เรอื่ ง มรดกโลกในไทย
เสนอ
อาจารณ์ ชุตมิ า ลมิ่ ศลิ า
จดั ทำโดย
นายจกั รพรรด์ิ ฝอยทอง ม.3/3 เลขท1่ี
ด.ช.ธนชาติ ใจซอ่ื ม.3/3 เลขที่ 8
ด.ช.ธนาดล มณฑนะโสภติ ม.3/3 เลขท9่ี
ด.ช.ภมู บดนิ ทร์ ทองลขิ ติ ม.3/3 เลขท1่ี 4
ด.ช.ภสู ทิ ธ์ิ ปลที อง ม.3/3 เลขท1ี่ 5
ด.ช.อภภิ ู ชวลั นธิ โิ รจน์ ม.3/3 เลขท1่ี 7
ด.ช.อรนถนนท์ กองแกว้ ม.3/3 เลขท1ี่ 8
รายงานเลน่ นเ้ี ป็ นสว่ นหนง่ึ ของการเรยี นวชิ าภาษาไทย 6
รหสั วชิ า ท23102 ภาคเรยี นท2ี่ ปี การศกึ ษา2564
โรงเรยี นพชิ ยั รตั นาคาร
เรอ่ื ง มรดกโลกในไทย
เสนอ
อาจารณ์ ชุตมิ า ลม่ิ ศลิ า
จดั ทำโดย
นายจกั รพรรด์ิ ฝอยทอง ม.3/3 เลขท1ี่
ด.ช.ธนชาติ ใจซอื่ ม.3/3 เลขที่ 8
ด.ช.ธนาดล มณฑนะโสภติ ม.3/เลขท9่ี
ด.ช.ภมู บดนิ ทร์ ทองลขิ ติ ม.3/3 เลขท1ี่ 4
ด.ช.ภสู ทิ ธ์ิ ปลที อง ม.3/3 เลขท1่ี 5
ด.ช.อภภิ ู ชวลั นธิ โิ รจน์ ม.3/3 เลขท1ี่ 7
ด.ช.อรนถนนท์ กองแกว้ ม.3/3 เลขท1ี่ 8
รายงานเลน่ นเ้ี ป็ นสว่ นหนง่ึ ของการเรยี นวชิ าภาษาไทย 6
รหสั วชิ า ท23102 ภาคเรยี นท2่ี ปี การศกึ ษา2564
โรงเรยี นพชิ ยั รตั นาคาร
คำนำ
รายงาน มรดกโลกในไทย ฉบบั นเี้ ป็ นสว่ นหนงึ่ ของวชิ า ภาษาไทยชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท3ี่ /3
มจี ดุ ประสงค์ เพอื่ การศกึ ษาหาความรเู ้ กย่ี วกบั มรดกโลกในไทย ซงึ่ รายงานฉบบั นมี้ ี เนอื้ หา
เกยี่ วกบั ประวตั ศิ าสตร์ ของ มรดกโลกในไทย จำนวนของมรดกโลกในไทย มรดกโลกในไทย
สมยั ตา่ งๆ อทิ ธพิ ล ของ มรดกโลกในไทยสมนั ตา่ งๆ ทส่ี ะทอ้ นความคดิ ความเชอ่ื เเละคา่ นยิ ม
ของ คนไทย เเละ ขอ้ คดิ ทไี่ ดจ้ าการศกึ ษาคน้ ควา้ วรรณกรรมไทย
การศกึ ษาคน้ ควา้ เรอ่ื ง มรดกโลกในไทย เลม่ นข้ี า้ พเจา้ ดว้ างเเผนการดำเนนิ งานการ
ศกึ ษาคน้ ควา้ เป็ นระยะ 2 สปั ดาห์ ศกึ ษาจากเเหลง่ ขอ้ มลู ตา่ งๆ เชน่ ตำราหนังสอื เว็บไซตต์ า่ งๆ
การจัดทำรายงานฉบบั นส้ี ำเร็จ ตามวตั ถปุ ระสงค์ ไปไดด้ ว้ ยดขี า้ พเจา้ ขอขอบพระคณุ
อาจารยช์ ตุ มิ า ลม่ิ ศลิ า ทท่ี า่ นไดร้ ับคำเเนะนำ การเขยี นรายงานจนทำให ้ รายงานจนทำให ้ ราบ
งานฉบบั สมบรู ณ์ ใน บรรณานุกรมไดไ้ ดเ้ สร็จลลุ ว่ งไปดว้ ยดี ขอขอบคณุ เป็ นอยา่ งสงู ทใ่ี ห ้
โอกาศเเกข่ า้ พเจา้ เขา้ ไปศกึ ษาคน้ ควา้ เรอื่ งน้ี ขา้ พเจา้ หวงั เป็ นอยา่ งมากวา่ เนอ้ื หา
