The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Props มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการประดิษฐ์อุปกรณ์ประกอบการแสดง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในด้านการประดิษฐ์อุปกรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lk172544, 2021-11-28 12:59:51

หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม วิชา Props

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Props มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการประดิษฐ์อุปกรณ์ประกอบการแสดง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในด้านการประดิษฐ์อุปกรณ์

คำนำ

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา Props มี
จุดประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการประดิษฐ์อุปกรณ์
ประกอบการแสดง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในด้านการ
ประดิษฐ์อุปกรณ์ และนำไปใช้ในการแสดง เพื่อต่อ
ยอดวิชาชีพในอนาคต รวมถึงการนำความรู้ไปต่อย
อดให้ผู้อื่น

คณะผู้จัดทำ ได้ศึกษาและสรุปเรียบเรียงเนื้อหา
ต่างๆเป็นหนังสือเล่มนี้โดยมีจุดประสงค์ต่อมาเพื่อนำ
เสนอต่อผู้อ่านที่สนใจ ให้ได้ประโยชน์จากการอ่าน
รายงานเล่มนี้หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์
แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

หากหนังสือเล่มนี้มีข้อผิดพลาดประการใด คณะผู้
จัดทำก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย



คณะผู้จัดทำ (กลุ่ม5)
พฤษศจิกายน 2564

สารบัญ

เรื่อง หน้า

คำนำ ก

สารบัญ ข

บทที่ 1 การแสดงรำเบิกโรง ชุด กิ่งไม้เงินทอง 4

บทที่ 2 การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ ชุด ฟ้อนเล็บ 8

บทที่ 3 การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง ชุด เต้นกำรำเคียว 15

บทที่ 4 การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง ชุด ฟ้อนภูไท 20

บทที่ 5 การการแสดงพื้นเมืองภาคกลาง ชุด ตารีกีปัส 23

บรรณานุกรม 30











ฟ้อนเล็บ

ประวัติความเป็นมา

ฟ้อนเล็บ หรือเรียกกันว่าฟ้อนครัวทาน ฟ้อนเมือง
บ้าง ฟ้อนเล็บบ้าง ทั้ง 3 ชื่อนี้เป็นการ ฟ้อนชนิด
เดียวกัน แต่เรียกไปตามสถานการณ์ของการฟ้อน
เช่น การฟ้อนครัวทาน คือการฟ้อนนำขบวนแห่ของ
ชาวบ้านที่จัดขึ้นเรียกว่า ครัวทาน” ซึ่งประกอบด้วย
เครื่องอัฐบริขาร (ตั้งแต่ไม้กวาด หม้อน้ำยา และเงิน
ทอง) เพราะประเพณีทางเหนือนั้นเมื่อพ้นการทำนา
แล้วชาว บ้านก็จะมุ่งทำบุญมีการบูรณะวัด เป็นต้น
ถ้าหมู่บ้านใดบูรณะวัดเรียบร้อยแล้ว ก็นิยมบอกบุญ
ไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ก็ให้มาช่วยทำบุญฉลอง เช่น
ฉลองโบสถ์ วิหาร เป็นต้น จึงเรียกว่าฟ้อนครัวทาน
หรือฟ้อนเมือง



สมัยโบราณจะหาดูได้ยาก ถ้าจะดูการฟ้อนที่
สวยงามและมีลีลาอันอ่อนช้ อยต้องเป็นฟ้อนของคุ้ม
เจ้าหลวง เพราะผู้ฟ้อนส่วนมากล้วนแต่ฝึกหัดมา
อย่างดี ใช้แสดงประกอบพิธีเฉพาะในงานสำคัญใน
พระราชฐานเท่านั้นผู้ฟ้อนโดยมากล้วนแต่เป็นเจ้า
นายเชื้ อพระวงศ์ ฝ่ายในทั้งสิ้ น

