ความร ้ ู เบ ื ้ องต ้ นเกย ี ่ วกบการวิจัย ั มีเนื้อหาการศึกษาในบทนี้ ดังนี้ 1. การแสวงหาความร ้ ู 2. ความหมายของการวิจัย 3. ความส าคัญของการวิจัย 4. ลักษณะของการวิจัย 5. ขั้นตอนของการวิจัยทางการศึกษา 6. ประเภทของการวิจัย 7. ประโยชน์ของการวิจัย
การแสวงหาความร ้ ู 1. เช ื ่ อตามคา บอกเล ่ าของผ ้ ู ร ้ ู ผ ้ ู ม ี อา นาจ(Authority) 2. ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เชื่อกันมา (Tradition) 3. โดยประสบการณ์ของตนเอง (Experience) 4. โดยการหยง ั ่ ร ้ ู(Intuition) 5. โดยการใช ้ หลก ั เหต ุ ผลเช ิ งตรรกศาสตร ์ วธ ิี อน ุ มาน (Deductive) วธ ิี อ ุ ปมาน (Inductive) 6. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Sciectific Method)
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Sciectific Method) มีขั้นตอนการด าเนินการ ดังนี้ 1. ตั้งปัญหา 2. ตั้งสมมติฐาน 3. ข ้ ั นการจ ั ดกระทา ข ้ อม ู ล การรวบรวม การเรียบเรียง การจัดระบบ การวิเคราะห์ 4. การสร ุ ปผล 5. การตรวจสอบผล
ความหมายของการวิจัย 1. ความพยายามอย่างมีระบบเพื่อค้นพบโดยวิธีทดลอง หรือโดยการสังเกตด้วยวิธีธรรมชาติเกี่ยวกับกฎหรือ หลักการของการเกิดปรากฎการณ์ 2. การค ้ นคว ้ าเอกสาร ส ิ ่ งพม ิ พ ์ ฯลฯ โดยใช ้ ห ้ องสม ุ ด ที่มี จ ุ ดม ่ ุ งหมายเพ ื ่ อพฒ ั นาภาพรวมทางประวต ัิ ศาสตร์ หร ื อการค ้ นหาข ้ อเทจ ็ จร ิ งทย ี ่ ง ั คงม ี อย ่ ู
ความส าคัญของการวิจัย การวิจัยทางการศึกษา เป็ นการค้นหาค าตอบต่อปัญหาการศึกษา โดยอาศัย ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ฉะนั้น ค าตอบที่ได้จึงมี ความถ ู กต ้ องแม ่ นยา และเช ื ่ อถ ื อได ้ในการบร ิ หารการศึกษา ตัวอย่างปัญหา ปัญหาด้านการจัดการศึกษา การบร ิ หารหลก ั ส ู ตร
ลักษณะของการวิจัย การวิจัย มีลักษณะเพาะที่ไม่เหมือนกับวิชาอื่น ๆ คือ 1.การวิจัยเป็ นการกระท าที่ให้ของใหม่ 2. เป็ นการกระท าที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ 3. ลักษณะของการวิจัยจะต้องมีความเป็ นปรนัย 4. การวจ ิ ย ั เป็ นความพยายามทจ ี ่ ะจด ั กระทา ข ้ อม ู ลต ่ าง ๆ ได้มา ในร ู ปของปร ิ มาณเสมอ 5. การวิจัยเกี่ยวข้องกับการสังเกตและการบรรยาย 6. การวจ ิ ย ั ต ้ องเกย ี ่ วข ้ องกบ ั การเกบ ็ ข ้ อม ู ลใหม ่ 7. การวิจัยต้องใช้ความพยายาม ความกล้าหาญ เสี่ยงอันตราย
ขั้นตอนของการวิจัยทางการศึกษา ขั้นตอนของการวิจัยทางการศึกษามีดังต่อไปนี้ 1. ปัญหาของการวิจัย ปัญหาต้องตั้งให้ชัดเจน 2. ตั้งข้อสมมติฐานจากปัญหาการวิจัย 3. เลือกระเบียบวิธีวิจัยที่จะใช้ 4. ดา เน ิ นการเกบ ็ รวบรวมข ้ อม ู ล 5. วเ ิ คราะห ์ และแปลความหมายข ้ อม ู ล 6. ขั้นรายงานผล