ในรายงานฉบบั นท้ี ไ่ี ดเ้ รยี นเรยี งมาจะเป็ นประโยชนต์ อ่ ผสู ้ นใจ อยา่ งยง่ิ วา่ เนอ้ื หาใน
รายงาน ฉบบั บจ้ี ะตอ้ งปรับปรงุ ขา้ พเจา้ ขอนอ้ มรับใน ขอชเ้ี เนะ เเละ จะนำไปเเกไ้ ข หรอ พัฒนา
ใหถ้ กู ตอ้ งสมบรู ณต์ อ่ ไป
คณะผจู ้ ัดทำ
วนั ๒๕ พฤษจกิ ายน พ.ศ.๒๕๖๔
สารบญั
บทนำ
แหลง่ มรดกโลก หรอื World Heritage Site เป็ น พน้ื ทที่ ไ่ี ดร้ ับจากขน้ึ ทะเบยี นจาก
ยเู นสโก (UNESCO) ซงึ่ กค็ อื องคก์ ารเพอื่ การศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ และวฒั นธรรมแหง่
สหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) เป็ น
สถานทซี่ งึ่ ถอื วา่ สำคญั ตอ่ ประโยชนโ์ ดยรวมของมนุษยชาติ และไดร้ ับความคมุ ้ ครองทาง
กฎหมายตามสนธสิ ญั ญา โดยจะมคี ณะกรรมการ และหลกั เกณฑต์ า่ งๆ ในการคดั เลอื กวา่ พนื้ ท่ี
นัน้ ๆ
สำหรับประเทศไทยเรานัน้ ไดร้ ับการขนึ้ ทะเบยี นแหลง่ มรดกโลกของประเทศไทย
ทงั้ หมด 6 แหลง่ ดว้ ยกนั โดยแบง่ เป็ น มรดกโลกทางวฒั นธรรม 3 แหลง่ และ แหลง่ มรดกโลก
ทางธรรมชาติ 3 แหง่ คะ่ ซงึ่ ลา่ สดุ กค็ อื กลมุ่ ป่ าแกง่ กระจาน นับเป็ นแหลง่ มรดกโลก แหง่ ท่ี 6
ของประเทศไทย ประกาศขนึ้ ทะเบยี นมรดกโลกเมอ่ื เดอื น กรกฎาคม 2564 ทผ่ี า่ นมานั่นเอง ตาม
เรามาดกู นั วา่ มรดกโลกในประเทศไทยของเรานัน้
1.นครประวตั ศิ าสตร์ พระนครศรอี ยธุ ยา
ตงั้ ภายในเกาะเมอื งอยธุ ยา อำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
กรงุ ศรอี ยธุ ยาเป็ นราชธานสี ำคญั อกี แหง่ หนง่ึ ในประวตั ศิ าสตรข์ องไทย ดำรงความสำคญั สบื เนอื่ ง
ตงั้ แต่ พ.ศ.๑๘๙๓ – ๒๓๑๐ รวม ๔๑๗ ปี ดว้ ยภมู สิ ถานเมอื งทเี่ ออ้ื ตอ่ การตดิ ตอ่ สมั พันธก์ บั ดนิ
แดนตา่ งๆ ทงั้ ทอี่ ยภู่ ายในผนื แผน่ ดนิ และดนิ แดนโพน้ ทะเล สรา้ งความมน่ั คงทางการเมอื งการ
ปกครองและความมงั่ คง่ั ทางเศรษฐกจิ
การศกึ ษาเกยี่ วกบั โบราณสถานของกรงุ ศรอี ยธุ ยาเรม่ิ ขน้ึ ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯใหพ้ ระยาโบราณราชธานนิ ทร์ (พร เดชะคปุ ต)์
ขดุ แตง่ พระทนี่ ่ังบางองคใ์ นเขตพระราชวงั หลวงตอ่ มา ในสมยั จอมพลแปลก พบิ ลู สงคราม เป็ น
นายกรัฐมนตรี ไดร้ เิ รม่ิ โครงการบรู ณะพระทนี่ ั่งและวดั สำคญั ในกรงุ ศรอี ยธุ ยา โดยมอบหมายให ้
