โยนิโนิ สมนสิก สิ าร
โยนิโนิ สมนสิก สิ าร การคิดเป็น ป็ และคิดถูก ถู ต้องตามความเป็น ป็ จริงริ โดย อาศัยข้อ ข้ มูลอย่า ย่ งเป็น ป็ ระบบ และคิดเชื่อ ชื่ มโยงตีความ และการวิเวิคราะห์ ตามทัศนะพระพุทธศาสนา มองว่า ว่ เป็น ป็ ปัจจัยจัที่ทกให้ เกิดการใช้ปัช้ ปัญหาและทำ ให้ปัห้ ปัญญาเจริญริงอกงามยิ่งยิ่ ขึ้ต ขึ้ ไป เพราะเกิดจากรู้จั รู้ กจัคิดวิเวิคราะห์วิห์จวิารณ์อณ์ย่า ย่ ง รอบคอบและรอบด้า ด้ นจนแตกฉานและเข้า ข้ใจปัญหา ต่างๆตามสภาพจริงริ
10วิธี วิ คิ ธี คิ ดตามหลักโยนิโนิ สมนสิก สิ าร 6.คิดแบบคุณ คุ -โทษและทางออก 7.คิดแบบปลุก ลุ เร้า ร้ คุณ คุ ธรรม 8.คิดแบบรู้เ รู้ ท่าทันธรรมดา 9.คิดแบบอยู่ใยู่ นปัจจุบัน บั 10.คิดแบบแยกประเด็น 1.คิดแบบแยกแยะส่ว ส่ นประกอบ 2.คิดแบบสืบ สื สาวหาเหตุปั ตุ ปั จจัย จั 3.คิดแบบอริยริสัจ สั 4คิดแบบอรรถธรรมสัม สั พัน พั ธ์ 5.คิดแบบคุณ คุ ค่าแท้คุณ คุ ค่าเทียม
1.คิดแบบแยกแยะส่ว ส่ นประกอบ ผล เหตุที่ ตุ ที่ ทำ ให้เ ห้ กิด เหตุที่ ตุ ที่ ทำ ให้เ ห้ กิด เหตุที่ ตุ ที่ ทำ ให้เ ห้ กิด ความจริงริที่ปรากฎแก่ประสาทสัม สั ผัส ผั ของเราส่ว ส่ นมากมัก มั อยู่ใยู่ นลักษณะภาพรวมหรือ รื องค์รวมที่เป็นเสมือ มื นภาพลวงตา ดังนั้น นั้ เพื่อ พื่ ความเข้า ข้ใจต่อสิ่งสิ่ต่างๆตามความจริงริ จึง จึ ต้องแยกแยะให้เ ห้ ห็น ห็ องค์ประกอบย่อ ย่ ย แล้วจัด จั หมวดหมู่สิ่ มู่ งสิ่ต่างๆ
ตัวอย่า ย่ ง ภาพรวม คนป่ว ป่ ยโดยทั่ว ทั่ ไปแล้ว เรารู้ว่ รู้ า ว่ เป็นไข้ห ข้ รือ รื เจ็บ จ็ ป่ว ป่ ย แต่ไม่รู้ ม่ รู้ ว่ รู้ า ว่ เป็นโรคอะไร จะรัก รั ษาอย่า ย่ งไร แพทย์ต ย์ รวจและวินิวิ นิจฉัยได้ว่า ว่ ผู้ป่ผู้ ว ป่ ยเป็นโรคอะไร จะรัก รั ษาอย่า ย่ งไร เพราะเเพทย์รู้ ย์ รู้ วิ รู้ ธีวิแ ธี ยกแยะองค์ ประกอบ และวินิวิ นิจฉัยตามข้อ ข้ เท็จจริงริของโรค แยกแยะองค์ประกอบ
2.คิดแบบสืบ สื สาวเหตุปั ตุ จ ปั จัย จั ลืบค้นว่า ว่ สิ่งสิ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขึ้ ว่า ว่ ... 1 มาจากเหตุอ ตุ ะไร 2 ปัจจัย จั ที่ทำ ให้เ ห้ กิด โดยพิจพิารณาอย่า ย่ งถี่ถ้วนจนรู้เ รู้ หตุนั้ ตุ น นั้ ๆ สิ่งสิ่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขึ้ ย่อ ย่ มมีเ มี หตุปั ตุ ปั จจัย จั ทําให้เ ห้ กิด ยิ่งยิ่ ปัจจัย จั ท่าใดนั้น นั้ อาจจะไม่ใม่ ช่มี ช่ เ มี พีย พี ง ปัจจัย จั เดียว ดังนั้น นั้ การมองเพีย พี งปัจจัย จั เดียว ก็ไม่ส ม่ ามารถ เข้า ข้ใจเหตุก ตุ ารณ์ทั้ง ทั้ หมดได้ เหตุก ตุ ารณ์ ปัจจัย จั ปัจจัย จั ปัจจัย จั ปัจจัย จั
