สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)
พระพุทธศาสนา
ม.๑
หน่วยที่ ๔ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
ชาดก และศาสนิกชนตัวอย่าง
พุทธสาวก
พุทธสาวก หมายถึง ผู้ที่นับถือพระพุทธเจ้าและหลักธรรมค าสอน
ของพระพุทธเจ้า หากเป็นชาย เราเรียกว่า พุทธสาวก หากเป็นหญิง เราเรียกว่า พุทธสาวิกา
พุทธสาวกจึงหมายถึง ภิกษุและอุบาสก พุทธสาวิกาจึงหมายถึง ภิกษุณีและอุบาสิกา
ภิกษุ ภิกษุณี (หญิงที่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา) อุบาสก อุบาสิกา ที่กล่าวมานี้
รวมเรียกว่า พุทธบริษัท ๔
พุทธบริษัท ๔ คือ ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้า เผยแผ่หลักธรรม
ของพระพุทธเจ้าและทานุบ ารุงพระพุทธศาสนา
พุทธบริษัท ๔
ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา
พระมหากัสสปะ เดิมชื่อปิปผลิ เป็นบุตรของพราหมณ์ที่ชื่อ กปิล อยู่ที่หมู่บ้าน
มหาติตถะ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ คนส่วนใหญ่มักนิยมเรียกท่านว่ากัสสปะ
ตามนามสกุลของท่าน
ปิปผลิมาณพ มีใจใฝ่ศึกษาเรื่องธรรมมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย แม้เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม
ก็ไม่สนใจที่จะมีครอบครัว เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี บิดามารดาขอให้แต่งงานเสีย ปิปผลิมาณพ
ไม่สามารถจะปฏิเสธได้จึงจ าต้องแต่งงานกับหญิงซึ่งเกิดในตระกูลพราหมณ์ นามว่า
นางภัททกาปิลานี หลังจากแต่งงานแล้วทั้งสองก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเพื่อน
เมื่อบิดามารดาของทั้งสองสิ้นชีวิตลง ปราสาทงามและทรัพย์สมบัติของสองตระกูล
ก็ตกเป็นของทั้งสอง แต่ปิปผลิและนางภัททกาปิลานีไม่ได้สนใจในทรัพย์สมบัติ
แต่อย่างใด
เมื่อทั้งสองเบื่อหน่ายในการครองเรือน ก็ตกลงกันว่าจะออกบวช จากนั้นทั้งสอง
ก็ชวนกันโกนผมออกบวช ครองผ้ากาสาวพัสตร์ หมายถึง ผ้าย้อมน้ าฝาด ถือบาตรเดิน
ลงจากปราสาท แยกย้ายกันเดินทางออกไปจากกรุงราชคฤห์
ปิปผลิมุ่งหน้าไปทางเมืองนาลันทา เมื่อมาถึงต าบลที่อยู่ระหว่างเมืองราชคฤห์กับ
เมืองนาลันทาก็ได้พบพระพุทธเจ้าประทบอยู่ที่ใต้ต้นพหุปุตตนิโครธหรือต้นกร่าง ปิปผลิได้เห็น
ั
พุทธลักษณะก็เกิดความเลื่อมใส คิดว่าท่านผู้นี้จะต้องเป็นพระอรหันต์เป็นแน่ จึงเข้าไปทูล
ขอบวช
พระพุทธเจ้าโปรดให้ปิปผลิได้บวช โดยวิธีรับโอวาท ๓ ข้อ เรียกว่า
“โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา” คือ
๑. ให้มีหิริโอตตัปปะ คือ ความละอายเกรงกลัวต่อการท าชั่ว และเคารพ
พระภิกษุทุกระดับชั้น ทั้งที่เป็นพระเถระและพระนวกะ
๒. ฟังธรรมที่เป็นกุศลข้อใดข้อหนึ่ง ให้ตั้งใจฟังด้วยความเคารพ
พิจารณาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
๓. ให้เจริญกายคตาสติอย่างสม่ าเสมอ คือ ให้มีสติพิจารณาว่า ร่างกายเป็น
ของไม่เที่ยงแท้มีการเสื่อมสลายและแตกดับไปในที่สุด
หลังจากอุปสมบทแล้ว ปิปผลิมาณพก็มีชื่อเรียกตามสกุลเดิมว่า “มหากัสสปะ”