ประเภทของการวิจัย การวิจัยทางการศึกษาจ าแนกตามเนื้อหา 1. การวิจัยทางจิตวิทยาการศึกษา 2. การวิจัยทางปรัชญาการศึกษา 3. การวิจัยทางสังคมศึกษา 4. การวิจัยทางเศรษฐศาสตร์การศึกษา 5. การวิจัยทางบริหารการศึกษา 6. การวิจัยทางการศึกษาเปรียบเทียบ 7. การวิจัยทางการวัดผลและประเมินผลการศึกษา 8. การวจ ิั ยทางหลก ั ส ู ตร 9. การวิจัยทางการสอนและพฤติกรรมการสอน 10.การวิจัยทางด้านการแนะแนวและการให้ค าปรึกษา 11.การวิจัยทางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา
ประเภทของการวิจัย การวิจัยทางการศึกษาจ าแนกตามประเภทของข ้ อม ู ล 1. การวจ ิั ยเช ิ งค ุ ณภาพ 2. การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยทางการศึกษาจ าแนกตามระดับการศึกษา 1. ระดับก่อนวัยเรียน 2. ระดับประถมศึกษา 3. ระดับมัธยมศึกษา 4. ระดับอาชีวะศึกษา 5. ระด ั บอ ุ ดมศ ึ กษา 6. ระด ั บการศ ึ กษาผ ้ ู ใหญ ่
ประเภทของการวิจัย การวิจัยทางการศึกษาจ าแนกตามกระบวนการเรียนการสอน 1. การวจ ิั ยเกย ี่วกบ ั จ ุ ดประสงค ์ การเร ี ยนการสอน 2. การวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียน 3. การวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอน 4. การวิจัยเกี่ยวกับการวัดและประเมินผล การวิจัยทางการศึกษาจ าแนกตามระเบียบวิธีวิจัย 1. การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ 2. การวิจัยเชิงพรรณา 2.1การวิจัยเชิงส ารวจ 2.2การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ 2.3การวิจัยเชิงพัฒนาการ 2.4การวิจัยเชิงวิเคราะห์เนื้อหา 2.5การวิจัยระหว่างวัฒนธรรม
ค าส าคัญของการวิจัย 1. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) 2. การวจ ิั ยเช ิ งค ุ ณภาพ(Qualitative Research) 3. การวิจัยพื้นฐาน(Basic Research) 4. การวจ ิั ยประย ุ กต ์(Applied Research) 5. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research) 6. การวิจัยเชิงประเมิน(Evaluation Research) 7. การวิจัยเชิงทดลอง(Experimental Research) 8. การวิจัยที่ไม่ใช่การทดลอง(Non-experimental Research) 9. การวิจัยเชิงพรรณา (Descriptive Research)
ประโยชน์ของการวิจัย 1. ช ่ วยเพม ิ ่ พ ู นวท ิ ยาการให ้ กว ้ างขน ึ ้ 2. ช่วยให้มีเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ 3. ช่วยในการก าหนดนโยบาย 4. ช่วยแนะแนวทางในการเลือกวิธีปฏิบัติงานที่ประหยัด 5. ช่วยให้แก้ปัญหาต่าง ๆ 6. ช่วยในการติดตามและประเมินผลงานของหน่วยงานต่าง ๆ 7. ช ่ วยในการพฒ ั นาบ ุ คคลและหน ่ วยงานต ่ างๆให ้ เจร ิ ญก ้ าวหน้า 8. ช ่ วยกระต ้ ุ นบ ุ คคลให ้ มเ ี หต ุ ผล
ปัญหาการวิจัย ตัวแปร และ สมมติฐาน มีเนื้อหาในการศึกษาบทนี้ คือ 1. ปัญหาการวิจัย (Research Problem) 1.1 การเลือกปัญหาการวิจัย 1.2 การตั้งชื่อหัวข้อการวิจัย 2. วต ั ถ ุ ประสงค ์ ของการวจ ิ ย ั 3. ตัวแปร(Variable) 4. สมมติฐาน (Hypothesis)
ปัญหาการวิจัย เกณฑ์ในการเลือกหัวข้อการวิจัย (Koul :1984) 1. หัวข้อการวิจัยต้องเป็ นหัวข้อที่สามารถท าการวิจัยได้ 2. เป็ นปัญหาใหม่ 3. เป็ นปัญหาที่ส าคัญ 4. มีความเหมาะสมกับนักวิจัย
การตั้งชื่อหัวข้อการวิจัย หัวข้อการวิจัยควรมีลักษณะดังนี้ 1. เขียนให้น่าสนใจ 2. ใช ้ ภาษาทก ี ่ ระช ั บ ร ั ดกม ุ และช ั ดเจน 3. อ่านเข้าใจง่าย 4. ไม่ยาวจนเกินไป 5. การเขียนหัวข้อเรื่องควรเริ่มต้นด้วยค านาม 6. ค าศัพท์เทคนิคบางค าที่จ าเป็ นต้องน ามาใช้ในการตั้งชื่อ หัวเรื่องควรเขียนอธิบายในหัวข้อ “นิยามศัพท์เฉพาะ”
ตัวอย่างหัวข้อการวิจัย 1. ปัญหานักเรียนขายบริการทางเพศ : กรณีศึกษาในเขต เทศบาลอ ุ ดรธาน ี 2. ปัญหาและแนวทางในการพัฒนากีฬาของวิทยาลัยพลศึกษา จง ั หวด ั อ ุ ดรธาน ี ส ่ ู ความเป็ นเลศ ิ 3. เปร ี ยบเทย ี บแรงจ ู งใจของน ั กกฬ ี าวท ิ ยาลย ั พลศ ึ กษาจง ัหวัด อ ุ ดรธาน ีในชน ิ ดกฬ ี าทม ี ่ ีโอกาสชนะเลศ ิในการแข ่ งขนกีฬา ั วิทยาลัยพลศึกษา ครั้งที่ 30 พ.ศ.2547 ณ วิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดกระบี่
การเขย ี นวต ั ถ ุ ประสงค ์ การวจ ิ ย ั การเข ี ยนวต ั ถ ุ ประสงค ์ การวจ ิั ย ต ้ องเข ี ยนให ้ สอดคล ้ อง ครอบคล ุ ม ในท ุ กประเด ็ น ต ั วอย ่ าง ตัวอย่างที่ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับ มัธยมศึกษาปี ที่ 3ระหว ่ างการเร ี ยนแบบรอบร ้ ู กบ ั การเร ี ยนแบบปกติ ตัวอย่างที่ 2. 1) เพ ื่อศ ึ กษาการดา เน ิ นงานการใช ้ หลก ั ส ู ตรภาษาอง ั กฤษระดบ ั มธ ัยมศึกษา ตอนต้น ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดส านักงาน คณะกรรมการการศ ึ กษาพ ื น ้ ฐาน พ ื น ้ ทก ี่ารศ ึ กษาอ ุ ดรธาน ี เขต 1 2) เพ ื่อศ ึ กษาปั ญหาการดา เน ิ นงานการใช ้ หลก ั ส ู ตรภาษาอง ั กฤษระดบ ั มัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดส านักงาน คณะกรรมการการศ ึ กษาพ ื น ้ ฐาน พ ื น ้ ทก ี่ารศ ึ กษาอ ุ ดรธาน ี เขต 1
ตัวแปร (Variable) ค่าคงที่ (Constant) ค ุ ณลก ั ษณะ/ค ุ ณภาพ/ปรากฏการณ์ ที่มีค่า เดียว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เพศชาย ตว ั แปรการวจ ิ ย ั ค ื อ ค ุ ณลก ั ษณะ/ปรากฏการณ์ ที่เปลี่ยนจากคน หนึ่ง (สิ่งหนึ่ง) ไปยังอีกคนหนึ่ง(สิ่งหนึ่ง) สามารถสังเกต ได้ บันทึกได้ โดยใช้ข้อความ หรือ ตัวเลข เช่น 1. เพศ (มี 2 ค่า คือ ชาย,หญิง) 2. คะแนน (1,2,3,................) 3. ศาสนา( พท ุ ธ/ คริตสเตียน /อิสลาม.....)