การฟ้อนครั้งสำคัญก็เมื่อคราวพระราชชายา
เจ้าดารารัศมี ได้ทรงฝึกหัดเจ้านายและหญิงสาว
ฝ่ายในฟ้อนถวายรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระ
ปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 คราวเสด็จประภาส
ภาคเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2469 โดยครูนาศิลป์ของกรม
ศิลปากรได้ฝึกหัดจำไว้ ภายหายหลังจึงได้นำสอน
และมีการฝึกหัดสืบต่อมา เช่นเป็นการฟ้อนรำชนิด
หนึ่งของไทยชาวเหนือ ตามลักษณะของผู้ฟ้อน ซึ่ง
แต่งตัวแบบไทยชาวเหนือ แล้วสวมเล็บยาวทุกคน
โดยผู้ฟ้อนสวมเล็บยาวทุกนิ้วเว้นนิ้วหัวแม่มือ แบบ
ฉบับการฟ้อนที่ดีได้รักษากันไว้เป็นแบบแผนกันใน
คุ้มเจ้าหลวง จึงเป็นศิลปะที่ไม่สู้จะได้ชมกันบ่อยนัก
การฟ้อนชนิดนี้ได้มาเป็น ที่รู้จักแพร่หลายใน
กรุงเทพฯ คราวงานสมโภชพระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ
ช้างเผือกในรัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2470

การแต่งกาย

จะแต่งกายแบบไทยชาวภาค เหนือสมัยโบราณ นุ่ง
ผ้าซิ่นมีเชิงลายขวาง เสื้อคอกลมแขนยาว และห่มผ้า
สไบเฉียงทับ เกล้าผมมวยสูงทัดดอกไม้และห้อยอุบะ
และสวมเล็บยาวทั้ง 8 นิ้ว เว้นแต่นิ้วหัวแม่มือ การแต่ง
กายสมัยก่อน ถ้าเป็นฟ้อนธร
รมดาของแต่ละหมู่บ้าน
การแต่งกายจะเป็น 2 ลักษณะคือ
1. ใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก เอวรูด ไม่ห่มผ้า ผ้าซิ่น
จะเป็นแบบลายขวาง ต่อเอวดำตีนดำ (ตีน คือเชิงผ้า
ของผ้าซิ่น )
2. ใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก เอวปล่อย ห่มผ้า ใส่
สร้อย ผ้าซิ่นให้ใช้ผ้าตีนจก หรือผ้าทอ (การแต่งกายใน
ข้อนี้ จะใช้แต่งในงานใหญ่และในคุ้มเจ้านาย)การแต่ง
กายจะเหมือน กันทั้งหมดหรือเหมือนกันเฉพาะคู่ก็ได้
ฟ้อนเล็บ แต่เดิมเรียก “ฟ้อนเล็บ” ด้วยเห็นว่าเป็นการ
ฟ้อนที่เป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” ซึ่งหมายถึงคนใน
ถิ่นล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน และเนื่องจากการ
เป็นการแสดงที่มักปรากฏ ในขบวนแห่ครัวทานของวัด
จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟ้อนแห่ครัวทาน” ต่อมามี
การสวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง 8 นิ้ว (ยกเว้นนิ้ว
หัวแม่มือ) จึงได้ชื่อว่า “ฟ้อนเล็บ”

เครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีที่ใช้ บรรเลงประกอบจังหวะในการ
ฟ้อน จะใช้วงกลอง “ตึ่งโนง” ซึ่งประกอบด้วย

1. กลองแอว
2. กลองตะหลดปด
3. ฆ้องอุ้ย(ขนาดใหญ่)
4. ฆ้องโหย้ง(ขนาดกลาง)
5. ฉาบใหญ่
6. แนหน้อย
7. แนหลวง

ท่าฟ้อน

การฟ้อนชนิดนี้มีมาแต่ดั้งเดิม คณะศรัทธาของ
แต่ละวัดมักมีครูฝึกสืบทอดต่อกันมา เมื่อถึง
ฤดูกาลที่จะมีงานปอยหลวง ซึ่งเป็นงานฉลอง
ศาสนสถาน มักมีการฝึกซ้อม เด็กสาวในหมู่บ้าน
เพื่อแสดงในงานดังกล่าวเสมอ โดยที่รูปแบบ
กระบวนและลีลาท่าฟ้อนไม่ได้กำหนดตายตัว
แต่ละครูหรือแต่ละวัดอาจแตกต่างกันไป ในสมัย
พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้มีการปรับปรุงและ
ประดิษฐ์ท่าฟ้อนให้ดูอ่อนช้อยงดงามยิ่งขึ้น และ
บุคคล ผู้หนึ่งซึ่งเคยได้รับการถ่ายทอดจากคุ้มเจ้า
หลวงได้แก่ ครูสัมพันธ์ โชตนา ในโอกาสที่ครู
สัมพันธ์ได้เข้าไปถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนชนิดนี้แก่
วิทยาลัย นาฏศิลป์เชียงใหม่ ท่านได้กำหนดท่า
ฟ้อนไว้ 17 ท่าดังนี้

