รายงานเรื่อง ศาสนา รายวิชาพระพุทธศาสนา รหัสวิชา ส33102 เสนอ คุณครู สุภาพร เพ็งวงษ์ จัดทำ โดย นส.ศิริพร จันทรขันตี นส.อรณี คอมสิงห์ นส.อักษรนันต์ ดวงเจริญ นส.อรทัย พร้าวหอม ชั้น ชั้ มัธยมศึกษาปีที่6/2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนสามพร้าววิทยา
เอกสารฉบับนี้ไนี้ ด้ทำ การรวบรวมเนื้อหา ความรู้เกี่ยวกับรายวิชาพระพุทธศาสนา เพื่อใช้ประกอบการศึกษาค้นคว้าสำ หรับผู้ ที่สนใจ ซึ่งทางผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารฉบับนี้จ นี้ ะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ ศึกษาอย่างสูงสุดหาก มีความผิดพลาด ประการใด ผู้จัดทำ ยินดีรับคำ แนะนำ และ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้ นี้ ด้ วย คำ นำ
สารบัญ - ศาสนาพุทธ - ศาสนาคริส ริ ต์ - ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู - ศาสนาอิสลาม - ศาสนาซิกข์
ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ (บาลี: พุทฺธสาสนา, สันสกฤต: बुद्धशा सना พุทฺธศาสนา) เป็น ป็ ศาสนาอเทวนิยมที่มีอายุกว่าว่ 2,500 ปี มีผู้นับถือเป็น ป็ อันดับ 4 ของโลก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน ทวีปวี เอเชีย โดยมีพระพุทธเจ้าเป็น ป็ ศาสดา มีพระธรรม ที่พระองค์ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง และตรัสสอนไว้เ ว้ป็น ป็ หลักคำ สอน สำ คัญ มีพระสงฆ์ (ภิกษุ ภิกษุณี) สาวกผู้ตัดสินใจออกบวชเพื่อศึกษา ปฏิบัติตนตามคำ สั่งสั่สอน ธรรม-วินัวินั ย ของพระบรมศาสดา เพื่อบรรลุสู่จุด หมายคือพระนิพพาน และสร้างสังฆะ เป็น ป็ ชุมชนเพื่อสืบทอดคำ สอนของ พระบรมศาสดา รวมเรีย รี กว่าว่พระรัตนตรัย1 นอกจากนี้ในพระพุทธศาสนา ยังประกอบคำ สอนสำ หรับการดำ รงชีวิตวิที่ดีงาม สำ หรับผู้ที่ยังไม่ออกบวช (คฤหัสถ์ - อุบาสก และอุบาสิกา) ซึ่งหากรวมประเภทบุคคลที่ที่นับถือและ ศึกษาปฏิบัติตนตามคำ สั่งสั่สอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจำ แนกได้เป็น ป็ 4 ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือ รื ที่เรีย รี กว่าว่พุทธบริษัริษั ท 4 ศาสนาพุทธเป็น ป็ ศาสนาอเทวนิยม ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเป็น ป็ เจ้าหรือ รื พระ ผู้สร้าง และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าว่ทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่ ความเป็น ป็ มนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ด้วยความเพียรของตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตวิของตนเอง ด้วยผลแห่งการกระทำ ของตน ตาม กฎแห่งกรรม มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็น