คู่มือ การด าเนินงานนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
2 ค าน า ด้วย ชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ได้รับคำแนะนำการปฏิบัติงานจาก ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ให้ดำเนินการจัดทำ คู่มือการปฏิบัติงานของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เพื่อให้เป็นหลักการในการดำเนินงาน อย่างมีมาตรฐาน และถูกต้องตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ภายใต้การทำงานของประธาน นายแพทย์ จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้รวบรวมคณะทำงาน จากกรรมการชมรม และภายนอก เพื่อร่วมกันเรียบเรียงเนื้อหาที่มีความสำคัญกับ การทำงานของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ทั้งภารกิจที่เป็นของส่วนกลางที่ได้รับ มอบอำนาจ และส่วนภูมิภาค ที่รับผิดชอบโดยตรง โดยมีเนื้อหาที่กระชับ และมีความตั้งใจ ให้มีความเป็นปัจจุบันมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ในระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ควรตรวจสอบระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนให้ความเห็น และตัดสินใจเสมอ ทั้งนี้ ทางชมรมกราบขอบพระคุณท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านรองปลัด กระทรวง และท่านอธิบดีกรมต่างๆ ทุกท่าน ที่ได้ให้โอกาสให้ชมรมนายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัด ได้ดำเนินการจัดทำคู่มือ จนแล้วเสร็จ หากมีข้อผิดพลาดประการใด สามารถแจ้งข้อผิดพลาดมายังทางชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ได้ทันที และหวังว่าจะมีการปรับปรุงเนื้อหาต่อเนื่อง ต่อๆ ไป ชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สิงหาคม 2566
ค านิยม โดยท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข
4 สารบัญ คำนำ 2 1.โครงสร้างสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 5 2.อำนาจหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 7 3.นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกับบทบาทการบริหารทรัพยากรบุคคล 13 4.แนวทางการเบิกจ่ายเงินภายในสาธารณสุขจังหวัด 39 ภาคผนวก 49
1. โครงสร้างส านักงานปลัดกระทรวงสาธ
ธารณสุข
6
2. อ านาจหน้าที่ของส านักงานสาธารณสุขจังหวัด เป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เป็นหัวหน้าส่วนราชการประจำ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แบ่งส่วนราชการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยอาศัยกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 และกำหนดหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ไว้ดังนี้ 1. จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพในเขตพื้นที่จังหวัด 2. ดำเนินการและให้บริการด้านการแพทย์ และการสาธารณสุขในเขตพื้นที่จังหวัด 3. กำกับดูแล ประเมินผล และสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ในเขตพื้นที่จังหวัด เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามกฎหมาย มีการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และมีการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ 4. ส่งเสริม สนับสนุนและประสานงานเกี่ยวกับงานสาธารณสุข ในเขตพื้นที่จังหวัด ให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวง 5. การพัฒนาระบบสารสนเทศ งานสุขศึกษา และการสื่อสารสาธารณะด้านสุขภาพ ในเขตพื้นที่จังหวัด 6. ปฏิบัติงานร่วมกับ หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือได้รับมอบหมาย
8
10
12 3. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกับบทบาทการบริหาร ทรัพยากรบุคคล เรื่องการบริหารคนเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ ผู้บริหารองค์กรต้องมีความเข้าใจให้ถ่องแท้การฝากความหวังไว้ที่กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอาจเกิดปัญหาที่ยากต่อการแก้ไขและนำความลำบากใจ มาสู่ผู้บริหารได้ เพราะหากผู้รับผิดชอบงาน ทรัพยากรบุคคล มีความรู้แม่นระเบียบ ทำงานรวดเร็ว ถูกต้อง ก็ถือว่าท่านโชคดี แต่หากผู้รับผิดชอบงานทรัพยากรบุคคลไม่มี ความรู้ความชำนาญ แถมดำเนินการไปอย่างผิดๆแล้วละก็ความโชคร้ายก็จะบังเกิดแก่หน่วยงานองค์กรถึงขั้น ถูกฟ้องร้องเอาผิดหรือร้องเรียนให้ต้องท้อใจในการทำงานได้ ดังนั้น การบริหารบุคคลโดยเฉพาะ ในระบบราชการ และในกระทรวงสาธารณสุขที่มีความซับซ้อนมากกว่ากระทรวงอื่นๆ เพราะ เป็นแหล่งรวมวิชาชีพต่างๆ มากกว่า 20 สายงาน มีประเภทการจ้างหลายแบบ การศึกษาฝึกอบรม ก็มีมากมายหลายรูปแบบ มีทั้งอบรมระยะสั้น อบรมระยะยาว จึงเป็นเรื่องที่นายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัด ต้องมีความรู้ความเข้าใจ บางเรื่องเป็นอำนาจของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด บางเรื่องปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดี ผู้ตรวจราชการ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดมอบอำนาจ ให้ทำได้ บางเรื่องผู้มีอำนาจไม่ได้มอบอำนาจให้ก็ไม่สามารถทำได้ ในเอกสารฉบับนี้ จะแสดงเนื้อหาที่จำเป็นที่ผู้บริหารต้องรู้ตามหัวข้อดังนี้ 1. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานบุคลากร 2. โครงสร้างของหน่วยบริการสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค 3. วิชาชีพสาขาต่างๆ ที่มีในกระทรวงสาธารณสุข 4. การจ้างประเภทต่างๆ 5. การบริหารตำแหน่งบุคลากร 6. การประเมินผลงาน 7. การเลื่อนขั้นเงินเดือนบุคลากร 8. บทลงโทษ ข้อมูลในการนำเสนอทั้งหมดมาจากการอ้างอิงประกาศหรือเอกสารทางราชการกระทรวง สาธารณสุข ระเบียบ พรบ. หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เน้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและ อธิบายให้ง่ายต่อการเรียนรู้ ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก เอกสารที่สแกนได้จาก QR code หากผิดถูกประการใดสามารถ ซักถามโต้แย้งกับคณะทำงานได้ หรือกองบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้
3.1 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานบุคลากร 3.1.1 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 3.1.2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 3.1.3 หนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด่วนที่สุด ที่ สธ 0201.032/ ว 1707 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2560 เรื่อง โครงสร้างและกรอบอัตรากำลังหน่วยงานในราชการ บริหารส่วนภูมิภาค สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3.2 โครงสร้างของหน่วยบริการสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค 3.2.1 โครงสร้างสำนักงานเขตสุขภาพ
14 3.2.2 โครงสร้างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
3.2.3 โครงสร้างโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป
16 3.2.4 โครงสร้างโรงพยาบาลชุมชน 3.2.5 โครงสร้างสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และโครงสร้างโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล/สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา
3.3 วิชาชีพและสายงานที่มีในกระทรวงสาธารณสุข
18
3.4 การจ้างประเภทต่างๆ การจ้างงานในกระทรวงสาธารณสุขมีความหลากหลายประเภทการจ้าง วิชาชีพเดียวกัน อาจมีการจ้างที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ มีสาเหตุเนื่องมาจาก การบรรจุข้าราชการมีการจำกัด โดย กพ.ที่ต้องคุมกำเนิด ข้าราชการไม่ให้มีมากเกินไป อันเป็นภาระต่องบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน ที่มีสูงขึ้นทุกปีๆ จนมีคนเปรียบเปรยว่าบุคลากรในระบบราชการมีจำนวนมาก แต่ประสิทธิภาพต่ำ กลายเป็นองค์กรที่มีไขมันมากหรือเหมือนคนอ้วนที่อืดอาด ทำให้นักเรียนทุนในกระทรวง สาธารณสุข เมื่อสำเร็จการศึกษา เช่น วิชาชีพพยาบาลไม่ได้รับการบรรจุ เป็นข้าราชการทันที่ ที่จบเหมือนเมื่อก่อน ต้องรอให้มีตำแหน่งว่างจากการเกษียณ ลาออก ตาย หรือเลื่อนระดับ จึงจะได้รับการบรรจุ ซึ่งก็ยังไม่เป็นที่เพียงพอต่อนักเรียนทุนจบมาเพิ่มทุกปีที่รอคิวบรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่มีประชาชนเจ็บป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก บุคลากร ทางการแพทย์ซึ่งมีความขาดแคลนเป็นทุนเดิม ต้องทำงานและแบกรับภาระประเทศ ในการดูแลประชาชนทั่วประเทศ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ดำเนินการให้มีการบรรจุ บุคลากรทางการแพทย์ให้ได้เป็นข้าราชการเพิ่มเติมถึง 30,000 กว่า ตำแหน่ง แต่อย่างไรก็ตาม การเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของการดูแลผู้ป่วยในทุกโรงพยาบาล ยังมีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แพทย์เฉพาะทางที่จบมากขึ้น