ประเภทของตัวแปร ต ั วแปรแบ ่ งตามประเภทของข ้ อม ู ล 1. ต ั วแปรเช ิ งค ุ ณภาพ ค ื อ ค ุ ณลก ั ษณะหร ื อปรากฏการณ ์ ทเ ี ่ปลี่ยน จากบ ุ คคลหน ึ ่ งไปยง ั บ ุ คคลหน ึ ่ งโดยไม ่ ม ีปร ิ มาณ(ตัวเลข)เข้ามา เกี่ยวข้อง เช่นเพศ คณะวิชา (สามารถกา หนดต ั วเลขแทนได ้ แต ่ น ามาบวกลบ ค ู ณ หารกน ัไม ่ได้) 2. ต ั วแปรเช ิ งปร ิ มาณ ค ื อ ค ุ ณลก ั ษณะหร ื อปรากฏการณ ์ ทเ ี ่ปลี่ยน จากบ ุ คคลหน ึ ่ งไปยง ั บ ุ คคลหน ึ ่ งโดยม ีปร ิ มาณ(ตัวเลข)เข้ามา เกี่ยวข้อง และมีความหมายเชิงปริมาณด้วย เช่น คะแนน รายได้ สติปัญญา ความสนใจ
ประเภทของตัวแปร ตว ั แปรแบ ่ งตามลก ั ษณะการเก ิ ด 1.ตัวแปรตาม(Dependent Variable) ตวัแปรท ี่ม ี ผลจากตวัแปรตน ้ ค ่ าของตวัแปรตามจะเปล ี่ยนไปตามปัจจยัในตวัแปรต้น 2. ตัวแปรอิสระ หรือ ตัวแปรต้น (Independent Variable) ตัวแปรที่เป็ นเหตุให้ตัวแปรตามเปลี่ยนแปลงไป 3. ตว ั แปรเก ิ น (Extraneous Variable) ตัวแปรที่อาจจะเป็ นเหตุให้ตัวแปรตามเปลี่ยนแปลงไป 4. ตัวแปรแทรกซ้อน (Intervening Variable) ตัวแปรที่แสดงบทบาทให้ตัวแปรตามเปลี่ยนไป นอกเหนืออ านาจของนักวิจัยจะควบคุมได้
วิธีวิเคราะห์ตัวแปร “การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพทางการเรียนของแบบเรียน 2 เล่ม” คะแนน แบบเรียน วิธีสอน ความสนใจ สติปัญญาของนักเรียน ความสามารถของคร ู ความเอาใจใส ่ บรรยากาศ ในห้องเรียนฯลฯ เหตุ ผล
วิเคราะห์ดังนี้ ตัวแปรตาม คือ คะแนน (ประสิทธิภาพทางการเรียน) ตัวแปรต้น คือ แบบเรียน (เป็ นต ้ นเหต ุ ทน ี ่ ั กวจ ิ ย ัสนใจ น ามา ศึกษา เพียงอย่างเดียว) ตัวแปรเกิน คือ วิธีสอน ความสนใจ สติปัญญาของนักเรียน บรรยากาศในห้องเรียน ฯลฯ) ตัวแปรแทรกซ้อน คือ ยังตอบไม่ได้ ต้องคอยสังเกตในช่วง ด าเนินการวิจัย
หน่วยการวัดตัวแปร 1. ตว ั แปรทจ ี ่ ด ั อย ่ ู ในมาตรานามบ ั ญญต ั(Nominal Scal ิ e) (ไม่สามารถน ามาวัดกันได้ เช่น เพศ ศาสนา) 2. ตัวแปรในมาตรอันดับ(Ordinal Scale) (สามารถเปร ี ยบเทย ี บกน ัในกล ่ ุ มได ้ เช ่ นส ู ง สวยเป็ นลา ดบ ั ทเ ี่ท ่ าไหร ่ ของกล ่ ุ ม) 3. ตัวแปรในมาตราอันตรภาค(Interval Scale) (เป็ นตัวแปรที่เปลี่ยนไปเป็ นช่วงที่เท่า ๆ กัน เช่นคะแนนการสอบ..ไม ่ มศ ี ู นย ์ แท ้) 4. ตัวแปรในมาตราอัตราส่วน Ratio Scale) เป็ นตว ั แปรทม ี่ค ี ุ ณลก ั ษณะเปลย ี่นไปโดยม ี ค ่ าต ่ อเน ื่อง มห ี น ่ วยย ่ อยไม ่ ส ิ ้ นส ุ ด เช ่ น ส ่ วนส ู ง น า ้ หน ั ก ความยาว รายได ้.........มศ ี ู นย ์ แท ้)
สมมติฐาน สมมติฐาน คือ การคาดคะเนอย่างมีหลักการว่า ผลการวิจัยน่าจะ ออกมาในร ู ปใด อน ั จะน าไปส ่ ู การพส ิ ู จน ์โดยการทดสอบทาง สถิติ หรือวิธีอื่น ๆ ต่อไป แบ่งได้ 3 ชนิด คือ 1. สมมติฐานการวิจัย(Research Hypothesis) 2. สมมติฐานเชิงปฏิบัติการ(Operational Hypothesis) 3. สมมติฐานทางสถิติ(Statistical Hypothesis)
