The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สารานุกรมสำหรับเยาวชนฯ ม.ต้น

สารานุกรม

เล็กมาก ในฤดูหนึ่งๆ ปลา ชนิดนี้ อาจวางไข่มากกว่า ๓๐ ล้านฟอง ตรงข้ามกับปลาฉลาม ซึ่งเป็นปลาที่มีไข่ ขนาดใหญ่ ใน ฤดูวางไข่ฤดูหนึ่งอาจวางไข่เพียง ๓-๔ ฟองเท่านั้น หน่วยงานอนุรักษ์ปลาผิวน้ำ สถานวิจัย ประมงทะเล ของกรมประมง ได้เคยทำการศึกษาความดกของไข่ปลาทูในอ่าวไทย ในระยะหลายปีที่แล้วมา และได้ประเมินความดกของไข่ปลาทูไว้ว่า อยู่ในระหว่าง ๕๐,๐๐๐ ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด ของแม่ปลาที่วางไข่ ปลาน้ำจืดในบ้านเราหลายชนิด ซึ่งปลาตัวพ่อหรือตัวแม่ระวังและดูแลรักษาไข่ในระยะฟัก ตัว ออกไข่น้อยกว่าปลาทะเลดังกล่าวข้างต้นมาก ปลากัดอาจวางไข่เพียง ๒๐๐-๓๐๐ ฟองในหนึ่งปี จึงอาจ สรุปได้ว่า ปลาที่ออกไข่มากที่สุดส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลาทะเล ซึ่งพ่อแม่ปลามักไม่ดูแลรักษาไข่ แต่จะปล่อยให้ ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ พวกต่อมาเป็นปลาที่วางไข่ให้เกาะติดตามสาหร่ายหรือพืชน้ำ ส่วนปลาที่ระวังรักษา หรือซ่อนไข่มีความดกของไข่น้อยที่สุด ความดกของไข่ขึ้นอยู่กับอายุความสมบูรณ์และขนาดของปลา แต่เมื่อปลามีอายุมากขึ้น ความดกอาจ ลดลง หรือถ้าเข้าในวัยแก่มาก ไข่จะไม่ฟักเป็นตัว สาเหตุที่สำคัญในการควบ คุมการเจริญเติบโตของอวัยวะ เพศ ได้แก่ อาหาร ดังนั้นความดกของไข่ และปริมาณไข่ที่ปลาวาง แต่ละปีมักจะมีจำนวนไม่สม่ำเสมอ คือจะ เปลี่ยนไปทุกปีก่อนที่ปลาจะทำการสืบพันธุ์ ปลาหลายชนิดจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้น เพื่อช่วย กระตุ้นให้ปลาพร้อมที่จะเข้าร่วมสืบพันธุ์ (secondary sexual characteristics) เช่น ปลาตัวผู้อาจมีสี สัน สวยงามในปลาจำพวกปลากินยุง หรือปลาตัวเมียอาจจะใหญ่กว่าปลาตัวผู้ ทั้งนี้ เนื่องจากปลาตัวผู้เจริญเติบโต เต็มวัยเร็วกว่าปลาตัวเมีย ครีบในปลาบางชนิด ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ใน ปลาสลิด (Trichogaster pectoralis) สำหรับปลาแซลมอนในมหาสมุทรแปซิฟิก ในฤดูสืบพันธุ์ตัวผู้จะมีสีสันเข้มกว่าปลาตัวเมีย และมี การเปลี่ยนแปลงในโครงกระดูกขากรรไกรทำให้โค้งงอ เห็นได้ชัดมาก ในฤดูสืบพันธุ์ของปลาแต่ละชนิด สาเหตุ ที่กระตุ้นให้ปลาเริ่มทำการสืบพันธุ์ ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของลูกปลาที่จะฟักเป็น ตัวออกมา ในการศึกษาเกี่ยวกับประ ชากรของปลาทูในอ่าวไทย พบว่า ลูกปลาวัยอ่อน อาจมีความสัมพันธ์กับ ปริมาณของแพลงก์ตอน ที่มีมากที่สุดในรอบปี เช่น ในบริเวณอ่าวไทยตอนใน ในระหว่างเดือนมีนาคมกันยายน ทุกปี สำหรับปลาบางชนิด