The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือราชวงศ์ชิง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aiya.sara, 2022-11-16 07:26:45

ราชวงศ์ชิง

หนังสือราชวงศ์ชิง

ราช清ว朝
งศ์ชิง( ปี ค.ศ 1644 - 1911 )



คำนำ

ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่น่าค้นหา และ น่าสนใจ และยังเป็นสิ่งที่บอกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
ใประวัติศาสตร์ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ซึ่งข้อมูลที่ผู้จัดทำนำมาเผยแพร่เกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ราชวงศ์จีน ประเทศจีนถือเป็นอีกประเทศที่มี ประวัติศาสตร์ยาวนานหลาย
พันปี มีเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้น ความเป็นมาและ การก่อตั้งของ ราชวงศ์ชิง ว่าเกิดขึ้น
ได้อย่างไร ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่ได้เข้ามาอ่านจะสามารถเข้าใจได้มากหรือ น้อยนั้น
อยู่ที่การเข้าใจของแต่ละคน หากเกิดข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้


นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ

สารบัญ หน้า

คำนำ ข
ที่มา ค
ขอบเขต
วัตถุประสงค์ 1
ผลที่คาดว่าจะได้รับ 2-5
บทที่ 1 ชื่อเรียกราชวงศ์ 6-8
บทที่ 2 รายพระนามจักรวรรดิราชวงศ์ชิง 9 - 10
บทที่ 3 สมัยที่จีนถูกปกครองโดยชนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวจีนฮั่น 11 - 15
บทที่ 4 เมืองเสิ่นหยาง ( shenyang )
บทที่ 5 สงครามฝิ่น ( opium war ) 16 -17
( ค.ศ 1839 - 1843 )
บทที่ 6 ผลสนธิสัญญานานกิง
( nanjing treaty )

สารบัญ หน้า

บทที่ 7 สงครมฝิ่นครั้งที่ 2 ( ค.ศ.1856 - 1860 ) 18 - 20
บทที่ 8 กบฏไท่ผิง ( TAIPING REBELLION) 21 - 22
บทที่ 9 ปลายสมัยราชวงศ์ชิง 23 - 24
- ความพยายามปรับปรุงประเทศ
25 - 26
และ สร้างความเข้มแข็ง 27 - 28
บทที่ 10 จีนถูกคุมคามจากชาติมหาอำนาจตะวัน 29 - 30
31 - 32
ตกอย่างรุนแรง
บทที่ 11 กบฏนักมวย ( BOXER REBELLION ) 33 - 34
( ค.ศ. 1899 - 1901 ) 35
บทที่ 12 การสร้างวัฒนธรรมขึ้น
บทที่ 13 ผู้มีอิทธิพลช่วงปลายราชวงศ์
- พระนางชูสีไทเฮา
( EMPRESS DOWAGER TZU - HSI )
บทที่ 14 วรรณกรรมสมัยราชวงศ์ชิง
- ความฝันในหอแดง
บทที่ 15 สรุป


ที่มา

ราชวงศ์ชิงไม่ได้ก่อตั้งโดยชาวฮั่นซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศจีน แต่เป็นชาวแมนจูซึ่ง
อาศัยอยู่ในเขตแมนจูเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบัน
ในสมัยนั้น ชาวแมนจูเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยเร่ร่อนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งยัง
ไม่มีคนรู้จักมากนั้น ในช่วงที่ราชวงศ์หมิงของชาวจีนฮั่นอยู่ในสภาพอ่อนแอ เกิดจลาจลและ
การเมืองไร้เสถียรภาพ ราชวงศ์ชิง นั้นได้ก่อตั้งโดยชนเผ่าหนู่เจิน โดย ตระกูลอ้ายซินเจว๋
หลัว เป็นผู้นำ ตั้งอยู่ในดินแดนแมนจูเรีย ในปลายศตวรรษที่สิบหก นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ผู้นำเผ่า
หนู่เจินได้แข็งข้อไม่ยอมขึ้นกับราชวงศ์หมิง และ ได้เริ่มจัดตั้งกองทัพแปดกองธงขึ้น ซึ่ง
เป็นกองทัพที่รวมเผ่าต่าง ๆ เข้าด้วยกัน อันได้แก่ ชาวหนู่เจิน, ชาวจีนฮั่น และ ชาวมองโกล
นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ได้รวมเผ่าหนู่เจินเป็น ปึกแผ่น และ เปลี่ยนชื่อเป็น แมนจู นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ถือได้


ว่าเป็นผู้นำชาวแมนจูคนแรกที่ได้ถือโอกาสรวบรวมกำลังพล ในปี พ.ศ. 2179 หฺวัง ไถจี๋ โอ

รสของนู่เอ๋อร์ฮาชื่อ ได้นำกองทัพขับไล่กองทัพราชวงศ์หมิงออกจากคาบสมุทรเหลียวตง
และ ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ ชื่อว่า ราชวงศ์ชิง

ขอบเขต ค

ศึกษาประวัติศาสตร์จีนในสมัยราชวงศ์ชิงนตอนต้น ( ค.ศ. 1644 - 1672 ) และ นโยบาย
การจัดการชาวฮั่นที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ความเป็นจีนโดยศึกษาจากเอกสาร
ชั้นต้นในสมัยราชวงศ์ชิงและเอกสารชั้นรองประเภทต่าง ๆ ทั้ง ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และ
ภาษาไทย

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษานโยบายการจัดการในสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น ( ค.ศ. 1644 - 1911 )


ผลที่คาดว่าจะได้รับ

มีความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น
มีความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายการปกครองในสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น
ได้รู้ชื่อเรียกราชวงศ์
เป็นสมัยที่จีนถูกปกครองด้วยชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวจีนฮั่น
การสถาปนาราชวงค์ชิง
จักรพรรดิองค์แรกของราชวงค์ชิง

บทที่ 1 ชื่อเรียกราชวงศ์ 1

ราชวงศ์ชิง ( Qing ) ธง ( ค.ศ.1889 - 1912 )
หรือ ราชวงศ์เซ็ง
หรือ ราชวงศ์แมนจู ( Manch )
หรือ ราชวงศ์ต้าชิง
คำว่า "ชิง" เป็นคำของแมนจู เรียกว่า อาณาจักรต้าชิง

