ก
[ปี ]
Corporate Edition
Microsoft Corporation
[เลือกวนั ท่ี]
ข
คานา
หลักสูตรโรงเรียนวัดใหม่ลํานกแขวก พุทธศักราช 2563 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ได้จัดทําขึ้นตามแนวทางท่ีกําหนดไว้ในหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) และเป็นไปตามมาตรา 27
วรรคสอง แหง่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545
ซึ่งกําหนดให้สถานศึกษามีหน้าท่ีจัดทําสาระของหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักการ จุดหมายของหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานกาํ หนด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในส่วนท่ีเก่ียวกับสภาพปัญหาในชุมชน
และสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อให้เยาวชนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน
สังคมและประเทศชาติ
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในหลักสูตรโรงเรียนวัดใหม่ลํานกแขวก พุทธศักราช 2563 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ฉบับน้ี ประกอบด้วย
ความสําคัญ คุณภาพผู้เรียน โครงสร้างเวลาเรียน สาระมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัดรายปี คําอธิบายรายวิชา
การจัดหน่วยการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ส่ือการเรียน แหล่ง
เรยี นรู้ ซ่ึงทางโรงเรียนได้กําหนดไว้ในสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในหลักสูตรวัดใหม่ลํานกแขวก พุทธศักราช
2563 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ฉบับน้ี
เพ่อื ให้ผทู้ เ่ี ก่ยี วข้องไดเ้ ขา้ ใจ และสามารถนาํ ไปใชไ้ ด้อยา่ งถูกต้องและบรรลผุ ลตามที่ตอ้ งการ
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในหลักสูตรโรงเรียนวัดใหม่ลํานกแขวก พุทธศักราช 2563 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ฉบับนี้ สําเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ก็ด้วยความร่วมมือจากคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียน ผู้ปกครองนักเรียน
คณะครูและผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องทุกภาคส่วนท่ีมีส่วนร่วมดําเนินการ ทางโรงเรียนจึงขอขอบพระคุณท่านมา
ณ โอกาสนี้
ค
สารบัญ
หน้า
คานา…………………………………………………………………………………………………………………………………ข
สารบัญ.............................................................................................................. ...............................ค
สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ความนา……………………………………………………………………………………………………………….1
คุณภาพผ้เู รยี น……………………………………………………………………………………………………...2
โครงสรา้ งเวลาเรียน……………………………………………………………………………………….........6
สาระมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชี้วดั ชนั้ ปี
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1…………………………………………………………………………….….8
แนวการจัดการเรียนรู้………………………………………………………………………………..…………22
การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้…………………………………………………..…………….………..23
สื่อการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้……………………………………………………………………..……..………28
ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………...…………29
ก. คาํ อธิบายศัพท์……………………………………………………………………………………….…………30
ข. ภาคผนวก..............................................................…………………………………….…….......37
1
ส่วนท่ี ๑
ความนา
ทาไมตอ้ งเรยี นภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง
ความเข้าใจและความสมั พันธท์ ี่ดีต่อกัน ทําให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดํารงชีวิตร่วมกัน ใน