พยาบาลนักเรียนทุนที่กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนเงินค่าการศึกษาก็จบมาทุกปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้หน่วยบริการจึงมีความจำเป็นต้อง จ้างงานด้วยประเภทการจ้างอื่น มิฉะนั้นจะมีปัญหาเรื่องอัตรากำลังที่ไม่สมดุลกับภาระงาน เกิดภาวะ over workload และตามมาด้วยการลาออกหรือขอย้ายไปอยู่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ประเภทการจ้างที่มีในกระทรวงสาธารณสุข มีดังนี้ 1. ข้าราชการ/ลูกจ้างประจำ เป็นการบรรจุและทำงานในกระทรวงสาธารณสุข ด้วย การจ้างด้วยเงินงบประมาณผ่านกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง ที่โอนตรงเข้าบัญชีให้กับ บุลากรคนนั้นได้รับการเลื่อนเงินเดือนปีละ 2 ครั้ง คือรอบเดือนเมษายน และรอบเดือน ตุลาคม เงินประจำตำแหน่ง เงิน พตส. และเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย ฉ.10 ฉ.11 เงินไม่ทำเวชปฏิบัติ เป็นเงินงบประมาณ ส่วน OT ค่าเวร นอกเวลาราชการ ใช้เงินบำรุงหน่วยบริการ ขณะนี้มีเพียง วิชาชีพแพทย์และทันตแพทย์และนักเรียนทุน พยาบาลสมเด็จย่าที่จบแล้วยังได้บรรจุเป็นข้าราชการ 2. พนักงานราชการ เป็นการจ้างงานอีกประเภทหนึ่งที่จ้างด้วยเงินงบประมาณ สิทธิสวัสดิการใกล้เคียงกับการจ้างงานแบบข้าราชการ มีการเลื่อนเงินเดือน ปีละ 1 ครั้ง ปัจจุบันนี้ มีวิชาชีพ เภสัชที่จบแล้วบรรจุเป็นพนักงานราชการและยังมีกลุ่มลูกจ้างประจำที่เกษียณแล้ว จะให้ หน่วยงานพิจารณา ปรับเปลี่ยนโดยมาก หน่วยงานมักจะเลือกสายงาน Back office เช่น นักวิชาการเงินและบัญชี นักวิชาการพัสดุ นักจัดการงานทั่วไป ฯลฯ เป็นสายงานที่จะขอจ้าง เป็นพนักงานราชการ เพราะเป็นสายงานที่เลื่อนไหลลาออก ไปหางานที่มีความมั่นคงกว่าหรือ สอบบรรจุเป็นข้าราชการในกระทรวงอื่นๆ อยู่เรื่อย ๆ 3. พนักงานกระทรวงสาธารณสุข เป็นอีกประเภทการจ้างที่ปรับรูปแบบมาจาก ลูกจ้างชั่วคราว เป็นการจ้างด้วยเงินบำรุงหน่วยงานนั้นๆ โดยยึดรูปแบบมาจากการจ้างเป็นพนักงาน
20 ของรัฐ พนักงานมหาวิทยาลัย มีสิทธิสวัสดิการดีขึ้นกว่าลูกจ้างชั่วคราว มีการประเมินเพื่อเลื่อน เงินเดือนปีละ 1 ครั้ง มีหักเงิน สมทบประกันสังคม การจ้างต้องมีเลขตำแหน่งคล้าย จ.18 ของข้าราชการ สามารถปรับปรุงตำแหน่งเป็น ตำแหน่งที่ต้องการได้ เมื่อเลขตำแหน่งว่างลง โดย เขตสุขภาพเป็นผู้เห็นชอบและขออนุมัติ อกพ.กระทรวง ให้ปรับปรุงตำแหน่งได้ จึงสามารถ ดำเนินการสอบคัดเลือกได้ 4. ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน แต่เดิมหากหน่วยงานไหนที่ต้องการจ้างบุคลากรเพิ่มเติม ไม่มีตำแหน่งว่างในการบรรจุเป็นข้าราชการ ก็จะจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวเงินบำรุงของหน่วยบริการ นั้นๆ และ ไม่ได้มีเลขตำแหน่ง แต่เมื่อมีการจ้างลูกจ้างเหล่านี้มากขึ้น โดยเฉพาะสายวิชาชีพ เช่น พยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักวิชาการสาธารณสุข และไม่มีโอกาสได้บรรจุเป็น ข้าราชการสักที ทำให้เกิดการเรียกร้องไปที่กระทรวงสาธารณสุข ขอให้มีการบรรจุลูกจ้างชั่วคราว กลุ่มนี้เป็นข้าราชการบ้างเพื่อเกิดขวัญและกำลังใจ กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดเลขตำแหน่ง ของลูกจ้างชั่วคราวขึ้นมา การจ้างลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณสุขต้องมีตำแหน่งว่าง และต้องมีเลขตำแหน่ง จะเปิดตำแหน่งใหม่ต้องขอเลขตำแหน่ง ผ่านเขตไปที่ อกพ.กระทรวง ให้ความเห็นชอบเสียก่อนจึงจะจ้างได้ การจ้างลูกจ้างชั่วคราวแบบอิสระไม่จำกัด จำนวนอันจะ นำมาซึ่งการเรียกร้องขอบรรจุเป็นข้าราชการที่ไม่มีวันสิ้นสุดของกระทรวงสาธารณสุขจึงทุเลาลง 5. ลูกจ้างรายคาบ/ลูกจ้างรายวัน เป็นประเภทการจ้างด้วยเงินบำรุง หน่วยงานจ้างได้เอง จ่ายเงินเป็นรายคาบหรือรายชั่วโมง หรือรายวัน ไม่มีวันหยุด ไม่มาทำงานไม่ได้ค่าจ้าง ไม่มีการขึ้น เงินเดือน ไม่มีเลขตำแหน่ง ไม่ผ่านกระทรวงสาธารณสุข ส่วนใหญ่โรงพยาบาลที่มีอัตรากำลัง ไม่เพียงพอ เช่น สายวิชาชีพ พยาบาล ที่มีกรอบอัตรากำลังเต็ม (FTE 2560-2564) แต่ภาระงาน ยังหนักมีความจำเป็นที่ต้องเพิ่ม อัตรากำลังในสายงานต่างๆ จึงจำเป็นต้องจ้างบุคลากร ในแบบรายคาบแทน แล้วเมื่อมีตำแหน่งว่าง ในประเภทลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนหรือ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขค่อยเข้าสู่กระบวนการสอบคัดเลือกตามระเบียบ ต่อไป 4. การบริหารต าแหน่งบุคลากร