ตราพระราชลัญจกร

บทที่ 2 2

รายพระนามจักรวรรดิ
ราชวงศ์ชิง

รายพระนามจักรวรรดิราชวงศ์ชิ3ง








พระนามที่รู้จักกัน ระยะเวลา พระนามเดิม รัชศก พระนามเรียขาน พระนามแต่งตั้ง
ครองราชย์ (ภาษาจีน–ภาษาแมนจู)
โดยทั่วไป















นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ
(21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1559– ↓ค.ศ. 1616 努爾哈赤นู่เอ๋อร์ฮาชื่อ 天命เทียนมิ่ง 高帝เกาตี้ 太祖ไท่จู่
30 กันยายน ค.ศ. 1626)
ค.ศ. 1626 ( Nǔ'ěrhāchì ) Abkai fulingga Dergi















太宗ไท่จง
หวงไท่จี๋ หวงไท่จี๋ 文帝เหวินตี้
(28 พฤศจิกายน ค.ศ. ↓ค.ศ. 1626 天聰เทียนฉง

1592–
Genggiyen Su
21 กันยายน ค.ศ. 1643) ค.ศ. 1643 Abkai sure



(1627–1636)



世祖ซื่อจู่
福臨ฟูหลิน



章帝จางตี้

จักรพรรดิซุ่นจื้อ (8 กุมภาพันธ์)


(15 มีนาคม ค.ศ. 1638– Eldembure

5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1661) ↓ค.ศ. 1644
順治ซุ่นจื้อ

聖祖เซิ่งจู่

ค.ศ. 1661 玄燁เสวียนเย่ Ijishūn dasan

(18 ปี)




仁帝เหรินตี้






Gosin
จักรพรรดิคังซี (18 กุมภาพันธ์) 康熙คังซี
世宗ซื่อจง
(4 พฤษภาคม ค.ศ. 1654– 胤禛อิ้นเจิน
20 ธันวาคม ค.ศ. 1722) ↓ค.ศ. 1662 Elhe taifin






ค.ศ. 1722 憲帝เซี่ยนตี้
(61 ปี)


Temgetulehe
雍正ยงเจิ้ง




จักรพรรดิยงเจิ้ง (5 กุมภาพันธ์) Hūwaliyasun tob
(13 ธันวาคม ค.ศ. 1678–

8 ตุลาคม ค.ศ. 1735) ↓ค.ศ. 1723


ค.ศ. 1735
(13 ปี)

รายพระนามจักรวรรดิราชวงศ์ชิ4ง

พระนามที่รู้จัก ระยะเวลา พระนามเดิม รัชศก


กันโดยทั่วไป ครองราชย์
พระนามเรียขาน พระนามแต่งตั้ง
(ภาษาจีน–ภาษาแมนจู)







弘曆 乾隆 純帝




จักรพรรดิเฉียนหลง (12 กุมภาพันธ์) เฉียนตี้ ฉุนตี้
(25 กันยายน ค.ศ. หงลี่ 高宗เกาจง
↓ค.ศ. 1736 Abkai wehiyehe Yongkiyangga
1711–




7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1799) ค.ศ. 1796
(60 ปี)







顒琰หย่งเหยี่ยน 嘉慶เจียชิ่ง 睿帝รุ่ยตี้ 仁宗เหรินจง



จักรพรรดิเจียชิ่ง (9 กุมภาพันธ์)
Saicungga fengšen Sunggiyen

(13 พฤศจิกายน ค.ศ.
↓ค.ศ. 1796


1760–
2 กันยายน ค.ศ. 1820) ค.ศ. 1820




(25 ปี)


旻寧หมินหนิง 道光เต้ากวง 成帝เฉิงตี้ 宣宗เซวียนจง




Doro eldengge Šanggan

จักรพรรดิเต้ากวง (3 กุมภาพันธ์)
(16 กันยายน ค.ศ.


↓ค.ศ. 1821
1782–



25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. ค.ศ. 1850 เสียนเฟิง
(30 ปี) 奕詝 咸豐
顯帝เสี่ยนตี้ 文宗เหวินจง
1850)
อี้จู่

Gubci elgiyengge Iletu






(1 กุมภาพันธ์)

จักรพรรดิเสียนเฟิง
(17 กรกฎาคม ค.ศ. ↓ค.ศ. 1851

1831– ค.ศ. 1861
22 สิงหาคม ค.ศ. 1861) (11 ปี)

รายพระนามจักรวรรดิราชวงศ์ชิ5ง

พระนามที่รู้จัก
พระนามเดิม รัชศก


กันโดยทั่วไป ระยะเวลา พระนามเรียขาน พระนามแต่งตั้ง
ครองราชย์
(ภาษาจีน–ภาษาแมนจู)


載淳ไจ้ฉุน









จักรพรรดิถงจื้อ (30 มกราคม)
(27 เมษายน ค.ศ.
同治ถงจื้อ 毅帝อี้ตี้ 穆宗มู่จง
↓ค.ศ. 1862
1856– 載湉ไจ้ถียน Yooningga Filingga

12 มกราคม ค.ศ. ค.ศ. 1875
(13 ปี)
dasan

1875)








溥儀ผู่อี๋



จักรพรรดิกวังซวี่ (6 มกราคม)
(14 สิงหาคม ค.ศ.
光緒กวังซวี่ 景帝จิ่งตี้ 德宗เต๋อจง
↓ค.ศ. 1875
1871– Badarangga Ambalinggū

14 พฤศจิกายน ค.ศ. ค.ศ. 1908
(34 ปี) doro

1908)











จักรพรรดิผู่อี๋ (22 มกราคม)
(7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 宣統เซวียนถ่ง 明帝หมิงตี้ 询宗ชุนจง
↓ค.ศ. 1909
1906– Gehungge yoso


17 ตุลาคม ค.ศ. (17 กุมภาพันธ์)
ค.ศ. 1912

1967) (3 ปี)

