ชดุ กิจกรรมการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์
เรอื่ ง ระบบนิเวศ
ด้วยวธิ กี ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
สาหรับนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3
ความสมั พนั ธ์ระหว่างส่ิงมชี วี ิต
ในระบบนเิ วศ
นางอมรรตั น์ ไทรเมือง
ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะครูชานาญการพิเศษ
กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนบา้ นวงั กวา้ ง
สานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาปัตตานี เขต 2
ก
คำนำ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ชุดท่ี 1 เรื่อง
องค์ประกอบของระบบนิเวศ จัดทาโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือใช้เป็นส่ือการจัดการเรียนรู้
สาหรับนักเรียนและครูผูส้ อนกลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซ่ึงนักเรียน
สามารถศึกษาเปน็ รายบคุ คลหรือกลมุ่ โดยเน้นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เรียนรู้
จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติจริง สามารถทาได้ คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ฝึกคิดแบบ
องค์รวมโดยทาแผนที่ความคิด ทาให้เกิดเจตคติท่ีดีต่อวิทยาศาสตร์ เป็นการจัดกิจกรรม
การเรยี นรทู้ ่ีเน้นนกั เรียนเป็นสาคัญ
ผจู้ ัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ
ดว้ ยวิธกี ารจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3
ชุดท่ี 2 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
และผ้ทู ี่สนใจในการศกึ ษาคน้ คว้า เพอื่ พฒั นาการเรียนรูท้ างวิทยาศาสตร์ ต่อไป
ผู้จดั ทาขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้คาปรึกษา แนะนาเก่ียวกับรูปแบบการจัดทา
และเนอื้ หาทถ่ี กู ตอ้ งมา ณ โอกาสนี้
อมรรัตน์ ไทรเมือง
ชุดที่ 2 ความสัมพนั ธ์ระหว่างสง่ิ มีชีวติ ในระบบนิเวศ
ข
สำรบญั
เรอ่ื ง หนำ้
คานา ก
สารบญั ข
สารบญั ภาพ ค
ผงั มโนทศั น์ 1
คาช้ีแจงในการใชช้ ดุ กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2
สาระ มาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวชว้ี ดั จุดประสงค์การเรียนรู้ 3
แบบทดสอบกอ่ นเรียน 4
ใบความรู้ เรื่อง ความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่ิงมชี ีวติ ในระบบนเิ วศ 6
กจิ กรรมท่ี 1 สารวจรูปแบบความสัมพันธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชีวติ ในโรงเรยี น 13
แบบฝึกหัดทบทวนความรู้ 15
สรปุ ความรู้เปน็ แผนทคี่ วามคิด (Mind Mapping) 16
แบบทดสอบหลังเรยี น 17
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น 19
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน 20
เฉลยกิจกรรมที่ 1 สารวจรูปแบบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มีชีวติ ในโรงเรียน 21
เฉลยแบบฝึกหดั ทบทวนความรู้ 23
เฉลยสรุปความรู้เปน็ แผนท่คี วามคิด (Mind Mapping) 24
แบบบันทึกคะแนนทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน 25
บรรณานกุ รม 26
ชดุ ท่ี 2 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสิง่ มชี วี ติ ในระบบนิเวศ
สำรบญั ภำพ ค
เรอื่ ง หนำ้
ภาพที่ 1 ภาวะอิงอาศัย 6
ภาพท่ี 2 ภาวะพึ่งพากัน 7
ภาพท่ี 3 ภาวะปรสิต 9
ภาพที่ 4 ภาวะได้ประโยชนร์ ่วมกัน 10
ภาพที่ 5 ภาวะลา่ เหยื่อ 11
ภาพท่ี 6 ภาวะแกง่ แย่ง 12
ชุดท่ี 2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสิ่งมชี วี ิตในระบบนิเวศ
1
ผังมโนทัศน์
ระบบนเิ วศ องคป์ ระกอบของ
ระบบนิเวศ
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง
สิ่งมีชวี ิตในระบบนิเวศ
การถา่ ยทอดพลังงาน
ในระบบนเิ วศ
ชดุ ที่ 2 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี ีวิตในระบบนเิ วศ
2
คำชี้แจงในกำรใชช้ ดุ กิจกรรมกำรเรียนรวู้ ทิ ยำศำสตร์
เร่ือง ระบบนเิ วศ