แสงแดด ตัวอย่า ย่ ง ต้นไม้ที่ ม้ ที่ เจริญริเติบโตมีกิ่ มี กิ่งก้านสาขาสมบูรณ์ ถ้าถามว่า ว่ ต้นไม้เ ม้ จริญริเติบโตได้อย่า ย่ งไร ปุ๋ย ปุ๋ เมล็ดพัน พั ธุ์ดี ธุ์ ดี น้ำ
3.คิดแบบอริย ริ สัจ สั การคิดแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยความทุก ทุ ข์ห ข์ รือ รืปัญหา มีม มี ากมายในชีวิ ชี ตวิ เราพึง พึ ต้องทำ ความเข้า ข้ใจและยอมรับ รั หาสาเหตุว่ ตุ า ว่ มีอ มี ะไรบ้า บ้ ง มีท มี างแก้ไขไหม วิธีวิแ ธี ก้ต้องทำ อย่า ย่ งไร ทุก ทุ ข์ สมุทัย นิโนิรธ มรรค บุคคลที่คิดแบบอริยริสัจอ สั ยู่เ ยู่ สมอ ๆ จะเป็น ผู้มีผู้ ค มี วามเข้า ข้ใจอะไรรอบตัวได้ อย่า ย่ งกระจ่า จ่ ง และแก้ปัญหาชีวิ ชี ตวิ ได้อย่า ย่ งถูก ถู ต้อง มีปมี ระสิทสิธิภธิาพ
ทุก ทุ ข์(ข์ปัญหา) = สอบตก มรรค(ทำ อย่า ย่ งไร) = อ่าน หนัง นั สือ สื ทบทวน ตั้ง ตั้ ใจเรีย รี น นิโนิรธ(เมื่อ มื่ ทุก ทุ ข์ดั ข์ บ ดั ได้)ด้ = สอบผ่า ผ่ น สมุทัย(สาเหตุ)ตุ = ไม่อ่ ม่ อ่ าน หนัง นั สือ สื ไม่ตั้ ม่ ตั้ ง ตั้ ใจเรีย รี น ตัวอย่า ย่ ง ผล เหตุ
เพราะฉะนั้น นั้ วิธีวิคิ ธี คิดต้องเชื่อ ชื่ มโยงระหว่า ว่ ง 1. เป้า ป้ หมาย 2. ความต้องการ 3. หลักการและวิธีวิก ธี ารเพื่อ พื่ ที่จะบรรลุเ ลุ ป้า ป้ หมาย 4. จะทำ อย่า ย่ งไรจึง จึ บรรลุผ ลุ ล การคิดแบบเชื่อ ชื่ มโยงหลักการและความมุ่ง มุ่ หมายเข้า ข้ ด้ว ด้ ยกัน การกระทําบาง อย่า ย่ งที่ไม่ปม่ ระสบความสํา สํ เร็จ ร็ ส่ว ส่ นหนึ่ง นึ่ เป็น ป็ เพราะไม่ไม่ ด้ว ด้ างเป้า ป้ หมายให้ชั ห้ ด ชั เจน หรือ รื การกระทำ ไม่ส ม่ อดคล้องกัน หรือ รืไม่ใม่ ช่แ ช่ นวทางสู่คสู่ วามสำ เร็จ ร็ 4.คิดแบบอรรถธรรมสัม สั พัน พั ธ์
บุคคลอยากได้น้ำ ด้ น้ำ มัน มั งาแต่ไปเอาทรายมาบดละเอียด เพื่อ พื่ หาน้ำ มัน มั งา เขาก็ย่อ ย่ มไม่ไม่ ด้น้ำ ด้ น้ำ มัน มั งา พระพุทธเจ้า จ้ ตรัส รั ว่า ว่ บุคคลอยากได้แ ด้ ก่นไม้ ถือขวานเข้า ข้ป่า ป่ แต่ไปตัดเอากิ่งใบ เปลือกกระพี้ข พี้ องต้นไม้ม ม้ า เขาก็ย่อ ย่ มไม่ไม่ ด้แ ด้ ก่นไม้