ยุคบทที่ 3 สมัยที่จีนถูกปกครอง 6
โดยชนต่างชาติที่ไม่ใช่
ชาวจีนฮั่น

สมัยที่ถูกปกครองโดยชนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวจีนฮั่นชาวแมนจูซึ่งเดิมอาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ
ของจีน ( แถบแมนจูเรียในปัจจุบัน ) ในสมัยนั้น ชาวแมนจูเพียงเป็นกลุ่มชนเร่ร่อนทางตะวันออกเฉียง
เหนือของจีน ซึ่งยังไม่มีคนรู้จักมากนัก

เป็นสมัยที่จีนถูกปกครองโดยชนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวจีนฮั่น

เป็นราชวงศ์ที่เป็นชนเผ่าแมนจู ( Manchu )
ราชวงศ์ชิง หรือ ราชวงศ์แมนจู (ซึ่งเป็นชนต่างชาติที่ไม่ใช่
ชาวจีนฮั่น [ ชาวฮั่นซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศจีน ] )
ถือเป็นชนต่างชาติที่เข้าปกครองจีนที่ไม่ใช่ชนชาวจีนฮั่น

7
การสถาปนาราชวงศ์ชิง

ชาวแมนจูเดิมเป็นเพียงกลุ่มเร่ร่อนทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ต่อมาเมื่อราชวงศ์หมิงของชาว
ฮั่นอ่อนแอ เกิดจลาจลและ กลุ่มกบฏชาวนา ชาวแมนจูถือโอกาสรวบรวมกำลังพล โดยผู้นำ
ตระกูลอ้ายซินเจวี๋ยโหล เข้าบุกปักกิ่ง

จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์ชิง
อู่หวงตี้ หรือ เกาหวงตี้ หรือ นูรฮาจี ( Nurhaci )

จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง 8

จักรพรรดิองค์สุดท้ายคือ จักรพรรดิซวนถง หรือ ปูยี หรือ ผู่อี๋ ( Puyi ) ( ค.ศ. 1906 – 1967 )
ครองราชย์ตั้งแต่ ค.ศ. 1908 - 1912 นาน 4 ปี
ขึ้นครองราชย์เมื่ออายุ 2 ปีและขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานพระนางซูสีไทเฮาก็สวรรคต
หลานของพระนางซูสีไทเฮา
ในปี ค.ศ. 1911 เกิดปฏวัติซินไห่ เปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ ล้มราชวงศ์แมนจู
มีคำสั่งให้องค์จักรพรรดิสละราชสมบัติในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1912 ในวันเดียวกัน
รัฐบาลสาธารณรัฐจีนในขณะนั้นได้ออก "ประกาศการปฏิบัติต่อจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง
อย่างเป็นธรรมหลังจากสละราชสมบัติ"
ในปี ค.ศ. 1924 ปูยีถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้าม และ ดำรงชีวิตดุจสามัญชน

บทที่ 4 9

เมืองเสิ่นหยาง
( SHENYANG )

10

เมืองเสิ่นหยาง ( Shenyang )

เมืองเสิ่นหยาง ( Shenyang ) เป็นเมืองใหญ่ทางภาคอีสานที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์
แมนจูมาก่อน ซึ่งต่อมาหัวหน้าเผ่าแมนจูได้ยกทัพเข้าตี กรุงปักกิ่ง และ โค่นล้ม ราชวงศ์หมิง สถาปนา
เป็น ราชวงศ์ชิง และย้าย เมืองหลวงของ ราชวงศ์แมนจู จากเดิมเสิ่นหยางมาอยู่ที่กรุงปักกิ่งแทน เมือง
เสิ่นหยาง มี พระราชวังเสิ่นหยาง หรือ พระราชวังกู้กง

เสิ่นหยาง ( The Mukden Palace )
โครงสร้างของพระราชวังเป็นลักษณะสถาปัตยกรรม
ผสมระหว่างจีน มองโกเลีย และ แมนจูเข้าด้วยกัน

บทที่ 5 11

สงครามฝิ่น
( OPIUM WAR )

12

สงครามฝิ่น ( Opium War )

สงครามฝิ่นเป็นสงครามที่ยุติความบาดหมางทางการค้า
ระหว่าง ประเทศอังกฤษ และ จีนที่มีมายาวนาน
ทั้งนี้เป็นผลมาจาก การที่ประเทศจีนไม่ยอมเปิดประตูการค้า
อย่างเสรีตามความต้องการของชาติตะวันตก ในสมัยราชวงศ์ชิงจีนทำการค้ากับชาติตะวันตก ภายใต้
ระบบการผูกขาดโดยพ่อค้าจีนที่เรียกว่า " ก้งหอง " ( ในภาษากวางตุ้ง หรือ " กงหาง " ในภาษาจีนกลาง
หรือ จีนแมนดาริน ) และจำกัดขอบเขตการค้าขายอยู่ในเมืองกวางโจว
( Guangzhou ) ( เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง )

ฝ่ายอังกฤษซึ่งดำเนินการค้าโดยบริษัทอินเดียตะวันออก ( British East Indian Company )
ขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาลให้แก่จีน เนื่องจากนำเข้าใบชาจากจีนจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถ
ขายสินค้าให้แก่จีนได้อย่างเสรี ทำให้บริษัทอินเดียตะวันออกขาดทุนมาโดยตลอด ตีอมาในทศวรรษ
ที่ 1820 บริษัทอินเดียตะวันออก ได้พบสินค้าใหม่ซึ่งสามารถทำกำไรให้บริษัทฯ ได้อย่างงดงามคือ
ฝิ่น ( Opium ) ซึ่งปลูกในอินเดีย

13

( อาณานิคมอีกแห่งหนึ่งของอังกฤษในยุคนั้น ) ส่งผลให้สถานภาพการเสียเปรียบดุลการค้าของ
อังกฤษดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากระหว่าง ค.ศ. 1800 - 1810 จีนเคยได้เปรียบดุลการค้า 26
ล้านดอลล่าร์ในระหว่าง ค.ศ. 1828 - 1836 จีนต้องขาดดุลการค้าถึง 38 ล้านดอลล่าร์