ป็ เจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกกาย[1] คือ ให้พึ่งตนเอง[2] เพื่อพาตัวเองออกจากกอง ทุกข์[3] มีจุด มุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งทั้ปวงในโลกด้วยวิธีวิธี การสร้าง ปัญ ปั ญา ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทันตามความเป็น ป็ จริงริ วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนาคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งทั้ปวงและ วัฏจักรการเวีย วี นว่าว่ยตายเกิด เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วย กำ ลังสติปัญ ปั ญาและความเพียรของพระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรง เป็น ป็ มนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือ รื ทูตของพระเจ้าองค์ใด[4]
พระพุทธเจ้า พระองค์ปัจ ปั จุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมว่าว่ เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเริ่มริ่ออกเผยแผ่คำ สอนในชมพูทวีปวี ตั้งตั้แต่สมัย พุทธกาล แต่หลังปรินิรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัวินั ยที่พระองค์ ทรงสั่งสั่สอน ได้ถูกรวบรวมเป็น ป็ หมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรม วินัวินั ยครั้งแรก[5] จนมีการรวบรวมขึ้นเป็น ป็ พระไตรปิฎปิก ซึ่งเป็น ป็ หลักการ สำ คัญที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดของฝ่าฝ่ย เถรวาท ที่ยึดหลักไม่ ยอมเปลี่ยนแปลงคำ สั่งสั่สอนของพระพุทธเจ้า แต่ในการสังคายนาพระ ธรรมวินัวินั ยครั้งที่สอง ได้เกิดแนวคิดที่เห็นต่างออกไป[6] ว่าว่ธรรมวินัวินั ย สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและสถานการณ์เพื่อความอยู่ รอดแห่งศาสนาพุทธ[7] แนวคิดดังกล่าวจึงได้เริ่มริ่ก่อตัวและแตกสาย ออกเป็น ป็ นิกายใหม่ในชื่อของ มหายาน ทั้งทั้สองนิกายได้แตกนิกายย่อย ไปอีกและเผยแพร่ออกไปทั่วทั่ดินแดนเอเชียและใกล้เคียง บ้างก็จัดว่าว่ วัชรยาน เป็น ป็ อีกนิกายหนึ่ง แต่บ้างว่าว่เป็น ป็ ส่วนหนึ่งของนิกายมหายาน แต่การจัดมากกว่าว่นั้นนั้ก็มี[8] หลักพื้นฐานสำ คัญของปฏิจสมุปบาท เป็น ป็ เพียงหลักเดียวที่เป็น ป็ คำ สอนร่วมกันของคติพุทธ[9] ปัจ ปั จุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วทั่โลก โดยมีจำ นวนผู้นับถือส่วนใหญ่ อยู่ในทวีปวี เอเชีย ทั้งทั้ในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ ปัจ ปั จุบันศาสนาพุทธ ได้มีผู้นับถือกระจายไปทั่วทั่โลก ประมาณ 700 ล้านคน[10][11][12] ด้วยมีผู้นับถือในหลายประเทศ ศาสนาพุทธจึงเป็น ป็ ศาสนาสากล[13]