การวางไข่จะอยู่ในระยะเวลาที่การเจริญเติบโตของศัตรู ซึ่งเป็นตัวทำลาย ไข่ หรือลูกปลา อยู่ในระดับต่ำ ปลาทะเลส่วนใหญ่จะวางไข่ในเวลากลางคืนหรือเช้ามืด สำหรับปลาทูในอ่าว ไทย เราพบว่า ไข่สุกไหลในฤดูสืบพันธุ์ มีปริมาณสูงในเวลาพลบค่ำ หรือกลางคืน ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุอันหนึ่ง ที่ช่วยให้ไข่ที่สามารถฟักตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น รอดพ้นอันตรายจากการกระทำของศัตรู เพราะในเวลา กลางคืน โอกาสที่ศัตรูจะมองเห็นไข่ ซึ่งโปร่งใส และมีขนาดเล็ก เช่น ไข่ปลาทูมีน้อยมาก เราอาจจะแบ่งปลาซึ่งมีพฤติกรรมในการวางไข่ต่างๆ กันออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ ก) พวกที่ปลาตัวแม่วางไข่ในน้ำ แล้วปลาตัวพ่อฉีดน้ำเชื้อออกมา และไข่ได้รับการผสม จากน้ำเชื้อ ทันที หลังจากนั้นแล้ว ปลาพ่อแม่ไม่ดูแลรักษาไข่เลย ปลาจำพวกนี้ ได้แก่ ปลาทะเล ส่วนใหญ่


เช่น ปลาทู ปลาโอ ปลาอินทรี ฯลฯ เป็นต้น ไข่ที่แม่ปลาเหล่านี้วาง มักมีขนาดเล็ก มีเป็นจำนวน มากและเป็นไขประเภทลอยน้ำโดยมีลักษณะโปร่งใส ข) ปลาที่วางไข่ติดบนสาหร่ายหรือพืชน้ำ ได้แก่ ปลาน้ำจืดเป็นส่วนใหญ่ เช่น ปลาไน ปลาจีน ฯลฯ ค) ปลาจำพวกที่พ่อหรือแม่ปลาทำรังเพื่อวางไข่ แต่ไม่อาจดูแลระวังและรักษาไข่ต่อไปได้ เช่น ปลาแซลมอน หรืออาจจะดูแลรักษาจนกระทั่งไข่ฟักออกมาเป็นตัว เช่น ปลากัด ปลา สลิด ปลา กระดี่ โดยตัวผู้ก่อหวอดแล้วอมไข่ไปพ่นเก็บไว้ที่หวอด และดูแลรักษาจนไข่ฟักออก มาเป็นตัว ง) พวกที่เก็บรักษาไข่ไว้ในปากหรือตามร่างกาย เช่น ปลาอมไข่ (Apogonidae) ปลากดทะเล (Tachysuridae) ตัวผู้ รวมทั้งปลาหมอเทศ หรือปลานิล (Tilapia spp.) ตัวเมีย ปลาม้าน้ำตัวผู้ มี ถุงเก็บไข่ไว้ที่หน้าท้อง จ) ปลาที่ออกลูกเป็นตัว เช่น ปลากินยุง และปลาเข็ม เป็นต้น การเจริญเติบโตของไข่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม เช่น ก๊าซละลายในน้ำ ศัตรูหรืออุณหภูมิ แต่สาเหตุที่ สำคัญ ได้แก่ อุณหภูมิ จากผลของการศึกษาของหน่วยงานอนุรักษ์ปลาผิวน้ำสถานวิจัย ประมงทะเล กรม ประมง ปรากฏว่า ในการทดลองผสมเทียมของปลาทู ไข่ปลาทูที่ได้รับการ ผสมกับน้ำเชื้อของปลาตัวผู้แล้ว จะ ฟักออกมาเป็นตัวเร็วขึ้นโดยใช้เวลา ๒๓ ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ ของน้ำประมาณ ๒๗.๒ องศาเซลเซียส และจะต้อง ใช้เวลานานประมาณ ๒๗ ชั่วโมง หากอุณหภูมิ ลดลงมาเป็น ๒๔.