__________________________________________

สงครามฝิ่น ( Opium War ) 14
ครั้งที่ 1 ( ค.ศ. 1839 - 1843 )

นอกจากการขาดดุลการค้าให้แก่ อังกฤษที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการค้าฝิ่นแล้ว รัฐบาลชิงได้ตระหนัก
ถึงพิษภัยของการเสพติดฝิ่นของคนจีนในทุกชนชั้นในปี ค.ศ. 1838 จึงได้ประกาศ ห้ามนำเข้าฝิ่น และ ผู้
ฝ่าฝืนมีโทษถึงประหารชีวิตทั้งผู้ค้า และ ผู้เสพ อย่างไรก็ตามฝิ่นยังคงหลั่งไหลเข้าไปยังแผ่นดินจีน
เนื่องจากเป็นสินค้าที่ทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศตะวันตก เดือนมีนาคม ค.ศ. 1839 เจ้าหน้าที่ของ
จีนยึดฝิ่นของพ่อค้าอังกฤษจากท่าเรือในเมืองกวางโจว ( Guangzhou หรือ Canton ) ในวันที่ 27
มีนาคมของปีเดียวกัน อังกฤษทำเรื่องขอฝิ่นที่ถูกยึดคืนจากจีน แต่ถูกปฏิเสธสถานการณ์ลักลอบขนฝิ่น
เข้าประเทศจีนกลับยิ่งรุนแรงมากขึ้น ทางการจีนบังคับให้พ่อค้าอังกฤษลงนามในข้อตกลงที่จะไม่ค้าขาย
ฝิ่น หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษประหารชีวิต พ่อค้าอังกฤษที่ทำการค้าฝิ่น
ปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลงดังกล่าว

15

รัฐบาลภายใต้ราชวงศ์ชิงทำหนังสือถึง พระนางเจ้าวิคตอเรีย ( กษัตริย์ของอังกฤษ ) ถามถึงเหตุผลที่
รัฐบาล อังกฤษของพระนางห้ามค้าฝิ่นในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ และสก๊อตแลนด์อย่างเด็ดขาดโดย
อ้างเหตุผลว่าเป็นการค้าที่ผิดศีลธรรม แต่กลับส่งสินค้าดังกล่าวมาขายในตะวันออกไกลและ ทำกำไร
มหาศาลให้กับประเทศของตน รัฐบาลอังกฤษบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถามดังกล่าว แต่กลับอ้างว่าการที่
รัฐบาลภายใช้ราชวงศ์ชิงยึดทรัพย์สินของชาวอังกฤษเป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรม และ ขอสินค้าคืน
รัฐบาลจีนปฏิเสธ และ นำฝิ่นที่ยึดได้ทำลาย และ ทิ้งลงทะเล อังกฤษจึงถือเป็นข้ออ้างในการยกกอง
กำลังปิดล้อมชายฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ( Guangdong ) รวมถึงฮ่องกง จีนพ่ายแพ้สงคราม และ จบลงโดย
การลงนามในสนธิสัญญานานกิง ( Nanjing Treaty )ในวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1842 เพื่อยุติสงครามกับ
ประเทศอังกฤษ

สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ( The Second Opium War )
จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายจีนต่ออังกฤษ (ค.ศ. 1839 - 1843)

บทที่ 6 16

สนธิสัญญานานกิง ( Nanjing Treaty )

จีนต้องทำสนธิสัญญาโดย เป็นการยุติของสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง ( ค.ศ. 1839 - 1842 )
ระหว่างอังกฤษ และ จีนราชวงศ์ชิง เป็นครั้งแรกที่จีนใช้คำว่า " สนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรม "
โดยผลของสนธิสัญญาในครั้งนี้ มีดังนี้

รัฐบาลจีนต้องชดใช้ค่าฝิ่นที่ทำลาย
จ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามให้แก่อังกฤษ
เปิดเมืองท่าชายทะเล 5 แห่ง ได้แก่
1) กวางโจว ( Guangzhou/Canton )
2) เซียะเหมิน ( Xiamen/Amoy )
3) ฝูโจว ( Fuzhou )
4) หนิงโป ( Ningpo )
5) เซี่ยงไฮ้ ( Shanghai )

ยกเกาะฮ่องกง และ เกาะเล็กเกาะน้อย
ที่อยู่โดยรอบเป็นเขตเช่าของอังกฤษ
ชาวอังกฤษ และ คนที่อยู่ใต้อาณัติ
สามารถทำอาศัยอยู่โดยได้รับ
สิทธิสภาพนอกอาณาเขต ( Extraterritoriality )

จีนต้องทำสนธิสัญญาโดย เป็นการยุติของสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง ( ค.ศ. 1839 - 1842 )
ระหว่างอังกฤษ และ จีนราชวงศ์ชิง เป็นครั้งแรกที่จีนใช้คำว่า " สนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรม "

17

ผลสนธิสัญญานานกิง ( Nanjing Treaty )

เป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฉบับแรกที่จีนทำกับมหาอำนาจตะวันตก
สาระในสัญญามีผลทำให้ระบบการค้าผูกขาดแบบ "ก้งหอง" หรือ "กงหาง" ถูกยกเลิก
การเปิดเมืองท่าในชายฝั่งภาคตะวันออก 5 เมือง พร้อมด้วยท่าเรือในเมืองเหล่านี้มีสถานะ
เป็นท่าเรือตามสนธิสัญญา ( Treaty Port )
มหาอำนาจตะวันตกเป็นผู้ประกอบการบรรทุกขนถ่ายสินค้าโดยไม่ต้องจ่ายค่าภาระท่าเรือ
ให้แก่รัฐบาลจีน
อัตราภาษีนำเข้าอยู่ในอัตราคงที่ และ ต่ำมาก กล่าวคือ จากร้อยละ 65 เหลือเพียงร้อยละ 5
ทั้งหมดนี้ทำให้จีนแทบไม่มีรายได้จากการค้ากับชาติตะวันตก การนำเข้าสินค้าได้อย่างเสรีมี
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพื้นบ้านของจีนอย่างรุนแรง