สมมติฐาน 1. สมมติฐานการวิจัย(Research Hypothesis) เป็ นการเขียนการคาดคะเนผลการวิจัยอย่างกว้าง ๆ 2. สมมติฐานเชิงปฏิบัติการ(Operational Hypothesis) เป็ นการเขียนการคาดคะเนผลการวิจัยอย่างมีแนวทางชัดเจน และร ั ดกม ุ ยง ิ ่ ข ึ น ้ อ ่ านแล ้ วร ้ ู ว ่ าต ้ องพส ิ ู จน ์ อะไร 3. สมมติฐานทางสถิติ(Statistical Hypothesis) เป็ นการเขียนการคาดคะเนผลการวิจัยอย่างมีแนวทางชัดเจน ตามหลักสถิติ เพื่อเป็ นเกณฑ์ในการทดสอบทางสถิติ อันจะ น าไปส ่ ู การปฏ ิ เสธหร ื อไม ่ปฏ ิ เสธสมมต ิ ฐานน ้ ั น ๆ
การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ในบทนี้จะเรียนเรื่อง 1. ประโยชน์ของการศึกษาเอกสาร 2. ประเภทของเอกสาร 3. วิธีการบันทึกข้อความ
ประโยชน์ของการศึกษาเอกสาร 1. เพื่อช่วยในการก าหนดหัวข้อการวิจัย ก าหนด ขอบเขตของปัญหาการวิจัย สมมติฐานการวิจัย 2. เพื่อไม่ให้งานวิจัยซ ้าซ้อนกับงานที่ท าไปแล้ว 3. เพ ื ่ อจะได ้ ร ั บทราบปั ญหาอ ุ ปสรรคอน ั เกด ิ จาก การท าวิจัยของคนอื่น 4. เพื่อศึกษาระเบียบวิธีวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยของคนอื่น 5. ข้อคิดจากข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งก่อน
ประเภทของเอกสาร ประเภทของเอกสารที่จะค้นคว้ามี 2 ประเภท คือ 1. เอกสารปฐมภ ู ม ิ เอกสารทผ ี ่ ้ ู แต ่ งหร ื อผ ้ ู เขย ี นได ้ น าเสนอไว ้ เช ่น หนังสือ บทความงานวิจัย ปริญญานิพนธ์ รายงานการวิจัย (การศึกษาจะเสียเวลามาก) 2. เอกสารท ุ ตย ิ ภ ู ม ิ เอกสารทผ ี ่ ้ ู อ ื ่ นน ามาอ ้ างไว ้ หร ื อรวบรวมไว ้ เช่น รวมบทคัดย่อ CD-ROM ชื่อ DAO, TIAC,ERIC
วิธีการบันทึกข้อความ 1. การบันทึกเกี่ยวกับบัตรรายการ 1) ดัชนีประจ าหนังสือ (Call Number) (เพื่อสะดวกในการมาหาในครั้งต่อไป) 2) ช ื ่ อผ ้ ู แต ่ ง ช ื ่ อหน ั งส ื อเม ื อง บร ิ ษท ั ปี ทพิมพ์ ี ่ (เพ ื ่ อใช ้ในการเขย ี นบรรณาน ุ กรม) 3) หัวข้อส าคัญในหนังสือ (เพ ื ่ อให ้ ร ้ ู ว ่ าม ี ห ั วข ้ ออะไรบ ้ างทเ ี ่ กย ี ่ วกบ ังานวิจัย)
แสดงการบันทึกบัตรรายการ GR 312 ก232ว กิ่งแก้ว อัตถากร วรรณกรรมจากบ้านใน.พระนคร,โรงพม ิ พ ์ ค ุ ร ุ สภา,2514 444 หน้า พม ิ พ ์ เน ื่องในงานท าบ ุญอาย ุ ครบ 5รอบ ของ ม.ร.ว.พรรณเรือง (เกษมสันต์) อัตถากร 2 เม.ย. 2514 1. นิทาน คติธรรมและนิทานชาดก 2. นิยายพื้นบ้าน 3. ชื่อเรื่อง
การบันทึกเกี่ยวกับผลงานวิจัยหรือ วิทยานิพนธ์ ให้บันทึก ดังนี้ 1. ชื่องานวิจัย 2. จ ุ ดประสงค ์ 3. สมมติฐาน (ถ้ามี) 4. ต ั วอย ่ างและวธ ิี การส ่ ุ ม 5. เครื่องมือ 6. การวเ ิ คราะห ์ ข ้ อม ู ล 7. ผลการวิจัย