๔ องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ประมง พบว่า หากเราเอาอุณหภูมิเฉลี่ยของแต่ละวัน คูณกับจำนวนวันที่ปลาใช้ในการฟักไข่ให้ออกมาเป็นตัว ตั้งแต่ ได้รับการผสม จะได้ค่าคงที่ สำหรับปลาชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้น หากเราทราบอุณหภูมิของแต่ละวัน เราก็จะ ทำนายได้ว่า ปลาจะฟักออกจากไข่มาเป็นตัวได้เมื่อใด หลังจากที่ไข่ได้ฟักออกมาเป็นตัวแล้ว ตัวอ่อนของปลายังไม่หาอาหารทันที แต่จะใช้อาหารเดิม ซึ่ง สะสมไว้ในไข่แดงที่ติดกับตัวมัน จนหมดก่อน แล้วจึงเริ่มหาอาหารตามธรรมชาติ ต่อไป ในระยะที่ลูกปลา เปลี่ยนวิธีการหาและกินอาหาร อัตราการตายของลูกปลาในระยะนี้ จะสูงมาก หากมิได้รับอาหารที่เหมาะสม เช่น ในบางปี ลูกปลาถูกกระแสน้ำพัดออกไปนอกฝั่ง สู่บริเวณที่มีอาหารน้อย ดังนั้น ลูกปลาในปีนั้นจะเหลือ น้อยมากและอาจทำให้ประชากรของปลาในปีต่อไป ที่อยู่ในข่ายของการประมงลดลง ได้มีนักวิทยาศาสตร์ชาว อเมริกันทำการศึกษาอัตราการตายของปลาในสกุลใกล้เคียงกับปลา- ทู (Scomber spp.) ในมหาสมุทรแอตแลนติก ปรากฏว่าในระยะเป็นไข่และลูกปลาวัยอ่อน อัตรา การตายตามธรรมชาติจะสูงถึง ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง หมายความว่าหลังจากระยะนี้ผ่านพ้นไปแล้ว จะเหลือลูกปลาเจริญเติบโตต่อไปเพียง ๒-๓ ตัวเท่านั้น จากไข่ ประมาณ ๒๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ฟอง ที่แม่ปลาชนิดนี้วางไข่ในฤดูหนึ่ง ไข่ปลาทะเล ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก โปร่งใส และลอยน้ำ (pelagic eggs) การที่ไข่ลอยน้ำได้อาจเนื่องจากมีจุดน้ำมัน หรือไข่มีเปลือกบาง และมีช่อง ระหว่างตัว อ่อนและเปลือกไข่ (perivitelline space) กว้างหรือมีเมือก ซึ่งทำให้ความถ่วงจำเพาะ ใกล้เคียงกับน้ำที่ไข่ลอยอยู่ ในภาพเป็นภาพถ่าย ขยายของไข่ปลาทู ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๘๖๐ ไมครอน (๐.๘๖ มิลลิเมตร) เปลือกไข่บาง มีจุดน้ำมัน ๑ จุด มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒๑๔ ไมครอน (๐.๒๒ มิลลิเมตร) ตัวอย่างไข่ เหล่านี้ ได้จากการทดลองผสมเทียมปลาทู โดยหน่วยงานอนุรักษ์ปลาผิวน้ำ สถานวิจัยประมง ทะเล กรม


ประมง เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยเจ้าหน้าที่ของ หน่วยงานนี้ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก สำหรับปลาทู ในการทดลอง ครั้งนี้ได้พบว่า ไข่ที่ได้รับการผสมน้ำเชื้อจากตัวผู้ จะฟักเป็นตัวภายใน ระยะเวลา ประมาณ ๑๒ ชั่วโมงที่อุณหภูมิของน้ำระหว่าง ๒๕.๓-๒๗.