ยส์ มบัติ ทรพั ย์สิน ภตู ผี โจรผ้รู ้าย
ศกึ สงคราม เลห่ ก์ ล ทรวงอก ดแู ล งว่ งเหงา แปดเป้ือน

ลักษณะความหมายของคาซ้อน

คาที่นามาซ้อนกันมคี วามหมายประเภทใดประเภทหนึง่
ดงั ต่อไปน้ี
ความหมายเหมอื นกัน

หมายถงึ คาท่นี ามาซอ้ นกันนนั้ หมายถึงส่งิ เดียวกันหรือเป็น
อยา่ งเดียวกัน เช่น เรว็ ไว ทรพั ย์สนิ ใหญ่โต สูญหาย
ดแู ล หยาบชา้ นุม่ น่มิ เลือกสรร

๑๖การสร้างคา้ ในภาษาไทย

ความหมายคลา้ ยกนั
หมายถึง คาท่ีนามาซ้อนกันนั้นมีความหมายใกล้เคียงกันหรือ

เป็นไปในทานองเดียวกัน พอทจ่ี ะจดั เข้ากลมุ่ เดียวกันได้ เชน่ อ่อนนมุ่
ใจคอ เล็กน้อย ยักษ์มาร ไร่นา ศีลธรรม แข้งขา ภาษีอากร
หนา้ ตา เขตแดน ถว้ ยโถโอชาม เยบ็ ปกั ถักรอ้ ย
ความหมายตรงกนั ข้าม

หมายถงึ คาท่นี ามาซ้อนกนั น้ันมคี วามหมายเป็นคนละลักษณะ
หรือคนละฝ่ายกัน เช่น ใกล้ไกล สูงตา่ ดาขาว ผิดถูก ตัดเป็นตัดตาย
ชวั่ ดี ทีหนา้ ทีหลัง เหตผุ ล ตื้นลกึ หนาบาง

จานวนคาในคาซ้อน

เม่ือพิจารณาจานวนคาที่นามาซ้อนกันอาจมี ๒ คา ๔ คา หรือ
๖ คา ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้

คาซ้อน ๒ คา
หมายถึง คาซ้อนท่ีประกอบด้วยคา ๒ คา เช่น ช้างม้า

บา้ นเมือง คกุ ตะราง วัวควาย กู้ยืม ภาษีอากร ปากคอ ฝนฟา้

๑๗การสรา้ งคา้ ในภาษาไทย

คาซอ้ น ๔ คา
หมายถึง คาซ้อนท่ีประกอบด้วยคา ๔ คา อาจมีบางคาท่ีมี

มากกวา่ ๑ พยางค์ก็ได้ เชน่
- คาซ้อน ๔ คาเรยี งกนั เชน่ ช้างม้าววั ควาย กุ้งหอยปูปลา

เยบ็ ปักถกั รอ้ ย เสือสิงหก์ ระทิงแรด ตน้ื ลึกหนาบาง
ตบั ไตไส้พงุ

- คาซอ้ นท่ปี ระกอบด้วยคา ๔ คา ทแ่ี ยกเปน็ ๒ คู่ ซ่ึงมักจะมี
เสียงคลอ้ งจองระหว่างพยางค์ที่ ๒ กบั ๓ เชน่ ทุกข์โศกโรคภัย
ใส่ร้ายป้ายสี โบกปดั พดั วี สอบสวนทวนความ อกไหม้ไสข้ ม รวบรัดตัดความ

- คาซอ้ น ๔ คา ทม่ี คี าท่ี ๑ กบั คาท่ี ๓ หรอื คาที่ ๒ กับคาท่ี ๔
ซา้ กนั เชน่ อ่อนอกอ่อนใจ มากหมอมากความ อดขา้ วอดนา้ ขยบิ หขู ยบิ ตา
น้าหนู า้ ตา ปากหอยปากปู กงเกวียนกาเกวียน กนิ ดีอยดู่ ี คิดใหมท่ าใหม่
คดิ ดพี ูดดี
คาซ้อน ๖ คา

หมายถึง คาซ้อนที่ประกอบด้วยคา ๖ คา โดยที่บางคาอาจจะมี
มากกว่า ๑ พยางค์ก็ได้ คาซ้อน ๖ คา จะแบ่งเป็นส่วนละ ๓ คา มีเสียง
คล้องจองระหว่างส่วนหน้ากับส่วนหลังและมีคาซ้อนกันอยู่ในส่วนทั้งสองนั้น
ด้วย เช่น คิดในข้อ งอในกระดูก เลือกท่ีรัก มักที่ชัง จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน
กาแพงมีหู ประตมู ีชอ่ ง

๑๘การสรา้ งคา้ ในภาษาไทย

ตาแหนง่ ของคาที่บอกความหมายของคาซ้อน

คาซ่ึงมารวมกันเป็นคาซ้อน อาจมีเพียงคาใดคาหน่ึงใช้ตรงกับ
ความหมายของคาซ้อนทั้งคา อีกคาหน่ึงเป็นเพียงคาท่ีเข้ามาประกอบ
เท่านั้น คาที่ใช้ในความหมายตรงกับความหมายของคาซ้อนท้ังคา อาจ
เปน็ คาท่ีอยสู่ ่วนหนา้ หรือส่วนหลงั ของคาซอ้ นก็ได้
ความหมายของคาซ้อนตรงกับคาท่ีอยู่สว่ นหน้า
เช่น ใจคอ ความหมายตรงกบั คาวา่ ใจ ตวั อยา่ ง