กรมศลิ ปากรเป็ นหน่วยงานดำเนนิ การ หลงั จากนัน้ จงึ มโี ครงการสำรวจ ขดุ แตง่ และบรู ณะ
โบราณสถาน นับแต่ พ.ศ.๒๕๑๒ เพอ่ื การอนุรักษ์เมอื งประวตั ศิ าสตรแ์ หง่ น้ี นำมาสกู่ ารประกาศ
เขตโบราณสถานเมอื งพระนครศรอี ยธุ ยาใน พ.ศ.๒๕๑๙
2.เมอื งประวตั ศิ าสตรส์ โุ ขทยั และเมอื งบรวิ าร
เมอื งประวตั ศิ าสตรส์ โุ ขทยั และเมอื งบรวิ าร (Historic Town of Sukhothai and
Associated Historic Towns) ประกอบไปดว้ ยอทุ ยานประวตั ศิ าสตรส์ โุ ขทยั อทุ ยาน
ประวตั ศิ าสตรศ์ รสี ชั นาลยั และอทุ ยานประวตั ศิ าสตรก์ ำแพงเพชร ทงั้ 3 เมอื งทเ่ี คยมคี วาม
รงุ่ เรอื งในอดตี ชว่ งใกลเ้ คยี งกนั โดยอาณาจักรสโุ ขทยั นัน้ ถอื เป็ นราชธานแี หง่ แรกของไทย เป็ น
ศนู ยก์ ลางความเจรญิ ในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี 18-19
อทุ ยานประวตั ศิ าสตรส์ โุ ขทยั
เมอื งสโุ ขทยั เคยเป็ นราชธานขี องไทยมคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื ง เป็ นศนู ยก์ ลางการปกครอง
ศาสนา และเศรษฐกจิ ภายในอทุ ยานประวตั ศิ าสตร์ มสี ถานทสี่ ำคญั ทเ่ี ป็ นพระราชวงั
ศาสนสถาน โบราณสถาน โดยมคี เู มอื ง กำแพงเมอื ง และประตเู มอื งโบราณลอ้ มรอบอยใู่ นรปู
สเ่ี หลย่ี ม มคี วามยาวประมาณ 2 กโิ ลเมตร กวา้ งประมาณ 1.6 กโิ ลเมตรครอบคลมุ พน้ื ทกี่ วา่ 70
ตารางกโิ ลเมตร มปี ระตเู มอื งอยตู่ รงกลางกำแพงเมอื งแตล่ ะดา้ น ภายในยงั เหลอื รอ่ งรอยพระราช
วงั และวดั และมโี บราณสถานสำคญั ทจี่ ำนวนมากกวา่ 30 แหง่ วดั ทใ่ี หญท่ ส่ี ดุ คอื วดั มหาธาตกุ รม
ศลิ ปากร ไดป้ ระกาศขนึ้ ทะเบยี นโบราณสถานเมอื งเกา่ สโุ ขทยั ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2478 ตอ่ มา ไดร้ ับ
การบรู ณปฏสิ งั ขรณโ์ ดยกรมศลิ ปากรดว้ ยความชว่ ยเหลอื จากองคก์ ารยเู นสโก และเปิดอยา่ งเป็ น
ทางการในเดอื นกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยในวนั ท่ี 12 ธนั วาคม พ.ศ. 2534 องคก์ ารยู
เนสโกไดป้ ระกาศใหอ้ ทุ ยานแหง่ นเี้ ป็ นแหลง่ มรดกโลกรว่ มกบั อทุ ยานประวตั ศิ าสตรท์ ่ี
กำแพงเพชรและศรสี ชั นาลยั ปัจจบุ นั อทุ ยานประวตั ศิ าสตรส์ โุ ขทยั เป็ นแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทมี่ ชี อ่ื
เสยี งของไทย มผี เู ้ ยยี่ มชมหลายแสนคนตอ่ ปี ซง่ึ สามารถเดนิ เทา้ หรอื ขจ่ี ักรยานเทย่ี วชมได ้