ศาสนาคริส ริ ต์ เกิดขึ้นบริเวณดินแดนเลแวนต์ ซึ่งปัจจุบันคือประเทศ อิสราเอลและปาเลสไตน์ ในช่วงกลางคริสศตวรรษที่ 1 ศาสนาคริสต์ได้เริ่มเผยแผ่ครั้งแรกจากกรุงเยรูซา เลม ตลอดจนดินแดนตะวันออกกลาง เช่น ประเทศ ซีเรีย อัสซีเรีย เมโสโปเตเมีย ฟินิเชีย อานาโตเลีย ประเทศจอร์แดน และประเทศอียิปต์ ในช่วงคริส ศตวรรษที่ 4 ศาสนาคริสต์ได้รับเลือกให้เป็นศาสนา ประจำ ชาติโดยราชวงศ์อาร์เมเนียในปี ค.ศ. 301 จอร์เจียในปี ค.ศ.319[1][2] อาณาจักรอักซุมในปี ค.ศ.325[3][4] และจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ.380
ต่อมาได้เกิดศาสนเภทขึ้นหลายครั้งในคริส ริ ตจักร เริ่ม ริ่ จาก สังคายนาเอเฟซัสในปี ค.ศ.431 ที่นำ ไปสู่ศาสนเภทเนสตอ เรีย รี นจนก่อให้เกิดคริส ริ ตจักรแห่งทิศตะวันออก ต่อมาในปี ค.ศ. 451 เกิดสังคายนาแคลซีดันทำ ให้คริส ริ ตจักรแตกแยก อีกครั้งเป็นฝ่ายออเรีย รี นทัลออร์ทอดอกซ์และฝ่ายแคลซีโด เนียน ต่อมาเกิดมหาศาสนเภทในปี ค.ศ. 1054 ทำ ให้ฝ่าย แคลซีโดเนียนแตกออกเป็นคริส ริ ตจักรโรมันคาทอลิกและคริ สตจักรอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ และการปฏิรูปศาสนาฝ่าย โปรเตสแตนต์ได้ก่อให้เกิดคริส ริ ตจักรใหม่ ๆ ขึ้นอีกหลาย คณะ โรมันคาทอริก ริ และอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ได้แพร่หลายทั่วทั่ยุโรปในสมัย กลาง ศาสนาคริส ริ ต์ขยายตัวทั่วทั่โลกในยุคแห่งการสำ รวจ ยุโรป[5] จากยุคฟื้น ฟื้ ฟูศิลปวิท วิ ยาเป็นต้นไป กลายเป็น ศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลก
ศาสนาฮินดู หรือ รืในเอกสารภาษาไทยนิยมใช้คำ ว่าว่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็น ป็ ศาสนาหนึ่งในกลุ่มศาสนาอินเดีย และเป็น ป็ ธรรมะหรือ รื แนวทางการใช้ ชีวิตวิของผู้คน[note 1] ที่เป็น ป็ ที่นับถืออย่างแพร่หลายในอนุทวีปวี อินเดียและ บางส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบนเกาะบาหลี เป็น ป็ ที่ยอมรับ กันทั่วทั่ไปว่าว่เป็น ป็ ศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก[note 2] ศาสนิกชนและนัก วิชวิาการบางกลุ่มเรีย รี กศาสนาฮินดูว่าว่เป็น ป็ "สนาตนธรรม" หรือ รื หนทางนิรัน ดร์ชั่วชั่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ[4][5] นักวิชวิาการมักมองศาสนาฮินดู ว่าว่เป็น ป็ การผสมผสานของ[note 3] หรือ รื สังเคราะห์มาจาก[6][note 4] วัฒนธรรม จารีต รี และประเพณีอันหลากหลายในอนุทวีปวี อินเดีย[7][note 5] ที่มีรากฐานหลากหลาย[8][note 6] และไม่มีศาสดาหรือ รื ผู้ริเริริ่มริ่ตั้ง ตั้ ศาสนา[9] แต่ผู้เผยแผ่คำ ภีร์พระเวท ยุคแรกเริ่มริ่คือ ฤๅษีวยาส ท่านเปรีย รี บ เสมือนเป็น ป็ ศาสดาคนหนึ่ง[10] "การสังเคราะห์ศาสนาฮินดู" (Hindu synthesis) นี้เริ่มริ่มีขึ้นระหว่าว่งราว 