The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรภาษาไทย ป4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หลักสูตรภาษาไทย ป4

หลักสูตรภาษาไทย ป4

หลกั สูตรสถานศกึ ษา
โรงเรียนวดั ใหม่ลำนกแขวก

ตามหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
(ฉบบั ปรับปรงุ พทุ ธศักราช ๒๕๖๓)

กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
รายวิชาภาษาไทย

ระดบั ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๔
สำนกั งานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร



คำนำ

หลักสูตรโรงเรียนวัดใหม่ลำนกแขวก พุทธศักราช 2563 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ได้จัดทำขึ้นตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) และเปน็ ไปตามมาตรา 27
วรรคสอง แห่งพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และท่แี กไ้ ขเพม่ิ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545
ซึ่งกำหนดให้สถานศึกษามีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักการ จุดหมายของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐานกำหนด เพอ่ื ตอบสนองตอ่ ความต้องการในสว่ นท่เี ก่ียวกบั สภาพปัญหาในชุมชน
และสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อให้เยาวชนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน
สงั คมและประเทศชาติ

สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ในหลักสูตรโรงเรียนวัดใหม่ลำนกแขวก พุทธศกั ราช 2563 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ฉบับนี้ ประกอบด้วย
ความสำคัญ คุณภาพผู้เรียน โครงสร้างเวลาเรยี น สาระมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดรายปี คำอธิบายรายวชิ า
การจัดหน่วยการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ สื่อการเรียน แหล่ง
เรยี นรู้ ซ่งึ ทางโรงเรียนไดก้ ำหนดไว้ในสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในหลกั สูตรวัดใหม่ลำนกแขวก พุทธศักราช
2563 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ฉบับน้ี
เพอ่ื ใหผ้ ทู้ ี่เกีย่ วขอ้ งได้เขา้ ใจ และสามารถนำไปใช้ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและบรรลุผลตามทต่ี ้องการ

สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในหลักสตู รโรงเรียนวัดใหม่ลำนกแขวก พุทธศกั ราช 2563 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ฉบับน้ี สำเรจ็ ลลุ ว่ งไปด้วยดี
ก็ด้วยความร่วมมือจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ผู้ปกครองนักเรียน
คณะครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมดำเนินการ ทางโรงเรียนจึงขอขอบพระคุณท่านมา
ณ โอกาสนี้



สารบญั

หน้า
คำนำ…………………………………………………………………………………………………………………………………ข
สารบัญ.............................................................................................................................................ค
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ความนำ……………………………………………………………………………………………………………….1
คุณภาพผู้เรยี น……………………………………………………………………………………………………...2
โครงสร้างเวลาเรียน……………………………………………………………………………………….........6
สาระมาตรฐานการเรยี นร้แู ละตวั ช้ีวดั ชัน้ ปี

ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๔…………………………………………………………………………….….8
แนวการจัดการเรียนรู้………………………………………………………………………………..…………2๐
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้…………………………………………………..…………….………..2๑
สอ่ื การเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้……………………………………………………………………..……..………2๖
ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………...…………29
ก. คำอธิบายศพั ท์……………………………………………………………………………………….…………๒๘
ข. ภาคผนวก..............................................................…………………………………….…….......3๕



สว่ นที่ ๑
ความนำ

ทำไมตอ้ งเรยี นภาษาไทย

ภาษาไทยเปน็ เอกลักษณข์ องชาติเป็นสมบัติทางวฒั นธรรมอันกอ่ ให้เกดิ ความเปน็ เอกภาพและเสริมสรา้ งบุคลิกภาพ

ของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเคร่ืองมือในการตดิ ตอ่ ส่อื สารเพื่อสรา้ งความเขา้ ใจและความสัมพันธ์ที่ดตี อ่ กัน ทำให้
สามารถประกอบกจิ ธรุ ะ การงาน และดำรงชวี ิตร่วมกัน ในสงั คมประชาธิปไตยได้อยา่ งสันตสิ ุข และเป็นเครื่องมอื ในการ

แสวงหาความรู้ ประสบการณจ์ ากแหล่งขอ้ มลู สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพฒั นาความรู้ พฒั นากระบวนการคดิ วเิ คราะห์ วิจารณ์
และสร้างสรรคใ์ ห้ทนั ตอ่ การเปลีย่ นแปลงทางสงั คม และความกา้ วหน้าทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการ
พัฒนาอาชพี ให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจนอกจากน้ียังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี

และสุนทรยี ภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนรุ กั ษ์ และสืบสาน ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

เรยี นรอู้ ะไรในภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นทักษะท่ีต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพ่อื การส่ือสาร การเรียนร้อู ยา่ งมีประสิทธิภาพ
และเพ่ือนำไปใชใ้ นชวี ิตจริง

• การอา่ น การอา่ นออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแกว้ คำประพนั ธ์ชนดิ ตา่ งๆ การอา่ นในใจเพอ่ื
สร้างความเข้าใจ และการคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ความรู้จากส่งิ ท่อี ่าน เพ่อื นำไปปรบั ใช้ในชีวติ ประจำวนั

• การเขยี น การเขยี นสะกดตามอกั ขรวิธี การเขยี นส่ือสาร โดยใชถ้ อ้ ยคำและรูปแบบต่างๆ ของการเขียน ซึ่ง
รวมถงึ การเขยี นเรียงความ ย่อความ รายงานชนดิ ตา่ งๆ การเขยี นตามจนิ ตนาการ วิเคราะหว์ จิ ารณ์ และเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์

• การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับ
เร่ืองราวตา่ ง ๆ อย่างเปน็ เหตเุ ปน็ ผล การพูดในโอกาสตา่ ง ๆ ท้งั เป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าว
ใจ

• หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและ
บุคคล การแต่งบทประพนั ธ์ประเภทต่าง ๆ และอทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

• วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะหว์ รรณคดีและวรรณกรรมเพือ่ ศึกษาขอ้ มูล แนวความคิด คณุ ค่าของงาน
ประพนั ธ์ และความเพลดิ เพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทรอ้ งเลน่ ของเดก็ เพลงพื้นบ้านท่ีเปน็ ภูมปิ ญั ญาทม่ี ี
คณุ ค่าของไทย ซ่ึงไดถ้ ่ายทอดความรูส้ กึ นึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เร่ืองราวของสงั คมในอดีต และความ
งดงามของภาษา เพื่อใหเ้ กิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรษุ ท่ีไดส้ งั่ สมสืบทอดมาจนถงึ ปจั จุบนั



คุณภาพผู้เรยี น

จบชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3
• อ่านออกเสยี งคำ คำคล้องจอง ข้อความ เร่ืองส้นั ๆ และบทรอ้ ยกรองงา่ ย ๆ ได้ถกู ตอ้ งคล่องแคล่ว เขา้ ใจ

ความหมายของคำและขอ้ ความท่ีอา่ น ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดบั เหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรปุ ความรูข้ อ้ คดิ จาก
เรอ่ื งทอี่ ่าน ปฏิบัตติ ามคำสงั่ คำอธบิ ายจากเรอ่ื งทีอ่ า่ นได้ เข้าใจความหมายของขอ้ มลู จากแผนภาพ แผนที่ และแผนภมู ิ
อา่ นหนงั สอื อย่างสมำ่ เสมอ และมีมารยาทในการอ่าน

• มที ักษะในการคดั ลายมอื ตวั บรรจงเตม็ บรรทัด เขยี นบรรยาย บนั ทึกประจำวนั เขียนจดหมายลาครู เขยี น
เรอ่ื งเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขยี น

• เลา่ รายละเอยี ดและบอกสาระสำคญั ต้ังคำถาม ตอบคำถาม รวมทง้ั พูดแสดงความคดิ ความร้สู กึ เกี่ยวกับ
เรื่องท่ีฟังและดู พดู ส่ือสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพดู เชิญชวนให้ผอู้ น่ื ปฏบิ ตั ิตาม และมมี ารยาทในการฟัง ดู
และพูด

• สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หนา้ ทีข่ องคำในประโยค มที กั ษะ
การใช้พจนานกุ รมในการคน้ หาความหมายของคำ แตง่ ประโยคงา่ ย ๆ แต่งคำคล้องจอง แตง่ คำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทย
มาตรฐานและภาษาถ่ินไดเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะ

• เขา้ ใจและสามารถสรปุ ขอ้ คิดทีไ่ ดจ้ ากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพอ่ื นำไปใชใ้ นชีวติ ประจำวัน แสดง
ความคดิ เหน็ จากวรรณคดีท่อี ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกลอ่ มเด็ก ซงึ่ เป็นวัฒนธรรมของทอ้ งถิ่น รอ้ งบทรอ้ งเล่นสำหรับเด็ก
ในท้องถนิ่ ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองทม่ี คี ุณค่าตามความสนใจได้

จบช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6
•อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมายโดยตรงและ

ความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือตา่ ง ๆ
แยกแยะข้อคิดเห็นและขอ้ เทจ็ จรงิ รวมทั้งจบั ใจความสำคัญของเรอื่ งท่อี า่ นและนำความรูค้ วามคดิ จากเรอื่ งทอ่ี ่านไปตัดสินใจ
แก้ปญั หาในการดำเนินชวี ิตได้ มีมารยาทและมนี ิสยั รักการอ่าน และเหน็ คณุ คา่ สงิ่ ที่อ่าน

• มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยคและเขียน
ข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่องและแผนภาพความคิด เพื่อพัฒนา
งานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่าง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น
เขียนเรอ่ื งตามจนิ ตนาการอยา่ งสร้างสรรค์ และมมี ารยาทในการเขยี น

•พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟังและดู ตั้งคำถาม
ตอบคำถามจากเรือ่ งท่ฟี ังและดู รวมท้ังประเมนิ ความน่าเช่ือถือจากการฟังและดูโฆษณาอยา่ งมเี หตผุ ล พดู ตามลำดบั ขนั้ ตอน
เรอ่ื งต่าง ๆ อย่างชดั เจน พดู รายงานหรอื ประเด็นคน้ ควา้ จากการฟงั การดู การสนทนา และพูดโนม้ น้าวได้อย่างมีเหตุผล
รวมทงั้ มีมารยาทในการดูและพูด

• สะกดคำและเขา้ ใจความหมายของคำ สำนวน คำพงั เพยและสภุ าษิต รู้และเข้าใจ ชนิดและหน้าที่ของคำ
ในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำราชาศัพทแ์ ละคำสภุ าพได้อย่างเหมาะสม แต่ง
ประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนส่ี กลอนสภุ าพ และ
กาพยย์ านี 11

• เขา้ ใจและเหน็ คณุ คา่ วรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอา่ น เล่านทิ านพน้ื บา้ น รอ้ งเพลงพื้นบ้านของทอ้ งถ่นิ
นำข้อคิดเหน็ จากเรอื่ งท่อี ่านไปประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตจรงิ และทอ่ งจำบทอาขยานตามทีก่ ำหนดได้



จบช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3
•อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมายโดยตรงและ

ความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน
และเขียนกรอบแนวคดิ ผงั ความคิด ยอ่ ความ เขยี นรายงานจากสง่ิ ที่อ่านได้ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ อย่างมีเหตุผล ลำดับความ
อยา่ งมขี ้ันตอนและความเป็นไปไดข้ องเรือ่ งท่ีอา่ น รวมทั้งประเมินความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู ท่ใี ช้สนับสนนุ จากเร่ืองทีอ่ า่ น

• เขยี นสื่อสารด้วยลายมือท่ีอ่านง่ายชัดเจน ใชถ้ อ้ ยคำไดถ้ ูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียนคำขวัญ คำคม
คำอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติและประสบการณ์ต่างๆ เขียนย่อความ
จดหมายกจิ ธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขยี นวเิ คราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ความคิดหรอื โต้แย้งอยา่ งมีเหตุผล ตลอดจน
เขียนรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าและเขียนโครงงาน

• พูดแสดงความคิดเห็น วเิ คราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิง่ ท่ีไดจ้ ากการฟังและดู นำข้อคิดไปประยุกต์ใชใ้ น
ชีวิตประจำวนั พูดรายงานเร่ืองหรอื ประเด็นทไ่ี ดจ้ ากการศึกษาค้นควา้ อย่างเป็นระบบมศี ลิ ปะในการพดู พดู ในโอกาสต่างๆ ได้
ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ และพดู โนม้ นา้ วอยา่ งมเี หตุผลนา่ เช่ือถือ รวมท้ังมมี ารยาทในการฟัง ดู และพูด

•เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์ คำบาลีสันสกฤต คำภาษาต่างประเทศอื่นๆ คำทับศัพท์ และศัพท์บัญญัติใน
ภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยครวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็น
ทางการ กึง่ ทางการและไม่เป็นทางการ และแตง่ บทรอ้ ยกรองประเภทกลอนสภุ าพ กาพย์ และโคลงสสี่ ุภาพ

•สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสำคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ได้รับจาก
วรรณคดวี รรณกรรมและบทอาขยาน พรอ้ มท้งั สรปุ ความรูข้ อ้ คิดเพ่ือนำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ จริง

เป้าหมายของกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย

เพอื่ ใหก้ ารดำเนินงานเป็นไปตามจุดเนน้ ทีส่ ถานศึกษากำหนดไว้ กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย จึงกำหนดตัวชีว้ ัด
ดังน้ี

1. นักเรยี นระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นอยูใ่ นระดบั ดี คอื นักเรียนรอ้ ยละ ๘๐
มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนในระดับ 3 ขนึ้ ไป คิดเป็นรอ้ ยละ 70 ขนึ้ ไป

2. นกั เรยี นระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๔ มีคณุ ลักษณะอันพึงประสงคอ์ ยู่ในระดบั ดี คือ ค่าเฉล่ยี ของนกั เรยี น
ในแต่ละระดับชั้น ผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 กำหนด ในระดับดขี นึ้ ไป คิดเปน็ รอ้ ยละ 80 ขน้ึ ไป

3. นักเรียนมีคณุ ธรรม จริยธรรม รกั สามัคคี ปรองดอง สมานฉนั ท์ รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ภมู ใิ จในความ เป็น
ไทย หา่ งไกล ยาเสพติด มีคุณลกั ษณะและทกั ษะทางสงั คมท่ีเหมาะสม

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น

หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดใหมล่ ำนกแขวก พุทธศักราช 2556 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะจำเป็นพื้นฐาน 5 ประการที่นักเรียนพึงมี ซึ่งกำหนดไว้ในหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 สมรรถนะเหล่านี้ไดห้ ลอมรวมอยูใ่ นมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวช้ีวัดของ
กลุ่มสาระการเรยี นรตู้ า่ ง ๆ ทั้ง 8 กลุ่ม สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียนทั้ง 5 ประการไดแ้ ก่

1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถของนักเรียนในการถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ
ความรสู้ ึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลยี่ นข้อมูลขา่ วสารและประสบการณ์ อันจะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นา
ตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพือ่ ประนีประนอม การเลือกท่ีจะรับและไม่รบั ขอ้ มูลขา่ วสารด้วยหลักเหตผุ ลและ
ความถกู ต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการส่อื สารท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบทม่ี ีตอ่ ตนเองและสงั คม

