บทนำ
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดใหม่ลำนกแขวก ได้จัดทำขึ้นโดยใช้กรอบและแนวทางท่ีหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้วางไว้โดยให้ท้องถ่ินได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศ
ทางการพัฒนาหลักสตู รร่วมกนั เพอ่ื สนองเจตนารมณข์ องหลกั สูตรแกนกลางทม่ี ุ่งเน้นให้เดก็ และเยาวชนไทยทุก
คนในระดบั การศกึ ษาขั้นพื้นฐานมีคุณภาพด้านความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรบั การดำรงชีวิตในสังคมท่มี ีการ
เปลยี่ นแปลงและแสวงหาความรเู้ พือ่ พฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เนอื่ งตลอดชีวติ
ความสำคัญ
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือติดต่อส่ือสารเพ่ือสร้างความเข้าใจและ
ความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกันและเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ การ
สอนภาษาไทยในปัจจุบันจึงได้เปลี่ยนแนวคิดไปจากเดิม ไม่เน้นการอ่านออกเขียนได้เพียงอย่างเดียว แต่จะ
เน้นการสอนภาษาเพ่ือการสื่อสารกับผู้อ่ืนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และ
ดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข ใช้ภาษาในการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตในสังคม
ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนา
กระบวนกาคิดวิเคราะห์ วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความก้าวหน้าทาง
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยัง
เป็นสื่อทแ่ี สดงภูมปิ ัญญาของบรรพบุรษุ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นวรรณคดแี ละ
วรรณกรรมที่ล้ำค่า ภาษาไทยจึงเป็นสมบัติของชาติทค่ี วรค่าแก่การเรียนรู้ เพื่ออนรุ ักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่
ชาติไทยตลอดไป
สาระสำคญั ในสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นทักษะทีต่ ้องฝกึ ฝนจนเกดิ ความชำนาญในการใชภ้ าษาเพ่อื การส่ือสาร การเรียนรู้อย่างมี
ประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใชใ้ นชีวิตจรงิ
➢ การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธช์ นิดต่าง ๆ การ
อ่านในใจ
เพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไป ปรับใช้ใน
ชีวติ ประจำวัน
➢ การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรปู แบบต่าง ๆ ของการ
เขียน ซงึ่
รวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และ
เขยี นเชิงสร้างสรรค์
➢การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น
ความรู้สึก พูด
ลำดับเร่ืองราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
และการพูดเพือ่ โน้มน้าวใจ
➢หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาตแิ ละกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับ
โอกาส
และบคุ คล การแต่งบทประพันธป์ ระเภทต่าง ๆ และอทิ ธิพลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย
➢วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด
คณุ ค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนร้แู ละทำความเขา้ ใจบทเห่ บทรอ้ งเลน่ ของเด็ก
➢เพลงพื้นบ้าน ท่ีเป็นภูมิปัญญาท่ีมีคุณค่าของไทย ซ่ึงได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม
ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี เร่ืองราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพ่ือให้เกิดความซาบซ้ึงและภูมิใจ ใน
บรรพบุรุษทไี่ ด้ส่ังสมสบื ทอดมาจนถึงปจั จบุ นั
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี ๑ การอา่ น
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการ
ดำเนนิ ชีวิตและมนี สิ ยั รกั การอ่าน
สาระท่ี ๒ การเขียน
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนสอ่ื สาร เขยี นเรยี งความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวในรปู แบบตา่ งๆ
เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อย่าง มปี ระสิทธภิ าพ
สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ
ความรูส้ กึ ในโอกาสตา่ ง ๆ อย่างมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค์
สาระที่ ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของภาษา
ภมู ิปัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ขิ องชาติ
สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและ
นำมาประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตจรงิ
วิสัยทัศน์ของกลุม่ สาระภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นเคร่ืองมือในการติดต่อส่ือสาร เสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน
ภาษาไทยเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ของคนในชาติ และเป็นวัฒนธรรมของชาติ การเรียนภาษาไทยต้อง
เรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะอย่างถูกต้อง เหมาะสมในการส่ือสาร เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และ
ประสบการณ์เรียนรู้ ให้เกิดความช่ืนชม ซาบซ้ึงและภูมิใจในภาษาไทย โดยเฉพาะคุณค่าของวรรณคดีและ
ภมู ปิ ัญญาของบรรพบรุ ุษท่ไี ดส้ รา้ งสรรคไ์ ว้
การเรียนรู้ภาษาไทยจึงต้องส่งเสริมให้เกิดสร้างสรรค์ คิดวิพากษ์วิจารณ์คิดตัดสินใจแก้ปัญหาและ
วินิจฉัยอย่างมีเหตุผลและสร้างเสริมบุคลิกภาพของผู้ใช้ภาษาให้เกิดความน่าเช่ือถือด้วยการใช้ภาษาอย่างมี
เหตุผล ใชภ้ าษาในทางสรา้ งสรรค์และใชภ้ าษาอย่างสละสลวยงดงาม
ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้อฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใชภ้ าษาสอื่ สาร ความรู้และประสบการณ์
การเรยี นภาษาไทยจะตอ้ งเรียนเพ่ือการสอื่ สารใหส้ ามารถรับรขู้ ้อมลู ข่าวสารได้อย่างพินจิ พิเคราะห์ สามารถใช้
ภาษาไดถ้ ูกตอ้ งตามความหมายและถกู ต้องตามกาลเทศะและมีประสิทธิภาพ
ภาษาไทยมีส่วนท่ีเปน็ เน้อื หา สาระ ได้แก่ กฎเกณฑท์ างภาษา ซึ่งผู้ใช้ภาษาจะตอ้ งรู้และใชภ้ าษาให้
ถูกต้อง นอกจากน้ัน ยังมีวรรณคดีและวรรณกรรมพ้ืนบ้าน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมท่ีมีคุณค่าและเป็นภูมิ
ปญั ญาทางภาษาที่ถ่ายทอดขนบธรรมเนียมประเพณีถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดตลอดจนค่านิยม ความงดงาม
ของภาษาในบทประพันธท์ ั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง ประเภทต่าง ๆ ผู้เรียนจำเปน็ ตอ้ งศึกษาให้เกิดความซาบซึ้ง
และความภูมิใจในภาษาไทยและผลงานทางภาษา ซึ่งบรรพบุรุษได้ส่ังสมและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และ
จะต้องสืบทอดต่อไปในอนาคต เพือ่ ความเป็นไทยและวัฒนธรรมทางภาษา
พนั ธกิจของกล่มุ สาระ
หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี นวัดใหม่ลำนกแขวก ได้ใชห้ ลกั การพฒั นาหลักสูตรตามแบบของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานซ่งึ มีหลกั การทสี่ ำคัญ ดังนี้
๑.เป็นหลักสตู รการศกึ ษาเพอื่ ความเปน็ เอกภาพของชาติ มจี ดุ หมายและมาตรฐานการเรยี นรู้ เป็น
เป้าหมายสำหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชนใหม้ คี วามรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทย
ควบคกู่ ับความเป็นสากล
๒. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพอื่ ปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมี
คุณภาพ
๓. เปน็ หลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมสี ว่ นร่วมในการจดั การศกึ ษา ให้
สอดคลอ้ งกบั สภาพและความต้องการของท้องถ่ิน
๔. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาท่ีมโี ครงสร้างยดื หย่นุ ท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจดั การเรยี นรู้
๕. เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาที่เน้นผูเ้ รยี นเป็นสำคญั
๖. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศัย ครอบคลุมทุก
กลุม่ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
เป้าหมายของกล่มุ สาระ
หลกั สูตรสถานศกึ ษามีความมงุ่ หมายในการพฒั นาผเู้ รียนใหเ้ ปน็ คนดี มีปัญญา มคี วามสขุ
มีศกั ยภาพในการศึกษาตอ่ และประกอบอาชพี จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกบั ผู้เรียน เม่อื จบ
การศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน ดังน้ี
๑. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมท่ีพงึ ประสงค์ เห็นคณุ ค่าของตนเอง มีวนิ ัยและปฏิบัติตนตาม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาทต่ี นนบั ถือ ยึดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
๒. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทกั ษะชีวติ
๓. มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ทีด่ ี มีสขุ นิสัย และรกั การออกกำลงั กาย
๔. มีความรักชาติ มีจิตสำนกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิตและ การปกครอง
ตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ
๕. มีจติ สำนึกในการอนุรักษ์วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย การอนรุ ักษ์และพฒั นาส่ิงแวดล้อม มีจิต
สาธารณะที่ม่งุ ทำประโยชนแ์ ละสร้างสิง่ ที่ดีงามในสงั คม และอยู่รว่ มกันในสงั คมอย่างมคี วามสขุ
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ของกลมุ่ สาระ
หลักสตู รสถานศึกษาของกลุม่ สาระภาษาไทย มุง่ เนน้ พฒั นาผเู้ รยี นให้มคี ณุ ภาพตามมาตรฐานมี
สมรรถนะสำคญั และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ดังน้ี
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
สมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ คือ
๑. ความสามารถในการส่อื สาร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มวี ฒั นธรรมในการใชภ้ าษา
ถา่ ยทอดความคดิ ความร้คู วามเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพอื่ แลกเปลย่ี นข้อมูลขา่ วสารและ
ประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาตนเองและสังคม รวมทัง้ การเจรจาตอ่ รองเพื่อขจดั และลด
ปัญหาความขดั แย้งตา่ ง ๆ การเลือกรบั หรอื ไมร่ ับขอ้ มลู ขา่ วสารด้วยหลักเหตผุ ลและความถกู ตอ้ ง ตลอดจนการ
เลือกใช้วิธีการสื่อสาร ทีม่ ีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสงั คม
๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่าง
สร้างสรรค์ การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ และการคดิ เปน็ ระบบ เพอื่ นำไปสู่การสรา้ งองคค์ วามรู้หรือสารสนเทศ
เพ่อื การตดั สินใจเก่ยี วกบั ตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ทีเ่ ผชญิ ได้
อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและขอ้ มลู สารสนเทศ เข้าใจความสมั พันธ์และการ
เปลย่ี นแปลงของเหตุการณต์ ่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยกุ ตค์ วามรมู้ าใช้ในการปอ้ งกนั และแก้ไข
ปญั หา และมกี ารตดั สินใจทม่ี ีประสิทธิภาพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบทเ่ี กดิ ขนึ้ ตอ่ ตนเอง สังคมและส่ิงแวดลอ้ ม
๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใชใ้ นการ
ดำเนนิ ชวี ติ ประจำวนั การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรูอ้ ยา่ งต่อเนอื่ ง การทำงาน และการอยูร่ ่วมกันในสังคม
ดว้ ยการสร้างเสริมความสมั พันธอ์ นั ดีระหว่างบุคคล การจัดการปญั หาและความขัดแย้งต่าง ๆ อยา่ งเหมาะสม