๙ องศาเซลเซียส การรับความรู้สึกของปลา ก) การรับกลิ่น ปลามีจมูกสำหรับรับกลิ่นเช่นเดียวกับสัตว์บก แต่มิได้ใช้หายใจ จึงไม่มีท่อติดต่อกับคอ หอย ปลาฉลามมีจมูกไวมาก สามารถรับกลิ่นเลือดได้ในระยะไกล ข) สายตา ตาปลามีลักษณะคล้ายคลึงกับตาของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังประเภทอื่นๆ แต่มีการเปลี่ยน แปลงบ้าง เพื่อช่วยให้มันสามารถมองได้ในน้ำ ผนังภายนอกของตาปลาแบนกว่าของสัตว์บก แต่เลนส์ของตา ปลากลมกว่า และเวลาใช้มอง เลนส์จะไม่เปลี่ยนรูปร่างเหมือนตาของสัตว์ชั้นสูง แต่จะเลื่อนเข้าเลื่อนออกจน ภาพชัด ปลาส่วนใหญ่มีสายตาสั้น จากผลของการทดลองปรากฏว่าปลา สามารถจำสีต่างๆ ได้ ในจำพวกปลาที่ อาศัยในน้ำขุ่น ตามีขนาดเล็กลง ปลาที่อาศัยอยู่ในถ้ำมีตา เป็นจุดเล็กๆ เท่านั้นหรือไม่มีเลยโดยถูกคลุมอยู่ใต้ ผิวหนังก็ได้ ค) การรับฟัง หูของปลาไม่มีส่วนนอกและส่วนกลางเหมือนสัตว์ชั้นสูง ดังนั้น ปลาจึงมีแต่เพียงหูส่วน ใน ใช้เป็นอวัยวะสำหรับช่วยการทรงตัว ปลาน้ำจืดจำพวกปลาไน ปลาตะเพียน และปลาดุก กระเพาะลมมี ส่วนติดต่อกับส่วนหูโดยชิ้นกระดูกเล็กๆ ซึ่งสามารถทำให้ปลาจำพวกนี้รับความสั่น สะเทือนในน้ำได้ดี นอกจากนี้ปลาส่วนใหญ่ยังมีเส้นข้างตัว (lateral line system) สามารถรับความ สั่นสะเทือนในน้ำได้ ง) การรับรส ปลาหลายชนิดสามารถรับรสต่างๆ ได้ เช่น ปลาพวกตะเพียน แต่หน้าที่การรับรสอาจ ทำโดยอวัยวะพิเศษ ซึ่งอยู่บนหนวด (barbels) หรือบนหัวและตัวปลา โดยบริเวณเหล่านี้จะมีปุ่ม รับรส (taste bud) จ) การรับความสัมผัส ปลารับสัมผัสได้ดีมาก อวัยวะรับสัมผัสมีอยู่บนส่วนต่างๆ ของตัวปลา เช่น ตาม ผิวหนัง ตามผิวของหนวด (barbels of feelers) หรือครีบ สำหรับปลาที่หากินบนพื้นท้องน้ำใช้อวัยวะดังกล่าว ในการหาอาหารโดยการคลำ ต้นกำเนิดของปลา นักวิทยาศาสตร์สามารถสืบหาค้นคว้าเกี่ยวกับต้นกำเนิดของปลาได้ โดยการตรวจดูซาก ปลาโบราณที่ ปรากฏในหินชั้นต่างๆ และสามารถจะคำนวณอายุความเก่าได้ นักวิทยาศาสตร์ได้ลง ความเห็นว่า ปลาจำพวก แรก ที่เป็นบรรพบุรุษของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ปลาที่ไม่มีขากรร ไกร (Agnatha) ซึ่งประกอบด้วยปลาที่ เรียกว่า ออสตราโคเดิร์ม (ostracoderms) ปลาจำพวกนี้มี เหงือกอยู่ในถุงกล้ามเนื้อซึ่งหดและขยายตัวได้เวลา หายใจ ปลาออสตราโคเดิร์มมี ๒ จำพวก คือ พวกที่ว่ายน้ำได้ และพวกที่หากินบนพื้นท้องน้ำ พวกหลังนี้มี เกราะหุ้มส่วนหน้าของลำตัว (cephalaspida) ปลาโบราณเริ่มมีอยู่ในยุคซีลูเรียน (Silurian) และดีโวเนียน (Devonian) คือ ประมาณ ๔๐๐ ล้านกว่าปีมาแล้ว ซากดึกดำบรรพ์ของปลาโบราณ