ใจคอ ในประโยคว่า ใจคอเขาโหดเหย้ี มเหลอื เกนิ
เขตแดน ในประโยควา่ รฐั บาลกาหนดเขตแดนให้ผลู้ ีภ้ ัยอยู่
หน้าตา ในประโยคว่า เดก็ คนน้หี นา้ ตาสวย
ประเทศชาติใน ประโยควา่ ถ้าคนไมพ่ ฒั นาประเทศชาตจิ ะเจรญิ

ไดอ้ ยา่ งไร
ความหมายของคาซ้อนตรงกับคาท่ีอยู่สว่ นหลงั
เช่น คาว่า แขง้ ขา ความหมายตรงกับคาวา่ ขา ตัวอย่าง

แข้งขา ในประโยคว่า เด็กคนน้แี ข้งขายาวเก้งก้าง
บาดแผล ในประโยคว่า บาดแผลของคนเจ็บไม่ได้หนักหนาอะไร
นา้ หนู า้ ตา ในประโยควา่ พอไดฟ้ งั เร่อื งเศรา้ ทีไรเธอเป็นตอ้ งน้า

หนู ้าตาไหล
เท็จจริง ในประโยควา่ ขอ้ เทจ็ จริงเป็นอย่างไรไม่มใี ครรู้

๑๙การสรา้ งคา้ ในภาษาไทย

คาประสม คือ คาท่ีเกิดจากการเอาคามูลท่ีมีความหมายต่างกัน

ตั้งแต่ ๒ คาขึ้นไปมารวมกันเข้าเป็นคาเดียวกลายเป็นคาใหม่มี
ความหมายใหม่แต่ยังมีเค้าความหมายเดิมอยู่ เช่น ลูกเสือ ( นักเรียนที่
แต่งเครื่องแบบ ) แสงอาทิตย์ ( งูชนิดหนึ่งมีเกล็ดสะท้อนแสงอาทิตย์ได้
ซึ่งแปลกกว่างูชนิดอ่ืน ๆ ) หางเสือ ( ที่บังคับทิศทางเรือ ) แต่ถ้า
ลูกเสือ หมายถงึ ลูกของเสือ แสงอาทิตย์ หมายถึง แสงของดวงอาทิตย์
หางเสือ หมายถึง หางของเสือ อย่างน้ีไม่จัดเป็นคาประสม เพราะไม่
เกดิ ความหมายใหม่ข้ึน จดั เป็นวลีท่เี กิดจากการเรยี งคาธรรมดาเทา่ น้นั
การเกดิ คาประสมในภาษาไทย

คาประสมภาษาไทยเกิดขึ้นได้หลายกรณี ดังนี้

๑. เกิดจากคาไทยประสมกบั คาไทย เชน่
ไฟ + ฟา้ = ไฟฟา้
ตาย + ใจ = ตายใจ
ผัด + เปรย้ี ว + หวาน = ผดั เปรยี้ วหวาน

๒๐การสรา้ งค้าในภาษาไทย

๒. เกดิ จากคาไทยประสมกบั คาตา่ งประเทศ เชน่
ไทย + บาลี = หลัก ( ไทย ) + ฐาน ( บาลี ) = หลกั ฐาน
ราช ( บาลี ) + วัง ( ไทย ) = ราชวัง
ไทย + สันสฤต = ทุน ( ไทย ) + ทรัพย์ ( สนั สฤต ) = ทนุ ทรัพย์
ตัก ( ไทย ) + บาตร ( สันสฤต ) = ตกั บาตร
ไทย + เขมร = นา ( ไทย ) + ดา ( เขมร = ปลกู ) = นาดา
นา ( ไทย ) + ปรัง ( เขมร = ฤดูแลง้ ) = นาปรัง
จนี + ไทย = หวย ( จนี ) + ใตด้ ิน ( ไทย ) = หวยใตด้ นิ
ผ้า ( ไทย ) + ผวย ( จนี ) = ผา้ ผวย
ไทย + องั กฤษ = เหยอื ก ( องั กฤษ = jug ) + น้า ( ไทย ) = เหยอื กน้า
พวง (ไทย ) + หรีด ( อังกฤษ = wreath ) = พวงหรดี

๓. เกดิ จากคาตา่ งประเทศประสมกับคาตา่ งประเทศ เชน่
บาลี + จนี = รถ ( บาลี ) + เกง๋ ( จนี ) = รถเกง๋
บาลี + สนั สฤต = กิตติ ( บาลี ) + ศัพท์ ( สันสฤต ) = กิตตศิ พั ท์

จะเห็นว่า คาประสมเกิดข้ึนได้จากการรวมตัวกันระหว่างคาไทย
กับคาไทย คาไทยกับคาต่างประเทศ และคาต่างประเทศกับคา
ตา่ งประเทศ

๒๑การสร้างค้าในภาษาไทย

ชนิดของคาที่เอามาประสมกัน
คาไทยมอี ยู่ ๗ ชนดิ คอื คานาม คาสรรพนาม คากรยิ า คาวเิ ศษณ์

คาบพุ บท คาสนั ธาน และ คาอทุ าน แตค่ าไทยทั้ง ๗ ชนิด นี้มิใช่จะเอา
มาประสมกนั ได้ท้ังหมด คาทใ่ี ชป้ ระสมกันไดเ้ ท่าท่ปี รากฏ มีดังนี้