การปรบั ตวั ให้ทันกับการเปลีย่ นแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรูจ้ ักหลกี เลี่ยงพฤติกรรมไมพ่ งึ
ประสงค์ทีส่ ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ื่น
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลอื ก และใช้ เทคโนโลยีด้านตา่ ง ๆ และ
มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสงั คม ในด้านการเรียนรู้ การสือ่ สาร การทำงาน
การแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
คุณลักษณะของผู้เรยี นท่พี ึงประสงค์
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดใหม่ลำนกแขวก มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพ่ือใหส้ ามารถอยู่ร่วมกบั ผูอ้ นื่ ในสังคมได้อยา่ งมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หมายถึง การปฏิบัติตนเป็นคนดีในสังคม มีความรักชาติ ศาสนา
พระมหากษัตรยิ ์
๒. ซอื่ สัตย์สุจริต หมายถึง ปฏบิ ตั ิตนอยา่ งตรงไปตรงมา ทัง้ กาย วาจา ใจ
๓. มีวนิ ยั หมายถึง ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของโรงเรียน ครอบครัวชุมชน และกิจกรรมในหอ้ งเรียน
เชน่ สมุดงาน ช้ินงาน สะอาดเรยี บรอ้ ยปฏิบตั ิตนอยู่ในขอ้ ตกลงทกี่ ำหนดใหร้ ่วมกนั ทุกคร้ัง
๔. ใฝ่เรียนรู้ หมายถงึ ลกั ษณะของบุคคลที่มคี วามกระตือรอื รน้ ในการเรียน ร้จู กั ใช้เวลาว่างให้เป็น
ประโยชน์ แสวงหาความรจู้ ากแหลง่ เรยี นรทู้ หี่ ลากหลาย และสามารถถ่ายทอดเผยแพร่ องค์ความรใู้ หก้ ับผอู้ ่ืน
๕. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง หมายถึง มคี วามเปน็ อยอู่ ย่างพอเพียง ร้จู ักการดำรงชวี ิตให้มีคณุ ค่า
๖. มุง่ มั่นในการทำงาน หมายถงึ มุ่งม่ันทำงานอยา่ งรอบคอบ จนประสบผลสำเร็จ
๗. รกั ความเปน็ ไทย หมายถงึ มีความตระหนกั เห็นคณุ คา่ ของความเปน็ ไทย และมีเจตคติที่ดี รกั ษา
เอกลกั ษณ์ ไทย และขนบธรรมเนียมประเพณี
๘. มีจิตสาธารณะ หมายถึงมคี วามสำนึกและมงุ่ ทำประโยชนแ์ ละสร้างสงิ่ ที่ดงี ามในสังคม และอยู่
ร่วมกันในสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ
คุณภาพผเู้ รยี น
จบชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓
• อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย
โดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อ
โต้แย้งเก่ียวกับเร่ืองท่ีอ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้
วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีข้ันตอนและความเป็นไปได้ของเร่ืองท่ีอ่าน รวมทั้ง
ประเมินความถูกตอ้ งของขอ้ มลู ท่ใี ช้สนบั สนนุ จากเร่อื งทอี่ ่าน
• เขียนสอื่ สารด้วยลายมือท่ีอ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคำไดถ้ ูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียนคำ
ขวญั คำคม คำอวยพรในโอกาสต่าง ๆ โฆษณา คติพจน์ สนุ ทรพจน์ ชีวประวตั ิ อัตชีวประวตั ิและประสบการณ์
ต่าง ๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้
ความคดิ หรือโต้แยง้ อย่างมเี หตผุ ล ตลอดจนเขยี นรายงานการศกึ ษาค้นควา้ และเขยี นโครงงาน
• พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินส่ิงที่ได้จากการฟังและดู นำข้อคิด ไป
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พูดรายงานเร่ืองหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ
มศี ลิ ปะในการพูด พูดในโอกาสตา่ ง ๆ ได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ และพดู โน้มน้าวอย่างมีเหตุผลนา่ เช่ือถอื รวมท้ังมี
มารยาทในการฟงั ดู และพูด
• เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์ คำบาลีสันสกฤต คำภาษาต่างประเทศอ่ืน ๆ คำทับศัพท์ และศัพท์
บัญญัติในภาษาไทย วเิ คราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยครวม ประโยคซ้อน
ลักษณะภาษาท่ีเป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ กาพย์
และโคลงส่ีสุภาพ
ตารางมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชีว้ ัด กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ๒
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชีว้ ัด
สาระที่ ๑ การอ่าน
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ น ๑. อ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทรอ้ ยกรองได้ถกู ต้อง
สรา้ งความรูแ้ ละความคิดเพอ่ื นำไปใช้
เหมาะสมกบั เรอ่ื งทีอ่ า่ น
ตดั สินใจแก้ปญั หาในการดำเนนิ ชวี ติ และ ๒. จบั ใจความสำคัญ สรุปความ และอธิบายรายละเอยี ดจาก
มนี สิ ัยรกั การอา่ น
เรือ่ งท่ีอ่าน
๓. เขียนผังความคดิ เพือ่ แสดงความเข้าใจในบทเรยี นตา่ ง ๆ
ท่ีอา่ น
๔. อภปิ รายแสดงความคิดเหน็ และข้อโต้แยง้ เก่ียวกับเรอ่ื งท่ี
อา่ น
๕. วิเคราะห์และจำแนกขอ้ เท็จจริง ขอ้ มลู สนบั สนนุ และ
ข้อคิดเห็นจากบทความที่อา่ น
๖. ระบุขอ้ สังเกตการชวนเช่ือ การโนม้ น้าวหรอื ความ
สมเหตสุ มผลของงานเขียน
๗. อา่ นหนังสอื บทความ หรือคำประพนั ธอ์ ยา่ งหลากหลาย
และประเมินคุณคา่ หรือแนวคิดทีไ่ ด้จากการอา่ น เพอ่ื
นำไปใช้แก้ปัญหาในชวี ิต
๘. มมี ารยาทในการอ่าน
สาระที่ ๒ การเขียน ๑. คัดลายมอื ตวั บรรจงคร่ึงบรรทัด
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขยี น ๒. การเขยี นบรรยายและพรรณนา
เขยี นส่ือสาร เขียนเรยี งความ ยอ่ ความ ๓. เขยี นเรยี งความ
และเขยี นเรื่องราวในรปู แบบตา่ ง ๆ ๔. เขียนย่อความ
เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและ ๕. เขยี นรายงานการศกึ ษาค้นควา้
รายงานการศกึ ษาค้นควา้ อยา่ งมี ๖. เขยี นจดหมายกิจธุระ
ประสิทธภิ าพ ๗. เขียนวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเหน็
หรือโตแ้ ย้งในเร่อื งท่ีอา่ นอย่างมีเหตุผล
๘. มีมารยาทในการเขียน
สาระท่ี ๓ การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดู ๑. พูดสรุปใจความสำคญั ของเร่ืองท่ีฟังและดู
อย่างมวี ิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้
ความคิด และความรูส้ ึกในโอกาสต่าง ๆ ๒. วเิ คราะห์ขอ้ เทจ็ จรงิ ข้อคิดเหน็ และความนา่ เชอ่ื ถอื ของ
ข่าวสารจากส่ือต่าง ๆ
อย่างมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค์
๓. วิเคราะห์และวจิ ารณเ์ รื่องท่ีฟงั และดูอย่างมีเหตผุ ล เพอ่ื นำ
ข้อคิดมาประยกุ ต์ใชใ้ นการดำเนนิ ชวี ิต
๔. พดู ในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์
๕. พูดรายงานเรือ่ งหรือประเด็นที่ศกึ ษาคน้ ควา้ จากการฟงั
การดู และการสนทนา
๖. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ัด
สาระที่ ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของ ๑. สร้างคำในภาษาไทย
๒. วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งประโยคสามัญ ประโยครวม และ
ภาษาและหลกั ภาษาไทย การ
เปลย่ี นแปลงของภาษาและพลังของภาษา ประโยคซอ้ น
ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทย ๓. แต่งบทรอ้ ยกรอง
๔. ใช้คำราชาศพั ท์
ไว้เป็นสมบัตขิ องชาติ
๕. รวบรวมและอธิบายความหมายของคำภาษาตา่ งประเทศ
ทใ่ี ช้ในภาษาไทย
สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความ ๑. สรปุ เนอื้ หาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านในระดบั ที่ยาก
คิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรม ขึ้น
ไทยอย่างเห็นคุณคา่ และนำมาประยกุ ตใ์ ช้ ๒. วเิ คราะห์และวจิ ารณ์วรรณคดี วรรณกรรม และ
ในชีวิตจริง
วรรณกรรมท้องถิ่นที่อา่ น พร้อมยกเหตผุ ลประกอบ
๓. อธบิ ายคุณคา่ ของวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอ่าน
๔. สรปุ ความร้แู ละขอ้ คิดจากการอา่ นไปประยุกต์ใช้ในชีวิต
จริง
๕. ท่องจำบทอาขยานตามทีก่ ำหนดและบทร้อยกรองทีม่ ี
คุณคา่ ตามความสนใจ
ที่มา : หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ กระทรวงศึกษาธกิ าร
ตารางวิเคราะห์แผนการจัดการเรยี นรู้ราย
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษา
มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ การอ่าน สาระท่ี ๒ การ
และตวั ชีว้ ัด
ท ๑.๑ ท ๒.๑
แผนการจัดการเรียนรู้ ๑ ๒๓๔๕๖ ๗๘๑ ๒๓ ๔๕
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๑
โคลงภาพพระราช-
พงศาวดาร
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒
บทเสภาสามคั คเี สวก ตอน
วศิ วกรรมาและสามคั คเี สวก
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๓
ศิลาจารึก หลกั ท่ี ๑
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๔
บทละคร เร่ือง รามเกียรต์ิ ตอน
นารายณ์ปราบนนทก
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕
กาพยห์ ่อโคลงประพาส
ธารทองแดง
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๖
โคลงสุภาษติ พระราชนิพนธ์
ฃ
พระบาทสมเดจ็ -
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๗
กลอนดอกสร้อย ราพงึ ในป่ าชา้
สรุป
ยชว่ั โมงกับมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตัวช้ีวดั
าไทย ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๒
รเขียน สาระที่ ๓ การฟัง การดู สาระท่ี ๔ หลักการใช้ สาระที่ ๕
วรรณคดแี ละ
และการพดู ภาษาไทย วรรณกรรม
ท ๓.๑ ท ๔.๑ ท ๕.๑
๕๖ ๗๘๑ ๒๓๔๕๖ ๑ ๒๓๔๕ ๑ ๒๓ ๔ ๕
คำอธิบายรายวชิ า
ภาษาไทย ท ๒๒๑๐๑ , ท ๒๒๑๐๒ กลุม่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๒ เวลาเรยี น ๑๒๐ ชั่วโมง จำนวน ๓ หน่วยกติ
➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢➢
ศึกษาและฝึกอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้อง จับใจความสำคัญ
สรุปความและอธิบายรายละเอียดจากเร่ืองท่ีอ่าน เขียนผังความคิดเพื่อแสดงความเข้าใจในบทเรียนต่าง ๆ ที่
อ่านอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเก่ียวกับเรื่องที่อ่าน วิเคราะห์และจำแนกข้อเท็จจริง ข้อมูล
สนับสนุนและข้อคิดเห็นจากบทความที่อา่ น ระบุข้อสังเกตชวนเช่ือ การโน้มน้าว หรือความสมเหตุสมผลของ
งานเขียน อ่านหนังสือ บทความ หรือคำประพันธ์อย่างหลากหลาย และประเมินคุณค่าหรือแนวคิดที่ได้จาก
การอ่าน เพ่ือนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิต มีมารยาทในการอ่าน คัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัด เขียนบรรยาย
และพรรณนา เขียนเรียงความ เขียนย่อความ เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า เขียนจดหมายกิจธุระ เขียน
วิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้งในเรื่องท่ีอ่านอย่างมีเหตุผล มีมารยาทในการ
เขียน พูดสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และความน่าเช่ือถือของ
ข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ วิเคราะห์และวิจารณ์เร่ืองท่ีฟังและดูอย่างมีเหตุผล เพื่อนำข้อคิดมาประยุกต์ใช้ในการ
ดำเนินชีวิตพูดในโอกาสต่าง ๆ ไดต้ รงตามวัตถุประสงค์ พูดรายงานเร่ืองหรือประเด็นท่ศี ึกษาค้นคว้า จากการ
ฟัง การดู และการสนทนา มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด สร้างคำในภาษาไทย วิเคราะห์โครงสร้าง
ประโยคสามัญ ประโยครวม และประโยคซ้อน แต่งบทร้อยกรอง ใช้คำราชาศัพท์ รวบรวมและอธิบาย
ความหมายของคำภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอ่านในระดับท่ี
ยากข้ึน วิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นที่อ่าน พร้อมยกเหตุผลประกอบ
อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน สรุปความรูแ้ ละขอ้ คดิ จากการอ่านไปประยุกต์ใช้ในชวี ิตจริง
ทอ่ งจำบทอาขยานตามทีก่ ำหนดและบทรอ้ ยกรองที่มีคณุ ค่าตามความสนใจ