5.คิดแบบคุณ คุ ค่าแท้-คุณ คุ ค่าเทียม การคิดถึงคุณ คุ ค่าที่แท้จริงริของสิ่งสิ่ต่าง ๆ โดย ไม่ต ม่ กเป็น ป็ ทาสวัต วั ถุใ ถุ นยุค บริโริภคนิยนิมที่มีโมี ฆษณา โน้ม น้ น้า น้ วให้บ ห้ ริโริภควัต วั ถุนั้ ถุ น นั้ ๆ จึง จึ เป็น ป็ หน้า น้ ที่ของ ผู้บผู้ ริโริภคที่จะต้องคิดให้เ ห้ป็น ป็ และรู้เ รู้ ท่าทันสื่อ สื่ โฆษณา vs vs bad good
บางคนจะรับ รั ประทานอาหารต้องดูว่ ดู า ว่ อาหารชนิดนินี้ ร้า ร้ นนี้ไนี้ ด้รั ด้ บ รั รอง ความอร่อ ร่ ยจากนัก นั ชิมชิหรือ รื บุคคล ที่มีชื่ มี ชื่ อ ชื่ เสีย สี งหรือ รืไม่ แทนที่จะดูว่ ดู า ว่ อาหารชนิดนินี้ ส่ว ส่ นประกอบมีคุ มี ณ คุ ค่าทางอาหารเพีย พี งพอหรือ รืไม่ ตัวอย่า ย่ ง
ประโยชน์อ น์ ยู่ต ยู่ รงไหน โทษอยู่ต ยู่ รงไหน ทางเลือกที่ดีก ดี ว่า ว่ เป็น ป็ อย่า ย่ งไร หลายสิ่งสิ่หลายอย่า ย่ งมีทั้ มี ทั้ ง ทั้ คุณ คุ ประโยชน์ และโทษมหัน หั ต์ ไม่มี ม่ สิ่ มี งสิ่ใดที่จะมี ประโยชน์อ น์ ย่า ย่ งเดีย ดี ว หรือ รื มีโมี ทษอย่า ย่ งเดีย ดี ว เพราะฉะนั้น นั้ เราต้องรู้จั รู้ ก จั แยกแยะระหว่า ว่ ง......... 6.คิดแบบคุณ คุ -โทษและทางออก
โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็น ป็ สิ่งสิ่ที่มีปมี ระโยชน์ เพราะอำ นวยความสะดวก ในการ ติดต่อสื่อ สื่ สาร ควรรู้จั รู้ ก จั เลือกใช้ใช้ ห้เ ห้ หมาะสม และเกิด ประโยชน์ม น์ ากที่สุด สุ ต้อง เลือกใช้ใช้ ห้เ ห้ป็น ป็ ไม่ต ม่ กเป็น ป็ ทาสวัต วั ถุ ที่เลือกที่ยี่ห้ ยี่ อ ห้ ดัง ดั ๆ ราคาแพง ๆ ทันสมัย มั ตลอดเวลา ควรเลือกใช้เ ช้ ท่าที่จำ เป็น ป็ เพื่อ พื่ ลดค่าใช้จ่ ช้ า จ่ ยที่ฟุ่ม ฟุ่ เฟือ ฟื ย ตัวอย่า ย่ ง
บางสิ่งสิ่บางอย่า ย่ งมีทั้ มี ทั้ ง ทั้ ด้า ด้ นดี และด้า ด้ นไม่ดี ม่ ดี ถ้าเราคิดในด้า ด้ นดีห ดี รือ รื แม้แ ม้ ต่เรื่อ รื่ งที่ ไม่ดี ม่ ก็ ดี ก็ ถือ เอามาให้เ ห้ป็น ป็ ประโยชน์ กระตุ้น ตุ้ ให้เ ห้ ราทำ ในสิ่งสิ่ที่ดี ๆ 7.คิดแบบปลุก ลุ เร้า ร้ คุณ คุ ธรรม ใช้บ ช้ างสิ่งสิ่บางอย่า ย่ ง กระตุ้นตุ้ให้เรากระทำ ความดี