1. จีบส่งหลัง
2.กลางอัมพร
3. บิดบัวบาน
4. จีบสูงส่งหลัง
5. บัวชูฝัก
6. สะบัดจีบ
7. กราย
8. ผาลาเพียงไหล่
9. สอดสร้อย
10. ยอดตอง
11. กินนรรำ
12. พรหมสี่หน้า
13. กระต่ายต้องแร้ว
14. หย่อนมือ
15. จีบคู่งอแขน
16. ตากปีก
17. วันทาบัวบาน

ท่ารำต่างๆ ดังกล่าว อาจมีการเพิ่มท่า ตัดตอน
หรือลำดับท่าก่อนหลังตามที่ครูจะกำหนด



เต้นกำรำเคียว

ประวัติความเป็นมาของการเล่นเพลง
เต้นกำรำเคียว

การแสดงเต้นกำรำเคียว เป็นการละเล่นพื้น
เมืองที่เก่าแก่แบบหนึ่งของชาวชนบทในภาคกลาง
ของไทย แถบจังหวัดนครสวรรค์ ที่อำเภอพยุหะคีรี
ซึ่ งแต่เดิมประชาชนส่วนมากยึดอาชี พการทำนาเป็น
หลักและด้วยนิสัยรักสนุก ประกอบกับการเป็นคน
เจ้าบทเจ้ากลอนของไทยด้วย จึงได้เกิดการเต้นกำรำ
เคียวขึ้น ซึ่งในเนื้อเพลงแต่ละตอนจะสะท้อนให้เห็น
สภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่าง ชัดเจน
ลักษณะการรำไม่อ่อนช้อยเช่นการรำไทยทั่ว ๆ ไป
จะถือเอาความสนุกเป็นใหญ่ จะมีทั้ง “เต้น” และ “รำ”
ควบคู่กันไป ส่วนมือทั้งสองของผู้รำข้างหนึ่งจะถือ
เคียว อีกข้างหนึ่งถือต้นข้าวที่เกี่ยวแล้ว จึงได้ชื่อว่า “
เต้นกำรำเคียว”

ลักษณะการแสดง

จะแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายชายและฝ่าย
หญิง สำหรับฝ่ายชายเรียกว่า “พ่อเพลง” ฝ่ายหญิง
จะเรียกว่า “แม่เพลง” เริ่มด้วยพ่อเพลงร้องชักชวน
แม่เพลงให้ออกมาเต้นกำรำเคียวโดยร้องเพลงและ
เต้น ออกไปรำล่อฝ่ายหญิง และแม่เพลงก็ร้องและรำ
แก้กันไป ซึ่งพ่อเพลงนี้อาจเปลี่ยนไปหลายๆ คน ช่วย
กันร้องจนกว่าจะจบเพลง ส่วนผู้ที่ไม่ได้เป็นพ่อเพลง
แม่ก็ต้องเป็น “ลูกคู่” ปรบมือและร้องเฮ้ เฮ้ว
ให้จังหวะ




โอกาสที่แสดง

การเต้นกำรำเคียวจะเล่นกันในฤดูเกี่ยวข้าว
ซึ่ งเมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าวชาวนามักมีการเอาแรงกันโดย
ต่างฝ่ายต่างไปช่วยกัน เกี่ยวข้าวจะไม่มีการว่าจ้าง
กัน ขณะที่มีการเกี่ยวข้าวนั้น เขามักจะมีการร้อง
เพลงเกี่ยวข้าวกันไปด้วย โดยร้องแก้กันระหว่างฝ่าย
ชายและฝ่ายหญิง และเมื่อหยุดพักการเกี่ยวข้าว
ประมาณตะวันบ่ายคล้อยแล้วการเต้นกำรำเคียวจึง
เริ่มเล่น

การแต่งกาย

ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วยและเสื้อกุยเฮงสีดำ
มีผ้าขาวม้าคาดพุง สวมงอบและไม่สวมรองเท้า ฝ่าย
หญิงจะนุ่งโจงกระเบนและเสื้อแขนกระบอกสีดำทั้ง
ชุดเช่นกัน ทัดดอกไม้ที่หูขวาและไม่สวมรองเท้าผู้
แสดงทุกคนต้องถือเคียวในมือขวาและถือ รวงข้าวใน
มือซ้ ายด้วย
นตรีที่ใช้