สังคมประชาธิปไตยไดอ้ ยา่ งสนั ติสขุ และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศตา่ ง ๆ เพอื่ พฒั นาความรู้ พฒั นากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ
เปล่ียนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนําไปใช้ในการพัฒนา
อาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจนอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม
ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ําค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสาน ให้คงอยู่คู่ชาติไทย
ตลอดไป
เรยี นรอู้ ะไรในภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชํานาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้
อย่างมปี ระสิทธภิ าพ และเพ่อื นาํ ไปใชใ้ นชีวิตจริง
การอ่าน การอ่านออกเสียงคํา ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คําประพันธ์ชนิดต่างๆ
การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากส่ิงที่อ่าน เพ่ือนําไป
ปรบั ใชใ้ นชีวิตประจําวนั
การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคําและรูปแบบต่างๆ
ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตามจินตนากา ร
วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์
การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น
ความรูส้ กึ พดู ลําดับเรือ่ งราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและ ไม่
เป็นทางการ และการพดู เพ่ือโนม้ น้าวใจ
หลกั การใชภ้ าษาไทย ธรรมชาตแิ ละกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม
กับโอกาสและบคุ คล การแต่งบทประพันธป์ ระเภทตา่ ง ๆ และอิทธพิ ลของภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย
วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพ่ือศึกษาข้อมูล แนวความคิด
คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทําความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก
เพลงพ้ืนบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม
ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซ้ึงและภูมิใจ
ในบรรพบรุ ษุ ทไ่ี ดส้ ่งั สมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
2
คุณภาพผ้เู รียน
จบช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 3
อ่านออกเสียงคํา คําคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง
คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคําและข้อความท่ีอ่าน ตั้งคําถามเชิงเหตุผล ลําดับเหตุการณ์
คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเร่ืองที่อ่าน ปฏิบัติตามคําส่ัง คําอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้
เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ําเสมอ และ
มีมารยาทในการอ่าน
มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจําวัน เขียน
จดหมายลาครู เขียนเรอ่ื งเก่ียวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจนิ ตนาการและมมี ารยาทในการเขยี น
เล่ารายละเอียดและบอกสาระสาํ คัญ ตั้งคาํ ถาม ตอบคําถาม รวมท้ังพูดแสดงความคิด
ความรู้สึกเก่ียวกับเร่ืองท่ีฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนํา หรือพูดเชิญชวนให้ผู้อ่ืน
ปฏบิ ตั ติ าม และมีมารยาทในการฟงั ดู และพูด
สะกดคําและเข้าใจความหมายของคํา ความแตกต่างของคําและพยางค์ หน้าที่ของคํา
ในประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคํา แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคําคล้อง
จอง แต่งคําขวญั และเลือกใชภ้ าษาไทยมาตรฐานและภาษาถน่ิ ไดเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะ
เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดท่ีได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนําไปใช้ใน
ชีวติ ประจําวัน แสดงความคดิ เห็นจากวรรณคดีทอี่ า่ น ร้จู ักเพลงพน้ื บ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซ่ึงเป็นวัฒนธรรม
ของท้องถ่ิน ร้องบทร้องเล่นสําหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจําบทอาขยานและบทร้อยกรองท่ีมีคุณค่าตามความ
สนใจได้
จบชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6
อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทํานองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบาย
ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยของคํา ประโยค ข้อความ สํานวนโวหาร จากเร่ืองที่อ่าน
เขา้ ใจคาํ แนะนาํ คาํ อธิบายในคมู่ อื ต่าง ๆ แยกแยะข้อคดิ เหน็ และขอ้ เทจ็ จรงิ รวมทั้งจับใจความสําคัญของ
เร่ืองที่อ่านและนาํ ความรคู้ วามคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดําเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมี
นสิ ยั รักการอา่ น และเห็นคุณค่าสิ่งทอี่ า่ น
มที ักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเตม็ บรรทดั และครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคํา แต่งประโยค
และเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนส่ือสารโดยใช้ถ้อยคําชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่องและ
แผนภาพความคดิ เพ่ือพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการ
ตา่ ง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเร่ืองตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาท
ในการเขยี น
พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเร่ืองที่ฟังและดู เล่าเร่ืองย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟังและ
ดู ต้ังคําถาม ตอบคําถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมท้ังประเมินความน่าเช่ือถือจากการฟังและดูโฆษณา
อยา่ งมีเหตุผล พดู ตามลาํ ดับข้ันตอนเร่ืองต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจากการฟัง
การดู การสนทนา และพดู โน้มน้าวไดอ้ ย่างมเี หตุผล รวมทัง้ มีมารยาทในการดแู ละพูด
3
สะกดคาํ และเข้าใจความหมายของคาํ สํานวน คําพงั เพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิด
และหน้าท่ีของคําในประโยค ชนิดของประโยค และคําภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คําราชาศัพท์
และคาํ สภุ าพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แตง่ บทร้อยกรองประเภทกลอนส่ี กลอนสุภาพ และ
กาพยย์ านี 11
เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดแี ละวรรณกรรมท่ีอ่าน เล่านิทานพ้ืนบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้าน
ของทอ้ งถน่ิ นาํ ข้อคดิ เห็นจากเรือ่ งที่อา่ นไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ จรงิ และทอ่ งจาํ บทอาขยานตามที่กาํ หนดได้
จบช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3
อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทํานองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจ
ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสําคัญและรายละเอียดของส่ิงท่ีอ่าน แสดงความ
คิดเห็นและข้อโต้แย้งเกยี่ วกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจาก
ส่ิงท่ีอ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ลําดับความอย่างมีข้ันตอนและความเป็นไปได้ของเร่ืองท่ี
อ่าน รวมท้งั ประเมินความถกู ต้องของข้อมูลทใ่ี ชส้ นับสนุนจากเร่ืองที่อ่าน
เขียนส่ือสารด้วยลายมือท่ีอ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคําได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษา
เขียนคําขวัญ คําคม คําอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติและ
ประสบการณ์ต่างๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และ
แสดงความรูค้ วามคดิ หรือโต้แยง้ อย่างมีเหตผุ ล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาคน้ คว้าและเขียนโครงงาน
พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งท่ีได้จากการฟังและดู นําข้อคิดไป
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ
มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ
รวมทงั้ มีมารยาทในการฟัง ดู และพูด
เข้าใจและใชค้ ําราชาศพั ท์ คาํ บาลีสันสกฤต คําภาษาต่างประเทศอ่ืนๆ คําทับศัพท์ และ
ศัพท์บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยครวม
ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ ก่ึงทางการและไม่เป็นทางการ และแต่งบทร้อยกรองประเภท
กลอนสภุ าพ กาพย์ และโคลงสสี่ ภุ าพ
สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสําคัญ วิถีชีวิตไทย และ
คณุ ค่าที่ได้รบั จากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมท้ังสรุปความรู้ข้อคิดเพ่ือนําไปประยุกต์ใช้ใน
ชวี ติ จริง
เปา้ หมายของกลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
เพอ่ื ให้การดําเนนิ งานเปน็ ไปตามจดุ เนน้ ทส่ี ถานศึกษากาํ หนดไว้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
จึงกําหนดตัวชวี้ ดั ดงั นี้
1. นกั เรยี นระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 1 มผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนอยใู่ นระดบั ดี คือ ค่าเฉลี่ย
ของนักเรยี นในแต่ละระดบั ชัน้ มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับ 3 ข้นึ ไป คิดเป็นรอ้ ยละ 70 ขน้ึ ไป
2. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์อยู่ในระดับดี คือ
ค่าเฉลี่ยของนกั เรียนในแต่ละระดับช้ัน ผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กาํ หนด ในระดบั ดขี ึ้นไป คิดเป็นรอ้ ยละ 80 ขนึ้ ไป
4
3. นกั เรยี นมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม รกั สามคั คี ปรองดอง สมานฉนั ท์ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
ภมู ใิ จในความ เป็นไทย หา่ งไกล ยาเสพตดิ มคี ณุ ลกั ษณะและทกั ษะทางสงั คมทีเ่ หมาะสม
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดใหม่ลํานกแขวก พุทธศักราช 2556 ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะจําเป็นพ้ืนฐาน 5 ประการที่
นกั เรยี นพงึ มี ซง่ึ กาํ หนดไวใ้ นหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สมรรถนะเหล่านี้
ได้หลอมรวมอยู่ในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้ง 8 กลุ่ม สมรรถนะ
สาํ คญั ของผู้เรยี นทง้ั 5 ประการได้แก่
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถของนักเรียนในการถ่ายทอดความคิด ความรู้
ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ อันจะเป็น
ประโยชนต์ อ่ การพัฒนา
ตนเองและสังคม รวมท้งั การเจรจาตอ่ รองเพอ่ื ประนีประนอม การเลือกท่ีจะรับและไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วย
หลักเหตผุ ลและความถกู ต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการส่ือสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคํานึงถึงผลกระทบที่
มีต่อตนเองและสงั คม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถของนักเรียนในการคิดวิเคราะห์ การคิกสังเคราะห์
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดเชิงคุณธรรมและการคิดอย่างเป็นระบบเพ่ือ
นําไปสกู่ ารสรา้ งองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตดั สนิ ใจเก่ียวกบั ตนเองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถของนักเรียนในการแก้ปัญหาและอุปสรรค
ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการปูองกันและ
แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และ
สิ่งแวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการและทักษะในการดาเนินชีวิต เป็นความสามารถ
ของนักเรียนในด้านการนํากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดําเนินชีวิตประจําวัน การทํางานและการอยู่
รว่ มกนั ในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการและหาทางออกท่ีเหมาะสม
ด้านความขัดแย้งและความแตกต่างระหว่างบุคคล การปรับตัวให้ทันกับการเปล่ียนแปลงของสังคมและ
สภาพแวดล้อม การสืบเสาะหาความรู้ และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซ่ึงจะส่งผลกระทบ
ตอ่ ตนเองและผอู้ นื่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถของนักเรียนในการเลือกใช้เทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ ท้ังด้านวัตถุ แนวคิด และวิธีการในการพัฒนาตนเองและสังคมด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ
ทาํ งาน การแก้ปัญหา และการอยู่รว่ มกบั ผู้อนื่ ไดอ้ ยา่ งถูกต้องเหมาะสมและมีคณุ ธรรม
5
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นวดั ใหม่ลาํ นกแขวก พุทธศักราช 2556 ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพฒั นาผู้เรยี นให้มคี ุณลักษณะอนั พึงปะสงค์เพื่อให้สามารถอยู่
รว่ มกับผอู้ ืน่ ในสงั คมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ เป็นคณุ ลกั ษณะในฐานะพลเมืองไทย ตอ้ งรูค้ ณุ ค่า หวงแหน และเทิดทูน
สถาบันสงู สุดของชาติ
2. ซ่ือสัตย์ สุจริต เป็นคุณลักษณะท่ีผู้เรียนมีจิตสํานึกค่านิยม และมีคุณธรรม จริยธรรมในการอยู่
รว่ มกันกับผ้อู นื่ ในสังคมอย่างมีความสุข
3. มวี นิ ัย เป็นคุณลักษณะของผูเ้ รยี นเรียนด้านการ ประพฤตปิ ฏิบัตติ าม กฎ ระเบยี บของสงั คม
อยา่ งมีความรับผดิ ชอบ และความซ่อื สัตย์ต่อตนเองและผู้อ่ืน
4. ใฝ่เรยี นรู้ เป็นคุณลักษณะของนักเรียนด้านความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้อยากรู้อยาก
เรียน รักการอ่านการเขียน การฟัง รู้จักต้ังคําถามเพ่ือหาเหตุผลทั้งด้วยตนเอง และร่วมกับ ผู้อ่ืนด้วยความ
ขยัน หมนั่ เพียร และอดทน และเปดิ รับความคดิ ใหม่ ๆ
5. อย่อู ยา่ งพอเพยี ง เปน็ คุณลกั ษณะ ของนกั เรยี นในการดํารงชีวติ อยา่ งมีความพอประมาณใช้
สงิ่ ของอยา่ งประหยัด พอใจในสงิ่ ทต่ี นมีอยู่บนหลกั เหตุผล และมภี มู ิคุ้มกันทีด่ ี
6. มุ่งม่ันในการทางาน เป็นคุณลักษณะของผู้เรียนที่มีจิตสาํ นึกในการใช้บริหารงานและ
ทรัพยากรอยา่ งคุ้มคา่ และย่ังยืน ในการทํางานตามความคิดสรา้ งสรรค์ มีทักษะและมงุ่ ม่ันต่อความสําเร็จ
ของงาน
7. รกั ความเปน็ ไทย เป็นคุณลักษณะของผูเ้ รียนที่ร้จู กั หวงแหน อนุรกั ษ์พฒั นาวิถีชีวติ ของคนไทย
ประพฤติตามวัฒนธรรมไทยใหค้ งอยู่คู่ไทย
8. มจี ิตสาธารณะ เปน็ คณุ ลักษณะที่ผเู้ รียนไดท้ ําประโยชน์ตามความสามารถ ความถนัดและความ
สนใจในลกั ษณะอาสาสมคั รเพ่ือแสดงความรับผดิ ชอบ ความเสียสละ มีจิตม่งุ ทาํ ประโยชน์ตอ่ ครอบครัว
ชุมชน สงั คม
6
ส่วนที่ 2
โครงสรา้ งหลักสตู รสถานศึกษา
เพอ่ื ใหก้ ารจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักการจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ทกี่ ําหนดไว้
ในหลกั สูตรสถานศึกษา จึงกําหนดโครงสร้างหลักสตู รไวด้ งั นี้
1. สาระการเรยี นรู้
กําหนดสาระการเรยี นรู้ตามหลกั สูตร ซง่ึ ประกอบดว้ ยองค์ความรูท้ ักษะหรือ
กระบวนการเรยี นรู้และคุณลักษณะหรอื ค่านิยม คุณธรรมจรยิ ธรรมของผูเ้ รียนเปน็ 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
และ 1 กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน ดังน้ี
1.1 ภาษาไทย
1.2 คณติ ศาสตร์