2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถของนักเรียนในการคิดวิเคราะห์ การคิกสังเคราะห์ การคิดอย่างมี
วิจารณญาณ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดเชิงคุณธรรมและการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกย่ี วกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม



3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถของนักเรียนในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้
อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลง
ของเหตุการณต์ ่าง ๆ ในสังคม ประยุกตค์ วามรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปญั หา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดย
คำนงึ ถงึ ผลกระทบท่เี กดิ ขึ้นต่อตนเอง สังคม และส่งิ แวดล้อม

4. ความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการและทักษะในการดำเนินชีวิต เปน็ ความสามารถของนกั เรียนในด้าน
การนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย การสร้างเสริม
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการและหาทางออกที่เหมาะสมด้านความขัดแย้งและความแตกต่างระหว่างบุคคล
การปรบั ตวั ให้ทนั กบั การเปล่ียนแปลงของสงั คมและสภาพแวดล้อม การสบื เสาะหาความรู้ และการรู้จกั หลีกเล่ียงพฤติกรรมที่
ไมพ่ งึ ประสงค์ซึง่ จะสง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อื่น

5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถของนักเรียนในการเลือกใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ทั้งด้าน
วัตถุ แนวคิด และวิธีการในการพัฒนาตนเองและสังคมด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหา และการอยู่
ร่วมกับผอู้ น่ื ได้อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมและมีคณุ ธรรม

คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนวัดใหมล่ ำนกแขวก พทุ ธศกั ราช 2556 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน
พทุ ธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผูเ้ รยี นใหม้ ีคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ปะสงคเ์ พอ่ื ใหส้ ามารถอยรู่ ว่ มกบั ผ้อู ืน่ ในสังคมได้อยา่ งมคี วามสุข
ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดังนี้

1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ เป็นคณุ ลกั ษณะในฐานะพลเมอื งไทย ต้องรคู้ ุณคา่ หวงแหน และเทิดทนู สถาบันสงู สุดของ
ชาติ

2. ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นคุณลักษณะที่ผู้เรียนมีจติ สำนึกค่านิยม และมีคุณธรรม จริยธรรมในการอยู่ร่วมกนั กับผู้อื่นใน
สังคมอยา่ งมคี วามสุข

3. มีวินยั เปน็ คุณลกั ษณะของผเู้ รยี นเรียนด้านการ ประพฤติปฏบิ ัติตาม กฎ ระเบยี บของสังคม อย่างมีความ
รับผดิ ชอบ และความซ่อื สตั ย์ตอ่ ตนเองและผู้อ่นื

4. ใฝ่เรียนรู้ เป็นคุณลักษณะของนกั เรียนด้านความกระตอื รือร้นในการแสวงหาความร้อู ยากรู้อยากเรียน รักการอ่าน
การเขียน การฟัง รู้จักตั้งคำถามเพื่อหาเหตุผลทั้งด้วยตนเอง และร่วมกับ ผู้อื่นด้วยความขยัน หมั่นเพียร และอดทน และ
เปิดรับความคดิ ใหม่ ๆ

5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง เป็นคณุ ลกั ษณะ ของนักเรียนในการดำรงชีวิตอย่างมคี วามพอประมาณใช้ สิง่ ของอยา่ งประหยดั
พอใจในส่ิงทต่ี นมีอย่บู นหลกั เหตุผล และมภี ูมคิ ุม้ กันท่ดี ี

6. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน เป็นคุณลักษณะของผู้เรียนที่มีจิตสำนึกในการใช้บริหารงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและ
ยั่งยืน ในการทำงานตามความคดิ สร้างสรรค์ มีทกั ษะและมงุ่ ม่นั ต่อความสำเรจ็ ของงาน

7. รักความเป็นไทย เปน็ คณุ ลกั ษณะของผู้เรยี นท่ีร้จู ักหวงแหน อนุรกั ษพ์ ฒั นาวิถชี วี ิตของคนไทย ประพฤติตาม
วัฒนธรรมไทยให้คงอยูค่ ไู่ ทย

8. มีจติ สาธารณะ เปน็ คุณลกั ษณะท่ีผู้เรยี นไดท้ ำประโยชนต์ ามความสามารถ ความถนดั และความสนใจในลักษณะ
อาสาสมัครเพ่อื แสดงความรับผิดชอบ ความเสียสละ มีจิตมุ่งทำประโยชน์ต่อครอบครัว ชมุ ชน สงั คม



สว่ นท่ี 2
โครงสร้างหลกั สตู รสถานศกึ ษา

เพื่อให้การจัดการศึกษาเปน็ ไปตามหลักการจดุ หมายและมาตรฐานการเรยี นร้ทู ี่กำหนดไวใ้ นหลกั สตู ร
สถานศึกษา จงึ กำหนดโครงสร้างหลกั สูตรไว้ดังนี้

1. สาระการเรยี นรู้
กำหนดสาระการเรียนรตู้ ามหลักสตู ร ซ่งึ ประกอบดว้ ยองค์ความรู้ทกั ษะหรือกระบวนการเรยี นรูแ้ ละ

คณุ ลักษณะหรือคา่ นยิ ม คุณธรรมจริยธรรมของผูเ้ รียนเป็น 8 กล่มุ สาระการเรียนรู้ และ 1 กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น ดงั นี้
1.1 ภาษาไทย
1.2 คณิตศาสตร์
1.3 วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
1.4 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
1.5 สุขศกึ ษาและพลศึกษา
1.6 ศิลปะ
1.7 การงานอาชีพ
1.8 ภาษาตา่ งประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

กลุม่ สาระการเรยี นรทู้ ั้ง 8 กลมุ่ สาระ เป็นพน้ื ฐานสำคัญทีผ่ ้เู รยี นทุกคนต้องเรยี นรู้ โดยจดั เปน็ 2 กลมุ่ คอื กลุ่ม
แรกประกอบดว้ ย ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เปน็ สาระ
การเรยี นรู้ทส่ี ถานศกึ ษาต้องใช้เป็นหลกั ในการจัดการเรยี นการสอน เพื่อสร้างพนื้ ฐานการคดิ และกลยทุ ธใ์ นการแกป้ ัญหา
และวกิ ฤตติ ่างๆ ที่เกิดขน้ึ กบั ตนเองและส่วนรวม กลมุ่ ที่ 2 ประกอบดว้ ย สุขศกึ ษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ
และภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) เปน็ สาระการเรียนร้ทู ่เี สรมิ สร้างพ้นื ฐานความเป็นมนุษย์และสร้างศกั ยภาพในการคดิ
การทำงานอย่างสรา้ งสรรค์

2. เวลาเรียน
หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนวดั ใหมล่ ำนกแขวก ใช้เวลาเรยี น 9 ปี โดยแบ่งเป็นดงั น้ี
2.1 ระดับประถมศกึ ษา ใชเ้ วลาเรยี น 6 ปี แต่ละปกี ารศึกษามีเวลาเรียนไม่นอ้ ยกว่า 40 สปั ดาหไ์ ม่

น้อยกวา่ 1,200 ชว่ั โมง/ปี
2.2 ระดับมธั ยมศึกษา ใช้เวลาเรยี น 3 ปี แตล่ ะปีการศึกษามีเวลาเรยี นไมน่ ้อยกว่า 40 สปั ดาห์ และ

ไมน่ ้อยกว่า 1,200 ชั่วโมง/ปี



การปรบั ปรงุ หลักสตู รสถานศกึ ษาตามนโยบาย “ลดเวลาเรยี น เพ่มิ เวลารู้” ปกี ารศกึ ษา 2563
โครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

ของ โรงเรียนวดั ใหม่ลำนกแขวก สำนกั งานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร

กล่มุ สาระการเรียนร้/ู กิจกรรม เวลาเรียน ระดับมธั ยมศกึ ษา
ตอนต้น
รวมเวลาเรียน (พื้นฐาน) ระดบั ประถมศกึ ษา
ภาษาไทย ม.1 ม.2 ม.3
คณิตศาสตร์ ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 880 880 880
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 960 920 880 840 840 840 120 120 120
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 240 200 200 160 160 160 120 120 120
ประวัตศิ าสตร์ 200 200 160 160 160 160 120 120 120
สุขศกึ ษาและพลศึกษา 120 120 120 80 80 80 120 120 120
ศลิ ปะ 40 40 40 80 80 80 40 40 40
การงานอาชพี 40 40 40 40 40 40 80 80 80
ภาษาต่างประเทศ 40 40 40 80 80 80 80 80 80
รายวชิ าเพ่ิมเตมิ 40 40 40 80 80 80 80 80 80
หนา้ ท่พี ลเมอื ง 40 40 40 80 80 80 120 120 120
ภาษาไทย 200 200 200 80 80 80 200 200 200
ภาษาจีน 40 40 40 40 40 40 40 40 40
คอมพวิ เตอร์ 40 40 40 - - - 40 40 40
ภาษาองั กฤษเพอื่ การสือ่ สาร 40 40 40
กจิ กรรมพฒั นาผ้เู รยี น ------ 80 80 80
- แนะแนว ------
- ลกู เสือ/ยวุ กาชาด ------ ---
- ชมรม/ชมุ นุม สง่ เสรมิ การเรยี นรู้ - - - 40 40 40 120 120 120
8 กลมุ่ สาระ 120 120 120 120 120 120 40 40 40
- กจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณะ 40 40 40 40 40 40 40 40 40
ประโยชน์ 40 40 40 40 40 40 30 30 30
- ลดเวลาเรยี น เพ่ิมเวลารู้ 30 30 30 30 30 30
10 10 10
10 10 10 10 10 10
200 200 200
80 120 160 200 200 200

รวมท้งั หมด 1,200 ชั่วโมง 1,400 ชวั่ โมง

หมายเหต:ุ รายวชิ าเพ่มิ เติม ภปสา.1าษ-ราปะจ.แ3นี ลเประยีม.น4าว-ต6ชิ ราจฐดั าหในนนก้าชทาว่ั ร่ีพโมเลรงเียลมนดอื เรงวู้ภล(าาตษเารมายี ตนนา่โยง–บปเพารย่มิ ะ)เเวทลศารู้ (ตามนโยบาย)
รายวชิ าเพิม่ เตมิ

รราายยววิิชชาาเเพพ่ิิม่มเเตตมมิิสปวาิช.ร4าะ-หปมน.6้าาทเตรพ่ี ยีรลนฐเวมาชิ อื นาง กภปาา.4ษร-าปเอร.6ังยีกปฤนรษะรเเพูแ้ม่ือินลกระาว่ รตมสกัว่ือับชสวาชิวี้ ราดั สังชค้ันมศปึกี ษา
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1



ตัวชี้วดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

สาระท่ี 1 การอา่ น
มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอา่ นสร้างความร้แู ละความคิดเพอื่ นำไปใช้ตัดสนิ ใจ แก้ปัญหาในการ

ดำเนนิ ชีวิต และมนี ิสัยรักการอา่ น

ชั้น ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ป. 4 1. อา่ นออกเสียงบทรอ้ ยแก้วและ บทรอ้ ยกรองได้ถูกต้อง การอ่านออกเสยี งและการบอกความหมายของ

2. อธบิ ายความหมายของคาํ ประโยค และสํานวนจากเรอื่ ง บทร้อยแก้วและบทร้อยกรองทป่ี ระกอบด้วย

ที่อ่าน - คําทมี่ ี ร ล เปน็ พยญั ชนะต้น

- คําทมี่ ีพยัญชนะควบกล้ำ

- คาํ ท่ีมอี กั ษรนาํ

- คาํ ประสม

- อักษรยอ่ และเครอ่ื งหมายวรรคตอน

- ประโยคทม่ี สี ํานวนเป็นคาํ พงั เพย สภุ าษิต

ปริศนาคาํ ทาย และเครือ่ งหมายวรรค

ตอน

การอ่านบทร้อยกรองเป็นทํานองเสนาะ

3. อา่ นเร่ืองสั้น ๆ ตามเวลาทกี่ ำหนดและตอบคําถามจาก การอา่ นจบั ใจความจากสือ่ ต่างๆเชน่

เรอื่ งทอี่ า่ น - เร่อื งสนั้ ๆ

4. แยกข้อเท็จจรงิ และข้อคิดเห็นจากเรื่องทอ่ี า่ น - เรอื่ งเลา่ จากประสบการณ์

5. คาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเรื่องที่อา่ นโดยระบเุ หตุผล - นิทานชาดก

ประกอบ - บทความ

6. สรุปความรู้และข้อคิดจากเร่อื งทอ่ี ่านเพ่อื นาํ ไปใช้ใน - บทโฆษณา

ชีวติ ประจำวัน - งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ

- ขา่ วและเหตกุ ารณ์ประจำวัน

- สารคดแี ละบันเทิงคดี

7. อา่ นหนงั สือท่ีมีคุณคา่ ตามความสนใจอยา่ งสม่ำเสมอและ การอ่านหนงั สอื ตามความสนใจ เช่น

แสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับเร่ืองที่อา่ น - หนงั สือท่นี กั เรียนสนใจและเหมาะสมกบั วัย

- หนังสอื ทค่ี รแู ละนักเรียนกำหนดรว่ มกนั

8. มีมารยาทในการอา่ น มารยาทในการอา่ น



สาระท่ี 2 การเขียน
มาตรฐาน ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขยี นเขยี นส่ือสาร เขยี นเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวในรปู แบบ

ต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ คว้าอย่างมีประสทิ ธิภาพ

ชน้ั ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป. 4 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึง่ บรรทัด การคดั ลายมอื ตวั บรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด
ตามรูปแบบการเขียนตวั อักษรไทย
2. เขียนสื่อสารโดยใช้คําได้ถูกต้องชัดเจน และเหมาะสม
การเขยี นส่ือสาร เช่น
3. เขียนแผนภาพโครงเร่ืองและแผนภาพความคิดเพ่ือใช้
พัฒนางานเขยี น - คาํ ขวญั
4. เขียนย่อความจากเร่อื งสน้ั ๆ - คำแนะนาํ
การนําแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคดิ
5. เขียนจดหมายถึงเพื่อนและบิดามารดา
6. เขียนบันทึกและเขียนรายงานจากการศึกษาคน้ ควา้ ไปพฒั นางานเขียน
การเขยี นยอ่ ความจากสื่อต่างๆ เชน่ นิทาน
7. เขียนเรื่องตามจินตนาการ
8. มีมารยาทในการเขยี น ความเรยี งประเภทต่างๆ ประกาศ จดหมาย
คาํ สอน
การเขียนจดหมายถึงเพื่อนและบิดามารดา
การเขยี นบันทึกและเขยี นรายงานจาก การศึกษา
คน้ ควา้

การเขียนเร่อื งตามจินตนาการ
มารยาทในการเขียน

สาระท่ี 3 การฟัง การดู และการพูด

มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดอู ยา่ งมวี จิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สกึ ใน

โอกาสต่าง ๆ อยา่ งมวี ิจารณญาณและสร้างสรรค์

ชนั้ ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง

ป. 4 1. จาํ แนกข้อเท็จจริงและขอ้ คิดเห็นจากเรื่องทฟ่ี ังและดู การจําแนกข้อเท็จจรงิ และขอ้ คดิ เห็นจากเรื่องท่ี