เนื่องจากบุคลากรสาธารณสุขมีจำนวนทั้งสิ้น 405,312 คน (HROPS 1 กันยายน 2564) กำลังคนในกระทรวงสาธารณสุขจึงมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตำแหน่งว่างข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และลูกจ้างชั่วคราว จึงเกิดขึ้นทุกเดือน จำเป็นที่ผู้บริหาร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ต้องเร่งรัดดำเนินการให้มีประสิทธิภาพรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบ เพื่อประโยชน์ต่อหน่วยงานที่ต้องมีอัตรากำลังมาทดแทน ให้เร็วที่สุด เพื่อลดภาระงานที่มากขึ้นของอัตรากำลังที่คงเหลือ ไม่เกิดความเสียหาย ต่อระบบ ราชการ เพื่อความก้าวหน้าของบุคลากรที่จะได้เลื่อนระดับที่สูงขึ้น ได้บรรจุเร็วขึ้นหรือไม่ช้าจนเสีย โอกาสต่อการนับอายุราชการ ทางกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้กำหนดตัวชี้วัด การบริหาร ตำแหน่งว่าง ข้าราชการไม่ให้มีตำแหน่งว่างเกิน 4 % เพื่อให้ทุกจังหวัดดำเนินการบริหาร ตำแหน่งว่างข้าราชการให้มีประสิทธิภาพสูงสูด บุคลากรได้ประโยชน์ในความมั่นคง ก้าวหน้าในอาชีพการงานสูงสุด หน่วยงานได้อัตรากำลังมาปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ กระทรวง สาธารณสุขประเมินความพอเพียง ด้านอัตรากำลังบุคลากรด้านสาธารณสุขได้ถูกต้อง สามารถ วางแผนอัตรากำลังระดับประเทศได้แม่นยำ และต่อรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกำลังคน ภาครัฐในการเพิ่มการบรรจุข้าราชการ ในการเพิ่มกรอบอัตรากำลัง (Blueprint) ได้อย่าง มีเหตุมีผลและมีข้อมูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดต้องติดตามเร่งรัด กำกับดูแลการบริหาร อัตรากำลังในจังหวัดจากกลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มงาน บริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มงานบริหารทั่วไป ฯลฯ อย่างใกล้ชิด ต่อเนื่อง และเข้าใจ จะทำให้ปัญหาด้านบุคลากร ได้รับการแก้ไข ทันท่วงที ไม่เสียหายต่อบุคลากร เจ้าหน้าที่ ไม่มีความเสี่ยง ต่อการถูกฟ้องร้อง จึงขออธิบายการบริหารตำแหน่งในบทบาทหน้าที่และอำนาจของ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ดังนี้ 4.1 การบริหารตำแหน่งว่างข้าราชการ ตำแหน่งว่างข้าราชการ ว่างจากสาเหตุดังนี้ - เสียชีวิต เมื่อข้าราชการเสียชีวิตขณะที่กำลังรับราชการ จะทำให้ตำแหน่ง จ.18 ของข้าราชการท่านนั้นว่างลงทันที - เกษียณ ข้าราชการที่อายุครบ 60 ปี เมื่อสิ้นปีงบประมาณนั้น จะต้องเกษียณ อายุราชการ ทำให้ตำแหน่ง จ.18 ที่ครองอยู่ว่างลงเช่นกัน - ลาออก ข้าราชการที่ลาออกจากราชการ ทันทีที่คำสั่งผู้มีอำนาจ (ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดกระทรวง) อนุมัติ ถือว่าบุคคลนั้นได้ลาออกจากราชการเรียบร้อยแล้ว ตำแหน่งที่ครองอยู่ ก็จะว่างลง - โดนทำโทษทางวินัยให้ออกจากราชการหรือไล่ออกจากราชการ การถูกลงโทษ ทางวินัยให้ออกจากราชการหรือไล่ออกจากราชการถือเป็นชั้นความผิดขั้นสูง/สูงสุด - ย้ายโอนไปครองตำแหน่งใหม่ ข้าราชการอาจย้ายไปครอง จ.18 ที่อื่นที่ว่างลง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อย้ายกลับภูมิลำเนาใกล้บ้านหรือเหตุจำเป็นอื่น เมื่อย้ายไปแล้ว จ.18 ที่ตนเคยครองนั้นก็จะว่างลง ส่วนการโอนมีลักษณะคล้ายการย้าย แต่เป็นการย้ายไปครอง จ.18 ใหม่ โดยเป็นการย้ายข้ามกรม ข้ามกระทรวง - ว่างจากเหตุอื่นๆ เช่น ตำแหน่งตั้งใหม่ ถือเป็นเลขตำแหน่งใหม่ ที่ กพ.อนุมัติตั้งขึ้น มาใหม่ และยังไม่มีผู้ครอง 4.2 การบริหารตำแหน่งว่างข้าราชการ
22 เมื่อมีตำแหน่งข้าราชการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดว่างลง กลุ่มงาน บริหารทรัพยากรบุคคล จะเสนอ คณะกรรมการพิจารณากำลังคน ที่ตั้งโดยนายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัด เพื่อพิจารณาว่าจะบริหารตำแหน่งว่างนั้นด้วยวิธีใด และเมื่อพิจารณา แนวทางการบริหารตำแหน่งว่างนี้ได้แล้ว ก็ดำเนินการส่งคำขอบริหารตำแหน่งว่าง ไปยัง ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพ โดย CHRO เขต จะประชุมกรรมการ CHRO เพื่อพิจารณา คุณสมบัติและกลั่นกรองคำขอนั้น แล้วส่งเข้าพิจารณาให้ความเห็นชอบใน อกพ.เขต โดยมี ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพเป็นประธาน หลังจากนั้นก็จะส่งผลการพิจารณาของ อกพ.เขต ไปเข้าการ พิจารณาเพื่อให้การอนุมัติในอกพ.