๑. คานามประสมกับคานาม เชน่
พอ่ ตา แมย่ าย ลูกน้อง หนา้ มา้ ล้ินป่ี
คอยหอย หีบเสียง กล้วยแขก แมน่ ้า ราชวัง

๒. คานามประสมกับคากริยา เชน่
นกั รอ้ ง หมอดู บา้ นพัก เรอื บนิ ยาถา่ ย
รถเข็น ไกช่ น คานหาม น้าคา้ ง คนเดนิ ตลาด

๓. คานามประสมกับคาวิเศษณ์ เช่น
นา้ แขง็ เบีย้ ลา่ ง หวั ใส หัวหอม ใจดี
ใจเยน็ มา้ เรว็ นา้ หวาน ปากเบา ปลาเนื้อออ่ น

๔. คานามประสมกับคาลกั ษณะนาม เชน่
วงแขน วงกบ ดวงหน้า ลูกช้ิน
ดวงใจ เพื่อนฝงู

๒๒การสร้างคา้ ในภาษาไทย

๕. คานามประสมกับคาสรรพนาม เช่น
คุณยาย คณุ พระ คุณหลวง

๖. คากรยิ าประสมกบั คากริยา เชน่

ตีพิมพ์ เรยี งพมิ พ์ พมิ พ์ดีด นอนกิน ฟาดฟัน
เทยี่ วขึ้น เทย่ี วลอ่ ง
กันสาด ตชี ิง ห่อหมก

๗. คากรยิ าประสมกบั คาวิเศษณ์ เชน่ สายหยดุ
ลงแดง ยินดี ถือดี ยม้ิ หวาน บานเชา้
ดูถกู ผดั เผ็ด ตม้ จืด บานเยน็

๘. คาวิเศษณ์ประสมกบั คาวิเศษณ์ เช่น
หวานเย็น เขยี นหวาน เปรี้ยวหวาน คาขา
คมขา คมคาย

๒๓การสร้างค้าในภาษาไทย

การพจิ ารณาคาประสม
คาประสมมลี ักษณะเป็นกลุม่ คาหรือวลี การพจิ ารณากลมุ่ คา

ใด ๆ ว่าเป็นคาประสมหรอื ไม่นนั้ สามารถพิจารณาได้จากลกั ษณะ
ต่อไปนี้
๑. พจิ ารณาลักษณะการเรยี งคาและความหมาย คาประสมจะเรียง
คาหลกั ไว้ข้างหนา้ คาทเ่ี ปน็ เชงิ ขยายจะเรยี งไวข้ ้างหนา้ ความหมายที่
เกิดขึ้นจะเป็นความหมายใหม่ โดยมเี ค้าความหมายเดิมอยู่ เช่น

ลูกนา้ หมายถึง ลกู ยงุ เปน็ คาประสม
ไฟฟ้า หมายถึง พลงั งานชนิดหน่งึ เป็นคาประสม
เบ้ียล่าง หมายถงึ เสียเปรียบ เป็นคาประสม
ยิงฟัน หมายถงึ การเผยอรมิ ฝีปากให้เหน็ ฟนั เปน็ คาประสม

แตถ่ า้ หมายถงึ การทาร้ายหรือยงิ ฟนั ( ฟัน = อวัยวะ ) ก็ไม่เป็น
คาประสมเป็นเพียงวลธี รรมดา เพราะถึงแม้จะเรียงคาเหมอื นกนั ก็ตาม
แตค่ วามหมายไมไ่ ด้เปล่ยี นแปลงไป

เว้นจังหวะ หมายถึง การหยดุ ไว้ระยะ ไมเ่ ปน็ คาประสม
คนหนงึ่ หมายถึง คน ๆ เดยี ว ไมเ่ ปน็ คาประสม
๒. พิจารณาจากลักษณนาม ท่ีใช้กับคาท่ีสงสัยว่าจะเป็นคาประสม
หรือไม่โดยลองแยกดูว่า คาลักษณนามนั้นเป็นลักษณนามของทั้งสองคา
ร่วมกนั หรอื เปน็ ของคาหน่งึ คาใดโดยเฉพาะ ถ้าเป็นลักษณนามของทั้งสอง
คาร่วมกัน กลุ่มคานั้นก็เป็นคาประสม แต่ถ้าเป็นของคาหนึ่งคาใด
โดยเฉพาะกลมุ่ คานั้นก็ไมเ่ ป็นคาประสมเชน่

๒๔การสรา้ งค้าในภาษาไทย

ลกู ตาคนนี้เสียแล้ว คาว่า ลูกตา ไม่เป็นคาประสม พิจารณา
จากลกั ษณนาม “ คน ” เปน็ ลักษณะนามของตา ซึ่งเป็นคน

ลูกตาข้างน้ีเสียแล้ว คาว่า ลูกตา เป็นคาประสม พิจารณาจาก
ลกั ษณนาม “ ขา้ ง” เป็นลักษณะนามลูกตา ( อวยั วะ )

รถเจก๊ คันนีเ้ กา่ มาก คาวา่ รถเจก๊ ไม่เปน็ คาประสม รถเจ๊กคันนี้
เกา่ มาก คาว่า รถเจก๊ เป็นคาประสม
๓. พิจารณาจากความหมายในประโยค หรือดจู ากข้อความท่ีแวดลอ้ ม
คาซึง่ เราสงสยั ในประโยคบางประโยค หรอื ในข้อความบางข้อความ
เราไม่สามารถบ่งออกไปได้ทนั ทีวา่ คาใดเปน็ คาประสม จนกวา่ เราจะได้
พิจารณาความหมายของคานั้นให้ชดั เจนเสยี กอ่ น เชน่
ในประโยคต่อไปน้ี