การค้าฝิ่นเป็นเรื่องถูกกฎหมายโดยถือว่าเป็นยารักษาโรคและสามารถทำได้โดยเสรี ทำให้สังคม
จีนอยู่ในสภาพอ่อนแอ คนจีนจำนวนมากอยู่ในสภาพติดยาเสพติด
สินค้าราคาถูกที่ผลิตจากเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมจากยุโรปหลั่งไหลเข้าไปในประเทศจีน
ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอุตสาหกรรมสิ่งทอ และ
ก่อให้เกิดปัญหา คนว่างงานจำนวนมหาศาล
สิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ชาวอังกฤษรวมถึงคนในอาณัติได้รับ
ทำให้ชาติตะวันตกสามารถแผ่อิทธิพลเข้าในประเทศจีนอย่างกว้างขวาง

สภาพดังกล่าวนี้ เหมาเจ๋อตง อดีตประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้วิเคราะห์ว่า ทำให้จีนตกอยู่ในสภาพ
" กึ่งเมืองขึ้น - กึ่งศักดินา " อีกทั้งยังเป็นแหล่งซ่องสุมมิจฉาชีพ และ อาชญากร เพราะ สามารถกระทำ
ความผิดได้โดยไม่ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายจีน เพียงหลบเข้าไปอยู่ในเขตที่อยู่ในอิทธิพลตะวันตก

บทที่ 7 18

สงครามฝิ่นครั้งที่ 2
THE SECOND
OPIUM WAR /
SECOND ANGLO-
CHINESE WAR /
ARROW WAR
( ค.ศ.1856 - 1860 )

19

สงครามฝิ่นครั้งที่ 2
หรือ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่ง คือ สงครามแอร์โรว์ ( Arrow War )

เป็นผลมาจากอังกฤษต้องการเจรจาแก้สนธิสัญญา นานกิง เพื่อให้ตนได้รับประโยชน์จากการค้า
มากขึ้น ซึ่งจีนไม่ยอม ชนวนของสงคราม คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนยึดเรือแอร์โรว์ซึ่งเป็นเรือของ
ชาวจีน แต่จดทะเบียนเป็นเรืออังกฤษ และ จับกุมลูกเรือซึ่งเป็นคนจีนทั้งหมด 12 คน ด้วยข้อกล่าวหา
กระทำการเป็นโจรสลัด และ ลักลอบขนสินค้าเข้าเมืองอังกฤษเรียกร้องให้จีนคืนเรือ และ ปล่อยตัวลูก
เรือทั้งหมดอ้างว่าเรือดังกล่าวชักธงอังกฤษ ดังนั้นจึงควรได้รับการปกป้องตามสนธิสัญญานานกิง แต่จีน
ปฏิเสธข้อเรียกร้อง ในขณะเดียวกันบาทหลวงฝรั่งเศสถูกฆ่าตาย อังกฤษ และ ฝรั่งเศสจึงถือเป็นข้ออ้าง
ในการยกกองเรือมาปิดล้อมเมืองกวางโจว โดยมีรัสเซีย และ สหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรร่วมในสงคราม
จีนพ่ายแพ้ในสงครามอีกครั้ง และ จำยอมลงนามในสนธิสัญญาเพื่อสงบศึก ณ เมืองเทียนจิน ( Tianjin )
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1858 โดยในวันที่ 13 มิถุนายน ลงนามกับรัสเซีย วันที่ 18 มิถุนายน ลงนาม
กับสหรัฐอเมริกาวันที่ 26 มิถุนายน ลงนามกับอังกฤษ และ วันที่ 27 มิถุนายน ลงนามกับฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตามเกิดการสู้รบขึ้นอีกครั้งอีกครั้งในปีค.ศ. 1859 เมื่อจีนปฏิเสธที่จะให้อังกฤษตั้งสถานทูตใน
นครหลวงปักกิ่งตามข้อตกลงที่ไดระบุไว้ในสนธิสัญญาเทียนจิน การรบสู้รบเกิดขึ้นทั้งในปักกิ่ง และ
ฮ่องกง การสู้รบยุติลงเมื่อชาติจะวันตกบุกเผาพระราชวังฤดูร้อน 2 หลัง คือ ชิงอี และ หยวนหมิงหยวน
เสียหายทั้งหลัง อีกทั้งปล้นสะดมวัตถุโบราณ และ ของมีค่าไปจากพระราชวังในวันที่ 18 และ 19
ตุลาคม จีนยอมจำนนด้วยเกรงว่าชาติตะวันตกจะบุกยึดพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง และตกลงลงนาม
ยุติการสู้รบกับอังกฤษในการประชุม ณ ด้านใต้ของพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่งในวันที่ 24 ตุลาคม
ค.ศ. 1860 ลงนามกับฝรั่งเศสในวันที่ 25 ตุลาคม และ ลงนามกับรัสเซียในวันที่ 14 พฤศจิกายน

20

ผลสนธิสัญญานานกิง ( Nanjing Treaty )

ข้อตกลงปักกิ่ง ค.ศ. 1860 หลังสงครามฝิ่นครั้งที่ 2
สนธิสัญญาเทียนจิน ค.ศ. 1858 เป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอีกฉบับที่รัฐบาลชิงจำยอมต้องลงนามกับ
มหาอำนาจตะวันตกทั้ง 4 ชาติ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และ สหรัฐอเมริกา ผลของสนธิสัญญทำให้
จีนต้องเปิดเมืองท่าชายเพิ่มขึ้นอีก 11 แห่ง ทำให้ชายฝั่งตะวันออกของจีนถูกเปิดกว้างให้มหาอำนาจ
ตะวันตกค้าขายได้อย่างเสรีภายใต้ระบบการค้าเมืองท่าตามสัญญา ( Treaty Port System )
โดยเสียภาษีนำเข้าไม่เกินร้อยละ 2.5