เมื่อพระมหากัสสปะอุปสมบทแล้วก็ประพฤติปฏิบัติตามพระโอวาท ๓ ข้อที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้
และในวันที่ ๘ ของการบวช ท่านก็บรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์
ส่วนนางภัททกาปิลานีต่อมาก็ได้บวชเป็นภิกษุณี ส าเร็จเป็นอรหันต์เช่นกัน
พระมหากัสสปะเป็นผู้ที่ชอบความสงบ สงัด ยึดถือธุดงค์ ๓ ข้อ อย่างเคร่งครัด คือ ๑. นุ่งห่มผ้า
บังสุกุลเป็นประจ า ๒. เที่ยวบิณฑบาตเป็นประจ า ๓. อยู่ป่าเป็นประจ า
พระมหากัสสปะได้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นด้วยการปฏิบัติตนให้เคร่งครัดอยู่เสมอ
จนพระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระมหากัสสปะว่าเป็นเลิศในด้านธุดงค์ คือ เป็นผู้ที่
พากเพียรและเคร่งครัดในการปฏิบัติตนเพื่อให้พ้นจากกิเลสทั้งปวง
พระมหากัสสปะมีผลงานส าคัญอันเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา คือเมื่อ
พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปได้ ๓ เดือน ท่านได้เป็นประธานในการสังคายนาหลัก
ค าสอนของพระพุทธเจ้า ท าให้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาสามารถสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้
พระมหากัสสปะมีอายุยืนยาวถึง ๑๒๐ ปี จึงนิพพาน
พุทธสาวก พุทธสาวิกา ชาดก และศาสนิกชนตัวอย่าง
สิ่งที่ท่านปฏิบัติตลอดชีวิตของท่านที่เราควรถือเป็นแบบอย่าง คือ
๑ ด าเนินชีวิตอย่างสมถะไม่ฟุ้งเฟ้อ และสงบ แม้จะมีทรัพย์สินเงินทอง
.
มากมาย แต่ก็ไม่ได้ยึดติดในวัตถุเหล่านั้น กลับมุ่งฝึกฝนจิตใจปฏิบัติธรรมจนส าเร็จเป็น
พระอรหันต ์
๒. มีความเมตตา โอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น ปลดปล่อยทาสเป็นไท มอบทรัพย์ให้ไป
ประกอบอาชีพ นับเป็นนายที่มีคุณธรรม ทั้งยังมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อญาติ
พี่น้องและบริวาร ด้วยการยกทรัพย์สมบัติให ้
พุทธสาวก พุทธสาวิกา ชาดก และศาสนิกชนตัวอย่าง
สิ่งที่ท่านปฏิบัติตลอดชีวิตของท่านที่เราควรถือเป็นแบบอย่าง คือ
๓. ตั้งใจปฏิบัติตามค าสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นครูของท่าน ปฏิบัติตนอย่าง
เคร่งครัดเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้า
๔. เป็นก าลังส าคัญของพระพุทธศาสนา โดยการเป็นประธานในการสังคายนา
พระธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นงานที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง ต้องมีความ
ถี่ถ้วน ท าส าเร็จได้ยาก ต้องใช้เวลานานถึง ๗ เดือน แต่เมื่องานส าเร็จลงก็เป็นประโยชน์
ต่อส่วนรวมมาก
พุทธสาวก พุทธสาวิกา ชาดก และศาสนิกชนตัวอย่าง
พระอุบาลี เป็นบุตรของช่างตัดผมในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อโตขึ้นได้ท าหน้าที่
เป็นช่างตัดผมอยู่ในราชส านักของกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นที่นับถือของพระราชกุมาร
ในศากยวงศ์
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดพระประยูรญาติ และประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน
พระราชกุมารทั้งหลายได้เสด็จออกผนวช ท่านก็ได้ออกบวชด้วย เมื่อบวชแล้วท่านได้
ทูลขอพระพุทธเจ้าว่าจะไปอยู่ป่า แต่พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า หากพระอุบาลีไปอยู่ป่าก็จะ
เจริญแต่วิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียวซึ่งเป็นวิปัสสนาธุระ แต่หากอยู่ในส านักมีภิกษุมากก็
จะได้รับรู้เรื่องกฎเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ มาก รวมทั้งได้ยินได้ฟังค าสอนของท่าน
ซึ่งเป็นเรื่องฝ่ายคันถธุระด้วย จึงทรงทัดทานไว้
พระอุบาลีเป็นสาวกที่จดจ าพระวินัยได้แม่นย า จ าได้มาก และมีความ
เข้าใจอย่างดี จนพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ บรรดาภิกษุจึงไปเรียนพระวินัยจาก
พระอุบาลีกันมาก เมื่อพระมหากัสสปะเถระเป็นประธานในการสังคายนาครั้งที่หนึ่ง
หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๓ เดือน
พระอุบาลีก็ได้ท าหน้าที่ตอบค าถามเกี่ยวกับพระวินัย การรู้จักและเข้าใจพระวินัย
อย่างดีของพระอุบาลีนี้ท าให้ท่านสามารถช่วยตัดสินข้อขัดแย้งในหมู่สงฆ์เกี่ยวกับเรื่อง
พระวินัยได้ดี ท าให้ข้อขัดแย้งต่าง ๆ หมดสิ้นไป และพระพุทธศาสนาด ารงอยู่ได้อย่างมั่นคง
สิ่งที่พระอุบาลีปฏิบัติตลอดชีวิตของท่านที่เราควรถือเป็นแบบอย่าง คือ
๑. เมื่อท่านท าหน้าที่เป็นช่างตัดผมอยู่ในราชส านักของกรุงกบิลพัสดุ์ ท่านได้
ปฏิบัติหน้าที่อย่างดี จึงเป็นที่นับถือของพระราชกุมารในศากยวงศ์
๒. เมื่อบวชท่านก็มีความตั้งใจในการศึกษาปฏิบัติธรรมจนส าเร็จเป็นพระอรหันต์
ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านพระวินัยได้ในเวลาไม่นาน
๓. ท่านเป็นผู้ที่เชื่อฟังค าแนะน าของผู้ที่เป็นครู คือ พระพุทธเจ้า แม้ท่านจะมี
ความตั้งใจจะออกไปปฏิบัติวิปัสสนาธุระในป่า แต่เมื่อพระพุทธองค์ทรงทัดทาน ท่านก็ได้อยู่
ในส านักจนเรียนรู้และจดจ าพระวินัยได้มาก
๔. ท่านเป็นผู้ที่รู้จริง จนเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้
อนาถบิณฑิกะ เป็นบุตรชายของเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี เมืองหลวงของ
แคว้นโกศล เดิมชื่อว่า “สุทัตตะ” ส่วนชื่อ อนาถบิณฑิกะ แปลว่า ผู้มีก้อนข้าวเพื่อ
คนอนาถา เพราะการที่ท่านเป็นผู้มีใจบุญ บริจาคทานแก่คนยากจนอยู่เสมอ
อนาถบิณฑิกเศรษฐีมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ
ขณะที่ท่านเดินทางมากิจธุระเรื่องการค้าขาย ในวันนั้นท่านได้เห็นคนในบ้านตระเตรียม
อาหารอย่างดีเพื่อถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ จึงขอไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อได้
ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ส าเร็จมรรคผลเป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบัน
อนาถบิณฑิกะกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปประกาศ
พระพุทธศาสนายังเมืองสาวัตถี เขาก็รีบเดินทางกลับมายังเมืองสาวัตถี เพื่อตระเตรียม