ก. น่นั ลูกเลีย้ งใคร
ข. นัน่ ลกู เล้ยี งของใคร
ค. นนั่ ลกู เลี้ยงใครไว้

คาว่าลูกเลี้ยงในข้อ ก.เป็นได้ท้ังคาประสมและไม่ใช่คาประสม ถ้ามี
ขอ้ ความอ่ืน หรอื เหตกุ ารณ์มาช้ีให้เห็นว่า ผู้พูดประโยคนี้กาลังหมายถึง
ใครคนหน่ึงคาว่า “ ลูกเล้ียง ” ก็จะเป็นคาประสม แต่ถ้าผู้พูดกาลัง
ถามลูกของตัวเองวา่ เลี้ยงใครอยู่ คาวา่ ลูกเลี้ยง ก็ไม่เป็นคาประสม ส่วน
คาวา่ ลูกเลี้ยงในขอ้ ข. ข้อความใกลเ้ คยี งบ่งชวี้ า่ เป็นคาประสมอย่างไมม่ ี

๒๕การสรา้ งค้าในภาษาไทย

ปัญหา ส่วนข้อ ค. คาว่าลูกเล้ียงไม่ได้เป็นคาประสม คาว่า ลูก
เป็นนามและคาว่าเลี้ยงเป็นกริยาของประโยค หรือประโยคว่า “ ลูกน้อง
ของเธอมาแล้ว ” คาว่า ลกู นอ้ ง กอ็ าจจะเปน็ ไดท้ ้ังคาประสมและไม่ใช้คา
ประสมเราจะตัดสินได้ก็ต่อเมื่อมีข้อความอื่นมาขยายหรือเราอยู่ใน
เหตุการณ์ท่ีกาลังพูดประโยคนี้อยู่ด้วยหรือสังเกตการเน้นคาก็ได้ เพราะ
คาวา่ ลกู น้อง อาจมีความหมายว่า ลูก ( ของ นอ้ ง ( ไม่เป็นคาประสม
หรือ ผูท้ ่ีอยใู่ ตอ้ านาจ ( ของเธอ ( เป็นคาประสม เปน็ ตน้

ประโยชน์ของคาประสม

๑. ทาใหม้ คี าใชใ้ นภาษามากขน้ึ โดยใชค้ าท่มี ีอยูแ่ ล้ว เอามารวมกนั ทา
ให้เกิดคาใหม่ ได้ความหมายใหม่

๒. ชว่ ยยอ่ ความยาว ๆ ใหส้ น้ั เข้า เปน็ ความสะดวกทงั้ ในการพดู
และการเขียน เช่น
นกั ร้อง = ผูท้ ่ีชานาญในการร้องเพลง
ชาวนา = ผู้ทม่ี ีชวี ติ อย่ใู นผนื นา
หมอนวด = ผู้ท่ชี านาญในการนวด

๓. ชว่ ยให้การใช้คาไทยทม่ี าจากภาษาตา่ งประเทศ ประสมกลมกลนื กับคา
ไทยแทไ้ ดส้ นทิ เชน่
พลเมอื ง = พล ( บาลี ) + เมอื ง ( ไทย )
เส้ือเช้ิต = เสอื้ ( ไทย ) + เชต้ิ ( องั กฤษ - shirt )
รถเกง๋ = รถ ( บาลี ) + เก๋ง ( จนี )

๒๖การสร้างค้าในภาษาไทย

เน้อื หาเสริม

วถิ ชี ีวติ ความเปน็ อยูข่ องคนไทยพทุ ธ
ครสิ ต์ และอสิ ลาม

วัฒนธรรมประเพณี

หลกั ธรรมทางศาสนา
กบั การอยู่รว่ มกันอยา่ งสันติสุข

๑.` คา่ นิยม จรยิ ธรรม เพ่อื การอยู่ร่วมกนั อยา่ งสันตสิ ุข
ศาสนาทุกศาสนามีเป้าหมายการสอนเพื่อให้ศาสนิกชนเป็นคนดี

เมอื่ ศาสนิกชนของแตล่ ะศาสนาเป็นคนดีตามหลกั ศาสนาแล้ว ย่อมส่งผลดี
ต่อสงั คม คอื ความสามัคคีปรองดอง ไม่แบ่งแยกเพยี งเพราะนบั ถือศาสนา
แตกต่างกัน แต่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติโดยปฏิบัติตามหลักคาสอนใน
ศาสนาทต่ี นนับถืออย่างเคร่งครัด

๑.๑ คุณค่าและความสาคญั ของคา่ นยิ มและจริยธรรมทางศาสนา
ศาสนานอกจากจะสอนให้ศาสนิกชนเป็นคนดีแล้ว ยังช่วย
หล่อหลอมปลูกฝังค่านิยมและจริยธรรมอันดีงามให้แก่ศาสนิกชนด้วย
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในสังคมที่มีความหลากหลายทางการนับถือศาสนาแต่
ละศาสนาย่อมมีค่านิยมท่ีแตกต่างกัน อันเป็นผลมาจากการหล่อหลอม
ของศาสนาที่มีความเช่ือและหลักคาสอนแตกต่างกัน ถึงแม้แต่ละศาสนา
จะมหี ลกั จริยธรรมเฉพาะแตกตา่ งกันกต็ าม แต่หลกั ความดแี ละเปน็ สากล