1.3 วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.4 สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
1.5 สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
1.6 ศลิ ปะ
1.7 การงานอาชพี
1.8 ภาษาตา่ งประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
กลุ่มสาระการเรียนรทู้ งั้ 8 กลมุ่ สาระ เปน็ พ้ืนฐานสําคัญทผี่ ้เู รียนทุกคนต้องเรยี นรู้ โดยจดั เป็น
2 กลุ่ม คอื กลุ่มแรกประกอบดว้ ย ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสังคมศึกษา
ศาสนาและวฒั นธรรม เปน็ สาระการเรียนรทู้ ี่สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลักในการจัดการเรยี นการสอน เพื่อ
สร้างพน้ื ฐานการคิด และกลยทุ ธ์ในการแก้ปญั หาและวิกฤติตา่ งๆ ท่ีเกดิ ข้ึนกับตนเองและสว่ นรวม กลุม่ ที่
2 ประกอบด้วย สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชพี และภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
เป็นสาระการเรียนรู้ท่ีเสริมสรา้ งพ้ืนฐานความเป็นมนุษย์และสร้างศักยภาพในการคดิ การทาํ งานอยา่ ง
สร้างสรรค์
2. เวลาเรยี น
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรียนวัดใหมล่ ํานกแขวก ใชเ้ วลาเรยี น 9 ปี โดยแบ่งเป็นดังน้ี
2.1 ระดบั ประถมศกึ ษา ใช้เวลาเรียน 6 ปี แตล่ ะปีการศึกษามเี วลาเรยี นไม่นอ้ ยกว่า
40 สปั ดาหไ์ มน่ ้อยกว่า 1,200 ช่ัวโมง/ปี
2.2 ระดบั มัธยมศกึ ษา ใช้เวลาเรยี น 3 ปี แต่ละปีการศึกษามเี วลาเรียนไมน่ ้อยกวา่
40 สัปดาห์ และไมน่ ้อยกวา่ 1,200 ชว่ั โมง/ปี
7
การปรบั ปรุงหลักสูตรสถานศึกษาตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพม่ิ เวลารู้” ปีการศกึ ษา 2563
โครงสรา้ งเวลาเรยี นตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ของ โรงเรยี นวดั ใหม่ลานกแขวก สานักงานเขตมนี บุรี กรุงเทพมหานคร
กลุ่มสาระการเรียนร/ู้ กิจกรรม เวลาเรยี น ระดบั มัธยมศกึ ษา
ตอนตน้
รวมเวลาเรียน (พื้นฐาน) ระดับประถมศึกษา
ภาษาไทย ม.1 ม.2 ม.3
คณิตศาสตร์ ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 880 880 880
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 960 920 880 840 840 840 120 120 120
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 240 200 200 160 160 160 120 120 120
ประวัตศิ าสตร์ 200 200 160 160 160 160 120 120 120
สุขศกึ ษาและพลศึกษา 120 120 120 80 80 80 120 120 120
ศลิ ปะ 40 40 40 80 80 80 40 40 40
การงานอาชีพ 40 40 40 40 40 40 80 80 80
ภาษาต่างประเทศ 40 40 40 80 80 80 80 80 80
รายวิชาเพิม่ เติม 40 40 40 80 80 80 80 80 80
หน้าทพี่ ลเมือง 40 40 40 80 80 80 120 120 120
ภาษาไทย 200 200 200 80 80 80 200 200 200
ภาษาจนี 40 40 40 40 40 40 40 40 40
คอมพิวเตอร์ 40 40 40 - - - 40 40 40
ภาษาอังกฤษเพื่อการส่ือสาร 40 40 40
กิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น ------ 80 80 80
- แนะแนว ------
- ลูกเสอื /ยุวกาชาด ------ ---
- ชมรม/ชมุ นมุ สง่ เสริมการเรียนรู้ - - - 40 40 40 120 120 120
8 กลมุ่ สาระ 120 120 120 120 120 120 40 40 40
- กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณะ 40 40 40 40 40 40 40 40 40
ประโยชน์ 40 40 40 40 40 40 30 30 30
- ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารู้ 30 30 30 30 30 30
10 10 10
10 10 10 10 10 10
200 200 200
80 120 160 200 200 200
รวมทั้งหมด 1,200 ชั่วโมง 1,400 ชวั่ โมง
หมายเหตุ: รราายยววิชิชาาเสเพพามิ่ิม่ รเเะตตแิมมิ ลภปะาม.1ษา-าปตจ.ร3นี ฐเาปรนยี .นก4ว-า6ชิราจเรัดหยี ในนนา้ชรทภู้ัว่ พ่ีโามลษงเลามดตือเ่างวงลป(าตรเาระมยี เนนทโศย–บเพายิ่ม)เวลารู้ (ตามนโยบาย)
รายวชิ าเพมิ่ เติม ป.4-ป.6 เรยี นวิชา ภาษาองั กฤษเพื่อการสอื่ สาร