ซากดึกดำบรรพ์ของปลาโบราณชื่อ พิกนอดดัส รอมบัส (Pycnoddus rhombus) ต่อมานานเข้าปลาจำพวกแรกนี้ก็มีวิวัฒนาการ มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อความเหมาะสม ในการ ดำรงชีวิต วิวัฒนาการของมัน แบ่งออกเป็น ๒ สาย สายที่หนึ่งเป็นปลาปากกลม ซึ่งยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ สายที่สองเป็นปลาโบราณที่มีขากรรไกร (placoderms) ซี่งมีการเปลี่ยนแปลงไป เป็นปลาจำพวกกระดูกอ่อน คือ พวกฉลามและกระเบน (Chondrichthyes) และพวกปลากระดูกแข็ง (Osteichthyes) หลักการแบ่งจำพวกของปลา เนื่องจากในโลกเรานี้มีปลาชนิดต่างๆ อยู่มากกว่า ๒๐,๐๐๐ ชนิด นักวิทยาศาสตร์จึงได้หาวิธีการ จำแนกแยกชนิดของปลา ออกเป็นจำพวก และเป็นชนิดต่างๆ เช่น ๑) แบ่งออกตามถิ่นฐานที่อยู่อาศัยและการแพร่กระจายของปลา ทางด้านนิเวศวิทยานี้ เราอาจแบ่ง ปลาชนิดต่างๆ ออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้ (๑) ปลาทะเล เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเค็มสูงกว่าน้ำจืด ปลาทะเลอาจแบ่ง ออกไป ได้อีกเป็น ๒ จำพวกคือ ก) ปลาผิวน้ำ (pelagic fishes) เป็นพวกที่อาศัยในทะเลตั้งแต่ระดับผิวน้ำลงไปถึงระดับ กลางน้ำ เช่น ปลาจำพวกปลาทู ปลาอินทรี ปลาโอ เป็นต้น ข) ปลาหน้าดิน (demersal fishes) เป็นปลาที่อาศัยและหากินบนพื้นท้องทะเล หรือ อาจจะอยู่เหนือพื้นท้องทะเลเล็กน้อย เช่น ปลากระเบน ปลาตาเดียว ปลาทรายแดง และปลา สีกุน เป็นต้น หรืออีกวิธีหนึ่งเรายังอาจแบ่งปลาทะเลออกเป็นจำพวกที่อยู่อาศัยในมหาสมุทรหรือทะเล หลวง (oceanic species) เช่น ปลานกกระจอก ปลาโอ ปลาทูนา พวกที่อาศัยและหากินใกล้ฝั่ง เช่น ปลาทู ปลาตามหิน ปะการัง และปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลลึก (abyssal species) ซึ่งแสงแดด ส่องลงไปไม่ถึง (๒) ปลาน้ำจืด เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดตลอดชีวิต อาจแบ่งออกเป็นสองจำพวกใหญ่ๆ คือ ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำนิ่ง เช่น ในบ่อบึง ได้แก่ ปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาที่อาศัยใน ลำธารหรือแม่น้ำ เช่น ปลาตะเพียน ปลาเทพา และปลาสร้อย เป็นต้น (๓) ปลาที่อพยพย้ายถิ่น เป็นปลาที่วางไข่ในน้ำจืด แต่เดินทางออกไปหาอาหารเพื่อการ เจริญเติบโตในน้ำเค็ม เช่น ปลาตะลุมพุก ปลาแซลมอน หรือปลาที่วางไข่ในทะเลแต่กลับเข้า มาหากินในน้ำจืด เช่น ปลาตูหนา (Anguilla spp.) เป็นต้น


(๔) ปลาที่อาศัยในน้ำกร่อย เป็นปลาที่ชอบอยู่อาศัยในน้ำที่ไม่ค่อยเค็มอยู่ตลอดชีวิต เช่น ปลาในบริเวณป่าไม้แสม โกงกาง ชายเลนที่มีลำน้ำจืดไหลผ่าน เช่น ในบริเวณปากแม่น้ำ ปลา จำพวกนี้ ได้แก่ ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) ปลากระบอก (Mugil spp.) เป็นต้น ๒) การแบ่งจำแนกแยกชนิดของปลาตามความสัมพันธ์ระหว่างหมวดหมู่และตามหลักวิชาวิวัฒนาการ นักวิทยาศาสตร์ได้อาศัยรากฐานเกี่ยวกับรูปซากดึกดำบรรพ์ของปลา ความรู้ทางด้านโครง สร้าง (structure) อวัยวะต่างๆ และการเจริญเติบโตของปลา รวมทั้งความรู้ทางด้านวิวัฒนาการ และพันธวิทยา (genetic) สรีรวิทยา ในการจัดลำดับแสดงความสัมพันธ์ของปลากลุ่มต่างๆ ใน ปัจจุบัน ปลากลุ่มต่างๆ อาจจะ แบ่งตามแผนผังกว้างๆ ได้ดังนี้ ตามหลักฐานของ ดร.