๒๘เนื้อหาเสรมิ

ยอ่ มมเี หมือนกันในทุกศาสนา เช่น หลักคาสอนเร่ืองความเมตตาซึ่งได้ช่ือ
ว่าเป็นหลักจริยธรรมสากล ทุกศาสนาจะสอนให้ศาสนิกชนมีเมตตา
เออื้ เฟือ้ ช่วยเหลอื กันในสังคม เมตตาจึงเป็นสายใยเส้นเล็ก ๆ ท่ีศาสนิกชน
ต้ อ ง ช่ ว ย กั น ถั ก ท อ ใ ห้ เ ป็ น เ ก ร า ะ ป้ อ ง กั น ค ว า ม รุ น แ ร ง ใ น สั ง ค ม ซึ่ ง
ประกอบดว้ ยสมาชิกตา่ งศาสนา รวมท้ังหลักความดีเพ่ือการเป็นสมาชิกที่
ดีของสังคม การให้ความเคารพนับถือกันตามฐานะ และหลักการยอมรับ
ในความแตกต่าง นั่นคือ เป้าหมายของศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี
เช่นเดยี วกนั ในทกุ ศาสนา

จริยธรรมเป็นจุดประสานสัมพันธ์ของคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันโดย
สันติ จึงกล่าวได้ว่าปัญหาทางจริยธรรมของสังคมประการหนึ่งเกิดจาก
ความหา่ งเหนิ จากศาสนาของศาสนิกชนอันหมายถึงความไม่ตระหนักรู้ใน
คุณค่าของศาสนาจนกลายเป็นสังคมท่ีขาดที่พ่ึงทางใจ ขาดหลักทางใจ
ในการควบคุมพฤติกรรม ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนในสังคมล้วนมาจากความ
บกพร่องทางจริยธรรมของสมาชกิ ในสังคม

๑.๒ ค่านิยมและจริยธรรมท่ีกาหนดความเชื่อ พฤติกรรมท่ี
แตกตา่ งของศาสนกิ ชน

ศาสนาแม้จะมีความมุ่งหมายเดียวกัน คือ สอนศาสนิกชนให้เป็นคนดี
แต่ก็มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันในแต่ละศาสนา ความเป็นคนดีในแต่ละ
ศาสนาจึงอาจแตกต่างกันในรายละเอยี ดและการปฏบิ ัติ อันเป็นผลมาจาก
ความเชื่อและค่านิยมทางศาสนาแตกต่างกัน เราจึงเห็นความหลากหลาย
ทางคา่ นยิ มและจรยิ ธรรมทางศาสนาในดา้ นต่างๆ ดงั น้ี

๒๙เน้ือหาเสรมิ

๑) ความเชื่อเกี่ยวกับความศรัทธา หรือความเชื่อถือหลัก เป็น
พื้นฐานของศาสนา จุดเริ่มต้นของการยอมรับนับถือและปฏิบัติตามหลัก
คาสอนในศาสนา คือ ศรัทธา ความเลื่อมใสศรัทธาในแต่ละศาสนา
แตกต่างกันออกไป เช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สอนหลักศรัทธาว่า
พระพรหมเป็นผสู้ ร้าง พระวษิ ณุหรือพระนารายณ์เป็นผู้พิทักษ์รักษา และ
พระศิวะหรือพระอิศวรเป็นผู้ทาลาย เรียกว่า "ตรีมูรติ" ส่วน
พระพทุ ธศาสนาสอนหลักศรัทธาในพระรัตนตรัย ศาสนาคริสต์สอนหลัก
ศรัทธาในพระตรีเอกภาพ คือ พระบิดา พระบุตร และพระจิต ส่วน
ศาสนาอิสลามสอนหลักศรัทธา ๖ ประการ และศาสนาสิขสอนหลัก
ศรัทธาองค์ไตรรัตน์ได้แก่ พระเจ้า ศีลหรือหลักธรรม และความแน่นอน
ของพระเป็นเจ้า เป็นตน้

๒) การแต่งกาย นอกจากจะเป็นพฤติกรรมอันสะท้อนค่านิยมและ
ความเชื่อทางศาสนาแล้ว ยังแสดงถึงเอกลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะทาง
ศาสนาและวฒั นธรรมการแต่งกายทางศาสนาของศาสนิกชนอีกด้วย เช่น
การนุ่งขาวห่มขาวของชาวฮินดู การแต่งกายด้วยชุดคลุมใส่หมวกแบบ
มสุ ลมิ การโพกศีรษะของชาวสขิ ล้วนเปน็ วฒั นธรรมการแต่งกายตามหลัก
ศาสนา

๓) การแสดงความเคารพ เป็นพฤติกรรมทางศาสนาที่แสดงถึง
ความศรัทธาเชื่อมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ แม้จะแตกต่างกันในวิธีปฏิบัติ
แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือ แสดงถึงความศรัทธาและจงรักภักดี รวมทั้ง
เป็นการเคารพบูชาส่งิ เคารพสกั การะในศาสนาท่ีตนนับถือ การแสดง

๓๐เน้ือหาเสริม

ความเคารพดังกล่าวเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "การบูชา" ซึ่งมีปฏิบัติในทุก
ศาสนา