การรับเสด็จพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ที่ตามเสด็จ ดังนี้
๑. สร้างที่พักค้างคืนระหว่างเมืองราชคฤห์ถึงเมืองสาวัตถีไว้เป็นระยะ ๆ พร้อม
กับเตรียมอาหารไว้ถวายด้วย เพื่อความสะดวกของพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์
๒. เตรียมสร้างที่ประทับของพระพุทธเจ้าไว้ที่เมืองสาวัตถี โดยไปขอซื้อที่สวนของ
เจ้าชายองค์หนึ่งที่เมืองสาวัตถี นามว่า เจ้าเชต
เจ้าชายขายที่ดินให้แต่ด้วยเงื่อนไขว่า ให้น าเงินมาวางเรียงให้เต็มที่ดินที่ต้องการ
ซื้อ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงท าตามนั้น แต่เมื่อน าเงินมาปูเรียงแล้วยังเหลือ
พื้นที่บริเวณที่จะเป็นซุ้มประตูหน่อยหนึ่ง เงินที่จะใช้ปูเรียงก็หมด
จึงให้คนของท่านไปขนเงินมาอีก
แต่เจ้าเชตราชกุมารทรงห้ามแล้วรับสั่งว่า ที่ดินตรงนั้นท่านยกให้
แต่อนาถบิณฑิกเศรษฐีขอถวายที่ดินตรงนั้นคืนแก่ราชกุมาร เจ้าเชตราชกุมารจึงรับสั่งให้
สร้างซุ้มประตูลงตรงบริเวณนั้นอย่างงดงาม อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ใช้ที่ดินที่ซื้อ
จากเจ้าเชตราชกุมารสร้างวิหารขึ้นหลายหลัง รวมทั้งหอฉัน บ่อน้ า และเมื่อเห็นว่า
เจ้าเชตราชกุมารศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาสร้างซุ้มประตูขึ้นอย่างงดงาม
จึงน าชื่อของเจ้าชายมาตั้งเป็นชื่อวัดที่ท่านสร้างขึ้นว่า พระวิหารเชตวัน เพราะเล็งเห็นว่า
เจ้าชายเป็นผู้ที่ผู้คนในเมืองสาวัตถีนับถือ หากพวกเขารู้ว่า เจ้าเชตราชกุมารเลื่อมใส
ในพระพุทธศาสนา ก็จะพากันเข้ามาศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนากันมาก ท าให้
พวกเขามีโอกาสได้พ้นทุกข์
เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จมาแสดงธรรมแก่ชาวเมือง
สาวัตถี ในครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จมาฟังธรรมด้วย และได้ทรงหันมานับถือ
พระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาจึงตั้งมั่นได้และแผ่ไปทั่วแคว้นโกศล โดยมีอนาถ-
บิณฑิกเศรษฐีเป็นก าลังช่วยพระพุทธเจ้าในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้
ประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหารนี้นานถึง ๑๙ พรรษา
ตลอดชีวิตของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนั้นมิใช่ว่าท่านจะมั่งมีอยู่ตลอดเวลา
ครั้งหนึ่งท่านถูกโกงเป็นเหตุให้ยากจนลง แต่ท่านก็ยังคงให้ทานตามก าลังที่ท่านมีอย่าง
สม่ าเสมอ
พุทธสาวก พุทธสาวิกา ชาดก และศาสนิกชนตัวอย่าง
สิ่งที่ท่านปฏิบัติตลอดชีวิตของท่านที่เราควรถือเป็นแบบอย่าง คือ
๑. ท่านเป็นผู้ฝักใฝ่ในธรรม เมื่อทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก็หาโอกาส
เข้าไปฟังธรรม
๒. ท่านเป็นผู้ที่ยึดมั่นในสิ่งที่ตกลงกัน เมื่อเจ้าเชตราชกุมารตกลงเงื่อนไข
ในการซื้อที่ดินกับท่านไว้อย่างไร ท่านก็ยึดถือตามนั้น ไม่ยอมรับที่ดินตรงซุ้มประตู
ไปเปล่า ๆ แต่ได้ถวายคืนให้เจ้าเชตราชกุมาร เป็นเหตุให้เจ้าเชตราชกุมารสร้างซุ้มประตู
อันงดงามขึ้น