การบันทึกจากแหล่งอื่น ๆ เช ่ น หนง ั ส ื อพ ิ มพ ์ วารสาร เทปโทรทศ ั น ์ CD-ROM ใหบ ้ น ั ท ึ ก ดง ั น ้ ี 1. ชื่องานวิจัย 2. วันเดือนปี(ที่ผลิตรายการหรือของเอกสาร) ให้มีพร้อมที่จะเขียนบรรณานุกรมได้
ประชากรและกล ่ ุ มตว ั อย ่ าง มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ค าศัพท์ที่ส าคัญ 2. ประชากร 3. กล ่ ุ มตว ั อย ่ าง 4. ประโยชน ์ ของการใช ้ กล ่ ุ มตว ั อย ่ าง 5. ประเภทและวธ ิี การส ่ ุ มตว ั อย ่ าง 6. ขนาดของกล ่ ุ มตว ั อย ่ าง 7. การจด ั สรรกล ่ ุ มตว ั อย ่ าง
ค าส าคัญ 1. หน ่ วยข ้ อม ู ล(Element) 2. หน ่ วยการส ่ ุ ม (Sampling Unit) 3. ย ู น ิ เวอสร ์(Universe) 4. ประชากร(Population) 5. การส ่ ุ ม (Sampling) 6. เทคน ิ คการส ่ ุ มตว ั อย ่ าง (Sampling Techniques) 7. โอกาสความน่าจะเป็ น (Probability) 8. ช ่ วงการส ่ ุ ม (Sampling Interval)
ค าส าคัญ 9. ลักษณะเอกพันธ์ (Homogeneous หรือ Homogeneity) 10. ลักษณะวิวิธพันธ์(Heterogeneous หรือ Heterogeneity) 11. ตารางเลขส ่ ุ ม (Table of Random Numbers) 12. ความเป็ นตัวแทน (Representativeness) 13. การส ่ ุ มแบบให ้ จา นวนคงท ี ่ (Sampling with Replacement) 14. การส ่ ุ มแบบให ้ จา นวนลดลง(Sampling without Replacement) 15. ขนาดประชากร(Population Size : N) 16. ขนาดตัวอย่าง (Sample Size : n)
ประชากร-กล ่ ุ มตว ั อย ่ าง ประชากร(Population) หน ่ วยของข ้ อม ู ล(Element หรือบางครั้งเรียก Unit of Data) ท ุ กหน ่ วยทอ ี่ย ่ ู ในขอบเขตของ ข ้ อม ู ลวจ ิั ย ตัวอย่าง :การวจ ิั ยเร ื่องเจตคตข ิ องอาจารย ์ สถาบ ั นการพลศ ึ กษา วท ิ ยาเขตอ ุ ดรธาน ี ทมีต่อการจัด ี่ กิจกรรมวันลอยกระทง หน ่ วยข ้ อม ู ล: อาจารย ์ สถาบ ั นการพลศ ึ กษา วท ิ ยาเขตอ ุ ดรธาน ี แต ่ ละคน ประชากร : อาจารย ์ สถาบ ั นการพลศ ึ กษา วท ิ ยาเขตอ ุ ดรธาน ี ท ุ กคน ตัวอย่าง :การวิจัยเรื่องเจตคติของอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขต อ ุ ดรธาน ี ทม ี่ต ี่ อการจ ั ดกจ ิ กรรมว ั นลอยกระทง หน ่ วยข ้ อม ู ล: อาจารย ์ คณะศ ึ กษาศาสตร ์ สถาบ ั นการพลศ ึ กษา วท ิ ยาเขตอ ุ ดรธาน ี แต ่ ละคน ประชากร : อาจารย ์ คณะศ ึ กษาศาสตร ์ สถาบ ั นการพลศ ึ กษา วท ิ ยาเขตอ ุ ดรธาน ี ท ุ กคน
ตว ั อยา ่ ง (Sample) ตัวอย่าง (sample) บางคร ้ ั งเร ี ยกกล ุ ่ มตว ั อยา ่ ง หมายถ ึ งหน ่ วยของ ขอ ้ ม ู ลต ้ ง ั แต ่ หน ่ ึ งหน ่ วยข ้ึ นไปท ี ่ ถ ู กเล ื อกมาจากประชากร เพื่อ ใชเ ้ป็ นตว ั แทน ท ้ ง ั น ้ ี เพราะประชากรม ี ขนาดใหญ ่ จ ึ งไม ่ เหมาะสมท ี ่ จะเกบ ็ ขอ ้ ม ู ลจากท ุ กหน ่ วยของประชากร (การเล ื อกกล ุ ่ มตว ั อยา ่ งจะตอ ้ งเล ื อกตามหลก ั วธ ิี อยา ่ งเคร ่งครัด เพ ื ่ อใหไ้ ดม ้ าซ ่ ึ งตว ั แทนของประชากรอยา ่ งแทจ ้ ร ิ ง)