ตามแบบฉบับของชาวบ้านเดิม ไม่มีดนตรี
ประกอบเพียงแต่ลูกคู่ทุกคนจะตบมือและร้องเฮ้ เฮ้ว
ให้จังหวะ แต่เมื่อกรมศิลปากรนำไปดัดแปลง ก็ใช้
ระนาดเป็นเสียงดนตรีประกอบในท่าเดินเข้า-ออก

สถานที่แสดง

เดิมแสดงกลางแจ้งบริเวณท้องนาที่เกี่ยวข้าว
กันปัจจุบันมีผู้สนใจการแสดงชนิดนี้มากขึ้นจึงนำมา
แสดงบนเวที

จำนวนผู้แสดง

ชายหญิงจับคู่กันเล่นเป็นคู่ ซึ่งเดิมนั้นไม่
จำกัดคู่ผู้เล่น แต่กรมศิลปากรได้จำกัดผู้เล่นเพียง 5
คู่ เพื่อให้ครบทำนองและเนื้อเพลงที่เล่นและไม่เต็ม
เวที



ฟ้อนภูไท

ประวัติความเป็นมา

ภูไท หรือผู้ไทเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่รองลงมา
จากไทยและลาวตามตัวเลขที่มีปรากฏรำในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือมีพวกผู้ไทอยู่ประมาณสองแสน
คน กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขงและเทือกเขา
ภูพาน ได้แก่ จังหวัดนครพนม สกลนครเลย และ
กาฬสินธุ์

ผู้ไทเป็นคนที่ทำงานขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ และโดย
ทั่วไปแล้วเจริญก้าวหน้ามากกว่าพวกไทย-ลาวที่อยู่
ใกล้เคียง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พัฒนาได้เร็วนอกจากนี้
ยังปรากฏว่าชาวผู้ไทยังคงรักษาขนบธรรมเนียม
ประเพณีเดิมของตนไว้ได้มากกว่าชนกลุ่มอื่นๆ คนผู้
ไทนั้นเป็นชาติพันธุ์ที่มีหน้าตาสวยงาม ผิวพรรณดี
กิริยามารยาทแช่ มช้ อยมีอัธยาศั ยไมตรีดีด้วย

การฟ้อนภูไทนี้ เป็นการละเล่นพื้นเมืองอย่างหนึ่ง
ของชาวผู้ไทเดิมที่นั้นการร่ายรำแบบนี้เป็นการร่าย
รำเพื่อถวายพระธาตุเชิงชุมแต่อย่างเดียว ต่อมาได้
ใช้ในงานแสดงในงานสนุกสนาน รื่นเริงต่างๆด้วย

การแต่งกาย

ชายนุ่งกางเกงใส่เสื้อคอกลมมีผ้าขาวม้าคาดพุง
และมีผ้าพันศีรษะเป็นผู้เล่นดนตรีประกอบการฟ้อน
หญิงแต่งตัวแบบพื้นเมืองเดิมเกล้ามวยผม ใส่เล็บยาว
ผูกแถบผ้าสีแดงบนมวยที่เกล้าไว้




ดนตรี

เครื่องดนตรีประกอบที่ใช้ในการเล่น ประกอบ
ด้วย กลองสั้น กลองยาว ตะโพน ม้าล่อรำมะนา แคน
ฉิ่ง ฉาบ