ด้วยวิธกี ำรจัดกำรเรียนรแู้ บบสบื เสำะหำควำมรู้ (5E)
ชุดที่ 1 องคป์ ระกอบของระบบนเิ วศ
1. ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง ระบบนเิ วศ ดว้ ยวธิ กี ารจัดการเรยี นรแู้ บบสืบ
เสาะหาความรู้ (5E) ชดุ ท่ี 2 ความสมั พนั ธ์ระหว่างสิง่ มีชีวิตในระบบนเิ วศ สาหรับนกั เรยี นช้นั
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 จัดทาข้ึนตามกรอบมาตรฐานการเรยี นรู้ของกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี โดยมีเน้อื หาสอดคลอ้ งกับหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช
2551 ชุดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง ระบบนิเวศ ด้วยวธิ กี ารจัดการเรยี นรแู้ บบสืบ
เสาะหาความรู้ (5E) มีทง้ั หมด 3 ชุด ดงั นี้
ชดุ ท่ี 1 องคป์ ระกอบของระบบนเิ วศ
ชดุ ที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างสงิ่ มีชีวิตในระบบนเิ วศ
ชดุ ที่ 3 การถา่ ยทอดพลังงานในระบบนิเวศ
2. ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรูท้ ั้ง 3 ชดุ น้ี จดั ทาขนึ้ โดยมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือใชเ้ ป็นสอื่ การจดั การ
เรยี นรู้ ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม โดยเนน้ ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ เรียนรู้จากประสบการณ์จรงิ ฝึกปฏิบตั ิจริง สามารถทาได้ คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ฝกึ
คิดแบบองค์รวม โดยทาแผนทค่ี วามคิด ทาให้เกิดเจตคติ ทด่ี ตี ่อวทิ ยาศาสตร์ เป็นการจัดกจิ กรรม
การเรยี นรทู้ ่ีเน้นนักเรียนเปน็ สาคญั
3. ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง ระบบนเิ วศ ด้วยวิธีการจัดการเรียนรแู้ บบสบื
เสาะหาความรู้ (5E) มลี าดับข้ันตอนการจัดกิจกรรมดงั นี้
การสรา้ ง ความสนใจ (Engagement)
การสารวจและค้นหา (Exploration)
การอธิบาย (Explanation)
การขยายความรู้ (Elaboration)
การประเมินผล (Evaluation)
4. ชดุ กจิ กรรมการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ เร่อื ง ระบบนิเวศ ดว้ ยวธิ กี ารจดั การเรยี นรู้แบบสบื
เสาะหาความรู้ (5E) ชุดท่ี 2 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสิ่งมชี ีวติ ในระบบนิเวศ ใชเ้ วลาในการเรยี นรู้ 5
ชั่วโมง
ชุดที่ 2 ความสัมพนั ธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
3
สำระ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ ตัวชวี้ ัด
จุดประสงค์กำรเรยี นรู้
สำระท่ี ๑ วิทยำศำสตร์ชีวภำพ
มำตรฐำน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พนั ธ์ระหว่าง
สิ่งไม่มีชวี ติ กบั สง่ิ มชี วี ติ และความสมั พันธร์ ะหว่างสิ่งมีชวี ิตกับ
สง่ิ มชี วี ิตตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอดพลังงาน การ
เปล่ียนแปลงแทนทีใ่ นระบบนิเวศ ความหมายของประชากร
ปญั หาและผลกระทบทมี่ ตี อ่ ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม
แนวทางในการอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปัญหา
ส่งิ แวดล้อม รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ชวี้ ดั ม 3/2 อธบิ ายรปู แบบความสมั พนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มชี วี ติ กบั สงิ่ มชี วี ิตรปู แบบ
ต่าง ๆ ในแหลง่ ท่ีอยเู่ ดยี วกนั ท่ีได้จากการสารวจ
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
1. ดำ้ นควำมรู้ (K)
นกั เรียนสามารถอธบิ ายรปู แบบความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมชี วี ิตกบั
ส่งิ มชี ีวิตรูปแบบตา่ ง ๆ ในแหลง่ ทอ่ี ยเู่ ดยี วกันท่ีไดจ้ ากการสารวจได้
2. ดำ้ นกระบวนกำร (P)
นักเรยี นสามารถจาแนก รปู แบบความสมั พันธร์ ะหว่างสิ่งมีชีวติ กับ
สง่ิ มีชวี ิตรปู แบบต่าง ๆ ในแหล่งที่อยู่เดียวกนั ทไี่ ดจ้ ากการสารวจได้