พุทธสาวก พุทธสาวิกา ชาดก และศาสนิกชนตัวอย่าง
สิ่งที่ท่านปฏิบัติตลอดชีวิตของท่านที่เราควรถือเป็นแบบอย่าง คือ
๓. ท่านเป็นผู้มองเห็นการณ์ไกล เมื่อทราบว่าเจ้าเชตราชกุมารทรงเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนาและเป็นผู้ที่ชาวสาวัตถีเป็นจ านวนมากนับถือ ก็น าชื่อของพระราชกุมารมา
ตั้งเป็นชื่อวัด เพื่อให้คนที่นับถือพระราชกุมารพากันมาฟังค าสอนของพระพุทธเจ้า
และมีโอกาสที่จะดับทุกข์ได้
๔. ท่านเป็นผู้ท าทานด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่เห็นแก่ว่าจะต้องได้ชื่อเสียงตอบแทนทั้ง ๆ
ที่การสร้างวัดแห่งนี้เป็นผลงานของท่าน ท่านก็ยกชื่อเสียงให้ผู้อื่นด้วยความยินดี
โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมที่จะเกิดขึ้นเป็นที่ตั้ง
พุทธสาวิกา
นางวิสาขา เกิดในตระกูลเศรษฐีอยู่ในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ บิดาชื่อธนัญชัย
มารดาชื่อนางสุมนา ขณะเมื่อนางวิสาขาอายุได้เพียง ๗ ขวบ
ได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนบรรลุโสดาปัตติผล
นางวิสาขาเป็นหญิงทมีคุณสมบัติของเบญจกัลยาณีครบถ้วน ดังนี้
ี่
๑. ผมงาม คือ ผมด าสลวยเป็นเงางาม
๒. เนื้องาม คือ เหงือกงามและริมฝีปากงาม
๓. กระดูกงาม คือ ฟันขาวงามเป็นระเบียบ
๔. ผิวงาม คือ ผิวเกลี้ยงเกลาไม่มีไฝฝ้า
๕. วัยงาม คือ งามทุกวัย โดยงามตามวัย
เมื่ออายุ ๑๖ ปี นางได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่เป็นลูกเศรษฐีในเมืองสาวัตถี ชื่อว่า
ปุณณวัฒนกุมาร บุตรของมิคารเศรษฐี ก่อนที่นางวิสาขาจะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของสามี
ธนัญชัยเศรษฐีบิดาของนางได้ให้โอวาทแก่นางเพื่อเป็นแนวทางในการด าเนินชีวิตคู่ ๑๐ ข้อ คือ
๑. ไฟในอย่าน าออก หมายถึง เรื่องที่ไม่ดีของบิดามารดาของสามีหรือเรื่องที่ไม่ดีของ
สามีอย่าน าไปบอกให้คนนอกบ้านรู้
๒. ไฟนอกอย่าน าเข้า หมายถึง หากมีผู้กล่าวถึงบิดามารดาของสามีหรือกล่าวถึงสามี
ในทางไม่ดีอย่าน ามาพูดในบ้าน
๓. ควรให้แก่คนที่ให้ หมายถึง ผู้ที่มายืมของไป หากเขาน ามาคืน ควรให้ยืมต่อไป
๔. ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้ คือ ใครที่ยืมอะไรแล้วไม่ส่งคืน ก็ไม่ควรให้ยืมอีก
๕. ควรให้แก่คนทั้งที่ให้และทั้งที่ไม่ให้ คือ หากผู้ยืมเป็นญาติมิตรที่ยากจน
จะใช้คืนหรือไม่ก็ตาม ก็ควรให้ต่อไป
๖. พึงนั่งให้เป็นสุข หมายความว่า ก่อนนั่งควรจัดที่นั่งที่ดีให้แก่บิดามารดาของสามี
และสามีเสียก่อน แล้วตนเองจึงนั่งลง เพื่อจะได้นั่งอย่างสบาย ไม่มีใครมาต าหนิได้
๗. พึงบริโภคให้เป็นสุข คือ ไม่ควรบริโภคก่อนบิดามารดาของสามีและสามี แต่ควร
บริการท่านเหล่านั้นให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วตนเองจึงบริโภค จะได้บริโภคได้สบาย ไม่มีผู้ใด
มาต าหนิได้
๘. พึงนอนให้เป็นสุข คือ ไม่ควรนอนก่อนบิดามารดาของสามีและสามี ควรให้บิดา
มารดาของสามีและสามีนอนเสียก่อน แล้วจึงนอน จะได้นอนได้สบาย ไม่ต้องฟังใครมาต าหนิ