กระทรวง แล้วแจ้งผลกลับมาที่จังหวัด ก็สามารถ ดำเนินการตาสมคำขอได้เลย 4.3 การบริหารตำแหน่งว่างมีวิธีใดบ้าง? 4.3.1 การบรรจุด้วยวิธีสอบแข่งขัน การสอบแข่งขันได้แก่สายงานที่มีการดำเนินการสอบในส่วนกลาง ระดับกรม กระทรวง และขึ้นทะเบียนไว้ มีอายุ 2 ปี เมื่อหน่วยงานใดในสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอบรรจุผู้สอบแข่งขันก็จะใช้บัญชีที่ขึ้นทะเบียนนี้ไปตามลำดับ โดยส่งผู้ที่มีชื่อถึงลำดับเรียกตัวเข้า บรรจุและส่งไปรายงานตัวที่หน่วยงานต้นสังกัด ถ้าใช้บัญชีหมด ก็จะดำเนินการจัดสอบใหม่ และขึ้นทะเบียน เรียงลำดับตามผลการสอบ สายงานที่ทางสำนักปลัดกระทรวงจัดสอบขึ้นทะเบียน ได้แก่ นักวิชาการสาธารณสุข นักวิชาการการเงินและบัญชี นักวิชาการพัสดุ นักจัดการงานทั่วไป นักทรัพยากรบุคคล ฯลฯ 4.3.2 การบรรจุผู้ได้รับคัดเลือก การสอบคัดเลือกเป็นการดำเนินการสอบโดยสำนักงานสาธารณสุข และ เรียงลำดับไว้ หากได้รับอนุมัติให้บริหารตำแหน่งว่างข้าราชการด้วยวิธีสอบคัดเลือก จังหวัด ก็ดำเนินการ ออกประกาศรับสมัครผู้มีคุณสมบัติ ดำเนินการสอบ ประกาศผล และบรรจุเป็น ข้าราชการ สายงานที่สามารถ บรรจุด้วยวิธีนี้เป็นสายวิชาชีพ เช่น พยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด ฯลฯ 4.3.3 การรับย้ายรับโอน เป็นการใช้ตำแหน่งว่างข้าราชการเพื่อรับย้ายข้าราชการสายงานระดับเดียวกัน และวิชาชีพเดียวกัน จากหน่วยงานอื่นที่สังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขแต่อยู่ภายในจังหวัด ในเขตสุขภาพเดียวกัน หรือข้ามจังหวัดข้ามเขตสุขภาพ หน่วยงานปลายทาง ออกประกาศ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มี ความประสงค์จะขอย้ายสมัครเข้ารับการคัดเลือกที่จัดโดยจังหวัด ทั้งนี้ ต้นสังกัดต้องยินยอมให้ย้าย ย้ายได้ใน รอบการย้ายที่ สป. กำหนดได้แก่ช่วง ก.พ. และ ส.ค. ส่วนการโอน เป็นการขอย้ายข้ามกรมหรือข้ามกระทรวง ต้นทางยินยอมให้โอนย้าย ปลายทางพิจารณาคัดเลือกยินดีรับโอน รอโอนย้ายตามรอบที่กำหนด 4.3.4 การเลื่อน
เมื่อตำแหน่งที่ว่างลงเป็นตำแหน่งระดับสูงกว่า เช่น ตำแหน่งระดับ ชำนาญการพิเศษหรือตำแหน่งระดับเชี่ยวชาญข้าราชการที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานมีคุณสมบัติ ครบถ้วนและรักความก้าวหน้าสามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อระดับที่สูงขึ้นได้เมื่อได้รับการ คัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น ตำแหน่ง ที่เคยครองก็จะว่างลง ก็สามารถดำเนินการบริหาร ตำแหน่งว่างเป็นลำดับต่อไป 4.3.5 การขอเกลี่ยอัตรากำลังด้วยการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน กรณีที่บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่ที่ไม่ตรงกับตำแหน่ง จ.18 และมีระยะ เวลายาวนานพอสมควร หรือมีการเกลี่ยหรือชดเชยคน ปฏิบัติงานให้กับหน่วยงานต้นสังกัดเจ้าของ จ.18 แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ที่ตำแหน่งไม่ตรงกับสถานที่ที่ ปฏิบัติงานอาจเกิดปัญหาได้ในภายหลัง ดังเช่นกรณีการถ่ายโอน รพ.สต. ไปสังกัด อบจ. ที่บุคลากรในกระทรวง สาธารณสุขแล้วพบว่า ผอ.รพ.สต. ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการ ผอ.รพ.สต. หนึ่ง ขอถ่ายโอนไป อบจ. โดยการตัดโอน ตำแหน่งไปอยู่ อบจ. ทำให้ตำแหน่งบริหารของหลาย รพ.สต. ที่ไม่ได้ถ่ายโอนไป อบจ. ไม่มี แต่ขณะเดียวกัน ตำแหน่ง ผอ.รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไป อบจ. กลับยังคงอยู่ จึงเกิดปัญหา ผอ.รพ.สต. หลายแห่ง ต้องรักษาการ ผอ.รพ.สต. เพราะไม่มีตำแหน่งหรือ จ.18 รองรับ ต้องรอให้ สป. ดำเนินการใช้ตำแหน่ง รักษาการ ผอ.รพ.สต. นั้นกำหนดให้เป็นตำแหน่งบริหาร 4.3.6 การปรับปรุงเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงาน กรณีมีค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่ได้รับการยกเว้นจาก กพ. กรณีนี้เกิดขึ้นจาก มีตำแหน่งว่าง แต่ไม่มีบุคลากรมาสมัคร อาจเป็นจากเป็นสายงานที่ไม่มีการผลิตเป็นสายงาน ขาดแคลน เช่น เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข หรือ เจ้าพนักงานรังสีการแพทย์ ตำแหน่งจะยังคงว่างไปนาน หากนำมาปรับปรุงเป็นสายวิชาชีพ วุฒิปริญญาตรีที่มีผู้เรียนจบมามากพอ หรือเรียนหลักสูตรต่อเนื่อง จากวุฒิประกาศนียบัตร เป็นวุฒิปริญญาตรี จะสร้างความก้าวหน้าและขวัญกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ ขณะเดียวกันก็สามารถบริหารตำแหน่งว่างให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น ดีกว่าปล่อยให้ว่างไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีคนขอย้ายหรือโอนหรือบรรจุ แต่เนื่องจากวุฒิที่ปรับปรุงเป็นวุฒิที่สูงขึ้นต้องใช้ เงินงบประมาณเพื่อจ่ายเป็นเงินเดือนมากขึ้น โดยปกติไม่สามารถทำได้ แต่เนื่องจาก กพ.