ฮิวจ์ เอ็ม สมิท (Hugh M.Smith) ผู้ซึ่งมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาทาง การประมงของ รัฐบาลไทย ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๔๗๘ ได้รายงานปลาน้ำจืดในประเทศไทย ไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๔๙ ครอบครัวด้วยกัน เป็นปลาทั้งหมด ๕๖๐ ชนิด สำหรับปลาทะเล หน่วย งานอนุกรมวิธาน (Taxonomic Unit) ของสถานวิจัยประมงทะเล กรมประมง ได้รวบรวม และจำแนกชนิดปลาทะเลไว้ได้มากกว่า ๙๐๐ ชนิด ปลา ทะเลที่ได้จำแนกชนิดไว้เหล่านี้ ได้ถูกเก็บ รักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ของสถานวิจัยประมงทะเล และ พิพิธภัณฑ์สัตววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนปลาน้ำจืดส่วนใหญ่ได้เก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ของ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ แห่งประเทศไทย


การประมงของประเทศไทยและการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงของประเทศของเรา ประเทศไทยเป็นประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจอยู่บนรากฐานของเกษตรกรรมและการใช้ทรัพยากร ทาง ธรรมชาติของประเทศ การประมงจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมาก เพราะกิจการประมง ทำให้ อุตสาหกรรมใกล้เคียงเจริญขึ้น และให้อาหารโปรตีนที่มีคุณภาพสูงแต่มีราคาถูกแก่ประชาชนภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ นอกจากนี้ ยังมีผลทำให้รัฐได้รับเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยการจัดส่งผลิตภัณฑ์ ประมง เช่น กุ้ง ปลาแช่เย็น ปลากระป๋อง ฯลฯ ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศเป็นการช่วยแก้ไขปัญหา ดุลการค้าระหว่างประเทศทางหนึ่ง เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว การประมงน้ำจืดมีความสำคัญต่อประเทศมาก ชาวไร่ชาวนาหาปลา โดยใช้เครื่องมือ ที่ใช้มาแต่โบราณกาล เช่น ลอบ เบ็ด แห สวิง ยอ บ่อล่อ เป็นต้น สำหรับ ชาวประมงที่อยู่ตามหมู่บ้านชายทะเลก็หากิน โดยทำการประมงใกล้ฝั่งในน้ำลึกไม่เกิน ๑๕ เมตร โดย ใช้ลอบ โพงพาง โป๊ะ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือประจำที่แทบทั้งสิ้น และเรือที่ใช้หาปลาก็เป็น เรือใช้ใบมีขนาด ความยาวประมาณ ๓-๖ เมตร ต่อมาเมื่อความต้องการปลาเป็นอาหารมีเพิ่มขึ้น