3.เขตรกั ษาพนั ธสุ์ ตั วป์ ่ าทงุ่ ใหญ-่ หว้ ยขาแขง้
กวา่ มรดกทางธรรมชาตขิ องไทยผนื น้ี จะไดร้ ับการคมุ ้ ครองเป็ นมรดกโลกอนั ทรงคณุ คา่ มหาศาล
เพอื่ มอบไวแ้ กม่ นุษยชาติ ธรรมชาตติ อ้ งใชเ้ วลาสรา้ งความอดุ มสมบรู ณข์ องสรรพชวี ติ ทงั้ หลาย
อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง และยาวนานเกนิ กวา่ จะประเมนิ คา่ ได ้ กวา่ จะเกดิ ความสมดลุ ทางธรรมชาติ เพอื่
ความอยรู่ อดของทกุ ชวี ติ โดยไมเ่ สอ่ื มสญู เผา่ พันธุ์ เป็ นภาระแหง่ ชวี ติ รว่ มกนั นับตงั้ แตพ่ ันธไุ์ ม ้
ใหญน่ อ้ ย ตน้ น้ำลำธาร สตั วป์ ่ าทกุ ชนดิ และสงิ่ มชี วี ติ อน่ื ๆ ลว้ นมชี วี ติ รว่ มกนั ตา่ งดำเนนิ งาน
สรา้ งสรรคว์ ฏั จักรธรรมชาตอิ นั ยง่ิ ใหญอ่ ยา่ งตอ่ เนอ่ื งและไมม่ สี น้ิ สดุ
ตราบจนกระทง่ั มนุษยเ์ ออื้ มมอื เขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง จัดสรรและเกบ็ เกย่ี วเอาผลประโยชนจ์ าก
ทรัพยากรธรรมชาตมิ ากมายเกนิ ความจำเป็ น แหลง่ ธรรมชาตถิ กู ทำลายจนเสอื่ มสลาย หลาย
พน้ื ทไ่ี มอ่ าจฟื้นฟสู ถานะดงั้ เดมิ ได ้ ทำใหค้ วามสมดลุ ทางธรรมชาตพิ ลกิ ผัน เกดิ ภาวะวกิ ฤต
สำแดงผลรา้ ยสะเทอื นตอ่ การดำรงชวี ติ ของมนุษยด์ ว้ ยกนั เองอยา่ งรนุ แรง กอ่ ผลเสยี หายโยงใย
ถงึ กนั ทว่ั โลก ทำใหช้ าวโลกไดพ้ ลนั ตระหนักตอ่ คณุ คา่ อนั มหาศาลของธรรมชาติ เป็ นความรสู ้ กึ
หวงแหนและหว่ งใยตอ่ ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม ตา่ งหนั มาพทิ กั ษ์รักษามรดกทางธรรมชาตทิ ี่
เหลอื เพอื่ อนาคตของมวลมนุษยชาตริ นุ่ ตอ่ ไป ใหม้ โี อกาสดำรงชวี ติ อยไู่ ด ้
4.แหลง่ โบราณคดบี า้ นเชยี ง
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ บา้ นเชยี ง เป็ นพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ ประเภทแหลง่
อนุสรณส์ ถานจัดตงั้ ขน้ึ ในแหลง่ โบราณคดบี า้ นเชยี ง ตงั้ อยทู่ หี่ มทู่ ่ี 13 ตำบล บา้ นเชยี ง อำเภอ
หนองหาน จังหวดั อดุ รธานี ปัจจบุ นั ไดย้ กฐานะเป็ นเทศบาลตำบลแลว้ พพิ ธิ ภณั ฑแ์ หง่ ชาติ บา้ น
เชยี งไดจ้ ัดแสดงหลกั ฐานท่ี ไดจ้ ากการสำรวจขดุ คน้ ทบ่ี า้ นเชยี ง และแหลง่ โบราณคดใี กลเ้ คยี ง
อนั ประกอบดว้ ยกลมุ่ ภาชนะดนิ เผา เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชแ้ ละสง่ิ อน่ื ๆอกี มากมาย