ให้ยกเว้นตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1008.33/3 ลงวันที่ 3 มกราคม 2556 คำขอปรับปรุงเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงาน กรณีมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตำแหน่งตามแผน ว.11 การใช้ตำแหน่งว่างเพื่อย้ายเลี่ยนสายงานข้าราชการที่ได้รับวุฒิเพิ่มขึ้น หรือเพื่อเปลี่ยนชื่อ ตำแหน่งในสายงานแพทย์และสายงายที่เกี่ยวข้องกับงานบริการทางการแพทย์ จากสายงานหนึ่ง เป็นสายงานหนึ่ง ที่มีผลให้ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้น เขตสุขภาพต้องบริหารจัดการ ตำแหน่งว่างภายในเขต หากไม่มีตำแหน่งว่างเพียงพอต้องแจ้งตำแหน่งยุบเลิก สำหรับกรณี การเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงานแพทย์และสายงานที่เกี่ยวข้องกับงานบริการทางการแพทย์ต้อง เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1008/ว 11 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2562 และภายใต้แผนการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงานดังกล่าวระยะ 5 ปี ที่ อ.ก.พ.กระทรวง สาธารณสุข พิจารณาเห็นชอบแล้ว
24
5. ค าขอปรับปรุงเปลี่ยนชื่อต าแหน่งในสายงาน กรณี มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ต าแหน่งนอกแผน ว.11 การนำสายงานนอกเหนือจากสายงานแพทย์และสายงานที่เกี่ยงข้องกับงานบริการทางก ารแพทย์ (เช่น สายสนับสนุน) กำหนดเปลี่ยนชื่อตำแหน่งในสายงานแพทย์และสายงาน ที่เกี่ยวข้องกับงานบริการทางการแพทย์ (สายงานตาม ว 11/62) จะต้องกำหนดไว้ในแผนฯ ด้วย การนำสายงานแพทย์และสายงานที่เกี่ยงข้องกับงานบริการทางการแพทย์กำหนดเปลี่ยนชื่อ ตำแหน่งในสายงานที่ไม่ใช่สายงานแพทย์และ สายงานที่เกี่ยงข้องกับงานบริการทางการแพทย์ (เช่น สายงานสนับสนุน) ไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ตาม ว 11/62
26 6. การบริหารต าแหน่งว่างพนักงานราชการ/พนักง าน กระทรวงสาธารณสุข/ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งพนักงานราชการ ไม่สามารถย้าย จ.18 ได้ ตำแหน่งจะตั้งที่หน่วยงานนั้นๆ ตามหนังสือส่งตัวครั้งแรกจากสำนักปลัดกระทรวง เมื่อตำแหน่งว่างลง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด นั้นๆ จะเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบคัดเลือก โดยตั้งกรรมการออกข้อสอบ กรรมการควบคุมการสอบ คณะกรรมการ ตรวจข้อสอบ (ค่าสมัครสอบส่งคลัง ค่าใช้จ่ายในการจัดสอบ สสจ.รับผิดชอบ) ผลการสอบสามารถกำหนดสำรองได้เผื่อกรณีมีตำแหน่งว่างสามารถเรียกผู้ขึ้นบัญชีสำรองเข้ารับ การบรรจุได้มีกำหนดระยะเวลาขึ้นบัญชีสำรอง 1 ปี ส่วนตำแหน่งที่เป็นพนักงานกระทรวง สาธารณสุข และลูกจ้างชั่วคราว เมื่อมีตำแหน่งว่าง สสจ. จะออกคำสั่งตั้งกรรมการคัดเลือก คนเข้าบรรจุงานได้ ขึ้นบัญชีสำรองได้ กำหนดระยะเวลาขึ้นบัญชีสำรองไว้ หากสายงานที่ว่างลง และหน่วยงานไม่พึงประสงค์จะจ้างในตำแหน่งเดิม สามารถทำคำขอมาที่เขตสุขภาพ เพื่อขอเปลี่ยนตำแหน่ง เปลี่ยนกลุ่มงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติงานได้ เช่น ตำแหน่ง พนักงานกระทรวง สาธารณสุข พนักงานขับรถยนต์ ลาออก และทางโรงพยาบาลไม่ต้องการ ใช้ตำแหน่งนี้ และไม่จ้างเพิ่มเนื่องจาก เป็นภาระทางการเงิน แต่อีกโรงพยาบาลต้องการ พยาบาลเพิ่มเติม จึงใช้เลขตำแหน่ง พกส. ของโรงพยาบาลแรกมาเปลี่ยนเป็นสายงาน พยาบาลวิชาชีพได้ แต่กรณีนี้มีขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ 2 เดือนถึง 3 เดือน เป็นอย่างต่ำ ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่ต้นทางคือที่ สสจ. ลูกจ้างชั่วคราวและพนักงานกระทรวง ก็สามารถ เปลี่ยนตำแหน่งได้เช่นกัน พนักงานกระทรวงสาธารณสุข สามารถทำเรื่องขอย้าย ข้ามหน่วยงานหรือขอย้ายข้ามจังหวัดได้ โดยตัดตำแหน่งไปยังหน่วยงานปลายทางแบบขาด เพียงแต่ต้นทางยินดีให้ย้ายและปลายทางยินดีรับ เพียงแต่ ปลายทางต้องรับภาระจ้างต่อ ด้วยเงินบำรุงของโรงพยาบาลปลายทางและอัตราเงินเดือนเดิมเท่าโรงพยาบาล ต้นทาง กรณีที่หน่วยงานมีความจำเป็นต้องการอัตรากำลังเพิ่มด้วยสาเหตุภาระงานที่เพิ่มขึ้นหรือขยายงาน