โอกาสที่แสดง

จัดขึ้นในงานพิธีมงคลต่างๆหรือในงานบุญต่างๆ



ตารีกีปัส

ประวัติความเป็นมา

ตารีกีปัส ถิ่นกำเนิดมันเป็นจังหวัดปัตตานีและ
ได้มีการเผยแพร่มาเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างไรระบำตารี
กีปัสมันก็เป็นของสามจังหวัดชายภาคใต้ คำว่า "ตารี"
แปลว่า ระบำ ส่วนคำว่า "กีปัส"แปลว่า พัด แต่ถ้าเอา
มาแปลตามตัวก็คือระบำพัดใช้ เอกลักษณ์ในเรื่อง
ของการใช้ พัดเป็นอุปกรณ์หลักในการแสดงของชุ ดนี้
จังหวะดนตรี จะใช้จังหวะแบบพื้นเมืองภาคใต้ตอน
ล่างเพื่อให้เข้ากับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนวิธี
การท่ารำในเรื่องของการปฏิบัติ แน่นอนว่ามันจะ
ต้องมีใบพัดมาเป็นส่วนหนึ่ง เช่นการหักข้อมือในการ
ม้วนพัด ส่วนลีลาก็จะเล่นเท้าการใช้สะโพกและการ
ใช้ข้อมือการแสดงเป็นหลัก การแต่งกายพื้นเมือง
ภาคใต้จะต้องใส่เสื้อลูกไม้แขนยาวข้างในสวมเกาะ
อก ส่วนกระโปรงก็จะใช้เป็นผ้าปาเต๊ะเป็นส่วนใหญ่
ในส่วนของวิธีการนุ่งจะเป็นแบบหน้านางก็ได้ หรือ
เป็นแบบหางไหลก็ได้ ส่วนเครื่องประดับ จะเป็นพวก
ปิ่ นเพิ่มเติมก็คือดอกไม้ สร้อย ต่างหู ต่างๆ กำไลข้อ
มือก็แล้วแต่ความสวยงาม (ขึ้นอยู่กับคนที่จัดแสดง)

การแสดงชุดนี้จะมีอยู่2ลักษณะ คือ หญิงคู่
ชาย หรือ จะเป็น หญิงล้วนในการแสดงก็ได้ เครื่อง
ดนตรีก็จะเป็น ไวโอลิน เมนโดริน เป็นต้น (อาจารย์
ศุภสรา มาสิก,2561)
"ตารีกีปัส" มาจากคำสองคำที่มารวมกัน เป็นภาษา
มลายูท้องถิ่น โดยค าว่า "ตารี" หมายถึง ระบำและ
คำว่า "กีปัส" หมายถึง พัด ดังนั้นเมื่อน าความหมาย
ของทั้งสองคำนี้มารวมกัน หมายถึง การร่ายรำที่ใช้
พัดประกอบการแสดง (ระบำตารกีปัส,2524)

รูปแบบและลักษณะการแสดง

การแสดงชุดตารีกีปัส มีรูปแบบการแสดง
เป็นหมู่ระบำ ซึ่งรูปแบบการแสดงมีอยู่ 2ลักษณะคือ
1. การแสดงเป็นคู่ ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง
2. การแสดงเป็นหมู่ระบำโดยใช้ผู้หญิงแสดงล้วน

เครื่องแต่งกาย

การแต่งกายของผู้แสดงระบำตารีกีปัสจะแต่ง
กายแบบพื้นเมืองมุสลิม ดังที่ศุภิสรา มาสิก อาทิตยา
พลเพ็ชร กล่าวถึงการแต่งกายระบำตารีกีปัส ไว้สรุป
ได้ว่า การแต่งกายของผู้แสดงระบำตารีกีปัส
เป็นการแต่งกายที่ส่วนใหญ่ยังยึดถือรูปแบบเดิม โดย
แยกเป็นการแต่งกายของผู้ชายและผู้หญิง
- ผู้ชาย แต่งกายแบบพื้นเมือง สวมหมวกไม่มีปีกสี
ดำ หรือโพกผาแบบมุสลิม เรียกว่า “หมวกซะตางัน”
นุ่งกางเกงขายาว ขากว้างคล้ายกางเกงจีน สวมเสื้อ
คอกลมหรือคอตั้ง ผ่าอกครึ่ง ติดกระดุม 3 เม็ด สี
เดียวกันกับกางเกง ใช้โสร่งยาวเหนือเข่า สวมทับ
กางเกง เรียกว่า “ซาเลนดัง” มักทำด้วยผ้าซอแกะ
ถ้าเป็นเจ้านายชั้นสูง มักจะเป็นผ้าไหมยกดิ้นเงินทอง
ถ้าฐานะรองลงมาหน่อยก็มักใช้ ผ้าไหมเนื้อดีตาโตๆ
ต่ำลงมาก็ใช้ ผ้าธรรมดา
- ผู้หญิง สวมเสื้ออคอแหลมหรือคอยะวาแขน
กระบอก เรียกว่า เสื้อบันดง หรือบานง ลักษณะแบบ
เข้ารูป ปิดสะโพกผ่าอกตลอด ติดกระดุมทองเป็น
ระยะ ด้านหลังเฉียงยาวมาเป็นมุมแหลม ด้านหน้า
เสื้อสีลวดลาย มักจะเป็นสีพื้นลายโปร่ง ลูกไม้สอด
ดิ้นเงินทอง ลวดลาย มักจะเป็นสีพื้นลายโปร่ง ลูกไม้
สอดดิ้นเงินทอง