เวลาเราพูดถึงความตายส่ว ส่ นมากมัก มั จะไม่ส ม่ บายใจ จึง จึ พยายามเลี่ยงไม่พู ม่ พู ดถึง แต่ถ้าเราคิดว่า ว่ เราควร ทําความดี ทำ กุศ กุ ลวัน วั นี้ เพราะไม่รู้ ม่ จ รู้ ะตายวัน วั ไหน ใช้ ความตายเป็น ป็ แรงในการปลุก ลุ เร้า ร้ให้เ ห้ ราทำ ความดี ตัวอย่า ย่ ง ในชีวิ ชี ตวิพบผู้คผู้ นมากมาย ต่างนิสันิย สั เราจึง จึ ต้อง แยกแยะสิ่งสิ่ที่ดีแ ดี ละสิ่งสิ่ที่ไม่ดี ม่ ใดี น ตัวของแต่ละคน และทำ ในสิ่งสิ่ที่ดีต ดี ามแบบเขา แล้วใช้สิ่ ช้ งสิ่ที่ไม่ดี ม่ ห ดี รือ รื สิ่งสิ่ที่ผิดผิ พลาดของเขาเป็น ป็ บทเรีย รี นในการดำ รง
สามัญ มั ลักษณะ หรือ รื ไตรลักษณ์ คือ ลักษณะ ที่เสมอเหมือ มื นกันของสิ่งสิ่ทั้ง ทั้ หลาย มีอ มี ยู่ 3 ประการ 1. อนิจนิจัง จั คือ ความไม่เ ม่ ที่ยงแท้แน่น น่ อน 2. ทุก ทุ ขัง ขั คือ ความทุก ทุ ข์ ความไม่ส ม่ ามารถรัก รั ษาสภาพเดิมดิ ไว้ไว้ ด้มี ด้ ค มี วามเปลี่ยนแปลงอยู่ต ยู่ ลอดเวลา 3. อนัต นั ตา คือ สภาวะที่ไม่มี ม่ ตั มี ตั วตนที่แท้จริงริ ไม่ส ม่ ามารถควบคุม คุ ได้ 8.คิดแบบรู้เ รู้ ท่าทันธรรมดา
ตัวอย่า ย่ ง ดัง ดั นั้น นั้ จึง จึ ควรมองว่า ว่ สิ่งสิ่ทั้ง ทั้ หลายมัน มั เป็น ป็ ไปเช่น ช่ นั้น นั้ เอง จึง จึไม่ค ม่ วรยึด ยึ มั่น มั่ ถือมั่น มั่ จนเกินควร เพราะจะทำ ให้เ ห้ กิดทุก ทุ ข์ ต้องรู้ใ รู้ ห้เ ห้ ท่าทันปรากฏการณ์ห ณ์ รือ รื ภาวะต่าง ๆ ว่า ว่ เกิดขึ้น ขึ้ จากเหตุ ปัจจัย จั ใด ซึ่ง ซึ่ เป็น ป็ สิ่งสิ่ที่แปรเปลี่ยนไปตามธรรมดา โดยไม่ส ม่ ามารถ ควบคุม คุ ให้ทุ ห้ ก ทุ อย่า ย่ งอยู่ชั่ ยู่ ว ชั่ นิรันิน รั ดร์ก ร์ าล
การมีส มี ติกำ หนดรู้เ รู้ ท่าทันต่อ สิ่งสิ่ที่รับ รั รู้ห รู้ รือ รื สิ่งสิ่ที่เกิดขึ้น ขึ้ เป็น ป็ ลักษณะการคิดโดยใช้ ความรู้ที่ รู้ ที่ใช้ปัช้ ปั ญญา รู้ค รู้ วาม ต่อเนื่อ นื่ งของเหตุก ตุ ารณ์จ ณ์ าก อดีต ดี ปัจจุบัน บั และอนาคต ว่า ว่ เป็น ป็ กระบวนการเหตุปั ตุ ปั จจัย จั สืบ สื เนื่อ นื่ งต่อ ๆ กันมา 9.คิดแบบอยู่ใยู่ นปัจ ปั จุบัน บั
วิธี วิ คิ ธี คิ ด มองเหตุก ตุ ารณ์ต่ ณ์ ต่ าง ๆ อย่า ย่ งต่อเนื่อ นื่ งสัม สั พัน พั ธ์กั ธ์ กั น โดยการ ใช้ส ช้ ติ พิจพิารณาสภาวะที่เกิดขึ้น ขึ้ อย่า ย่ งรู้เ รู้ ท่าทันด้ว ด้ ยการศึกษาอดีต ดี และเก็บ รวบรวมข้อ ข้ มูลปัจจุบัน บั เพื่อ พื่ วางแผนอนาคต เมื่อ มื่ สามารถที่จะกำ าหนดรู้ปั รู้ ปั ญหาและขจัด จั อุปสรรคออกไป สร้า ร้ งปัจจัย จั ที่ช่ว ช่ ย ส่ง ส่ เสริมริความดี ความเจริญริและปฏิบัติ บั ติภารกิจอย่า ย่ งมีส มี ติปัญญา รู้อ รู้ ดีต ดี เข้า ข้ใจปัจจุบัน บั รู้เ รู้ ท่าทันอนาคต