500 ปีก่ ปี ก่อนคริสริตกาล ถึงคริสริต์ ศักราช 300[11] ภายหลังการสิ้นสุดลงของยุคพระเวท (1500 ถึง 500 ก่อนคริสริตกาล),[11][12] และเจริญริรุ่งเรือ รื งในอินเดียสมัยกลางไปพร้อม กับการเสื่อมของศาสนาพุทธในอนุทวีปวี อินเดีย[13 ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ถึงแม้ว่าว่ศาสนาฮินดูจะเต็มไปด้วยปรัชญาหลายแขนง แต่ก็สามารถ เชื่อมโยงถึงกันผ่านแนวคิดที่มีร่วมกัน, พิธีกรรมที่คล้ายคลึงกัน, จักรวาลวิทวิยาฮินดู, คัมภีร์ฮินดู และ สถานที่แสวงบุญ ส่วนคัมภีร์ของ ศาสนาฮินดูนั้น นั้ จำ แนกออกเป็น ป็ ศรุติ (จากการฟัง ฟั) และ สมรติ (จาก การจำ ) คัมภีร์เหล่านี้มีทั้ง ทั้ ปรัชญาฮินดู, ประมวลเรื่อ รื่ งปรัมปราฮินดู, พระเวท, โยคะ, พิธีกรรม, อาคม และการสร้างโบสถ์พราหมณ์ เป็น ป็ ต้น[14] คัมภีร์เล่มสำ คัญได้แก่ พระเวท, อุปนิษัท, ภควัทคีตา, รา มายณะ และ อาคม[15][16] ที่มา ผู้ประพันธ์ และความจริงรินิรันดร์ใน คัมภีร์เหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำ คัญ แต่ศาสนาฮินดูก็มีแนวคิดหลัก สำ คัญที่สนับสนุนการตั้ง ตั้ คำ ถามต่อที่มาและเนื้อความของคัมภีร์เพื่อให้ เข้าใจสัจธรรมต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง และสร้างประเพณีหรือ รื แนวคิด ต่อยอดในอนาคต[17]สาระสำ คัญในศาสนาฮินดูคือ "ปุรุ ปุ รุ ษารถะ" ทั้ง ทั้ สี่ อันเป็น ป็ จุดมุ่งหมายอันสมควรในชีวิตวิของมุนษย์ ได้แก่ ธรรมะ (หน้าที่/ จริยริธรรม), อรรถะ (การเจริญริเติบโต/หน้าที่การงาน), กามะ (ประสงค์/แรงจูงใจ) และ โมกษะ (การหลุดพ้น/การเป็น ป็ อิสระจาก การเวีย วี นว่าว่ยตายเกิด)[18][19] นอกจากนี้ แนวคิดสำ คัญอื่น ๆ ที่พบ ในศาสนาฮินดูยังรวมถึง กรรม (การกระทำ /ผลของการกระทำ ), สังสารวัฏ (วงจรเวีย วี นว่าว่ยตายเกิด) และ การปฏิบัติโยคะ (หนทางสู่ โมกษะ) ที่มีอยู่หลากหลายปรัชญา[16][20] การปฏิบัติในศาสนาฮินดู มีทั้ง ทั้ ปูช ปู า (การบูชา), การสวดมนต์และร้องเพลงสวด, ชปะ, การ ปฏิบัติสมาธิ, สังสการ (พิธีกรรมเปลี่ยนผ่าน), เทศกาลประจำ ปีแ ปี ละ การออกเดินทางแสวงบุญตามโอกาส ศาสนิกชนบางส่วนละทิ้งชีวิตวิ ทางโลกและการยึดติดกับวัตถุ เพื่ออกสู่สันยาสะ (ถือพรต/ออกบวช) เพื่อเข้าสู่โมกษะ
ศาสนาฮินดูยังเน้นย้ำ ถึงหน้าที่ตลอดกาล เช่น ความกตัญญู ซื่อสัตย์, ไม่ทำ ร้ายสัตว์แ ว์ ละผู้คน (อหิงสา), การใจเย็น, ความอดทนอดกลั้นลั้ , การ ข่มใจตนเอง และความเมตตา[web 1][22] นิกายในศาสนาฮินดูหลักมี 4 นิกาย คือ ลัทธิไวษณพ, ลัทธิไศวะ, ลัทธิศักติ และลัทธิสมารตะ[23] ศาสนาฮินดูถือเป็น ป็ ศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลกเป็น ป็ อันดับที่ 3 มี ศาสนิกชนซึ่งเรีย รี กว่าว่ชาวฮินดู