กิจกรรมการเรยี นรเู้ ป็นแบบบูรณาการภายในกลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรยี นรู้
อื่น ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง โดยนำวรรณคดีและวรรณกรรมเป็นแกนกลาง ผเู้ รยี นจะไดเ้ รียนรูว้ รรณคดีและวรรณกรรม
สัมพนั ธ์กบั หลกั การใชภ้ าษาและทักษะการสื่อสารเรียนรกู้ ลุม่ สาระการเรยี นร้อู ืน่ ๆ ที่เก่ียวข้องอยา่ งกวา้ งขวาง
กลมกลืนเป็นเอกภาพและเช่อื มโยงชีวติ จรงิ
เพื่อให้ผูเ้ รียนมพี นื้ ฐานความรู้ด้านหลกั ภาษา พฒั นาทักษะการใชภ้ าษาครบทุกด้าน และเรยี นรู้คุณคา่
ท่สี อดแทรกในวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทย สามารถนำภาษาไทย รวมทัง้ คุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มท่ีดี
งามไปใชใ้ นชีวิตจรงิ ได้ถกู ตอ้ ง เหมาะสม
รหสั ตวั ชี้วดั
ท ๑.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔, ม.๒/๕, ม.๒/๖, ม.๒/๗, ม.๒/๘
ท ๒.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔, ม.๒/๕, ม.๒/๖, ม.๒/๗, ม.๒/๘
ท ๓.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔, ม.๒/๕, ม.๒/๖
ท ๔.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔, ม.๒/๕
ท ๕.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔, ม.๒/๕
รวมทั้งหมด ๓๒ ตวั ชี้วัด
โครงสรา้ งรายวิชาพ้ืนฐาน ภาษาไทย
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๒ เวลา ๑๒๐ ชวั่ โมง
ลำ ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู/้ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ดับที่ ตวั ชวี้ ัด เรียน คะแนน
(ชว่ั โมง)
๑ โคลงภาพพระราช- ท ๑.๑ ม. ๒/๑, ๑. การเข้าใจความหมายของ ๑๙
พงศาวดาร ม. ๒/๒, ม. ๒/๔, คำศัพท์จะทำใหอ้ ่านออกเสียงได้
ม. ๒/๗, ม. ๒/๘ ถกู ตอ้ งและยังสามารถเขา้ ใจเรอ่ื ง
ท ๒.๑ ม. ๒/๑,
ม. ๒/๒, ม. ๒/๘ ทีอ่ า่ น
ท ๓.๑ ม. ๒/๑, ๒. การอา่ นออกเสียงบทร้อยกรอง
ม. ๒/๓, ม. ๒/๖
ท ๔.๑ ม. ๒/๔ เป็นการส่ือสารโดยการใชเ้ สียง
ท ๕.๑ ม.๒/๑, ถา่ ยทอดอารมณ์ความรู้สึกไปยัง
ม. ๒/๒, ม. ๒/๓, ผู้ฟงั และยงั เปน็ การอนุรักษ์
ม. ๒/๔, ม. ๒/๕
วัฒนธรรมทางภาษาอยา่ งหนง่ึ ของ
ไทยท่ีเยาวชนไทยควรรักษาให้คง
อยูต่ ่อไป
๓. การอา่ นจบั ใจความ สรุป
ความ และอธบิ ายรายละเอียด
จากเรือ่ งที่อ่าน เป็นสงิ่ สำคญั ทจี่ ะ
ทำใหก้ ารอ่านมีประสิทธิภาพและ
เปน็ พื้นฐานการอา่ นในระดบั ที่
ยากขึ้น
๔. การอภปิ รายแสดงความ
คิดเหน็ และข้อโต้แยง้ เก่ียวกับ
เรือ่ งท่ีอา่ นควรเปน็ การแสดง
ความคดิ เห็นทป่ี ระกอบด้วย
เหตผุ ลที่ถูกต้อง มีคุณธรรม
ก่อใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ ผู้รบั สาร
และไมก่ ่อใหเ้ กิดความขัดแยง้
ในสงั คม
๕. การอา่ นมีความสำคญั และจะ
เกิดประโยชนเ์ ม่ือผ้อู า่ นสามารถ
ประเมนิ คณุ คา่ หรือแนวคิดทีไ่ ด้
จากการอา่ นและนำไปใชใ้ นการ
ดำเนนิ ชวี ิต
ลำ ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ดับที่ ตวั ช้ีวัด เรียน คะแนน
(ช่ัวโมง)
๖. การอา่ นทำให้มีความรู้และ
ความคดิ กวา้ งไกล ความร้แู ละ
ความคดิ สามารถสะสมได้ตลอด
ชวี ิต
๗. สังคมไทยมีบคุ คลซ่ึงอยใู่ น
ฐานะแตกตา่ งกันและมีคา่ นิยมใน
การเคารพผอู้ าวุโส เราจึงต้อง
เข้าใจความหมายของคำราชาศัพท์
และใชใ้ ห้ถกู ต้องเพือ่ แสดง
การยกย่องและยงั เป็นการ
อนุรักษว์ ฒั นธรรมทางภาษา
ให้คงอยตู่ อ่ ไป
๘. การเขียนดว้ ยลายมือต้อง
เขยี นตัวบรรจงให้ถูกตอ้ ง
สวยงาม และอา่ นง่ายเพราะจะ
ทำให้การสอ่ื สารสัมฤทธผิ ล
๙. การทอ่ งจำบทรอ้ ยกรองท่มี ี
คุณค่าช่วยจรรโลงใจและทำให้มี
ข้อคิดเตือนใจ
๑๐. การเขียนพรรณนาเปน็ การ
เพ่ิมรายละเอียดของเร่ืองใหน้ ่าอ่าน
เลือกใช้ถ้อยคำใหส้ ละสลวย
และใช้การเปรียบเทยี บเพอ่ื ให้
ผู้อา่ นเกดิ ภาพพจน์
๑๑. การพูดสรปุ ความจากเรอ่ื งท่ี
ฟงั และดูเปน็ การสง่ สารทต่ี ้อง
สรุปสาระสำคญั ของสิ่งท่ฟี งั และดู
การพดู ตอ้ งมเี นือ้ หาตาม
ขอ้ เทจ็ จริงใชภ้ าษาทเี่ ข้าใจงา่ ย
และอ้างอิงแหล่งทมี่ าใหช้ ัดเจน
ลำ ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู/้ สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั
ดับท่ี ตัวชีว้ ัด เรยี น คะแนน
(ชั่วโมง)
จะทำให้การพดู สรุปความเกดิ
ประโยชนท์ ัง้ ต่อผพู้ ดู และผู้ฟัง
๑๒. การพูดวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์
จากเร่ืองทฟ่ี งั และดเู ป็นการพดู ที่
ต้องวเิ คราะห์ขอ้ มูลและแสดง
ความคิดเห็น
อย่างมีเหตผุ ล นำเสนอส่ิงท่ี
วเิ คราะห์แล้วออกมาเปน็ ถ้อยคำ
ที่ทำให้ผฟู้ งั เกิดความรูค้ วามคิด
๑๓. การศึกษาโคลงภาพพระ-
ราชพงศาวดารเพ่ือให้เหน็ คุณค่า
ของวรรณคดีที่จารึก
ประวัติศาสตรไ์ ทย ปลูกฝังความ
รกั ชาตแิ ละสร้างแรงจูงใจในการ
แสวงหาความรู้เพมิ่ เติมเก่ยี วกับ
ประวตั ศิ าสตร์ไทย
๑๔. วรรณกรรมที่มีคณุ คา่ จะ
สะทอ้ นสภาพสงั คมไทยและให้
ข้อคิดที่สามารถนำไปใชใ้ นชวี ติ
จรงิ ได้จึงควรเลือกอ่าน
วรรณกรรมอย่างหลากหลาย
๒ บทเสภาสามัคคีเสวก ท ๑.๑ ม. ๒/๑, ๑. การเข้าใจความหมายของ
ตอน วศิ วกรรมา ม. ๒/๒, ม. ๒/๓,
และสามัคคเี สวก ม. ๒/๔, ม. ๒/๖ คำศัพท์จะทำให้อ่านออกเสียงได้
ม. ๒/๗, ม. ๒/๘ ถกู ต้องและสรุปความเรอื่ งท่ีอ่าน
ท ๒.๑ ม. ๒/๑, ได้
ม. ๒/๕, ม. ๒/๗
ม.๒/๘ ๒. การเขียนด้วยลายมอื ต้อง
ท ๓.๑ ม. ๒/๔, เขียนตวั บรรจง เขียนใหถ้ ูกต้อง
ม. ๒/๕, ม.๒/๖
ท ๔.๑ ม. ๒/๓ สวยงาม และอ่านง่าย เพราะจะ
ท ๕.๑ ม.๒/๑, ทำใหก้ ารสื่อสารสัมฤทธิผล
ม.๒/๒, ม.๒/๓, ๓. บทอาขยานช่วยจรรโลงใจ
ม.๒/๔, ม.๒/๕
และให้ข้อคิด การท่องจำบท
อาขยานทำใหจ้ ติ ใจเบิกบาน เปน็
เครอ่ื งเตอื นใจ และสามารถ
นำไปใชอ้ ้างอิงในการส่อื สารได้
ลำ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ดับที่ ตัวชีว้ ัด เรียน คะแนน
(ชั่วโมง)
๔. การเขยี นผังความคดิ จาก
ขอ้ ความยาว ๆ หรอื ขอ้ ความที่
เขา้ ใจยากจะช่วยจัดลำดับ
ความคดิ ทำให้จดจำไดง้ ่ายและ
เข้าใจดีขึ้น
๕. การอ่านหนังสอื หลาย
ประเภทแล้วประเมินคุณค่าหรือ
แนวคิดทไ่ี ดเ้ พือ่ นำไปใช้แกป้ ัญหา
ในชวี ติ เปน็ การอา่ นทีก่ อ่ ให้เกดิ
ประโยชน์
ทัง้ ตอ่ ตนเองและสังคม
๖. การแตง่ บทรอ้ ยกรองตอ้ งมี
ฉันทลกั ษณ์ถกู ต้อง ไพเราะทั้งรส
คำและรสความ การแตง่ กลอน
สภุ าพเปน็ การอนุรกั ษว์ ฒั นธรรม
ทางภาษาอกี วิธีหน่งึ
๗. การอภิปรายและการเขยี น
วเิ คราะห์ วิจารณ์ เป็นการแสดง
ความคิดเห็นซึง่ ประกอบด้วย
เหตผุ ลทถ่ี กู ต้อง มีคุณธรรม
กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ผ้รู ับสาร
และสงั คม ไม่กอ่ ให้เกิดความ
ขดั แยง้
๘. การอ่านงานเขยี นประเภท
โนม้ นา้ วใจต้องสงั เกตกลวธิ ีการ
โน้มนา้ วและประเมินความ
น่าเช่อื ถอื จากข้อมูลและเหตผุ ลท่ี
ผเู้ ขียนนำเสนอ เพ่อื ให้ได้รับ
ประโยชน์ท่ีสามารถนำไปใช้ใน
ชวี ติ จรงิ ได้
๙. การพดู โนม้ น้าวเป็นการสง่
สารให้ผฟู้ งั มีความคิดเหน็ และ
ร้สู ึกคล้อยตามผพู้ ดู ดังนัน้ ผพู้ ดู
จงึ ต้องมีคุณธรรม โน้มน้าวใจ
อยา่ งสมเหตุสมผล จรงิ ใจ ผู้พดู
จึงจะประสบความสำเร็จ
ลำ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ดับท่ี ตวั ชวี้ ัด เรียน คะแนน
(ชั่วโมง)
๑๐. การเขยี นรายงานเปน็ การ
นำเสนอขอ้ มลู ความรู้ทีไ่ ด้จาก
การศกึ ษาคน้ ควา้ โดยเรยี บเรยี ง
อยา่ งมีระบบมหี ลกั ฐานอา้ งอิง
ชดั เจน เพื่อเผยแพร่ความรใู้ ห้
น่าเชื่อถือและเกดิ ประโยชน์ต่อ
ผู้อ่าน
๑๑. การพูดรายงานเปน็ การพูดที่
ไดจ้ ากการศกึ ษาผ่านการจัด
เรยี งลำดับข้อมูลมาเปน็ อย่างดี
จงึ ทำใหเ้ ห็นถงึ ความสามารถใน
การศึกษาค้นควา้ และขอ้ มลู ที่พูด
เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง
๑๒. ความรมู้ อี ยู่ท่ัวไปไม่เฉพาะ
แต่ในห้องเรียน การแสวงหา
ความรทู้ ่ีมปี ระโยชน์ด้วยตนเอง
อย่เู สมอทำให้เรามีความรกู้ ว้าง
ขน้ึ ทันสมัยและเป็นผู้ใฝเ่ รยี นรู้
๓ ศิลาจารึก หลกั ที่ ๑ ท ๑.๑ ม. ๒/๑, ๑. การศึกษาทมี่ าของเรื่องศิลา ๑๓
ม. ๒/๒, ม. ๒/๔, จารกึ หลกั ท่ี ๑ แบบอักษรและ
การเขียนคำในสมัยพอ่ ขนุ -
ม. ๒/๗, ม. ๒/๘ รามคำแหงมหาราชอย่างถกู ต้อง
ท ๒.๑ ม. ๒/๑,
ม. ๒/๒, ม. ๒/๘ ทำใหเ้ ห็นความสำคัญและเกิด
ความตระหนักในคุณค่าของตวั
ท ๔.๑ ม. ๒/๒
ท ๕.๑ ม. ๒/๑, อักษรไทย
๒. การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว
ม. ๒/๒, ม.๒/๓, ตอ้ งอ่านใหถ้ ูกต้อง ชัดเจน
ม. ๒/๔,
และตอ้ งใช้นำ้ เสียงให้เหมาะสม
และสอดคล้องกับเร่ืองทอ่ี ่าน
ทส่ี ำคัญต้องร้คู วามหมายของ
คำศพั ท์เพอ่ื ให้เข้าใจเรือ่ งได้อยา่ ง
ถูกต้อง
๓. การเขยี นด้วยลายมอื ตอ้ ง
เขยี นตวั บรรจง เขยี นให้ถกู ต้อง
สวยงาม และอา่ นงา่ ย เพราะจะ
ทำให้การสอ่ื สารสัมฤทธิผลและ
การสรปุ เน้ือหาท่อี า่ นเป็น
ลำ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ดับที่ ตัวชีว้ ัด เรียน คะแนน
(ชว่ั โมง)
แผนภาพความคิดจะทำให้
เข้าใจเร่อื งที่อา่ นไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
๔. ประโยคเป็นข้อความท่มี ี
ใจความสมบรู ณ์ แต่ละประโยค
ประกอบดว้ ย ภาคประธาน และ
ภาคแสดงประโยคมี ๓ ชนิด
ประโยคสามญั ประโยครวม และ
ประโยคซ้อน ประโยคสามัญเป็น
ประโยคท่ีมใี จความเดียว ประโยค
รวมเปน็ ประโยคทีม่ คี ำสันธาน
เชื่อมใหเ้ ป็นประโยคเดียวกนั สว่ น
ประโยคซ้อนเป็นประโยค
ที่มปี ระโยคอ่นื แทรก แบง่ เป็น
ประโยคหลกั และประโยคยอ่ ย
การวิเคราะห์โครงสรา้ งของ
ประโยคอยา่ งถกู ตอ้ ง จะทำให้
การสือ่ สารมปี ระสทิ ธิภาพ
๕. การอธิบายเกีย่ วกบั เรอ่ื งทอ่ี า่ น
ควรเป็นการแสดงความคิดเหน็ ที่
ประกอบดว้ ยเหตผุ ลที่ถูกต้อง
มีคณุ ธรรมก่อใหเ้ กิดประโยชน์
ต่อผรู้ บั สารและสงั คม
ไมก่ อ่ ให้เกดิ ความขดั แย้ง
๖. การเขียนบรรยายเป็นการเขียน
เรอ่ื งราวตา่ ง ๆ อาจเปน็ เร่ืองจรงิ
หรือเรื่องสมมุตกิ ็ได้ การเขยี น
บรรยายทดี่ ี ผู้เขียนต้องมคี วามรใู้ น
เรอื่ งทจ่ี ะบรรยาย ใชก้ ลวธิ ีในการ
ดำเนนิ เรอื่ งเหมาะสมเพอ่ื ให้ผรู้ บั
สารเขา้ ใจและสนใจอ่าน
๗. การวิเคราะห์ วจิ ารณ์ จะตอ้ ง
แยกแยะเนือ้ หาให้เข้าใจในส่วน
ตา่ ง ๆ แล้วจึงอธบิ ายเหตุผล
ประกอบการแสดงความคิดเห็น
เพือ่ นำไปสู่ขอ้ สรปุ ความคิดเหน็ ท่ี
คลอ้ ยตามและโต้แยง้ จากเรื่องท่ี
อ่าน
ลำ ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
ดับท่ี ตัวช้วี ัด เรียน คะแนน
(ช่ัวโมง)
๘. คุณค่าของศลิ าจารึก ดีเด่นทงั้
ดา้ นวรรณศิลป์ที่ใช้คำงา่ ย ๆ มี
สัมผัสคลอ้ งจอง ด้านเนอ้ื หาที่
สอดแทรกขอ้ คดิ ในการดำเนิน
ชีวิตหลายประการและด้านสงั คม
ทีส่ ะทอ้ นภาพสงั คมไทย การ
ตระหนักในคุณคา่ ของศิลาจารกึ
๙. การสรปุ ความรู้และการนำ
ข้อคดิ ทไี่ ด้จากการอ่านไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตจริงจะทำให้
การอา่ นวรรณคดีเรอื่ งน้นั ๆ เกดิ
ประโยชน์ในการดำเนนิ ชวี ิตและ
รู้จกั แกป้ ัญหาท่ีเกิดขนึ้
๑๐. การอา่ นหนงั สืออย่าง
หลากหลายแลว้ ประเมินคุณคา่
หรอื แนวคิดที่ได้เพือ่ นำไปใชใ้ น
การแก้ปัญหาชีวติ เป็นการอ่านที่
ก่อใหเ้ กดิ ประโยชนท์ ้ังตอ่ ตนเอง
และสังคม
๑๑. ความรูม้ ีอยู่ทวั่ ไปไม่เฉพาะแต่
ในหอ้ งเรียน การแสวงหาความรู้ท่ี
มปี ระโยชนด์ ้วยตนเองอย่เู สมอทำ
ให้เรามีความร้กู วา้ งขึน้ ทนั สมยั
และเปน็ ผู้ใฝ่เรยี นรู้
๔ บทละครเร่อื ง ท ๑.๑ ม. ๒/๑, ๑. รามเกียรต์ิเป็นวรรณคดมี รดก ๒๐
รามเกยี รต์ิ ตอน ม. ๒/๒, ม. ๒/๓, เร่ืองหนึ่งของไทยท่ีรจู้ กั กนั
นารายณป์ ราบนนทก ม. ๒/๔, ม. ๒/๗ แพร่หลายจึงทำใหต้ วั ละครหลาย
ม. ๒/๘ ตวั ในเร่ืองนีอ้ ย่ใู นความทรงจำ
ท ๒.๑ ม. ๒/๔ ของคนไทยสบื ตอ่ มา
ม. ๒/๕, ม. ๒/๖ ๒. การเขา้ ใจความหมายของ
คำศัพท์และสำนวนเปน็ พน้ื ฐาน