รายวิชาเพิ่มเติม วชิ าหนา้ ท่ีพลเมือง ป.4-ป.6 ประเมนิ ร่วมกับวิชาสังคมศึกษา
8
สาระมาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวชว้ี ดั ช้ันปี
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1
ตัวชีว้ ัดและสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
สาระท่ี 1 การอ่าน
มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนําไปใชต้ ดั สินใจ แก้ปัญหาในการ
ดาํ เนินชีวิต และมีนสิ ยั รักการอ่าน
ชน้ั ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.1 ท 1.1 ป.1/1 อา่ นออกเสยี งคํา คําคล้องจอง การอา่ นออกเสยี งและบอกความหมาย
และข้อความสน้ั ๆ ของคาํ คําคล้องจอง และข้อความที่
ท 1.1 ป.1/2 บอกความหมายของคํา และ ประกอบด้วย คําพนื้ ฐาน คือ คําท่ใี ชใ้ น
ข้อความทอ่ี ่าน ชวี ิตประจําวัน ไมน่ ้อยกว่า 600 คํา
รวมท้ังคาํ ที่ใชเ้ รียนรู้ใน กลุ่มสาระการ
เรียนรอู้ นื่ ประกอบดว้ ย
- คาํ ท่มี รี ปู วรรณยกุ ต์และไม่มีรปู
วรรณยุกต์
- คําที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราและไม่
ตรงตามมาตรา
- คําทม่ี พี ยัญชนะควบกลาํ้
- คําทม่ี ีอักษรนํา
ป.1 ท 1.1 ป.1/3 ตอบคาํ ถามเกี่ยวกับเรอ่ื งที่อา่ น การอา่ นจบั ใจความจากส่ือตา่ ง ๆ เช่น
ท 1.1 ป.1/4 เล่าเรือ่ งย่อจากเรือ่ งทอ่ี ่าน - นิทาน
ท 1.1 ป.1/5 คาดคะเนเหตุการณ์จากเรอื่ งที่ - เร่อื งสน้ั ๆ
อา่ น - บทร้องเล่นและบทเพลง
- เร่อื งราวจากบทเรียนในกลมุ่ สาระการ
เรยี นรภู้ าษาไทยและกลมุ่ สาระการ
เรียนรอู้ ื่น
ท 1.1 ป.1/6 อ่านหนังสือตามความสนใจ การอ่านหนังสอื ตามความสนใจ เช่น
อยา่ งสมาํ่ เสมอและนาํ เสนอเรื่องท่ีอา่ น - หนังสอื ทีน่ กั เรียนสนใจและเหมาะสม
กบั วยั
- หนังสือท่คี รูและนกั เรยี นกําหนด
รว่ มกนั
ท 1.1 ป.1/7 บอกความหมายของ การอา่ นเคร่ืองหมายหรือสญั ลกั ษณ์
เคร่ืองหมาย หรือสญั ลักษณ์สําคัญทีม่ ักพบ ประกอบด้วย
เหน็ ในชีวติ ประจําวัน - เครอื่ งหมายสญั ลักษณ์ต่างๆ ท่พี บเหน็
ในชีวติ ประจําวนั
- เครอื่ งหมายแสดงความปลอดภยั และ
แสดงอันตราย
9
ช้ัน ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ท 1.1 ป.1/8 มมี ารยาท ในการอ่าน
มารยาทในการอา่ น เชน่
- ไมอ่ า่ นเสยี งดงั รบกวนผอู้ ื่น
- ไมเ่ ลน่ กันขณะทอ่ี ่าน
- ไมท่ าํ ลายหนังสือ
สาระที่ 2 การเขยี น
มาตรฐาน ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขยี นเขียนสอื่ สาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขยี นเรื่องราวในรูปแบบ
ต่าง ๆ เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ชน้ั ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.1 ท 2.1 ป.1/1 คัดลายมอื ตวั บรรจงเตม็
การคดั ลายมือตวั บรรจงเตม็ บรรทดั ตาม
บรรทัด รปู แบบการเขยี นตวั อักษรไทย
ท 2.1 ป.1/2 เขียนสื่อสารด้วยคาํ และ
ประโยคงา่ ย ๆ การเขียนสอื่ สาร
- คาํ ท่ใี ชใ้ นชีวติ ประจําวัน
ท 2.1 ป.1/3 มมี ารยาทในการเขยี น - คําพ้ืนฐานในบทเรยี น
- คาํ คล้องจอง
- ประโยคงา่ ยๆ
มารยาทในการเขยี น เช่น
- เขียนให้อา่ นง่าย สะอาด ไม่ขดี ฆา่
- ไม่ขดี เขยี นในท่ีสาธารณะ
- ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกบั เวลา สถานที่ และ
บคุ คล
สาระท่ี 3 การฟงั การดู และการพูด
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลอื กฟังและดอู ย่างมวี ิจารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกใน
โอกาสต่าง ๆ อย่างมวี จิ ารณญาณและสรา้ งสรรค์
ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.1 ท 3.1 ป.1/1 ฟังคําแนะนาํ คาํ ส่ังงา่ ย การฟงั และปฏบิ ตั ิตามคาํ แนะนํา คําส่ังงา่ ย ๆ
ๆ และปฏิบตั ติ าม การจบั ใจความและพูดแสดงความคิดเห็น
ท 3.1 ป.1/2 ตอบคําถามและเลา่ เรือ่ ง ความรสู้ ึกจากเร่ืองที่ฟังและดู ทง้ั ทเ่ี ปน็ ความรู้และ