๔) การปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา ทุกศาสนาได้กาหนดพิธีกรรม
เพ่ือเป็นเคร่ืองน้อมนาศรัทธา และหลักปฏิบัติเพื่อความดีงามและเป็น
สิริมงคลในชีวิตของศาสนิกชนการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาจึงเป็น
สว่ นสาคญั ประการหนึ่งในวถิ ีการดารงชีวิตของศาสนกิ ชน

๓๑เนื้อหาเสรมิ

ศาสนาไทยพุทธ

ประเพณีชงิ เปรต การชงิ เปรตเป็นประเพณี

เนื่องในเทศกาลเดือนสิบของชาวไทยที่นบั ถือ
ศาสนาพุทธ โดยจดั ในวัดทกุ วัด ในวันแรม
๑๔ คา่ หรือ ๑๕ ค่า เดือน ๑๐ โดยทางร้าน
จัดสารับอาหารคาวหวาน ไปวางเพื่ออุทศิ
สว่ นกศุ ลไปให้เปรตชน (ปู่ ย่า ตา ยาย และบรรพบรุ ษุ ทีล่ ว่ งลับไปแลว้

ประเพณลี ากพระหรือชกั พระ

จะกระทากนั หลังจากวนั มหาปวารณา
หรอื วันออกพรรษา ๑ วนั คือ ตรงกับ
วนั แรม ๑ คา่ เดอื น ๑๑

๓๒เนอ้ื หาเสริม

ศาสนาครสิ ต์

ศลี สมรส (Matrimony)

เปน็ ศลี ซ่งึ รวมชายหญิงคู่หนึ่ง
ตอ่ พระพกั ตรพ์ ระเจา้ เพอ่ื จะได้
สรา้ งครอบครวั ชาวคริสตท์ ี่
สมบูรณต์ อ่ ไป

ศลี แก้บาปหรอื อภยั บาป
(Confession) เป็นพิธีทชี่ าวคริสต์

ทส่ี านึกว่าตนไดท้ าบาปลงไป จะตอ้ ง
ไปหาบาทหลวง เพื่อสารภาพถงึ การ
ทาความผดิ นน้ั และขออภยั โทษจาก
พระเจา้

๓๓เนือ้ หาเสริม

ศาสนาอสิ ลาม

การละหมาด เป็นศาสนกจิ ที่

มุสลิมทกุ คนตอ้ งกระทาทุกวัน
และกระทาดว้ ยความถกู ต้องการ
ละหมาดนมี้ ที ัง้ ปฏิบตั เิ ฉพาะตน
ซึ่งต้องกระทาวันละ 5 เวลาใน
แตล่ ะวัน

การถอื ศีลอด เป็นวฒั นธรรม และ

ในขณะเดยี วกันเป็นศาสนกิจทีม่ ุสลิม
ทุกคนตอ้ งปฏิบตั เิ ป็นเวลานานถึง
1 เดือน ในรอบ 1 ปี อนั เป็นการฝกึ
ความอดทนอดกล้ันทางกาย วาจา ใจ

๓๔เนอื้ หาเสริม

อา่ นเสริม เตมิ ความหมาย

คาศพั ท์ ความหมาย
นายู
สีแย อิสลาม
วนั สะบาโต
เดือนรอมฎอน ไทยพุทธ

ฮาลาล วนั บรสิ ุทธ์ิ
เทคแคร์
เดอื นอันประเสรฐิ ของผ้ทู น่ี บั ถือ
ศาสนาอิสลาม

อาหารที่ไม่มีส่งิ ที่ต้องห้าม
หว่ งใย เอาใจใส่

๓๕เน้ือหาเสรมิ

แบบฝกึ หดั ทา้ ยบทเรยี น (คา้ ซา้ )

คาชีแ้ จง ให้นักเรยี นนาคาซา้ ที่กาหนดให้มาแตง่ ประโยคให้ไดใ้ จความ
สมบรู ณ์และถูกต้อง

กล้วย ๆ ไกล ๆ แถว ๆ ลวก ๆ

สวย ๆ แรง ๆ เพื่อนๆ หอ้ ง ๆ

ใบ ๆ เดก็ ๆ ดดี๊ ี ราว ๆ กบั

๑. .........................................................................................................
๒. .........................................................................................................
๓. .........................................................................................................
๔. .........................................................................................................
๕. .........................................................................................................
๖. .........................................................................................................
๗. .........................................................................................................
๘. .........................................................................................................
๙. .........................................................................................................
๑๐. ......................................................................................................
๑๑. ......................................................................................................
๑๒. ......................................................................................................

๓๖แบบฝึกหัดท้ายบท

แบบฝกึ หดั ทา้ ยบทเรยี น (คา้ ซอ้ น)

คา้ ถาม

คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนทาเครื่องหมาย √ หนา้ ขอ้ ท่ใี ช้คาซอ้ นได้ถูกต้อง
× หนา้ ขอ้ ทใ่ี ช้คาซอ้ นไม่ถูกตอ้ ง