๙. พึงบ าเรอไฟ คือ ให้เห็นบิดามารดาของสามีและสามีเป็นสิ่งที่พึงย าเกรงเหมือนกับไฟ
คือพึงย าเกรงและเอาใจใส่บิดามารดาของสามีและสามีเสมอ
๑ ๐ . พึงบูชานอบน้อมเทวดาภายใน คือ พึงเคารพนอบน้อมบิดามารดาของสามี
และสามีเสมอ
วันหนึ่งนางจึงกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์มาฉันอาหารและ
แสดงธรรมที่บ้านของมิคารเศรษฐี มิคารเศรษฐีไม่เต็มใจที่จะมาร่วมท าบุญ ฟังธรรม แต่ก็เกรงใจ
นางวิสาขา จึงมานั่งฟังธรรมอยู่ที่หลังม่าน ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอันเหมาะกับ
อัธยาศัยของมิคารเศรษฐี
มิคารเศรษฐีก็เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ท าให้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน
ในวันนั้น ทั้งยังเดินออกมานอกม่าน กล่าวสรรเสริญนางวิสาขาเป็นอันมากที่ท าให้ตนมีโอกาส
ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่นั้นมิคารเศรษฐีก็ยกย่องและเรียกนางวิสาขาเป็นมารดา
ของตน ท าให้นางวิสาขามีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า มิคารมารดา หมายถึง มารดาของมิคารเศรษฐ ี
นอกจากนางวิสาขาจะเป็นผู้ที่ยึดมั่นในพระธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
นางยังเป็นผู้ที่สนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง นางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็น
ประจ า และได้ทูลขอว่าตนจะรับใช้พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ทุกอย่าง นางไม่ยึดติดกับ
ของมีค่ามีราคาที่เป็นของนางแต่อย่างใด
นางวิสาขาน าเครื่องประดับศีรษะที่บิดาของนางมอบให้เป็นของขวัญแต่งงานไปขาย
น าเงินมาสร้างวัดบุพพาราม และสร้างโลหะปราสาทไว้ภายในวัด โลหะปราสาทนี้เป็นสถานที่
สงเคราะห์พระสงฆ์ สร้างเป็น ๒ ชั้น มีขนาดใหญ่โต มีห้องถึง ๑,๐๐๐ ห้อง มียอดถึง
๖๐ ยอด
นอกจากนั้น ที่ดินที่ใช้สร้างวัดยังซื้อด้วยเงินที่นางเป็นผู้บริจาคอีกด้วย พระพุทธเจ้า
ได้เสด็จมาประทับที่วัดบุพพารามแห่งนี้นานถึง ๖ พรรษา การที่นางเป็นผู้บริจาคทานมากมายนี้
พระพุทธเจ้าได้ตรัสยกย่องว่า นางเป็นผู้เลิศในทางถวายทานคู่กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี
นอกจากจะเป็นผู้ถวายทานมาก ด้วยการถวายอาหาร จีวร ยารักษาโรคและสิ่งของ
จ าเป็นอื่น ๆ แก่พระภิกษุแล้ว นางยังเป็นผู้รู้การควรไม่ควร และรู้ความจ าเป็นของพระสงฆ์
อีกด้วย
สิ่งที่นางวิสาขาได้ปฏิบัติตลอดชีวิตของนางที่เราควรถือเป็นแบบอย่าง คือ
๑. นางเป็นลูกที่ดี เชื่อฟังบิดามารดา และมีความซื่อสัตย์ต่อสามี
๒. นางเป็นผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา
๓. นางเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ดังจะเห็นได้จากวิธีการที่นางชักน า
มิคารเศรษฐีให้มีโอกาสได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างนุ่มนวล มิต้องขัดแย้งกัน เป็นการ
ุ
ช่วยให้มิคารเศรษฐีเห็นทางในการพ้นทกข์
สิ่งที่นางวิสาขาได้ปฏิบัติตลอดชีวิตของนางที่เราควรถือเป็นแบบอย่าง คือ