จดุ เรมิ่ ตน้ ของการจัดตงั้ พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ บา้ นเชยี ง มาจากการพบภาชนะลาย
เขยี นสี เมอ่ื ปี พ.ศ. 2503 โดยชาวบา้ นเชยี ง ตอ่ มาปี พ.ศ. 2509 ชาวอเมรกิ นั ไดพ้ บภาชนะดนิ
เผาทบ่ี า้ นเชยี งโดยบงั เอญิ จงึ นำไปแจง้ ทก่ี รมศลิ ปากร ปีพ.ศ. 2510 จงึ ไดม้ กี ารขดุ คน้ อยา่ ง
จรงิ จังเป็ นครัง้ แรกปี พ.ศ.2515 ไดข้ ดุ คน้ เป็ นครัง้ ที่ 2 ในครัง้ นพ้ี ระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั และ
มเด็จพระนางเจา้ พระบรมราชนิ นี าถไดเ้ สด็จทอดพระเนตรแหลง่ ขดุ คน้ ทว่ี ดั โพธศ์ิ รใี น
พรอ้ มกบั แหลง่ อนื่ ในบา้ นเชยี ง และครัง้ สดุ ทา้ ยปีพ.ศ. 2517-2518 กรมศลิ ปากรรว่ มกบั
มหาวทิ ยาลยั เพนซลิ เวเนยี ไดร้ ว่ มมอื ขดุ คน้ และหาขอ้ มลู ใหมเ่ พม่ิ เตมิ โดยเรยี กโครงการนวี้ า่ "
โครงการ โบราณคดภี าคตะวนั ออกเฉียงเหนอื " พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาตแิ หง่ ชาติ บา้ นเชยี ง จงึ
ไดเ้ รม่ิ จัดตงั้ ขนึ้ มาตงั้ แตป่ ีพ.ศ. 2518
5.กลมุ่ ป่ าดงพญาเย็น-เขาใหญ่
ป่ าดงพญาไฟ
แหลง่ มรดกโลกผนื นตี้ งั้ อยบู่ นเทอื กเขาพนมดงรัก ซงึ่ แตก่ อ่ นเป็ นป่ าดงดบิ ทที่ บึ หนา
มสี ตั วม์ ากมายทงั้ เสอื กระทงิ และชา้ ง ชกุ ชมุ ไปดว้ ยไขม้ าเลเรยี ไมม่ ถี นนหนทางตดั ฝ่ าผนื ป่ า
ดงั่ เชน่ ในปัจจบุ นั การเดนิ ทางจากกรงุ เทพมหานครไปภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื นัน้ จงึ ยาก
ลำบากอยา่ งยง่ิ หลายคนตอ้ งเสยี ชวี ติ ดว้ ยไขป้ ่ า หรอื สตั วป์ ่ า จนไมค่ อ่ ยจะมใี ครกลา้ เขา้ มาในดนิ
แดนแถบนี้ ผคู ้ นจงึ ตงั้ ชอ่ื ใหผ้ นื ป่ าแหง่ นวี้ า่ "ป่ าดงพญาไฟ"
ป่ าดงพญาเย็น
คำวา่ "ป่ าดงพญาเย็น" นัน้ ไดถ้ กู กลา่ วขนึ้ เป็ นครัง้ แรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ
จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โดยพระบาทสมเด็จพระป่ินเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จากหลกั ฐานจากบทพระนพิ นธ์
ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรอ่ื ง เทยี่ วตามทางรถไฟ ไดท้ รงเลา่ ถงึ ป่ าดงพญาไฟไว ้
วา่
"ดงพญาไฟน้ี เป็ นชอ่ งสำหรับขา้ มไปมาระหวา่ งเมอื งสระบรุ กี บั มณฑลนครราชสมี า