ม. ๒/๘ ของการอ่าน การอา่ นออกเสียงท่ี
ท ๓.๑ ม. ๒/๑,
ม. ๒/๓, ม. ๒/๖ ผู้อา่ นเข้าใจเนอ้ื ความทำให้ผูอ้ า่ น
สร้างอรรถรสในการอ่านได้
ท ๔.๑ ม. ๒/๑,
ม. ๒/๔
ท ๕.๑ ม. ๒/๑,
ลำ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั
ดับที่ ตัวชี้วัด เรยี น คะแนน
(ช่ัวโมง)
ม. ๒/๒, ม. ๒/๓, ๓. การอ่านออกเสียงกลอนบท
ม. ๒/๔, ม. ๒/๕ ละครเปน็ การใชเ้ สยี งถ่ายทอด
เรือ่ งราวและอารมณ์ความรู้สึก
ของตัวละครในวรรณคดีไปยงั
ผฟู้ งั เป็นการสืบทอดวฒั นธรรม
ทางภาษาอยา่ งหนงึ่ ของไทยท่ี
เยาวชนไทยควรสบื สานตอ่ ไป
๔. บทละครเร่ือง รามเกยี รต์ิ
ตอน นารายณป์ ราบนนทก มี
ตอนท่ีไพเราะ คารมคมคาย
และมคี วามหมายดีหลายตอน
จึงมีคณุ ค่าควรแกก่ ารทอ่ งจำเพ่ือ
นำไปใช้อ้างอิง
๕. การอา่ นวรรณคดแี ละ
วรรณกรรมแลว้ สามารถจบั
ใจความสำคัญจนสรุปเน้อื หาทอ่ี า่ น
เป็นผังความคดิ ไดจ้ ะทำใหเ้ ข้าใจ
เรอ่ื งที่อา่ นเปน็ อย่างดี
๖. การเขียนย่อความเป็นการ
เรียบเรียงสาระสำคัญทไ่ี ดจ้ าก
การรับสารให้กระชบั และเข้าใจ
งา่ ยซึง่ เปน็ ประโยชน์ตอ่
การศกึ ษาค้นควา้ การฝกึ ทักษะ
การจับใจความสำคัญของเรอื่ ง
และการเรยี บเรียงขอ้ ความอยู่
เสมอจะทำให้สรุปความได้
รวดเรว็ ครบถ้วน และเรยี บเรยี ง
ไดก้ ระชับ ชัดเจน
๗. ตวั ละครในวรรณคดสี ามารถ
สะท้อนพฤตกิ รรม ความคดิ และ
ลกั ษณะนสิ ยั ของมนษุ ย์
การวิเคราะห์ลักษณะนสิ ยั ของตวั
ละครจงึ เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ
ของมนษุ ย์อีกทางหนึ่ง ทำให้
เขา้ ใจตนเองและคนรอบขา้ งมาก
ย่งิ ข้ึน และหากนำส่งิ เหลา่ น้ันมา
พัฒนาตนก็จะเกิดประโยชน์
ลำ ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ดบั ท่ี ตัวช้ีวัด เรยี น คะแนน
(ชัว่ โมง)
๘. การอภิปรายเป็นวิธแี ลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นเพือ่ พฒั นาความรู้
ความคดิ การอภปิ รายเก่ียวกับ
เรอ่ื งที่อ่านชว่ ยขยายประสบการณ์
จากการอา่ นเพอ่ื นำไปใชใ้ หเ้ กิด
ประโยชนต์ ่อการดำเนนิ ชีวติ และ
พฒั นาสังคมให้เจรญิ ก้าวหน้า
๙. การอ่านหนังสือหลายประเภท
แล้วประเมนิ คุณคา่ หรอื แนวคดิ ที่
ไดเ้ พ่ือนำไปใชแ้ กป้ ัญหาในชวี ติ
เปน็ การอา่ นที่กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์
ทงั้ ต่อตนเองและสงั คม
๑๐. การสรุปความรูแ้ ละการนำ
ขอ้ คดิ ทไ่ี ด้จากการอ่านไป
ประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ จริงจะทำให้
การอา่ นวรรณคดีเรอื่ งน้ัน ๆ
เกดิ ประโยชนใ์ นการดำเนนิ ชีวติ
และสามารถนำมาใช้แกป้ ญั หา
ท่เี กิดข้นึ
๑๑. คำสมาสเกดิ จากการนำคำ
บาลหี รอื คำสันสกฤตตงั้ แต่ ๒ คำ
ขนึ้ ไปมารวมกัน เปน็ วธิ ีการสรา้ ง
คำอีกวิธีหนง่ึ ในภาษาไทย
การสรา้ งคำสมาสทำให้ภาษาไทย
มีคำใช้เพิม่ มากขึ้น ช่วยให้ภาษา
ไพเราะสละสลวย เปน็ ประโยชน์
ในการแต่งคำประพนั ธ์ และมคี ำใช้
สำหรับวิทยาการสมยั ใหม่
๑๒. ประเทศไทยมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เราจงึ จำเป็นต้องเรยี นรู้การใชค้ ำ
ราชาศพั ทแ์ ละใช้ใหถ้ กู ตอ้ ง
เพ่ือเป็นการยกยอ่ งสถาบัน
พระมหากษตั ริย์ และสบื สาน
วฒั นธรรมทางภาษาของชาติ
ลำ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ดับที่ ตัวชีว้ ัด เรยี น คะแนน
(ชั่วโมง)
๑๓. จดหมายกจิ ธุระเปน็ จดหมาย
ทใี่ ช้ติดตอ่ เรือ่ งธุระ กิจการงานตา่ ง
ๆ ระหวา่ งบุคคลหรือหนว่ ยงานใน
การเขยี นจดหมายกจิ ธรุ ะต้อง
คำนงึ ถงึ การใชถ้ ้อยคำให้ชัดเจน
รูปแบบถกู ตอ้ ง
ใช้ภาษาสภุ าพ เพ่ือการส่อื สาร
จะไดส้ มั ฤทธิผล
๑๔. การเขยี นรายงานโครงงาน
เป็นการนำเสนอผลของ
การสำรวจ ประดษิ ฐ์ ทดลอง
หรอื กำหนดทฤษฎีใหม่เพ่ือให้
ผู้อา่ นไดท้ ราบขอ้ เทจ็ จริงและไดร้ ับ
ประโยชนจ์ ากการศกึ ษาโครงงาน
นน้ั
๑๕. การพูดสรปุ ความ วิเคราะห์
และวจิ ารณเ์ รื่องทฟ่ี ังและดูอยา่ งมี
เหตผุ ล จะเกดิ ประโยชน์ทง้ั ตอ่ ผู้
พูดและผ้ฟู งั ให้สามารถนำขอ้ คิดมา
ประยกุ ต์ใช้ในการดำเนินชีวิต
๑๖. ความรู้มีอยู่ทวั่ ไปไมเ่ ฉพาะแต่
ในหอ้ งเรยี น การแสวงหาความร้ทู ี่
มีประโยชน์ดว้ ยตนเองอยเู่ สมอทำ
ให้เรามีความรูก้ ว้างขน้ึ ทันสมัย
และเปน็ ผู้ใฝ่เรียนรู้
ลำ ชอื่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนกั
ดับท่ี ตัวชว้ี ัด เรยี น คะแนน
(ชว่ั โมง)
๕ กาพยห์ อ่ โคลง ท ๑.๑ ม. ๒/๑, ๑. การอา่ นออกเสียงบทรอ้ ยกรอง ๑๖
ประพาสธารทองแดง ม. ๒/๒, ม. ๒/๓, ประเภทโคลงนอกจากจะต้องรู้
ความหมายของคำแลว้ ยงั ต้อง
ม. ๒/๔, ม. ๒/๗ เข้าใจลักษณะพิเศษของคำท่ีใช้
ม. ๒/๘ บางคำ คอื คำเอกโทษและคำโท
โทษ เมื่อเราไม่สามารถหาคำเอก
ท ๒.๑ ม. ๒/๑,
คำโทไดจ้ งึ ใชค้ ำเอกโทษ
ม. ๒/๒, ม. ๒/๘ โทโทษแทน
๒. การอ่านออกเสียงกาพยห์ ่อ
ท ๓.๑ ม. ๒/๑,
โคลง ผู้อ่านตอ้ งเข้าใจลักษณะ
ม. ๒/๒, ม. ๒/๓, คำประพันธแ์ ละจงั หวะการอ่าน
ม. ๒/๔, ม. ๒/๖ ทง้ั กาพย์ยานี ๑๑ และโคลงส่ี
สภุ าพ เน่ืองจากคำประพันธ์
ท ๔.๑ ม. ๒/๓ ประเภทน้จี ะแตง่ ดว้ ยกาพยย์ านี
ท ๕.๑ ม. ๒/๑,
ม. ๒/๒, ม. ๒/๓,
ม. ๒/๔, ม. ๒/๕
สลับกบั โคลงส่ีสุภาพอยา่ งละ ๑
บท การอา่ นบทรอ้ ยกรองนับว่า
เปน็ การช่วยอนุรักษ์วฒั นธรรม
ทางภาษาอีกวิธีหนงึ่
๓. การคัดลายมือตัวบรรจงต้อง
เขยี นให้ถูกตอ้ ง สวยงามและอ่าน
ง่ายเพราะจะทำใหก้ ารสอื่ สาร
สัมฤทธผิ ล และการอ่านวรรณคดี
และวรรณกรรมแล้วสามารถจบั
ใจความสำคญั จนสรุปเนอื้ หาทอี่ า่ น
ได้ จะทำให้ไดร้ บั ความรู้
จากเร่อื งที่อ่านได้เปน็ อย่างดี
๔. การอา่ นบทรอ้ ยกรองแล้ว
สามารถถอดความไดจ้ ะทำให้
ไดร้ ับความร้จู ากเรอื่ งท่ีอา่ นได้
เป็นอย่างดี
๕. การเขียนผังความคิดจากเรอ่ื งท่ี
อ่านทำใหเ้ ขา้ ใจเน้อื เรื่องไดช้ ดั เจน
และการประเมินแนวคดิ จากเรื่อง
ทอ่ี า่ นทำให้สามารถนำแนวคดิ ไป
ใช้ในชวี ติ จรงิ ได้
ลำ ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ดับที่ ตัวชีว้ ัด เรียน คะแนน
(ชัว่ โมง)
๖. การอภปิ รายเกยี่ วกบั เรื่องท่ี
อ่านประกอบดว้ ยขอ้ ความสำคญั
ของเร่ืองทอี่ า่ น คำอธบิ ายแสดง
เหตุผลประกอบความคิดเห็นวา่
คล้อยตามเรื่องที่อา่ น หรอื ไม่เห็น
ด้วยกบั เรือ่ งทอ่ี า่ นและขอ้ สรปุ ใน
การแสดงความคิดเหน็ นั้น ควร
เปน็ การแสดงความคิดเหน็
ท่ีประกอบด้วยเหตผุ ลทถ่ี กู ต้อง มี
คณุ ธรรม ก่อให้เกิดประโยชน์ตอ่
ผู้รับสารและสังคม
ไม่กอ่ ใหเ้ กิดความขัดแย้ง
๗. การวิเคราะห์ วจิ ารณ์จะต้อง
แยกแยะเน้อื หาให้เขา้ ใจในสว่ น
ต่าง ๆ แลว้ จึงอธบิ ายเหตุผล
ประกอบการแสดงความคิดทีเ่ หน็
ดว้ ยกบั เร่ืองเพือ่ สรุปความคดิ เห็น
ท่ีคล้อยตามและโต้แยง้ จากเรื่องท่ี
อา่ นและการอ่านหนังสอื หลาย
ประเภทแลว้ ประเมินค่าหรือ
แนวคิดที่ไดเ้ พื่อนำไปใช้ใน
การแกป้ ญั หาชวี ิตเปน็ การอ่านที่
ก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ท้งั ต่อตนเอง
และสงั คม
๘. การสรปุ ความร้แู ละการนำ
ข้อคดิ ทไี่ ด้จากการอ่านไป
ประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตจรงิ จะทำให้
การอ่านวรรณคดีเรื่องน้นั ๆ
เกิดประโยชนใ์ นการดำเนินชีวติ
และรจู้ กั แก้ปัญหาทเ่ี กดิ ขึน้
๙. การเขยี นพรรณนาเป็นการ
เขยี นรายละเอียดเพอ่ื เพม่ิ คณุ ค่า
ของเรือ่ งให้นา่ อา่ น ในการเขียน
ตอ้ งรู้จัก
เลอื กใหถ้ ้อยคำให้สละสลวย ใช้
การเปรียบเทียบจะทำให้ผูอ้ ่านเกดิ
ภาพพจน์ตามไปด้วย
ลำ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ดับที่ ตัวชีว้ ัด เรียน คะแนน
(ชั่วโมง)
๑๐. การรบั รูข้ ่าวสารจากสื่อต่าง ๆ
เปน็ สงิ่ ที่ตอ้ งใหค้ วามสำคัญ เพราะ
ในโลกยุคขอ้ มลู ขา่ วสารเชน่ น้ตี อ้ ง
รจู้ ักวเิ คราะห์ขอ้ เทจ็ จริงและ
ขอ้ คดิ เห็น และสามารถเช่อื มโยง
ความสัมพนั ธ์โดยใช้พ้นื ฐานของ
ความคดิ อยา่ งมเี หตผุ ล สามารถ
ประเมินค่าและปฏิบตั กิ ารข่าวสาร
เหลา่ นนั้ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
อันจะกอ่ ให้เกดิ ประโยชน์
ทั้งต่อตนเองและผู้อืน่
๑๑. การพดู โฆษณาเปน็ การพูด
โน้มน้าวรปู แบบหนง่ึ เป็นการสง่
สารให้ผู้ฟังมคี วามคดิ เห็นและรู้สึก
คลอ้ ยตามผู้พูด ดงั นนั้ ผู้พูดจึงตอ้ ง
มคี ณุ ธรรม รับรู้ความตอ้ งการ
พืน้ ฐานของผฟู้ ัง และรจู้ ักวิธีการ
พูดโฆษณาให้เหมาะสมตาม
ลักษณะของสนิ คา้ หรือบรกิ าร
และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย
การพูดจงึ จะประสบผลสำเรจ็
๑๒. กลอนสุภาพเป็นคำประพันธ์
ประเภทหนงึ่ ที่นยิ มนำมาแต่งเปน็
วรรณคดี หรอื วรรณกรรม
และการแตง่ กลอนสภุ าพยงั เป็น
การอนรุ กั ษ์วฒั นธรรมทางภาษา
อีกวธิ หี นึง่
๑๓. การอ่านหนังสอื หลาย
ประเภทแล้วประเมนิ ค่าหรอื
แนวคดิ ทีไ่ ด้เพื่อนำไปใช้ในการ
แก้ปัญหาชวี ติ เปน็ การอา่ น
ที่กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนท์ งั้ ต่อ
ตนเองและสงั คม
๑๔. ความรู้มอี ยู่ทว่ั ไปไม่เฉพาะแต่
ในหอ้ งเรียน การแสวงหาความรทู้ ี่
มปี ระโยชนด์ ว้ ยตนเองอยเู่ สมอทำ
ใหเ้ รามีความรกู้ วา้ งขึน้
ลำ ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ดับท่ี ตวั ชี้วัด เรียน คะแนน
(ชั่วโมง)
๖ โคลงสุภาษิต ท ๑.๑ ม.๒/๑, ๑. การอา่ นออกเสยี งบทร้อย ๒๐
พระราชนพิ นธ์ ม. ๒/๒ ม. ๒/๓,
กรองประเภทโคลงนอกจาก
พระบาทสมเดจ็ พระ- ม. ๒/๔, ม. ๒/๕, จะต้องรู้ความหมายของคำแลว้
ยังต้องเขา้ ใจลกั ษณะของคำเอก
จลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ม. ๒/๗, ม. ๒/๘
โทษและคำโทโทษดว้ ย
ท ๒.๑ ม. ๒/๓, ๒. การอา่ นวรรณคดีและ
ม. ๒/๘ วรรณกรรมแล้วสามารจบั ใจความ
สำคญั จนสรปุ เนื้อหาท่อี ่านไดจ้ ะ
ท ๓.๑ ม.๒/๔, ทำใหไ้ ด้รับความรูจ้ ากเร่ืองท่ีอ่าน
ม. ๒/๖ ได้เป็นอยา่ งดี
๓. การเขียนผงั ความคิดจาก
ท ๔.๑ ม.๒/๒,
ข้อความยาว ๆ หรือข้อความท่ี
ม.๒/๕ เขา้ ใจยากจะช่วยจัดลำดับ
ความคดิ ทำให้จดจำไดง้ า่ ยและ
ท ๕.๑ ม.๒/๑,
ม. ๒/๒, ม. ๒/๓,
ม. ๒/๔, ม. ๒/๕
เขา้ ใจดีข้ึน
๔. การอภปิ รายและเขยี น
วิเคราะห์ วิจารณ์ เป็นการแสดง
ความคดิ เหน็ ซง่ึ ประกอบด้วย
เหตผุ ลทีถ่ ูกต้อง มีคณุ ธรรม
กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ผู้รบั สาร
และสงั คม ไมก่ ่อใหเ้ กดิ ความ
ขดั แยง้
๕. การอา่ นหนังสือหลายประเภท
แล้วประเมนิ ค่าหรือแนวคิดท่ไี ด้
เพ่อื นำไปใชใ้ นการแก้ปัญหาชีวิต
เป็นการอา่ นที่ก่อให้เกดิ
ประโยชนท์ ้งั ตอ่ ตนเองและสงั คม
๖. การสรปุ ความรู้และการนำ
ข้อคิดที่ได้จากการอา่ นไป
ประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ จริงจะทำให้
การอ่านวรรณคดีเร่ืองน้นั ๆ เกดิ
ประโยชนใ์ นการดำเนนิ ชวี ติ และ
รู้จกั แกป้ ัญหาท่เี กิดขน้ึ
ลำ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู สาระสำคญั เวลา น้ำหนัก
ดับที่ ตัวชีว้ ัด เรียน คะแนน
(ชัว่ โมง)
๗. บทอาขยานชว่ ยจรรโลงใจ
และใหข้ อ้ คิด การท่องจำบท
อาขยานทำใหจ้ ติ ใจเบกิ บาน เป็น
เคร่ืองเตอื นใจและสามารถ
นำไปใช้อา้ งอิงในการสอื่ สารได้
๘. ปจั จบุ นั การติดต่อสอ่ื สารกบั
ต่างชาตมิ ากขึน้ มกี ารยืมคำมา
จากภาษาต่างประเทศเปน็
จำนวนมาก
จงึ จำเป็นตอ้ งมีความรคู้ วาม
เข้าใจความหมายของคำทมี่ าจาก
ภาษาต่างประเทศ เพื่อให้การ
ส่ือสารประสบความสาเร็จ
โคลงสภุ าษิตนฤทุมนาการ
๑. การอา่ นออกเสยี งโคลง
สุภาษติ นฤทมุ นาการใหถ้ ูกตอ้ ง
ตามหลักการอา่ นจะทำใหเ้ ข้าใจ
เน้ือหาจนสามารถจับใจความ
สรุปความเน้อื หาได้ดีขึน้
๒. การเขียนผงั ความคดิ จาก
ขอ้ ความยาว ๆ หรอื ขอ้ ความท่ี
เข้าใจยากจะชว่ ยจดั ลำดับ
ความคิดทำให้จดจำได้งา่ ยและ
เข้าใจดีขนึ้ อภปิ รายแสดงความ
คิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์จะทำ
ใหเ้ ขา้ ใจวรรณคดีได้ดียง่ิ ขึน้
๓. การสรุปความร้แู ละการนำ
ข้อคิดที่ได้จากการอา่ นไป
ประยุกต์ใช้ในชวี ติ จริงจะทำให้
การอา่ นวรรณคดเี ร่อื งนั้น ๆ
เกดิ ประโยชนใ์ นการดำเนนิ ชวี ติ
และรู้จกั แกป้ ัญหาที่เกิดข้นึ
ลำ ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั
ดบั ท่ี ตัวชีว้ ัด เรียน คะแนน
(ชั่วโมง)
๔. เรยี งความเปน็ งานเขยี นทมี่ ี
รูปแบบชัดเจน ประกอบด้วย คำ
นำ เน้อื เร่อื ง และสรปุ การเขียน
เรยี งความเกย่ี วกับประสบการณ์
ต้องกล่าวถึงเรือ่ งท่ีไดป้ ระสบมา
จรงิ เพือ่ ใหเ้ กิดประโยชน์แกผ่ ู้อ่าน
ผ้เู ขยี นเรยี งความควรวางโครง
เร่อื งให้ชัดเจนจงึ จะทำให้
เรียงความมเี อกภาพ นา่ สนใจ
และชวนอา่ น
๕. ในการอา่ นส่ิงท่จี ำเป็นที่จะทำ
ให้ประสบความสำเร็จไดแ้ ก่
วเิ คราะห์และจำแนกข้อเทจ็ จรงิ
ข้อมลู สนบั สนุน ขอ้ คดิ เหน็
ประเมินคณุ ค่าหรือแนวคิดท่ีได้
จากเรื่องทีอ่ ่านเพือ่ นำไปใช้ใน
ชวี ติ จรงิ
โคลงสภุ าษติ อิศปปกรณำ
๑. การอ่านออกเสียงโคลง
สภุ าษติ อิศปปกรณำ ให้ถูกต้อง
ตามหลักการอา่ นจะทำใหเ้ ข้าใจ
เนื้อหาจนสามารถจบั ใจความ
สรปุ ความเน้อื หาได้ดีขน้ึ
๒. การเขยี นผงั ความคดิ จาก
ขอ้ ความยาว ๆ หรือข้อความท่ี
เข้าใจยากจะช่วยจัดลำดับ
ความคิดทำให้จดจำได้งา่ ยและ
เขา้ ใจดีข้ึน อภิปรายแสดงความ
คดิ เหน็ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์จะทำ
ใหเ้ ข้าใจวรรณคดไี ด้ดีย่งิ ข้นึ
๓. การสรปุ ความรแู้ ละการนำ
ข้อคดิ ที่ไดจ้ ากการอ่านไป
ประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตจริงจะทำให้
การอ่านวรรณคดเี รอื่ งนั้น ๆ เกิด
ประโยชนใ์ นการดำเนนิ ชวี ิตและ
รู้จกั แกป้ ัญหาท่เี กิดข้นึ
ลำ ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสำคญั เวลา น้ำหนัก
ดับท่ี ตวั ช้วี ัด เรยี น คะแนน
(ช่ัวโมง)
๔. ประโยคมคี วามสำคญั ต่อการ
สอื่ สารเพราะจะทำใหก้ ารสื่อสาร
ชัดเจนขึน้ ต้องใช้ประโยคให้
ถกู ตอ้ งจะทำให้การส่อื สาร
ประสบความสำเร็จ
๕. การพดู อวยพรเป็นธรรมเนียม
สากลของมนษุ ยชาติท่ปี ฏิบัตติ อ่
กนั เพอื่ แสดงความรกั ความห่วงใย
และความปรารถนาดีจากผพู้ ดู สู่
ผฟู้ งั จงึ จำเป็นต้องใชภ้ าษาให้
เหมาะสม
๗ กลอนดอกสร้อยรำพงึ ท ๑.๑ ม. ๒/๑, ๑. การอา่ นออกเสียงเปน็ การส่ง ๑๔
ในป่าช้า ม. ๒/๒, ม. ๒/๔, สารรูปแบบหนงึ่ การอ่านออก
เสยี งบทรอ้ ยกรองต้องออกเสียง
ม. ๒/๗, ม. ๒/๘
ท ๒.๑ ม. ๒/๗, คำให้ถูกต้อง ชดั เจน ใช้จงั หวะ
ม. ๒/๘ และน้ำเสยี งใหไ้ พเราะ เหมาะสม
ท ๓.๑ ม.๒/๔, การรูค้ วามหมายของคำศพั ทจ์ ะ
ม. ๒/๕, ม. ๒/๖ ทำให้ผู้อ่านสามารถถา่ ยทอด
ท ๔.๑ ม. ๒/๕ ความคิดและอารมณ์จากบทรอ้ ย
ท ๕.๑ ม. ๒/๑, กรองไปสูผ่ อู้ ่านไดด้ ี
ม. ๒/๒, ม. ๒/๓, ๒. การถอดความบทร้อยกรองเปน็
ม. ๒/๔, ม. ๒/๕ การแปลความจากบทร้อยกรองมา
เป็นบทร้อยแก้วที่สละสลวย โดย
ยังคงสื่อความหมายเช่นเดิม การ
ถอดความจงึ ฝึกทักษะทัง้ การอา่ น
และการเรียบเรยี งข้อความผ่าน
การเขียนหรอื การพูด
๓. การอภปิ รายเปน็ วิธกี าร
แลกเปล่ียนความคดิ เหน็ เพื่อ
พัฒนาความรู้ ความคดิ การ
อภปิ รายเกยี่ วกบั เร่ืองท่อี ่านช่วย
ขยายประสบการณ์จากการอ่าน
เพ่ือนำไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนต์ ่อ
การดำเนินชวี ติ และพัฒนาสงั คมให้
เจริญกา้ วหน้า
ลำ ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนกั
ดับที่ ตวั ช้ีวัด เรยี น คะแนน
(ชั่วโมง)
๔.การท่องจำบทรอ้ ยกรองท่มี ี
คุณค่าช่วยจรรโลงใจและทำใหม้ ี
ขอ้ คดิ เตือนใจ
๕. การเขยี นวเิ คราะห์เปน็ การ
แสดงความร้แู ละความคดิ เหน็ ซ่งึ
ประกอบด้วย หลักการและ
เหตผุ ลท่ีถกู ต้อง สร้างสรรค์
ก่อใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อผู้รบั สาร
และสงั คม ไมก่ ่อใหเ้ กดิ ความ
สบั สนหรอื เขา้ ใจผิดไปจากความ
เป็นจริง
๖. การอา่ นมคี วามสำคัญและจะ
เกดิ ประโยชนเ์ มื่อผูอ้ ่านสามารถ
ประเมนิ คณุ ค่าหรือแนวคิดจาก
เรือ่ งท่อี ่านได้และรู้จกั นำไปใช้ใน
การดำเนนิ ชวี ิต
๗. การอ่านอย่างหลากหลายทำ
ให้เกิดความคดิ กว้างไกล
ได้ประสบการณ์ชวี ิตจากการอ่าน
ท่ีสามารถนำไปใชแ้ ก้ปญั หา
ในชวี ิตได้
๘. การสรปุ ความรู้และการนำ
ขอ้ คดิ จากการอา่ นไปประยกุ ต์ใช้
ในชีวติ จริงจะทำให้การอ่านเกิด
ประโยชน์ และควรอ่านหนังสอื
ตา่ ง ๆ อย่เู สมอ
๙. ภาษาไทยมีการรบั คำ
ภาษาตา่ งประเทศมาใช้เพื่อให้
ภาษาไทยมคี ำใช้เพิม่ มากขึ้น
จงึ ควรเลอื กใช้คำ
ภาษาต่างประเทศใหถ้ กู ต้อง
เหมาะสม และไม่ลืมภาษาไทย
ลำ ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
ดบั ท่ี ตวั ช้ีวัด เรยี น คะแนน
(ชั่วโมง)
๑๐. การพูดโน้มน้าวมี
จดุ ประสงคเ์ พื่อชักจงู หรือเปลี่ยน
ความคิดและความรสู้ ึกของผูฟ้ งั
ใหค้ ลอ้ ยตามผูพ้ ดู และกระทำการ
อยา่ งใดอย่างหนึ่งตามท่ผี ูพ้ ดู
ต้องการด้วยความสมคั รใจ การ
พดู ท่ีมปี ระสิทธภิ าพและประสบ
ความสำเรจ็ ผพู้ ดู ตอ้ งเตรยี มตัวมา
อยา่ งดี มีความจริงใจ และมี
คุณธรรม
๑๑. การพดู รายงานเปน็ การพูด
เพอ่ื ให้ความรู้ ม่งุ เน้นการนำเสนอ
ขอ้ เท็จจริงทไ่ี ด้จากการศึกษา
คน้ คว้าการพดู รายงานท่มี สี ื่อ
ประกอบการพูดจะชว่ ยใหผ้ ฟู้ ัง
เขา้ ใจเน้อื หาสาระได้ชัดเจนย่ิงขนึ้
ผพู้ ดู รายงานต้องมคี วาม
รับผิดชอบนำเสนอข้อมูลตาม
ความเป็นจริงและอา้ งองิ
แหลง่ ทมี่ าของข้อมูลเสมอ
๑๒. วรรณกรรมทม่ี ีคณุ คา่ จะ
สะทอ้ นวถิ ีชวี ติ ความคดิ และ
ความเชอ่ื ของคนไทย รวมท้งั ให้
ข้อคิดท่ีสามารถนำไปใชใ้ นชีวติ
จริงได้ จงึ ควรเลอื กอา่ น
วรรณกรรมอย่างหลากหลาย
๑๓. ความรูม้ อี ยทู่ วั่ ไปไม่เฉพาะ
แตใ่ นห้องเรียน การแสวงหา
ความรู้ท่ีมีประโยชน์ดว้ ยตนเอง
ทำให้เรามีความรกู้ วา้ งข้ึน
ทนั สมัยและเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้
รวม ๑๒๐
โครงสร้างการจัดเวลาเรียน เวลาเรียน
กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๒ (ชั่วโมง)
ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง ๑
๑
หน่วยการเรียนรู้ ๑
๑
หน่วยการเรียนรูท้ ี่ ๑ โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑ เชย่ี วชาญคำศัพท์ ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๒ อ่านออกเสียงไพเราะเสนาะกรรณ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๓ จับใจความ จับความคดิ ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๔ อภิปรายขยายความคดิ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๕ สรุปความคิด พินิจการอ่าน (๑) ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๖ สรปุ ความคิด พินิจการอา่ น (๒) ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๗ คณุ ค่าขอ้ คิดเตอื นจิตใจ ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๘ พฒั นาปญั ญาด้วยหนังสือ ๑
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๙ เรยี นรคู้ ำราชาศพั ท์ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๑๐ ราชาศพั ท์ในวรรณคดี ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑๑ ลายมอื สวยด้วยความตั้งใจ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๑๒ รอ้ ยกรองคลอ้ งใจ ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑๓ พรรณนาโวหาร ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๔ พรรณนางามตามความคิด ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๕ ฟังดี พูดตรง ๑๙
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑๖ พูดดีเปน็ ศรศี กั ดิ์
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑๗ ฟงั ดู คดิ พินิจด้วยปญั ญา
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑๘ รำลึกประวัติศาสตร์
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑๙ คดั สรรวรรณกรรมน่าอา่ น
รวม
หน่วยการเรียนรู้ เวลาเรยี น
(ชวั่ โมง)
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ บทเสภาสามคั คเี สวก ตอน วศิ วกรรมา และสามัคคีเสวก
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๑ อา่ นได้ ไพเราะ เพราะรคู้ ำ ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๒ ลายมอื ดีมีเสน่ห์ ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๓ ท่องบทอาขยานเบิกบานใจ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๔ จดั ระบบข้อมลู ดว้ ยผังความคดิ ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๕ ผงั ความคดิ ช่วยพนิ ิจวรรณคดี ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๖ สรุปเนอื้ หามสี าระ ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๗ ประเมนิ คณุ คา่ น่านยิ ม ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๘ สมั ผัสกลอน สมั ผัสใจ ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๙ กลอนสภุ าพไทยแสนไพเราะ ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๐ เรียงถอ้ ยร้อยกลอน ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๑๑ อภิปรายขยายความคิด ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑๒ โฆษณาชวนเช่อื ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑๓ งานเขยี นประเภทโน้มน้าวใจ ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑๔ เชิญชวนชวนเชญิ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๕ ภาษาพาโน้มน้าวใจ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๖ เขียนรายงานเพ่มิ ฐานความรู้ ๑
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี ๑๗ พดู รายงานขยายฐานความรู้ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑๘ อำลาบทเสภาสามัคคีเสวก ๑
รวม ๑๘
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ ๓ ศิลาจารกึ หลกั ที่ ๑ ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑ ลายสอื ไทย ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๒ รูค้ ำศพั ท์ อ่านไดค้ ลอ่ ง ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๓ คัดแล้วบนั ทึกเป็นแผนภาพ ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๔ รจู้ ักโครงสร้างประโยค ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๕ โครงสร้างประโยคในศิลาจารึก ๑
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ ๖ อภิปรายหลากหลายความคดิ ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๗ บรรยายเรือ่ งเดก็ ๆ ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๘ บรรยายความประทบั ใจ ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๙ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ พฒั นาความคดิ ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑๐ คุณค่าของศิลาจารึก ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑๑ ความรแู้ ละขอ้ คิดทจี่ ารกึ ในจติ ใจ ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑๒ ศิลาจารกึ ...มรดกความทรงจำแห่งโลก ๑
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี ๑๓ ขยายประสบการณ์การเรยี นรู้ ๑๓
รวม
หนว่ ยการเรียนรู้ เวลาเรยี น
(ช่วั โมง)
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๖ โคลงสภุ าษติ พระราชนิพนธพ์ ระบาทสมเดจ็
พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั ๑
๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑ อา่ นไดค้ ลอ่ งต้องฝกึ ฝน ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๒ ปรศิ นาสภุ าษิต ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๓ อา่ นไดเ้ ขา้ ใจความ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๔ ผงั ความคิดแสดงความเขา้ ใจ ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๕ ความคิดหลากหลาย ขยายโลกทัศน์ ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๖ ซาบซ้งึ คุณค่าวรรณคดี ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๗ ปฏบิ ัติดี ชีวีมสี ขุ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๘ รอ้ ยกรองคล้องใจ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๙ คำทมี่ าจากภาษาตา่ งประเทศ ๑๐
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑๐ ภาษาสานสัมพันธ์ ๖๐
รวม
รวมทั้งหมด
โครงสร้างการจัดเวลาเรียน เวลาเรยี น
กลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ ๒ (ชั่วโมง)
ภาคเรียนท่ี ๒ เวลาเรยี น ๖๐ ชวั่ โมง ๑
๑
หน่วยการเรยี นรู้ ๑
๑
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๔ บทละครเร่อื ง รามเกยี รติ์ ตอน นารายณป์ ราบนนทก ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑ รจู้ ักตัวละคร ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๒ รูค้ ำ รู้ความหมาย ๑
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๓ อา่ นไพเราะเสนาะจับใจ ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๔ รอ้ ยกรองคลอ้ งใจ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๕ ผังความคดิ พนิ จิ วรรณคดี ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๖ ย่อความคดิ ประดษิ ฐ์ภาษา ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๗ สะทอ้ นนสิ ยั ในพฤติกรรม ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๘ แสดงความคิดเหน็ ในทางสร้างสรรค์ ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๙ อา่ นวรรณคดอี ย่างรคู้ ุณค่า ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๑๐ ขอ้ คิดชีวติ งาม ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑๑ คำสมาสมาจากไหน ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๒ เพิม่ คำไทยใช้คำสมาส ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๑๓ ใชร้ าชาศัพท์ตามระดับบคุ คล ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๔ เล่นละครสะท้อนวรรณคดี ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๕ จดหมายใช้ส่อื สาร ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๑๖ โครงงานสรรคส์ รา้ งความคดิ ๒๐
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑๗ สรุปผลโครงงาน
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑๘ พดู ไดค้ ล่องต้องฝกึ ฝน
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี ๑๙ อ่านวรรณกรรมนำไปใช้
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี ๒๐ ขยายประสบการณ์การเรยี นรู้
รวม
หน่วยการเรยี นรู้ เวลาเรยี น
(ชว่ั โมง)
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๕ กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑ คำโคลง คำเขยี น ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๒ อา่ นออกเสยี งไพเราะเสนาะหู ๑
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี ๓ บรรจงคดั บรรทัดงาม ๑
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๔ ถอดความกาพยห์ ่อโคลงประพาส ๑
ธารทองแดง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๕ เขยี นผังเข้าใจเน้ือความ ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๖ แสดงความคิดเหน็ ด้วยเหตุผล ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๗ ซาบซึง้ คณุ ค่าวรรณคดี ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๘ รู้คดิ มจี ิตสาธารณะ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๙ เขียนพรรณนาภาษางดงาม ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑๐ วเิ คราะหข์ ่าวสารเพื่อการไม่ประมาท ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑๑ เจาะประเด็นข่าว ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑๒ ยทุ ธศาสตร์การขาย ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๓ การพูดโฆษณา ๑
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๑๔ กาพย์กลอน ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑๕ แวดวงวรรณกรรม ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑๖ ขยายประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ๑
รวม ๑๖
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๖ โคลงสภุ าษิต พระราชนิพนธพ์ ระบาทสมเด็จ- ๑
พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หัว ๑
๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑๑ อา่ นทำนองสอดคลอ้ งเนื้อความ ๑
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๑๒ คำสอนประจำใจ ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๓ คณุ ค่า ข้อคดิ สถิตในใจ ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๑๔ เรยี งความทจ่ี ะไมท่ ำใหเ้ สยี ใจ ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๕ อ่านหลากหลาย ขยายโลกทัศน์ ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๑๖ รอ้ ยแกว้ ร้อยกรองตอ้ งอ่านให้ดี ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๗ ความคิดหลากหลาย ขยายโลกทัศน์ ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑๘ นำคณุ ค่าและข้อคิดไปใช้ในชวี ิตจรงิ ๑๐
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๑๙ วเิ คราะห์ประโยคจากนทิ าน
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๒๐ อวยพรด้วยสภุ าษิต
รวม
หนว่ ยการเรียนรู้ เวลาเรียน
(ช่ัวโมง)
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๗ กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าชา้
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑ อา่ นทำนอง สอดคล้องอารมณ์ ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๒ อ่านไดเ้ ข้าใจความ ๑
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๓ ภาพสะท้อน กลอนรำพงึ ๑
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๔ รู้ คดิ อย่างมเี หตุผล ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๕ พินจิ คณุ คา่ วรรณคดี ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๖ คตชิ ีวติ คิดให้ถ่ถี ว้ น ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๗ เปา้ หมายชีวติ คิดให้รอบคอบ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๘ ภาษาจากต่างแดน ๑
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๙ ปริศนาภาษาองั กฤษ ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑๐ โนม้ น้าวใจให้คล้อยตาม ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑๑ เชอื่ ถอ้ ยรอ้ ยคำ ๑
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๒ พิธกี รรมกบั ความตาย ๑
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๑๓ คัดสรรวรรณกรรมนา่ อ่าน ๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๔ ขยายประสบการณ์การเรยี นรู้ ๑
รวม ๑๔
รวมท้งั หมด ๖๐
การวดั และประเมนิ ผล
การวัดผลประเมินผลการเรียนร้ภู าษาไทย
การวัดผลและประเมินการเรียนรดู้ ้านภาษาเป็นงานทยี่ ากซ่ึงต้องการความเขา้ ใจท่ีถูกตอ้ งเกยี่ วกับการ
พฒั นาทางภาษา ดงั นั้นผ้ปู ฏิบตั ิหนา้ ที่วัดผลการเรียนรู้ด้านภาษาจำเป็นต้องเข้าใจหลกั การของการเรยี นรภู้ าษา
เพอื่ เป็นพ้ืนฐานการดำเนินงาน ดังน้ี
๑. ทักษะทางภาษาท้ังการฟัง การดู การพูด การอ่าน และการเขียนมคี วามสำคัญเท่า ๆ กนั
และทกั ษะเหล่าน้จี ะบรู ณาการกัน ในการเรยี นการสอนจะไมแ่ ยกฝกึ ทักษะทีละอยา่ งจะต้องฝึกทักษะไปพร้อม
ๆ กัน และทกั ษะทางภาษาทักษะหน่ึงจะสง่ ผลต่อการพฒั นาทกั ษะทางภาษาอืน่ ๆ ด้วย
๒. ผูเ้ รียนตอ้ งได้รับการพฒั นาความสามารถทางภาษาพร้อมกบั การพัฒนาความคดิ เพราะ
ภาษาเป็นสื่อของความคิด ผู้ท่ีมีทักษะและความสามารถในการใช้ภาษา มีประมวลคำมากจะช่วยให้ผู้เรียนมี
ความสามารถในการคิดด้วย ขณะเดียวกันการเรียนภาษาจะเรียนร่วมกันกับผู้อื่นมีการติดต่อส่ือสาร ใช้ภาษา
ในการติดต่อกบั เพ่ือนกบั ครูจึงเป็นการฝึกทักษะทางสังคมด้วย เมื่อผู้เรยี นได้ใช้ภาษาในสถานการณ์จริงท้ังใน
บริบททางวิชาการในหอ้ งเรียนและในชุมชนจะทำให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาและไดฝ้ กึ ทักษะทางสังคมในสถานการณ์
จริง
๓. ผเู้ รยี นต้องเรยี นรกู้ ารใชภ้ าษาพดู และภาษาเขียนอยา่ งถกู ตอ้ งดว้ ยการฝึกการใช้ภาษา
มิใช่เรียนรู้กฎเกณฑ์ทางภาษาแต่เพียงอย่างเดียว การเรยี นภาษาจะต้องเรียนรู้ไวยากรณ์หรอื หลักภาษา การ
สะกดคำ การใช้เครือ่ งหมายวรรคตอน และนำความร้ดู ังกล่าวไปใชใ้ นการฝึกฝนการเขยี นและพัฒนาทางภาษา
ของตน
๔. ผู้เรยี นทกุ คนจะได้รับการพัฒนาทักษะทางภาษาเท่ากัน แตก่ ารพฒั นาทางภาษาจะไม่
เท่ากันและวธิ กี ารเรยี นรู้จะต่างกนั
๕. ภาษากับวัฒนธรรมมคี วามสัมพนั ธ์กันอยา่ งใกล้ชดิ หลักสตู รจะต้องใหค้ วามสำคัญและใช้
ความเคารพและเห็นคุณค่าของเช้ือชาติ จดั กิจกรรมภูมิหลังของภาษาและการใช้ภาษาถิ่นของผู้เรยี น และช่วย
ให้ผู้เรียนพัฒนาภาษาไทยของตน และพัฒนาความรู้สึกท่ีดีเก่ียวกับภาษาไทย และกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถ
เรียนภาษาไทยด้วยความสขุ
๖. ภาษาไทยเป็นเครอ่ื งมือของการเรียนรู้ และทุกกลุ่มสาระการเรยี นรู้จะต้องใช้ภาษาไทย
เป็นเคร่ืองมือการสื่อสารและแสวงหาความรู้ การเรียนทุกกลุ่มสาระการเรยี นรู้จะใช้ภาษาในการคิดวิเคราะห์
การคิดสร้างสรรค์ การอภิปราย การเขียนรายงาน การเขียนโครงการ การตอบคำถาม การตอบข้อทดสอบ
ดังนั้นครูทุกคนไม่ว่าจะสอนวิชาใดก็ตามจะต้องใช้ภาษาที่เปน็ แบบแผน เป็นตัวอย่างท่ีดีแก่นักเรียน และต้อง
สอนการใชภ้ าษาแกผ่ เู้ รียนด้วยเสมอ
หลกั การของการประเมินผลในช้นั เรียนที่มปี ระสทิ ธภิ าพ
ประการแรก : การประเมนิ ผลในช้นั เรียนที่มีประสทิ ธิภาพจะตอ้ งส่งเสริมการเรยี นรู้ของผู้เรยี น
ประการที่สอง : การประเมนิ จะตอ้ งใชข้ อ้ มลู จากแหล่งขอ้ มูลทหี่ ลากหลาย
ประการทส่ี าม : การประเมนิ จะต้องมคี วามเที่ยงตรง เชือ่ ถอื ได้ และยุติธรรม
วิธกี ารเก็บรวบรวมข้อมลู ผลการเรยี นของผ้เู รียน
วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ในการประเมินโดยท่ัวไป ได้แก่ การสังเกต การตรวจงานหรือ
ผลงาน การทดสอบความรู้ การตรวจสอบการปฏิบัติ และการแสดงออก อย่างไรก็ตามมีการนำเสนอแนว
ทางการเกบ็ รวบรวมข้อมูล โดยพิจารณาจากเป้าประสงค์ของการประเมินทเี่ ฉพาะเจาะจงในรายละเอยี ด เพื่อ
ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ะสามารถนำมาใชป้ ระโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ไดอ้ ย่างแท้จรงิ ดังน้ี
๑. การให้ตอบแบบทดสอบ ทั้งในลักษณะท่ีเป็นแบบเลือกคำตอบ ได้แก่ ข้อสอบแบบเลอื กตอบ ถูก-
ผิด จับคู่ และข้อสอบชนิดให้ผู้สอบสร้างคำตอบ ได้แก่ เติมข้อความในช่องว่าง คำตอบส้ันเป็นประโยค เป็น
ขอ้ ความ แผนภมู ิ
การเก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยวิธกี ารน้ีเหมาะกบั การวดั ความร้เู ก่ียวกับขอ้ เท็จจรงิ ความรู้เก่ยี วกบั
กระบวนการ ซง่ึ มีขอ้ ดีท่ีใชเ้ วลาในการดำเนนิ การนอ้ ย ง่าย และสะดวกต่อการนำไปใช้ ให้ผลการประเมนิ ที่
ตรงไปตรงมา เนื่องจากมกี ฎการประเมินชดั เจน แตไ่ ม่เหมาะกบั การนำไปใชก้ บั ผลการเรยี นรู้ที่เป็นเจตคติ
คา่ นยิ ม
๒. การดจู ากผลงาน เช่น เรียงความ รายงานการวจิ ัย บันทึกประจำวนั รายงานการทดลอง บทละคร
บทร้อยกรอง แฟม้ ผลงาน เป็นต้น ผลงานจะเปน็ ตวั แสดงให้เห็นการนำความรแู้ ละทกั ษะไปใช้ในการ
ปฏบิ ตั ิงานของผเู้ รยี น จุดเดน่ ของการประเมินโดยดจู ากผลงานนี้ คอื จะแสดงใหเ้ ห็นสิ่งท่นี ักเรยี นสามารถทำได้
มีการกำหนดเกณฑ์การประเมิน เพือ่ ให้ผ้เู รยี นสามารถประเมินตนเองได้ เพ่ือการปรบั ปรงุ พฒั นาตนเอง
ของผู้เรยี น เพอ่ื นก็สามารถใช้เกณฑใ์ นการประเมินผลงานของผ้เู รยี นไดเ้ ชน่ กัน จดุ ออ่ นของการประเมนิ จาก
ผลงาน คือ ตอ้ งมกี ารกำหนดกฎเกณฑก์ ารประเมนิ ร่วมกนั ตอ้ งใช้เวลาในการประเมนิ มาก รวมท้งั ตวั แปร
ภายนอก อาจเข้ามามีอทิ ธิพลตอ่ การประเมินได้ง่าย
๓. ดูการปฏิบตั ิ โดยผู้สอนสามารถสังเกตการนำทักษะและความรไู้ ปใช้ไดโ้ ดยตรง ในสถานการณท์ ่ีให้
ปฏิบัติจริง วิธีการน้ีถูนำไปใช้อย่างกว้างขวางในการประเมิน การปฏิบัติท่ีมีระเบียบ ข้อบังคับ เช่น การ ร้อง
เพลง ดนตรี พลศึกษา การโต้วาที การกล่าวสุนทรพจน์ ละครเวที การประเมิน โดยวิธีการน้ีจะมีคุณค่ามาก
หากผเู้ รียนได้นำไปใชใ้ นการประเมนิ ตนเองเพ่อื สรา้ งแรงจูงใจในการปรับปรงุ พัฒนาตนเองใหด้ ีขน้ึ ใน
กระบวนการประเมินจะมีเครื่องมือประกอบการดำเนินการ คือ แบบสำรวจรายการ มาตราส่วนประมาณค่า
และเกณฑก์ ารให้ระดบั คะแนน (scoring rubric )
๔. ดกู ระบวนการ วิธีการน้ีจะใหข้ ้อมลู เกีย่ วกบั วิธกี ารเรยี นรู้ กระบวนการคิดของผเู้ รยี นมากกว่าที่จะดู
ผลงานหรอื การปฏบิ ัติ ซึง่ จะทำให้เข้าใจกระบวนการคิดที่ผเู้ รยี นใช้ วิธีการที่ครผู สู้ อนใชอ้ ยูเ่ ป็นประจำใน
กระบวนการเรียนการสอน คือ การใหน้ กั เรียนคิดดังๆ การตั้งคำถาม ใหน้ ักเรยี นตอบ โดยครูจะเปน็ ผสู้ ังเกต
วิธีการคิดของผเู้ รียน วธิ ีการเช่นนีเ้ ปน็ กระบวนการที่จะใหข้ อ้ มูลเพือ่ การวนิ จิ ฉยั และเป็นขอ้ มูลยอ้ นกลับแก่
ผูเ้ รียน โดยการเก็บรวบรวมข้อมลู อยา่ งต่อเนอ่ื ง ซงึ่ เหมาะกับการประเมนิ พัฒนาการด้านคุณธรรม จริยธรรม
และลักษณะนิสยั
การตดั สนิ ผลการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาไทย
การตดั สนิ ผลการเรยี นกลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เปน็ การตัดสนิ ผลการเรียนสาระการเรียนรขู้ อง
ผเู้ รยี นในแตล่ ะช้ัน จงึ เป็นการดำเนินการตดั สินผลการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น แล้วนำผลการเรยี นไปสรุปตัดสินให้
ผเู้ รียนผา่ นระดบั ชนั้
๑. การตดั สนิ ผลการเรียน
๑.๑ ผสู้ อนทำการวดั และประเมินผลผู้เรียนใหค้ รอบคลมุ ทุกตวั ช้ีวัดด้วยวธิ ีการท่ี หลากหลาย โดย
การวดั และประเมินผลไปพร้อมกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน และต้องให้ความสำคัญกับการประเมิน
ระหว่างเรียนมากกวา่ ประเมนิ ปลายปี
๑.๒ กำหนดเกณฑก์ ารประเมินให้ระดบั ผลการเรียน สถานศึกษาต้องกำหนดเกณฑ์การประเมิน
ให้
ระดับคุณภาพผลการเรียน สามารถอธิบายผลการตัดสินว่าผู้เรียนต้องมีความรู้ ทักษะและคุณลักษณะโดย
รวมอยู่ในระดับใด จงึ ยอมรบั ว่าผา่ นการประเมิน เช่น ได้-ตก, คิดเปน็ ร้อยละ, ผ่าน-ไม่ผ่าน ส่วนผลการเรียนทั้ง
ระบบตวั เลขและตวั อักษรในการประเมินสาระการเรียนรู้ กำหนดเป็นระดบั ผลการเรียน ๘ ระดบั คอื
ระดบั ผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนนรอ้ ยละ
๔ ผลการเรียนดีเยย่ี ม ๘๐ – ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรียนดีมาก ๗๕ – ๗๙
๓ ผลการเรยี นดี ๗๐ – ๗๔
๒.๕ ผลการเรียนค่อนขา้ งดี ๖๕ – ๖๙
๒ ผลการเรยี นนา่ พอใจ ๖๐ – ๖๔
๑.๕ ผลการเรียนพอใช้ ๕๕ – ๕๙
๑ ผลการเรยี นผา่ นเกณฑ์ขั้นตำ่ ๕๐ – ๕๔
๐ ผลการเรยี นต่ำกวา่ เกณฑ์ ๐ – ๔๙
๑.๓ ประเมินใหร้ ะดับผลการเรียนกลุม่ สาระภาษาไทย ตามเกณฑก์ ารประเมินใหร้ ะดับผลการ
เรียนตามที่สถานศึกษากำหนด กรณีผู้เรียนมีผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดให้ดำเนินการซ่อมเสริม
ปรับปรุง แก้ไขผู้เรียนในสาระภาษาไทย การประเมินด้วยวิธีการท่ีมีประสิทธิภาพ จนผู้เรียนผ่านเกณฑ์การ
ประเมินตัวชี้วัด สถานศึกษาควรดำเนินการให้เสร็จส้ินในภาคเรียนต่อไป และให้ระดับผลการเรียนใหม่ตาม
เงื่อนไขทีส่ ถานศกึ ษากำหนด
๒. การตัดสนิ ผลการเรียนกลุ่มสาระภาษาไทยในแต่ละชน้ั
ผ้เู รียนตอ้ งเรยี นรู้ตามกลุ่มสาระภาษาไทยครบทุกรายวชิ าตามโครงสรา้ งหลกั สูตรของสถานศึกษา และไดร้ ับ
การตัดสนิ ผลการเรยี นให้ “ผา่ น”
แนวการวัดผลและประเมินผลตามตัวชว้ี ัด
การสะกดคำ
การวดั ผลและประเมนิ ผลว่านกั เรยี นสามารถสะกดคำได้หรือไม่ อยา่ งไร ครูสามารถดำเนนิ การได้ทั้ง
ขณะสอนและสนิ้ สดุ การสอนและเครอ่ื งมือ ดังน้ี
๑. การสงั เกต ในการสังเกตนักเรียนอย่างไมเ่ ป็นทางการขณะอ่านแจกลกู สะกดคำ หรือสงั เกตการใช้
น้ิวมือเขียนรูปตวั อกั ษรของคำทีอ่ า่ นในอากาศนนั้ ครคู วรบันทกึ พฤติกรรมของนกั เรียนในแบบสังเกตท่ีเตรยี ม
ไว้
๒. การทดสอบในระหว่างช่วั โมงสอน ครูอาจสร้างแบบทดสอบใหน้ กั เรยี นเตมิ สระ พยัญชนะทขี่ าด
หายไป หรือให้นักเรยี นจำแนกคำท่ีครกู ำหนดในตารางแจกลูก
๓. การสอบถาม ครอู าจตัง้ คำถามใหน้ ักเรยี นตอบปากเปล่าเก่ียวกับตำแหนง่ ของสระ รปู ร่างของสระ
หรอื ให้นักเรียนเขยี นคำใหม่ท่ีใช้พยัญชนะ หรือสระหรือตัวสะกดเหมือนกับคำทีไ่ ดเ้ รียนไปแล้วหรือคำทคี่ รู
กำหนดให้
มาตราตัวสะกด
ครสู ามารถวัดผลและประเมินผลนักเรียนวา่ มีความรแู้ ละความเขา้ ใจเก่ยี วกบั มาตราตัวสะกดได้โดย
วิธีการและเคร่ืองมือ ดังนี้
๑. ทดสอบปากเปล่า โดยครกู ำหนดคำสะกดในมาตราต่าง ๆ ทั้งที่สะกดตรงมาตราและไม่ตรงมาตรา
ให้นักเรยี นอ่านแล้วครูใชแ้ บบสงั เกตเพอ่ื ประเมินวา่ นักเรยี นสามารถอ่านตัวสะกดทีก่ ำหนดไดถ้ ูกตอ้ งหรอื ไม่
๒. เขยี นตามคำบอกโดยครเู ลอื กคำที่สะกดในมาตราต่าง ๆ ทัง้ ท่ีสะกดตรงมาตราและไม่
ตรงมาตรา บอกให้นกั เรียนเขยี นและครตู รวจแก้การเขยี นตัวสะกดของนกั เรียน
๓. ทดสอบโดยใช้แบบทดสอบแบบเขยี นตอบ ใหเ้ ขียนคำอ่านของตัวสะกดที่ครกู ำหนด
ให้หรือใช้แบบทดสอบแบบเลือกตอบให้นักเรยี นเลือกคำในตัวเลือกใดทเ่ี ขียนคำอ่านถกู ต้อง หรือเลือก
ตวั เลือกใดท่ีเขยี นคำอ่านไม่ถกู ตอ้ ง
อา่ นออกเสียงควบกล้ำ
การวดั ผลและประเมนิ ผลนักเรยี นว่าสามารถอ่านออกเสยี งควบกล้ำได้ถกู ตอ้ งหรือไม่ ครูอาจจะมี
คำหรือขอ้ ความหรอื เพลงทมี่ ีคำควบกล้ำแลว้ ใหน้ ักเรยี นอา่ นให้ฟัง แลว้ ครูบนั ทึกผลการประเมินในแบบ
ประเมนิ การอา่ น
การอา่ น
การวัดผลประเมนิ ผล อาจใช้วิธีการดงั นี้
๑. พิจารณาความถูกตอ้ งเหมาะสมในการวิเคราะหค์ ำ วลี หรอื ประโยค นอกจากน้นั ควรวดั ผลด้าน
เหตุผลการวเิ คราะห์ทัศนะของผ้เู ขียนจากเร่ืองทอี่ ่าน ตลอดจนประเมนิ ผลจากความตง้ั ใจ สนใจ และ
ผลงานที่ไดม้ อบหมาย
๒. ให้นักเรียนเลือกอ่านบทร้อยกรองทนี่ กั เรียนชอบแล้วสรุปความเปน็ ร้อยแก้ว โดยใชส้ ำนวนภาษาท่ี
เข้าใจงา่ ย
๓. ใหน้ ักเรยี นอา่ นบทร้อยกรองเรอื่ ง……… แล้ววเิ คราะห์วจิ ารณ์บททอ่ี ่านในด้านรปู แบบฉันทลกั ษณ์
ความคดิ และเนือ้ หาสาระในบทรอ้ ยกรอง กลวิธใี นการแตง่ ของบทรอ้ ยกรอง และส่ิงทผี่ ู้เขียนฝากไว้ในบท
ร้อยกรอง
๔. ให้นกั เรยี นอ่านบทรอ้ ยกรองเร่อื ง…………… แล้ววิเคราะห์ว่าเนอื้ หาของบทรอ้ ยกรองใหอ้ ารมณ์
ความรู้สกึ สอดคลอ้ งกับเน้ือหาของบทร้อยกรองหรือไมอ่ ย่างไร นักเรียนมคี วามซาบซ้ึงประทบั ใจกบั บท
ร้อยกรองทอ่ี ่านหรือไม่ ต่อจากนน้ั จึงพิจารณาความสามารถและผลการทำงานดว้ ยการวัดผลความถูกต้อง
ของการใชถ้ ้อยคำ สำนวนภาษา การสรุปความ การวิเคราะหว์ จิ ารณบ์ ทร้อยกรอง และความต้งั ใจในการ
ทำงาน
๕. ใหน้ กั เรยี นอ่านขอ้ ความให้ถูกตอ้ งชัดเจนตามแบบท่ีกำหนดให้
๖. ให้นักเรยี นอ่านเรอ่ื งและสรปุ ความจากเรอื่ ง พร้อมทง้ั แสดงความคิดเหน็ เชิงวเิ คราะห์
๗. ให้นักเรยี นอ่านขา่ วหรอื บทความจากหนังสือพมิ พ์ แลว้ ขีดเส้นใต้ขอ้ ความทเี่ ปน็ ข้อเทจ็ จรงิ และ
ขอ้ ความทเ่ี ปน็ ขอ้ คดิ เหน็ ของผเู้ ขยี นดว้ ยสหี รอื สัญลกั ษณ์ทแ่ี ตกต่างกัน
๘. ให้นักเรยี นตดั ขา่ วจากหนังสือพมิ พแ์ ล้ววิเคราะห์วา่ ขา่ วนั้นมกี ารนำเสนอข้อเทจ็ จริง หรอื มคี วาม
คดิ เหน็ ของผ้เู ขียนแทรกอยูด่ ว้ ย พร้อมทงั้ ใหเ้ หตุผลประกอบวา่ ความคดิ เหน็ ของผเู้ ขยี นน่าเชอ่ื ถอื หรอื ไม่
เพยี งใด
๙. ให้นักเรยี นวิเคราะหว์ จิ ารณ์การพาดหวั ข่าวของหนังสอื พิมพต์ า่ ง ๆ ในแงก่ ารใช้สำนวนภาษา การ
สื่อความหมาย และความสอดคล้องกบั เน้ือหาของขา่ วนนั้ ๆ
๑๐. ใหน้ กั เรียนตัดข้อความโฆษณาจากส่ิงตพี มิ พ์ต่าง ๆ แล้วแสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ใน
ด้านความน่าเชื่อถือ การใช้สำนวนภาษา ความน่าสนใจของการนำเสนอ
๑๑. ใหน้ ักเรยี นอา่ นเรื่อง…………… แลว้ ตคี วามเนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการของผูเ้ ขยี นแล้ว
สรปุ ความคิดเหน็ ของผูเ้ ขยี น พร้อมทัง้ เสนอแนวความคดิ ของผ้เู รียนท่มี ตี ่อหนงั สอื เล่มนั้น
การเขียน
การวัดผลแลการประเมินผลวชิ าการเขยี นนีส้ งิ่ สำคัญทส่ี ดุ อยู่ที่ “การตรวจผลงาน” พรอ้ มการวิจารณ์
เสนอแนะ เพ่ือใหน้ กั เรยี นไดน้ ำไปปรับปรงุ แกไ้ ขหาจุดบกพร่องของตนเอง วิธีการวัดผลและการประเมินผล
งานเขยี นมมี ากมายหลายวิธี ทัง้ ๑๐ วิธที ่นี ำมาเสนอนเี้ ปน็ เพียงส่วนหนงึ่ เท่านั้น ข้นึ อยกู่ ับกิจกรรมท่ี
นำเสนอไว้ ครสู ามารถเพมิ่ เตมิ ปรบั เปลี่ยนใหเ้ หมาะสมแกส่ ถานการณ์ได้ทงั้ สน้ิ วิธวี ดั ผลมีดังน้ี
๑. ถา้ เป็นกิจกรรมประเภทเกมเตมิ คำถูกผิด ควรจะเฉลยคำตอบตรวจงานกันระหวา่ งเพ่อื นใน
ชัว่ โมงเรยี น แลว้ สง่ ครูตรวจอีกครัง้
๒. ถ้าเปน็ กิจกรรมแสดงความคิดเห็นอาจใช้อภิปรายแสดงความคิดกบั เพอื่ นรว่ มช้นั ได้ครูวัดผล
ทง้ั การสงั เกต การตอบคำถาม การสนทนา การสัมภาษณ์ และการอภปิ ราย
๓. ถา้ เป็นกจิ กรรมการเขียนในหอ้ งเรียนและมเี วลาเขียนเสร็จภายในห้องเรยี นครอู าจพจิ ารณา
คัดเลือกขอ้ เขยี นเดน่ แปลก ใหม่ นำมาถา่ ยทอดให้นักเรียนคนอน่ื แสดงความคิดเห็น วจิ ารณ์ ชน่ื ชม และ
นำไปเป็นแบบอย่างการสรา้ งสรรคแ์ ละพฒั นาความคิด ติดผลงานทป่ี ้ายนเิ ทศประจำสปั ดาห์
๔. ถา้ เป็นกิจกรรมกล่มุ ครูสังเกตความรว่ มมือของนกั เรยี นทุกคนในกล่มุ
๕. ถ้าเปน็ งานเขียนทเ่ี ป็นการบ้าน ควรซักถามวธิ ีการผลิตข้อเขยี น สาเหตุ และคาดว่าจะได้รับผ
อยา่ งไรเสยี กอ่ นเพอ่ื ทราบแนวความคดิ ในการทำงานของนักเรยี นอย่างครา่ วๆ
๖. การบันทึกอนุทนิ ควรให้จัดทำอย่างสม่ำเสมอเปน็ ผลงานการเขียนอกี ๑ ช้นิ
๗. การเขียนเลา่ เรือ่ งจากประสบการณ์หรือการกระทำทนี่ ่ายกยอ่ งของนักเรียนเองหรอื ท่ีไปประสบ
มานำมาเขียน ครูอาจเสนอแนวทางในการผลิตผลงานใหม่ๆ ไดห้ ลายวิธเี ช่น เขียนเป็นการ์ตูน คำขวญั คำ
ประพันธ์ บันทึก เล่าเร่ือง และข่าวเป็นต้น นับเป็นกิจกรรมท่ีสรา้ งสรรค์ของนักเรียนได้ และควรนำส่งลง
หนังสือพิมพ์บางฉบบั ได้
๘. การให้นกั เรยี นมีส่วนรว่ มในการพิจารณาผลงานของเพอื่ นๆ ว่าผใู้ ดชอบงานช้นิ ใด เพราะเหตุ
ใด
๙. การจัดทำปา้ ยนิเทศแสดงผลงานเขียนโดยเฉพาะงานเขยี นท่ีอยู่ในชว่ งเทศกาลตา่ ง ๆ เชน่
วนั แม่ วนั พอ่ วนั ลอยกระทง ฯลฯ
๑๐. การรวบรวมผลงานการเขยี น จัดทำเปน็ Portfolio แลกเปล่ยี นกบั เพอื่ นๆ ทง้ั ห้องเดยี วกนั
และตา่ งห้อง
แนวปฏบิ ตั ใิ นการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือ การประเมิน
เพอ่ื พัฒนาผเู้ รยี นและเพอ่ื ตดั สนิ ผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผเู้ รียน ให้ประสบผลสำเร็จ
นั้น นักเรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวช้ีวัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อน
สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนซ่ึงเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผล
การเรียนรู้ในระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนา
คุณภาพนักเรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และ
ความสำเร็จทางการเรียนของนักเรียน ตลอดจนข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้นักเรียนเกิด การ
พฒั นาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศกั ยภาพ
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น ๒ ระดบั ได้แก่ ระดบั ชัน้ เรยี น ระดับสถานศึกษา มี
รายละเอียด ดงั น้ี
๑. การประเมนิ ระดบั ชั้นเรียน เป็นการวดั และประเมนิ ผลท่อี ยู่ในกระบวนการจดั การเรียนรู้ ครู
ผสู้ อนดำเนนิ การเป็นปกติและสมำ่ เสมอ ในการจัดการเรยี นการสอน ใชเ้ ทคนคิ การประเมินอย่างหลากหลาย
เชน่ การซกั ถาม การสงั เกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินช้ินงาน/ ภาระงาน แฟม้
สะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยครู ผู้สอนเป็นผูป้ ระเมนิ เองหรอื เปิดโอกาสให้นักเรยี นประเมนิ ตนเอง
เพอ่ื นประเมนิ เพอื่ น ผ้ปู กครองร่วมประเมิน ในกรณที ีไ่ มผ่ ่านตวั ชว้ี ดั ให้มี การสอนซ่อมเสรมิ
การประเมนิ ระดบั ชน้ั เรียนเป็นการตรวจสอบว่า นกั เรยี นมพี ฒั นาการความกา้ วหน้าในการเรยี นรู้
อนั เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มสี ง่ิ ท่ีจะตอ้ งไดร้ บั การพัฒนา
ปรับปรุงและสง่ เสรมิ ในด้านใด นอกจากนย้ี งั เป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งน้ี
โดยสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ช้วี ดั
๒. การประเมนิ ระดบั สถานศกึ ษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนนิ การเพอื่ ตัดสินผล การ
เรยี นของผู้เรยี นเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอา่ น คิดวเิ คราะหแ์ ละเขียน คุณลักษณะ อันพึง
ประสงค์ และกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน นอกจากน้เี พ่ือใหไ้ ดข้ อ้ มลู เก่ียวกบั การจดั การศึกษา ของสถานศกึ ษา
ว่าส่งผลตอ่ การเรยี นรู้ของผเู้ รียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผเู้ รยี นมีจดุ พฒั นาในด้านใด รวมทง้ั สามารถนำผลการ
เรียนของผเู้ รียนในสถานศกึ ษาเปรียบเทียบกบั เกณฑร์ ะดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูล
และสารสนเทศเพื่อการปรับปรงุ นโยบาย หลักสูตร โครงการ หรอื วิธกี ารจดั การเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อ
การจดั ทำแผนพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคณุ ภาพการศึกษาและการ
รายงานผลการจดั การศกึ ษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษา สำนกั งาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน ผ้ปู กครองและชุมชน
ข้อมลู การประเมินในระดบั ตา่ ง ๆ ข้างต้น เปน็ ประโยชน์ในการตรวจสอบทบทวนพฒั นาคุณภาพ
นกั เรียน ทจี่ ะต้องจดั ระบบดแู ลช่วยเหลอื ปรับปรุงแก้ไข สง่ เสริมสนับสนุนเพือ่ ให้นกั เรียนได้พัฒนาเต็มตาม
ศักยภาพบนพ้ืนฐาน ความแตกต่างระหวา่ งบุคคลท่ีจำแนกตามสภาพปัญหาและความตอ้ งการ ได้แก่ กลุ่ม
นกั เรียนท่วั ไป กลุ่มนักเรยี นท่ีมีความสามารถพเิ ศษ กล่มุ นักเรยี นที่มผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นตำ่ กลุ่มผเู้ รียนที่
มปี ัญหาด้านวินัยและพฤติกรรม กลุ่มนกั เรยี นท่ปี ฏิเสธโรงเรียน กล่มุ นกั เรียนท่มี ีปัญหาทางเศรษฐกิจและ
สังคม กล่มุ พกิ ารทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมลู จากการประเมนิ จึงเปน็ หัวใจของสถานศึกษาในการ
ดำเนนิ การช่วยเหลอื ผู้เรียนได้ทันทว่ งที เปิดโอกาสใหผ้ ้เู รยี นได้รับการพฒั นาและประสบความสำเรจ็ ในการเรยี น
สถานศึกษาในฐานะผรู้ บั ผิดชอบจัดการศกึ ษา จะตอ้ งจัดทำระเบยี บว่าด้วยการวดั และประเมินผลการ
เรียนของสถานศกึ ษาให้สอดคลอ้ งและเปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์และแนวปฏบิ ตั ทิ ีเ่ ป็นข้อกำหนดของหลักสูตร
สถานศึกษา เพื่อใหบ้ ุคลากรท่ีเก่ียวขอ้ งทุกฝ่ายถอื ปฏบิ ัติรว่ มกัน
เกณฑก์ ารวดั และประเมินผลการเรยี น
๑. การตัดสิน การใหร้ ะดบั และการรายงานผลการเรยี น
๑.๑ การตดั สินผลการเรียน
ในการตัดสนิ ผลการเรยี นของกลุม่ สาระการเรยี นรู้ การอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขยี น
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ และกิจกรรมพฒั นาผู้เรียนนน้ั ผู้สอนตอ้ งคำนึงถึงการพฒั นานักเรียนแตล่ ะคนเป็น
หลัก และต้องเก็บขอ้ มูลของนกั เรยี นทกุ ดา้ นอยา่ งสมำ่ เสมอและต่อเนื่องในแตล่ ะภาคเรียน รวมท้งั สอนซ่อมเสรมิ
ผู้เรยี นใหพ้ ฒั นาจนเตม็ ตามศักยภาพ
ระดบั มธั ยมศกึ ษา
(๑) ตดั สนิ ผลการเรียนเปน็ รายวิชา ผู้เรยี นต้องมเี วลาเรียนตลอดภาคเรียนไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ
๘๐ ของเวลาเรียนท้ังหมดในรายวิชานนั้ ๆ
(๒) นักเรยี นตอ้ งไดร้ บั การประเมินทกุ ตวั ชวี้ ัด และผ่านเกณฑ์ไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ ๘๐ ของ
จำนวนตัวชีว้ ดั
(๓) นักเรียนต้องไดร้ บั การตดั สนิ ผลการเรยี นทุกรายวิชา ไมน่ อ้ ยกวา่ ระดบั “ ๑ ” จงึ จะถอื
วา่ ผา่ นเกณฑ์
(๔) นักเรยี นต้องไดร้ บั การประเมนิ และมีผลการประเมินการอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขยี น
สมรรถนะผู้เรยี น ในระดับ “ ผ่าน ” ขนึ้ ไป มีผลการประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงคใ์ นระดับ“ ผา่ น ” ขึ้น
ไป และมีผลการประเมินกิจกรรมพฒั นานกั เรียน ในระดับ “ ผ่าน ”
การพิจารณาเลื่อนช้นั ท้งั ระดบั ประถมศกึ ษาและมธั ยมศึกษา ถ้านกั เรยี นมีข้อบกพร่องเพยี ง
เล็กน้อย และพจิ ารณาเหน็ ว่าสามารถพฒั นาและสอนซอ่ มเสริมได้ ให้ผอ่ นผันให้เลอื่ นชัน้ ได้ แตห่ ากนกั เรยี นไม่
ผา่ นรายวชิ าจำนวนมาก และมแี นวโน้มวา่ จะเปน็ ปัญหาต่อการเรียนในระดับชน้ั ที่สูงขน้ึ ใหต้ ้ังคณะกรรมการ
พจิ ารณาให้เรยี นซำ้ ชัน้ ได้ ทง้ั น้ใี หค้ ำนึงถึงวุฒภิ าวะและความรู้ความสามารถของนกั เรียนเป็นสำคัญ
๑.๒ การใหร้ ะดับผลการเรียน
ระดับประถมศกึ ษา ในการตดั สินเพ่อื ให้ระดบั ผลการเรียนรายวชิ า ให้ระดบั ผลการเรยี นหรอื ระดับคุณภาพ
การปฏบิ ตั ิของนกั เรียน เปน็ ระบบตัวเลขแสดงระดับผลการเรียนเป็น ๘ ระดับดงั น้ี
ระดับผลการเรียน ความหมาย ชว่ งคะแนนรอ้ ยละ
๔ ผลการเรียนดีเยี่ยม ๘๐ – ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรยี นดีมาก ๗๕ – ๗๙
๓ ผลการเรียนดี ๗๐ – ๗๔
๒.๕ ผลการเรียนค่อนข้างดี ๖๕ – ๖๙
๒ ผลการเรียนน่าพอใจ ๖๐ – ๖๔
๑.๕ ผลการเรียนพอใช้ ๕๕ – ๕๙
๑ ผลการเรยี นผา่ นเกณฑ์ขน้ั ตำ่ ๕๐ – ๕๔
๐ ผลการเรยี นต่ำกว่าเกณฑ์ ๐ – ๔๙
การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขยี น สมรรถนะผู้เรียน และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคใ์ ห้
ไดร้ ะดบั ผลการประเมนิ เป็น ดีเย่ียม ดี ผา่ น และไม่ผา่ น
การประเมินกจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รียน จะต้องพจิ ารณาทง้ั เวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบตั ิ
กจิ กรรมและผลงานของผ้เู รียน ตามเกณฑท์ ่ีสถานศึกษากำหนด และให้ผลการเข้าร่วมกจิ กรรมเปน็ ผา่ น และ
ไมผ่ ่าน
ระดบั มธั ยมศึกษา ในการตดั สินเพ่อื ให้ระดับผลการเรยี นรายวิชา ให้ใช้ตวั เลขแสดงระดับผลการเรยี นเป็น
๘ ระดบั ดังน้ี
ระดับผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนนรอ้ ยละ
๔ ผลการเรียนดเี ยยี่ ม ๘๐ – ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรียนดีมาก ๗๕ – ๗๙
๓ ผลการเรยี นดี ๗๐ – ๗๔
๒.๕ ผลการเรียนค่อนข้างดี ๖๕ – ๖๙
๒ ผลการเรยี นน่าพอใจ ๖๐ – ๖๔
๑.๕ ผลการเรียนพอใช้ ๕๕ – ๕๙
๑ ผลการเรียนผา่ นเกณฑข์ ัน้ ต่ำ ๕๐ – ๕๔
๐ ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ๐ – ๔๙
การประเมนิ การอ่าน คิดวิเคราะหแ์ ละเขยี น สมรรถนะผู้เรยี น และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงคน์ น้ั
ให้ไดร้ ะดับผลการประเมินเป็น ดีเยี่ยม ดี ผ่าน และไมผ่ ่าน
การประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้ารว่ มกิจกรรม การปฏิบตั ิ
กิจกรรมและผลงานของผเู้ รยี น ตามเกณฑ์ท่ีสถานศกึ ษากำหนด และใหผ้ ลการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นผ่าน และ
ไมผ่ า่ น
๑.๓ การรายงานผลการเรียน
การรายงานผลการเรียนเปน็ การสอ่ื สารให้ผู้ปกครองและนกั เรยี นทราบความก้าวหน้าในการ
เรียนรู้
ของนักเรยี น ตอ้ งสรปุ ผลการประเมินและจัดทำเอกสารรายงาน ใหผ้ ู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ
หรอื อย่างนอ้ ยภาคเรยี นละ ๑ ครง้ั
การรายงานผลการเรยี นสามารถรายงานเป็นระดับคณุ ภาพการปฏิบัติของนกั เรยี นทสี่ ะท้อน
มาตรฐานการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
๒. เกณฑ์การจบการศึกษา
หลักสตู รสถานศึกษา กำหนดเกณฑ์กลางสำหรับการจบการศกึ ษาเป็น ๒ ระดบั คือ ระดบั
ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
๒.๑ เกณฑ์การจบระดบั ประถมศึกษา
(๑) นกั เรยี นเรยี นรายวชิ าพืน้ ฐานและรายวิชา/กจิ กรรมเพ่มิ เตมิ ตามโครงสรา้ งเวลาเรียน ที่
กำหนด
(๒) นักเรียนตอ้ งมีผลการประเมินรายวิชาพื้นฐาน ผ่านเกณฑ์การประเมนิ โดยนักเรียนจะตอ้ ง
มีระดบั ผลการเรยี นในระดบั ๒.๕ (รอ้ ยละ ๖๕) ขึ้นไป
(๓) นกั เรียนมีผลการประเมนิ การอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขยี นในระดับผ่านเกณฑ์การ
ประเมิน
(๔) นกั เรยี นมผี ลการประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ในระดับผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
(๕) นกั เรียนเขา้ รว่ มกิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี นและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมนิ
๒.๒ เกณฑก์ ารจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
(๑) นักเรยี นเรยี นรายวิชาพื้นฐานและเพม่ิ เตมิ ไม่เกนิ ๘๑ หน่วยกิต โดยเปน็ รายวชิ าพืน้ ฐาน
๖๖
หน่วยกิต และรายวชิ าเพ่ิมเตมิ และนักเรยี นจะต้องมรี ะดบั ผลการเรยี นในระดบั ๓ (ร้อยละ ๗๐) ขึ้นไป
(๒) นกั เรยี นตอ้ งได้หน่วยกิตตลอดหลกั สูตรไมน่ ้อยกวา่ ๗๗ หน่วยกิต โดยเปน็ รายวชิ า
พ้นื ฐาน ๖๖ หนว่ ยกติ และรายวิชาเพ่มิ เติมไมน่ อ้ ยกว่า ๑๑ หนว่ ยกิต
(๓) นักเรียนมผี ลการประเมนิ การอา่ นคดิ วิเคราะหแ์ ละเขียนในระดบั ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
(๔) นกั เรยี นมผี ลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมนิ
(๕) นกั เรียนเขา้ ร่วมกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นและมผี ลการประเมนิ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
สำหรับการจบการศึกษาสำหรับกลุ่มเปา้ หมายเฉพาะเช่นการศึกษาเฉพาะทางการศกึ ษาสำหรบั ผู้มี
ความสามารถพิเศษ การศกึ ษาทางเลอื ก การศึกษาสำหรบั ผดู้ อ้ ยโอกาส การศกึ ษาตามอัธยาศยั ให้
คณะกรรมการของสถานศึกษา ดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรูต้ ามหลกั เกณฑ์ในแนวปฏบิ ตั กิ ารวัด
และประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
คณะผู้จัดทำ
....................................................
คณะที่ปรึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา
นายสมเกียรติ วัลลภธารี รองผู้อำนวยการสถานศึกษา
นางสมพิศ โคมกระจ่าง
คณะทำงาน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
นายปฏิเวช บุญเกิด
ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