ฟังและดู ในชีวติ ประจำวัน

2. พูดสรุปความจากการฟังและดู การจับใจความ และการพดู แสดงความรู้

3. พูดแสดงความรู้ ความคิดเหน็ และความรสู้ กึ เกยี่ วกบั ความคิดในเรอ่ื งที่ฟงั และดู จากสอื่ ต่างๆ เชน่

เรื่องทฟี่ ังและดู - เร่อื งเล่า

4. ตง้ั คําถามและตอบคาํ ถามเชิงเหตผุ ลจากเรือ่ งที่ฟังและดู - บทความส้นั ๆ
- ข่าวและเหตกุ ารณ์ประจำวัน

- โฆษณา

- สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

-เรอื่ งราวจากบทเรยี นกลมุ่ สาระการเรียนรู้

ภาษาไทยและกล่มุ สาระการเรยี นรู้อื่น

5. รายงานเรื่องหรอื ประเด็นทศี่ กึ ษาค้นคว้าจากการฟัง การรายงาน เช่น

การดู และการสนทนา - การพดู ลำดับขนั้ ตอนการปฏบิ ัตงิ าน

- การพูดลำดบั เหตกุ ารณ์

6. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพดู มีมารยาทในการฟงั การดู และการพูด



สาระที่ 4 หลักการใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของภาษา

ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ขิ องชาติ

ช้ัน ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ป. 4 1. สะกดคําและบอกความหมายของคาํ ในบรบิ ทต่างๆ - คําในแม่ ก กา

- มาตราตัวสะกด

- การผนั อกั ษร

- คําเป็นคําตาย

- คาํ พอ้ ง

2. ระบุชนิดและหนา้ ที่ของคําในประโยค ชนิดของคาํ ไดแ้ ก่

- คํานาม
- คําสรรพนาม

- คำกริยา

- คาํ วเิ ศษณ์

3. ใช้พจนานุกรมค้นหาความหมายของคาํ การใชพ้ จนานกุ รม

4. บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ต์ และเลขไทยแต่ง ประโยคสามญั

ปแตระง่ โยปครไะดโยถ้ คูกไตด้อ้ถงูกตตาอ้มงหตลาักมภหาลษักาภาษา - สว่ นประกอบของประโยค

- ประโยค 2 สว่ น

- ประโยค 3 สว่ น

5. แต่งบทรอ้ ยกรองและคาํ ขวัญ - กลอนส่ี

6. บอกความหมายของสํานวน --คคําําขขววัญญั
7. เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานกับภาษาถิ่นได้ ส-าํ สน่ววนนปทร่ีเะปก็นอคบําขพอังงเพปยระแโลยะคสภุ าษิต
- ภ- าปษราะไโทยคยมา2ตรสฐ่วานน
---ปภภาราษะษโายาถถค่ินน่ิ 3 สว่ น

๑๐

สาระที่ 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม

มาตรฐาน ท 5.1 เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคณุ คา่ และ
นำมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ จรงิ

ชั้น ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป. 4 1. ระบุข้อคดิ จากนทิ านพ้ืนบ้านหรอื นิทานคตธิ รรม
วรรณคดแี ละวรรณกรรม เชน่
2. อธิบายข้อคิดจากการอา่ นเพอ่ื นาํ ไปใช้ในชวี ิตจริง
- นทิ านพ้นื บา้ น
3. ร้องเพลงพ้นื บ้าน - นทิ านคติธรรม
4. ท่องจำบทอาขยานตามทก่ี ำหนด และบทรอ้ ยกรอง - เพลงพ้นื บ้าน
ทมี่ ีคณุ คา่ ตามความสนใจ -วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรยี นและตามความ
สนใจ
เพลงพนื้ บ้าน

บทอาขยานและบทร้อยกรองทมี่ คี ณุ ค่า

- บทอาขยานตามทก่ี ำหนด
- บทร้อยกรองตามความสนใจ

๑๑

คำอธิบายรายวิชา

กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย รายวิชาพ้นื ฐาน
ท 14101 ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4

เวลาเรียน 160 ชั่วโมง (4 ชั่วโมง/สัปดาห์) จำนวน 4.0 หนว่ ยกิต

มีความสามารถในการอ่านออกเสียงร้อยแก้ว ร้อยกรอง คําที่มี ร ล ว เป็นพยัญชนะต้น
ตัวควบกล้ำ อักษรนํา คําประสม อักษรย่อ เครื่องหมายวรรคตอน ตํานาน สุภาษิต อ่านจับใจความ
เร่อื งสั้น เร่ืองเล่าจากประสบการณ์ แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากการอ่าน คาดคะเนจากเรื่องท่ีอ่าน
โดยมีเหตุผลประกอบ สรุปความรแู้ ละขอ้ คิดจากการอ่าน ไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน คัดลายมือตวั เต็มบรรทัด
และครึ่งบรรทัดตามรปู แบบการเขียนอักษรไทย เขยี นคําขวญั คำแนะนํา แผนภาพโครงเรอ่ื ง และแผนภาพ
ความคิดไปพัฒนาตนเอง เขียนย่อความจากนิทาน ความเรยี ง ประกาศ คําสอน เขียนจดหมายถึงเพื่อน
บิดา มารดา เขียนบันทึกความรู้หรือเรื่องราวจากจินตนาการ จําแนกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นจากการฟัง
การดู การตง้ั คําถามตอบคําถามจากการฟงั การดูจากส่งิ ต่างๆเชน่ เรือ่ งเลา่ บทความสั้นๆ ขา่ วเหตกุ ารณ์
ประจำวนั โฆษณา หรือเร่ืองราวจากบทเรียนในกล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทยและกลุม่ สาระอน่ื ๆ สามารถ
สะกดคํา และบอกความหมายจากคําแม่ ก กา มาตราตัวสะกด การผันอักษร คํา ชนิดของคํา การใช้
พจนานุกรม ประโยค บทร้อยกรอง สํานวน สุภาษิต คําพังเพย ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถิ่น
การอธิบายระบขุ ้อคิดจากการอ่านนทิ านพนื้ บา้ น นทิ านคติธรรม เพลงพน้ื บา้ น ทอ่ งจำบทอาขยาน บทรอ้ ย
กรองตามทกี่ ำหนดและความสนใจ

ใช้ทักษะกระบวนการอ่าน คิด เขยี น ฟัง ดู และพูด เพอื่ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถ
ส่ือสารนาํ ความร้จู ากทกั ษะ ดา้ นภาษาไทยไปใช้ในชีวติ ประจำวนั เห็นคุณค่าดา้ นภาษาไทย รักและหวง
แหน ภาษาไทย มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยมทเี่ หมาะสม

รหสั ตวั ชีว้ ัด

ท 1.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3,ป.4/4,ป.4/5,ป.4/6,ป.4/7, ป.4/8
ท 2.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3,ป.4/4,ป.4/5,ป.4/6,ป.4/7,ป.4/8
ท 3.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3,ป.4/4,ป.4/5,ป.4/6

ท 4.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3,ป.4/4,ป.4/5,ป.4/6,ป.4/7
ท 5.1 ป.4/1,ป.4/2,ป.4/3,ป.4/4

รวมท้งั หมด 33 ตัวชี้วดั

๑๒

โครงสรา้ งรายวชิ า

รหสั วิชา ท ๑๔๑๐๑ วชิ า ภาษาไทย กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
จำนวน 4.0 หน่วยกิต
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๔ เวลา 160 ช่ัวโมง/ปี

สดั สว่ นคะแนน ระหว่างภาค : ปลายภาค = 70 : 30

ลำดั มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนกั
บท่ี ชอื่ หนว่ ยการเรยี นรู้ เรียนรู้/ตวั ช้ีวัด เรยี น คะแนน
(ชั่วโมง)

หลักภาษาและ

การใช้ภาษาไทย

๑ มาตรา ก กา... ท ๔.๑ ป.๔/๑ คำที่ไมม่ ตี ัวสะกดทุกคำ จัดเป็น ๔ ๕
คำในมาตรา ก กา ๔ ๕
จำไว้หนาไมม่ ี
ตวั สะกดเปน็ สว่ นประกอบหนง่ึ ๔ ๕
ตวั สะกด ของคำ เสยี งตัวสะกดมี ๘ ๔ ๕
มาตรา บางมาตรามีพยญั ชนะที่
๒ มาตราตวั สะกด... ท ๔.๑ ป.๔/๑ เปน็ ตวั สะกดตัวเดยี ว บาง
มาตรามีพยัญชนะท่เี ป็น
มที ้งั หมด ๘ มาตรา ตวั สะกดหลายตัว
พยัญชนะไทย ๔๔ ตัว แบ่งตาม
๓ ไตรยางศ์...สร้างคำ ท ๔.๑ ป.๔/๑ ระดับเสยี งของพยญั ชนะไดเ้ ปน็
อกั ษรสงู อักษรกลาง และอกั ษร
๔ คำเป็น คำตาย... ท ๔.๑ ป.๔/๑ ตำ่ ซึ่งเป็นหลกั เกณฑห์ น่ึงทใ่ี ช้
ดูง่ายไม่ยาก ในการผนั อักษร
คำทไ่ี มม่ ตี ัวสะกดและประสม
สระเสยี งสั้นกับคำที่มีตวั สะกด
อยูใ่ นมาตรา กก กด กบ ทุกคำ
เรียกวา่ คำเปน็ สว่ นคำที่ไม่มี
ตวั สะกดและประสมสระ
เสยี งยาวรวมท้งั คำทีป่ ระสมสระ
-ำ ใ- ไ- เ-า กับคำท่มี ีตวั สะกด
อยู่ในมาตรา กง กม เกย เกอว
กน ทกุ คำเรยี กวา่
คำตาย

๑๓

ลำดบั มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนกั
ท่ี ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ เรยี นรู้/ตวั ชีว้ ัด เรียน คะแนน
วรรณยกุ ต์มที งั้ เสียงและรปู (ชั่วโมง)
๕ วรรณยุกต.์ ..สง่ิ สำคญั ท ๔.๑ ป.๔/๑ คำทุกคำ มเี สียงวรรณยกุ ต์แมจ้ ะ ๔ ๒
ผนั อักษร ไมม่ ีรูปวรรณยกุ ต์ ปรากฏ
การผนั คำตามเสียงวรรณยุกต์ ๔ ๓
๖ คำพอ้ ง... ท ๔.๑ ป.๔/๑ จะทำให้คำเดิมมีเสียงเปลีย่ นไป
ต้องพจิ ารณา และความหมายก็เปลีย่ นไปด้วย ๔ ๒
คำพอ้ งมีทั้งคำท่เี ขยี นเหมอื นกนั ๔ ๒
๗ คำนาม...ใช้เรียก ท ๔.๑ ป.๔/๒ และอา่ นออกเสียงเหมือนกัน
ตามชือ่ ท ๔.๑ ป.๔/๒ การฝกึ อา่ นและเขียนเป็นประจำ ๔ ๒
จะทำให้อา่ น เขียน และใชค้ ำ
๘ คำแทนชอ่ื ...น้คี ือ ต่าง ๆ สื่อสารได้ถูกตอ้ ง
สรรพนาม คำท่ใี ช้เรียกชือ่ คน พืช สัตว์
สิ่งของ สถานที่และส่ิงตา่ ง ๆ
๙ คำกรยิ า...สอ่ื อาการ ท ๔.๑ ป.๔/๒ จัดเปน็ คำนาม
คำทใ่ี ช้เรียกแทนคำนามในการ
สนทนา จดั เปน็ คำสรรพนาม ซ่งึ
มที งั้ คำสรรพนาม สำหรบั ใช้
แทนผู้พดู ผูฟ้ งั และผ้ทู ่กี ล่าวถึง
คำสรรพนามชว่ ยให้การสอื่ สาร
กระชับ เพราะไมต่ ้องกล่าว
คำนามนัน้ ซ้ำ
คำทแ่ี สดงอาการหรอื การกระทำ
ของนามและสรรพนามซงึ่ เป็น
ประธานของประโยค เรียกว่า
คำกรยิ า คำกรยิ าบางคำมี
ใจความสมบูรณ์ในตวั ไมต่ อ้ งมี
กรรมมาตอ่ ทา้ ย แต่คำกริยาบาง
คำต้องมกี รรมมาต่อทา้ ยจึงจะได้
ใจความสมบรู ณ์

๑๔

ลำดับ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนกั
ท่ี ชื่อหน่วยการเรียนรู้ เรยี นร/ู้ ตวั ช้ีวัด เรยี น คะแนน
คำท่ีทำหน้าทขี่ ยายคำกรยิ า (ช่วั โมง)
๑๐ คำวเิ ศษณ์... ท ๔.๑ ป.๔/๒ ใหม้ ีความหมายชัดเจนขึ้น ๔ ๒
เรียกว่า คำวเิ ศษณ์ คำวิเศษณ์
ขยายคำจำให้แม่น มักจะอยูห่ ลังคำกรยิ าท่ีขยาย ๔ ๓
ถ้าเปน็ คำกริยาสกรรม คำวเิ ศษณ์ ๕
๑๑ อา่ นเขียนอยา่ งไร... ท ๔.๑ ป.๔/๓ จะอยูห่ ลงั คำนามท่ีทำหน้าท่เี ปน็ ๔ ๕
ตอ้ งใชพ้ จนานุกรม กรรมของคำกรยิ าน้ัน ๔
พจนานกุ รมใช้อา้ งอิงการเขียน ๒
๑๒ ภาษาไทยนา่ เรียน... ท ๔.๑ ป.๔/๔ สะกดคำ การอ่านคำ ๔ ๒
ฝกึ เขียนดว้ ยประโยค ความหมายของคำ รวมทั้งชนดิ
และทีม่ าของคำ ๔
๑๓ กลอนสี่...วรรคละ ท ๔.๑ ป.๔/๕ ประโยคเกิดจากการนำคำหรอื
สี่คำ จำได้งา่ ย กลมุ่ คำ มาเรยี บเรียงใหไ้ ด้
ใจความเพ่ือใชส้ ื่อสาร
๑๔ คำขวญั เตือนใจ... ท ๔.๑ ป.๔/๕ กลอนสี่เป็นบทรอ้ ยกรองท่ีมี
ใหท้ ำความดี ๔ วรรค วรรคละ ๔ คำ
บทร้อยกรองจะมีสัมผสั ระหวา่ ง
๑๕ คำพังเพยและสุภาษติ ท ๔.๑ ป.๔/๖ วรรคและระหวา่ งบททำให้เกิด
...ใหข้ ้อคดิ สอนใจ ความไพเราะ
คำขวญั เป็นถอ้ ยคำทม่ี เี สียง
คล้องจอง ทำใหไ้ พเราะ และมี
ความหมายกนิ ใจ สามารถจดจำ
ได้งา่ ย
คำพงั เพยและสุภาษติ เป็น
สำนวนทใ่ี ห้ข้อคิด คติสอนใจใน
การดำเนนิ ชีวติ ถอ้ ยคำมี
ลกั ษณะกระชบั กินใจ ไพเราะ