ตามแผน service plan และตำแหน่งว่าง พกส. และลูกจ้างชั่วคราวได้หมดลงแล้ว สสจ. สามารถทำหนังสือ ขอเลขตำแหน่งจากสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ ทั้งนี้ ต้องแสดงเหตุผล ความจำเป็นผ่านไปยังเขตสุขภาพ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบค่อยเสนอไปที่ สป. แต่อย่างไร ก็ตามการพิจารณาของ สป. จะดูตำแหน่งว่างที่มี ในเขตสุขภาพ หากพบว่าเขตสุขภาพยังมีตำแหน่ง พกส. ลูกจ้างชั่วคราว ว่างอยู่มาก ก็จะให้เขตกลับไปใช้ตำแหน่งว่าง นั้นหมดก่อน ทั้งนี้ ผู้ตรวจฯ มีอำนาจในการเกลี่ยเลขตำแหน่งที่ว่างของหน่วยบริการต่างๆ ในเขตสุขภาพ ให้นำมาใช้ ต่างหน่วยบริการ ข้ามจังหวัดในเขตสุขภาพได้ ถ้าใช้เลขว่างหมดแล้วค่อยขอเพิ่มไปที่ สป. อีกครั้งหนึ่งได้
เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ของก สิทธิประโยชน์ ประเภท ข้าราชการ พนักงานราชการ เงินเดือนแรกเข้า ต่ำกว่า ป.ตรี 9,400 - 11,500 ป.ตรี 15,000-19,830 ป.โท 17,500-19,250 ป.เอก 21,000-23,100 ต่ำกว่า ป.ตรี 10,430-13,800 ป.ตรี 18,000-22,750 ป.โท 21,000 ป.เอก 25,200 ค่ารักษาพยาบาล เบิกจ่ายตรง ประกันสังคม ค่าเช่าบ้าน ✓ บำเหน็จ ✓ มีกองทุนจากประกันสังคม บำนาญ ✓ ✓ (ประกันสังคม) 2.สวัสดิการ
การจ้างงานเจ้าหน้าที่5 ประเภท พนักงานกระทรวง สาธารณสุข ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว 0 ต่ำกว่า ป.ตรี 7,590 - 12,240 ป.ตรี 13,300-19,680 ป.โท 16,400-20,900 ป.เอก 20,000-24,000 ค่าจ้างเป็นไปตามบญัชีกำหนด คุณสมบัติฉพาะตำแหน่ง และอัตราค่าจา้งของ ลจป.ว 337 ลว.31 ส.ค. 59 (ปัจจุบันไม่มีการจ้างเพิ่ม) ต่ำกว่า ป.ตรี 6,552 - 9,530 ป.ตรี 9,032-14,480 ประกันสังคม เบิกจ่ายตรง ประกันสังคม ✓ มีกองทุนจากประกันสังคม ✓ มีกองทุนจากประกันสังคม ✓ (ประกันสังคม) บำเหน็จรายเดือน ✓ (ประกันสังคม)
สิทธิประโยชน์ ประเภท ข้าราชการ พนักงานราชการ เลื่อนเงินเดือน 2 ครั้ง/ปี 1 ครั้ง/ปี การเลื่อนระดับ ✓ การบังคับบัญชา (ได้/ไม่ได้) - พรบ.ระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่ม เติม - พรบ.ระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551 3.ความก้าวหน้า
28 พนักงานกระทรวง สาธารณสุข ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว 1 ครั้ง/ปี 2 ครั้ง/ปี 1 ครั้ง/ปี ✓ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยพนักงานกระทรวง สาธารณสุข พ.ศ. 2556 ข้อ 18 ✓
สิทธิประโยชน์ ประเภท ข้าราชการ พนักงานราชการ ลาป่วย (วัน/ปี) 60 วัน 30 วัน ลากิจส่วนตัว (วัน/ปี) 45 วัน 10 วัน (ปีแรกทอนสิทธิการลา) ลาพักผ่อน (วัน/ปี) 10 วัน สะสม วันลาได้ 10 วัน (6เดือนแรกไม่มีสิทธิลา) สะสมวันลาได้ ลาคลอดบตุร 90 วัน 90 วัน - รับค่าตอบแทนจาก หน่วยงาน 45 วัน จากประกันสังคม 45 วัน ลาไปช่วย เหลือภรยิา ที่คลอดบุตร สิทธิการลาครั้งหนึ่ง ติดต่อกัน ไม่เกิน 15 วันทำการ 4.สิทธิในการลา
พนักงานกระทรวง สาธารณสุข ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว 45 วัน 60 วัน 15 วัน 15 วัน (ปีแรก 6 วัน) 45 วัน (ปีแรก 15 วัน) ลาได้ (ไม่ได้รบัค่าจ้าง) 10 วัน (6เดือนแรกไม่มีสิทธิลา) สะสมวันลาได้ 10 วัน (6เดือนแรกไม่มีสิทธิลา) สะสมวันลาได้ 10 วัน (6เดือนแรกไม่มีสิทธิลา) 90 วัน - รับค่าตอบแทนจาก หน่วยงาน 45 วัน จากประกันสังคม 45 วัน 90 วัน 90 วัน (ต้องทำงานครบ 7 เดือน) - รับค่าตอบแทนจาก หน่วยงาน 45 วัน จากประกันสังคม 45 วัน สิทธิการลาครั้งหนึ่งติดต่อกัน ไม่เกิน 15 วันทำการ สิทธิการลาครั้งหนึ่งติดต่อกัน ไม่เกิน 15 วันทำการ
ลากิจส่วนตัวเพื่อ เลี้ยงดูบุตร ต่อเนื่องจากการลา คลอดบุตร ต่อเนื่องจากการลา คลอดบตุร ไม่เกิน 150 วันทำการ (ไม่ได้รับเงินเดือน ระหว่างลา) การตรวจเลือก/ เตรียมพล ✓ ✓ ลาศึกษา ✓ ลาอุปสมบท หรือลาไปประกอบ พิธีฮัจย์ 120 วัน (ต้องทำงานมาแล้ว 1 ปี) 120 วัน (ต้องทำงานมาแล้ว 4 ปี)
30 ต่อเนื่องจากการลาคลอดบตุร ไม่เกิน 150 วันทำการ (ได้รับเงินลาได้ 30 วัน แต่รวมในลากิจ) ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ 120 วัน (ต้องทำงานมาแล้ว 4 ปี) 120 วัน (ต้องทำงานมาแล้ว 1 ปี)
ลาติดตาม คู่สมรส - ไม่เกิน 2 ปี หากจำเป็นต่อได้อีก 2 ปี แต่ไม่เกิน 4 ปี ถ้าเกิน 4 ปี ใหล าออก จากราชการ ลาปฏิบัติงาน องค์การ ระหว่างประเทศ ไม่เกิน 1 ปี ต่อครั้ง (ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่า งลา)