อยู่ราว 1.15 พันล้านคน หรือ รื 15-16% ของประชากรโลก[web 2][24] ศาสนาฮินดูมีผู้นับถือมากที่สุดใน อินเดีย, เนปาล และ มอริเริชียส นอกจากนี้ยังเป็น ป็ ศาสนาหลักในจังหวัด บาหลี อินโดนีเซียเช่นกัน[25] ชุมชนฮินดูขนาดใหญ่ยังพบได้ใน แคริบริเบียน, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อเมริกริาเหนือ, ยุโรป, แอฟริกริา และประเทศอื่น ๆ[26][27]
ศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลาม (อังกฤษ: Islam) เป็น ป็ ศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอับ ราฮัม บัญญัติไว้ใว้ นคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามซึ่ง สาวกถือว่าว่เป็น ป็ พระวจนะคำ ต่อคำ ของพระเป็น ป็ เจ้า (อัลลอฮฺ) และสำ หรับ สาวกส่วนใหญ่ เป็น ป็ คำ สอนและตัวอย่างเชิงบรรทัดฐาน (เรีย รี กว่าว่สุนัต และประกอบด้วยหะดีษ) ของมุฮัมมัด (ประมาณ 570–8 มิถุนายน 632) เป็น ป็ ศาสดา (นบี) องค์สุดท้ายของพระเป็น ป็ เจ้า สาวกของศาสนา อิสลาม เรีย รี กว่าว่มุสลิม มุสลิมเชื่อว่าว่พระเจ้าเป็น ป็ หนึ่งและหาที่เปรีย รี บไม่ได้ และจุดประสงค์ของ การดำ รงอยู่ คือ เพื่อรักและรับใช้พระเป็น ป็ เจ้า[1] มุสลิมยังเชื่อว่าว่ ศาสนาอิสลามเป็น ป็ บรรพศรัทธาฉบับสมบูรณ์และเป็น ป็ สากลที่สุดซึ่งได้ ประจักษ์มาหลายครั้งก่อนหน้านั้นนั้ผ่านศาสดาซึ่งรวมอาดัม โนอาห์ อับ ราฮัม โมเสส และพระเยซู[2] พวกเขายึดมั่นมั่ว่าว่สารและวิววิรณ์ถูกแปล ผิดหรือ รื เปลี่ยนแปลงบางส่วนตามกาล[3] แต่มองว่าว่อัลกุรอานภาษา อาหรับเป็น ป็ ทั้งทั้วิววิรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลงของพระเป็น ป็ เจ้า[4] มโน ทัศน์และหลักศาสนามีเสาหลักทั้งทั้ห้าของอิสลาม ซึ่งเป็น ป็ มโนทัศน์พื้น ฐานและการปฏิบัติตนนมัสการที่ต้องปฏิบัติตาม และกฎหมายอิสลามที่ ตามมา ซึ่งครอบคลุมแทบทุกมุมของชีวิตวิและสังคม โดยกำ หนด แนวทางในหัวเรื่อ รื่ งหลายหลาก ตั้งตั้แต่การธนาคารไปจนถึงสวัสดิการ ชีวิตวิครอบครัวและสิ่งแวดล้อม[5][6]
มุสลิมส่วนใหญ่เป็นนิกายซุนนีย์ คิดเป็น 75–90% ของมุสลิม ทั้ง ทั้ หมด[7] นิกายใหญ่ที่สุดอันดับสอง คือ ชีอะฮ์ คิดเป็น 10– 20%[8] ประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุด คือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมี ชาวมุสลิม 12.7% ของโลก ตามมาด้วยปากีสถาน (11.0%) อินเดีย (10.9%) และบังกลาเทศ (9.2%)[9][10] นอกจากนี้ ยัง พบชุมชนขนาดใหญ่ในจีน รัสเซียและยุโรปบางส่วน ด้วยสาวก กว่า 1,500 ล้านคน หรือ รื 22% ของประชากรโลก[11][12] อิสลามจึงเป็นศาสนาใหญ่ที่สุดอันดับสองและศาสนาหลักที่ เติบโตเร็วที่สุดในโลกศาสนาหนึ่ง[13]