3. ดำ้ นคณุ ธรรม จริยธรรมและคำ่ นิยม (A)
นักเรียนมีความใฝเ่ รียนรู้และมงุ่ มัน่ ในการทางาน
ชุดท่ี 2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ิตในระบบนิเวศ
4
แบบทดสอบกอ่ นเรียน
คาช้ีแจง
1. แบบทดสอบมจี านวน 10 ข้อ ใช้เวลาทา 10 นาที
2. ให้นกั เรียนทาเครอ่ื งหมายกากบาท () ทบั ขอ้ ทีถ่ กู ตอ้ งทส่ี ุดเพียงคาตอบเดียว
1. ข้อใดเป็นการอยรู่ ว่ มกนั แบบภาวะพ่ึงพากัน 5. ความสมั พนั ธข์ องสงิ่ มชี วี ิตคู่ใดท่ีมี
ก. โปรโตซวั อาศัยอย่ใู นลาไส้ปลวก ความสัมพันธ์แบบเดยี วกบั ปลาฉลาม-
ข. ซีแอนีโมนอี าศยั อยู่บนเปลอื กปเู สฉวน เหาฉลาม
ค. ผีเส้อื ดูดน้าหวานจากเกสรดอกบานช่ืน ก. ต้นไมใ้ หญ่-เฟิน
ง. พยาธอิ าศัยท่ีตับ ข. ผง้ึ -ดอกไม้
ค. ปลวก-โปรโตซวั
2. ส่งิ มชี ีวิตใดอยู่มคี วามสัมพนั ธแ์ บบเดยี วกับ ง. กวาง-กระต่าย
มดดาและเพลยี้
ก. ปลาฉลามและปลาเหาฉลาม 6. สง่ิ มีชวี ิตคใู่ ด ไมไ่ ด้มคี วามสมั พันธแ์ บบ
ข. นกเอ้ียงและควาย ปรสติ
ค. กบและแมลง ก. เห็บ-สนุ ขั
ง. แมงมมุ และกระตา่ ย ข. พยาธิปากขอ-คน
ค. ปลวก-โปรโตซวั
3. ความสมั พนั ธ์ของสิง่ มชี วี ติ แบบใดทสี่ ง่ิ มชี ีวิต ง. เรอื ด-กวาง
ท้ังคเู่ สียประโยชน์
ก. ปรสติ 7. ขอ้ ใดกลา่ วถึงไลเคนส์ได้ไมถ่ ูกต้อง
ข. ล่าเหย่อื ก. เป็นการอยรู่ ว่ มกนั ของสาหรา่ ยและรา
ค. แข่งขนั กัน ข. ราจะได้ประโยชนจ์ ากการรบั แก๊ส
ง. ถกู ทกุ ขอ้ คาร์บอนไดออกไซดจ์ ากการหายใจของ
สาหร่าย
4. ความสัมพนั ธข์ องส่ิงมชี ีวติ คูใ่ ดทีม่ ี ค. มคี วามสัมพนั ธ์แบบเดียวกับปลวกและ
ความสัมพนั ธแ์ บบเปน็ กลาง แบคทีเรียในลาไสป้ ลวก
ก. เสือ-สงิ โต ง. เปน็ ความสมั พนั ธ์แบบพ่ึงพาอาศัยหรือ
ข. กบ-แมลง เกอื้ กูลกันคอื แยกกันอย่ไู ม่ได้
ค. ไลเคนส์
ง. แมงมุม-กระต่าย
ชุดท่ี 2 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศ
5
8. ข้อใดเป็นความสมั พนั ธข์ องสิ่งมชี ีวิตแบบ 10. ขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ กู ตอ้ งเกยี่ วกับภาวะแบบ
ฝา่ ยหน่งึ ได้ประโยชน์และอีกฝา่ ยไม่ได้และ ปรสิต
ไมเ่ สยี ประโยชน์
ก. ปรสิต ก. เป็นภาวะท่ฝี ่ายหนง่ึ ไดป้ ระโยชนแ์ ละ
ข. แขง่ ขันกนั อีกฝ่ายเสยี ประโยขน์
ค. พึ่งพาอาศยั
ง. องิ อาศยั ข. ส่งิ มีชีวิตทปี่ รสติ อาศัยเรียกว่า โฮสต์
(Host)
9. ข้อใดเป็นความสัมพันธ์ทต่ี า่ งฝ่ายได้
ประโยชน์ การแยกกันอยูจ่ ะทาให้ ค. สามารถเขียนได้เป็น (+.-) หรอื (-, +)
เกิดผลเสยี ง. ตัวอย่าง เช่น ไรแดง-ปลาหางนกยูง
ก. ไดป้ ระโยชนร์ ่วมกนั
ข. พ่งึ พาอาศยั
ค. องิ อาศัย
ง. กลาง
ชุดท่ี 2 ความสมั พันธ์ระหว่างสง่ิ มชี ีวติ ในระบบนิเวศ
6
ใบควำมรู้ เรอ่ื ง ควำมสมั พนั ธ์ระหว่ำงสง่ิ มีชวี ิต
ในระบบนิเวศ
ในธรรมชาติ กลุ่มส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศล้วนมีความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิต
ด้วยกนั ทง้ั ทางตรงและทางอ้อม โดยส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดไม่สามารถดารงชีวิตแบบอิสระ
ได้ เช่น ถึงแม้ว่าพืชจะเป็นส่ิงมีชีวิตท่ีสามารถสร้างอาหารเองได้ แต่จาเป็นต้องพึงพา
สตั ว์ หรือแมลงช่วยผสมเกสรและแพรก่ ระจายเมล็ด
ส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันที่มาอาศัยอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกัน เรียกว่า
ประชากร เมือประชากรของส่ิงมีชีวิตหลาย ๆ ชนิด มาอาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่เดียวกัน
เปน็ กลุ่มส่งิ มีชีวิต ซ่งึ ส่งิ มชี วี ติ แตล่ ะชนดิ ต่างก็มีรปู แบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน โดย
ความมสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศอาจทาให้ส่ิงมีชีวิตบางชนิดได้ประโยชน์
หรอื เสียประโยชน์ หรอื ไมม่ ีผลกระทบต่อการดารงชีวติของสง่ิ มีชวี ติ นัน้ เลยกไ็ ด้
รปู แบบความสมั พนั ธข์ องสิ่งมชี ีวิตแบง่ ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดงั น้ี
ภำวะอิงอำศยั หรอื ภำวะเกื้อกูล (Commensalisms +,0)
เปน็ การอยรู่ ว่ มกนั ของส่งิ มชี วี ิตโดยทฝี่ ่ายหนึง่ ได้ประโยชน์ ส่วนอีกฝ่ายหน่ึงไม่ได้
ประโยชน์แตก่ ็ไมเ่ สียประโยชน์ (+,0) เช่น
• ปลำฉลำมกับเหำฉลำม เหาฉลาม
อาศัยอย่ใู กล้ตัวปลาฉลาม และกินเศษ
อาหารจากปลาฉลาม ซงึ่ ปลาฉลามจะ
ไม่ได้ประโยชน์ แตข่ ณะเดยี วกันก็
ไมไ่ ดเ้ สียประโยชน์อะไร
• พลดู ำ่ งกับตน้ ไมใ้ หญ่ พลูดา่ งอาศัยร่มเงาและความช้ืน ภำพท่ี 1 ภาวะองิ อาศัย
จากต้นไมโ้ ดยต้นไม้ไดป้ ระโยชน์ขณะเดียวกไ็ ม่เสีย ทม่ี ำ : http://www.rspg.or.th/
ประโยชนอ์ ะไร
• กลว้ ยไมก้ ับต้นไม้ใหญ่ กลว้ ยไม้ยึดเกาะทล่ี าต้นหรอื
กงิ่ ของตน้ ไม้ซ่ึงไดร้ ับความชื้นและแรธ่ าตุจากตน้ ไม้
โดยที่ตน้ ไมไ่ ม่ได้รับประโยชน์ แต่ก็ไมเ่ สียประโยชนอ์ ะไร
• เพรียง ทอี่ าศัยเกาะบนผิวหนังของวาฬเพ่อื หาอาหาร
วาฬไมไ่ ด้ประโยชน์ แต่ก็ไม่เสียประโยชน์
ชุดที่ 2 ความสมั พันธ์ระหว่างส่ิงมชี วี ติ ในระบบนิเวศ
7
ภำวะพง่ึ พำกัน (Mutualism +, + )
เปน็ การอยรู่ ว่ มกนั ของสงิ่ มชี ีวติ 2 ชนดิ ทไี่ ด้ประโยชน์ด้วยกันทัง้ สองชนิด โดยสิง่ มีชีวิต
ต้องอย่รู ่วมกันตลอดไป ใช้สัญลกั ษณ์ +, + เชน่
แบคทีเรียไรโเบียม (Rhizobium) ในปมรากพืชวงศ์ถั่ว ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ
ให้แก่รากถ่ัว ในขณะเดียวกับแบคทีเรียก็ได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแร่ธาตุ
จากต้นถ่ัว
ไลเคน (Lichen) คือการดารงชีวิตร่วมกันของรากับสาหร่าย ซึ่งเป็นการอยู่แบบที่
ส่ิงมีชีวิตทั้ง 2 ชนิด ต่างก็ได้รับประโยชน์ สาหร่ายมีสีเขียวสร้างอาหารเองได้โดย
กระบวนการสังเคราห์ด้วยแสงแต่ต้องอาศัยความช้ืนจากเช้ือรา ส่วนราได้รับธาตุ
อาหารจากสาหร่าย ได้แก่ ไนโตรเจนจากการตรึงไนโตรเจน นอกจากน้ันราบางชนิดอาจสร้าง
สารพิษ ซง่ึ ปอ้ งกนั ไม่ให้สตั วอ์ นื่ กินไลเคนเป็นอาหาร และรายังสร้างกรดช่วยในการละลายหิน
และเปลอื กไม้ ทาใหไ้ ลเคนดดู ซบั ธาตุอาหารไดด้ ี
ภำพที่ 2 ภาวะพึ่งพากัน
ทม่ี ำ : https://pantip.com
ชดุ ท่ี 2 ความสมั พันธ์ระหว่างสิง่ มชี วี ติ ในระบบนิเวศ
8
โปรโตซวั ในลำไสป้ ลวก ปลวกไม่มีนา้ ยอ่ ยสาหรบั ย่อยเซลลูโลสในเนื้อไม้ โปรโตซัวช่วยในการ
ย่อ จนทาให้ปลวกสามารถกินไม้ได้ และโปรโตรซัวก็ได้รับสารอาหารจากการย่อยสลาย
เซลลูโลสด้วย
แบคทีเรียที่อำศยั อยูใ่ นลำไสข้ องคน แบคทีเรียไดร้ บั อาหารและมราอยู่อาศยั จากลาไส้ของคน
ส่วนคนจะไดร้ ับวิตามนิ บี 12 จากแบคทเี รยี
ภำพท่ี 2 ภาวะพ่ึงพากนั
ทีม่ ำ : https://pantip.com
ชุดท่ี 2 ความสัมพันธร์ ะหว่างสง่ิ มีชีวติ ในระบบนิเวศ
9
ภำวะปรสิต (Parasitism +,-)
เปน็ ความสมั พนั ธข์ องสิ่งมชี วี ิต 2 ชนิดทอี่ ย่รู ว่ มกนั โดยทจ่ี ะมฝี า่ ยหนึ่งเสียประโยชน์จาก
การเปน็ ผถู้ กู อาศยั เรยี กว่า โฮสต์ (Host) และจะมีอีกฝ่ายหนึง่ ท่ีได้ประโยชนจ์ ากการไปอาศยั อยู่
กบั โฮสต์ เรียกฝา่ ยทไ่ี ดป้ ระโยชน์วา่ ปรสติ (Parasite) ปรสิตแบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คือ
1. ปรสติ ภำยใน (Endoparasite) เชน่ แบคทีเรีย พยาธิต่าง ๆ
2. ปรสติ ภำยนอก (Ectoparasite) เช่น ปลิง เห็บ หมัด ยงุ
3. ปรสติ ในเซลล์ (Intracellular parasite) เชน่ ไวรสั
ตวั อย่างของสงิ่ มชี ีวิตในภาวะปรสติ ได้แก่
พยำธทิ ่ีอยใู่ นรำ่ งกำยมนษุ ยห์ รือสตั ว์ พยาธจิ ะคอยแยง่ สารอาหารจากอาหารทีม่ นุษย์
หรือสัตวร์ ับประทานเขา้ ไป ทาใหม้ นษุ ย์หรอื สัตว์นน้ั ได้รบั สารอาหารไมค่ รบถว้ น เกิดภาวะขาด
สารอาหารตามมา
กำฝำกกบั ต้นมะม่วง รากของกาฝากจะชอนไชไปจนถึงทอ่ น้าและท่ออาหารของตน้
มะมว่ ง จากนน้ั กาฝากจะดดู นา้ และอาหารจากต้นมะมว่ งทมี่ ันไปอาศัยอยู่ สง่ ผลใหน้ ้าและอาหาร
ไม่เพยี งพอสาหรบั ใช้ในการเจริญเตบิ โตของตน้ มะม่วง
ภำพท่ี 3 ภาวะปรสติ
ทมี่ ำ : https://www.trueplookpanya.com/
ชุดที่ 2 ความสมั พันธ์ระหวา่ งสิ่งมชี ีวติ ในระบบนิเวศ
10
ภำวะได้ประโยชนร์ ่วมกัน (Protocooperation +,+)
เปน็ ความสมั พันธ์ของสง่ิ มชี ีวิต 2 ชนิด ท่ีอยู่ร่วมกนั โดยทีต่ า่ งฝ่ายต่างได้ประโยชน์ซ่ึงกนั และ
กนั แตส่ ามารถแยกออกจากกนั เช่น
- นกเอ้ยี งกับควำย นกเอี้ยงจะกนิ ปรสิต เชน่ เหบ็ ไร ทอี่ ย่บู นตัวควาย ซ่งึ ควายจะได้
ประโยชน์เนอื่ งจากปรสิตทกี่ อ่ ความราคาญถกู กาจัด ขณะเดยี วกนั นกเอี้ยงกจ็ ะได้รบั อาหารจากการ
กินเหบ็ ไร ท่อี ยู่บนตัวควาย
- มดดำกับเพล้ีย มดนาจะนาไขข่ องเพล้ียไปไว้ในรงั บนตน้ ไม้ เพ่อื ใหค้ วามอบอุ่นและฟัก
ออกมาเปน็ ตวั เมอ่ื ถึงเวลาออกหาอาหาร มดดาจะนาเพล้ียไปด้วย เพื่อให้เพลยี้ ใช้ปากเจาะและดดู
นา้ หวานจากต้นไม้แลว้ ปล่อยให้น้าหวานไหลออกมา ซ่ึงทาใหม้ ดดาได้อาหารจากเพลี้ยอกี ทอดหน่ึง
- แมลงกับดอกไม้ แมลงจะไดก้ นิ น้าหวานจากดอกไมเ้ ป็นอาหาร ส่วนดอกไมจ้ ะไดแ้ มลง
ช่วยในการผสมเกสร
ภำพที่ 4 ภาวะไดป้ ระโยชน์ร่วมกนั
ท่ีมำ : https://www.trueplookpanya.com/
ชุดท่ี 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสงิ่ มีชวี ติ ในระบบนเิ วศ
11
ภำวะลำ่ เหยือ่ (Predation +,-)
เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อยู่ร่วมกัน โดยฝ่ายที่เป็นผู้ล่า (Predator)
จะเป็นฝ่ายไดร้ บั ประโยชน์ ส่วนผ้ถู ูกล่าหรือเหยอื่ (Prey) จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เช่น สัตว์กิน
พืช สัตวก์ ินสตั ว์ หรอื พืชกนิ แมลง ซ่ึงความสัมพันธ์จะช่วยทาให้ระบบนิเวศมีความสมดุลเกิดขึ้น
กล่าวคือ ถ้าในระบบมีจานวนผู้ล่าเพิ่มข้ึน จานวนเหยื่อก็จะลดลงเนื่องจากถูกล่าไปหมด และ
เม่ือจานวนเหยอ่ื น้อยลง ประชากรผลู้ า่ กจ็ ะเรม่ิ นอ้ ยลงตามไปด้วย เนื่องจากขาดอาหาร ส่งผลให้
เหย่อื กลับมาเพิ่มจานวนมากข้ึน และวนเป็นวงจรอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เช่น สิงโตกับม้าลาย กบ
กบั แมลง นกกบั หนอน
ภำพที่ 5 ภำวะล่ำเหยอี่
ที่มำ : https://www.trueplookpanya.com/
ชดุ ที่ 2 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี ีวิตในระบบนเิ วศ
12
ภำวะแก่งแย่ง (Competition -,- )
เนอ่ื งจากทั้งสองฝา่ ยจาเป็นตอ้ งใชท้ รพั ยากรเดยี วกันในการดาเนินชวี ิต จึงทาให้
ภาวะแกง่ แย่งเปน็ ความสมั พันธข์ องสงิ่ มชี ีวติ 2 ชนดิ ท่อี ยู่ร่วมกนั โดยตอ้ งแก่งแย่งแขง่ ขัน
เพอื่ ใหไ้ ด้แหลง่ ทรัพยากรนน้ั มาเปน็ ของตน ซึ่งสง่ ผลเสียแก่ทั้งสองฝ่าย สามารถแบง่ ได้เป็น
2 แบบ คือ
1 กำรแก่งแย่งแข่งขันระหว่ำงสงิ่ มชี วี ติ ชนิดเดยี วกัน (Intraspecies competition) เชน่
ฝูงหมาป่าแย่งอาหารกนั สิงโตตอ่ ส้กู ันเพ่อื ครอบครองอาณาเขต
2 กำรแก่งแย่งแข่งขนั ระหวำ่ งสง่ิ มชี ีวิตคนละชนิด (Interspecific competition) เชน่
เสือและสงิ โตตอ่ สกู้ ันเพ่ือแย่งอาหาร
ภำพท่ี 6 ภาวะแก่งแย่ง
ท่มี ำ : https://www.trueplookpanya.com/
ชุดท่ี 2 ความสมั พันธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ิตในระบบนเิ วศ
13
กิจกรรมที่ 1 สำรวจรูปแบบควำมสมั พนั ธ์ระหวำ่ ง
สง่ิ มีชวี ิตภำยในโรงเรยี น
จุดประสงค์ ทกั ษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์
อธิบายรปู แบบความสัมพนั ธข์ องส่งิ มีชีวติ ทไ่ี ด้
• การสังเกต
จากการสารวจ • การจาแนกประเภท
• การลงความเห็นขอ้ มลู
ระบปุ ญั หำ
สง่ิ มีชวี ติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศมคี วามสมั พนั ธ์กัน จิตวทิ ยำศำสตร์
อย่างไร • ความสนใจใฝร่ ู้
• ความรอบคอบ
สมมติฐำน • การทางานร่วมกับผู้อ่ืนไดอ้ ย่าง
.......................................................................... สร้างสรรค์
........................................................................................
........................................................................................
อุปกรณ์
1. แว่นขยาย
2. กลอ้ งถา่ ยรูป
3. สมุดบันทึก
4. อปุ กรณ์เครอ่ื งเขียน
วิธีกำรทดลอง
1. นักเรยี นแบ่งกลมุ่ ละ 5-6 คน ร่วมกันสารวจพื้นทีภ่ ายในโรงเรยี น โดยกาหนดขอบเขต
บรเิ วณท่ีศึกษา
2. สังเกตและบันทึกความสมั พันธข์ องส่งิ มีชวี ิตทพี่ บในของเขตบริเวณที่ศกึ ษา
3. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมลู เพ่อื ระบคุ วามสมั พันธ์ของสงิ่ มชี วี ิตจากการสารวจว่า สิ่งมชี ีวิต
ชนิดใดเปน็ ฝา่ ยไดป้ ระโยชน์ ส่ิงมชี ีวิตใดเปน็ ฝา่ ยเสยี ประโยชน์ หรอื สิ่งมีชีวิตใดไมไ่ ดแ้ ละไม่
เสียประโยชน์
ชดุ ท่ี 2 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชีวติ ในระบบนเิ วศ
14
กจิ กรรมที่ 1 สำรวจรปู แบบควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ ง
สิ่งมีชีวิตภำยในโรงเรยี น
บนั ทกึ ผลกำรทดลอง
ส่ิงมชี วี ิตท่อี ยู่ รูปแบบ ฝ่ำยทไ่ี ด้ ฝำ่ ยท่เี สยี ฝำ่ ยท่ไี ม่ไดแ้ ละ
ประโยชน์ ประโยชน์ ไมเ่ สยี ประโยชน์
รว่ มกนั ควำมสมั พนั ธ์
อภิปรำยผลกำรทดลอง
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
คำถำมท้ำยกำรทดลอง
1. ในบรเิ วณท่สี ารวจ ส่งิ มชี วี ิตคใู่ ดบา้ งที่มคี วามสัมพันธ์กนั
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
2. จากขอ้ 1 สง่ิ มชี วี ติ ชนิดใดได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ หรือไมไ่ ด้และไม่เสยี ประโยชนจ์ าก
การอยู่รว่ มกนั
...................................................................................................................................
...................................................................................................................................
ชุดท่ี 2 ความสัมพันธร์ ะหว่างส่งิ มีชีวิตในระบบนเิ วศ
15
แบบฝกึ หดั ทบทวนควำมรู้
เรือ่ ง องคป์ ระกอบของระบบนิเวศ
ชอื่ – สกลุ ชั้น เลขที่
คำชีแ้ จง พจิ ารณาสง่ิ มีชวี ิตแตล่ ะคู่ในตาราง แล้วอธบิ ายความสัมพนั ธ์ของส่ิงมีชีวติ ใหถ้ กู ต้อง
ส่งิ มีชีวิต รูปแบบ ฝำ่ ยที่ได้ รำยละเอียดควำมสัมพันธ์
ควำมสมั พันธ์ ประโยชน์
ฉลามกับ
เหาฉลาม
โพรโตซวั ใน
ลาไสป้ ลวก
กาฝากบน
ต้นไม้
ไลเคน
มดดากับเพล้ีย
พยาธิในลาไส้
คน
แบคทีเรียใน
ปมรากถัว่
ชุดท่ี 2 ความสัมพันธร์ ะหว่างส่ิงมชี ีวิตในระบบนิเวศ
16
ควำมรเู้ ปน็ แผนทค่ี วำมคดิ
(Mind Mapping)
ชดุ ที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างส่งิ มชี ีวิตในระบบนเิ วศ
17
แบบทดสอบหลงั เรียน
คาชแ้ี จง
1. แบบทดสอบมจี านวน 10 ข้อ ใชเ้ วลาทา 10 นาที
2. ใหน้ กั เรียนทาเครอ่ื งหมายกากบาท () ทับขอ้ ท่ถี กู ตอ้ งทส่ี ุดเพียงคาตอบเดยี ว
1. ข้อใดเปน็ การอยรู่ ่วมกนั แบบภาวะพ่ึงพากัน 5. ความสมั พันธ์ของสง่ิ มชี ีวติ คู่ใดทีม่ ี
ก. โปรโตซัวอาศยั อยใู่ นลาไส้ปลวก ความสัมพันธ์แบบเดยี วกับปลาฉลาม-
ข. ซีแอนีโมนีอาศยั อยู่บนเปลือกปเู สฉวน เหาฉลาม
ค. ผเี ส้อื ดดู นา้ หวานจากเกสรดอกบานช่นื ก. ต้นไม้ใหญ่-เฟิน
ง. พยาธิอาศยั ทต่ี บั ข. ผึ้ง-ดอกไม้
ค. ปลวก-โปรโตซัว
2. ส่งิ มชี ีวติ ใดอยมู่ ีความสมั พนั ธ์แบบเดยี วกบั ง. กวาง-กระตา่ ย
มดดาและเพลย้ี
ก. ปลาฉลามและปลาเหาฉลาม 6. สง่ิ มีชวี ิตคู่ใด ไมไ่ ด้มคี วามสมั พันธ์แบบ
ข. นกเอ้ยี งและควาย ปรสิต
ค. กบและแมลง ก. เหบ็ -สนุ ขั
ง. แมงมุมและกระตา่ ย ข. พยาธปิ ากขอ-คน
ค. ปลวก-โปรโตซวั
3. ความสมั พันธ์ของสง่ิ มีชวี ิตแบบใดท่ีสงิ่ มชี วี ิต ง. เรือด-กวาง
ทงั้ คู่เสยี ประโยชน์
ก. ปรสติ 7. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ ไลเคนสไ์ ด้ไม่ถกู ตอ้ ง
ข. ลา่ เหยอ่ื ก. เป็นการอยู่รว่ มกนั ของสาหรา่ ยและรา
ค. แขง่ ขนั กนั ข. ราจะได้ประโยชนจ์ ากการรบั แก๊ส
ง. ถูกทุกขอ้ คาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจของ
สาหรา่ ย
4. ความสมั พันธข์ องส่ิงมีชีวิตคูใ่ ดทมี่ ี ค. มีความสมั พันธแ์ บบเดียวกับปลวกและ
ความสมั พันธแ์ บบเป็นกลาง แบคทีเรียในลาไส้ปลวก
ก. เสือ-สิงโต ง. เปน็ ความสมั พันธ์แบบพ่ึงพาอาศยั หรือ
ข. กบ-แมลง เกอื้ กูลกันคือแยกกนั อยู่ไม่ได้
ค. ไลเคนส์
ง. แมงมมุ -กระต่าย
ชดุ ท่ี 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่งิ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศ
18
8. ขอ้ ใดเป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชวี ิตแบบ 10. ข้อใดกลา่ วไมถ่ กู ตอ้ งเกี่ยวกบั ภาวะแบบ
ฝา่ ยหนง่ึ ได้ประโยชนแ์ ละอกี ฝ่ายไมไ่ ด้และ ปรสิต
ไม่เสยี ประโยชน์
ก. ปรสิต ก. เปน็ ภาวะที่ฝ่ายหนึง่ ไดป้ ระโยชน์และ
ข. แข่งขันกนั อีกฝ่ายเสียประโยขน์
ค. พ่ึงพาอาศยั
ง. องิ อาศัย ข. สงิ่ มีชีวติ ที่ปรสติ อาศัยเรยี กว่า โฮสต์
(Host)
9. ขอ้ ใดเปน็ ความสมั พนั ธท์ ีต่ ่างฝา่ ยได้
ประโยชน์ การแยกกนั อยู่จะทาให้ ค. สามารถเขยี นไดเ้ ป็น (+.-) หรือ (-, +)
เกิดผลเสีย ง. ตัวอยา่ ง เช่น ไรแดง-ปลาหางนกยูง
ก. ไดป้ ระโยชนร์ ว่ มกนั
ข. พงึ่ พาอาศยั
ค. อิงอาศยั
ง. กลาง
ชุดท่ี 2 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งส่งิ มีชีวิตในระบบนิเวศ
19
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
ข้อที่ เฉลย
1ก
2ข
3ค
4ง
5ก
6ค
7ข
8ง
9ค
10 ง
ชุดท่ี 2 ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชวี ติ ในระบบนเิ วศ
20
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
ข้อที่ เฉลย
1ก
2ข
3ค
4ง
5ก
6ค
7ข
8ง
9ค
10 ง
ชดุ ท่ี 2 ความสัมพันธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ ในระบบนิเวศ
21
เฉลยกจิ กรรมที่ 1
สำรวจรูปแบบควำมสัมพันธร์ ะหวำ่ งสิ่งมีชีวิต
ภำยในโรงเรียน
จดุ ประสงค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์
อธบิ ายรูปแบบความสัมพันธข์ องสิ่งมชี วี ติ ทไี่ ด้
• การสงั เกต
จากการสารวจ • การจาแนกประเภท
• การลงความเหน็ ข้อมลู
ระบปุ ญั หำ จติ วทิ ยำศำสตร์
ส่ิงมีชวี ติ ต่าง ๆ ในระบบนิเวศมคี วามสัมพันธ์กนั
• ความสนใจใฝ่รู้
อยา่ งไร • ความรอบคอบ
• การทางานรว่ มกับผอู้ นื่ ได้อย่าง
สมมติฐำน สร้างสรรค์
..........................................................................
........................................................................................
อุปกรณ์
1. แวน่ ขยาย
2. กลอ้ งถา่ ยรูป
3. สมดุ บันทกึ
4. อุปกรณเ์ คร่อื งเขียน
วธิ ีกำรทดลอง
1. นกั เรียนแบง่ กลมุ่ ละ 5-6 คน ร่วมกนั สารวจพนื้ ท่ภี ายในโรงเรียน โดยกาหนดขอบเขต
บริเวณทีศ่ ึกษา
2. สงั เกตและบันทกึ ความสมั พนั ธข์ องส่ิงมีชวี ิตที่พบในของเขตบรเิ วณทีศ่ กึ ษา
3. รวบรวมและวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพื่อระบคุ วามสัมพันธ์ของสง่ิ มีชีวิตจากการสารวจวา่ สงิ่ มีชีวิต
ชนิดใดเปน็ ฝ่ายไดป้ ระโยชน์ สิ่งมีชีวติ ใดเปน็ ฝา่ ยเสยี ประโยชน์ หรอื สิ่งมีชีวิตใดไมไ่ ดแ้ ละไม่
เสยี ประโยชน์
ชุดที่ 2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี วี ิตในระบบนเิ วศ
22
เฉลยกิจกรรมท่ี 1
สำรวจรปู แบบควำมสัมพันธร์ ะหว่ำงส่ิงมชี วี ติ
ภำยในโรงเรยี น
บันทึกผลกำรทดลอง
สง่ิ มชี ีวิตท่อี ยู่ รปู แบบ ฝำ่ ยทไี่ ด้ ฝำ่ ยท่เี สยี ฝ่ำยทไ่ี ม่ไดแ้ ละ
ประโยชน์ ประโยชน์ ไมเ่ สยี ประโยชน์
รว่ มกัน ควำมสมั พนั ธ์
ข้ึนอย่กู ับผลการสารวจของนักเรียน
อภปิ รำยผลกำรทดลอง
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
....................................................................................................................
คำถำมท้ำยกำรทดลอง
1. ในบริเวณทสี่ ารวจ สงิ่ มีชีวติ คใู่ ดบา้ งทม่ี คี วามสัมพันธก์ นั
..........................................................ข....้ึน......อ....ย......ูก่ ....ับ......ผ....ล....ก......า....ร....ส......า..ร....ว....จ......ข..อ......ง....น....กั......เ..ร....ยี....น..................................................................................................
2. จากขอ้ 1 ส่ิงมีชวี ติ ชนิดใดได้ประโยชน์ เสยี ประโยชน์ หรือไมไ่ ด้และไมเ่ สยี ประโยชนจ์ าก
การอยู่ร่วมกนั
........................................................ข....ึ้น......อ....ย....กู่......บั ....ผ....ล......ก....า....ร....ส......า....ร....ว....จ....ข....อ....ง....น......ัก....เ....ร....ีย....น....................................................................................................
ชดุ ท่ี 2 ความสมั พันธร์ ะหว่างสิ่งมชี ีวิตในระบบนเิ วศ
23
เฉลย แบบฝกึ หัดทบทวนควำมรู้
เรอื่ ง องค์ประกอบของระบบนิเวศ
ชอ่ื – สกลุ ชน้ั เลขท่ี
คำชแ้ี จง พจิ ารณาส่งิ มชี วี ิตแต่ละคู่ในตาราง แลว้ อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตใหถ้ กู ต้อง
ส่ิงมชี ีวิต รปู แบบ ฝำ่ ยที่ได้ รำยละเอียดควำมสัมพันธ์
ควำมสมั พนั ธ์ ประโยชน์
ฉลามกบั ภาวะองิ อาศยั เหาฉลาม เหาฉลามเป็นปลาทเ่ี กาะติดกับฉลาม ซึ่งจะ
เหาฉลาม ไดเ้ ศษอาหารท่ฉี ลามกันเหลอื แตฉ่ ลาม
ไม่ได้และไมเ่ สยี ประโยชน์
โพรโตซวั ใน ภาวะพง่ึ พา โพรโทซัวและ โพรโทซวั ได้ท่ีอย่อู าศยั และอาหารจากปลวก
ลาไสป้ ลวก ปลวก ส่วนปลวกอาศยั โพรโทซัวช่วยย่อยไมท้ ี่
ปลวกกนิ เปน็ อาหาร
กาฝากบน ภาวะปรสิต กาฝาก กาฝากใช้รากแทงเข้าสทู่ อ่ ลาเลียงของตน้ ไม้
ตน้ ไม้ เพือ่ ดดู น้าและแร่ธาตจุ ากต้นไม้
ไลเคน ภาวะพง่ึ พา ราและสาหร่าย สาหร่ายสรา้ งอาหารผา่ นกระบวนการ
สงั เคราะห์ด้วยแสงซึ่งได้ความช้ืนจากรา
ส่วนราไดร้ ับอาหารทีส่ าหร่ายสร้างขนึ้
มดดากบั ภาวะได้ มดดาและเพลีย้ มดดาไดน้ า้ หวานจากเพลีย้ ส่วนเพล้ีย
เพล้ยี ประโยชน์ อาศัยมดดาในการเคลือ่ นที่ไปดดู นา้ เล้ยี ง
รว่ มกนั จากทอ่ ลาเลยี งของตน้ ไม้
พยาธใิ น ภาวะปรสติ พยาธิ พยาธอิ ยใู่ นลาไส้ แล้วดูดแร่ธาตุจาก
ลาไสค้ น รา่ งกายของสงิ่ มีชีวติ ซึง่ อาจทาใหเ้ กิดการ
อกั เสบและติดเชอื้ โรคต่าง ๆ ได้
แบคทเี รียใน ภาวะพึง่ พา แบคทีเรียไร แบคทเี รียนไรโซเบยี มไดอ้ าหารและแหล่งท่ี
ปมรากถว่ั โซเบยี มและถ่ัว อยู่ สว่ นถัว่ ได้รบั ธาตอุ าหารไนโตรแจนที่
เกิดจากการตรึงแก๊สไนโตรเจนของ
แบคทเี รยี
ชดุ ที่ 2 ความสมั พันธร์ ะหว่างสิ่งมชี วี ติ ในระบบนิเวศ
24
สรุปควำมรเู้ ปน็ แผนที่ควำมคดิ (Mind Mapping)
ชดุ ท่ี 2 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างส่งิ มีชวี ติ ในระบบนเิ วศ
25
แบบบนั ทกึ คะแนน
คะแนน่กอนเรียน
ิกจกรรม
ที่ ช่อื สกุลแบบฝึกหัด
ห ัลงเรียน
10 10 14 10 10 44ผังควำม ิคด
1 รวม
2
3
หมายเหตุ
นักเรยี นต้องได้คะแนนไมต่ ่ากวา่ รอ้ ยละ 80 ถอื ว่าผา่ น คอื 35 คะแนน
ชุดที่ 2 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสงิ่ มีชวี ติ ในระบบนเิ วศ
บรรณำนกุ รม
สธุ ารี คาจีนศรี และ ภคพร จิตตรขี นั ธ์. (2560). หนงั สือเรยี นวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี เล่ม 1
ชนั้ มัธมศึกษำปที ี่ 3. พมิ พ์คร้งั ท่ี 3. กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญทศั น์.
เอกรัฐ วงศส์ วสั ดิแ์ ละธนากร แสงเรืองรอบ. (2560). สมั ฤทธมิ์ ำตรฐำน วทิ ยำศำสตร์ เล่ม 1
ชน้ั มธั มศกึ ษำปีที่ 3. พมิ พค์ ร้ังท่ี 3. กรงุ เทพมหานคร : อกั ษรเจรญิ ทศั น์.
ชุดที่ 2 ความสมั พนั ธ์ระหว่างส่งิ มชี วี ิตในระบบนเิ วศ