ชาวประมงเริ่มรู้จักใช้อวนที่มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็มีการใช้เครื่องมือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า อวนตังเก ในการจับปลาฝูง เช่น ปลาทู ปลาลัง ส่วนชาวประมงที่มีทุนทรัพย์น้อยก็เริ่มใช้อวนลอยเพื่อหาปลา ในระยะ ๒๕ ปีที่ผ่านมาการประมงทะเลได้ รุดหน้าไปไกลมาก ได้มีการใช้เครื่องมือจับ ปลาที่มีประสิทธิภาพสูง คือ เครื่องมืออวนลากแบบต่างๆ เรือที่ใช้ หาปลา ก็มีปริมาณเพิ่มขึ้น และเป็นเรือใช้เครื่องยนต์แทบทั้งสิ้น ขนาดของเรือได้เพิ่มขึ้นจาก ๖-๗ เมตร เป็น ประมาณ ๓๐ เมตร ในปัจจุบัน อาณาบริเวณการทำการประมงได้แผ่ขยายไปในทะเลจีนตอนใต้ และในทะเล อันดามัน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการประมงทะเลและจับปลาเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้ ปริมาณปลา ที่จับได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ในปัจจุบันผลิตผลจากการประมงทะเลมีปริมาณสูงขึ้นถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของ ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของอวนลาก อย่างรวดเร็วได้ทำให้ประชากร ของปลาและสัตว์น้ำหน้าดินในอ่าวไทยลดน้อยถอยลงเป็นลำดับจน เป็นที่น่าวิตกกว่า หากไม่มีมาตรการที่ เหมาะสมในการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงดังกล่าวแล้ว ทรัพยากรดังกล่าว ก็จะไม่ให้ผลประโยชน์ทางด้าน เศรษฐกิจแก่ประเทศต่อไป กรมประมงซึ่งเป็นส่วนราช การของประเทศที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ จึงได้วางโครงการ อนุรักษ์ทรัพยากรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นโครงการระยะยาว ที่จะวางมาตรการที่เหมาะสมและถูกต้อง ตามหลักวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้ทรัพยากรดังกล่าว ผลิดอกออกผลบังเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่แก่ประเทศของเรา เรื่อยๆ ไป การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนอื่นเราควรทราบว่า ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่ ๒ ประเภท ด้วยกัน คือ ทรัพยากรที่ไม่ มีการชดใช้ แทนที่ (non-renewable resources) เช่น สินแร่บางประเภท น้ำมัน ฯลฯ เมื่อใช้ก็หมดไป และทรัพยากรที่มีการ ชดใช้แทนที่ (renewable resources) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีชีวิต เช่น ปลา ต้นไม้ ฯลฯ สำหรับทรัพยากรประเภท หลัง หากมีการใช้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะบังเกิดผล ประโยชน์เรื่อยไป เพราะทรัพยากรดังกล่าวสามารถมีการ ชดใช้แทนที่ โดยที่สิ่งซึ่งมีชีวิตเหล่านั้น เมื่อโตเต็มวัย ก็สามารถสืบพันธุ์ ให้ลูกหลานออกมาได้