…………………๑. บา้ นของฉันคับแคบเกินไป ไมส่ ามารถรับรองแขกไดเ้ ลย
…………………๒. มแี ขกมาร่วมในงานพิธีมงคลสมรสอย่างแนน่ หนา
…………………๓. เธอเป็นคนมีนา้ ใจเออ้ื เฟ้ือเผอื่ แผ่ตอ่ ทุก ๆ คน
…………………๔. เขาเป็นคนออ่ นโยนทาอะไรกไ็ มค่ ่อยไหว
…………………๕. ดวงสดุ าตบแต่งทรงผมให้เขา้ รูป
…………………๖. เธอชอบจอดรถขดั ขวางทางจราจรเป็นประจา
…………………๗. ครกู ลา่ วชมเชยนกั เรียนที่ไดร้ ับรางวัล
…………………๘. เขาต้องชดใช้กรรมที่เขาไดก้ ระทาไว้
…………………๙. ดวงอาทิตยก์ าลงั เคลื่อนยา้ ยลับขอบฟ้า
…………………๑๐. รากฐานของตึกหลังน้ีดหู นาแนน่ ดี

๓๗แบบฝกึ หัดทา้ ยบท

แบบฝกึ หดั ทา้ ยบทเรยี น (คา้ ซอ้ น)

เฉลย

คาช้ีแจง ใหน้ ักเรียนทาเครอื่ งหมาย √ หน้าข้อท่ใี ช้คาซอ้ นไดถ้ กู ต้อง
× หน้าขอ้ ทีใ่ ชค้ าซอ้ นไมถ่ ูกต้อง

…… …๑. บา้ นของฉันคับแคบเกนิ ไป ไม่สามารถรบั รองแขกได้เลย
……✗…๒. มีแขกมาร่วมในงานพิธมี งคลสมรสอย่างแน่นหนา
…… …..๓. เธอเป็นคนมีน้าใจเอื้อเฟอ้ื เผอ่ื แผ่ต่อทุก ๆ คน
……✗…๔. เขาเปน็ คนอ่อนโยนทาอะไรกไ็ ม่คอ่ ยไหว
…… …๕. ดวงสดุ าตบแต่งทรงผมใหเ้ ขา้ รปู
……✗…๖. เธอชอบจอดรถขดั ขวางทางจราจรเป็นประจา
…… …๗. ครกู ล่าวชมเชยนกั เรยี นทไี่ ดร้ บั รางวัล
…… …๘. เขาต้องชดใช้กรรมท่ีเขาได้กระทาไว้
……✗… ๙. ดวงอาทติ ยก์ าลงั เคล่อื นย้ายลบั ขอบฟ้า
……✗… ๑๐. รากฐานของตกึ หลงั น้ีดูหนาแน่นดี

๓๘แบบฝึกหดั ท้ายบท

แบบฝกึ หดั ทา้ ยบทเรยี น (คา้ ประสม)

คา้ ถาม

คาช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นบอกวิธีสร้างคาประสมจากคาทก่ี าหนดให้เกดิ จาก
คาใดประสมกัน

ตัวอย่าง ถอื + ตวั เกดิ จากคากรยิ า ประสมกับ คานาม

๑. รถ + ไฟ …………………………………………
๒. สถานี + โทรทัศน์ ………………………………………...
๓. ขัด + คอ …………………………………………
๔. ใจ + ง่าย …………………………………………
๕. เตา + แก๊ส ………………………………………..
๖. ตืน่ + เตน้ ………………………………………..
๗. ออ่ น + หวาน …………………………………………
๘. สอง + ใจ ………………………………………...
๙. กลาง + บ้าน ………………………………………...
๑๐. มด + แดง ………………………………………...

๓๙แบบฝกึ หัดทา้ ยบท

แบบฝกึ หดั ทา้ ยบทเรยี น (คา้ ประสม)

เฉลย

คาชีแ้ จง ให้นักเรียนบอกวิธีสรา้ งคาประสมจากคาทก่ี าหนดให้เกดิ จาก
คาใดประสมกัน

ตวั อยา่ ง ถือ + ตวั เกิดจากคากริยา ประสมกบั คานาม

๑. รถ + ไฟ คานาม ประสมกบั คานาม
๒. สถานี + โทรทัศน์ คานาม ประสมกบั คานาม

๓. ขดั + คอ คากริยา ประสมกบั คานาม
๔. ใจ + ง่าย คากริยา ประสมกับ คานาม

๕. เตา + แก๊ส คานาม ประสมกบั คานาม
๖. ต่นื + เตน้ คากริยา ประสมกบั คากรยิ า
๗. อ่อน + หวาน คาวิเศษณ์ ประสมกบั คาวเิ ศษณ์
๘. สอง + ใจ คานาม ประสมกบั คานาม
๙. กลาง + บ้าน คาวิเศษณ์ ประสมกับ คานาม
๑๐. มด + แดง คานาม ประสมกบั คาวเิ ศษณ์

๔๐แบบฝกึ หัดท้ายบท

กจิ กรรมทา้ ยบทเรยี น

ปฏบิ ตั ิ

๑. ให้นกั เรยี นจบั คู่ ช่วยกันหาคาซา้ คาซ้อน และคาประสม โดยหาคา
จากเน้อื เร่อื งในหนังสือ อย่างน้อยคูล่ ะ ๕ คา แล้วนาเสนอหนา้ ช้ันเรียน

หลักฐานงาน

๒. ครูผู้สอนทาบัตรคาเก่ยี วกับ คาซ้า คาซอ้ น และคาประสม แลว้ ยกบตั ร
คานน้ั ให้นักเรียนตอบวา่ คา ๆ นี้เปน็ คาซา้ คาซ้อน หรือคาประสม โดย
จะใชว้ ิธีการส่มุ หรอื ความสมคั รใจของนักเรียน