แตโ่ บราณ ไปไดแ้ ตโ่ ดยเดนิ เทา้ จะใชล้ อ้ เกวยี นหาไดไ้ ม่ ดว้ ยทางตอ้ งเดนิ ตามสนั เขาบา้ ง ตาม
ไหลเ่ ขาบา้ ง คนเดนิ ตามปกตนิ ัน้ ตงั้ แตต่ ำบลแกง่ คอย ตอ้ งคา้ งคนื ในป่ านถ้ี งึ ๒ คนื ถงึ จะพน้ "
"สมเด็จพระป่ินเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเคยพระราชดำรไิ วว้ า่ ไมค่ วรเรยี กดงพญาไฟเพราะ
ใหค้ นครั่นครา้ ม จงึ ทรงกราบทลู พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ขอใหเ้ ปลย่ี นชอื่ จาก
"ดงพญาไฟ" เป็ น "ดงพญาเย็น" แตค่ นหลายๆ คนกย็ งั คงเรยี กวา่ "ป่ าดงพญาไฟ" อยดู่ งั่ เดมิ "
6.กลมุ่ ป่ าแกง่ กระจาน
กลมุ่ ป่ าแกง่ กระจาน ตงั้ อยบู่ รเิ วณเทอื กเขาตะนาวศรี ครอบคลมุ พนื้ ทใี่ น 3 จังหวดั ไดแ้ ก่ ราชบรุ ี
เพชรบรุ ี และประจวบครี ขี นั ธ์ ถอื เป็ นแหลง่ มรดกโลกแหง่ ท่ี 6 ของไทย และเป็ นแหลง่ มรดกโลก
ทางธรรมชาตแิ หง่ ท่ี 3 ของประเทศนับตงั้ แตก่ ารขนึ้ ทะเบยี นเป็ นมรดกโลกของเขตรักษาพันธุ์
สตั วป์ ่ าทงุ่ ใหญ่ - หว้ ยขาแขง้ ในปี พ.ศ. 2534 และกลมุ่ ป่ าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ ในปี พ.ศ.
2548 อนั เป็ นผลสำเร็จจากการทที่ กุ ภาคสว่ นไดท้ ำงานหนักในการรวบรวมขอ้ มลู ชนดิ พันธสุ์ ตั ว์
และพชื ป่ าเฉพาะถน่ิ ทหี่ ายาก และศกั ยภาพของความเป็ นผนื ป่ าขนาดใหญแ่ หง่ น้ี เพอ่ื ยนื ยนั ถงึ
ความโดดเดน่ ดา้ นความหลากหลายทางชวี ภาพของกลมุ่ ป่ าแกง่ กระจานตอ่ คณะกรรมการมรดก
โลกมานานถงึ กวา่ 10 ปี
การทก่ี ลมุ่ ป่ าแกง่ กระจานไดร้ ับการขน้ึ ทะเบยี นเป็ นมรดกโลกชว่ ยสง่ เสรมิ ภาพลกั ษณท์ ดี่ ขี อง
ประเทศไทยและเป็ นอกี ความภาคภมู ใิ จหนง่ึ ของคนไทย ทสี่ ำคญั คอื ชว่ ยกระตนุ ้ ใหท้ กุ ภาคสว่ น
เกดิ การตระหนักรเู ้ กย่ี วกบั การอนุรักษ์ธรรมชาตแิ ละสตั วป์ ่ าทท่ี กุ ฝ่ ายตอ้ งชว่ ยกนั ดแู ลรักษาใหค้ ง
คณุ คา่ โดดเดน่ เป็ นสากลสบื ไป
อา้ งองิ
1.https://london.thaiembassy.org/th/content
2.https://www.facebook.com/AY.HI.PARK
3.https://www.facebook.com/skt.his.park
4.https://www.facebook.com/Huai-Kha-Khaeng-Wildlife-Sanctuary
5.https://www.facebook.com/bcnmfinearts
6.https://www.facebook.com/KhaoYaiNationalPark1962
7.https://www.facebook.com/Kaengkrachannationalparkofficial