๔. นางเป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างในการถวายทาน เป็นผู้ให้โดยไม่เสียดายทรัพย์สิน
อนุเคราะห์ช่วยเหลือพระสงฆ์เพื่อให้พระพุทธศาสนาด ารงอยู่ได้
๕. นางเป็นผู้ไม่ดูดายเมื่อได้พบเห็นสิ่งที่ควรท า เช่น กรณีที่นางเห็นว่า พระภิกษุ
ต้องเปลือยกายอาบน้ าฝน ก็คิดหาทางที่จะช่วย โดยท าอย่างถูกต้อง คือ ทูลขอพระพุทธเจ้าให้
ทรงอนุญาตให้นางถวายผ้าอาบน้ าฝนแก่พระภิกษุ
ชาดก
ชาดก คือ เรื่องของพระพุทธเจ้าที่มีมาในชาติก่อน ๆ พระองค์น ามาตรัสเล่าแก่
พุทธบริษัทเพื่อใช้สอนหลักธรรม เนื้อเรื่องในชาดกสนุกสนาน แทรกด้วยคติสอนใจ ชาดกจึงให้ทั้ง
ข้อคิดและความเพลิดเพลินไปพร้อม ๆ กัน
พุทธสาวก พุทธสาวิกา ชาดก และศาสนิกชนตัวอย่าง
อัมพชาดก
ชาดกเรื่องนี้สอนว่า ผู้ที่ไม่เชื่อฟังค าสอนของ
ครูอาจารย์ ผู้ที่ไม่รู้คุณของครู แม้จะได้ลาภยศ
ไม่นานก็จะต้องพบกับความหายนะ
ติตติรชาดก
ชาดกเรื่องนี้สอนว่า การรู้จักเคารพซึ่งกันและกันตามวัยวุฒิ
และรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือกันย่อมน ามาซึ่งความสุข
ในการอยู่ร่วมกันของหมู่คณะ
ศาสนิกชนตัวอย่าง
พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระชนมายุอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐-๓๑๒
พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพินทุสารกับพระนางสิริธรรมา พระเจ้าพินทุสารนั้น
เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะซึ่งครองเมืองปาฏลีบุตร
เมืองหลวงแห่งใหม่ของแคว้นมคธ ซึ่งปัจจุบันก็คือ รัฐพิหาร
การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ และการแผ่ราชอาณาจักรออกไปด้วย
การปราบปรามฆ่าฟันผู้คนเป็นจ านวนมาก จึงทรงตัดสินพระทัยเลิกท าสงคราม หันมาทรงศึกษา
พระธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้า
ครั้นเมื่อได้ทรงฟังธรรมจากพระสมุทรเถระก็บรรลุพระโสดาบัน อีกทั้งทรงประกาศ
หลักธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้าแทน พระองค์ได้ทรงปฏิญาณตนเป็นอุบาสกและทรงน า
หลักธรรมมาใช้ในการปกครองบ้านเมือง ท าให้ผู้คนหันมาเรียกพระองค์ว่า ธรรมาโศก แปลว่า
อโศกผู้ทรงธรรม และทรงส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนต่าง ๆ
นอกชมพูทวีปถึง ๙ สาย อีกด้วย
พระเจ้าอโศกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ปักเสาศิลาจารึกหลักธรรมไว้ในที่ต่าง ๆ
เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เสาดังกล่าวมีเสาหนึ่งที่มีหัวเสาเป็นรูปสิงห์ ๔ ตัว หันหลังชนกัน
ซึ่งต่อมารูปสิงห์นี้ได้กลายเป็นตราแผ่นดินประจ าประเทศอินเดียไป
ทรงทุ่มเทพระราชทรัพย์เพื่อท านุบ ารุงพระพุทธศาสนาก็คือ การที่ทรงเป็น
ผู้ค้นพบสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง และได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์และเสาหินไว้เป็นหลักฐาน
ซึ่งพระองค์จะต้องทรงใช้พระราชทรัพย์มากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างถาวรวัตถุไว้ให้เป็นที่เคารพ