ประวัติความเป็นป็มา ศาสนาสิกข์เป็นป็ ศาสนาประเภทเทวนิยม คือเชื่อว่าว่พระเจ้าสร้างโลก มีอำ นาจยิ่งใหญ่และมีองค์เดียว จึงนับว่าว่เป็นป็ ศาสนา ประเภทเอกนิยม (Monotheism) และเป็นป็ ศาสนาที่มีอายุน้อยที่สุดในศาสนาของโลกทั้งทั้สิบเอ็ดศาสนา คำ ว่าว่ "สิกข์" เป็นป็ภาษาปัญปัจาบ แปลว่าว่ผู้ศึกษา หรือรืศิษย์ คือชาวสิกข์ทุกคนเป็นป็ ศิษย์ของคุรุหรือรืครู มีด้วยกันทั้งทั้สิ้น 10 องค์ มีคุรุนานักเป็นป็องค์แรก คุรุโควินวิทสิงห์เป็นป็องค์สุดท้าย ชาวสิกข์ทุกคนต้องทำ พิธี "ปาหุล" คือพิธีล้างบาป เมื่อเสร็จ พิธีแล้วก็จะรับเอา "กะ" คือสิ่งที่เริ่มริ่ต้นด้วยอักษร "ก" 5 ประการ ดังต่อไปนี้ 1. เกศ การไว้ผว้มยาวโดยไม่ตัดเลย 2. กังฆา หวีขวีนาดเล็ก 3. กฉา กางเกงขาสั้นสั้ 4. กรา กำ ไลมือทำ ด้วยเหล็ก 5. กิรปาน ดาบ ผู้ที่ทำ พิธีปาหุลแล้วจะได้นามว่าว่ "สิงห์" แปลว่าว่สิงโต หรือรืราชสีห์ ต่อท้ายเหมือนกันทุกคน ถือว่าว่ผ่านความเป็นป็ สมบัติ ของพระเจ้าแล้ว ถ้าเป็นป็หญิงจะมีคำ ว่าว่ "กอร์" (ผู้กล้า) ต่อท้ายชื่อ การทำ พิธีล้างบาปและรับอักษร 5 ก. เพื่อเป็นป็ชาวสิกข์โดยสมบูรณ์นั้นนั้มีขึ้นในภายหลัง คือในสมัยของคุรุโควินวิทสิงห์ ซึ่งเป็นป็ ศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาสิกข์ ศาสนาสิกข์ เป็นป็ ศาสนาของชาวอินเดีย แคว้นว้ ปัญปัจาบและบริเริวณใกล้เคียง ทุกคนที่นับถือสิกข์ ถือว่าว่เป็นป็พวกเดียวกัน เป็นป็พี่น้องกันโดยศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณี ชาวสิกข์นิยมเรียรีกพระเจ้าว่าว่ "พระนาม" (The Name) โดยมีคำ สอน สรรเสริญริพระพุทธคุณของพระเจ้าว่าว่เป็นป็ผู้ฉลาด มีพระกรุณา มีพระหฤทัยเผื่อแผ่ ศาสดา ศาสดา หรือรืคุรุ แห่งศาสนาสิกข์มี 10 ท่าน ต่อจากนั้นนั้ศาสดาองค์ที่ 10 ได้ประกาศให้ถือพระคัมภีร์เป็นป็ ศาสดาแทน และ ไม่มีการแต่งตั้งตั้ศาสดาต่อไปอีก (นิกายนามธารีถืรีถือว่าว่ยังมีศาสดาต่อไปได้อีกจนบัดนี้ รวม 16 องค์แล้ว) ศาสดาทั้งทั้ 10 ท่าน 1. คุรุนานัก 2. คุรุอังคัต 3. คุรุอมรทาส 4. คุรุรามดาส 5. คุรุอรชุน 6. คุรุหริโริควินวิท์ 7. คุรุหริไริร 8. คุรุหริกิริกิษัน 9. คุรุเตฆพหทูร์ 10. คุรุโควินวิทสิงห์ คัมภีร์ คัมภีร์ของศาสนาสิกข์ เรียรีกว่า "ครันถสาหิพ" แปลว่า พระคัมภีร์ ส่วนใหญ่บรรจุคำ สวดมนต์สรรเสริญริพระเจ้า มีพระเจ้าเพียง องค์เดียว คือ สัจจะ พระผู้สร้าง พระองค์ปราศจากความกลัว ความเคียดแค้น เป็นอมฤตไม่เกิด มีขึ้นด้วยพระองค์เอง เป็นผู้ยิ่ง ใหญ่ ทรงโอบอ้อมอารี พระผู้เป็นสัจจะมีอยู่แล้ว คัมภีร์ครันถสาหิพนี้ แบ่งออกเป็น 2 เล่ม ดังนี้ 1. อาทิครันถ์ แปลว่า คัมภีร์แรก คุรุอรชุน เป็นผู้รวมขึ้นใน ค.ศ. 1604 หรือรืพ.