๑๕

ลำดับ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ท่ี ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ เรียนรู้/ตวั ชว้ี ัด เรยี น คะแนน
ภาษาถิน่ เป็นภาษาท่ีใช้สอื่ สาร (ชวั่ โมง)
๑๖ ภาษาไทยมาตรฐาน- ท ๔.๑ ป.๔/๗ เฉพาะทอ้ งถน่ิ คำท่มี ีความหมาย ๔ ๕
ภาษาถิน่ ...บอกความ อยา่ งเดียวกนั อาจใช้คำแตกต่าง ๑๐
เปน็ ไทย กนั ในแตล่ ะถิน่ การเขา้ ใจ ๙
ความหมายของภาษาถ่ิน ทำให้ ๑๐
๑๗ อา่ นไดค้ ล่อง... ท ๑.๑ ป.๔/๑, การสือ่ สารกับคนในท้องถนิ่ ๒๕
ตอ้ งร้วู ิธี ป.๔/๒, ป.๔/๔, ดขี ึ้น
ป.๔/๘ การอา่ นบทร้อยแกว้ ไดถ้ ูกตอ้ ง
ท ๓.๑ ป.๔/๑ ชัดเจน จะทำให้การอา่ นมี
ประสทิ ธิภาพ ผูอ้ า่ นสามารถ
๑๘ เขียนชำนาญ... ท ๒.๑ ป.๔/๑, จับใจความไดถ้ ูกต้อง การอ่าน
งานสรา้ งสรรค์ ป.๔/๒, ป.๔/๓, ออกเสียงบทรอ้ ยกรองตอ้ งแบ่ง
ป.๔/๔, ป.๔/๕, จงั หวะให้ถูกตอ้ ง การอ่านต้องมี
ป.๔/๖, ป.๔/๗, เสยี งสงู ต่ำ หนกั เบา
ป.๔/๘ เออื้ นเสยี งเพ่อื ความไพเราะ การ
แยกขอ้ เทจ็ จริง และข้อคิดเห็น
ไดอ้ ย่างถกู ต้อง
จะช่วยให้เปน็ คนมเี หตุผล
ไมห่ ลงเชื่อสิง่ ตา่ ง ๆ ได้งา่ ย การ
มีมารยาทในการอา่ น
ชว่ ยใหเ้ ปน็ ผู้อ่านท่ีดี และ
การอา่ นมีประสทิ ธภิ าพ
การคดั ลายมอื ไดถ้ กู ต้องตาม
หลกั การเขยี นตัวอักษรไทยและ
สวยงามช่วยใหอ้ า่ นงา่ ย และ
เป็นการเชิดชูภาษาไทย
การเขยี นสอื่ สารต้องใช้คำให้
ถูกต้องเหมาะสม สามารถสื่อ
ความหมายไดช้ ดั เจน การเขียน
แผนภาพโครงเรอื่ ง

๑๖

ลำดับ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี ชื่อหน่วยการเรียนรู้ เรียนรู้/ตวั ชี้วัด เรยี น คะแนน
และแผนภาพความคิด เป็น (ช่วั โมง)
การจดั ข้อมูลอย่างมรี ะบบ
ทำใหเ้ ข้าใจเร่อื งราวได้ดยี ง่ิ ขน้ึ
การเขยี นยอ่ ความเป็นการสรุป
ใจความสำคัญจากเร่ืองทีอ่ า่ น
จะทำใหเ้ ข้าใจเนอ้ื เร่ืองชดั เจน
การเขยี นจดหมายถงึ เพือ่ นและ
บดิ ามารดา ควรใช้ภาษาให้
ถกู ตอ้ งเหมาะสม การเขียน
บนั ทกึ จากการศกึ ษาคน้ ควา้
ช่วยให้มคี วามรู้และ
ประสบการณใ์ นการเขยี น
เพิ่มมากขน้ึ การเขยี นรายงาน
เป็นการนำเสนอขอ้ มูลจาก
การศึกษาค้นควา้ การเขียนได้
ถูกต้องครบถ้วนจะทำให้
รายงานมคี วามนา่ เช่อื ถอื ผ้อู ่าน
เขา้ ใจได้งา่ ย การเขยี นเร่ืองตาม
จินตนาการเป็นการฝกึ ความคิด
ริเรมิ่ สร้างสรรค์ และจินตนาการ
การมมี ารยาท
ในการเขยี นจะช่วยใหก้ าร
ถา่ ยทอดความรู้ และความคดิ
ของผูเ้ ขยี นไปสู่ผู้อา่ นอยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพ

๑๗

ลำดับ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ท่ี ชอ่ื หนว่ ยการเรียนรู้ เรียนร/ู้ ตวั ช้วี ัด เรยี น คะแนน
การพดู สรปุ ความจากการฟงั (ชว่ั โมง)
๑๙ ฟงั ดู รู้สนทนา... ท ๓.๑ ป.๔/๒, และดู เป็นการพดู ใจความ ๑๖ ๑๐
ภาษาสือ่ สาร ป.๔/๓, ป.๔/๔, สำคญั ของเร่อื ง ซ่ึงผู้พดู ต้องฟัง
ป.๔/๕, ป.๔/๖ และดเู ร่ืองนน้ั อย่างตง้ั ใจ และ
มีวิจารณญาณจงึ จะทำใหพ้ ดู
สรปุ ความไดด้ ี การพดู แสดง
ความรู้ ความคดิ เห็น และ
ความรูส้ ึกเกี่ยวกับเรือ่ งท่ีฟงั และ
ดู ต้องพูดอย่างมีเหตุผล สภุ าพ
และมมี ารยาทจึงจะเกดิ
ประโยชนต์ ่อผพู้ ดู และผฟู้ งั การ
ต้งั คำถาม และตอบคำถามเชิง
เหตุผลจากเรอื่ งทฟี่ ังและดู ทำ
ให้วเิ คราะหค์ วามนา่ เช่อื ถอื และ
สรปุ ใจความสำคัญของเรือ่ งได้
การพดู รายงานเป็น
การนำเสนอขอ้ มลู ทไี่ ด้จาก
การศกึ ษาค้นควา้ อย่างถกู ตอ้ ง
ใหผ้ ้ฟู ังเขา้ ใจ ผู้พูดรายงาน
ต้องมที ักษะในการพูด การพูด
รายงานนน้ั จึงจะสัมฤทธิ์ผล และ
ไดร้ บั ประโยชนอ์ ยา่ งเตม็ ที่ การ
มีมารยาทในการฟงั การดู และ
การพดู ทำใหไ้ ดร้ บั ความรูท้ ่ีดี มี
ประโยชนใ์ นการดำเนิน
ชีวติ ประจำวัน

๑๘

ลำดับ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี ชื่อหน่วยการเรียนรู้ เรียนรู้/ตัวชวี้ ัด เรยี น คะแนน
(ชวั่ โมง)
วรรณคดแี ละ
วรรณกรรม บทละครเรือ่ ง เงาะป่า พระราช- ๘ ๒
๑ บทละครเรอ่ื ง เงาะปา่ ท ๑.๑ ป.๔/๓, นิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ- ๖ ๒
พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู ัวน้ี ๔ ๒
ป.๔/๕, ป.๔/๖, มีเคา้ เรื่องจรงิ ของเงาะซาไก ๔ ๒
ป.๔/๗, ซงึ่ อาศัยอย่แู ถบจังหวัดพัทลุง
ท ๕/๑ ป.๔/๒, ในเนอ้ื เรื่องมีการใชภ้ าษากอ็ ย
ป.๔/๔ ทเี่ ปน็ ภาษาเงาะด้วย

๒ พระอภัยมณี ท ๑.๑ ป.๔/๓, เรื่องพระอภัยมณี เปน็ นิทาน
คำกลอนที่สนุ ทรภู่แต่งได้อยา่ ง
ตอน กำเนิดสุดสาคร ป.๔/๕, ป.๔/๖, สนุกสนาน เรือ่ งราวการ
ผจญภัยลว้ นน่าตน่ื เตน้ ชวนให้
ป.๔/๗ ตดิ ตาม และตนื่ ตาตนื่ ใจไปกบั
จนิ ตนาการของกวี
ท ๕/๑ ป.๔/๒,
นทิ านเทียบสภุ าษิตเร่อื ง น้ำผึ้ง
ป.๔/๔ หยดเดียวก่อเหตุ แสดงถึง
สาเหตุเพียงเลก็ น้อยที่ทำใหเ้ กดิ
๓ นิทานเทยี บสภุ าษิต ท ๑.๑ ป.๔/๓, เรอ่ื งราวใหญ่โตเพราะความขาด
สตยิ ั้งคดิ
เรอ่ื ง นำ้ ผง้ึ หยดเดียว ป.๔/๕, ป.๔/๖,
บทเห่กลอ่ มพระบรรทม
ก่อเหตุ ป.๔/๗ เหเ่ รอ่ื ง จบั ระบำ เป็นผลงาน
ประพนั ธ์ของสนุ ทรภู่ เน้ือเร่ือง
ท ๕/๑ ป.๔/๑, กลา่ วถงึ นางเมขลากบั รามสูร ซง่ึ
เปน็ ตำนานการเกิดฟา้ แลบ ฟ้า
ป.๔/๒ ร้อง และฟา้ ผ่าตามความเชอื่
ของไทย
๔ บทเหก่ ลอ่ ม ท ๑.๑ ป.๔/๓,

พระบรรทมเห่เรื่อง ป.๔/๕, ป.๔/๖,

จบั ระบำ ป.๔/๗

ท ๕.๑ ป.๔/๑,

ป.๔/๒, ป.๔/๔

๑๙

ลำดบั มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั
ท่ี ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ เรยี นรู้/ตัวชีว้ ัด เรยี น คะแนน
นริ าศเดอื นของนายมี เปน็ (ช่วั โมง)
๕ นริ าศเดือน ท ๑.๑ ป.๔/๓, วรรณคดี ท่ีกล่าวถงึ ประเพณี ๖๒
ไทยทง้ั ๑๒ เดอื น โดยบรรยาย
ป.๔/๔, ป.๔/๖, ใหเ้ ห็นถงึ วถิ ีชวี ิตและความ ๔๒
เป็นไทย
ป.๔/๗ ความดีทเ่ี รากระทำไว้ จะทำให้
ผูอ้ นื่ จดจำเราตลอดไป
ท ๕.๑ ป.๔/๒,

ป.๔/๔

๖ คำประพันธ์สุภาษิต... ท ๑.๑ ป.๔/๓,

ให้ข้อคิดสอนใจ ป.๔/๕, ป.๔/๖,

ป.๔/๗

ท ๕.๑ ป.๔/๒,

ป.๔/๔

๗ บทละครพูดคำกลอน ท ๑.๑ ป.๔/๓, บทละครพูดคำกลอนเร่อื ง ๖ ๒
พระรว่ ง พระราชนิพนธ์ใน
เรือ่ ง พระรว่ ง ป.๔/๕, ป.๔/๖, พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ - ๔ ๒
เกลา้ เจ้าอยหู่ วั เป็นวรรณคดีที่มี ๔ ๕
ป.๔/๗ เนือ้ หายกยอ่ งวรี บรุ ุษ ปลูกฝัง
ความรกั ชาติและแสดงให้เหน็ - ๓๐
ท ๕.๑ ป.๔/๑, พลงั ของความสามคั คี ๑๖๐ ๑๐๐

ป.๔/๒, ป.๔/๔ เพลงพื้นบา้ นจะใช้คำภาษาถน่ิ
เป็นเน้อื ร้อง ซ่งึ เป็นเอกลกั ษณ์
๘ เพลงพื้นบา้ น ท ๕.๑ ป.๔/๓ ประจำถิ่น

๙ บทอาขยาน ท ๕.๑ ป.๔/๔ การท่องจำบทอาขยาน
นอกจากจะชว่ ยฝึกความจำ
แลว้ ยงั เป็นการปลูกฝงั ความคิด
และคำสอนดี ๆ ให้ฝังแน่นอยใู่ น
ตวั เราด้วย

สอบปลายปี
รวมตลอดทั้งปี

๒๐

สว่ นที่ 3
การวดั และประเมินผล
แนวการจัดการเรยี นรู้

หลักการจดั การเรียนรู้
การจดั การเรียนรเู้ พอ่ื ให้ผ้เู รยี นมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรยี นรู้ สมรรถนะ

สำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึด
หลักว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชนท์ ี่
เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรยี นรู้ต้องส่งเสริมให้ผูเ้ รียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเตม็ ตาม
ศักยภาพ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพฒั นาการทางสมอง เน้นให้ความสำคญั ทง้ั ความรู้ และ
คุณธรรม

กระบวนการเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่

หลากหลาย เปน็ เคร่ืองมอื ที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรยี นรูท้ ่ีจำเป็นสำหรับ
ผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบรู ณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการ
ทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้ จากประสบการณ์จริง
กระบวนการปฏิบตั ิ ลงมือทำจริง กระบวนการจดั การ กระบวนการวจิ ัย กระบวนการเรยี นรกู้ ารเรยี นรูข้ อง
ตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสยั

กระบวนการเหล่าน้ีเป็นแนวทางในการจัดการเรียนร้ทู ผ่ี ู้เรียนควรได้รบั การฝกึ ฝน พัฒนา
เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอน จึง
จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการ
เรยี นรู้ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ

การออกแบบการเรยี นรู้
ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะ

สำคัญของผู้เรยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณา
ออกแบบการจัดการเรยี นรู้โดยเลอื กใช้วธิ ีสอนและเทคนิคการสอน สอื่ /แหลง่ เรยี นรู้ การวัดและประเมินผล
เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นไดพ้ ัฒนาเตม็ ตามศกั ยภาพและบรรลุตามเปา้ หมายที่กำหนด

บทบาทของผสู้ อนและผูเ้ รยี น
การจัดการเรียนรูเ้ พ่ือใหผ้ ู้เรียนมคี ุณภาพตามเป้าหมายของหลกั สูตร ทัง้ ผสู้ อนและผู้เรียนควร

มบี ทบาท ดงั นี้
1) บทบาทของผสู้ อน
(1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการ

จดั การเรียนรู้ ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรยี น
(2) กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ

กระบวนการ ที่เปน็ ความคดิ รวบยอด หลกั การ และความสัมพันธ์ รวมทง้ั คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
(3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล

และพัฒนาการทางสมอง เพื่อนำผู้เรียนไปสู่เปา้ หมาย
(4) จัดบรรยากาศทเี่ อ้อื ต่อการเรยี นรู้ และดแู ลชว่ ยเหลอื ผูเ้ รียนให้เกิดการเรยี นรู้

๒๑

(5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถิ่น
เทคโนโลยที ี่เหมาะสมมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจดั การเรียนการสอน

(6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับ
ธรรมชาติของวิชาและระดับพฒั นาการของผเู้ รยี น

(7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมท้ัง
ปรับปรุงการจัดการเรยี นการสอนของตนเอง

2) บทบาทของผ้เู รยี น
(1) กำหนดเปา้ หมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรยี นรขู้ องตนเอง
(2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้

ตั้งคำถาม คดิ หาคำตอบหรอื หาแนวทางแก้ปัญหาดว้ ยวธิ ีการตา่ ง ๆ
(3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

ในสถานการณต์ ่าง ๆ
(4) มปี ฏสิ มั พนั ธ์ ทำงาน ทำกิจกรรมรว่ มกบั กลุม่ และครู
(5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรยี นรขู้ องตนเองอยา่ งต่อเน่อื ง

เกณฑก์ ารวดั และประเมินผลการเรยี น

การตดั สนิ ผลการเรียน
ในการตัดสินผลการเรยี นของกลมุ่ สาระการเรียนรู้ การอา่ น คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียน คุณลักษณะ