มหาอำนาจตะวันตกทั้ง 4 ชาติ มีสิทธิจัดตั้งสถานกงสุลขึ้นในนครหลวงปักกิ่ง - กองทัพเรือของ
ชาติเหล่านี้สามารถผ่านเข้าออกแม่น้ำฮวงโหได้อย่างเสรี
ชาวตะวันตกสามารถเดินทางเข้าไปยังตอนในของแผ่นดินจีนได้อย่างเสรี
จีนต้องจ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามให้กับอังกฤษ และฝรั่งเศส อีกทั้งจ่ายค่าชดใช้ค่าเสียหายให้
แก่พ่อค้าอังกฤษ
ข้อตกลงปักกิ่ง ค.ศ. 1860 เป็นข้อตกลงที่จีนทำกับประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และ รัสเซีย

ทำให้สัญญาเช่าพื้นที่ตอนใต้ของคาบสมุทรเกาลูน ( Kowloon ) ซึ่งอังกฤษลงนามขอเช่าจากจีน
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1860 สิ้นสุดลง และ ต้องยกพื้นที่บริเวณนี้ให้อยู่ในอาณัติของอังกฤษ
รวมกับเกาะฮ่องกง
เปิดเมืองเทียนจินให้เป็นเมืองท่าตามสัญญาเพิ่มอีก 1 เมือง
จ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามเพิ่มเติมจากสนธิสัญญาเทียนจิน

สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ( ค.ศ. 1856 - 1860 ) ในปี ค.ศ. 1898
อังกฤษได้ทำข้อตกลงปักกิ่งครั้งที่ 2 ขอเช่าพื้นที่ทางตอนใต้
ของลำน้ำเซินเจิน ( ปัจจุบัน คือ ซินเจี้ยหรือ เขต New Territory )
ส่งผลให้อังกฤษได้คอรบครองพื้นที่กว้างใหญ่กว่าเมื่อครั้งอังกฤษเข้ายึดครองเมื่อชนะสงครามฝิ่น
ครั้งที่ 1 เกือบสิบเท่า

บทที่ 8 21

กบฏไท่ผิง
TAIPING REBELLION
( ค.ศ.1850 - 1864 )

22

กบฏไท่ผิง ( Taiping rebellion ) ( ค.ศ. 1850 - 1864 )

ความทุกข์ยากที่ประชาชนได้รับนำไปสู่การก่อกบฏหลายครั้ง
ซึ่งแม้ในที่สุดกบฏเหล่านั้นจะถูกปราบปรามโดยทางการจน
ราบคาบ แต่ก็ส่งผลให้รากฐานการปกครองของราชวงศ์ชิง
ต้องสั่นคลอน และ การกบฏที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
ของราชวงศ์ชิง หรือ อาจจะเป็นหนึ่งในการกบฏที่รุนแรง
ที่สุดของประวัติศาสตร์โลกก็คือ กบฏไท่ผิงกบฏนี้เริ่มขึ้น
ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1850 หัวหน้าก่อการคือ หงซิ่วฉวน
(Hong Xiuquan : Hung Hsiu-chuan) อดีตบัณฑิตตกยาก
ได้พบกับบาทหลวงในศาสนาคริสต์ปรารถนาให้สังคมเกิดความ
เสมอภาคกันเหมือนเช่นในคำสอนของศาสนาคริสต์ ก่อการจลาจลต่อต้านทางการ ปี ค.ศ.1853 กองทัพ
ไท่ผิงยึดเมืองหนานจิง ( นานกิง) ครองดินแดนทางใต้ของจีน ซึ่งสั่นคลอนอำนาจรัฐของราชวงศ์ชิงอย่าง
รุนแรง กองกำลังกบฏไท่ผิงเหล่านี้ก็ได้ถูกกองทัพของราชวงศ์ชิงปราบปรามลง เหตุการณ์กบฏไท่ผิงนับ
เป็นการกบฏครั้งสำคัญที่รุนแรงที่สุดในยุคแห่งการปกครองของราชวงศ์ชิง โดยในเหตุการณ์กบฏนี้ มี
ทหาร และ ประชาชนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

บทที่ 9 23

ปลายสมัยราชวงศ์ชิง

ปลายสมัยราชวงศ์ชิง 24

ปลายสมัยราชวงศ์ชิง การบริหารบ้านเมืองที่แย่ และ การทุจริตช่อราษฎร์บังหลวงเป็นไปอย่างเป็น
วงกว้าง กระแสความคิดสังคมไม่ได้พัฒนา ประชาชนจีนที่ติดยาฝิ่นร่างกายอ่อนแอขาดความมั่นใจ
ในตนเอง สังคมศักดินาจีนค่อย ๆ เข้าสู่ระยะเสื่อมโทรม ประชาชนจีนมีความเดือดร้อนทุกข์ยากจึง
ก่อการเคลื่อนไหวต่อต้านจักรวรรดินิยมและศักดินานิยมต่างๆ เช่น กบฏไท่ผิง

(Taiping rebellion : ค.ศ.1850 - 1864 ) ซึ่งเป็นกฐฎชาวนา มีอิทธิผลใหญ่หลวง โจมตีการปกครอง
ของราชวงศ์ชิงอย่างรุนแรง เพื่อช่วยประเทศชาติและกอบกู้ชะตากรรมของตน ภายในชนชั้นปกครอง
ราชวงศ์ชิงได้ดำเนินการปฏิรูปเช่น การเคลื่อนไหวหยังอู้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ราชสำนักชิงส่งนักศึกษาไป
เรียนต่อที่ต่างประเทศและศึกษาประสบการณ์จากประเทศตะวันตกที่ทันสมัยแล้ว

ความพยายามปรับปรุงประเทศและสร้างความเข้มแข็ง

บทเรียบอันอัปยศจากสงครามฝิ่น สนธิสัญญาต่าง ๆ ที่เสียเปรียบ การก่อกบฏในที่ต่าง ๆ ทำให้ราชสำนัก
ชิงตระหนักว่าถึงเวลาที่ประเทศจีนจะต้องปรับปรุงสู่ความเข้มแข็งได้แล้วปี ค.ศ. 1840