สักการะ
การด าเนินชีวิตของพระเจ้าอโศกมหาราชที่เราสามารถถือเป็นแบบอย่างได้
๑. พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างของผู้ที่เคยท าบาปและเมื่อทรงรู้พระองค์ เข้าใจใน
หลักธรรมก็ทรงเปลี่ยนการกระท าเสียทันที หันมาทรงสร้างสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และ
สังคมโดยรวม
๒. พระองค์ทรงเป็นผู้เห็นการณ์ไกล เมื่อทรงสร้างปูชนียสถานแห่งใด ก็จะโปรดเกล้าฯ
ให้จารึกพระคาถาอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาไว้ในบริเวณนั้นด้วย เช่น บนแผ่นหิน
บนเสาหินอันเป็นสิ่งที่อยู่คงทนผ่านกาลเวลาได้เป็นเวลานาน จารึกพระคาถานี้ได้ท าหน้าที่เผยแผ่
ค าสอนของพระพุทธเจ้าและยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกด้วย
การด าเนินชีวิตของพระเจ้าอโศกมหาราชที่เราสามารถถือเป็นแบบอย่างได้ (ต่อ)
๓. พระองค์ทรงจ่ายพระราชทรัพย์จ านวนมากเพื่อท าสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อ
ส่วนรวม เช่น ทรงสร้างวัด พระสถูป พระเจดีย์ ทรงอุปถัมภ์การสังคายนา เพื่อให้หลักธรรม
ค าสอนของพระพุทธเจ้าไม่ผิดเพี้ยนไป และยังคงอยู่เพื่อช่วยเหลือคนทั้งหลายให้ดับทุกข์ได้
๔. ทรงเป็นก าลังส าคัญในการส่งเสริม เผยแผ่ และปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา
พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ
หลังจากการสังคายนาหลักธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕
ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช โดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานเสร็จสิ้นลง
พระเจ้าอโศกมหาราชก็มีพระประสงค์จะให้ผู้คนในดินแดนต่าง ๆ ของโลกได้เรียนรู้หลักธรรม
ของพระพุทธเจ้า
ในดินแดนต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น ๙ สาย ในบรรดาพระธรรมทูตทั้ง ๙ สายเหล่านี้
สายที่มีความส าคัญต่อการตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ สายที่ ๘
ซึ่งผู้ที่ท าหน้าที่พระธรรมทูต คือ พระโสณเถระและพระอุตตรเถระ พระเถระชาวอินเดีย
ที่เดินทางมาเผยแผ่หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่ดินแดนสุวรรณภูมิ อันได้แก่
ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การด าเนินชีวิตของพระโสณเถระและพระอุตตรเถระที่เราสามารถถือเป็นแบบอย่างได้
พระเถระทั้ง ๒ องค์ได้พยายามท างานตามเป้าหมายที่พระเจ้าอโศกมหาราช
ทรงตั้งไว้จนประสบความส าเร็จ แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายทั้งเรื่องระยะทางที่ไกล
และยากล าบาก กับภาษาที่เป็นอุปสรรค แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ ยังคงเดินทางประกาศ
พระพุทธศาสนาต่อไป เพื่อให้ผู้คนที่อยู่ในดินแดนห่างไกลมีโอกาสได้ศึกษาหลักธรรมของ
พระพุทธเจ้าเพื่อการพ้นทุกข์
พระโสณะและพระอุตตระ เป็นแบบอย่างที่ดีของสาวกผู้มีขันติธรรมและ
เมตตาธรรม เพราะการออกไปประกาศพระพุทธศาสนายังดินแดนไกล ๆ นั้น ต้องมีความ
เสียสละและเมตตาธรรมสูง