อนั พึงประสงค์ และกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนนน้ั ผสู้ อนตอ้ งคำนึงถงึ การพฒั นานักเรยี นแต่ละคนเป็นหลกั และ
ตอ้ งเก็บข้อมูลของนกั เรยี นทุกด้านอย่างสมำ่ เสมอและต่อเน่อื งในแต่ละภาคเรยี น
มเี กณฑด์ งั นี้

(๑) ผูเ้ รยี นต้องมเี วลาเรยี นไม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นทั้งหมด
(๒) ผเู้ รียนต้องได้รบั การประเมนิ ทกุ ตัวชีว้ ัด และผ่านเกณฑไ์ มน่ ้อยกว่าร้อยละ ๘๐
ของจำนวนตวั ชี้วดั
(๓) ผู้เรียนตอ้ งไดร้ บั การตัดสนิ ผลการเรยี นทุกรายวิชา
(๔) ผเู้ รยี นต้องไดร้ ับการประเมนิ และมีผลการประเมินผา่ นตามเกณฑ์ท่สี ถานศกึ ษากำหนดใน
การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน

การให้ระดับผลการเรยี น
๑. การตดั สนิ ผลการเรยี นรายวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ใชร้ ะบบตัวเลข

แสดงระดบั การเรียนในแต่ละกลุ่มสาระ ดังน้ี

๒๒

ระดบั ผลการเรียน ความหมาย ชว่ งคะแนนรอ้ ยละ
๔ ผลการเรียนดเี ย่ียม ๘๐ - ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรียนดมี าก ๗๕ - ๗๙
๓ ๗๐ - ๗๔
๒.๕ ผลการเรียนดี ๖๕ - ๖๙
๒ ผลการเรียนคอ่ นขา้ งดี ๖๐ - ๖๔
๑.๕ ผลการเรยี นน่าพอใจ ๕๕ - ๕๙
๑ ๕๐ - ๕๔
๐ ผลการเรียนพอใช้ ๐ - ๔๙
ผลการเรียนผ่านเกณฑ์ข้ันตำ่
ผลการเรียนตำ่ กว่าเกณฑ์

๒. การประเมินการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขียน เปน็ ผ่านและไมผ่ ่าน
ถา้ กรณีทผี่ ่าน กำหนดเกณฑก์ ารตดั สินเปน็ ดีเยย่ี ม ดี และผา่ น

ดเี ย่ยี ม หมายถึง มีผลงานที่แสดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขยี น
ท่มี คี ณุ ภาพดเี ลิศอยู่เสมอ

ดี หมายถงึ มีผลงานทแี่ สดงถึงความสามารถในการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขียน
ท่ีมคี ุณภาพเป็นที่ยอมรบั

ผ่าน หมายถึง มผี ลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียน

ทมี่ ีคณุ ภาพเปน็ ท่ยี อมรับ แต่ยังมีขอ้ บกพรอ่ งบางประการ
ไมผ่ า่ น หมายถึง ไม่มผี ลงานที่แสดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คดิ วิเคราะห์

และเขยี น หรอื ถ้ามีผลงาน ผลงานนน้ั ยงั มีขอ้ บกพร่องทต่ี อ้ งได้รบั การปรบั ปรงุ แกไ้ ขหลายประการ
๓. การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมทุกคุณลกั ษณะเพอื่ การเลอ่ื นช้นั และจบ

การศึกษา เป็นผ่านและไมผ่ ่าน ในการผา่ น กำหนดเกณฑก์ ารตัดสนิ เป็นดเี ยย่ี ม ดี และผ่าน และ

ความหมายของแต่ละระดบั ดงั นี้
ดีเย่ยี ม หมายถึง ผู้เรียนปฏบิ ัตติ นตามคุณลกั ษณะจนเป็นนสิ ยั และนำไปใชใ้ นชีวติ ประจำวันเพื่อ

ประโยชนส์ ขุ ของตนเองและสังคม โดยพิจารณาจากผลการประเมนิ ระดับดีเยยี่ ม จำนวน ๕ - ๘ คุณลกั ษณะ
และไมม่ ีคณุ ลกั ษณะใดไดผ้ ลการประเมินต่ำกว่าระดับดี

ดี หมายถึง ผู้เรยี นมคี ุณลักษณะในการปฏิบัตติ ามกฎเกณฑ์ เพ่ือให้เป็นการยอมรบั ของสังคม

โดยพจิ ารณาจาก
๑) ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับดีเย่ียมจำนวน ๑ - ๔ คุณลกั ษณะ และไมม่ ีคุณลกั ษณะใดได้ผล

การประเมินตำ่ กวา่ ระดับดี หรอื
๒) ได้ผลการประเมนิ ระดับดี เยย่ี มจำนวน ๔ คุณลักษณะ และไมม่ ีคุณลักษณะใดได้ผลการ

ประเมินต่ำกว่าระดับผา่ นหรอื

๓) ไดผ้ ลการประเมินระดบั ดี จำนวน ๕ - ๘ คุณลกั ษณะ และไม่มคี ณุ ลักษณะใดไดผ้ ลการ
ประเมนิ ต่ำกวา่ ระดบั ผา่ น

ผ่าน หมายถงึ ผู้เรียนรบั รู้และปฏบิ ตั ิตามกฎเกณฑแ์ ละเง่ือนไขท่สี ถานศึกษากำหนด โดย
พิจารณาจาก

๑) ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับผา่ น จำนวน ๕ - ๘ คณุ ลกั ษณะ และไมม่ คี ุณลกั ษณะใดได้ผลการ

ประเมินต่ำกวา่ ระดับผ่าน หรือ

๒๓

๒) ไดผ้ ลการประเมนิ ระดบั ดี จำนวน ๔ คุณลักษณะ และไมม่ คี ณุ ลกั ษณะใดได้ผลการ
ประเมินตำ่ กว่าระดับผา่ น

ไม่ผ่าน หมายถงึ ผูเ้ รยี นรบั รูแ้ ละปฏิบตั ไิ ด้ไม่ครบตามกฎเกณฑ์และเง่ือนไขที่สถานศึกษา
กำหนดโดยพจิ ารณาจากผลการประเมนิ ระดบั ไม่ผ่านต้งั แต่ ๑ คุณลกั ษณะ

๔. การประเมินกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน จะต้องพจิ ารณาท้ังเวลาการเข้ารว่ มกิจกรรมการปฏิบัติ
กจิ กรรมและผลงานของผเู้ รยี นตามเกณฑ์ทีโ่ รงเรียนกำหนดและใหผ้ ลการประเมนิ เป็นผ่าน และไม่ผ่านให้ใช้
ตัวอักษรแสดงผลการประเมนิ ดงั น้ี

“ผ” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี น ไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ ๘๐ ปฏิบตั ิ
กจิ กรรมและมผี ลงานเป็นทีป่ ระจกั ษ์

“มผ” หมายถงึ ผู้เรยี นมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปฏิบตั ิกจิ กรรมและมีผลงาน
ไมเ่ ป็นไปตามเกณฑท์ ส่ี ถานศึกษากำหนด

ในกรณีทีผ่ ูเ้ รียนได้ “มผ” ครูผู้ดูแลกิจกรรมต้องจัดซ่อมเสริมใหผ้ ู้เรยี นทำกจิ กรรมในสว่ นที่
ผเู้ รียนไมไ่ ดเ้ ข้ารว่ มหรือไมไ่ ด้ทำจนครบถ้วน แลว้ จงึ เปลี่ยนผลการเรียนจาก “มผ” เป็น “ผ” ได้ ท้ังน้ี ตอ้ ง
ดำเนินการใหเ้ สร็จส้นิ ภายในปกี ารศึกษาน้นั ยกเว้นมเี หตุสุดวิสยั หอ้ ยู่ในดลุ ยพนิ ิจของผ้บู รหิ ารสถานศึกษา
หรอื ผู้ทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย

การเล่อื นชนั้
เม่ือสิน้ ปกี ารศกึ ษา ผเู้ รยี นจะไดร้ ับการเลื่อนชน้ั เมอื่ มคี ณุ สมบตั ิตามเกณฑด์ ังตอ่ ไปนี้
(๑) ผูเ้ รียนตอ้ งมเี วลาเรียนไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นทัง้ หมด
(๒) ผ้เู รยี นตอ้ งไดร้ บั การประเมินทกุ ตัวช้วี ัด และผ่านเกณฑไ์ ม่น้อยกวา่ ร้อยละ ๘๐ ของจำนวน

ตวั ชี้วดั
(๓) ผ้เู รียนต้องได้รับการตัดสนิ ผลการเรียนทุกรายวิชา ไมน่ อ้ ยกวา่ ระดบั “ ๑ ” จงึ จะถือวา่

ผา่ นเกณฑ์ตามท่สี ถานศกึ ษากำหนด
(๔) นกั เรยี นต้องได้รับการประเมนิ และมีผลการประเมิน การอา่ น คดิ วเิ คราะห์และเขียน ใน

ระดับ “ ผ่าน ” ขึน้ ไป มผี ลการประเมินคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ในระดบั “ ผ่าน ” ข้ึนไป และมีผลการ
ประเมนิ กิจกรรมพฒั นานกั เรียน ในระดับ “ ผ่าน ”

ท้งั น้ี ถ้าผู้เรียนมขี อ้ บกพรอ่ งเพยี งเล็กน้อย และพิจารณาเห็นวา่ สามารถพฒั นาและสอน
ซอ่ มเสรมิ ได้ใหอ้ ยูใ่ นดลุ ยพินจิ ของสถานศึกษาที่จะผ่อนผนั ใหเ้ ลอื่ นชั้นได้

อน่งึ ในกรณีทีผ่ ูเ้ รยี นมีหลักฐานการเรยี นรู้ทแี่ สดงวา่ มีความสามารถดเี ลศิ สถานศึกษาอาจให้
โอกาสผเู้ รยี นเล่ือนชน้ั กลางปีการศึกษา โดยสถานศกึ ษาแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยฝา่ ยวชิ าการของ
สถานศกึ ษาและผูแ้ ทนของเขตพืน้ ที่การศกึ ษาหรอื ตน้ สังกัดประเมนิ ผู้เรียนและตรวจสอบคุณสมบัติให้
ครบถว้ นตามเงอ่ื นไขท้ัง ๓ ประการตอ่ ไปน้ี

๑. มีผลการเรียนในปีการศกึ ษาท่ีผ่านมาและมผี ลการเรียนระหว่างปีท่ีกำลังศกึ ษาอย่ใู น
เกณฑ์ดีเยีย่ ม

๒. มวี ฒุ ภิ าวะเหมาะสมทจ่ี ะเรยี นในช้ันทสี่ งู ขน้ึ
๓. ผ่านการประเมินผลความรู้ความสามารถทกุ รายวชิ าของชั้นปที ี่เรยี นปจั จบุ นั และ
ความรคู้ วามสามารถทุกรายวิชาในภาคเรยี นแรกของชั้นปีท่ีจะเลอื่ นขน้ึ
การอนุมัติให้เล่ือนชั้นกลางปีการศึกษาไปเรียนชั้นสูงขึ้นได้ ๑ ระดับชั้นนี้ ต้องได้รับการ
ยนิ ยอมจากผเู้ รยี นและผู้ปกครองและตอ้ งดำเนนิ การใหเ้ สร็จส้นิ ก่อนเปิดภาคเรียนท่ี ๒ ของปีการศึกษาน้ัน

๒๔

สำหรับในกรณีที่พบว่ามีผู้เรียนกลุ่มพิเศษประเภทต่างๆ มีปัญหาในการเรียนรู้ให้สถานศึกษาดำเนินงาน
ร่วมกับสำนักการศึกษาเฉพาะความพกิ ารหาแนวทางการแก้ไขและพฒั นา
การสอนซ่อมเสริม

การสอนซ่อมเสรมิ เป็นการสอนเพื่อแก้ไขข้อบกพรอ่ ง กรณีที่ผู้เรียนมคี วามรู้ ทกั ษะ
กระบวนการ หรือคุณลักษณะไม่เปน็ ไปตามเกณฑท์ ่ีกำหนด จะต้องจัดสอนซอ่ มเสริมเพอื่ พัฒนาการเรยี นรู้
ของผู้เรียนเต็มตามศกั ยภาพ การสอนซ่อมเสริมเป็นการสอนเพอ่ื แก้ไขข้อบกพร่องกรณที ผี่ ู้เรียนมคี วามรู้
ทกั ษะ กระบวนการ หรือเจตคต/ิ คุณลักษณะไมเ่ ป็นไปตามเกณฑท์ ่ีสถานศกึ ษากำหนด สถานศกึ ษาตอ้ งจัด
สอนซ่อมเสริมเป็นกรณพี ิเศษนอกเหนือไปจากการสอนตามปกตเิ พอ่ื พฒั นาให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตาม
มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวช้วี ัดท่ีกำหนดไวเ้ ป็นการใหโ้ อกาสแก่ผเู้ รยี นไดเ้ รียนรู้และพัฒนา โดยจัดกิจกรรมการ
เรยี นรทู้ ่หี ลากหลายและตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล

การเปล่ียนผลการเรียน
การเปลี่ยนผลการเรียน“๐”

สถานศึกษาจัดให้มีการสอนซ่อมเสริมในมาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชวี้ ดั ท่ผี ู้เรียนสอบไม่ผา่ น
ก่อนแลว้ จงึ สอบแกต้ ัวได้ไมเ่ กนิ ๒ คร้งั ถา้ ผู้เรียนไมด่ ำเนินการสอบแกต้ วั ตามระยะเวลาทสี่ ถานศึกษา
กำหนดใหอ้ ยใู่ นดุลยพินิจของสถานศกึ ษาท่ีจะพจิ ารณาขยายเวลาออกไปอกี ๑ ภาคเรยี น สำหรับภาคเรยี น
ท่ี ๒ ตอ้ งดำเนินการใหเ้ สร็จสน้ิ ภายในปีการศึกษานน้ั

ถ้าสอบแก้ตวั ๒ ครง้ั แลว้ ยงั ไดร้ ะดบั ผลการเรยี น “๐” อีก ใหส้ ถานศึกษาแตง่ ต้ัง
คณะกรรมการดำเนินการเกย่ี วกบั การเปล่ียนผลการเรยี นของผ้เู รยี นโดยปฏบิ ตั ิดังนี้

๑) ถ้าเปน็ รายวิชาพน้ื ฐานใหเ้ รยี นซำ้ รายวิชานนั้
๒) ถ้าเปน็ รายวิชาเพิม่ เตมิ ให้เรยี นซำ้ หรือเปล่ยี นรายวชิ าเรยี นใหม่ ท้งั นี้ให้อยูใ่ นดลุ ย
พินิจของสถานศึกษา ในกรณีทเ่ี ปล่ียนรายวิชาเรียนใหม่ ให้หมายเหตุในระเบยี น
แสดงผลการเรียนว่าเรียนแทนรายวชิ าใด

การเปลีย่ นผลการเรยี น“ร”
การเปล่ยี นผลการเรยี น“ร” ใหด้ ำเนนิ การดังนี้ ใหผ้ เู้ รยี นดำเนนิ การแก้ไข “ร” ตามสาเหตุ