ดังนั้น คำว่าอนุรักษ์ทรัพยากรจึงมีความหมายกว้างขวาง แต่พอสรุปง่ายๆ ว่าเป็นการ กระทำทุก รูปแบบเพื่อให้ทรัพยากรดังกล่าว ผลิดอกออกผลและบังเกิดประโยชน์แก่มนุษย์เราอย่าง เต็มที่เรื่อยๆ ไปหาก กลับมาพิจารณาเกี่ยวกับทรัพยากรประมงของเรา ถ้าเราพิจารณาถึงปลาประชากรหนึ่ง ซึ่งไม่มีการจับเลย ปลา ในประชากรนี้ก็จะมีการดำเนินชีวิตไปในปีหนึ่งๆ และเกิดสมดุลในประชากรตามแผนผังที่ ๑ จะเห็นได้ว่าในกรณีที่เราไม่จับปลาขึ้นมาใช้ประโยชน์ ปลาเหล่านี้ก็จะตายไปเองตามกฎ แห่ง ธรรมชาติ เช่น แก่ตาย บางตัวเป็นโรค อาหารไม่พอเพียงถูกศัตรูทำลาย เป็นต้น หากประชากรของปลาดังกล่าวถูกมนุษย์นำขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ปริมาณน้ำหนักของ ปลาที่เหลือ รอดในปีต่อไป ก็จะเป็นไป ดังแผนผังที่ ๒ ตามหลักการง่ายๆ ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ถ้าเราจับปลาส่วนหนึ่งที่มีปริมาณพอ เหมาะขึ้นมาใช้ ให้บังเกิดประโยชน์ ก็จะไม่เกิดผลเสียหายแก่ประชากรปลาแต่อย่างใด เพราะปลา เหล่านี้จะตายไปเองตาม ธรรมชาติ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ปลาที่เหลืออยู่ มีอาหารพอเพียง และมีการเจริญเติบโตดียิ่งขึ้น แต่ถ้าเราจับ ปลามากเกินควรแล้ว จะทำให้สมดุลดังกล่าวเสียไป และจะส่งผลกระทบกระเทือนไปยังจำนวนลูกหลานที่จะ เพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องกันไป ตลอดจน อัตราการเจริญเติบโตของปลาในประชากรนั้นๆ ด้วย เพื่อที่จะอนุรักษ์ ทรัพยากรดังกล่าวให้บังเกิดประโยชน์ให้มากที่สุด เราอาจจะพิจารณาวาง มาตรการบางอย่าง เพื่อเปิดโอกาส ให้ปลามีลูกหลานเพิ่มมากขึ้นในประชากร หรือพิจารณาหาวิธี การทำให้การเจริญเติบโตเร็วขึ้น หรืออาจช่วย ป้องกันอันตรายจากศัตรู ฯลฯ หรือวางมาตรการควบ คุมการประมงที่เหมาะสม เช่น กำหนดจำนวนและขนาด ของเรือประมง ควบคุมทำการประมง ในระยะใดระยะหนึ่ง กำหนดเขตหรือบริเวณทำการประมง หรือห้ามทำ การประมงในเขตที่หวง ห้ามเพื่อสงวนไว้เป็นที่วางไข่ และหลบซ่อนของลูกปลาวัยอ่อน ควบคุมหรือห้ามการใช้ เครื่องมือ บางประเภท เช่น ห้ามการใช้วัตถุระเบิดหรือไฟฟ้าจับปลา ตั้งโควตา ( quota) เพื่อกำหนดปริมาณ ที่ พึงจะจับได้ เหล่านี้เป็นต้น


วิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจก็คือ การเร่งรัด พัฒนาการคัดเลือก พันธุ์ และการเพาะเลี้ยงปลาในน้ำจืดและในบริเวณชายฝั่ง เพื่อเพิ่มผลผลิตและ วางโครงการระยะยาว ในการ ให้การศึกษาอบรมเยาวชนให้เล็งเห็น และฝังใจในความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศ เพื่อให้ ผลิดอกออกผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป


Click to View FlipBook Version