ประโยชนข ์ องการใชก ้ ล ุ ่ มตว ั อยาง ่ 1. ประหยด ั ค ่ าใชจ ้่ าย 2. ประหยัดเวลา 3. มีความสะดวกในการปฏิบัติ 4. สามารถควบค ุ มงานวจ ิ ย ัไดอ ้ ยา ่ งทว ั ่ ถ ึ ง ลก ั ษณะของกล ่ ุ มตว ั อย ่ างทด ี ่ ี ค ื อ ตว ั อยา ่ งท ี ่ ถ ู กเล ื อกมาจากประชากรท ี ่ ไม ่ ลา เอ ี ยง โดยการ ส ุ ่ มตว ั อยา ่ งแบบไม ่ ลา เอ ี ยง (Unbiased Sampling)
ประเภทของการส ุ ่ มตว ั อยา ่ ง 1. การส ุ ่ มแบบการใชโ้ อกาสความน ่ าจะเป็ น (Probability Sampling) 1.1 การส ุ ่ มอยา ่ งง ่ าย (Simple Random Sampling) 1.2 การส ุ ่ มแบบม ี ระบบ (Systematic Random Sampling) 1.3 การส ุ ่ มแบบแบ ่ งช ้ นัภ ู ม ิ(Stratified Random Sampling) 1.4 การส ุ ่ มแบบแบ ่ งกล ุ ่ ม (Cluster or Area Random Sampling) 1.5 การส ุ ่ มแบบแบ ่ งช ้ นัพห ุ ภ ู ม ิ(Multi-stage Random Sampling) 2. การส ุ ่ มแบบไม ่ใชโ้ อกาสความน ่ าจะเป็ น (Non-Probability Sampling) 2.1 การส ุ ่ มแบบเจาะจง (Purposive or Judgement Sampling) 2.2 การส ุ ่ มแบบการใชค ้ วามสะดวก(Convenience or Accidental Sampling) 2.3 การส ุ ่ มแบบล ู กโซ ่ (Chain or Snowball Sampling) 2.4 การส ุ ่ มแบบโควตา ้ (Quota Sampling)
1. การส ่ ุ มอย ่ างง ่ าย(Simple Random Sampling) เป็ นการส ุ ่ มตว ั อยา ่ งหร ื อตว ั แทนจา นวนหน่ึ งของประชากร โดยท ี่แต ่ ละ หน ่ วยของประชากรม ีโอกาสในการถ ู กเล ื อก เท ่ า ๆ กน ั 1. วิธีจับฉลาก 1.1 ท าฉลากทุกประชากร 1.2 ส ุ ่ มเล ื อกมา 1ใบ 1.3 บน ั ท ึ กช ื่อหน ่ วยท ี่ถ ู กเล ื อก 1.4 ทา ฉลากใหม ้ี สภาพเหม ื อนเด ิ มใส ่ ลงไปใหม ่ 1.5 ท าตามข้อ 2ถึง 4 1.6ถา ้ เจอหน ่ วยซ ้ า ไม ่ ตอ ้ งบน ั ท ึ กทา ฉลากใหม ้ี สภาพเหม ือนเดิม ใส ่ ลงไปใหม ่
1. การส ่ ุ มอย ่ างง ่ าย(Simple Random Sampling) 2. วธ ิี การใช ้ ตารางเลขส ่ ุ ม (Table of Random Numbers) 1.1 ท าบัญชีรายชื่อพร้อมรหัสทุกประชากร 1.2กา หนดหลก ั ท ี่จะใช ้ 1.3กา หนดระบบการใชต ้ ารางท ี่ชด ั เจน 1.4 บน ั ท ึ กตว ั เลขท ี่สอดคลอ ้ งกบ ั ระหส ั ในขอ ้ 1
2. การส ่ ุ มแบบมร ี ะบบ (Systematic Random Sampling) เป็ นวธ ิี การส ่ ุ มเพ ื ่ อเป็ นการสะดวกแก ่ การส ่ ุ มแบบง ่ ายโดยการส ่ ุ มเพย ี ง ตัวแรกตัวเดียว 1. ใส ่ รห ั สของท ุ กหน ่ วยประชากร 2. หาช ่ วงการส ่ ุ ม (Sampling Interval) โดยวิธี(N/n) 3. หาต ั วอย ่ างต ั วแรกโดยการส ่ ุ มอย ่ างง ่ าย