เมื่อผเู้ รยี นแกไ้ ขปญั หาเสร็จแล้วใหไ้ ดร้ ะดบั ผลการเรยี นตามปกติ (ต้งั แต่ ๐ - ๔) ถ้าผู้เรียนไม่ดำเนินการ
แก้ไข “ร” กรณที สี่ ่งงานไมค่ รบแต่มีผลการประเมินระหว่างภาคเรียนและปลายภาคให้ผู้สอนนำข้อมูลท่มี ีอยู่
ตดั สนิ ผลการเรยี นยกเวน้ มีเหตุสดุ วสิ ัยใหอ้ ย่ใู นดุลยพนิ ิจของสถานศึกษาทจ่ี ะขยายเวลาการแก้ “ร” ออกไป
อกี ไม่เกิน ๑ ภาคเรียนสำหรับภาคเรียนที่ ๒ ต้องดำเนนิ การให้เสร็จส้นิ ภายในปีการศึกษานนั้ เมือ่ พน้
กำหนดนแี้ ลว้ ให้เรยี นซ้ำ หากผลการเรียนเป็น “๐” ให้ดำเนินการแกไ้ ขตามหลกั เกณฑ์

การเปล่ียนผลการเรยี น “มส”
การเปลยี่ นผลการเรยี น“มส” มี ๒ กรณี ดังนี้
๑) กรณผี ู้เรียนได้ผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนไมถ่ ึงร้อยละ ๘๐

แต่มีเวลาเรียนไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ ๖๐ ของเวลาเรยี นในรายวชิ านั้น ให้จดั ให้เรยี นเพม่ิ เติมโดยใช้ชั่วโมงสอน
ซ่อมเสริมหรอื ใชเ้ วลาวา่ ง หรือใช้วันหยดุ หรอื มอบหมายงานให้ทำจนมเี วลาเรยี นครบตามทก่ี ำหนดไว้สำหรบั
รายวิชานั้นแล้วจงึ ใหว้ ดั ผลปลายภาคเป็นกรณีพิเศษ

ผลการแก้ “มส” ให้ได้ระดับผลการเรียนไม่เกนิ “๑” การแก้

๒๕

“มส” กรณีนใ้ี ห้กระทำใหเ้ สรจ็ สิ้นภายในปีการศึกษาน้นั ถ้าผ้เู รยี น ไม่มาดำเนินการแก้
“มส” ตามระยะเวลาทกี่ ำหนดไวน้ ้ใี หเ้ รยี นซำ้ ยกเวน้ มเี หตสุ ดุ วิสยั ให้อยู่ในดุลยพินจิ ของสถานศึกษาท่จี ะ
ขยายเวลาการแก้ “มส” ออกไปอกี ไม่เกนิ ๑ ภาคเรยี น แตเ่ มือ่ พ้นกำหนดนแ้ี ลว้ ให้ปฏบิ ัตดิ งั น้ี

(๑) ถา้ เป็นรายวชิ าพน้ื ฐานใหเ้ รยี นซ้ำรายวิชานนั้
(๒) ถ้าเปน็ รายวชิ าเพม่ิ เตมิ ให้อย่ใู นดุลยพินจิ ของสถานศกึ ษา ให้เรียนซ้ำหรือเปลีย่ น
รายวิชาเรยี นใหม่
๒) กรณีผเู้ รยี นไดผ้ ลการเรยี น “มส” เพราะมีเวลาเรียนนอ้ ยกว่าร้อยละ ๖๐ ของเวลา
เรยี นทงั้ หมดให้สถานศึกษาดำเนนิ การดงั นี้
(๑) ถ้าเปน็ รายวชิ าพื้นฐานให้เรยี นซำ้ รายวิชานั้น
(๒) ถ้าเป็นรายวชิ าเพ่ิมเติมใหอ้ ยู่ในดุลยพนิ ิจของสถานศกึ ษา ใหเ้ รยี นซ้ำหรือ
เปล่ยี นรายวิชาเรียนใหม่ ในกรณีทเี่ ปล่ยี นรายวิชาเรยี นใหม่ให้หมายเหตใุ นระเบยี นแสดงผลการเรียนว่าเรยี น
แทนรายวชิ าใด
การเรยี นซำ้ รายวิชา ผ้เู รียนทีไ่ ด้รบั การสอนซอ่ มเสรมิ และสอบแก้ตวั ๒ ครงั้ แล้วไมผ่ ่านเกณฑ์
การประเมินใหเ้ รียนซำ้ รายวิชานั้น ท้ังนีใ้ หอ้ ยูใ่ นดลุ ยพนิ จิ ของสถานศึกษาในการจดั ให้เรยี นซำ้ ในช่วงใด
ชว่ งหน่งึ ทีส่ ถานศกึ ษาเห็นว่าเหมาะสม เชน่ พกั กลางวนั วันหยุด ช่ัวโมงว่างหลังเลิกเรยี น ภาคฤดูรอ้ นเป็น
ตน้
ในกรณีภาคเรยี นท่ี ๒ หากผูเ้ รยี นยังมีผลการเรียน “๐” “ร” “มส” ให้ดำเนินการให้
เสร็จส้ินกอ่ นเปดิ เรียนปีการศึกษาถดั ไป สถานศึกษาอาจเปิดการเรยี นการสอนในภาคฤดรู อ้ นเพอ่ื แก้ไขผล
การเรียนของผเู้ รียนได้

การเปลี่ยนผล“มผ”
กรณที ่ีผ้เู รยี นไดผ้ ล “มผ” สถานศึกษาตอ้ งจัดซ่อมเสริมใหผ้ ู้เรยี นทำกจิ กรรมในส่วนทผ่ี เู้ รยี น

ไม่ไดเ้ ข้ารว่ มหรอื ไม่ไดท้ ำจนครบถ้วน แล้วจึงเปล่ียนผลจาก “มผ”เป็น “ผ” ได้ ทง้ั นี้ดำเนินการใหเ้ สรจ็ ส้ิน
ภายในภาคเรยี นนัน้ ๆ ยกเว้นมีเหตสุ ุดวิสยั ให้อยู่ในดลุ ยพนิ ิจของสถานศึกษาทีจ่ ะพจิ ารณาขยายเวลาออกไป
อกี ไมเ่ กิน ๑ ภาคเรยี น สำหรับภาคเรยี นที่ ๒ ต้องดำเนนิ การให้เสร็จสิ้นภายในปีการศกึ ษาน้ัน

การเรียนซำ้ ชนั้
ผเู้ รียนที่ไม่ผ่านรายวิชาจำนวนมากและมีแนวโน้มว่าจะเปน็ ปญั หาตอ่ การเรยี นในระดบั ชนั้ ที่

สูงขึน้ สถานศกึ ษา ตอ้ งตง้ั คณะกรรมการพจิ ารณาใหเ้ รียนซ้ำชัน้ ได้ ทงั้ นี้ให้คำนงึ ถงึ วฒุ ิภาวะและความรู้
ความสามารถของผเู้ รยี นเปน็ สำคญั

ผเู้ รียนที่ไมม่ ีคุณสมบตั ิตามเกณฑก์ ารเลอื่ นชัน้ สถานศึกษาควรให้เรยี นซ้ำช้นั ทัง้ น้ี
สถานศกึ ษาอาจใช้ดลุ ยพนิ ิจใหเ้ ล่อื นชั้นได้ หากพิจารณาว่าผเู้ รยี นมีคุณสมบตั ขิ อ้ ใดขอ้ หนึ่ง ดงั ต่อไปน้ี

๑) มเี วลาเรยี นไมถ่ งึ รอ้ ยละ ๘๐ อนั เนอ่ื งจากสาเหตุจำเป็นหรือเหตุสดุ วิสัย แต่มี
คณุ สมบัติตามเกณฑก์ ารเล่ือนชัน้ ในขอ้ อน่ื ๆ ครบถ้วน

๒) ผู้เรียนมผี ลการประเมินผา่ นมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวชีว้ ดั ไม่ถึงเกณฑต์ ามที่
สถานศกึ ษากำหนดในแต่ละรายวิชา แต่เห็นวา่ สามารถสอนซ่อมเสรมิ ได้ในปีการศกึ ษาน้ัน และมีคุณสมบตั ิ
ตามเกณฑก์ ารเล่อื นช้นั ในข้ออืน่ ๆ ครบถว้ น

๓) ผ้เู รยี นมผี ลการประเมินรายวิชาในกลุ่มสาระภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์
สังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรมอยใู่ นระดับผ่าน

๒๖

ก่อนที่จะให้ผูเ้ รียนเรียนซ้ำชั้น สถานศึกษาต้องแจ้งใหผ้ ู้ปกครองและผู้เรยี นทราบเหตผุ ล
ของการเรยี นซ้ำชนั้

สอ่ื การเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้

สือ่ การเรยี นรูเ้ ป็นเครอื่ งมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ใหผ้ ู้เรียนเข้าถึงความรู้
ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้มี
หลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่าย การเรียนรูต้ ่างๆ ที่มีใน
ท้องถิ่น การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกบั ระดบั พัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลาย
ของผู้เรยี น

การจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้
อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพือ่ นำมาใช้ประกอบในการจดั การเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและ
สื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียน เกิดการ
เรียนรู้อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาขั้น
พืน้ ฐาน ควรดำเนินการดังนี้

1. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่าย
การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์การเรียนรู้ ระหว่างสถานศึกษา ท้องถิน่ ชมุ ชน สังคมโลก

2. จัดทำและจดั หาสอ่ื การเรียนรู้สำหรับการศกึ ษาคน้ คว้าของผู้เรียน เสริมความรใู้ หผ้ ู้สอน รวมทั้ง
จัดหาสง่ิ ทม่ี ีอยใู่ นทอ้ งถน่ิ มาประยกุ ตใ์ ชเ้ ปน็ ส่อื การเรียนรู้

3. เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับ
วธิ กี ารเรยี นรู้ ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ และความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลของผู้เรยี น

4. ประเมินคณุ ภาพของสอ่ื การเรยี นรู้ทเ่ี ลอื กใชอ้ ย่างเป็นระบบ
5. ศึกษาคน้ คว้า วจิ ยั เพอ่ื พัฒนาสื่อการเรยี นร้ใู ห้สอดคลอ้ งกับกระบวนการเรยี นรู้ของผ้เู รียน
6. จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใช้ส่ือ
การเรยี นรเู้ ปน็ ระยะๆ และสม่ำเสมอ
ในการจัดทำ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในสถานศึกษาควรคำนึงถึง
หลักการสำคัญของสอ่ื การเรยี นรู้ เช่น ความสอดคล้องกบั หลักสตู ร วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ การออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผ้เู รียน เนือ้ หามคี วามถูกต้องและทนั สมัย ไม่กระทบความม่ันคง
ของชาติ ไมข่ ัดตอ่ ศีลธรรม มีการใช้ภาษาทถี่ กู ต้อง รปู แบบการนำเสนอทเี่ ข้าใจงา่ ย และน่าสนใจ

๒๗

ภาคผนวก
ก. คำอธบิ ายศพั ท์

๒๘

อภิธานศพั ท์

กระบวนการเขียน
กระบวนการเขยี นเปน็ การคิดเร่ืองท่ีจะเขียนและรวบรวมความรู้ในการเขียน กระบวนการเขียน มี 5

ขั้น ดงั น้ี
1. การเตรียมการเขียน เป็นขั้นเตรยี มพรอ้ มที่จะเขียนโดยเลือกหัวข้อเรื่องที่จะเขียนบนพ้ืนฐาน

ของประสบการณ์ กำหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียน อาจใช้วิธีการอ่านหนังสือ
สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวขอ้
เรอื่ งใหญ่ หัวขอ้ ยอ่ ย และรายละเอียดคร่าวๆ

2. การยกรา่ งขอ้ เขียน เมอ่ื เตรียมหัวข้อเร่ืองและความคิดรูปแบบการเขียนแลว้ ใหน้ ำความคิดมา
เขียนตามรูปแบบทีก่ ำหนดเป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคำนึงถงึ ว่าจะเขียนให้ใครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไรให้
เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะกับผู้อื่น จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร มีหัวข้อเรื่องอย่างไร ลำดับความคิดอย่างไร
เชื่อมโยงความคดิ อยา่ งไร

3. การปรับปรุงข้อเขียน เมื่อเขียนยกร่างแล้วอ่านทบทวนเรื่องที่เขียน ปรับปรุงเรื่องที่เขียน
เพิ่มเติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สำนวนโวหาร นำไปให้เพื่อนหรือผู้อื่นอ่าน นำข้อเสนอแนะมา
ปรับปรุงอกี คร้ัง

4. การบรรณาธิการกิจ นำข้อเขยี นทป่ี รับปรุงแล้วมาตรวจทานคำผดิ แกไ้ ขให้ถูกตอ้ ง แล้วอ่าน
ตรวจทานแก้ไขข้อเขยี นอกี คร้งั แก้ไขขอ้ ผิดพลาดท้งั ภาษา ความคิด และการเวน้ วรรคตอน

5. การเขียนให้สมบูรณ์ นำเรอื่ งท่ีแก้ไขปรบั ปรงุ แลว้ มาเขยี นเรื่องให้สมบรู ณ์ จดั พมิ พ์ วาดรูป
ประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบ เมื่อพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกคร้ังให้
สมบูรณก์ อ่ นจัดทำรูปเล่ม
กระบวนการคิด

การฟัง การพูด การอา่ น และการเขยี น เปน็ กระบวนการคดิ คนที่จะคดิ ไดด้ ตี อ้ งเปน็ ผู้ฟงั ผู้พดู ผู้อ่าน
และผ้เู ขียนที่ดี บุคคลท่ีจะคิดได้ดจี ะต้องมีความร้แู ละประสบการณ์พนื้ ฐานในการคดิ บุคคลจะมีความสามารถ
ในการรวบรวมข้อมูล ขอ้ เทจ็ จรงิ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมนิ ค่า จะตอ้ งมคี วามร้แู ละประสบการณ์
พื้นฐานทีน่ ำมาชว่ ยในการคิดทั้งส้นิ การสอนใหค้ ิดควรให้ผู้เรยี นรู้จักคัดเลือกข้อมูล ถ่ายทอด รวบรวม และ
จำข้อมูลต่างๆ สมองของมนุษย์จะเป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปลความข้อมูลข่าวสาร และ
สามารถนำมาใช้อ้างอิง การเปน็ ผูฟ้ งั ผ้พู ดู ผูอ้ ่าน และผู้เขียนท่ดี ี จะต้องสอนใหเ้ ป็นผู้บริโภคขอ้ มูลข่าวสารท่ี
ดีและเป็นนักคิดที่ดีด้วย กระบวนการสอนภาษาจึงต้องสอนให้ผู้เรียนเป็นผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและมีทักษะ
การคดิ นำข้อมูลข่าวสารทไี่ ดจ้ ากการฟังและการอา่ นนำมาสูก่ ารฝกึ ทักษะการคิด นำการฟัง การพดู การอ่าน
และการเขียน มาสอนในรูปแบบบูรณาการทักษะ ตัวอยา่ ง เชน่ การเขยี นเปน็ กระบวนการคิดในการวิเคราะห์
การแยกแยะ การสังเคราะห์ การประเมินค่า การสร้างสรรค์ ผู้เขียนจะนำความรู้และประสบการณ์สู่การคิด
และแสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ต้องเป็นผู้อ่านและผู้ฟังเพื่อรับรู้ข่าวสารที่จะนำมาวิเคราะห์และ
สามารถแสดงทรรศนะได้