มีการกำหนดแนวทางแนวคิดสมัยใหม่ การศึกษาวิทยาศาสตร์และภาษาตะวันตก
เปิดโรงเรียนพิเศษในเมืองใหญ่
โรงงานผลิตอาวุธ อู่ต่อเรือ โรงงานต่างๆ ถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบตะวันตก
การปฏิบัติพิธีทางการทูตแบบตะวันตกถูกนำ มาใช้
รัฐบาลส่งนักศึกษาไปศึกษาในต่างประเทศด้วยความหวังว่าจะนำวิทยา-การสมัยใหม่
มาปรับปรุงประเทศ

บทที่ 10 25

จีนถูกคุกคาม
จากชาติมหาอำนาจ
ตะวันตกอย่างรุนแรง

จีนถูกคุกคามจากชาติมหาอำนาจตะวันตกอย่างรุนแรง 26

ในขณะนั้นประเทศทางตะวันตกเข้าสู่จักรวรรดินิยมเป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคมอย่างรุนแรง
อังกฤษเข้าครอบครองอินเดีย พม่า ปีนัง มะละกา สิงคโปร์ และ แพร่อิทธิพลมายังจีน
โดยหลังจากจีนแพ้สงครามฝิ่น ต้องทำสนธิสัญญานานกิง และ ในปี 1898 อังกฤษได้
ขอเช่าเกาะฮ่องกง 99 ปี จากจีน

ฝรั่งเศสยึดเอาเวียดนามใต้ จากนั้นหลังจากจีนพ่ายแพ้สงครามแก่ฝรั่งเศสในปี 1884-1885
จึงต้องยกเอาอันหนานหรือเวียตนามเหนือให้กับฝรั่งเศส

รัสเซียหลังจากยึดที่ลุ่มน้ำเฮอหลงเจียง(แม่น้ำอามูร์)
ไปแล้วก็เข้ายึดซินเจียง (Xinjiang-Urghur) และ แผ่อิทธิพลเข้ามายังแมนจูเรีย
ญี่ปุ่นเองก็เข้ายึดครองไต้หวันหลังจากที่จีนพ่ายแพ้สงครามทางทะเลกับญี่ปุ่น
และญี่ปุ่นยังถือโอกาสเข้ายึดครองเกาหลีและแมนจูเรียของจีน
ประเทศตะวันตกที่เหลืออย่างเยอรมัน ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ต่างได้ครอบครองพื้นที่ใน
สิทธิสภาพนอกอาณาเขต
เท่ากับว่าประเทศจีนถูกแบบแยก โดยที่ทางรัฐบาลภายใต้การนำของราชวงศ์ชิงนั้นอ่อนแอ
เกินที่จะอะไร

บทที่ 11 27

กบฏนักมวย ( BOXER
REBELLION )

( ค.ศ. 1899 – 1901 )

กบฏนักมวย ( Boxer Rebellion ) 28

เป็นการรวมกลุ่มกันของชาวจีนผู้รักชาติ เนื่องจากในขณะนั้นต่างชาติได้เข้ามีอิทธิพลในจีน
และ ได้ส่งกำลังทหาร และ มิชชันนารีมาเผยแพร่คริสต์ศาสนา ทำให้ชาวจีนไม่พอใจเป็นอย่างมาก
จึงเกิดกลุ่มกบฏนักมวยขึ้นโดยกลุ่มกบฏนักมวย จะฝึกกังฟู ซึ่งกลุ่มกบฏนักมวยเชื่อว่าจะสามารถต่อสู้
กับต่างชาติที่เข้ามามีอิทธิพลในจีนได้ (ความคับแค้นใจของชาวจีนที่มีต่อคนต่างชาติได้ก่อให้เกิดความ
รุนแรงใหญ่หลวงในการต่อต้านคนต่างชาติในประเทศจีน มิชชันนารี และ ชาวคริสต์ชาวจีนจำนวนมาก
ได้ถูกฆ่าโดยนักมวย โดยที่นักมวยเหล่านั้นมองตัวเองว่าเป็นพวกชาตินิยมรักชาติ) กลุ่มกบฏนักมวยได้
สังหารมิชชันนารี บาทหลวง ที่เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา เผาโบสถ์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก
พระนางซูสีไทเฮา ที่เป็นผู้ประกาศสงครามกับชาติตะวันตก และ ญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย

กบฏนักมวย ( Boxer Rebellio ) ( ค.ศ.1899 - 1901 )
สื่บเนื่องจากจีนแพ้สงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 ( Sino Japanese War, 1894 - 1895 )
จักรพรรดิกวางสู จึงทรงทำการปฏิรูปร้อยวันทำให้พระนางซูสีไทเฮาทรงเข้ายึดพระราชอำนาจแล้วนำ
จักรพรรดิกวางสูขังไว้ และ ร่วมมือกับกบฏนักมวย ซึ่งมีความคิดอนุรักษ์นิยมเช่นเดียวกับพระนางใน
การต่อต้านอิทธิพลของชาวต่างชาติ ค.ศ. 1900 พวกชาตินิยมรักชาติที่เรียกตัวเองว่า กบฏนักมวยได้
ต่อสู้กับกองกำลังนานาชาติในเมืองเทียนจินและกรุงปักกิ่ง และ ทำการปิดล้อมสถานทูตต่างชาติ กบฏ
นักมวยบุกเข้าไปในกรุงปักกิ่งได้สังหารชาวจีนที่เป็นที่รีตนับถือศาสนาคริสต์มากกว่าหนึ่งหมื่นคน และ
จับกุมชาวต่างชาติไปเป็นเชล จำนวนมาก กองกำลังนานาชาติ 9 ประเทศ ( อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน
อิตาลี ออสเตรีย - ฮังการี สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น ) ได้รวบรวมกำลังพลในชายฝั่งทะเล
ทางตอนเหนือของจีน และ รุกเข้าไปยังเมืองเทียนจิน และ กรุงปักกิ่ง และ บุกเข้าถึงวังหลวงได้ และ
ได้เรียกร้องสิทธิชาวต่างชาติที่สถานทูตในกรุงปักกิ่ง สุดท้ายเชลยทั้งหมดก็ถูกปลดปล่อยโดยกองกำลัง
นานาชาติในที่สุด และ ฝ่ายจีนตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ่อย่างที่สุด ทั้งต้อง่ายค่าปฏิกรรมสงครามและ มี
ปัญหาการฉ้อราฏ์บังหลวงอีกมากมาย ( กองกำลังชาติตะวันตกรวมทั้งญี่ปุ่นได้รุก และ บุกเข้าไปยัง
พระราชวังในกรุงปักกิ่งในปี ค.ศ. 1901)