การคิดด้ว ด้ ยการรู้จั รู้ ก จั แยกแยะประเด็น ด็ หรือ รื แยกเรื่อ รื่ งออก เป็น ป็ ด้า ด้ นตามที่เป็น ป็ อยู่จ ยู่ ริงริ ไม่เ ม่ หมารวม 10.คิดแบบวิภั วิ ภั ชชวาท
นัก นั เรีย รี นอาชีว ชี ะยกพวกตีกัน คนมัก มั เหมารวมว่า ว่ เด็ก ด็ อาชีว ชี ะ เป็น ป็ พวกนัก นั เลง ก่อความเดือ ดื ดร้อ ร้ นให้สั ห้ ง สั คม หากแยกออกจะเห็น ห็ ว่า ว่ นัก นั เรีย รี นอาชีว ชี ะไม่ไม่ ด้ เป็น ป็ อย่า ย่ งนั้น นั้ ทุก ทุ คน มี เพีย พี งส่ว ส่ นน้อ น้ ย และหากมอง ให้ลึ ห้ ลึ ก ๆ จะพบว่า ว่ มีปัมี ปั จจัย จั เงื่อนไขหลาย อย่า ย่ ง ที่ผลักดัน ดั ให้พ ห้ วกเขาเป็น ป็ เช่น ช่ นั้น นั้ เช่น ช่ สภาพปัญหา ครอบครัว รั ปัญหาสัง สั คม ความรัก รัในพวกพ้อ พ้ ง ตัวอย่า ย่ ง
สรุปแนวคิดแบบโยนิโนิ สมนสิก สิ าร 1. อุปายมนสิกสิาร คือ คิดถูก ถู วิธีวิ ธี เมื่อ มื่ มีวิ มี ธีวิคิ ธี คิดแล้วต้อง รู้จั รู้ ก จั ใช้วิ ช้ ธีวิคิ ธี คิดให้เ ห้ หมาะสม เพราะ วิธีวิคิ ธี คิดแต่ละอย่า ย่ งก็ เหมาะสมกับปัญหาหรือ รื เรื่อ รื่ งที่แตกต่างกัน 2. ปถมนสิกสิาร คือ คิดมีร มี ะเบีย บี บ คิดอย่า ย่ งเป็น ป็ ระบบ ต่อเนื่อ นื่ ง การมีร มี ะเบีย บี บในการคิด ไม่ก้ ม่ ก้ าวกระโดด ทางความคิด คิดอย่า ย่ งมีเ มีป้า ป้ หมาย 3. การณมนสิกสิาร คือ คิดมีเ มี หตุผ ตุ ล ด้ว ด้ ยการรู้จั รู้ ก จั เชื่อ ชื่ มโยงว่า ว่ เหตุอ ตุ ย่า ย่ งนี้จ นี้ ะก่อให้เ ห้ กิด ผลหรือ รื นำ ไปสู่ผสู่ ล อย่า ย่ งไร หรือ รื ผลนี้ม นี้ าจากเหตุอ ตุ ะไร 4. อุปปาทกมนสิกสิาร คือ คิดเป็น ป็ กุศ กุ ล เป็น ป็ การคิดดี คิดเพื่อ พื่ ค้นหาสิ่งสิ่ที่เป็น ป็ แก่นสาร สาระและเป็น ป็ ประโยชน์ รู้จั รู้ ก จั แยกแยะกลั่น ลั่ กรองความรู้ที่ รู้ ที่ได้รั ด้ บ รั และคิดสรร ส่ว ส่ นที่เป็น ป็ ประโยชน์กั น์ กั บตัวเรา
THE END
สมาชิก ชิ ปวริศ ริ า สีห สี าบุตร 21 รดา พุทธคุณ คุ 22 พรรณษชล หีบ หี ทอง 24 พัช พั ราภา เมตตา 28 ปิย ปิ ฉัตร หวานชิต ชิ 34 ชั้น ชั้ มัธ มั ยมศึกษาปีที่ ปี ที่ 5/9