3. การส ่ ุ มแบบแบ ่ งช ้ ั นภ ู ม ิ(Stratified Random Sampling) ประชากรขนาดใหญ่ /ประชากรมีการกระจายมาก จะทา การส ่ ุ มโดยการแบ ่ งประชากรเป็ นกล ่ ุ มย ่ อย(Stratum)แล้วจึงส ่ ุ มจาก กล ่ ุ มย ่ อยของประชากรน ้ ั น ประชากร N Stratum 1 (N 1) ช้นัภูมิ1 Stratum 2 (N 2) ช้นัภูมิ2 Stratum 3 (N 3) ช้นัภูมิ3 n1+n2+n3 ตวัอยา่งช้นัที่1 (n 1) ตวัอยา่งช้นัที่2 (n 2) ตวัอยา่งช้นัที่3 (n 3)
4. การส ่ ุ มแบบแบ ่ งกล ่ ม ุ (Cluster Random Sampling) ประชากรขนาดใหญ่ /หารายการหน ่ วยข ้ อม ู ลในประชากรไม ่ได ้ แบ ่ งออกเป็ นเขตย ่ อยๆก ่ อน แล ้ วส ่ ุ มพ ื น ้ ทม ี ่ าศ ึ กษาและส ่ ุ มตัวอย่างแบบ ง่ายมาศึกษาเพียงบางส่วน ประชากรจังหวัดอุดรธานี N กุดจับ หนองหาน หนองวัวซอ n1+n2 (n 1) เพ็ญ วังสามหมอ (n 2) ฯลฯ
5. การส ่ ุ มแบบหลายข ้ น ั ตอน (Multistage Random Sampling) อ.ด. กทม ส.น. น.ค. ล.บ. ส.ค. ย.ล. ฯลฯ อ.ด. ล.บ. ย.ล. เมือง กุดจับ เพ็ญ บ้านเผื่อ หนองหาน หนองวัวซอ กุดจับ เพ็ญ บ้านเผื่อ
6. การส ่ ุ มแบบเจาะจง (Purposive or Judgement Random Sampling) เป็ นการเล ื อกต ั วอย ่ างตามด ุ ลยพน ิิ จของน ั กวจ ิั ยกล ่ ุ มต ั วอย่างที่เลือกจะ ม ี ค ุ ณสมบ ั ต ิ ตามเง ื ่ อนไขของงานวจ ิั ยน ้ ั น ๆเช ่ น น ั กศ ึ กษาทส ี ่ ู บบ ุ หร ี ่ 7. การส ่ ุ มแบบใช ้ ความสะดวก (Accidental or Convenience Random Sampling) เป็ นการส ่ ุ มทถ ี ่ ื อเอาความสะดวกในการปฏ ิ บ ั ต ิ งานเป็ นหลก ัโดยเล ือกตามที่มี อย ่ ู หร ื อเล ื อกตามทผ ี ่ ้ ู ให ้ ความร ่ วมม ื อเช ่ น ท ุ กคนท ี ่ 5 ที่เข้าโรงแรม
8. การส ่ ุ มแบบล ู กโซ ่ (Chain or Snowball Random Sampling) การส ่ ุ มคร ้ ั งแรกเร ิ ่ มจากคนจ านวนน ้ อยแล ้ วขยายวงออกไปตาม ต ั วอย ่ างทค ี ่ นก ่ อนกล ่ าวพาดพง ิไปถ ึ งเช ่ น ศ ึ กษาความเป็ นอย ่ ู ของหมอล าที่ ม ี ภ ู ม ิ ลา เนาอย ่ ู จ ั งหวด ั ขอนแก ่ น (ถามคนแรกก ่ อนแล ้ วถามว ่ าร ้ ู จักคนอื่น ต่อไป) 9. การส ่ ุ มแบบโควต ้ า (Quota Random Sampling) เป็ นการจ ั ดกล ่ ุ มต ั วอย ่ างทม ี ่ ี จ านวนตามลก ั ษณะทก ี ่ า หนดไว ้ให ้ ครบท ุ ก ลก ั ษณะวธ ิี ด าเน ิ นการทา เหม ื อนการส ่ ุ มแบบสะดวกเช ่ น ต ้ องการเกบ ็ ข ้ อม ู ล นักศึกษาศึกษาศาสตร์ชั้นปี ที่ 3 ชาย ที่ท างานพิเศษหลังเลิกเรียนจ านวน 15 คน เม ื ่ อได ้ ครบกห ็ ย ุ ดทน ั ท ี
ขนาดตัวอย่าง (Sample Size) 1. ถ้าประชากรเป็ นเอกพันธ์ (Homogeneous) กล ่ ุ มต ั วอย ่ างเล็ก 2. ถ้าประชากรเป็ นวิวิธพันธ์ (Heterogeneous) กล ่ ุ มต ั วอย ่ างใหญ่ขึ้น 3. การวจ ิั ยเช ิ งทดลองกล ่ ุ มต ั วอย ่ างเล็ก 4. การวจ ิั ยเช ิ งส ารวจกล ่ ุ มต ั วอย ่ างใหญ่ขึ้น
การก าหนดขนาดตัวอย่าง (Sample Size) ท าได้ 2วิธี 1. ด ู จากตารางส าเร ็ จร ู ป 2. คา นวณจากส ู ตร