๒๙

กระบวนการอา่ น
การอ่านเป็นกระบวนการซึ่งผู้อ่านสร้างความหมายหรอื พัฒนา การตีความระหว่างการอ่านผู้อ่าน

จะต้องรู้หัวข้อเรื่อง รู้จุดประสงค์ของการอ่าน มีความรู้ทางภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาที่ใช้ในหนังสือที่อ่าน
โดยใช้ประสบการณเ์ ดิมเปน็ ประสบการณ์ทำความเขา้ ใจกบั เร่ืองทีอ่ ่าน กระบวนการอ่านมีดังนี้

1. การเตรยี มการอ่าน ผู้อา่ นจะตอ้ งอ่านชื่อเร่อื ง หัวขอ้ ยอ่ ยจากสารบญั เรือ่ ง อา่ นคำนำ ให้ทราบ
จุดมุ่งหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพื่อความเพลิดเพลินหรืออ่านเพื่อ หาความรู้
วางแผนการอ่านโดยอ่านหนังสือตอนใดตอนหนึ่งว่าความยากง่ายอย่างไร หนังสือมีความยากมากน้อย
เพียงใด รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
เตรยี มสมดุ ดนิ สอ สำหรบั จดบนั ทกึ ข้อความหรอื เนอ้ื เรอ่ื งท่สี ำคัญขณะอ่าน

2. การอ่าน ผู้อ่านจะอ่านหนังสือให้ตลอดเล่มหรือเฉพาะตอนทีต่ ้องการอ่าน ขณะอ่านผู้อ่านจะ
ใช้ความรูจ้ ากการอา่ นคำ ความหมายของคำมาใช้ในการอา่ น รวมทั้งการรู้จกั แบ่งวรรคตอนด้วย การอ่าน
เร็วจะมสี ว่ นชว่ ยให้ผอู้ ่านเขา้ ใจเร่อื งได้ดีกว่าผอู้ า่ นช้า ซง่ึ จะสะกดคำอ่านหรอื อ่านย้อนไปย้อนมา ผู้อา่ นจะใช้
บรบิ ทหรอื คำแวดล้อมช่วยในการตีความหมายของคำเพอื่ ทำความเข้าใจเรอ่ื งท่ีอา่ น

3. การแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านจะจดบันทึกข้อความที่มีความสำคัญ หรือเขียนแสดงความ
คิดเห็น ตีความข้อความที่อ่าน อ่านซ้ำในตอนที่ไม่เข้าใจเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ขยายความคิดจาก
การอ่าน จับคู่กับเพื่อนสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกตจากเรื่องที่อ่าน ถ้าเป็นการอ่านบท
กลอนจะตอ้ งอา่ นทำนองเสนาะดงั ๆ เพอื่ ฟังเสียงการอา่ นและเกิดจินตนาการ

4. การอ่านสำรวจ ผู้อ่านจะอ่านซ้ำโดยเลือกอ่านตอนใดตอนหนึ่ง ตรวจสอบคำและภาษา ที่ใช้
สำรวจโครงเร่อื งของหนังสอื เปรยี บเทียบหนงั สือที่อ่านกบั หนังสือที่เคยอ่าน สำรวจและเชอื่ มโยงเหตุการณ์ใน
เร่อื งและการลำดับเร่ือง และสำรวจคำสำคญั ทใี่ ชใ้ นหนงั สือ

5. การขยายความคิด ผูอ้ า่ นจะสะทอ้ นความเขา้ ใจในการอา่ น บนั ทึกขอ้ คิดเหน็ คณุ คา่ ของเรื่อง
เชื่อมโยงเรื่องราวในเร่ืองกับชีวิตจริง ความรู้สึกจากการอ่าน จัดทำโครงงานหลักการอ่าน เช่น วาดภาพ
เขียนบทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรื่องอื่นๆ ที่ผู้เขียนคนเดียวกันแต่ง อ่านเรื่องเพิ่มเติม
เรื่องทเ่ี ก่ียวโยงกับเรื่องท่อี า่ น เพอื่ ให้ไดค้ วามรูท้ ่ีชดั เจนและกวา้ งขวางขึน้
การเขยี นเชงิ สร้างสรรค์

การเขียนเชงิ สร้างสรรค์เปน็ การเขียนโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจนิ ตนาการในการเขียน เช่น
การเขยี นเรียงความ นทิ าน เรอื่ งสัน้ นวนยิ าย และบทรอ้ ยกรอง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียนจะต้องมี
ความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคำอย่างหลากหลาย สามารถนำคำมาใช้ ในการเขียน ต้องใช้เทคนิค
การเขียน และใชถ้ อ้ ยคำอย่างสละสลวย
การดู

การดูเป็นการรับสารจากสื่อภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้จากการรับรู้สาร ตีความ แปล
ความ วเิ คราะห์ และประเมินคุณค่าสารจากส่อื เชน่ การดูโทรทศั น์ การดูคอมพวิ เตอร์ การดลู ะคร การ
ดภู าพยนตร์ การดหู นงั สอื การต์ ูน (แม้ไม่มีเสยี งแตม่ ีถอ้ ยคำอ่านแทนเสยี งพดู ) ผดู้ จู ะตอ้ งรบั รสู้ าร จากการ
ดูและนำมาวิเคราะห์ ตีความ และประเมินคุณค่าของสารท่ีเป็นเนื้อเรื่องโดยใช้หลักการพิจารณาวรรณคดี
หรือการวเิ คราะหว์ รรณคดีเบื้องตน้ เช่น แนวคดิ ของเรอ่ื ง ฉากทป่ี ระกอบเรื่องสมเหตุสมผล กิริยาท่าทาง
และการแสดงออกของตวั ละครมีความสมจรงิ กบั บทบาท โครงเรื่อง เพลง แสง สี เสียง ทใ่ี ช้ประกอบการ
แสดงใหอ้ ารมณแ์ ก่ผู้ดูสมจรงิ และสอดคลอ้ งกบั ยุคสมยั ของเหตุการณ์ทีจ่ ำลองสูบ่ ทละคร คุณค่าทางจริยธรรม
คณุ ธรรม และคุณค่าทางสังคมทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอ่ ผู้ดูหรือผู้ชม ถ้าเป็นการดขู ่าวและเหตุการณ์ หรือการอภปิ ราย
การใช้ความรู้หรือเรื่องที่เป็นสารคดี การโฆษณาทางสื่อจะต้องพิจารณาเนื้อหาสาระว่าสมควรเชื่อถือได้

๓๐

หรอื ไม่ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรอื ไม่ ความคดิ สำคัญและมีอทิ ธิพลตอ่ การเรียนรมู้ าก และการดลู ะครเวที
ละครโทรทัศน์ ดูข่าวทางโทรทัศน์จะเป็นประโยชน์ได้รับความสนุกสนาน ต้องดูและวิเคราะห์ ประเมินค่า
สามารถแสดงทรรศนะของตนไดอ้ ยา่ งมเี หตผุ ล
การตีความ

การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คำที่แวดล้อม
ขอ้ ความ ทำความเข้าใจข้อความหรอื กำหนดความหมายของคำให้ถกู ตอ้ ง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า การตีความหมาย ชี้หรือกำหนด
ความหมาย ใหค้ วามหมายหรืออธบิ าย ใช้หรือปรบั ให้เขา้ ใจเจตนา และความมุ่งหมายเพื่อความถกู ตอ้ ง
การเปลี่ยนแปลงของภาษา

ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คำคำหน่ึงในสมัยหนงึ่ เขยี นอย่างหน่ึง อีกสมยั หนึง่ เขียน
อีกอยา่ งหนึง่ คำวา่ ประเทศ แต่เดิมเขียน ประเทษ คำว่า ปักษ์ใต้ แตเ่ ดิมเขียน ปักใต้ ในปัจจุบันเขยี น
ปักษ์ใต้ คำว่า ลุ่มลึก แต่ก่อนเขียน ลุ่มฦก ภาษาจึงมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งความหมายและการเขียน
บางครง้ั คำบางคำ เช่น คำว่า หล่อน เปน็ คำสรรพนามแสดงถึงคำพดู สรรพนามบุรุษท่ี 3 ทเ่ี ป็นคำสภุ าพ
แต่เดยี๋ วนี้คำว่า หลอ่ น มคี วามหมายในเชงิ ดแู คลน เปน็ ต้น
การสรา้ งสรรค์

การสร้างสรรค์ คอื การรูจ้ ักเลือกความรู้ ประสบการณ์ที่มอี ยเู่ ดิมมาเป็นพ้นื ฐานในการสรา้ งความรู้
ความคดิ ใหม่ หรอื สง่ิ แปลกใหม่ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสงู กว่าเดิม บุคคลที่จะมคี วามสามารถในการ
สร้างสรรค์จะต้องเป็นบุคคลที่มีความคิดอิสระอยู่เสมอ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มองโลกในแง่ดี คิด
ไตรต่ รอง ไม่ตดั สนิ ใจสง่ิ ใดงา่ ยๆ การสรา้ งสรรค์ของมนุษย์จะเกี่ยวเนื่องกันกบั ความคดิ การพดู การเขียน
และการกระทำเชงิ สรา้ งสรรค์ ซง่ึ จะตอ้ งมกี ารคดิ เชงิ สร้างสรรค์เปน็ พ้ืนฐาน

ความคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นความคิดที่พัฒนามาจากความรู้และประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็น
ปัจจยั พืน้ ฐานของการพูด การเขียน และการกระทำเชงิ สร้างสรรค์

การพดู และการเขียนเชงิ สร้างสรรคเ์ ปน็ การแสดงออกทางภาษาท่ีใช้ภาษาขัดเกลาให้ไพเราะ งดงาม
เหมาะสม ถูกต้องตามเนือ้ หาที่พูดและเขยี น

การกระทำเชงิ สร้างสรรค์เป็นการกระทำทีไ่ ม่ซ้ำแบบเดิมและคิดคน้ ใหมแ่ ปลกไปจากเดมิ และเปน็
ประโยชนท์ ่ีสูงขึน้
ข้อมูลสารสนเทศ

ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง เรื่องราว ข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถ
สื่อความหมายด้วยการพูดบอกเล่า บันทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนังสือ แผนที่ แผนภาพ ภาพถ่าย
บนั ทึกด้วยเสียงและภาพ บนั ทกึ ด้วยเครอื่ งคอมพิวเตอร์ เป็นการเกบ็ เรือ่ งราวต่างๆ บันทึกไว้เป็นหลักฐาน
ด้วยวธิ ตี ่างๆ
ความหมายของคำ

คำท่ีใชใ้ นการตดิ ต่อสอ่ื สารมคี วามหมายแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คอื
1. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายที่ใชพ้ ูดจากันตรงตามความหมาย คำหนึ่ง ๆ นั้น อาจมี
ความหมายได้หลายความหมาย เช่น คำว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใส่น้ำ หรืออาจหมายถึง
นกชนดิ หน่งึ ตวั สดี ำ รอ้ ง กา กา เป็นความหมายโดยตรง
2. ความหมายแฝง คำอาจมีความหมายแฝงเพิ่มจากความหมายโดยตรง มักเป็นความหมาย
เก่ยี วกับความรูส้ กึ เช่น คำว่า ขเ้ี หนยี ว กับ ประหยดั หมายถึง ไม่ใชจ้ ่ายอย่างสรุ ยุ่ สรุ า่ ย เป็นความหมาย
ตรง แต่ความรสู้ ึกต่างกัน ประหยดั เป็นส่ิงดี แต่ขีเ้ หนยี วเปน็ สงิ่ ไม่ดี

๓๑

3. ความหมายในบริบท คำบางคำมีความหมายตรง เมื่อร่วมกับคำอื่นจะมีความหมายเพิ่มเติม
กว้างขึ้น หรือแคบลงได้ เช่น คำว่า ดี เด็กดี หมายถึง ว่านอนสอนง่าย เสียงดี หมายถึง ไพเราะ
ดินสอดี หมายถึง เขียนได้ดี สุขภาพดี หมายถึง ไม่มีโรค ความหมายบริบทเป็นความหมายเช่นเดียวกับ
ความหมายแฝง
คณุ คา่ ของงานประพนั ธ์

เมื่อผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงาน
ประพันธ์ ทำให้ผอู้ ่านอ่านอยา่ งสนุก และไดร้ ับประโยชน์จาการอ่านงานประพันธ์ คณุ ค่าของงานประพันธ์
แบง่ ได้เป็น 2 ประการ คือ

1. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ถ้าอ่านบทร้อยกรองก็จะพิจารณากลวิธีการแต่ง การเลือกเฟ้นถ้อยคำ
มาใช้ได้ไพเราะ มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสะเทือนอารมณ์ ถ้าเป็นบทร้อยแก้วประเภทสารคดี
รูปแบบการเขียนจะเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง วิธีการนำเสนอน่าสนใจ เนื้อหามีความถูกต้อง ใช้ภาษา
สละสลวยชัดเจน การนำเสนอมีความคดิ สรา้ งสรรค์ ถ้าเป็นร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดี องค์ประกอบของ
เรื่องไม่ว่าเรื่องสั้น นวนิยาย นิทาน จะมีแก่นเร่ือง โครงเรื่อง ตัวละครมีความสัมพันธ์กัน กลวิธีการ
แต่งแปลกใหม่ น่าสนใจ ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความสะเทือนอารมณ์ การใช้ถ้อยคำสร้างภาพได้
ชดั เจน คำพูดในเรือ่ งเหมาะสมกับบคุ ลกิ ของ ตวั ละครมีความคิดสรา้ งสรรคเ์ กยี่ วกบั ชีวติ และสังคม

2. คุณค่าดา้ นสงั คม เป็นคุณคา่ ทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี ศิลปะ ชีวิตความ
เป็นอยู่ของมนุษย์ และคุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าที่ผู้อ่านจะ เข้าใจชีวิตทั้งในโลก
ทศั น์และชวี ทศั น์ เข้าใจการดำเนินชวี ิตและเขา้ ใจเพอ่ื นมนุษย์ดีขนึ้ เนือ้ หาย่อมเก่ยี วขอ้ งกับการช่วยจรรโลง
ใจแก่ผู้อา่ น ชว่ ยพัฒนาสงั คม ช่วยอนรุ กั ษส์ ิง่ มคี ุณค่าของชาตบิ ้านเมอื ง และสนบั สนนุ คา่ นิยมอันดงี าม
โครงงาน

โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธหี นึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นควา้ ลงมือปฏิบัติจริง ใน
ลักษณะของการสำรวจ ค้นควา้ ทดลอง ประดษิ ฐ์คิดค้น ผู้เรยี นจะรวบรวมข้อมลู นำมาวิเคราะห์ ทดสอบ
เพื่อแก้ปัญหาข้องใจ ผู้เรียนจะนำความรู้จากชั้นเรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคำตอบ เป็น
กระบวนการค้นพบนำไปสู่การเรียนรู้ ผูเ้ รียนจะเกิดทกั ษะการทำงานรว่ มกับผอู้ นื่ ทักษะการจดั การ ผู้สอน
จะเข้าใจผู้เรียน เห็นรูปแบบการเรียนรู้ การคิด วิธีการทำงานของผู้เรียน จากการสังเกตการทำงานของ
ผเู้ รยี น

การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวิธีการหนึ่ง แต่เป็นการศึกษาค้นคว้าที่ใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตรม์ าใชใ้ นการแก้ปัญหา เปน็ การพฒั นาผเู้ รียนให้เปน็ คนมเี หตุผล สรุปเรื่องราว
อยา่ งมกี ฎเกณฑ์ ทำงานอยา่ งมรี ะบบ การเรียนแบบโครงงานไมใ่ ช่การศกึ ษาคน้ คว้าจัดทำรายงานเพียงอยา่ ง
เดียว ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลและมกี ารสรุปผล
ทกั ษะการส่อื สาร

ทักษะการสอ่ื สาร ไดแ้ ก่ ทักษะการพูด การฟงั การอา่ น และการเขียน ซงึ่ เป็นเครื่องมือของการ
สง่ สารและการรับสาร การส่งสาร ไดแ้ ก่ การส่งความรู้ ความเชอื่ ความคดิ ความรู้สึกดว้ ยการพูด และ
การเขียน ส่วนการรับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเชื่อ ความคิด ด้วยการอ่านและการฟัง การฝึก
ทักษะการสื่อสารจึงเป็นการฝึกทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขยี น ให้สามารถ รับสารและส่ง
สารอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

๓๒

ธรรมชาติของภาษา
ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบัติของภาษาที่สำคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได้ คือ ประการที่หน่ึง

ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้ อย่างเป็นระบบ
ประการทส่ี อง ภาษามพี ลังในการงอกงามมิรูส้ ้ินสดุ หมายถงึ มนุษยส์ ามารถใช้ภาษา สอ่ื ความหมายได้โดย
ไม่สิ้นสุด ประการที่สาม ภาษาเป็นเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ร่วมกันหรือสมมติร่วมกัน และมีการรับรู้
สัญลักษณ์หรือสมมติร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน ประการที่สี่ ภาษาสามารถใช้ภาษาพูดใน
การติดต่อสื่อสาร ไม่จำกัดเพศของผู้ส่งสาร ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สามารถผลัดกันในการส่งสาร
และรับสารได้ ประการท่ีหา้ ภาษาพดู ย่อมใชไ้ ดท้ งั้ ในปัจจบุ นั อดีต และอนาคต ไม่จำกัดเวลาและสถานที่
ประการที่หก ภาษาเป็นเครื่องมือการถ่ายทอดวัฒนธรรม และวิชาความรู้นานาประการ ทำให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมและการสร้างสรรคส์ ่งิ ใหม่
แนวคดิ ในวรรณกรรม

แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเร่ืองในวรรณกรรมเป็นความคิดสำคญั ในการผูกเรือ่ งให้ ดำเนินเร่ือง
ไปตามแนวคิด หรือเป็นความคิดที่สอดแทรกในเรื่องใหญ่ แนวคิดย่อมเกี่ยวขอ้ งกับมนุษย์และสังคม เป็น
สารที่ผู้เขียนส่งให้ผู้อ่าน เชน่ ความดียอ่ มชนะความชัว่ ทำดไี ดด้ ีทำช่ัวได้ช่วั ความยุติธรรมทำให้โลกสันติ
สุข คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นแนวคิดเป็นสารที่ผู้เขียนต้องการส่งให้ผู้อื่นทราบ เช่น
ความดี ความยตุ ธิ รรม ความรกั เป็นต้น
บรบิ ท

บริบทเป็นคำที่แวดล้อมข้อความที่อ่าน ผู้อ่านจะใช้ความรู้สึกและประสบการณ์มากำหนด
ความหมายหรือความเข้าใจ โดยนำคำแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพื่อทำ ความ
เขา้ ใจหรอื ความหมายของคำ
พลงั ของภาษา

ภาษาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพื่อการดำรงชีวิต
เป็นเคร่อื งมอื ของการส่อื สารและสามารถพฒั นาภาษาของตนได้ ภาษาช่วยให้คนรู้จักคิดและแสดงออกของ
ความคิดดว้ ยการพดู การเขียน และการกระทำซงึ่ เป็นผลจากการคิด ถ้าไม่มีภาษา คนจะคดิ ไม่ได้ ถา้ คนมี
ภาษานอ้ ย มีคำศพั ทน์ ้อย ความคิดของคนก็จะแคบไมก่ ว้างไกล คนท่ีใชภ้ าษาไดด้ ีจะมีความคดิ ดีด้วย คน
จะใช้ความคดิ และแสดงออกทางความคิดเป็นภาษา ซง่ึ ส่งผลไปสู่ การกระทำ ผลของการกระทำส่งผลไปสู่
ความคิด ซงึ่ เปน็ พลังของภาษา ภาษาจึงมบี ทบาทสำคัญตอ่ มนษุ ย์ ช่วยให้มนุษย์พัฒนาความคิด ช่วยดำรง
สังคมใหม้ นษุ ย์อยูร่ ว่ มกนั ในสงั คมอยา่ งสงบสขุ มไี มตรตี อ่ กนั ชว่ ยเหลือกันด้วยการใช้ภาษาติดต่อส่ือสารกัน
ช่วยให้คนปฏบิ ตั ิตนตามกฎเกณฑ์ของสังคม ภาษาช่วยให้มนุษยเ์ กิดการพัฒนา ใช้ภาษาในการแลกเปล่ยี น
ความคดิ เห็น การอภปิ รายโตแ้ ย้ง เพ่ือนำไปสผู่ ลสรุป มนษุ ย์ใชภ้ าษาในการเรยี นรู้ จดบนั ทกึ ความรู้ แสวงหา
ความรู้ และช่วยจรรโลงใจ ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตัวของมันเอง เพราะภาพ
ยอ่ มประกอบด้วยเสียงและความหมาย การใช้ภาษาใชถ้ ้อยคำทำให้เกิดความรูส้ ึกตอ่ ผรู้ ับสาร ให้เกิดความจง
เกลียดจงชังหรอื เกิด ความช่นื ชอบ ความรกั ยอ่ มเกดิ จากภาษาท้ังส้นิ ที่นำไปสูผ่ ลสรุปทีม่ ีประสิทธิภาพ
ภาษาถิ่น

ภาษาถ่นิ เปน็ ภาษาพื้นเมืองหรือภาษาทใี่ ช้ในท้องถน่ิ ซ่งึ เปน็ ภาษาด้ังเดมิ ของชาวพ้นื บ้านทีใ่ ช้พดู จากัน
ในหมู่เหล่าของตน บางครั้งจะใชค้ ำท่ีมคี วามหมายต่างกนั ไปเฉพาะถิ่น บางครั้งคำท่ีใช้พดู จากนั เป็นคำเดียว
ความหมายต่างกันแล้วยังใช้สำเนียงที่ต่างกัน จึงมีคำกล่าวที่ว่า “สำเนียงบอกภาษา” สำเนียงจะบอกว่า
เป็นภาษาอะไร และผู้พูดเป็นคนถิ่นใด อย่างไรก็ตามภาษาถิ่นในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่นเหนือ
ถ่ินอสี าน ถน่ิ ใต้ สามารถส่อื สารเขา้ ใจกันได้ เพียงแต่สำเนียงแตกต่างกนั ไปเท่านั้น

๓๓

ภาษาไทยมาตรฐาน
ภาษาไทยมาตรฐานหรอื บางทเี รยี กว่า ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เปน็ ภาษาทใ่ี ช้ สือ่ สารกัน

ทัว่ ประเทศและเปน็ ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการติดต่อส่ือสาร
สร้างความเปน็ ชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาที่ใช้กันในเมืองหลวง ทใ่ี ช้ตดิ ต่อกนั ทั้งประเทศ มีคำ
และสำเนียงภาษาที่เป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคำได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย ภาษากลางหรอื
ภาษาไทยมาตรฐานมีความสำคญั ในการสร้างความเปน็ ปึกแผ่น วรรณคดีมีการถ่ายทอดกนั มาเปน็ วรรณคดี
ประจำชาตจิ ะใชภ้ าษาที่เปน็ ภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรคง์ านประพันธ์ ทำให้วรรณคดีเป็นเครื่องมือ
ในการศึกษาภาษาไทยมาตรฐานได้
ภาษาพดู กับภาษาเขียน

ภาษาพูดเป็นภาษาที่ใช้พูดจากัน ไม่เป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพิถันในการใช้แต่ใช้สื่อสารกนั ได้ดี
สร้างความรู้สึกที่เป็นกันเอง ใช้ในหมู่เพื่อนฝูง ในครอบครัว และติดต่อสื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการ
การใชภ้ าษาพดู จะใชภ้ าษาท่ีเป็นกนั เองและสุภาพ ขณะเดยี วกนั กค็ ำนงึ วา่ พูดกับบุคคลที่มีฐานะต่างกัน การ
ใชถ้ อ้ ยคำกต็ ่างกนั ไปดว้ ยไมค่ ำนงึ ถงึ หลกั ภาษาหรอื ระเบยี บแบบแผนการใชภ้ าษามากนัก

ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาที่ใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคำ และคำนึงถึงหลักภาษา เพื่อใช้ใน
การสื่อสารให้ถูกตอ้ งและใช้ในการเขยี นมากกว่าพูด ต้องใช้ถ้อยคำที่สภุ าพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้
ถ้อยคำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในการสื่อสาร เป็นภาษาที่ใช้ในพิธีการต่างๆ เช่น การกล่าวรายงาน
กล่าวปราศรัย กล่าวสดุดี การประชุมอภิปราย การปาฐกถา จะระมัดระวังการใช้คำที่ไม่จำเป็นหรือ
คำฟมุ่ เฟอื ย หรอื การเลน่ คำจนกลายเป็นการพูดหรอื เขยี นเลน่ ๆ
ภมู ปิ ญั ญาท้องถิน่

ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) บางครั้งเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์
(Paradigm) ของคนในท้องถิ่นที่มีความสัมพนั ธ์ระหว่างคนกบั คน คนกับธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอด แต่
คนในท้องถิ่นจะสร้างความรู้จากประสบการณ์และจากการปฏิบัติ เป็นความรู้ ความคิด ที่นำมาใช้ใน
ท้องถ่ินของตนเพอ่ื การดำรงชวี ิตท่ีเหมาะสมและสอดคลอ้ งกับธรรมชาติ ผู้ร้จู งึ กลายเปน็ ปราชญ์ชาวบ้านที่
มีความรู้เก่ียวกบั ภาษา ยารกั ษาโรคและการดำเนนิ ชีวติ ในหมู่บา้ นอยา่ งสงบสุข
ภมู ปิ ัญญาทางภาษา

ภูมปิ ัญญาทางภาษาเป็นความรู้ทางภาษา วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน บทเพลง สุภาษติ คำพังเพยในแต่
ละท้องถิ่น ที่ได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ เพ่ือใช้ประโยชน์ในกจิ กรรมทางสังคมที่ตา่ งกนั โดย
นำภูมิปัญญาทางภาษาในการสั่งสอนอบรมพิธีการต่างๆ การบันเทิงหรือการละเล่น มีการแต่งเป็นคำ
ประพนั ธใ์ นรูปแบบต่างๆ ท้งั นิทาน นทิ านปรมั ปรา ตำนาน บทเพลง บทร้องเล่น บทเหก่ ลอ่ ม บทสวด
ตา่ งๆ บททำขวัญ เพ่ือประโยชนท์ างสงั คมและเปน็ สว่ นหน่ึงของวัฒนธรรมประจำถนิ่
ระดับภาษา

ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่คนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสที่ใช้ภาษา
บุคคลและประชุมชน การใช้ภาษาจึงแบง่ ออกเปน็ ระดบั ของการใช้ภาษาได้หลายรูปแบบ ตำราแต่ละเล่มจะ
แบง่ ระดบั ภาษาแตกต่างกันตามลกั ษณะของสมั พนั ธภาพของบคุ คลและสถานการณ์

การแบง่ ระดบั ภาษาประมวลไดด้ ังนี้
1. การแบ่งระดับภาษาทีเ่ ปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ

1.1 ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาที่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุม ในการ
กล่าวสุนทรพจน์ เป็นตน้

๓๔

1.2 ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาที่ไม่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการสนทนา
การใชภ้ าษาในการเขยี นจดหมายถงึ ผูค้ นุ้ เคย การใช้ภาษาในการเลา่ เรื่องหรอื ประสบการณ์ เป็นต้น

2. การแบ่งระดับภาษาที่เป็นพิธีการกับระดับภาษาที่ไม่เป็นพิธีการ การแบ่งภาษาแบบนี้เป็น
การแบง่ ภาษาตามความสัมพันธร์ ะหวา่ งบคุ คลเป็นระดับ ดงั นี้

2.1 ภาษาระดบั พธิ กี าร เปน็ ภาษาแบบแผน
2.2 ภาษาระดับกงึ่ พิธกี าร เป็นภาษากง่ึ แบบแผน
2.3 ภาษาระดับท่ไี ม่เปน็ พิธีการ เป็นภาษาไมเ่ ปน็ แบบแผน
3. การแบ่งระดับภาษาตามสภาพแวดล้อม โดยแบ่งระดับภาษาในระดับยอ่ ยเป็น 5 ระดับ คือ
3.1 ภาษาระดับพิธกี าร เช่น การกลา่ วปราศรยั การกลา่ วเปดิ งาน
3.2 ภาษาระดบั ทางการ เช่น การรายงาน การอภปิ ราย
3.3 ภาษาระดบั กึ่งทางการ เช่น การประชุมอภิปราย การปาฐกถา
3.4 ภาษาระดับการสนทนา เชน่ การสนทนากับบคุ คลอย่างเปน็ ทางการ
3.5 ภาษาระดบั กันเอง เชน่ การสนทนาพดู คยุ ในหมเู่ พือ่ นฝงู ในครอบครัว
วิจารณญาณ
วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทำความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุ ผล
การมีวจิ ารณญาณตอ้ งอาศัยประสบการณใ์ นการพจิ ารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาดเปน็
เหตเุ ป็นผล

๓๕

ภาคผนวก ข

๓๖

บรรณานุกรม

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2553). หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551. พมิ พ์คร้งั ท่ี
2.กรงุ เทพฯ: โรงพิมพช์ ุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา. (2553). แนวทางการจดั กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน ตามหลกั สตู ร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551. พมิ พ์คร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พช์ ุมนมุ
สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

____________________________. (2557). แนวปฏิบตั ิการวดั ผล และประเมินผลการเรยี นรู้ ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. พิมพ์ครั้งท่ี 4. กรงุ เทพฯ : โรง
พิมพ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกดั .

____________________________. (2559). คู่มือบริหารจดั การเวลาเรยี น “ลดเวลาเรียน เพม่ิ เวลา
รู้”. (อดั สำเนา).
.

๓๗

คณะกรรมการจดั ทำหลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรยี นวดั ใหมล่ ำนกแขวก
สำนักงานเขตมีนบรุ ี กรเุ ทพมหานคร

คณะกรรมการทีป่ รึกษา ผ้อู ำนวยการสถานศึกษาโรงเรยี นวัดใหมล่ ำนกแขวก
รองผูอ้ ำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนวดั ใหมล่ ำนกแขวก
นายสมเกียรติ วลั ลภธารี
นางสมพศิ โคมกระจา่ ง

คณะกรรมการดำเนนิ งาน หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
นายปฎิเวช บุญเกิด
กรรมการ
นางสาวกฤติกา พวงมาลยั กรรมการและเลขานุการ
นางสาวยพุ าภรณ์ โนราช


Click to View FlipBook Version