บทที่ 12 29

การสร้างวัฒนธรรม
ขึ้นหลายอย่าง

30

การสร้างวัฒนธรรมขึ้นหลายอย่าง

บังคับให้ผู้ชายจีนไว้หางเปีย
ห้ามนำสตรีจีนเข้ามาเป็นนางใน
บังคับให้ใส่เสื้อแบบแมนจู
มีการนำภาษาแมนจูมาใช้เป็นภาษาราชการ ( แต่สุดท้ายก็กลับมาใช้ภาษาจีนเหมือนเดิม )
เป็นสมัยที่มีการตรวจตราข้อบังคับของสังคมตามแบบวัฒนธรรมแมนจู

บทที่ 13 31

ผู้มีอิทธิพลช่วงปลายราชวงศ์

พระนางซูสีไทเฮา ( Empress Dowager Tzu-hsi )

32

พระนางซูสีไทเฮา ( Empress Dowager Tzu-hsi )

นางได้รับเลือกเป็นสนมพระเจ้าเสียนเฟิง และ ประสูติโอรสในปี ค.ศ. 1856 ครั้นพระเจ้าเสียนเฟิง
สิ้นพระชนม์ในปี 1861 โอรสนั้นก็ขึ้นเป็นพระเจ้าถงจื้อ ( เป็นหุ่นเชิด ) นางในฐานะราชมารดาจึง
ได้เป็นพระพันปี นางยึดอำนาจจากคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการ
พร้อมกับพระพันปีฉืออัน อัครมเหสีพระเจ้าเสียนเฟิง พอพระพันปีฉืออันตายลงในปี ค.ศ. 1881
พระนางจึงสำเร็จราชการแต่ผู้เดียวครั้นฮ้องเต้ถงจื้อสิ้นประชนม์ในปี ค.ศ. 1875 นางจึงยกหลาน
ของตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ และ ยังใช้อำนาจอยู่เบื้องหลังผู้ที่เข้ามามีอิทธิพลในการบริหารประเทศในช่วง
ปลายราชวงศ์ชิง เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมาก

เป็นผู้ปกครองประเทศจีนโดยพฤตินัยถึง 48 ปี
ปกครองจีนช่วงราชวงศ์ชิงโดยพฤตินัยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 จนสิ้นชีวิตในปี ค.ศ. 1908
การกวาดล้างระบอบข้าราชการประจำและกบฏไท่ผิง

บทที่ 14 33

วรรณกรรมสมัยราชวงศ์ชิง

เนื้อเรื่อง สะท้อนสังคมศักดินาของจีนที่กำลังเสื่อม ก่อน
การเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ยุคใหม่

34
"ความฝันในหอแดง"

เป็นเรื่องความรักของหนุ่มสาวในตระกูลเจี้ย ซึ่งเป็นตระกูลชั้นสูงในสมัยราชวงศ์ชิง ตัวเอกคือ เจี้ยเป่าอี้
และ หลินไต้อี้ ซึ่งถูกคนในตระกูลกีดกันเรื่องความรักนอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของตัวละครอื่น ๆ
ในตระกูลด้วย ความฝันในหอแดงได้สะท้อนจารีตประเพณีและความเป็นอยู่ของชาวจีนในยุคนั้น
เป็นอย่างดี

ความฝันในหอแดง หรือ หงโหลวเมิ่ง ( The Dream of the Red Chamber)
ผู้แต่งคือ เฉาจัน ( เฉาเสี่ยฉิ้น : Cao Xueqin )

บทที่ 15 35

สรุป

ราชวงศ์ชิง หรือ เซ็ง หรือ แมนจู ( ค.ศ. 1644-1911 )
เป็นราชวงศ์ที่เป็นชนเผ่าแมนจู
เป็นชนต่างชาติที่ไม่ใช่ชนชาวฮั่น ( จีนส่วนใหญ่ คือ ชาวฮั่น หรือ จีนฮั่น )
เป็นสมัยที่ชาวจีนฮั่นถูกปกครองโดยคนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวจีนฮั่น
เป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนสถาปนาเป็นระบบสาธารณรัฐ
เป็นยุคสุดท้ายของระบอบกษัตริย์ของจีนที่มีมา นานหลายพันปี
เป็นยุคสิ้นสุดระบอบการปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีน
จักรพรรดิองค์สุดท้าย คือ จักรพรรดิซวนถง ปูยี หรือ ผู่อี๋ ( Puyi )( หลานของพระนางซูสีไทเฮา )
ปลายยุคราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารประเทศมาก
เป็นยุคที่จีนเสื่อมถอยความเจริญทุกด้าน
เป็นยุคที่จีนถูกรุกรานโดยชาติมหาอำนาจตะวันตกอย่างรุนแรง
ทำสงครามฝิ่น กับ อังกฤษ และจบลงด้วยการทำสนธิสัญญานานกิง (Nanjing Treaty)
มีวรรณกรรมที่เด่นเกิดขึ้นชื่อ ความฝันในหอแดง ของ เฉาจัน
บังคับให้ผู้ชายจีนไว้หางเปีย
ห้ามนำสตรีจีนเข้ามาเป็นนางใน
บังคับให้ใส่เสื้อแบบแมนจู
นำภาษาแมนจูมาใช้เป็นภาษาราชการ (แต่ต่อมาก็กลับมา ใช้ภาษาจีนเหมือนเดิม)
ประกาศห้ามชาวจีนออกทะเล (ทำให้การค้าทางทะเล ชะงักลง ) เพื่อหวังป้องกันมิให้พวกคน
เหล่านี้หลบหนีออกนอกประเทศ และ ต้องการปราบปรามพวกกลุ่มต่อ
ต้านที่ต้องการล้มล้างราชวงศ์ชิงที่ต้องการกอบกู้ ราชวงศ์หมิง


Click to View FlipBook Version