- ไม่เกิน 2 ปีหาก จำเป็นต่อได้อีก 2 ปี แต่ไม่เกิน 4 ปี ถ้าเกิน 4 ปี ให้ลาออกจากราชการ ไม่เกิน 1 ปี ต่อครั้ง (ไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา)
สิทธิประโยชน์ ประเภท ข้าราชการ พนักงานราชการ ช่วยเหลือบุตร/สงเค ราะห์บตุร กองทุนประกันสังคม - ค่าใช้จ่ายเดินทางไป ราชการ /ค่าเบี้ยประชุม ✓ ✓ ค่าตอบแทนนอกเวล า และเงิน พตส./คตส. /พต.พกส. ✓ ✓ 5.สิทธิประโยชน์อื่น
32 พนักงานกระทรวง สาธารณสุข ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว กองทุนประกันสังคม กองทุนประกันสังคม ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓
ค่าใช้จ่าย ฝึกอบรม ✓ ✓ เงินประจำตำแหน่ง ✓ การย้าย ✓ เครื่องราชฯ ✓ ✓ เงินสงเคราะห์กรณี เสียชีวิต ✓ ค่าทำศพจากกองทุนประกันสังคม การจ่ายค่าไฟฟ้า สำหรับ จนท. ที่พักอาศัยบริเวณ สถานบริการ ได้ 60 - 100 ยูนิต/เดือน
✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ✓ ม ค่าทำศพจากกองทุน ประกันสังคม ✓ ค่าทำศพจากกองทุน ประกันสังคม ได้ 30 ยูนิต/เดือน ได้ 30 ยูนิต/เดือน
เงินเพิ่ม สำหรับพื้นที่ พิเศษและ ขาดแคลนกำลังคน (พื้นที่เสี่ยงภัย) ✓ ✓ ค่าทำขวัญ ✓ สตรีไปถือศีลและ ปฏิบัติธรรม ✓ ✓
34 ✓ ✓ ✓ ✓ ✓
8. การประเมินผลงานบุคลากร ตาม พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 76 บัญญัติให้ ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อใช้ประกอบการ พิจารณาแต่งตั้งและเลื่อน เงินเดือน ก.พ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผล การปฏิบัติราชการของข้าราชการตามหนังสือ สำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012/ว 20 ลงวันที่ 3 กันยายน 2562 โดยให้ใช้ประเมินผลการปฏิบัติราชการของ ผู้ดำรงตำแหน่งทุกประเภท การประเมินผลการปฏิบัติราชการ ให้ดำเนินการประเมินปีละ 2 รอบ ตามปีงบประมาณ ดังนี้ รอบที่ 1 (1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม) รอบที่ 2 (1 เมษายน ถึง 30 กันยายน) การประเมินผลการปฏิบัติราชการให้ประเมินอย่างน้อย 2 องค์ประกอบ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ของงาน แ ล ะ พ ฤ ต ิ ก ร ร ม ก า ร ป ฏ ิ บ ั ต ิ ร า ช ก า ร ห ร ื อ ส ม ร ร ถ น ะ โ ด ย ผ ล ส ั ม ฤ ท ธ ิ ์ ข อ ง ง า น จะต้องมีสัดส่วนคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ให้ผู้ประเมินโดยความเห็นชอบ ของผู้บังคับบัญชาจัดส่งผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการใน หน่วยงานของตน เสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมินผลการ ปฏิบัติราชการของข้าราชการก่อน นำเสนอจังหวัด
36 9. การเลื่อนขั้นเงินเดือนบุคลากร การเลื่อนเงินเดือนให้เลื่อนปีละ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เป็นการเลื่อนเงินเดือนสำหรับ การการปฏิบัติราชการในครึ่งปีแรก (1 ตุลาคม ถึง 31 มีนาคม) โดยให้เลื่อนในวันที่ 1 เมษายน ของปีที่ได้เลื่อน ครั้งที่ 2 เป็นการเลื่อนเงินเดือนสำหรับการการปฏิบัติราชการในครึ่งปีหลัง (1 เมษายน ถึง 30 กันยายน) โดยให้เลื่อน ในวันที่ 1 ตุลาคม ของปีถัดไป ภายในวงเงินร้อยละ 3 ของเงินเดือนที่จ่ายให้ข้าราชการ ณ วันที่ 1 มีนาคม และวันที่ 1 กันยายน ตามลำดับ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารวงเงินการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการ ตำแหน่งประเภทิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับชำนาญกสาร ระดับปฏิบัติการ ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส ระดับชำนายงาน และระดับปฏิบัติงาน (ตำแหน่งในราชการบริหารส่วนภูมิภาค) โดยให้เลื่อนได้ ไม่เกินวงเงินที่ส่วนราชการได้รับการจัดสรร การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการแต่ละคนในแต่ละครั้ง ให้เลื่อนไดใ้ น อัตราไม่เกินร้อยละ 6 ของฐานในการคำนวณ และไม่เกินเงินเดือนสูงสุดตามที่ ก.พ. กำหนด การเลื่อน เงินเดือนให้ข้าราชการโดยไม่ได้ดำเนินการตาม ว20/52 แต่ใช้วิธีการ หารเฉลี่ยเพื่อให้ข้าราชการทุกคนได้รับ การเลื่อนเงินเดือนในอัตราร้อยละที่เท่ากันไม่ได้ ข้าราชการซึ่งจะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในแต่ละครั้ง ต้องมีผลการประเมิน ผลการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าระดับพอใช้ หรือร้อยละ 60 และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด