รายงาน
เรือ่ ง ปญั หาของหลักสูตรในประเทศไทย และแนวโน้มในการพฒั นาหลกั สูตรในศตวรรษท่ี21
เสนอ
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.พชั รีภรณ์ บางเขยี ว
โดย
นายศรราม ร่งุ สว่าง
รหสั นักศกึ ษา 6421114003
รายงานเล่มน้เี ปน็ ส่วนหน่ึงของวิชา พัฒนาหลักสูตร
ภาคเรียนที่1/2565
กล่มุ วชิ าชีพครู คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
คำนำ
รายงานเลม่ นีเ้ ป็นสว่ นหน่งึ ของวชิ า พฒั นาหลกั สตู ร ซ่งึ รายงานเลม่ นีจ้ ะกลา่ วถงึ ปัญหา และแนวโนม้ ของ
หลกั สตู รในศตวรรษท่ี21 ซ่งึ ผจู้ ดั ทาไดจ้ ดั ทาเนือ้ หาดงั ต่อไปนี้
หลกั สตู รปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช2551 (ฉบับปรับปรุง2560)
หลกั สูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพ พุทธศกั ราช2562
หลักสตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชั้นสงู พุทธศกั ราช2563
หลักสูตรปรญิ ญาตรสี ายเทคโนโลยหี รอื สายปฏบิ ตั กิ าร พทุ ธศกั ราช 2562
หลักสตู รอดุ มศกึ ษา พทุ ธศกั ราช 2565
รายงานเลม่ น้ี จัดทำเพื่อให้ผู้ท่กี ำลงั ศึกษา หรือผู้ทีก่ ำลังจะเรียนรใู้ นเร่ืองของการพัฒนาหลักสตู ร การนำปัญหา
ของหลักสตู รในประเทศไทย เพอ่ื นำไปต่อยอดในการเรยี นรู้ในอนาคต
ผจู้ ดั ทำหวังเปน็ อย่างย่ิงวา่ รายงานเลม่ นีจ้ ะกอ่ ใหเ้ กิดแก่ผู้ท่กี ำลงั ศึกษาได้มากทส่ี ดุ และถา้ ผดิ พลาดประการ
ใด ทางผจู้ ดั ทำต้องขออภยั มา ณ ท่ีนด้ี ว้ ย
ศรราม รุ่งสว่าง
สารบัญ
สภาพปัจจบุ นั ของหลกั สตู รไทย ............................................................................................................................ 1
หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560 ..................................................................................................... 1
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง2560)....................................................... 6
หลกั สตู รประกาศนียบตั รวชิ าชีพ พทุ ธศกั ราช2562 ............................................................................................ 12
หลกั สตู รประกาศนียบตั รวชิ าชีพชน้ั สงู พทุ ธศกั ราช2563..................................................................................... 17
หลกั สตู รปรญิ ญาตรสี ายเทคโนโลยหี รือสายปฏบิ ตั กิ าร พทุ ธศกั ราช 2562.............................................................. 22
หลกั สตู รอดุ มศกึ ษา พทุ ธศกั ราช 2565 ............................................................................................................ 25
ปัญหาของหลกั สตู รไทยในปัจจบุ นั ...................................................................................................................... 28
ปัญหาของหลกั สตู รปฐมวยั ............................................................................................................................ 28
ปัญหาของหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน ............................................................................................ 29
ปญั หาของหลกั สตู รประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) และประกาศนียบตั รวชิ าชีพชนั้ สูง(ปวส.) และหลักสตู รปรญิ ญาตรสี าย
เทคโนโลยีหรือสายปฏบิ ตั ิการ......................................................................................................................... 31
ปญั หาของหลักสูตรอดุ มศกึ ษา ....................................................................................................................... 34
แนวโน้มการพฒั นาหลกั สูตรในศตวรรษท่ี21......................................................................................................... 36
แนวโน้มการพฒั นาหลกั สูตรปฐมวัย พุทธศกั ราช2560....................................................................................... 36
แนวโนม้ การพฒั นาหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรุง๒๕๖๐) ....................... 38
แนวโน้มการพฒั นาหลักสูตรประกาศนียบตั รวชิ าชีพ(ปวช.) และประกาศนียบตั รวิชาชีพชนั้ สูง(ปวส.) และหลกั สูตร
ปรญิ ญาตรีสายเทคโนโลยหี รือสายปฏิบตั ิการ.................................................................................................... 40
แนวโน้มการพฒั นาหลักสตู รอดุ มศกึ ษา พุทธศกั ราช 2565.................................................................................. 44
สรุป............................................................................................................................................................... 47
บรรณานกุ รม ...................................................................................................... ผิดพลาด! ไม่ไดก้ าหนดบกุ๊ มารก์
1
สภาพปัจจุบันของหลกั สูตรไทย
หลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560
จดุ มงุ่ หมายของหลักสูตรปฐมวยั สำหรบั เดก็ อายตุ ่ำกว่า 3 ปี
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย สำหรบั เด็กอำยตุ ำ่ กว่า 3 ปี มงุ่ ส่งเสริมใหเ้ ดก็ มพี ัฒนการดา้ นร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สงั คม และสตปิ ัญญา ท่เี หมาะสมกบั วยั ความสามารถ ความสนใจ และความแตกตา่ งระหว่าง บุคคล ดงั น้ี
1. รา่ งกายเจรญิ เติบโตตามวยั แขง็ แรง และมีสขุ ภาพดี
2. สขุ ภาพจติ ดแี ละมคี วามสขุ
3. มีทกั ษะชีวติ และสรา้ งปฏิสัมพันธ์กบั บุคคลรอบตัว และอยรู่ ว่ มกบั ผู้อ่นื ไดอ้ ยำ่ งมีความสุข
4. มีทักษะกำรใชภ้ าษาส่อื สำร และสนใจเรยี นรูส้ ่ิงตา่ ง ๆ
จุดมุ่งหมายของหลักสตู รปฐมวยั สำหรับเดก็ อายุต้ังแต่ 3 - 6 ปี
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย สำหรบั เด็กอายุ 3 - 6 ปี มุง่ ให้เดก็ มีพฒั นาการตามวยั เตม็ ตามศกั ยภาพ และมี
ความพร้อม ในการเรียนรตู้ ่อไป จงึ กำหนดจุดหมายเพ่ือให้เกดิ กบั เด็กเมื่อจบการศึกษาระดับปฐมวัย ดงั นี้
1. รา่ งกายเจรญิ เตบิ โตตามวัย แข็งแรง และมีสขุ นิสยั ท่ดี ี
2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรยี ภาพ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจิตใจทดี่ ีงาม
3. มีทักษะชวี ิตและปฏิบัติตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มวี นิ ัย และอยู่ รว่ มกับผู้อืน่ ได้อยา่ งมีความสุข
4. มที กั ษะการคิด การใชภ้ าษาส่ือสาร และการแสวงหาความรไู้ ด้เหมาะสมกบั วัย
2
เนอ้ื หาสาระการเรยี นรู้ของหลักสตู รปฐมวยั พุทธศกั ราช2560
ประสบการณ์สำคัญ
ประสบการณ์สำคัญ จะช่วยอธิบายให้ผู้สอนเข้าใจว่าเด็กปฐมวัยต้องทำอะไร เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว อย่างไร
และทุกประสบการณ์มีความสำคัญต่อพัฒนาการของเดก็ ชว่ ยแนะผู้สอนในการสังเกต สนับสนนุ และวางแผนการ
จัดกิจกรรมให้เด็ก ประสบการณ์สำคัญที่กำหนดไว้ในหลักสูตรมีความสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ของเด็ก
ตัวอย่างเช่น เด็กเข้าใจความหมายของพื้นที่ ระยะ ผ่านประสบการณ์สำคัญการบรรจุและเทออก ดังนั้นผู้สอนจึง
วางแผนจัดกิจกรรมให้เด็กเล่นบรรจุทราย/น้ำลงในภาชนะหรือถ่ายเททราย/น้ำออกจากภาชนะต่างๆ ขณะเล่น
ทรายเล่นน้ำ เด็กจะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำคัญซ้ำแล้วซ้ำอีก มีการปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ สิ่งของ ผู้ใหญ่ และเด็ก
อื่น ฯลฯ ผู้สอนที่เข้าใจและเห็นความสำคัญจะยึดประสบการณ์สำคัญเป็นเสมือนเครื่องมือสำหรับการสังเกต
พัฒนาการเด็ก แปลการกระทำของเด็ก ช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสื่อ และช่วยวางแผนกิจกรรมในแต่ละวัน
ประสบการณส์ ำคัญสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี จะครอบคลมุ พฒั นาการทั้ง 4 ดา้ น คือ
1.ประสบการณส์ ำคญั ทีส่ ่งเสรมิ พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนบั สนุนให้เดก็ ได้มีโอกาสดแู ลสุขภาพและ
สุขอนามยั รักษาความปลอดภยั พัฒนากลา้ มเน้ือใหญแ่ ละกลา้ มเน้ือเล็ก
2.ประสบการณ์สำคญั ทสี่ ่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และจติ ใจ เปน็ การสนับสนนุ ใหเ้ ด็กไดแ้ สดงออกทางอารมณ์
และความรู้สกึ ทเี่ หมาะสมกับวยั มีความสขุ ร่าเริงแจ่มใสได้พฒั นาคณุ ธรรมจรยิ ธรรม สนุ ทรียภาพ ความรสู้ กึ ทดี่ ีตอ่
ตนเองและความเช่ือมั่นในตนเองขณะปฏบิ ตั ิกิจกรรมต่างๆ
3.ประสบการณส์ ำคญั ที่ส่งเสริมพัฒนาการดา้ นสังคม เปน็ การสนบั สนุนใหเ้ ด็กได้มโี อกาสปฏสิ มั พนั ธ์กบั บคุ คลและ
สิ่งแวดลอ้ มต่างๆรอบตัวจากการปฏิบตั ิกจิ กรรมต่างๆผ่านการเรียนรู้ทางสงั คม เชน่ การเล่น การทำงานกับผู้อนื่
การปฏิบัติกจิ วัตรประจำวนั การแก้ปญั หาขอ้ ขัดแยง้ ตา่ งๆ ฯลฯ
4.ประสบการณ์สำคญั ทส่ี ง่ เสริมพฒั นาการดา้ นสตปิ ัญญา เป็นการสนบั สนนุ ใหเ้ ดก็ ได้รบั รู้ เรยี นรสู้ ง่ิ ต่างๆรอบตวั
ดว้ ยประสาทสมั ผัสทั้งหา้ ผ่านการคิด การใช้ภาษา การสงั เกต การจำแนกและเปรียบเทียบ จำนวน มิตสิ มั พันธ์
(พืน้ ที/่ ระยะ) และเวลา
3
สาระท่คี วรเรยี นรู้
สาระในส่วนนี้กำหนดเฉพาะหัวข้อไม่มีรายละเอียดทั้งนี้ เพื่อประสงค์จะให้ผู้สอนสามารถกำหนดรายละเอียด
ขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ ความสนใจของเด็ก อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดยคำนึงถึงประสบการณ์
และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจรงิ ของเด็ก ผู้สอนสามารถนำสาระที่ควรเรยี นรู้มาบูรณาการ จัดประสบการณ์ตา่ งๆให้งา่ ย
ต่อการ เรียนรู้ ทั้งนี้มิได้ประสงค์ให้เด็กท่องจำเนื้อหา แต่ต้องการให้เด็กเกิดแนวคิดหลังจากนำ สาระการเรียนรู้
น้ันๆมาจัดประสบการณ์ให้เด็กเพื่อให้บรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ สาระที่ควรเรียนรู้ยังใช้เป็นแนวทาง
ช่วยผู้สอนกำหนดรายละเอียดและความยากง่ายของเนื้อหาให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก สาระที่ควรเรียนรู้
ประกอบด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ธรรมชาติรอบตัว และส่ิง
ตา่ งๆรอบตวั เด็ก ดังนี้
1.เรื่องราวเก่ียวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักช่ือ นามสกุล รูปร่าง หน้าตาของตน รู้จักอวัยวะต่างๆ และวิธีระวังรักษา
ร่างกายให้สะอาด ปลอดภัย มีสุขอนามัยที่ดี เรียนรู้ที่จะเล่นและ ทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองคนเดียวหรือกับผู้อื่น
ตลอดจนเรียนรทู้ จ่ี ะแสดงความคิดเหน็ ความร้สู กึ และแสดงมารยาททด่ี ี
2.เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรได้มีโอกาสรู้จักและรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว
สถานศึกษา ชมุ ชน รวมทงั้ บคุ คลตา่ งๆที่เดก็ ตอ้ งเกย่ี วข้อง หรือมีโอกาสใกลช้ ิดและมปี ฏสิ ัมพันธใ์ นชวี ติ ประจำวนั
3.ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรจะได้รู้จักสิ่งมีชีวิตที่เป็นต้นไม้ ดอกไม้ สัตว์ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกที่
แวดลอ้ มเดก็ ตามธรรมชาติ เชน่ ฤดกู าล กลางวนั กลางคืน ฯลฯ
4.สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรจะได้รู้จักสิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะและการสื่อสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ใน
ชีวิตประจำวันของเดก็
4
การจัดประสบการณเ์ รียนรู้ของหลกั สูตรปฐมวัย พุทธศกั ราช2560
หลักการสำคัญในการจดั ประสบการณส์ ำหรับเดก็ ปฐมวัย ดงั น้ี
1.จดั ประสบการณ์การเล่นและการเรียนร้เู พอ่ื พฒั นาเด็กโดยองค์รวมอย่างต่อเน่ือง
2.เนน้ เด็กเปน็ สำคญั สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลและบริบทของ สงั คมที่เดก็
อาศัยอยู่
3.จัดใหเ้ ด็กได้รบั การพัฒนาโดยใหค้ วามสำคัญทงั้ กับกระบวนการและผลผลิต
4.จดั การประเมินพฒั นาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเน่ืองและเป็นส่วนหนง่ึ ของการจัด ประสบการณ์
5.ใหผ้ ปู้ กครองและชมุ ชนมสี ว่ นร่วมในการพัฒนาเดก็
การประเมินพฒั นาการของหลกั สูตรปฐมวัย พุทธศกั ราช2560
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560 กาํ หนดเปา้ หมายคณุ ภาพของเด็กปฐมวัย โดยยึดพัฒนาการเด็ก
ปฐมวัยดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสตปิ ัญญา ดังน้ี
1) พฒั นาการดา้ นร่างกาย เป็นการเปลย่ี นแปลงความสามารถของร่างกายในการเคล่ือนไหว สุขภาพอนามยั ท่ีดี
รวมถงึ การใช้มือกับตาทป่ี ระสานสมั พนั ธ์กันในการทาํ กิจกรรมตา่ งๆ การประเมนิ พฒั นาการดา้ นร่างกาย
ประกอบด้วย การประเมินน้ำหนักและสว่ นสงู ตามเกณฑ์ สขุ ภาพอนามยั สขุ นิสัยที่ดี การรกั ษาความปลอดภยั ของ
ตนเองและผูอ้ ่นื การเคล่ือนไหวร่างกายและการทรงตัว และการใชม้ ือและตาประสานสมั พันธก์ ัน
2) พัฒนาการด้านอารมณ์ จติ ใจ เป็นความสามารถในการแสดงอารมณแ์ ละความรู้สึก โดยท่ี เด็กรูจ้ กั ควบคุม
อารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมกบั วัยและสถานการณ์ เพ่ือเผชิญกับเหตุการณต์ า่ งๆ ตลอดจนการรูส้ ึกที่ดตี ่อ
ตนเองและผู้อื่น การประเมนิ พฒั นาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย
การประเมนิ ความสามารถใน การแสดงออกทางอารมณไ์ ด้อยา่ งเหมาะสม การมีความรู้สกึ ท่ดี ตี ่อตนเองและผู้อน่ื มี
ความสนใจ มคี วามสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
5
ซือ่ สตั ยส์ จุ ริต มีเมตตากรณุ า มนี ้าํ ใจและช่วยเหลือ แบง่ ปัน มีความเห็นอกเห็นใจผู้อน่ื และความรับผิดชอบ
3) พัฒนาการดา้ นสงั คม เปน็ ความสามารถในการสร้างสมั พนั ธภาพกบั ผู้อื่น ปรบั ตวั ในการเล่น และอย่รู ่วมกับผู้อื่น
สามารถทําหน้าท่ีตามบทบาทของตน ทํางานร่วมกับผู้อ่ืน รู้กาลเทศะ สามารถช่วยเหลอื ตนเอง ในชีวติ ประจาํ วนั
เรยี นร้กู ารปรบั ตัวใหเ้ ข้ากบั เด็กอน่ื ร้จู ักร่วมมือในการเลน่ กับกลุ่มเพ่ือน ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลงใน การเล่น รจู้ ักรอ
คอยตามลาํ ดบั ก่อน - หลัง การประเมนิ พัฒนาการดา้ นสงั คม ประกอบด้วย การประเมินความมวี ินยั ในตนเอง
ความสามารถ ในการชว่ ยเหลือตนเองในการปฏบิ ตั ิกิจวตั รประจาํ วัน ประหยดั และพอเพยี ง การดูแลรกั ษา
ธรรมชาตแิ ละ สง่ิ แวดล้อม การมีมารยาทตามวัฒนธรรมไทยและรักความเปน็ ไทย การยอมรบั ความเหมอื นและ
ความแตกต่าง ระหวา่ งบุคคล การมปี ฏิสัมพนั ธท์ ี่ดีกบั ผอู้ ่ืน การปฏบิ ตั ติ นเบอื้ งต้นในการเป็นสมาชกิ ท่ดี ีของสังคม
4) พฒั นาการด้านสตปิ ัญญา เปน็ การเปลี่ยนแปลงความสามารถทางสมองท่ีเกิดขนึ้ จากการเรียนรู้ สงิ่ ต่างๆ รอบตวั
และความสัมพนั ธ์ระหว่างตนเองและส่ิงแวดลอ้ มดว้ ยการรับรู้ สังเกต จดจาํ วิเคราะห์ รคู ิด รู้เหตุผล และแกป้ ญั หา
ทําให้สามารถปรับตัวและเพิ่มทกั ษะใหม่ ซ่ึงแสดงออกด้วยการใช้ภาษาส่อื ความหมาย และการกระทํา เด็กวัยน้ี
สามารถโต้ตอบหรือมีปฏสิ ัมพันธ์กับวตั ถุและสิ่งของทอ่ี ยรู่ อบตัวได้ สามารถจาํ ส่งิ ต่างๆ
6
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง2560)
จดุ มุ่งหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน มงุ่ พัฒนาผู้เรียนใหเ้ ป็นคนดี มปี ัญญา มี ความสุข มีศักยภาพในการศกึ ษา
ต่อ และประกอบอาชพี จงึ กำหนดเปน็ จดุ หมายเพ่ือให้เกดิ กบั ผู้เรียน เม่อื จบการศึกษาข้ันพื้นฐาน ดงั นี้
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มท่ีพงึ ประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มวี ินยั และปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรม
ของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนับถือ ยดึ หลกั ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มคี วามรู้ ความสามารถในการสอ่ื สาร การคิด การแกป้ ัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทกั ษะชีวติ
3. มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ทดี่ ี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย
4. มคี วามรกั ชาติ มจี ิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ ม่นั ในวิถชี วี ิต และการปกครองตาม
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข
5. มีจติ สำนึกในการอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมและภมู ิปญั ญาไทย การอนุรักษ์และพฒั นา สิง่ แวดล้อม มีจิตสาธารณะ
ทีม่ งุ่ ทำประโยชนแ์ ละสร้างสิ่งทีด่ งี ามในสังคม และอยรู่ ว่ มกันใน สงั คมอย่างมีความสุข
7
เนอ้ื หาสาระการเรียนรู้ของหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช2551 (ฉบับปรับปรงุ 2560)
สาระการเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซ่ึง
กำหนดให้ผู้เรยี นทกุ คนในระดับการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐานจำเป็นต้องเรียนรู้ โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดงั นี้
1.ภาษาไทย
2.คณติ ศาสตร์
3.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4.สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5.สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
6.ศลิ ปะ
7.การงานอาชีพ
8.ภาษาต่างประเทศ
8
การจัดการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้เปน็ กระบวนการสำคัญในการนำหลักสตู รสกู่ ารปฏบิ ัติ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน เปน็ หลักสตู รท่มี ีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ของผ้เู รยี น เปน็
เป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน
ในการพัฒนาผ้เู รยี นให้มคี ุณสมบตั ิตามเปา้ หมายหลักสตู ร ผูส้ อนพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้
จดั การเรียนรโู้ ดยชว่ ยให้ผ้เู รยี นเรียนร้ผู า่ นสาระทีก่ ำหนดไว้ในหลกั สูตร ๘ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ รวมทงั้ ปลูกฝัง
เสริมสร้างคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ พฒั นาทกั ษะต่างๆ อันเปน็ สมรรถนะสำคัญให้ผู้เรียนบรรลตุ ามเปา้ หมาย
1. หลักการจัดการเรียนรู้
การจัดการเรียนร้เู พือ่ ให้ผเู้ รียนมคี วามรูค้ วามสามารถตามมาตรฐานการเรยี นรู้ สมรรถนะสำคัญ และ
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ตามท่ีกำหนดไว้ในหลกั สูตรแกนกลางการศึกษา
ขนั้ พืน้ ฐาน โดยยดึ หลกั ว่า ผเู้ รียนมคี วามสำคญั ท่ีสดุ เช่อื ว่าทกุ คนมีความสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ ยึด
ประโยชน์ท่ีเกดิ กับผเู้ รียน กระบวนการจดั การเรยี นรู้ตอ้ งส่งเสรมิ ใหผ้ ้เู รยี น สามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็ม
ตามศกั ยภาพ คำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลและพฒั นาการทางสมอง เนน้ ให้ความสำคัญทง้ั ความรู้ และ
คุณธรรม
2. กระบวนการเรยี นรู้
การจัดการเรียนรูท้ ่เี นน้ ผูเ้ รียนเปน็ สำคญั ผ้เู รียนจะต้องอาศยั กระบวนการเรียนรู้ที่
หลากหลาย เป็นเคร่อื งมอื ทีจ่ ะนำพาตนเองไปสเู่ ปา้ หมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรทู้ ่จี ำเป็นสำหรับผู้เรียน
อาทิ กระบวนการเรยี นรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสรา้ งความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสงั คม
กระบวนการเผชญิ สถานการณแ์ ละแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้
จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏบิ ตั ิ ลงมอื ทำจรงิ กระบวนการจดั การ กระบวนการวจิ ยั กระบวนการ
เรียนรกู้ ารเรยี นรูข้ องตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนสิ ัย
กระบวนการเหล่านี้เปน็ แนวทางในการจัดการเรียนรทู้ ี่ผ้เู รียนควรได้รบั การฝกึ ฝน พัฒนา เพราะจะ
สามารถช่วยให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรยี นร้ไู ด้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังน้ัน ผ้สู อน
จึงจำเป็นต้องศึกษาทำความเขา้ ใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพือ่ ให้สามารถเลือกใชใ้ นการจัดกระบวนการ
เรยี นรู้ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
3. การออกแบบการจัดการเรียนรู้
ผสู้ อนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เขา้ ใจถงึ มาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชี้วดั สมรรถนะสำคัญ
ของผู้เรยี น คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ และสาระการเรยี นร้ทู เี่ หมาะสมกับผูเ้ รยี น แล้วจงึ พจิ ารณาออกแบบการ
จัดการเรยี นนรโู้ ดยเลอื กใช้วธิ ีสอนและเทคนิคการสอน ส่อื /แหลง่ เรียนรู้ การวัดและประเมินผล เพอื่ ให้ผู้เรียนได้
พฒั นาเตม็ ตามศักยภาพและบรรลตุ ามเป้าหมายที่กำหนด
9
4. บทบาทของผสู้ อนและผู้เรยี น
การจดั การเรียนร้เู พ่ือให้ผ้เู รยี นมคี ณุ ภาพตามเปา้ หมายของหลักสตู ร ทั้งผสู้ อนและผเู้ รียนควรมี
บทบาท ดังน้ี
4.1 บทบาทของผู้สอน
1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเปน็ รายบคุ คล แล้วนำข้อมลู มาใช้ในการวางแผน
การจดั การเรียนรู้ ท่ีท้าทายความสามารถของผู้เรียน
2) กำหนดเปา้ หมายท่ีต้องการให้เกดิ ข้นึ กบั ผเู้ รียน ด้านความรูแ้ ละทักษะ
กระบวนการ ท่เี ป็นความคดิ รวบยอด หลกั การ และความสัมพนั ธ์ รวมท้งั คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
3) ออกแบบการเรียนร้แู ละจดั การเรียนรทู้ ่ตี อบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลและ
พัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสเู่ ป้าหมาย
4) จัดบรรยากาศทเี่ อื้อตอ่ การเรียนรู้ และดูแลชว่ ยเหลือผเู้ รียนใหเ้ กิดการเรียนรู้
5) จัดเตรยี มและเลือกใช้ส่ือใหเ้ หมาะสมกบั กิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถนิ่
เทคโนโลยที ่ีเหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจดั การเรียนการสอน
6) ประเมินความกา้ วหน้าของผเู้ รียนดว้ ยวิธีการท่หี ลากหลาย เหมาะสมกบั
ธรรมชาติของวชิ าและระดับพัฒนาการของผเู้ รียน
7) วเิ คราะหผ์ ลการประเมนิ มาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผ้เู รยี น รวมทั้ง
ปรบั ปรงุ การจัดการเรยี นการสอนของตนเอง
4.2 บทบาทของผเู้ รยี น
1) กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรียนร้ขู องตนเอง
2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วเิ คราะห์ สังเคราะหข์ อ้ ความรู้ ต้ังคำถาม คดิ
หาคำตอบหรือหาแนวทางแก้ปญั หาด้วยวิธีการต่าง ๆ
3) ลงมอื ปฏิบตั จิ ริง สรปุ ส่ิงทีไ่ ด้เรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง และนำความรไู้ ปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์
ต่าง ๆ มปี ฏิสัมพนั ธ์ ทำงาน ทำกจิ กรรมร่วมกบั กล่มุ และครู
4)ประเมนิ และพฒั นากระบวนการเรียนรขู้ องตนเองอยา่ งต่อเนื่อง
10
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ก า ร ว ั ด แ ล ะ ป ร ะ เ ม ิ น ผ ล ก า ร เ ร ี ย น ร ู ้ ข อ ง ผ ู ้ เ ร ี ย น ต ้ อ ง อ ย ู ่ บ น ห ล ั ก ก า ร พ ื ้ น ฐ า น ส อ ง ป ร ะ ก า ร คื อ
การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ประสบ
ผลสำเรจ็ นน้ั ผู้เรียนจะตอ้ งไดร้ ับการพัฒนาและประเมินตามตวั ชีว้ ัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการเรยี นรู้ สะท้อน
สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการ
เรียนร้ใู นทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับช้ันเรียน ระดบั สถานศึกษา ระดับเขตพื้นท่ีการศึกษา และระดับชาติ การวัด
และประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียนโดยใชผ้ ลการประเมินเปน็ ขอ้ มูลและสารสนเทศ
ท่แี สดงพฒั นาการ ความกา้ วหน้า และความสำเร็จทางการเรยี นของผู้เรียน ตลอดจนข้อมลู ท่ีเป็นประโยชน์ต่อการ
สง่ เสริมให้ผู้เรยี นเกดิ การพฒั นาและเรียนร้อู ยา่ งเต็มตามศกั ยภาพ
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับ
เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา และระดบั ชาติ มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี
1. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอน
ดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การ
ซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การ
ใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน
ผู้ปกครองร่วมประเมนิ ในกรณีท่ีไมผ่ า่ นตัวชวี้ ัดใหม้ ีการสอนซอ่ มเสรมิ
การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าใน
การเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับ
การพัฒนาปรับปรุงแล ะส่ งเสริ มใน ด้าน ใด นอกจากนี้ยังเป็น ข้ อ มูลให ้ผู้ส อนใช ้ปรั บ ป รุ ง
การเรยี นการสอนของตนดว้ ย ทงั้ น้ีโดยสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ชว้ี ัด
2. การประเมินระดับสถานศกึ ษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพื่อตดั สนิ ผลการเรียนของ
ผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ
กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น นอกจากนเ้ี พื่อให้ไดข้ ้อมูลเกีย่ วกับการจัดการศึกษาของสถานศกึ ษา ว่าสง่ ผลต่อการเรียนรู้
ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนใน
สถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพ่ือ
การปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกนั คุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษา
11
ต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พ้นื ฐาน ผู้ปกครองและชมุ ชน
3. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษา
ตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการโดยประเมินคุณภาพ
ผลสมั ฤทธข์ิ องผูเ้ รียนด้วยขอ้ สอบมาตรฐานท่จี ัดทำและดำเนนิ การโดยเขตพน้ื ท่ีการศึกษา หรอื ด้วยความรว่ มมือกับ
หน่วยงานต้นสังกัด ในการดำเนินการจัดสอบ นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมิน
ระดบั สถานศึกษาในเขตพ้นื ท่กี ารศึกษา
4. การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐาน
การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียน ในชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการ
ประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการ
วางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายของ
ประเทศ
ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริม
สนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐาน ความแตกต่างระหว่างบุคคลที่จำแนกตามสภาพ
ปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่มผู้เรียนทีม่ ีความสามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนที่มีผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นต่ำ กลุ่มผูเ้ รยี นท่ีมปี ัญหาด้านวินยั และพฤติกรรม กลมุ่ ผู้เรียนที่ปฏิเสธโรงเรยี น กลมุ่ ผู้เรยี นที่มีปัญหา
ทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจของ
สถานศึกษาในการดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบ
ความสำเร็จในการเรียน
สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการ
เรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็นข้อกำหนดของหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน เพือ่ ให้บคุ ลากรท่เี กี่ยวขอ้ งทกุ ฝ่ายถือปฏบิ ัติร่วมกนั
12
หลกั สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชีพ พุทธศักราช2562
จุดหมายของหลักสูตร
1. เพ่ือใหม้ ีความรูท้ กั ษะและประสบการณใ์ นงานอาชพี สอดคลอ้ งกบั มาตรฐานวชิ าชีพ สามารถนาไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นการปฏิบตั งิ านอาชีพไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ เลอื กวถิ ีการดารงชวี ิต และการประกอบ อาชพี ได้
อย่างเหมาะสมกบั ตน สรา้ งสรรคค์ วามเจรญิ ต่อชมุ ชน ทอ้ งถ่ินและประเทศชาติ
2. เพ่ือใหเ้ ป็นผมู้ ีปัญญา มีความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรคใ์ ฝ่ เรียนรูเ้ พ่ือพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตและการประกอบอาชพี มี
ทกั ษะการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทกั ษะการเรียนรูต้ ลอดชวี ิต ทกั ษะการคิด วเิ คราะหแ์ ละการ
แกป้ ัญหา ทกั ษะดา้ นสขุ ภาวะและความปลอดภยั ตลอดจนทกั ษะการจดั การ สามารถสรา้ งอาชีพและพฒั นา
อาชพี ใหก้ า้ วหนา้ อย่เู สมอ
3. เพ่ือใหม้ ีเจตคติท่ีดีตอ่ อาชีพ มีความม่นั ใจและภาคภมู ใิ จในวิชาชพี ท่ีเรยี น รกั งาน รกั หนว่ ยงาน สามารถ
ทางานเป็นหม่คู ณะไดด้ ีโดยมคี วามเคารพในสิทธิและหนา้ ท่ีของตนเองและผอู้ ่ืน
4. เพ่ือใหเ้ ป็นผมู้ ีพฤตกิ รรมทางสงั คมท่ีดีงาม ทงั้ ในการทางาน การอย่รู ว่ มกนั การต่อตา้ นความรุนแรงและ
สารเสพติด มคี วามรบั ผิดชอบต่อครอบครวั หนว่ ยงาน ทอ้ งถ่ินและประเทศชาติดารงตนตามหลกั ปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียงเขา้ ใจและเหน็ คณุ ค่าของการอนรุ กั ษ์ศิลปวฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ินมีจติ สาธารณะ
และจิตสานกึ ในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสรา้ งสิ่งแวดลอ้ มท่ีดี
5. เพ่ือใหม้ ีบุคลกิ ภาพท่ีดีมมี นษุ ยสมั พนั ธม์ ีคณุ ธรรม จริยธรรม และวินยั ในตนเอง มีสขุ ภาพอนามยั ท่ีสมบรู ณ์
ทงั้ รา่ งกายและจิตใจเหมาะสมกบั งานอาชีพ
6. เพ่ือใหต้ ระหนกั และมีสว่ นรว่ มในการแกไ้ ขปัญหาเศรษฐกิจ สงั คม การเมืองของประเทศและโลก มีความรกั
ชาตสิ านึกในความเป็นไทย เสียสละเพ่ือสว่ นรวม ดารงรกั ษาไวซ้ ่ึงความม่นั คงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์
และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมขุ
13
หลกั เกณฑก์ ารใช้ หลกั สูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพ พทุ ธศักราช 2562
1. การเรยี นการสอน
1.1 การเรยี นการสอนตามหลักสตู รน้ีผเู้ รยี นสามารถลงทะเบียนเรยี นไดท้ ุกวิธีเรียนที่กาํ หนด และ นําผลการเรยี น
แต่ละวธิ ีมาประเมนิ ผลรว่ มกันได้สามารถขอเทียบโอนผลการเรยี น และขอเทียบโอนความรู้
และประสบการณ์ได้
1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏบิ ตั จิ ริง สามารถจัดการเรยี นการสอนไดห้ ลากหลาย
รปู แบบ เพื่อใหผ้ ้เู รียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธกี ารและการดําเนนิ งาน มที ักษะการปฏิบัตงิ านตาม
แบบแผนในขอบเขตสาํ คัญและบริบทตา่ ง ๆ ทีÉสมั พนั ธก์ นั ซ่ึงสว่ นใหญ่เปน็ งานประจาํ ให้คําแนะนาํ พ้ืนฐาน
ทตี่ อ้ งใชใ้ นการตดั สนิ ใจ วางแผนและแก้ไขปัญหาโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมในบางเร่ือง สามารถ
ประยุกตใ์ ช้ความร้ทู กั ษะทางวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการแก้ปัญหาและการ
ปฏบิ ัติงานในบรบิ ทใหม่ รวมท้ังรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อ่ืน ตลอดจนมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณ
วชิ าชีพ เจตคติและกจิ นสิ ัยที่เหมาะสมในการทาํ งาน
2. การจัดการศกึ ษาและเวลาเรยี น
การจัดการศึกษาในระบบปกติใช้ระยะเวลา 3 ปี การศกึ ษา การจดั เวลาเรียนใหด้ าํ เนินการ ดังนี้
2.1 ในปี การศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบง่ ภาคเรยี นออกเปน็ 2 ภาคเรียนปกตหิ รือระบบทวภิ าค ภาคเรยี นละ
18 สัปดาห์ รวมเวลาการวดั ผล โดยมีเวลาเรยี นและจาํ นวนหน่วยกิตตามที่กาํ หนด และสถานศึกษา
อาชวี ศกึ ษาหรือสถาบนั อาจเปดิ สอนภาคเรยี นฤดรู ้อนได้อีกตามที่เหน็ สมควร
2.2 การเรยี นในระบบชั้นเรยี น ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรอื สถาบนั เปดิ ทาํ การสอนไม่นอ้ ยกว่า
สัปดาห์ละ5 วนั ๆ ละไม่เกนิ 7 ชั่วโมง โดยกําหนดใหจ้ ดั การเรยี นการสอนคาบละ60 นาที
14
3. การคดิ หนว่ ยกิต
ใหม้ ีจาํ นวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกวา่ 103-110 หนว่ ยกิต การคิดหน่วยกติ ถือเกณฑด์ ังน้ี
3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรอื อภปิ ราย1 ช่ัวโมงตอ่ สปั ดาห์ หรอื 18 ชั่วโมงต่อภาคเรยี น
รวมเวลาการวดั ผล มคี า่ เท่ากับ 1 หน่วยกิต
3.2 รายวชิ าปฏบิ ตั ิที่ใชเ้ วลาในการทดลองหรือฝึกปฏบิ ตั ิในห้องปฏิบตั กิ าร 2 ชั่วโมงตอ่ สัปดาห์
หรือ36 ช่ัวโมงต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีคา่ เท่ากบั 1 หนว่ ยกิต
3.3 รายวิชาปฏิบตั ทิ ี่ใช้เวลาในการฝกึ ปฏิบตั ิในโรงฝึกงานหรอื ภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
หรอื 54 ช่ัวโมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีคา่ เท่ากับ 1 หนว่ ยกติ
3.4 การฝกึ อาชีพในการศึกษาระบบทวภิ าคที ่ีใชเ้ วลาไม่นอ้ ยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลา
การวัดผล มคี า่ เท่ากบั 1 หนว่ ยกติ
3.5 การฝกึ ประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชพี ในสถานประกอบการท่ีชเ้ วลาไมน่ ้อยกว่า 54 ช่ัวโมง
ต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีคา่ เท่ากับ 1 หน่วยกติ
3.6 การทําโครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชพี ที่ใชเ้ วลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลา
การวดั ผล มคี ่าเทา่ กบั 1 หนว่ ยกิต
15
4. โครงสรา้ งหลักสูตร
โครงสร้างของหลักสตู รประกาศนียบตั รวิชาชีพ พทุ ธศักราช 2562 แบง่ เปน็ 3 หมวดวชิ า และ
กจิ กรรมเสริมหลักสตู ร ดังนี้
4.1 หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไม่นอ้ ยกว่า 22 หน่วยกติ
4.1.1 กลุ่มวชิ าภาษาไทย
4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ
4.1.3กลมุ่ วชิ าวิทยาศาสตร์
4.1.4กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์
4.1.5กลุ่มวชิ าสังคมศึกษา
4.1.6 กลมุ่ วิชาสขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
4.2 หมวดวชิ าสมรรถนะวิชาชีพ ไม่นอ้ ยกวา่ 71 หน่วยกิต
4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวชิ าชพี พ้ืนฐาน
4.2.2 กลุม่ สมรรถนะวชิ าชพี เฉพาะ
4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวชิ าชพี เลอื ก
4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชพี
4.2.5 โครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชพี
4.3 หมวดวชิ าเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 10 หนว่ ยกิต
4.4 กจิ กรรมเสริมหลกั สตู ร(2 ชว่ั โมง/สัปดาห)์ - หนว่ ยกิต
16
5.การประเมินผลการเรียน
เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบยี บสํานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา
วา่ ดว้ ยการจดั การศึกษาและการประเมินผลการเรยี นตามหลักสูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชพี
6.การสาํ เรจ็ การศกึ ษาตามหลกั สตู ร
6.1 ประเมนิ ผ่านรายวิชาในหมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชีพ และ
หมวดวชิ าเลือกเสรี ตามท่ีกําหนดไวใ้ นหลกั สูตร
6.2 ได้จํานวนหนว่ ยกิตสะสมครบตามโครงสรา้ งของหลักสูตร
6.3 ได้คา่ ระดบั คะแนนเฉล่ียสะสมไมต่ ่ำกว่า 2.00และผา่ นเกณฑ์การประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี
6.4 เข้ารว่ มกิจกรรมและประเมินผา่ นทุกภาคเรียน
17
หลักสูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชีพชั้นสูง พุทธศกั ราช2563
จดุ หมายของหลักสูตร
1. เพอื่ ให้มีความรทู้ างทฤษฎแี ละเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพ มีทกั ษะดา้ นเทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสารเพื่อใช้ในการดำรงชีวติ และงานอาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมหรอื
ศกึ ษาตอ่ ในระดับที่สูงขน้ึ
2. เพื่อใหม้ ีทกั ษะและสมรรถนะในงานอาชีพตามมาตรฐานวชิ าชีพ สามารถบรู ณาการความรู้ ทักษะจาก
ศาสตร์ตา่ ง ๆ ประยุกตใ์ ช้ในงานอาชีพ สอดคลอ้งกบัการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
3. เพื่อให้มีปญั ญา มีความคดิ สรา้ งสรรคม์ ีความสามารถในการคิด วเิ คราะห์ วางแผน บริหารจดั การ
ตดั สินใจ แก้ปัญหา ประสานงานและประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงานอาชีพ มีทกั ษะการเรยี นรแู้ สวงหา
ความรแู้ ละแนวทางใหม่ ๆ มาพฒั นาตนเองและประยุกต์ใชใ้ นการสรา้ งงานให้สอดคล้องกับวิชาชีพชีพและ
การพัฒนางานอาชีพอย่างต่อเนอ่ื ง
4. เพือ่ ใหม้ ีเจตคติท่ีดีตอ่ อาชีพ มคี วามม่ัน ใจและภาคภมู ิใจในงานอาชีพ รกั งาน รกั หน่วยงานสามารถทำงาน
เป็นหมูค่ ณะได้มดี มีความภาคภมู ิใจในตนเองต่อการเรียนวิชาชพี
5. เพือ่ ใหม้ ีบุคลกิ ภาพทีด่ มี ีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสตั ย์ มีวนิ ัย มีสุขภาพสมบรู ณ์แขง็ แรงท้ังร่างกายและจิตใจ
เหมาะสมกบกั ารปฏบิ ัติงานในอาชพี น้ัน ๆ
6. เพอ่ื ให้เปน็ ผมู้ ีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ต่อตาน้ ความรุนแรงและสารเสพตดิ ทง้ั ในการทา งาน การอยู่รว่ มกนั
มคี วามรับผดิ ชอบต่อครอบครัวองค์กร ท้องถนิ่ และประเทศชาติอุทิศตนเพื่อสงั คม เขา้ใจและเหน็ คณุ คา่
ของศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมปิ ัญญาท้องถิน่ ตระหนกัในปัญหาและความสำคญั ของสง่ิ แวดล้อม
7. เพอื่ ให้ตระหนักและมีสว่ นรว่ มในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกจิ ของประเทศโดยเปน็ กำลังสำคญั
ในด้านการผลติ และใหบ้ รกิ าร
18
8. เพื่อให้เห็นคณุ ค่าและดำรงไว้ซ่งึ สถาบนั ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปฏิบัตติ นในฐานะพลเมืองดี
ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประม
หลักเกณฑก์ ารใช้หลกั สตู รประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้ันสงู พทุ ธศักราช2563
1. การเรียนการสอน
1.1 การเรียนการสอนตามหลักสตู รนี้ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนไดท้ ุกวิธีเรียนท่ีกำหนด และนำผลการเรยี นแต่
ละวิธีมาประเมินผลรว่ มกันได้สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ได้
1.2 การจดั การเรยี นการสอนเนน้ การปฏิบตั จิ รงิ สามารถจัดการเรียนการสอนไดห้ ลากหลายรูปแบบ
เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในหลกั การ วิธกี ารและการดำเนินงาน มีทักษะการปฏิบัตงิ านตามแบบแผน
และปรับตวั ได้ภายใต้ความเปลย่ี นแปลง สามารถบรู ณาการและประยุกตใ์ ชค้ วามรู้และทักษะทางวชิ าการ
ท่ีสมั พันธก์ บั วชิ าชีพ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร ในการตัดสนิ ใจ วางแผน แกป้ ัญหาบรหิ าร
จดั การ ประสานงานและประเมินผลการดำเนนิ งานได้อยา่ งเหมาะสม มีสว่ นร่วมในการวางแผนและพฒั นา
รเิ ริ่มสง่ิ ใหม่ มีความรบั ผิดชอบตอ่ ตนเองผู้อนื่ และหมู่คณะ รวมทั้งมคี ุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชพี
เจตคติและกจิ นสิ ัยทเี่ หมาะสมในการทำงาน
2. การจดั การศกึ ษาและเวลาเรียน
2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกตสิ ำหรับผู้เขา้ เรียนทสี่ ำเร็จการศึกษาระดบั ประกาศนียบตั รวิชาชีพ
(ปวช.) หรอื เทยี บเท่าในประเภทวชิ าและสาขาวิชาตามท่ีหลักสตู รกำหนด ใชร้ ะยะเวลา 2 ปีการศึกษา
ส่วนผู้เขา้ เรยี นที่สำเรจ็ การศึกษาระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนปลายหรอื เทียบเท่าและผู้เข้าเรียนทสี่ ำเร็จการศึกษา
ระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรอื เทียบเทา่ ต่างประเภทวชิ าและสาขาวชิ าท่ีกำหนด ใช้ระยะเวลา
ไมน่ อย้ กว่า 2 ปกี ารศกึ ษาและเปน็ ไปตามเง่ือนไขทห่ี ลักสูตรกำหนด
19
2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดังน้ี
2.2.1 ในปี การศึกษาหนึง่ ๆ ให้แบง่ ภาคเรียนออกเปน็ 2 ภาคเรียนปกตหิ รือระบบทวิภาค
ภาคเรยี นละ 18 สปั ดาห์รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรยี นและจำนวนหน่วยกติ ตามทกี่ ำหนด และ
สถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามทีเ่ หน็ สมควร
2.2.2 การเรยี นในระบบชั้นเรียนให้สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน เปิดทำการสอนไมน่ ้อยกว่า
สัปดาห์ละ5 วัน ๆ ละไมเ่ กนิ 7 ชวั่ โมงโดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที
3. การคดิ หน่วยกิต
ใหม้ จี ำนวนวนหน่วยกติ ตลอดหลกสั ูตรไมน่ ้อยกวา่ 83 -90 หนว่ ยกติ การคิดหน่วยกิตถือเกณฑ์ ดังนี้
3.1 รายวิชาทฤษฎที ่ีใชเ้ วลาในการบรรยายหรอื อภิปราย1 ชวั่ โมงต่อสัปดาหห์ รอื 18 ช่ัวโมงตอ่ ภาคเรยี น
รวมเวลาการวดัผล มีคา่ เท่ากับ 1 หนว่ ยกิต
3.2 รายวิชาปฏบิ ัติท่ใี ชเ้ วลาในการทดลองหรอื ฝกึ ปฏิบัติในหอ้ งปฏิบตั กิ าร 2 ชั่วโมงตอ่ สัปดาห์
หรือ36 ชัว่ โมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มคี ่าเท่ากบั 1 หนว่ ยกติ
3.3 รายวชิ าปฏบิ ตั ิทีใ่ ช้เวลาในการฝึกปฏบิ ตั ใิ นโรงฝกึ งานหรือภาคสนาม 3 ช่ัวโมงต่อสปั ดาหห์ รอื 54 ชัว่ โมงตอ่ ภาค
เรยี น รวมเวลาการวดผั ล มคี า่ เท่ากับ 1 หน่วยกิต
3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวภิ าคีทใ่ี ช้เวลาไมน่ อ้ยกวา่ 54 ช่ัวโมงตอ่ ภาคเรยี นรวมเวลาการวดั ผล
มีค่าเทา่ กบั 1 หน่วยกติ
3.5 การฝกึ ประสบการณ์สมรรถนะวิชาชพี ในสถานประกอบการที่ใช้เวลาไม่นอย้ กวา่ 54ชัว่ โมงต่อภาคเรยี น
รวมเวลาการวัดผล มคี า่ เทา่ กับ 1 หน่วยกติ
3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่นอ้ยกวา่ 54ช่ัวโมงตอ่ ภาคเรียนรวมเวลาการวัดผล
มคี ่าเท่ากบั 1 หน่วยก
20
4. โครงสรา้ งหลกัสูตร
โครงสร้างของหลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาชพี ช้ันสูง พทุ ธศกั ราช 2563แบง่ เปน็ 3 หมวดวิชา และ
กิจกรรมเสรมิ หลักสูตร ดังน้ี
4.1 หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ ้อยกว่า 21 หน่วยกติ
4.1.1 กลมุ่ วชิ าภาษาไทย
4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาตา่ งประเทศ
4.1.3 กลุม่ วิชาวทิ ยาศาสตร์
4.1.4 กลุ่มวชิ าคณิตศาสตร์
4.1.5 กลมุ่ วิชาสงั คมศาสตร์
4.1.6 กลมุ่ วิชามนุษยศาสตร์
4.2 หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชพี ไมน่ ้อยกว่า 56 หน่วยกิต
4.2.1 กลุม่ สมรรถนะวิชาชีพพืน้ ฐาน
4.2.2 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เฉพาะ
4.2.3 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เลือก
4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชพี
4.2.5 โครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชพี
4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่นอ้ยกว่า 6 หนว่ ยกติ
4.4 กจิ กรรมเสรมิ หลกัสูตร(2 ชัว่ โมง/สปั ดาห)์ - หนว่ ยกิต
21
การประเมนิ ผลการเรยี น
เน้นการประเมินสภาพจรงิ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า ด้วยการจดกั ารศึกษา
และการประเมนิ ผลการเรียนตามหลกั สูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชน้ั สูง
การสำเรจ็ การศึกษาตามหลักสตู ร
1.1 ไดร้ า้ ยวิชาและจำนวนหน่วยกติ สะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
แตล่ ะประเภทวิชาและสาขาวิชาและตามแผนการเรยี นทส่ี ถานศึกษากำหนด
1.2 ไดร้ ะดบั คะแนนเฉลย่ี สะสมไม่ต่ำ กว่า 2.00
1.3 ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชพ
1.4 ไดเ้ ขา้ รว่ มปฏิบัติกจิ กรรมเสริมหลักสตู รตามแผนการเรยี นทีส่ ถานศึกษากำหนด และ “ผ่าน”ทกุ ภาคเรียน
22
หลักสูตรปริญญาตรสี ายเทคโนโลยหี รือสายปฏบิ ัตกิ าร พุทธศกั ราช 2562
จดุ ม่งุ หมายของหลกั สูตร
วัตถปุ ระสงค์ของการจัดการอาชีวศึกษาระดบั ปริญญาตรสี ายเทคโนโลยีหรอื สายปฏิบตั กิ ารเปน็ การจดั
การศกึ ษาดา้ นวชิ าชพี และยกระดบั การศึกษาวิชาชีพของบุคคลใหส้ งู ข้ึน สอดคล้องกบั แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สงั คมแหง่ ชาติ แผนการศึกษาแหง่ ชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒแิ ห่งชาติ มาตรฐานการศกึ ษาของชาติ และกรอบ
คณุ วุฒอิ าชีวศกึ ษาแห่งชาติ โดยเน้นการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ เพอ่ื พัฒนาสมรรถนะกำลังคนระดับเทคโนโลยี รวมท้ัง
คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวชิ าชีพ และกจิ นิสัยที่เหมาะสมในการท างาน ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความต้องการ
กำลังคนของตลาดแรงงาน ชุมชน สงั คม และสามารถประกอบอาชพี อิสระได้
โครงสรา้ งหลกั สูตร
1. หมวดวชิ าทักษะชีวติ ประกอบดว้ ยกลุ่มวิชาเพือ่ พัฒนาผู้เรียนใหม้ ีทกั ษะในการปรบั ตัวและดาํ เนินชวี ติ ในสงั คม
สมยั ใหม่ เหน็ คณุ ค่าของตนและการพฒั นาตน มคี วามใฝร่ ู้ แสวงหาและพฒั นาความรู้ใหม่ มีความสามารถในการใช้
เหตผุ ล การคิดวิเคราะห์ การแกป้ ัญหาและการจดั การ มีทักษะในการส่ือสาร การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ทํางานร่วมกับผู้อื่น มีคุณธรรม จริยธรรม มนษุ ยสัมพนั ธ์ รวมถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมไม่น้อย
กวา่ 15 หนว่ ยกติ
การจัดวชิ าในหมวดวชิ าทกั ษะชีวิต สามารถทาํ ไดใ้ นลักษณะเป็นรายวิชา หรอื ลักษณะบรู ณาการให้ครอบคลมกลมุ่
วิชาภาษาไทย กลมุ่ วิชาภาษาตา่ งประเทศ กลุ่มวชิ าวิทยาศาสตร์ กลุ่มวชิ าคณิตศาสตร์ กลุ่มวชิ าสงั คมศาสตร์ กลุ่ม
วชิ ามนุษยศาสตร์ ในสัดสว่ นท่เี หมาะสมเพื่อใหบ้ รรลุจุดประสงคข์ องหมวดวิชาทักษะชีวติ
2. หมวดวชิ าทกั ษะวิชาชพี ประกอบด้วยกล่มุ วิชาท่ีพัฒนาผเู้ รยี นใหเ้ กิดสมรรถนะวิชาชพี มคี วามสามารถในการคดิ
วเิ คราะห์ วางแผน จดั การ ประเมินผล แกป้ ญั หา ควบคมุ งานสอนงาน และพัฒนางาน โดยบูรณาการความรแู้ ละ
ทักษะในการปฏิบตั งิ าน รวมทง้ั ประยุกตส์ ู่อาชีพ รวมไมน่ ้อยกว่า ๕๑ หน่วยกิต ประกอบด้วย ๔ กลุม่ ดงั นี้
23
2.1 กล่มุ ทกั ษะวชิ าชีพเฉพาะ
2.2 กล่มุ ทกั ษะวิชาชีพเลือก
2.3 ฝกึ ประสบการณ์ทกั ษะวิชาชพี
2.4 โครงการพัฒนาทกั ษะวิชาชีพ
ในการกําหนดใหเ้ ป็นสาขาวิชาใดสาขาวิชาหน่งึ ตอ้ งศึกษากลมุ่ ทกั ษะวิชาชีพเฉพาะในสาขาวชิ านนั้ ๆ รวมไมน่ ้อย
กว่า 30 หนว่ ยกิต นอกจากน้ีกาํ หนดใหม้ โี ครงการพฒั นาทักษะวชิ าชพี จาํ นวน 6 หน่วยกิต ในกรณีทีจ่ ัดการศกึ ษา
ระบบทวิภาคีอาจยกเว้นการฝึกประสบการณท์ ักษะวชิ าชีพได้
3. หมวดวชิ าเลอื กเสรี ประกอบดว้ ยวิชาทเี่ ก่ียวกบั ทักษะชีวติ หรอื ทักษะวชิ าชีพ เพ่ือเปิดโอกาสให้ผูเ้ รียนเลอื กเรียน
ตามความถนัดและความสนใจเพือ่ การประกอบอาชีพ หรือการศกึ ษาต่อรวมไมน่ ้อยกว่า 6 หน่วยกติ
การยกเวน้ การเรยี นรายวิชาในหมวดวชิ าทักษะชีวิต หมวดวิชาทักษะวิชาชพี และหมวดวิชาเลือกเสรสี ามารถทําได้
โดยการเทยี บโอนผลการเรียน หรอื โดยการเทียบโอนความรู้และประสบการณเ์ ขา้ สหู่ นว่ ยกติ ตามหลักสตู ร ตาม
หลกั เกณฑ์และแนวปฏบิ ัตทิ คี่ ณะกรรมการการอาชีวศกึ ษากำหนด
การจดั การเรยี นรู้
1. สถาบนั การอาชวี ศึกษาต้องจัดเตรยี มความพรอ้ มในด้านอาคารสถานที่ ครุภัณฑ์ คณาจารยแ์ ละบคุ ลากรทางการ
ศึกษา ใหเ้ หมาะสมและเพยี งพอในการพฒั นาผเู้ รยี นอยา่ งมีคุณภาพ
2. การจัดอตั ราส่วนของเวลาการเรียนรภู้ าคทฤษฎตี อ่ ภาคปฏบิ ตั ใิ นหมวดวชิ าทักษะวิชาชพี ประมาณ ๔๐ ต่อ ๖๐
ท้งั น้ี ขนึ้ อยู่กบั ลกั ษณะหรอื กระบวนการจดั การเรยี นรู้ของแต่ละสาขาวิชา
3. สถาบันการอาชีวศึกษาต้องให้ความสาํ คญั กับการฝึกอาชพี เน้นการจดั การศกึ ษาระบบทวภิ าคี โดยร่วมมอื กบั
สถานประกอบการในการจดั การเรียนการสอนตามหลักเกณฑท์ ่คี ณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด
4. สถาบนั การอาชวี ศึกษาต้องจดั ใหผ้ ู้เรียนจดั ทาํ โครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพตามโครงสร้างหลักสูตร จํานวน ๖
หน่วยกติ สอดคล้องกบั งานอาชพี ส่กู ารปฏบิ ัตอิ ย่างเป็นรูปธรรม
5. สถาบนั การอาชีวศึกษาต้องจัดใหม้ ีการประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี ในแต่ละหลกั สตู ร เพ่ือเป็นการประกันคณุ ภาพ
การศึกษา
24
6. สถาบนั การอาชวี ศึกษาต้องสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ให้มีการจดั กจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู ร เพ่ือพัฒนาทักษะชีวติ และทักษะ
วิชาชพี ปลกู ฝังคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม ระเบยี บวินัย ปลกู ฝังจติ สาํ นึกและเสรมิ สรา้ งการเปน็ พลเมืองไทยและ
พลโลก ทํานุบาํ รุงขนบธรรมเนียมประเพณีอนั ดงี าม และส่งเสริมการทํางานโดยใชก้ ระบวนการกลมุ่ ในการทํา
ประโยชน์ตอ่ ชุมชน
การวัดผลและประเมินผลการเรยี น และการสาํ เรจ็ การศกึ ษา
1. การวัดผลและประเมนิ ผลการเรยี น ใหเ้ ป็นไปตามระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธิการว่าดว้ ยการจดั การศกึ ษาและการ
ประเมินผลการเรียนตามหลกั สูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏบิ ตั ิการ
2. การสาํ เรจ็ การศึกษา ต้องไดจ้ ํานวนหนว่ ยกติ สะสมครบถ้วนตามโครงสรา้ งทีก่ าํ หนดไวใ้ นหลักสูตร และได้
คะแนนเฉลี่ยสะสมไมต่ ่าํ กวา่ 2.00 จากระบบ 4 ระดับคะแนน และผ่านการประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี การให้
ปริญญาตรเี กยี รตนิ ิยมให้เป็นไปตามทค่ี ณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษากําหนด
25
หลกั สูตรอุดมศึกษา พทุ ธศกั ราช 2565
จดุ ม่งุ หมายของหลักสูตรการอุดมศกึ ษา
จากลักษณะธรรมชาตขิ องการอุดมศึกษาดังกล่าวขา้ งต้น จะเหน็ ได้วา่ สถาบันอดุ มศกึ ษา (หรอื มหาวทิ ยาลยั )
จะต้องทำหนา้ ที่ท่ีเก่ยี วกบั “คน” “องค์ความรู้” และ “สังคม” ดังน้ัน จุดมุ่งหมายของการอดุ มศึกษาจึงได้กำหนด
ตามหลกั สากล ในรูปแบบของพนั ธกิจหลกั ของสถาบนั อุดมศกึ ษา คือ การผลติ บณั ฑิต (การจัดการเรยี นการสอน)
การวจิ ยั (สรา้ งองคค์ วามรูส้ ่คู วามเปน็ เลิศทางวิชาการ) และการบริการวชิ าการ (เพื่อใช้องคค์ วามรู้พัฒนา
สร้างสรรคจ์ รรโลงสงั คม)
โครงสร้างหลักสตู ร
โครงสรา้ งหลักสตู ร ประกอบด้วย หมวดวิชาศึกษาทวั่ ไป หมวดวชิ าเฉพาะ และหมวดวิชาเลอื กเสรี โดยมสี ัดส่วน
จำนวนหนว่ ยกิตของแต่ละหมวดวิชา ดงั น้ี
1. หมวดวชิ าศกึ ษาทั่วไป หมายถงึ หมวดวชิ าท่ีเสรมิ สร้างความเป็นมนุษย์ให้พร้อมสำหรับโลกในปัจจบุ ันและ
อนาคต เพอ่ื ใหเ้ ป็นบคุ คลผู้ใฝ่รแู้ ละมีทักษะทจ่ี ำเป็นสำหรับศตวรรษท่ี 21 อยา่ งครบถว้ น เป็นผูต้ ระหนกั ร้ถู ึงการบรู
ณาการศาสตร์ต่างๆ ในการพัฒนาหรอื แก้ไขปัญหา เปน็ ผู้ท่ีสามารถสรา้ งโอกาสและคณุ ค่าใหต้ นเองและสังคม
รู้เทา่ ทนั การเปล่ียนแปลงของสังคมและของโลก เปน็ บุคคลทด่ี ำรงตนเปน็ พลเมืองทเ่ี ข้มแขง็ มจี รยิ ธรรมและยึดมั่น
ในสงิ่ ท่ีถูกตอ้ ง รู้คุณค่าและรักษ์ชาตกิ ำเนิด ร่วมมือรวมพลังเพ่ือสรา้ งสรรค์และพฒั นาสงั คมอยา่ งยงั่ ยืน และเป็น
พลเมืองท่ีมีคณุ ค่าของสังคม สถาบันอุดมศกึ ษาอาจจดั วิชาศกึ ษาท่วั ไปในลักษณะจำแนกเปน็ รายวิชาหรือลกั ษณะ
บรู ณาการใดๆ ก็ได้ เพื่อใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์ของหมวดวชิ าศกึ ษาทว่ั ไป โดยให้มจี ำนวนหนว่ ยกิตรวม ไม่น้อย
กว่า 24 หน่วยกติ และต้องแสดงการวัดและประเมินผลที่สะท้อนการบรรลุผลลพั ธ์การเรียนรู้ของผู้เรยี นที่
สอดคล้องกับปรชั ญาและวัตถุประสงคข์ องการจดั การศึกษาวิชาศกึ ษาทัว่ ไปได้อย่างชัดเจน การจัดวิชาศกึ ษาทวั่ ไป
สำหรับหลักสูตรปรญิ ญาตรี (ตอ่ เนอื่ ง) อาจได้รบั การยกเว้นรายวชิ าท่ีได้ศึกษามาแลว้ ในระดับประกาศนยี บัตร
วิชาชีพชนั้ สงู หรอื ระดับอนุปริญญา
26
2. หมวดวิชาเฉพาะ หมายถึง วชิ าแกน วิชาเฉพาะด้าน วชิ าพ้ืนฐานวิชาชพี และวิชาชพี ทีม่ ุ่งหมายให้ผเู้ รียนมคี วามรู้
ความเข้าใจ และปฏิบตั งิ านได้ โดยให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมของหมวดวชิ าเฉพาะ ดังน้ี
2.1 หลักสตู รปริญญาตรี (4 ปี) ทางวิชาการ ใหม้ จี ำนวนหน่วยกิตหมวดวิชา เฉพาะรวมไม่นอ้ ยกวา่ 72
หนว่ ยกติ
2.2 หลักสตู รปรญิ ญาตรี (4 ปี) ทางวิชาชพี หรือปฏิบตั ิการ ให้มจี ำนวนหน่วยกิตหมวดวิชาเฉพาะรวมไมน่ ้อยกวา่
72 หน่วยกิต โดยตอ้ งเรยี นวชิ าทางปฏบิ ตั กิ ารไม่น้อยกวา่ 36 หนว่ ยกิต และทางทฤษฎีไม่นอ้ ยกวา่ 24 หนว่ ยกิต
สำหรับหลักสตู รปริญญาตรี (ต่อเน่ือง) ใหม้ ีจำนวนหน่วยกิตหมวดวชิ าเฉพาะรวมไมน่ ้อยกว่า 42 หนว่ ยกติ ใน
จำนวนนน้ั ตอ้ งเป็นวิชาทางทฤษฎี ไมน่ ้อยกวา่ 18 หนว่ ยกิต
2.3หลักสูตรปริญญาตรี (5 ปี) ให้มีจำนวนหนว่ ยกติ หมวดวชิ าเฉพาะรวมไม่น้อยกวา่ 90 หน่วยกติ
2.4 หลักสูตรปริญญาตรี (ไม่น้อยกว่า 6 ปี) ให้มจี ำนวนหนว่ ยกิตหมวดวชิ า เฉพาะรวมไมน่ อ้ ยกว่า 108
หนว่ ยกิต
สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดหมวดวิชาเฉพาะในลกั ษณะวิชาเอกเดย่ี ว วิชาเอกคู่ หรอื วิชาเอกและวชิ าโทก็ได้ โดย
วชิ าเอกต้องมจี ำนวนหนว่ ยกิตไมน่ อ้ ยกว่า 30 หน่วยกิต และวชิ าโทต้องมีจำนวนหนว่ ยกิตไมน่ ้อยกว่า 15 หนว่ ยกติ
ในกรณที ่ีจดั หลักสูตรแบบวิชาเอกคู่ต้องเพิม่ จำนวนหน่วยกิตของวชิ าเอกอีกไมน่ ้อยกวา่ 30 หน่วยกิต และใหม้ ี
จำนวนหนว่ ยกติ รวมไมน่ อ้ ยกวา่ 150 หน่วยกิต สำหรบั หลักสูตรปรญิ ญาตรีแบบก้าวหน้า ผู้เรียนต้องเรียนรายวชิ า
ระดบั บัณฑิตศึกษาในหมวดวิชาเฉพาะไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกติ
3. หมวดวิชาเลือกเสรี หมายถึง วิชาทมี่ ุ่งใหผ้ เู้ รยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจ ตามทตี่ นเองถนัดหรือสนใจ โดยเปดิ โอกาส
ใหผ้ เู้ รียนเลือกเรียนรายวิชาใดๆ ในหลักสูตรระดับปรญิ ญาตรี ตามทส่ี ถาบันอดุ มศึกษากำหนด และใหม้ ีจำนวน
หน่วยกติ รวมไมน่ ้อยกว่า 6 หนว่ ยกิต
สถาบนั อุดมศกึ ษาอาจยกเว้นหรอื เทียบโอนหน่วยกิตรายวิชาในหมวดวชิ าศึกษาท่ัวไป หมวดวิชาเฉพาะ และ
หมวดวิชาเลอื กเสรี ให้กับนกั ศึกษาทมี่ ีความรคู้ วามสามารถ ทสี่ ามารถวดั มาตรฐานได้ โดยเปน็ ไปตามหลักเกณฑ์
และวธิ กี ารเทยี บโอนหนว่ ยกติ และผลการศึกษาในระดบั อุดมศกึ ษาทีค่ ณะกรรมการก าหนด ทั้งนี้ นักศึกษาต้อง
ศึกษาใหค้ รบตามจำนวนหน่วยกติ ทก่ี ำหนดไวใ้ นหลักสตู รที่เข้าศกึ ษา
27
การจัดการเรียนรู้
ระบบการจดั การศึกษา ใชร้ ะบบทวิภาค โดย 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเปน็ 2 ภาคการศึกษาปกติ 1 ภาคการศึกษา
ปกติมีระยะเวลาศึกษาไมน่ ้อยกว่า 15 สัปดาห์ หรือเทียบเคียงได้ ไมน่ อ้ ยกว่า 15 สัปดาห์ สถาบนั อุดมศกึ ษาทีเ่ ปดิ
การศึกษาภาคฤดรู อ้ น ให้กำหนดระยะเวลา และจำนวนหน่วยกิต โดยมีสัดสว่ นเทียบเคยี งกนั ได้กบั การศึกษาภาค
ปกติ สถาบันอุดมศึกษาทจี่ ัดการศึกษาในระบบอื่น ใหม้ ีการนับระยะเวลาในการศึกษาเทียบเคยี งได้ กับระบบ
ทวิภาค โดยให้สภาสถาบนั อดุ มศกึ ษาเป็นผู้กำหนด ซึ่งจะต้องแสดงรายละเอียดเก่ยี วกับระบบ การศึกษานั้นไวใ้ น
หลักสูตรใหช้ ัดเจน ประกอบด้วยรายละเอยี ดเกี่ยวกับระยะเวลาของหนว่ ยการเรียนรู้ เทียบเคียงกับหนว่ ยกิตใน
ระบบทวิภาค รายวิชาภาคทฤษฎแี ละรายวชิ าภาคปฏบิ ตั ิการฝกึ งานหรอื การฝึกภาคสนาม การทำโครงงานหรอื
กจิ กรรมอ่นื ใดท่เี สริมสรา้ งการเรียนรูใ้ หม้ คี วามสอดคล้องและ เหมาะสมกับระบบการจัดการศกึ ษาท่ี
สภาสถาบันอดุ มศึกษากำหนด
การวดั ผลและประเมินผลการเรียน และการสําเรจ็ การศกึ ษา
เกณฑ์การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา ต้องเรียนครบตามจำนวนหน่วยกติ ที่กำหนดไว้ ในหลักสูตร โดยไดร้ ะดบั
คะแนนเฉลีย่ ไม่ต่ำกว่า 2.00 จากระบบ 4 ระดับคะแนนหรือเทยี บเท่า และบรรลุผลลัพธ์การเรียนร้ตู ามมาตรฐาน
คุณวุฒริ ะดบั ปรญิ ญาตรี สถาบันอดุ มศกึ ษาทใ่ี ช้ระบบการวัดผลและการสำเรจ็ การศกึ ษาที่แตกตา่ งจากน้ี จะต้อง
กำหนดให้มีคา่ เทียบเคียงกนั ได้
การพน้ สภาพโดยไม่สำเร็จการศึกษาให้เป็นไปตามทีส่ ภาสถาบันอุดมศกึ ษากำหนด
28
ปัญหาของหลกั สตู รไทยในปัจจบุ นั
ปัญหาของหลกั สตู รปฐมวยั
1. การขาดความรคู้ วามเขา้ ใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรยี นรู้ของเด็กปฐมวัย เนอ่ื งจากผ้ปู กครอง
ส่วนใหญย่ งั ขาดความรู้ความเขา้ ใจทีถ่ ูกต้องเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการที่สำคัญตามชว่ งวยั ของเดก็ จงึ มีความ
คาดหวงั ท่ตี ้องการให้เดก็ อ่านออกเขยี นได้ จึงสง่ ลกู เขา้ เรยี นในโรงเรียนทม่ี ีระบบการสอนแบบ “เรง่ เรยี นเขยี น
อา่ น” นอกจากนี้การใชส้ ่อื เทคโนโลยีในการเลีย้ งดูเดก็ เชน่ ไอแพต โทรศัพท์มือถือ หรือโทรทศั น์ ก็มสี ่วนสำคญั ท่ี
ทำให้เดก็ มคี วามบกพร่องในการเรียนรู้มากย่งิ ข้ึน
2. การขาดความรู้ความเข้าใจทถ่ี ูกต้องในการจดั การศกึ ษาปฐมวยั ของครู ผู้บรหิ ารและสถานศกึ ษา
การขาดแคลนความร้แู ละความเขา้ ใจท่ีถกู ต้อง เกยี่ วกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านสตปิ ัญญาทเ่ี หมาะสมกับวยั
จึงทำใหค้ รูเน้นใหเ้ ด็กอ่านเขียนมากกวา่ วยั และเน้นการสอนทม่ี ลี ักษณะใหเ้ ด็กทอ่ งจำมากกวา่ ทักษะด้านการคิด
การตัดสินใจ ในขณะท่ผี ู้บริหารสถานศกึ ษาบางสว่ นบรหิ ารงานเพื่อช่อื เสยี งของโรงเรียนจงึ เตรียมความพรอ้ มของ
เด็ก เพ่ือการสอบแข่งขันมากกวา่ การศึกษาเพ่ือพฒั นาศักยภาพของเด็ก รวมถึงปัญหาสถานศกึ ษาไม่สามารถจดั
การศึกษาท่ีมคี ณุ ภาพอย่างเท่าเทียมและทวั่ ถงึ จงึ ทำให้เกดิ การเรียนเพื่อสอบเขา้ โรงเรยี นทีม่ ชี ือ่ เสียงต้งั แต่ระดับ
อนุบาล
3. ระบบการผลิตครปู ฐมวัย จากคา่ นยิ มของการเขา้ รบั ราชการทมี่ สี วัสดกิ ารที่ดแี ละมคี วามม่นั คงในชวี ติ
จึงเกิดความต้องการเพิม่ คุณวฒุ ดิ า้ นการศึกษาของครใู หส้ ูงข้ึน แตร่ ะบบการผลติ ครใู นปัจจุบันยงั ขาดกลไกในการ
ติดตามและประเมนิ คณุ ภาพ เช่น การเปดิ รบั ครปู ฐมวัยจำนวนมาก ทำให้อตั ราสว่ นระหวา่ งอาจารย์กบั จำนวน
นกั ศึกษาไมส่ อดคล้องกนั สง่ ผลตอ่ ประสิทธภิ าพในด้านการเรยี นการสอน เน่ืองจากกระบวนการพฒั นาครปู ฐมวัย
ไม่สามารถทำไดด้ ว้ ยการบรรยายเทา่ น้ัน แต่จำเปน็ ต้องมีการฝกึ ประสบการณว์ ิชาชีพ โดยมอี าจารย์ที่เชี่ยวชาญ
ด้านการศึกษาปฐมวยั มาดูแลอยา่ งใกล้ชดิ
4. การใหค้ วามสำคัญด้านเน้อื หาและการวัดผลมากกว่าการประเมินผลเพ่ือพัฒนาหลกั สูตรและการวดั ผลระดับ
ประถมศึกษาต้อนตน้ มุ่งเน้นให้เด็กท่องจำ ความรู้จำนวนมากไมส่ อดคล้องและเชอื่ มโยงกบั หลักสตู รของการศึกษา
ปฐมวัยทเี่ นน้ การส่งเสริมพฒั นาการเดก็ โดยคำนงึ ถงึ การพัฒนาการในทุกดา้ นอยา่ งสมดุล ได้แก่ ด้านร่างกาย
สติปญั ญา สงั คม อารมณ์และจิตใจ นอกจากนีค้ รใู นโรงเรียนอนุบาล และศนู ยเ์ ดก็ เล็กสว่ นใหญ่ เนน้ การวดั ผลดา้ น
ความจำ โดยขาดการประเมนิ ตามสภาพความเป็นจริง รวมถึงหนว่ ยงานท่ีรับผดิ ชอบทางดา้ นการศึกษาของรฐั ใช้
หลักเกณฑ์ตดั สนิ มากกว่าการประเมนิ เพ่ือพัฒนาผ้เู รยี น ทำใหข้ าดแนวทางในการปรบั ปรุงผู้เรียนให้ดีขึ้น
29
ปัญหาของหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
ปัญหาการใชห้ ลักสูตรนบั วา่ เป็นสว่ นสำคญั ทีจ่ ะทำให้หลักสตู รสมบูรณ์และเป็นแนวทางในการจดั การเรยี นการสอน
การประเมินผล การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้สมบูรณ์นั้น ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ทัศนะไว้ดังนี้
ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงษ์ (2539, หนา้ 157-158) ไดก้ ล่าวถงึ ปญั หาการนำหลักสตู รไปใช้มีดังน้ี
1. ปญั หาดา้ นครู
1.1 ครขู าดความรู้ ความเขา้ ใจเกยี่ วกับตัวหลักสตู ร
1.2ครไู มเ่ ปลยี่ นพฤติกรรมการสอน
1.3 ครูไม่มเี วลาศึกษาทำความเข้าใจหลักสูตรกอ่ นสอน
1.4ครไู ม่สนใจจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
1.5ครูไม่มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการวดั และประเมินผล
1.6 จำนวนครูที่สอนวชิ าทกั ษะและความสามารถเฉพาะทางไม่เพียงพอ
2. ปญั หาด้านผบู้ ริหารโรงเรยี น
2.1 ผ้บู รหิ ารมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในหลักสูตรน้อย
2.2ผู้บริหารไมม่ คี วามรู้ ความสามารถในการนเิ ทศ
2.3 ผู้บรหิ ารไม่สนบั สนนุ การใชห้ ลกั สูตรของคณะครูเทา่ ทค่ี วร
2.4 ผบู้ ริหารไม่ได้ประชาสัมพนั ธ์การใช้หลกั สตู รให้กวา้ งขวางและทนั เวลา
3. ปัญหาดา้ นศกึ ษานิเทศก์
3.1 ศึกษานิเทศก์ นเิ ทศการใช้หลกั สูตรในโรงเรยี นตา่ ง ๆ ไม่ท่ัวถงึ
3.2ศึกษานเิ ทศก์ ไม่มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั หลักสตู รอยา่ งถอ่ งแท้
30
4. ปญั หาดา้ นหนว่ ยงานกลาง ระดับจังหวัดและระดบั อำเภอ
4.1 ส่งเอกสารหลกั สตู รและเอกสารประกอบลา่ ช้าและไม่เพยี งพอ
4.2 ขาดการประชาสมั พนั ธ์หลกั สูตรโดยเฉพาะกบั ผู้ปกครองทำให้ไมไ่ ด้รับความรว่ มมือ
4.3 ขาดงบประมาณทจ่ี ะสนับสนุนการใช้หลักสตู ร
4.4 ใหก้ ารฝึกอบรม การให้ความรูแ้ ละทักษะเกีย่ วกับการนำหลกั สตู รไปใช้
สนุ ยี ์ ภพู่ นั ธ์ (2546, หน้า 259) ไดก้ ลา่ วถึง ปญั หาการประเมนิ หลกั สูตรทนี่ กั พบโดยทั่วไปมดี ังน้ี
1. ปญั หาดา้ นการวางแผนการประเมนิ หลกั สูตร มกั ไมม่ ีการวางแผนลว่ งหน้าทำให้ขาดความละเอียดรอบคอบและ
ไม่ครอบคลมุ สงิ่ ทต่ี ้องการประเมนิ
2. ปัญหาด้านเวลา การกำหนดเวลาไม่เหมาะสม ประเมินหลักสูตรไม่เสร็จตามเวลาทีก่ ำหนด ทำให้ได้ข้อมูลช้าไม่
ทันต่อการนำมาปรับปรุงหลกั สตู ร
3. ปัญหาด้านความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการการประเมินหลักสูตรที่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ทำให้ผลการ
ประเมนิ ไมน่ ่าเชอ่ื ถอื
4. ปัญหาด้านความเทย่ี งตรงของขอ้ มลู ไมเ่ ท่ียงตรง มีความกลัว จึงไดข้ ้อมลู ไม่ตรงกบั สภาพความเป็นจริง
5. ปญั หาดา้ นวิธกี ารประเมิน สว่ นมากมาจากการประเมนิ ในเชิงปริมาณทำให้ได้ข้อคน้ พบทีผ่ ิวเผินไม่ลกึ ซงึ้
6. ปญั หาด้านการประเมินหลักสตู รทงั้ ระบบมีการดำเนินงานน้อยมาก ส่วนมากจะประเมนิ เฉพาะด้าน
7. ปญั หาดา้ นการประเมนิ หลกั สูตรอย่างต่อเนอ่ื ง
8. ปญั หาดา้ นเกณฑ์การประเมนิ ไม่ชัดเจน ไมเ่ ป็นที่ยอมรับ และไมไ่ ดน้ ำผลไปใช้ในการปรบั ปรุงหลกั สตู รจรงิ จงั
ปราณี กระทุ่มเขตต์ (2546, หน้า 6) ได้สรุปไว้ว่า ปัญหาการใช้หลักสูตร หมายถึงอุปสรรคหรือสภาพที่ไม่เอื้อใน
การดำเนินงานที่ผู้บริหารและครูในการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ในด้านงานบริหารและบริหารหลักสูตรงาน
ดำเนินการการเรยี นการสอนตามหลกั สูตร และงานสนบั สนุนและสง่ เสรมิ การใช้หลักสูตร
31
ปัญหาของหลกั สูตรประกาศนียบตั รวชิ าชพี (ปวช.) และประกาศนียบัตรวชิ าชีพชน้ั สูง(ปวส.) และหลักสตู ร
ปริญญาตรสี ายเทคโนโลยีหรอื สายปฏบิ ตั ิการ
1.หลกั สูตรอาชวี ศกึ ษาถูกออกแบบมาไม่เหมาะกบั ความพรอ้ มของผเู้ รยี น และละเลยทกั ษะความรพู้ ื้นฐาน
นักเรียนที่ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจ่านวนมากมีทักษะพืน้ ฐานดา้ นคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตรใ์ น
ระดบั ตำ่ มาก โดยเฉพาะอย่างยิง่ นักเรยี นอาชวี ศึกษาซ่ึงมักจะมผี ลการเรยี นระดับมธั ยมต้นไมด่ ี จากโครงการสำรวจ
ผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษา PISA ของ OECD พบว่านักเรียนอาชีวศึกษาส่วนใหญ่มีทักษะด้านคณิตศาสตร์ต่ำใน
ระดับที ไม่สามารถใช้งานได้เลย นักเรียนอาชีวศึกษากว่า 75% ทักษะด้านคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับ 2 และมี
นักเรยี นถึง 32% ที มที ักษะดา้ นคณิตศาสตร์ระดับ 0 (ต่ำที สดุ ) ทง้ั น้ี นกั เรียนที มีทกั ษะทางคณิตศาสตร์ระดับต่ำ
กว่าระดบั 2 จะไม่สามารถคิดค่านวณโดยใชส้ ตู รหรอื นิยามทางคณติ ศาสตร์อยา่ งงา่ ยท่ีสุดได้
การพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์และความรู้พื้นฐานอื่นๆ จึงมีความสำคัญมากในการปรับ พื้นฐานการศึกษา
ของผู้เรียน ตัวอย่างที่ ชัดเจนที สุดคือ ทักษะการเขียนแบบเทคนิคซึ่งเป็นทักษะ พื้นฐานของงานช่างต้องการพื้น
ฐานความรู้ด้านเรขาคณิต นอกจากนี้ ผู้ท่างานเกี่ยวกับเครื่องกลนั้น ต้องสามารถแทนสูตรและแปลงหน่วยได้ ซ่ึง
จำเป็นต้องใช้ทักษะทางพีชคณิต ในขณะที การร่างแบบ ชิ้นงานจ่าเป็นต้องใช้ความรู้ตรีโกณมิติ ส่วนการควบคุม
คุณภาพ (quality control) และงานวัด ละเอียดตอ้ งใชค้ วามรู้ดา้ นสถิติ ดงั นั้น นักเรยี นอาชวี ศึกษาจะไมส่ ามารถมี
ทกั ษะชา่ งที ดีได้เลยหากไม่ มีการปพู น้ื ฐานคณิตศาสตรพ์ ้นื ฐานมาก่อน
2. เน้ือหาหลักสตู รไม่เช่อื มโยงกับทกั ษะท่ีตอ้ งใช้ในโลกการทำงานจริง
2.1 สถานศึกษาไม่เปิดสอนสาขาที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ สาขาที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา
จ่านวนมากเปิดสอนไม่ใช่สาขาที่ สถานประกอบการต้องการ ทั้งน้ี ภายใต้ สมมตฐิ านว่า ไมม่ กี ารเปล่ียนแปลงด้าน
สัดส่วนสาขาอาชีพในตลาดแรงงานมากนัก ระบบอาชีวศึกษาที สอดคล้องกับตลาดแรงงานควรสามารถผลิต
แรงงานรุ่นใหมเ่ พื่อทดแทนแรงงานที เกษียณอายุหรือ แรงงานที หันไปประกอบอาชีพอ่ืน ดังนั้น สัดส่วนนักเรยี น
อาชีวศึกษาที เหมาะสมในแต่ละสาขาควรจะ ใกล้เคียงกับสัดส่วนสาขาอาชีพในตลาดแรงงานจริง อย่างไรก็ตาม
เมอื่ เราพจิ ารณาข้อมูลนักเรียนใน แต่ละสาขา เราจะพบวา่ แรงงานที อาชวี ศกึ ษาผลิตสว่ นใหญอ่ ย่ใู นสาขาที่ มีการ
จ้างงานน้อย ในขณะที สาขาอาชีพที่ มีการจา้ งงานมากกลบั มแี รงงานที ผลิตออกมาไมม่ าก เม่ือพิจารณาตลาดการ
จา้ งงานประมาณ 3.3 ลา้ นตำแหนง่ ในสาขาช่างเทคนิค 4 สาขาหลัก คือ ช่างเทคนิคโรงงาน ชา่ งกอ่ สรา้ ง ช่างไฟฟ้า
และชา่ งยนต์ เราจะพบว่า ในตลาดแรงงานมีสัดส่วนชา่ ง เทคนคิ โรงงานและช่างก่อสร้างรวมกันประมาณ 80% แต่
มีจ่านวนนักเรียนปวช. ในสาขาดังกล่าวเพียง ประมาณ 30% ในทางกลับกัน มีนักเรียนอาชวี ศึกษา 70% ที เรียน
32
สาขาช่างไฟฟ้าและช่างยนต์ ซึ่งเป็น สาขาที มีการจ้างงานรวมกันเพียง 20% มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการที ทำให้
ระบบอาชีวศึกษาไทยไม่ตอบสนองต่อความต้องการของ สถานประกอบการ นั่นคือ หน่ึงวิทยาลัยอาชีวศึกษา
สามารถเลือกเปิดสอนสาขาใดก็ได้ โดยไม่ต้อง พิจารณาความต้องการของสถานประกอบการ และ สอง การขาด
ระบบฐานข้อมลู ตลาดแรงงานที จะ สามารถน่ามาช่วยวางแผนการผลิตกำลังคน
ประการแรก วิทยาลัยอาชีวศึกษาสามารถเลือกเปิดสอนสาขาใดก็ได้ โดยไม่ต้องพิจารณาความ ต้องการของ
สถานประกอบการ
ในปจั จบุ ัน หากวทิ ยาลยั อาชีวะศึกษาใดจะเปิดสอนหลักสูตรที มีการเปดิ สอนอยู่แลว้ เช่น หลักสตู ร แกนกลางของ
สอศ. กจ็ ะต้องขออนุมตั ิจากส่านักนโยบายและแผนงานอาชวี ศึกษา ซึ่งจะพิจารณา ปัจจยั สำคัญ 2 ข้อ คอื จำนวน
นักเรยี นที คาดวา่ มาจะสมัครเรียน และความพร้อมของวิทยาลัย โดยความตอ้ งการแรงงานของสถานประกอบการ
ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการพิจารณา ดังนนั้ ความต้องการ เข้าศกึ ษาที่ สะท้อนผ่าน “จำนวนนักเรียนท่ีคาดว่ามาจะ
สมัครเรียน” จึงไม่จ่าเป็นต้องสอดคล้องกับ ความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเม่ือ
ผู้เรยี นและผู้ปกครองขาดข้อมูล ความตอ้ งการของสถานประกอบการ
ประการทีส่ อง การขาดระบบฐานขอ้ มูลตลาดแรงงานทีจ่ ะสามารถนำมาชว่ ยวางแผนการผลิตกำลงั คน
สถานศกึ ษาจะสามารถเปิดสอนสาขาวิชาที ตรงกบั ความต้องการของสถานประกอบการได้ก็ตอ่ เม่ือรคู้ วามต้องการ
แรงงานของสถานประกอบการอย่างแม่นยำพอสมควร อย่างไรกต็ าม ในปจั จุบันเรายงั ไม่มีระบบฐานข้อมลู ดังกล่าว
ทำการเปิดสอนสาขาที่ ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการทำไดย้ าก
2.2 แม้ในกรณีที่เปิดสอนได้ตรงสาขา แต่เนื้อหาหลักสูตรไม่ตรงกับทักษะความรู้ที่นายจ้างต้องการ
ลำพงั การเปดิ สอนให้ตรงสาขานั้นยังไม่เพียงพอ เพราะรายละเอียดของเน้ือหาในหลักสูตรนน้ั ก็มี ความสำคัญไม่ยิ่ง
หย่อนไปกว่ากนั เช่น หลักสูตรอาจตรงความต้องการ แตล่ ้าสมยั เพราะสอนเทคนิค การผลิตที่ โรงงานเลิกใช้กันไป
แล้ว หรือหลักสูตรอาจจะไม่ได้บรรจุทักษะท่ี ต้องใช้งานจริง หรือแม้หลัก สูตรจะบรรจุเนื้อหาได้ครบถ้วน แต่การ
ใหน้ ้ำหนกั ความสำคญั ของแตล่ ะหัวข้ออาจไมส่ ะท้อนสภาพการทำงานทเี่ กิดข้ึนจริง
ปจั จัยสำคัญที ทา่ ใหเ้ กิดความไมส่ อดคล้องระหว่างเนื้อหาหลกั สูตรกับความต้องการของสถานประกอบการนั้น
เกี่ยวข้องกับ 1) ระบบการจัดท่าเนื้อหาหลักสูตรที่ถูกกำหนดโดยอาจารย์ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเป็นหลัก และ
2) การที่ อาจารย์อาชีวศึกษาเกือบทั้งหมดไม่มีประสบการณ์การท่างานในภาคเอกชน เมื่อปัจจัยทั้ง 2 อย่างมา
ประกอบกันก็จะทา่ ใหห้ ลักสูตรอาชวี ศึกษาเต็มไปดว้ ยเน้ือหาท่ีกำหนดโดยอาจารย์อาชีวศึกษาผู้ซ่ึงไม่มคี วามรู้ความ
33
เข้าใจโลกของสถานประกอบการจริง เนื้อหาหลักสูตรที่ ได้มาจึงมีลักษณะเป็น “เชิงวิชาการ” มากกว่า “เชิง
ปฏบิ ัต”ิ และไมส่ ามารถตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการได้
2.3 แมห้ ลกั สูตรจะสอนทกั ษะความรู้ท่ีนายจา้ งต้องการ แต่ผเู้ รียนยงั ขาดความเชี่ยวชาญจนไม่สามารถทำงาน
ได้จริง
แม้จะเปดิ สอนได้ตรงสาขา และเน้ือหาหลักสูตรตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ แตห่ ากไม่สามารถทำ
ให้ผู้เรียนเกิดความเช่ียวชาญจริง การเรียนการสอนก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เราไม่มีหลักฐานข้อมูลการวัด
สมรรถนะทักษะอาชีพของผู้จบอาชวี ศึกษา จงึ ไมส่ ามารถพสิ ูจน์ปญั หาผู้เรียนขาดความเชี่ยวชาญทักษะได้อย่างชัด
แจ้ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ที่สถานประกอบการหลายแห่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าผู้จบ
อาชีวศกึ ษาไมส่ ามารถทา่ งานไดจ้ ริง นอกจากน้ี หลกั ฐานแวดล้อมหลายอยา่ งยังชวี้ ่าระบบอาชวี ศึกษาในปัจจุบันไม่
นา่ จะสามารถท่าใหผ้ ู้เรียนเชี่ยวชาญทักษะการทำงานจริง
ประการแรก ดังท่ี ได้กล่าวไปในตอนต้น ทักษะช่างหลายอย่างจำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทักษะความรู้
พนื้ ฐาน ซึ่งนกั เรียนอาชวี ศกึ ษาไทยยังขาด และหลักสตู รอาชีวศกึ ษากไ็ มไ่ ดแ้ ก้ไขจดุ อ่อนในสว่ นนี้
ประการท่ีสอง อาจารย์อาชีวศึกษาส่วนใหญ่ขาดประสบการณ์ในสถานประกอบการ จึงไม่มีทักษะที่จะต้องใช้ใน
สถานประกอบการจริง
ประการท่ีสาม ระบบผลิตอาจารย์อาชีวศึกษาไทยในปัจจุบันไม่สามารถรับประกันได้ว่าอาจารย์ที่จบออกมาจะมี
ความเช่ียวชาญทักษะช่างเทคนิค นับตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งมีการออก พระราชบัญญัติสภาอาจารย์และบุคลากร
ทางการศึกษา ผู้ทีจะได้รับเข้าบรรจุเป็นข้าราชการจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพซ่ึงวิธีการหลักท่ี จะได้มาคือการ
สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรครุศาสตร์ที่ คุรุสภาให้การรับรอง ในกรณีของอาชีวศึกษาสายเทคนิค หลักสูตรที่จะ
นำไปสู่การไดใ้ บประกอบวชิ าชีพคอื หลกั สตู รครศุ าสตร์อุตสาหกรรม ซ่ึงมีข้อบกพร่องสำคัญคอื มีการฝกึ ทักษะฝีมอื
ชา่ งไมเ่ พยี งพอ อาจารย์จำนวนหน่ึงทสี่ ำเร็จการศกึ ษาจากหลักสูตรเหลา่ จงึ ไม่มที ักษะอาชีพ
34
ปญั หาของหลักสูตรอดุ มศึกษา
คุณภาพอดุ มศึกษาไทยในปัจจบุ ันไดม้ ีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง โดยมีจดุ ม่งุ หมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน
ให้มีการพัฒนาความรรู้ ะดับสงู เพื่อนำไปใชป้ ระโยชนต์ ่อสังคมในอนาคต การศกึ ษาในระดบั อุดมศึกษาน้ันยังรวมถึง
การให้ผู้เรียนค้นคว้าหาความรดู้ ว้ ยตนเอง เพื่อใหผ้ ลผลิตของอุดมศกึ ษาซ่ึงเป็นบัณฑิตทส่ี ำเร็จการศึกษาออกไปน้ัน
มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการ แม้ว่าการพัฒนาคุณภาพของ
การอุดมศึกษาไทยมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันก็ยังพบว่าคุณภาพอุดมศึกษายังไม่มีคุณภาพ
เทา่ ทค่ี วรในหลายประเด็น สาเหตุหลักมหี ลายประการ ( มตชิ นออนไลน์ , 2548 ) ประกอบดว้ ย
1. สถาบันอุดมศึกษาปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างและพัฒนาคุณภาพ
มาตรฐานการเรียนการสอนและการวิจัย เปิดหลักสูตรตามความพอใจ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและมาตรฐาน
การศกึ ษา ขาดการวางแผนพฒั นาสถาบนั ในระยะยาว รวมถงึ คณะกรรมการบรหิ ารสถาบัน/สภาสถาบนั อดุ มศึกษา
ทง้ั ของรัฐและเอกชนหลายแหง่ ไมม่ กี ารบริหารจดั การที่ดี
2. มหาวิทยาลัยไทยโดยภาพรวมยังมีจุดอ่อนเรื่องการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการเป็น
มหาวิทยาลัยวิจัย ซึ่งจะสังเกตได้วา่ มหาวทิ ยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลยั ชัน้ นำของโลกล้วนเป็นมหาวทิ ยาลัยวจิ ัย
ทัง้ ส้นิ
3. ทิศทางการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาในภาพรวมไม่ชัดเจน เกิดความซ้ำซ้อนในเรื่องการให้บริการ บุคลากร
ที่จะเข้ามาในมหาวิทยาลัย เช่น ผู้บริหาร ส่วนหนึ่งไม่มีความรู้ทางด้านการบริหาร แต่จะมีความรู้เฉพาะด้านงาน
วิชาการเท่านน้ั รัฐบาลควรมีการจดั อบรมการเป็นผู้บรหิ ารขึน้ มาเหมือนกบั ข้าราชการสายอื่น
4. บัณฑิตท่ีจบการศึกษาออกมาบางส่วนไม่ได้คุณภาพ และมปี ัญหาในด้านภาษาองั กฤษ สถาบันการศึกษาควร
ดึงผู้ประกอบการเข้าไปร่วมพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาบุคลากร และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานในสถาน
ประกอบการตั้งแต่ยังเรียนอยู่ รวมถึงวิกฤติอุดมศึกษาไทยช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏ 300 แห่ง และเปิดหลักระดับปริญญาตรีและโท บางแห่งใช้กลยุทธ์ "จบง่าย" ในการดึงดูดผู้เรียน ขณะที่
ผู้เรียนเข้ามาเรียนเพื่อหวังใบปริญญาตามสโลแกนจ่ายครบจบแน่ ซึ่งเป็นการทำลายคุณภาพอุดมศึกษาไทย และ
ทำให้บัณฑติ ทส่ี ำเรจ็ การศึกษาออกมาไม่มีคุณภาพตามท่สี ังคมคาดหวังไว้
35
5. การจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่เป็นการจัดตั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง ไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพและความ
พร้อมของการเป็นสถาบันอุดมศึกษา รวมถึงไม่มีการจัดระบบความหลากหลายของสถาบันอุดมศึกษา ทำให้ทิศ
ทางการส่งเสริมพัฒนาและกำกับมาตรฐานไม่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งสถาบันอุดมศึกษาไทยในปัจจุบัน
ส่วนมากมุ่งเข้าสู่ธุรกิจอุดมศึกษา มีการขายปริญญาบัตร เปิดหลักสูตรจำนวนมาก การถ่ายทอดความรู้แบบ
สำเร็จรูปตามแบบตะวนั ตก เนอื่ งจากมหาวิทยาลยั ไทยก้าวเข้าสู่กับดกั ทางธรุ กจิ การศกึ ษา
6. รัฐบาลไม่มีการควบคุมการเปิดสาขาวิชาของแต่ละมหาวิทยาลัยให้ตรงตามความต้องการของประเทศและ
ตลาดแรงงาน ดังนั้น ควรส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษากู้เงินเพื่อศึกษาในสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อให้
บณั ฑิตทีจ่ บออกมามีงานทำ
7. จาก พรบ. การศึกษา 15 ปีระหว่างปี พ.ศ. 2533-2547 ที่ผ่านมาได้มีการกำหนดสัดส่วนผู้เรียนสาย
วทิ ยาศาสตร์และสายสงั คมที่ 50 : 50 และกำหนดให้แตล่ ะมหาวิทยาลยั มสี ดั สว่ นอาจารย์ท่ีจบปริญญาเอกปริญญา
โท และปริญญาตรี อยู่ที่ 3:6:1ที่สำคัญต้องการให้ผู้เรียนรับภาระค่าเรียนเพิม่ ขึ้นเมื่อสิ้นแผนฯสามารถดำเนินการ
ตามเป้าหมายได้หลายเรื่อง แต่ที่ยังทำไม่ได้คือ สัดส่วนผู้เรียนสายวิทย์และสายสังคม 50:50 นั้นทำได้เฉพาะใน
มหาวิทยาลัยปิด สัดส่วนอาจารย์ที่จบปรญิ ญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี นั้น ทำได้เฉพาะในมหาวิทยาลยั รฐั
เพียง 24 แหง่ เทา่ นั้น
36
แนวโนม้ การพฒั นาหลกั สูตรในศตวรรษที่21
แนวโน้มการพฒั นาหลักสูตรปฐมวัย พทุ ธศักราช2560
จากความสำคญั ของการจัดการชั้นเรียนเด็กปฐมวัยดังกลา่ วข้างตน้ จะเห็นไดว้ ่ามีความ สอดคล้องกบั การพัฒนา
เดก็ ใหส้ ามารถดำรงชีวติ อยู่ในสภาพสังคมท่ีมีความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี มกี ารเปลย่ี นแปลงในเรือ่ งของเศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม และระบบข่าวสารอย่างหลากหลาย รวดเร็ว มีการค้นคว้าหาความรู้ที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน อีกท้ัง
รูปแบบวิถีชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในศตวรรษที่ 21 จึงเป็น
ประเด็นที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การศึกษาปฐมวัยพยายามต่อสู้ให้การจัดการชั้นเรียนเป็นไปตามหลักการและ
จุดมุ่งหมายของการจัด การศึกษาระดับปฐมวัยที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในแนวทางที่ถูกต้องและต้องจัดให้
พ ร ้ อ ม ท ี ่ จ ะ ท ำ ใ ห้ เ ด ็ ก เ ก ิ ด ท ั ก ษ ะ ใ น ศ ต ว รร ษ ท ี่ 21 (21st Century skills) ซ ึ ่ ง Schrum and Levin
(2009 cited in Klaisang, 2017) ได้นำเสนอการจัดการเรยี นการสอนท่ีเน้นทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 อัน
ประกอบดว้ ยความรแู้ ละทกั ษะ 4 ด้านหลัก ไดแ้ ก่
1. วิชาหลัก (Core subjects) ได้แก่ ภาษาอังกฤษ การอ่าน ศิลปะการใช้ภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
ภาษาตา่ งประเทศ หน้าทพี่ ลเมอื ง การปกครอง เศรษฐศาสตร์ ศิลปะ ประวัตศิ าสตรแ์ ละภูมิศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียนได้
เรยี นรู้เน้ือหาทจ่ี ำเป็น นอกจากนน้ั ยังมีการเรยี นรู้เพ่ือตอบสนองเป้าหมายการสรา้ งคนให้มีคุณภาพ มีคุณค่าเป็นที่
ยอมรับ สามารถทำงานและใช้ชีวิตใน ศตวรรษที่ 21 ได้ (Century themes) จึงต้องรู้ในลักษณะสหวิทยาการ
(interdisciplinary) ได้แก่ Global awareness เศรษฐกิจ การเงิน การประกอบธุรกิจ หน้าที่พลเมือง สุขภาพ
และสง่ิ แวดลอ้ ม เป็นตน้
2. ทกั ษะอาชีพและทักษะชวี ิต (Life and Career Skills) ความรเู้ พียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถดำรงชีวิตได้
อย่างปกติสขุ จงึ จำเปน็ ต้องมที ักษะอาชีพและทักษะชวี ติ ดว้ ย ได้แก่ (1) การเข้ากับผ้อู นื่ และการปรบั ตวั (Flexibility
and Adaptability) (2) การริเร่ิมและการนำตนเอง (initiative and Self-direction) (3) การผลติ ผลงานและการ
ยอมรับการตรวจสอบ (Productivity and Accountability) และ (4) ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ
(Leadership and Responsibility)
37
3. ทกั ษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) การเรยี นรตู้ อ้ ง เรียนกนั ตลอดชีวิตจึงต้อง
มกี ารฝึกฝนและพฒั นาผเู้ รยี นให้เกิดทักษะโดยเน้นการเรียนรดู้ ว้ ยการปฏบิ ัติ (Learning by doing) เพือ่ ตอบสนอง
ต่อทักษะ ดังนี้ (1) ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) (2) การคิดวิจารณญาณและ
การแก้ปัญหา (Critical thinking) และ (3) ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน (Communication and
Collaboration)
4. ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ( Information, Media, and Technology Skills) คือ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในบริบท ของการเรียนรู้เนื้อหา
และทักษะทผ่ี ู้เรียนจะได้รูจ้ ักวธิ เี รยี นรู้การคิดเชิงวพิ ากษ์ การแก้ปัญหา การใช้ ขอ้ มูลข่าวสาร การส่ือสาร การผลิต
นวัตกรรมและการทำงานรว่ มกนั
ทักษะในศตวรรษที่ 21 ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึง มหาวิทยาลัย
และตลอดชวี ิต และเปน็ ทกั ษะที่ต้องได้รบั การพัฒนาอย่างต่อเนื่องซง่ึ หมายความว่าจะต้อง ได้รับการปลูกฝังต้ังแต่
วัยเด็กซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ โดยทักษะทุกด้านสามารถเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็ก ปฐมวัยดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
ปลอดภยั การจัดการชั้นเรียนสำหรบั เด็กปฐมวยั ทั้งทางด้านกายภาพและ จติ ภาพจึงต้องปูพื้นฐานให้เด็กมีทักษะใน
ศตวรรษท่ี 21 ครบทกุ ด้าน
38
แนวโนม้ การพฒั นาหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช๒๕๕๑ (ฉบบั ปรับปรุง๒๕๖๐)
ความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( Information and
Communication Technology :ICT) ทำให้ทักษะที่จำเป็นสำหรับคนใน ยุคศตวรรษที่ 21 มีความแตกต่างไป
จากยุคศตวรรษที่ 20 เหตุเนื่องจากงานที่เคยใช้คนทำงานกับเครื่องจักรกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพราะ
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคมได้ขยายขีดความสามารถจนสามารถทำงานแทนที่คนได้ ทำให้สัดส่วน
แรงงานลดลงเกดิ ขึน้ ในงานท่ีใช้สัมผสั รับรู้อย่างจำเจและงานที่ใชแ้ รงงานแบบซำ้ ๆซากๆ ซงึ่ เป็นงานท่ีป้อนคำสั่งให้
คอมพิวเตอร์ทำแทน แต่สัดส่วนแรงงานระดับชาติบางส่วนที่เพิ่มขึ้นในงานที่เน้นการคิดอย่างผูเ้ ชี่ยวชาญและต้อง
ใช้ การสือ่ สารทซี่ ับซอ้ นซ่งึ เปน็ งานทคี่ อมพวิ เตอร์ไม่สามารถทำแทนได้
เม่อื พจิ ารณาถงึ การจัดการศึกษาของไทยในปจั จุบันตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษา ข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช
2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552: 25) ที่ได้นำเสนอแนวทางการจัด การเรียนรู้โดยเน้น “การจัดการเรียนรู้ที่
เน้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ โดยผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ท่ีหลากหลายเป็นเคร่ืองมอื ที่จะนำพาตนเองไปสู่
เป้าหมายของหลักสูตร ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ
กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา
กระบวนการเรยี นรูจ้ ากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวจิ ัย
กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง และกระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย ซึ่งผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจใน
กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้สามารถเลอื กใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ” เมื่อนำมา
เทียบเคียงกับทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่ควรได้รับการพัฒนาแล้วนับว่าเป็นหลักสูตรที่มีความพยายามให้
ครูผสู้ อนไดพ้ ฒั นาตนเองเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรูโ้ ดยผ่านกระบวนการเรยี นรู้ของตนเองมากขึ้น แต่ยงั ไมเ่ น้นย้ำที่
ชัดเจนในเรือ่ งของทักษะสำคญั ในการใช้เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ซง่ึ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ของโรงเรยี นในปัจจบุ ันน้ยี ังถือวา่ เปน็ แนวทางเดิมแบบศตวรรษท่ี 20 ซ่ึงใชไ้ อซีทีเป็นเคร่ืองมือเพ่ิมประสิทธิผลของ
การสอนแบบเก่า เช่น การใช้โปรแกรมประมวลผลคำเพ่ือเพ่ิมผลงาน การใช้คอมพิวเตอรพ์ ิมพ์งาน การใชโ้ ปรแกรม
ชว่ ยคำนวณข้อมูล ซึง่ เป็นการเพมิ่ ความสะดวกในการทำงาน แตก่ ารใชเ้ ทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก
ไอซีทีได้อย่างเต็มท่ีในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลีย่ นประสบการณ์ ตีความ ตัดสินใจ และใช้สารสนเทศในการ
สร้างสรรค์ชิ้นงาน ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานและการใช้ชีวิตของคนในศตวรรษที่ 21 ดั งนั้น
แนวโน้มการปรับปรุงแก้ไขหลกั สูตรการศึกษาขน้ั พื้นฐาน จึงจำเป็นต้องมกี ารปรับเปลีย่ นแนวทางการพัฒนาครูและ
ผ้เู รยี นใหท้ ันตอ่ การเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
39
คุณลกั ษณะที่สำคญั ของผ้เู รียนในศตวรรษที่ 21
จากแนวคดิ ขององค์กร ผทู้ ่เี ก่ยี วข้อง และนักการศึกษาขา้ งต้นแสดงให้เหน็ ถงึ คุณลกั ษณะของผู้เรียนในศตวรรษที่
21 ที่ควรจะไดร้ ับการพัฒนามี 3 องค์ประกอบหลกั ดงั น้ี
1. ด้านความรู้ ความรู้ที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย จิตสำนึกต่อโลก การเงิน
เศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ ความเป็นพลเมือง วัฒนธรรมมนุษย์และโลกทางกายภาพและโลก
ธรรมชาติ สุขภาพและสวัสดิภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ความรู้พื้นฐานเชิง
ทัศนาการ” (visual literacy) ความรู้พนื้ ฐานทางข้อมูลขา่ วสาร ความรพู้ ้นื ฐานทางพหุวัฒนธรรม (multicultural
literacy) และความรพู้ ้ืนฐานในเรื่องปริมาณ
2. ด้านทักษะการเรียนรู้และการคิด ทักษะการเรียนรู้และการคิดที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ผู้เรียนในศตวรรษที่
21 ประกอบดว้ ย ความอยากร้/ู จิตแหง่ วิทยาการ (Disciplined Mind) การคิดระดับสูง การคิดเชิงวพิ ากษ์ ทกั ษะ
การแก้ปัญหา จัดการและแก้ไขความขัดแย้ง ทักษะการสังเคราะห์ (Synthesizing Mind) ทักษะการคิดเชิง
สร้างสรรค์และผลิตนวัตกรรม ทักษะการทำงานเป็นทีม/การทำงานร่วมกัน/การสร้างเครือข่าย ทักษะปฏิสัมพันธ์
ระหว่างบุคคล/การเรยี นรู้แบบมสี ่วนร่วม ทักษะการเรียนรู้ตามบริบท ทักษะด้านไอซีที ทักษะการใช้วิธีการเรยี นรู้
ทักษะการใช้ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ทักษะการผลิตนวัตกรรม ทักษะการจัดลำดับความสำคัญ ทักษะการ
วางแผนและการจัดการเพื่อมุ่งผลลัพธ์ ทักษะการใช้เครื่องมือจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการสร้างผลผลิตที่มี
คณุ ภาพและเหมาะสม ทกั ษะการต้ังคำถามและการวเิ คราะห์ ทกั ษะการหาแนวโน้มและคาดการณ์ความเป็นไปได้
และทกั ษะการร้คู ิด
3. ด้านทักษะชีวิต ทักษะชีวิตที่สำคัญที่ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ความเป็น
ผู้นำ ความสามารถในการปรับตัว การใช้เหตุผลที่ดี ความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และในฐานะพลเมือง การ
เข้าถึงคน/การเจรจา การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น ความสามารถในการชี้นำตนเอง ความกล้าเสี่ยง การ
จัดการความซบั ซอ้ น การรู้จักเพิม่ พูนประสทิ ธิผลของตนเอง ความสามารถในการสือ่ สารแบบโตต้ อบ/การโตต้ อบ
โดยอิสระ การมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง ในระดับท้องถิ่นและโลก ความเป็นพลเมืองดิจิตอล ( digital
citizenship) จิตแหง่ ความเคารพ(Respectful Mind)และจิตแหง่ จริยธรรม (Ethical Mind)
40
แนวโน้มการพฒั นาหลกั สูตรประกาศนยี บัตรวิชาชีพ(ปวช.) และประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชัน้ สงู (ปวส.) และ
หลกั สตู รปริญญาตรสี ายเทคโนโลยหี รือสายปฏบิ ัตกิ าร
การพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาเป็นการนำสมรรถนะในงานอาชีพของมาตรฐานอาชีพหรือ มาตรฐาน
สมรรถนะ (Occupational Standards /Competency Standards) ตามระดับคุณวุฒิ วิชาชีพ มากำหนดเป็น
มาตรฐานการศึกษาวิชาชีพของสาขาวิชาและสาขางานในหลักสูตรแต่ละระดับ คุณวุฒิอาชีวศึกษา แล้วพัฒนา
รายวชิ าตามโครงสรา้ งหลกั สตู รใหส้ อดคล้องกับมาตรฐานสมรรถนะที่ กำหนดเพื่อเป็นหลกั สตู รฐานสมรรถนะ ทั้งน้ี
เนื่องจากนโยบาย ยุทธศาสตร์ สภาพเศรษฐกิจ สังคมและ เทคโนโลยีรวมทั้งความต้องการกำลังคนมีการ
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีการพัฒนาหลักสูตร อย่างต่อเนื่องอย่างน้อยในทุก 5 ปี นอกจากนี้ก็อาจ
จำเป็นตอ้ งมีการปรับปรุงแก้ไขและพฒั นาหลักสูตร เพ่ิมเติมในระหว่างวงรอบของการใช้หลักสูตรนั้น ๆ เพ่ือให้ทัน
ต่อการเปล่ยี นแปลงและความต้องการของ งานอาชพี ได้เชน่ กัน
สำหรับการพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาเป็นหลักสูตรใหม่และพุทธศักราชใหม่ เพื่อเป็น หลักสูตรแกนกลางท่ี
สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ
มาตรฐานการศึกษาของชาติ กรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ และ เกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละ
ระดับ รวมทั้งการอนุมัติ ประกาศใช้และรับรองคุณวุฒิผู้สำเร็จ การศึกษาตามหลักสูตร ได้นำเสนอไว้ในเอกสาร
“หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพชั้นสูง เรื่องที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร ฐานสมรรถนะ” แล้ว ในเอกสารเล่มนี้จะนำเสนอถึงหลักเกณฑ์และ
แนวปฏิบัตใิ นการดำเนนิ การพัฒนา หลักสูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ (ปวช.) และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ชั้นสูง (ปวส.) เพิ่มเติม ซึ่ง ประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเพิ่มเติม การพัฒนาหลักสูตรสาขางาน
เพ่มิ เตมิ และการพัฒนา หลกั สูตรรายวชิ าหรือกลุ่มวชิ าเพม่ิ เตมิ ซ่ึงมีขอ้ ควรทราบและข้อพจิ ารณาทเี่ ก่ยี วข้อง ดงั นี้
41
กระบวนการในการพฒั นาหลกั สตู รสาขางานเพ่ิมเตมิ มลี ำดับข้ันตอนดังนี้
1. สถานศึกษาอาชีวศึกษาดำเนินการศึกษา สำรวจ วิเคราะห์ความต้องการและความจำเป็น ในการพัฒนา
หลกั สูตรสาขางานเพ่มิ เตมิ ในหลกั สูตร ประกอบดว้ ย
1.1 การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) หรอื การวิเคราะห์หน้าที่ (Functional Analysis)
1.2 การสำรวจความตอ้ งการกำลังคนของชมุ ชน สังคม ตลาดแรงงาน สถานประกอบการ
1.3 การประเมินความพร้อมของสถานศึกษาอาชีวศึกษาในการดำเนินการจัดการเรียน การสอน ทั้งด้านผู้สอน
ผ้เู รียนและทรัพยากรสนบั สนุนการจัดการเรยี นการสอน
2. สถานศึกษาอาชีวศึกษาดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรสาขางานเพิ่มเติม จากภาครัฐและ
ภาคเอกชน อย่างน้อย 7 คน ประกอบด้วยครู คณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาน ประกอบการที่มีความรู้
ความสามารถและประสบการณต์ ามสาขาอาชพี ทงั้ จากภาครฐั และภาคเอกชน
3. สถานศึกษาอาชวี ศึกษาดำเนินการจัดประชมุ คณะกรรมการเพื่อยกร่างและบรรณาธิการ หลักสูตรสาขางาน
ที่พัฒนาเพิ่มเติม ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพของสาขางาน และการ พัฒนารายวิชาในกลุ่ม
สมรรถนะวิชาชีพเลือกหรือสาขางานต้องมีความสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพตาม ระดับคุณวุฒิ และเป็นไปตาม
กรอบโครงสร้างหลักสูตร โดยกำหนดรหัสวิชา ชื่อวิชา จำนวนชั่วโมง จำนวนหน่วยกิต จุดประสงค์รายวิชา
สมรรถนะรายวิชา และคำอธบิ ายรายวิชาตามรปู แบบทีก่ ำหนด
4. สถานศึกษาอาชีวศึกษาเสนอการพัฒนาสาขางานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการวิทยาลัย เพื่อให้ความเห็นชอบ
กรณีคณะกรรมการวิทยาลัยพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบ ให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข แล้วนำเสนอใหม่ หาก
คณะกรรมการวิทยาลยั พิจารณาแลว้ เหน็ ชอบ ให้ดำเนนิ การเสนอสำนกั งาน คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษาตอ่ ไป
5. สถานศึกษาอาชีวศึกษาเสนอเอกสารหลักสูตรสาขางานที่พัฒนาเพิ่มเติม พร้อมแผนการเรียน สำเนาคำส่ัง
แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาสาขางาน สำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการ วิทยาลัยที่เห็นชอบการพัฒนา
สาขางาน และรายงานผลการศึกษาความต้องการและความจำเป็นในการ พัฒนาสาขางานเพิ่มเติมต่อสำนักงาน
คณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา เพอื่ เข้าส่กู ระบวนการพิจารณาอนุมตั ิ
6. สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพจัดประชุมคณะทำงานกลั่นกรองการพัฒนา รายวิชาหรือกลุ่ม
วิชาเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องในการพัฒนาสาขางานเพิ่มเติม ในหลักสูตร กรณีคณะทำงาน
42
กลั่นกรองการพัฒนารายวิชาหรือกลุ่มวิชาเพิ่มเติมพิจารณาแล้วพบ ข้อบกพร่อง ให้ดำเนินการส่งคืนสถานศึกษา
อาชีวศึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องแล้วนำเสนอใหม่ หากตรวจสอบแล้วถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ให้
ดำเนนิ การตามขั้นตอนตอ่ ไป
7. สำนกั มาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพเสนอเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพ่อื ทราบ อนุมัติ
และลงนามในคำสง่ั เพ่ิมเติมสาขางานในหลักสูตร
8. สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพทำหนงั สือแจ้งการเพิ่มเติมสาขางานใน หลักสูตรแกส่ ถานศึกษา
อาชีวศึกษาและหน่วยงานท่เี ก่ียวข้องทราบ พร้อมท้งั จัดทำฐานข้อมูล
กระบวนการในการพัฒนารายวชิ าเพม่ิ เติมในหลักสูตร มีลำดบั ขน้ั ตอนดังน้ี
1. สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษาดำเนนิ การแต่งตั้งคณะกรรมการพฒั นารายวิชา โดยคดั เลือกจาก ครู คณาจารย์
หรอื ผเู้ ชย่ี วชาญท่ีมคี วามรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในรายวิชาทีต่ ้องการพฒั นาเพิ่มเตมิ ใน หลักสตู ร
2. สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาจดั ประชุมคณะกรรมการเพ่ือดำเนนิ การพฒั นารายวชิ าเพิ่มเตมิ โดย จดั ทำ
รายละเอียดของรายวิชา ประกอบดว้ ยการกำหนดรหัสวชิ า ช่อื วชิ า จำนวนช่ัวโมง จำนวนหนว่ ยกติ จดุ ประสงค์
รายวชิ า สมรรถนะรายวิชา และคำอธบิ ายรายวชิ า
3. สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาเสนอการพฒั นารายวิชาเพ่ิมเตมิ ต่อคณะกรรมการวทิ ยาลัยเพอ่ื ให้ ความเห็นชอบ
กรณีคณะกรรมการวิทยาลัยพิจารณาแลว้ ไม่เหน็ ชอบ ใหด้ ำเนินการปรบั ปรุงแกไ้ ขใหถ้ ูกต้อง แลว้ นำเสนอเข้ามาอกี
ครั้ง หากคณะกรรมการวทิ ยาลยั พจิ ารณาแล้วเห็นชอบ ให้ดำเนินการตามขน้ั ตอนตอ่ ไป
4. สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาเสนอการพฒั นารายวชิ าเพม่ิ เติมใหส้ ำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษา และวิชาชพี
พจิ ารณาตรวจสอบความถูกต้องของการพัฒนารายวิชาในหลกั สูตร ทง้ั นี้ ต้องระบุรายละเอียดของ รายวิชาท่ี
ต้องการพัฒนาเพ่ิมเติมให้ชัดเจนว่าไดด้ ำเนินการพฒั นารายวชิ าเพิม่ เตมิ ในหลักสตู ร ประเภทวิชา สาขาวชิ า หมวด
วชิ าและกลุ่ม/กลุ่มวชิ าใด
5. สำนกั มาตรฐานการอาชีวศกึ ษาและวิชาชีพดำเนินการจัดประชุมคณะทำงานกลัน่ กรองการ พัฒนารายวชิ า
หรอื กล่มุ วิชาเพ่ิมเตมิ พจิ ารณาตรวจสอบความถูกต้องของการพฒั นารายวิชาในหลักสตู ร ประกอบดว้ ย การ
กำหนดรหสั วิชา ชอ่ื วชิ า จำนวนชวั่ โมง จำนวนหนว่ ยกติ จุดประสงค์รายวชิ า สมรรถนะ รายวิชา และคำอธิบาย
43
รายวิชา กรณตี รวจสอบในเบ้ืองต้นแลว้ พบข้อบกพร่อง ให้สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา ดำเนินการปรับปรงุ แก้ไข หาก
ไม่พบข้อบกพร่องให้ดำเนนิ การในขั้นตอนต่อไป
6. สำนักมาตรฐานการอาชวี ศึกษาและวชิ าชีพทำหนังสอื แจง้ ผลการตรวจสอบ ความถูกต้องของการพฒั นา
รายวชิ าให้สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาทราบ
7. ผอู้ ำนวยการสถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาลงนามในคำส่งั เพ่มิ เติมรายวิชาในหลักสตู ร
8. สถานศกึ ษาอาชีวศึกษารายงานการพัฒนารายวชิ าเพ่มิ เตมิ ให้สำนกั งานคณะกรรมการ การอาชีวศกึ ษา
ทราบ โดยต้องแนบเอกสารสำเนาคำส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการพฒั นารายวชิ า และสำเนาคำส่ัง เพิ่มเติมรายวิชาใน
หลกั สตู ร พร้อมทั้งจดั เก็บข้อมลู การพฒั นารายวิชาในฐานขอ้ มูลสถานศกึ ษา
9. สำนักมาตรฐานการอาชวี ศึกษาและวชิ าชพี ทำหนงั สือเสนอเลขาธิการคณะกรรมการ การอาชวี ศกึ ษาเพ่อื
ทราบ พรอ้ มทั้งจดั ทำฐานข้อมลู
44
แนวโน้มการพฒั นาหลกั สูตรอดุ มศกึ ษา พทุ ธศักราช 2565
ทักษะแห่งอนาคตใหม่ในศตวรรษที่ 21 (21 Century Skill) เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ท่ามกลาง
ของแห่งเทคโนโลยี สถาบันอุดมศึกษา ควรมีทิศทางในการปรับตัว ให้รองรับพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไป การปรับ
รูปแบบการเรียนรู้จากยุค 1.0 ที่เรียนรู้จาก อาจารย์อย่างเดียวให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง (ยุค 2.0) และสร้าง
องค์ความรู้ (ยุค 3.0) นำไปสู่การอุดมศึกษาไทยในยุค 4.0 ที่มีหัวใจสำคัญ คือการสร้างนวัตกรรมและพัฒนา
ศักยภาพมนุษย์ให้มีคุณภาพสูงขึ้น หนังสือ 21st Century Skill: Learning for Life in Our Time (Trilling&
Fadel, 2009) ได้ระบุคุณลักษณะของผูเ้ รียนในศตวรรษที่ 21 ว่าผู้เรียน ต้องพร้อมพัฒนาตนเองในทุกๆด้านอย่าง
เต็มศักยภาพ แนวคิดในการจัดการเรียนรู้สำหรับ ศตวรรษที่ 21 คือ สอนน้อยลงทำให้เรียนรู้ได้มากขึ้น (teach
less, learn more) หมายถึง ครูใช้วิธีสอนแบบบรรยายหรือ ครูคอยบอกเล่าให้น้อยลง แต่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้
เรียนรู้ด้วย ตนเองเพิ่มขึ้น ส่วนอีกแนวคิดคือ การเรียนรู้โดยตรง (Active learning) โดยมุ่งจัดการเรียนรู้ ใน
ลักษณะที่ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด โดยผ่านการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ลงมือปฏิบัติคิด
แก้ปัญหา ริเริ่มสร้างสรรค์ท่างานเป็นกลุ่ม สรุปเป็นความรู้และ สามารถน่าเสนอได้อย่างเหมาะสมและอีกแนวคดิ
หนึ่งของการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ คือแนวการจัดการ
เรียนการสอนที่เน้นให้ ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ และสิ่งประดิษฐ์ใหม่โดยการใช้กระบวนการทางปัญญา
(กระบวนการ คิด) กระบวนการทางสังคม (กระบวนการกลุ่ม)และให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และมีส่วนร่วมใน การ
เรยี นสามารถน่าความรูไ้ ป ประยุกตใ์ ช้ไดโ้ ดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้อา่ นวยความสะดวก จัดประสบการณ์การเรียนรู้
ให้ผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเปน็ สำคัญต้องจัด ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความสามารถและ
ความถนัดเน้นการบูรณาการความรู้ในศาสตร์ สาขาต่างๆ ใช้หลากหลายวิธีการสอน หลากหลายแหล่งความรู้
สามารถพัฒนาปัญญาอย่าง หลากหลายคือ พหุปัญญา รวมทั้งเน้นการวัดผลอย่างหลากหลายวิธี เพื่อให้พร้อมต่อ
สังคม แห่งการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องมีทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต มีทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดี เพื่อการ
ตดิ ตอ่ สื่อสารกบั เครอื ข่ายทหี่ ลากหลายรปู แบบ
45
การสง่ เสริมการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เป็นแนวคิด กลวิธี และแนวทาง การจดั การ เรยี นร้เู พ่ือหาทางออก
ให้แก่การพฒั นาระบบการศกึ ษาของไทยให้มีความตระหนักรตู้ ่อ แนวโน้มการเปลยี่ นแปลงสภาพสงั คมและ
ครอบครัวในยุคต่อไปที่กำลังมาถงึ พร้อมเป็นแนว ทางการพัฒนาการศกึ ษาควบคูก่ บั การพัฒนาประเทศตาม
นโยบายของรัฐบาลเกีย่ วกับ เศรษฐกจิ ยคุ ดจิ ิทลั การจดั การศกึ ษาในระดบั อดุ มศึกษา ให้มีความสอดคลอ้ งกับการ
พัฒนา ประเทศทีจ่ ะก้าวสูย่ คุ ดิจิทลั อยา่ งเต็มรปู แบบในอนาคต เพ่ือเตรียมผเู้ รียนให้พรอ้ มรับมือกับ สงั คมในยคุ
ศตวรรษท่ี 21 โดยตำหนกั ถงึ ความสำคญั ของการสง่ เสริมการจัดการศึกษา ดังน้ี
1. การเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21 โลกแหง่ ดิจิทัล (World Digital Learning) เปน็ การ สรา้ งองค์ความรผู้ า่ นลงไป
ในเครือขา่ ยออนไลน์ ทเ่ี กิดจากการสร้างเนื้อหาร่วมกัน แบ่งปัน ความรู้ ปรับปรงุ และเน้ือหาท่มี ีความหากหลาย
มากขน้ึ เปน็ นวตั กรรมเน้อื หาการสอนแล้ว แบ่งปนั ไปทวั่ โลก แลว้ ฝึกฝนเดก็ รนุ่ ใหม่ใหร้ ้จู ักคน้ ควา้ และทำงาน
ร่วมกันผา่ นเครอื ข่ายทั่วโลก เป็นการทำลายกำแพงการศกึ ษาทข่ี วางก้ันลงไป ครเู พียงแต่ผู้แนะนำ ช้ปี ระเด็นและ
แก้ไข ขอ้ ผิดพลาดไม่ใหผ้ เู้ รยี น ผเู้ รยี นสามารถเรียนรู้ผ่านเครือขา่ ยดจิ ทิ ลั ทเี่ ช่ือมโยงเข้าหากนั เด็ก ได้เรียนรู้จากสุด
ยอดนกั คิดทุกคนในทกุ เรื่องที่เขาสนใจ ซ่งึ เปน็ การเปดิ กวา้ งสำหรับทกุ คนใน โลกไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียน เหมือน
สมยั ด้ังเดิมทผี่ ่านมา การเปิดกว้างเช่นนีจ้ ะเปน็ ประโยชน์ ตอ่ โลกแห่งการทำงานท่ีมกี ารแข่งขันทส่ี งู และ
เปล่ยี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิง่ การเปิดให้เรียนเพมิ่ เตมิ เฉพาะเรื่องท่ีมปี ระโยชน์ต่อการทำงานจาก
โลกดิจิทัล คือ สง่ิ ทภ่ี าครฐั และเอกชน ควรให้การสนบั สนุนเพือ่ ใหร้ ะดับองค์ความร้ใู นโลกของการทำงานและโลก
ความ เปน็ จรงิ มากขน้ึ
2. การจดั การเรยี นการสอน (Instruction) การศึกษายุคใหม่ควรนำเน้ือหาที่สอน บนเครอื ข่ายออนไลน์ เพ่อื ให้
ทกุ คนได้มโี อกาสเขา้ ถึงไดฟ้ รี ดว้ ยการแลกเปลยี่ นความรู้ พัฒนา เนื้อหาใหมๆ่ ข้นึ มาเป็นสถานศกึ ษาหนงึ่ ใน
เครือข่ายสงั คมออนไลน์ทนี่ ักเรยี นและ สถาบนั การศึกษาอื่นได้เข้ามาเรยี นรู้ พร้อมคงรกั ษาเอกลักษณ์ทาง
วัฒนธรรมเอาไว้ เพื่อคงอยู่ ของประวตั ิศาสตรแ์ ละไม่อยอู่ ย่างโดดเด่ียวอีกต่อไป เนอ้ื หาที่เกิดขน้ึ จะมีการ
แลกเปลย่ี น เรยี นรู้และนำไปวางบนเครือขา่ ยออนไลน์ โดยเปล่ยี นแนวคิดท่ถี ือว่าเปน็ ทรัพยส์ ินท่ีสร้าง ความ
ไดเ้ ปรยี บของสถาบนั ให้กลายเปน็ ผ้นู ำในการเผยแพรข่ ้อมูลขา่ วสารผ่านโลกออนไลน์ที่ ทุกคนเขา้ ถงึ สามารถเรยี นรู้
ได้ทกุ ทแ่ี ละทุกเวลา
46
3. การเปล่ียนรูปของการศึกษา (Educational Transformation) หนว่ ยงานที่ เก่ียวขอ้ งควรใหค้ วามสำคญั ต่อยคุ
แหง่ การเรียนรู้ทง้ั ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ควรมกี าร ขับเคลือ่ นการเรียนรู้ใหเ้ ป็นองคก์ รแหง่ การเรยี นรูแ้ ละไม่
สามารถอยู่ตัวคนเดยี ว โดยสร้าง ความสมั พันธ์กับสงั คมและองค์กรต่างๆภายนอกในรูปแบบความรว่ มมือใหมๆ่
มากขึ้น การ ออกแบบหลกั สูตรหรือการเรยี นการสอนต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลย่ี นแปลงในยคุ ดจิ ทิ ัลมาก ขึน้
ควรรวมตวั กนั เพื่อเช่อื มสมั พันธ์สร้างองค์ความรูใ้ หม่ และเช่ือมโครงสร้างพื้นฐาน สารสนเทศใหส้ ามารถใช้งาน
รว่ มกันอย่างมีประสทิ ธิภาพ มกี ารพัฒนาทมี งานในสถานศึกษา ให้มีความรคู้ วามสามารถสูงและเรียนร้รู ่วมกันเพ่ือ
รองรับการออกแบบรายวชิ าหรอื สาระการ เรียนรู้ใหม่ๆ ท่จี ะเกิดข้ึนในอนาคต โดยครู ผูบ้ ริหารควรรว่ มกันทำงาน
เป็นทีมเพื่อนำไปสู่ ผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษาท่มี ีคุณภาพมากย่ิงขนึ้ และรว่ มกนั พฒั นาส่ือการเรียนรูแ้ ละแนวทาง
การวดั ผลและประเมินผลทางการเรียนท่มี ีคณุ ภาพและเรยี นรูอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ
47
สรุป
ปัญหาและแนวโน้มการพัฒนาหลกั สตู รพิจารณาได้จากข้อมลู พนื้ ฐานในการพฒั นาหลักสตู รทถ่ี กู รวบรวม
วิเคราะห์เชื่อมโยงเป็นชดุ ของจุดประสงค์การเรียนร้ทู ่ใี ช้ในการวางแผนพฒั นาหลักสตู รและนำไปออกแบบหลักสตู ร
โดยการอธบิ ายเหตุผลการได้มาของสาระความรใู้ นหลักสูตร ทม่ี ีเหตผุ ลประอบหลักวชิ าโดยอาศัยทฤษฎีการเรยี นรู้
ต่างๆและนักพัฒนาหลกั สตู รนำมากำหนดเป้าหมายการพัฒนาผู้เรยี น กำหนดสาระเนื้อหาและผลการเรยี นรู้ ข้อมูล
ตา่ งๆเหล่าน้ีสามารถเปน็ แนวทางชว่ ยใหอ้ ธิบายแนวโน้มของหลักสูตรได้ปัญห
ความเจริญก้าวหนา้ อยา่ งรวดเรว็ ทางดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร (Information and
Communication Technology : ICT) ทำให้ทักษะทีจ่ ำเป็นสำหรบั คนใน ยุคศตวรรษท่ี 21 มีความแตกต่างไป
จากยุคศตวรรษท่ี 20 เหตุเนื่องจากงานท่เี คยใชค้ นทำงานกับเคร่ืองจักรกำลงั เปล่ียนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพราะ
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยโี ทรคมนาคมไดข้ ยายขดี ความสามารถจนสามารถทำงานแทนท่คี นได้ ทำใหส้ ดั สว่ น
แรงงานลดลงเกดิ ขึน้ ในงานท่ใี ช้สัมผัสรบั รูอ้ ยา่ งจำเจและงานท่ีใชแ้ รงงานแบบซำ้ ๆซากๆ ซ่งึ เปน็ งานที่ป้อนคำส่งั ให้
คอมพิวเตอร์ทำแทน แตส่ ดั ส่วนแรงงานระดับชาติบางสว่ นท่เี พิ่มขน้ึ ในงานที่เน้นการคดิ อย่างผูเ้ ช่ยี วชาญและตอ้ ง
ใช้ การสื่อสารทซ่ี บั ซ้อนซงึ่ เป็นงานท่คี อมพวิ เตอร์ไม่สามารถทำแทนได้าและแนวโนม้ การพฒั นาหลกั สูตรพิจารณาไดจ้ ากขอ้ มูล
พ้ืนฐานในการพฒั นาหลกั สูตรท่ีถูกรวบรวมวิเคราะหเ์ ช่ือมโยงเป็นชุดของจดุ ประสงคก์ แลเหตุผลการไดม้ าของสาระความรู้ในหลกั สูตร ที่มีเหตผุ ลประกอบ
หลกั วชิ าโดยอาศยั ทฤษฎีการเรียนรู้ตา่ งๆ และนกั พฒั นาหลกั สูตรนามากาหนดเป้าหมายการพฒั นาผเู้ รียน กาหนดสาระเน้ือหาและผลการเรียนรู้ ขอ้ มูลตา่ งๆ
เหลา่ น้ีสามารถเป็นแนวทางช่วยให้อธิบายแนวโนม้ ของหลกั สูตรไดญ้ หาและแนวโนม้ การพฒั นาหลกั สูตรพจิ ารณาไดจ้ ากขอ้ มูลพ้ืนฐานในการพฒั นา
หลกั สูตรที่ถกู รวบรวมวิเคราะหเ์ ชื่อมโยงเป็นชุดของจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ที่ใชใ้ นการวางแผนพฒั นาหลกั สูตร และนาไปออกแบบหลกั สูตร โดยการ
อธิบายเหตผุ ลการไดม้ าของสาระความรู้ในหลกั สูตร ท่ีมเี หตผุ ลประกอบหลกั วชิ าโดยอาศยั ทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ และนักพฒั นาหลกั สูตรนามากาหนด
เป้าหมายการพฒั นาผูเ้ รียน กาหนดสาระเน้ือหาและผลการเรียนรู้ ขอ้ มลู ตา่ งๆ เหลา่ น้ีสามารถเป็นแนวทางช่วยใหอ้ ธิบายแนวโนม้ ของหลกั สูตรไดน้ รู้ ที่ใช้
ในการวางแผนพฒั นาหลกั สูตร และนาไปออกแบบหลกั สูตร โดยการอธิบายเหตุผลการไดม้ าของสาระความรู้ในหลกั สูตร ที่มเี หตุผลประกอบปัญหาและ
แนวโนม้ การพฒั นาหลกั สูตรพิจารณาไดจ้ ากขอ้ มูลพ้นื ฐานในการพฒั นาหลกั สูตรที่ถกู รวบรวมวเิ คราะหเ์ ชื่อมโยงเป็นชุดของจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ที่ใชใ้ น
การวางแผนพฒั นาหลกั สูตร และนาไปออกแบบหลกั สูตร โดยการอธิบายเหตุผลการไดม้ าของสาระความรู้ในหลกั สูตร ท่ีมีเหตผุ ลประกอบหลกั วชิ าโดย
อาศยั ทฤษฎีการเรียนรู้ตา่ งๆ และนกั พฒั นาหลกั สูตรนามากาหนดเป้าหมายการพฒั นาผเู้ รียน กาหนดสาระเน้ือหาและผลการเรียนรู้ ขอ้ มลู ตา่ งๆ เหลา่ น้ี
สามารถเป็นแนวทางช่วยใหอ้ ธิบายแนวโนม้ ของหลกั สูตรไดห้ ลกั วชิ าโดยอาศยั ทฤษฎีการเรียนรู้ตา่ งๆ และนกั พฒั นาหลกั สูตรนามากาหนดเป้าหมายการ
พฒั นาผเู้ รียน กาหนดสาระเน้ือหาและผลการเรียนรู้ ขอ้ มลู ตา่ งๆ เหลา่ น้ีสามารถเป็นแนวทางช่วยให้อธิบายแนวโนม้ ของหลกั สูตรไดป้ ัญหาและแนวโนม้
การพฒั นาหลกั สูตรพิจารณาไดจ้ ากขอ้ มูลพ้ืนฐานในการพฒั นาหลกั สูตรท่ีถกู รวบรวมวเิ คราะหเ์ ชื่อมโยงเป็นชุดของจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ท่ีใชใ้ นการ
วางแผนพฒั นาหลกั สูตร และนาไปออกแบบหลกั สูตร โดยการอธิบายเหตผุ ลการไดม้ าของสาระความรู้ในหลกั สูตร ท่ีมเี หตผุ ลประกอบหลกั วชิ าโดยอาศยั
ทฤษฎีการเรียนรู้ตา่ งๆ และนกั พฒั นาหลกั สูตรนามากาหนดเป้าหมายการพฒั นาผเู้ รียน กาหนดสาระเน้ือหาและผลการเรียนรู้ ขอ้ มูลตา่ งๆ เหล่าน้ีสามารถ
เป็นแนวทางช่วยให้อธิบายแนวโนม้ ของหลกั สูตรได้