หลักฐานงาน

๔๑กิจกรรมท้ายบท

กจิ กรรมทา้ ยบทเรยี น

ปฏบิ ตั ิ

๓. ใหน้ กั เรียนสรปุ เรอ่ื งเก่ียวกับ วิถชี ีวิตความเป็นอยูข่ องคนไทยพุทธ
ครสิ ต์ และอิสลาม ตามความเข้าใจของนักเรียน โดยสรุปลงในสมดุ ของ
นักเรียน

หลกั ฐานงาน

๔๒กิจกรรมทา้ ยบท

แบบทดสอบหลงั เรยี น

คา้ ถาม

คาชแี้ จง
แบบทดสอบปรนัย ๔ ตัวเลือก จานวน ๒๐ ข้อ ทั้งหมด ๒๐ คะแนน
ใหน้ กั เรยี นทาเคร่ืองหมาย (×) ลงในกระดาษคาตอบ เลอื กคาตอบที่

ถกู ต้องทส่ี ดุ เพยี งคาตอบเดยี ว

๑. ขอ้ ใดไม่ใชค่ าประสม
ก. ไม้จม้ิ ฟัน
ข. เรอื รบหลวง
ค. น้าตาลมะพร้าว
ง. หมูเหด็ เป็ดไก่

๒. ข้อใดเป็นคาประสมทัง้ หมด
ก. ลกู น้า ถงุ มือ หัวสูง
ข. ช่างภาพ บากบ่ัน ทมิ่ ตา
ค. สะดวก น้าค้าง ยางลบ
ง. ไมข้ ีด อ้วนท้วม รหสั

๓. คาประสมในขอ้ ใดเกดิ จากคานามกับคาวเิ ศษณ์
ก. ว่ากลา่ ว ดถู กู
ข. มดแดง ม้าเร็ว
ค. อยู่ไฟ ไฟฉาย
ง. ยนิ ดี ว่งิ เร็ว

๔๓แบบทดสอบหลงั เรยี น

แบบทดสอบหลงั เรยี น

คา้ ถาม

๔. ข้อใดเป็นคาประสมทกุ คา
ก. คนครวั คนรถ คนเดนิ
ข. ตาปลา ตานา้ ตาซ้า
ค. รถราง รถขยะ รถเมล์
ง. เรอื พ่วง เรอื หางยาว เรอื ผุ

๕. ข้อใดเปน็ คาซ้าทัง้ หมด
ก. ปดิ ๆ เปิดๆ ทรพั ยส์ มบตั ิ
ข. ผดิ ชอบ กระโดกกระเดก
ค. กระช่มุ กระชวย จุกจกิ
ง. เปน็ รปู เปน็ รา่ ง ระริกระร้ี

๖. ขอ้ ใดไมม่ คี าซา้
ก. ชา้ ชา้ ได้พร้าเล่มงาม
ข. เลขงา่ ยงา่ ยทาไมทาไม่ได้
ค. เปดิ วิทยเุ สยี งค่อยคอ่ ยหน่อยได้ไหม
ง. หอ้ งห้องนใ้ี ครเป็นคนทาความสะอาด

๗. คาซ้าในขอ้ ใดมีความหมายหนักแนน่ ขึน้
ก. หยบิ หนงั สอื เล่มบนๆให้หน่อยสิ
ข. น่ังเขยี นไปเร่อื ยๆก็เพลนิ ดเี หมอื นกัน
ค. รู้แบบงูๆปลาๆ คอื รแู้ บบไมจ่ ริง
ง. ของส่งมาคราวนีม้ แี ตส่ นิ ค้าใหมๆ่ ทัง้ นั้น

๔๔แบบทดสอบหลังเรียน

แบบทดสอบหลงั เรยี น

คา้ ถาม

๘. ข้อใดไม่มีคาซ้า
ก. เธอต้องนั่งเป็นท่ีที่ไป
ข. ฉนั ซอื้ ทท่ี จี่ ังหวัดภูเก็ต
ค. ท่ีทอ่ี ยูถ่ นนใหญม่ รี าคาแพง
ง. ผมขอทราบสถานทีท่ ค่ี ณุ จะไปพัก

๙. คาซา้ ในขอ้ ใดมคี วามหมายเปน็ พหพุ จน์
ก. เสื้อสฟี ้าๆตัวนน้ั สวยดีนะ
ข. เด็กๆกาลังเล่นกนั อยา่ งสนกุ สนาน
ค. ฉันไปเดนิ เล่นแถวๆสวนสาธารณะ
ง. พรงุ่ นี้ต่ืนเช้าๆจะไดร้ บี ไปตลาด

๑๐. ข้อใดเป็นคาซอ้ นทกุ คา
ก. เบ่อื หน่าย อดทน ดอกไม้
ข. ทงิ้ ขวา้ ง เส้อื ผ้า ทรัพยส์ นิ
ค. นกึ คดิ ขดั ขวาง รมู้ าก
ง. เขา้ ใจ การงาน ขน้ั ตอน

๑๑. ขอ้ ใดไม่มีคาซ้อน
ก. ตอนบ่ายโมงแดดรอ้ นเปรย้ี งเลย
ข. พอฝนตกดอกไมก้ ็เรม่ิ ผลิบาน
ค. อากาศตอนเช้าสดชน่ื ดนี ะ
ง. เวลามืดค่าอยา่ ออกไปนอกบา้ นจะมีอันตราย

๔๕แบบทดสอบหลงั เรียน


Click to View FlipBook Version