- ผ้านุ่งมีทั้งแบบปาเต๊ะพันและผ้าซอแกะ ปักดิ้น
เงินหรือดิ้นทอง อาจสีกลมกลืนหรือสีตัดกันกับตัว
เสื้อ นุ่งป้ายข้าง ยาวกรอมเท้า มีผ้าคลุมไหล่โปร่ง สี
ตัดกับตัวเสื้ออย่างเด่นชัด เครื่องประดับสร้อยคอ
ต่างหู ผมเกล้ามวยต่ำระดับท้ายทอย ปักปิ่ นดอกไม้
ไหวนิยม

สวมรองเท้าทั้งผู้ชายและผู้หญิง

อุปกรณ์ที่ใช้ ในการแสดง

ได้แก่ พัด มีลักษณะเป็นแพสีขนาดใหญ่ มีการฉลุ
ลวดลายสวยงามปัจจุบันมีการตกแต่งพัดโดยติด
แถบสีทองหรือสีอื่นๆ ที่ริมพัด แล้วใช้แพรสีสดตัด
เป็นริ้วๆ




เครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีที่ใช้ ประกอบการแสดงระบำตารี
กีปัส ได้แก่ ไวโอลิน แมนโดลิน ขลุ่ย รำมะนา ฆ้อง
มาราคัส บทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง เป็นเพลงที่
ไม่มีเนื้อร้องแต่บรรเลงดนตรี มีท่วงทำนองไพเราะ
อ่อนหวาน สนุกสนานเร้าใจ ชื่อเพลง อินังจีนา
(Inang Cina) เป็นเพลงพื้นบ้านมลายูที่ได้รับอิทธิพล
จากดนตรีจีน

โอกาสในการแสดง

เดิมระบำตารีกีปัสแสดงในงานต้อนรับแขกบ้าน
แขกเมือง หรืองานนักขัตฤกษ์ต่างๆ ดังที่ ศุภิสรามา
สิก อาทิตยา พลเพชรได้กล่าวถึงโอกาสที่ใช้แสดง
ของระบำตารีกีปัส สรุปได้ว่า สมัยโบราณใช้แสดงใน
งานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรืองานพิธีต่างๆต่อ
มานิยมแสดงในงานรื่นเริง ตลอดจนการแสดงโชว์ใน
โอกาสต่างๆ เช่น งานแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

วิธีการแสดง

การแสดงระบำตารีกีปัสจะแสดงเป็นคู่ๆ ส่วนมากมี
2 คู่ โดยเข้าเป็นแถวตอน แยกชาย – หญิง หรือ หญิง
– หญิง สองแถวห่างกันพอสมควร โดยจะเริ่มเดินออก
มาเป็นแถวตามจังหวะเพลง และค่อยๆเปลี่ยนท่ารำ
ตามจังหวะเพลง จนจบเพลง

บรรณานุกรม

1.Kunkritkhema Dantee.กิ่งไม้เงินทอง[ออนไลท์]. 2015,
แหล่งที่มา : http://patdramaa111.srp.ac.th/ra-
chuychay-king-mi-ngein-thxng
[15 มิถุนายน 2558]

2.ฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น(ออนไลน์) 17 August 2019
แหล่งที่มา :
http://www.sanpamuang.go.th/site/2019/08/17/ฐาน
ข้อมูลภูมิปัญญาท้อง-5/

3.การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง(ออนไลน์) วันอังคารที่ 9
สิงหาคม พ.ศ. 2559 แหล่งที่มา :
http://namfon1711.blogspot.com/2016/08/

บรรณานุกรม

4.ประติมาภรณ์ ไชยย์ละ. นาฏศิลป์ภาคเหนือ[ออนไลน์].
2010, แหล่งที่มา :
http://www.thaigoodview.com/node/81888#:~:text=%
E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9
9%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8
%A2%E0%B8%99%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%
E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B
2%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8
%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0
%B9%88,%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89
%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8
%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0
%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%87
%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8
%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0
%B8%87

บรรณานุกรม

5.Pavayakoti. 5 ศิลปะการแสดงพื้นเมืองภาค
ใต้[ออนไลน์]. 2020,แหล่งที่มา :
https://themotocar.com/performing-arts-240963/


Click to View FlipBook Version