ศ. 2147 มีบทนิพนธ์ของคุรุ หรือรืศาสดา ตั้งตั้แต่องค์ที่ 1 ถึงองค์ที่ 5 และมีบทประพันธ์ของนักบุญผู้มีชื่อแห่งศาสนาฮินดู และศาสนาอิสลามผนวกอยู่ด้วย 2. ทสมครันถ์ แปลว่า คัมภีร์ของศาสดาองค์ที่ 10 เป็นชุมนุมบทนิพนธ์ของศาสดาองค์ที่ 10 คือ คุรุโควินวิทสิงห์ รวบรวม ขึ้นในสมัยหลังจากอาทิครันถ์ ประมาณ 100 ปี ทั้งทั้ 2 คัมภีร์บันทึกคำ สอนของคุรุสำ คัญสรุปลงในหลักการใหญ่ 4 ประการ คือ 1. เรื่อรื่งความสามัคคี 2. เรื่อรื่งความเสมอภาค 3. เรื่อรื่งความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า 4. ความจงรักภักดีต่อคุรุทั้งทั้ 10 องค์ สองหลักแรกแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นนั้และระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ส่วน 2 หลักหลัง แสดงทางปฏิบัติอันมนุษย์จะพึงปฏิบัติตามเพื่อบรรลุความสุขสูงสุด ศาสนาซิกข์
หลักธรรม คุรุนานัก ปฐมศาสดาของศาสนาสิกข์ได้ประพันธ์บทสวดยัปยี ซึ่งเป็นป็บทแรกในคัมภีร์ครันถสาหิพ แสดงถึง การที่บุคคลจะก้าวไปสู่สุขอันเป็นป็นิรันดร หรือรืนิรวาณ มีอยู่ 5 ขั้นขั้ดังนี้ 1. ธรรมขัณฑ์ อาณาจักรแห่งการกระทำ คือ กรรมดี และกรรมชั่วชั่การทำ แต่กรรมดี 2. คิอานขัณฑ์ หรือรืญาณขัณฑ์ อาณาจักรแห่งปัญปัญา 3. สรมขัณฑ์ อาณาจักรแห่งมหาปิติปิ ติ 4. กรรมขัณฑ์ อาณาจักรแห่งกำ ลัง หมายถึงกำ ลังทางจิตไม่หวาดกลัว 5. สัจขัณฑ์ อาณาจักรแห่งสัจจะ คือความเป็นป็เอกภาพกับพระเจ้า วิธีวิธีปฏิบัติเพื่อสร้างจริตริอัธยาศัย เพื่อให้บรรลุสัจธรรมชั้นชั้สูงนั้นนั้คือการสวดเพลงสรรเสริญริพระนาม กับการฟังฟั พระธรรม ดังข้อความในพระคัมภีร์ว่าว่ โดยการฟังฟัพระธรรม บุคคลย่อมเป็นป็ ประหนึ่ง พระศิวะ หรือรืพระพรหม โดย การฟังฟัพระนาม บุคคลย่อมบรรลุสัจจะ ความสันโดษ และทิพยปัญปัญา นิกาย นิกายของศาสนาสิกข์ที่สำ คัญมีอยู่ 2 นิกาย ดังนี้ 1. นิกายขาลสา หรือรืนิกายสิงห์ ได้แก่ นิกายที่ถือการไว้ผว้มและไว้หว้นวดยาว 2. นิกายสหัชธรี หรือรืนานักปันปัถี ได้แก่ นิกายที่โกนหนวดเกลี้ยงเกลา พิธีกรรม ในศาสนาสิกข์มีพิธีกรรมสำ คัญ 2 ประการ คือ 1. พิธีกรรมระลึกถึงพระกรตาปุรุปุ รุษ โดยการตื่นแต่ก่อนรุ่งสาง อาบน้ำ ชำ ระกายแล้วเข้าสมาธิเพื่อทบทวนการ ปฏิบัติตามเทวโองการของพระองค์ในแต่ละวัน วันละ 3 เวลา เช้า เย็น และกลางคืน 2. พิธีกรรมฉลองวันคล้ายวันประสูติ วันสถาปนาศาสนา และวันมรณภาพของศาสดาทั้งทั้ 10 องค์ สัญลักษณ์ ปัจปัจุบันศาสนาสิกข์นิยมสัญลักษณ์ คือ รูปดาบไขว้แว้ละมีดาบสองคม หรือรืพระขรรค์อยู่ตรงกลางแล้วมีวงกลม กับพระขันธ์นั้นนั้อีกต่อหนึ่ง วงกลมนั้นนั้มิได้ทำ เป็นป็รูปจักร แต่ทำ เป็นป็เส้นกลมธรรมดา นอกจากนี้แล้วยังมีรูปกาน้ำ และดาบซึ่งหมายถึงการรับใช้และพลัง รวมทั้งทั้อักษร ก ทั้งทั้ 5 ด้วย