ท่ฟี งั และดู ทง้ั ที่เปน็ ความรู้และความ ความบันเทงิ เช่น
บันเทิง - เรอื่ งเล่าและสารคดสี าํ หรับเด็ก
ท 3.1 ป.1/3 พดู แสดงความคิดเห็น - นทิ าน - การ์ตูน - เรอ่ื งขบขัน
และความรสู้ ึกจากเร่ืองที่ฟังและดู
10
ชนั้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ท 3.1 ป.1/4 พูดสื่อสารไดต้ าม การพดู สอ่ื สารในชีวติ ประจาํ วัน เช่น
วัตถุประสงค์ - การแนะนาํ ตนเอง
- การขอความชว่ ยเหลือ
- การกล่าวคาํ ขอบคุณ
- การกล่าวคําขอโทษ
ท 3.1 ป.1/5 มีมารยาทในการฟงั การ มารยาทในการฟัง เช่น
ดู และการพูด - ตัง้ ใจฟัง ตามองผู้พดู
- ไมร่ บกวนผอู้ ืน่ ขณะท่ีฟัง
- ไมค่ วรนาํ อาหารหรือเคร่ืองด่ืมไปรบั ประทาน
ขณะทฟี่ ัง
- ให้เกยี รติผ้พู ดู ด้วยการปรบมือ
- ไม่พูดสอดแทรกขณะท่ฟี งั
มารยาทในการดู เชน่
- ตงั้ ใจดู
- ไม่สง่ เสียงดงั หรือแสดงอาการรบกวนสมาธิของ
ผ้อู ่ืน
มารยาทในการพดู เช่น
- ใชถ้ ้อยคาํ และกิริยาทีส่ ภุ าพเหมาะสมกบั กาลเทศะ
- ใชน้ า้ํ เสยี งนุม่ นวล
- ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อ่นื กําลงั พดู
สาระท่ี 4 หลักการใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลีย่ นแปลงของภาษาและพลังของภาษา
ภมู ิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัติของชาติ
ชัน้ ตวั ชีว้ ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ป.1 ท 4.1 ป.1/1 บอกและเขียนพยัญชนะ สระ พยัญชนะ สระ และวรรณยกุ ต์
วรรณยุกต์ และเลขไทย เลขไทย
ท 4.1 ป.1/2 เขียนสะกดคําและบอก การสะกดคาํ การแจกลูก และการอ่าน
ความหมาย ของคํา เปน็ คํา
มาตราตวั สะกดที่ตรงตามมาตราและ
ไมต่ รงตามมาตรา
การผนั คํา
ความหมายของคาํ
ท 4.1 ป.1/3 เรยี บเรยี งคําเปน็ ประโยคงา่ ย ๆ การแต่งประโยค
ท 4.1 ป.1/4 ตอ่ คําคล้องจองงา่ ย ๆ คาํ คลอ้ งจอง
11
สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคุณคา่ และ
นํามาประยุกต์ใช้ในชีวติ จรงิ
ช้นั ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.1 ท 5.1 ป.1/1 บอกข้อคิดท่ีได้จาก วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ และรอ้ ยกรองสําหรบั
การอ่านหรือการฟังวรรณกรรม เด็ก เช่น
รอ้ ยแก้วและรอ้ ยกรองสําหรบั เดก็ - นิทาน
- เร่ืองสน้ั ง่ายๆ
- ปริศนาคาํ ทาย
- บทรอ้ งเลน่
- บทอาขยาน
- บทร้อยกรอง
- วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียน
ท 5.1 ป.1/2 ท่องจาํ บทอาขยาน บทอาขยานและบทร้อยกรอง
ตามท่ีกําหนด และบทร้อยกรอง - บทอาขยานตามที่กาํ หนด
ตามความสนใจ - บทรอ้ ยกรองตามความสนใจ
12
คาอธิบายรายวิชา
ท 11101 ภาษาไทย1 กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 เวลา 240 ช่วั โมง
ศึกษาและฝึกอ่านออกเสียงคําพนื้ ฐานท่ีใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั รวมท้งั คาํ ที่ใชเ้ รียนรู้ใน
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้อ่ืน บอกความหมายของคําและขอ้ ความทอ่ี า่ น อ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ แลว้
สามารถตอบคาํ ถาม เล่าเรอื่ งยอ่ คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเร่ืองที่อ่าน อา่ นหนังสือตามความสนใจอย่าง
สมาํ่ เสมอและนําเสนอเร่ืองที่อ่าน อา่ นเคร่ืองหมายหรือสญั ลกั ษณ์ท่ีพบเห็นในชวี ติ ประจําวนั และมมี ารยาท
ในการอ่าน คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทดั ตามรปู แบบการเขียนตวั อักษรไทย
เขียนสอ่ื สารดว้ ยคาํ และประโยคง่าย ๆ และมมี ารยาทในการเขียน ฟังคําแนะนํา คําสงั่ ง่าย ๆ และปฏิบัติ
ตาม จบั ใจความจากเรอื่ งทีฟ่ ังและดู ทง้ั ท่ีเปน็ ความร้แู ละความบนั เทงิ โดยตอบคาํ ถาม
เล่าเรอ่ื ง พูดแสดงความคิดเห็นและความรูส้ ึก พูดแนะนําตนเอง ขอความชว่ ยเหลือ กล่าวคําขอบคณุ
ขอโทษ และมมี ารยาทในการฟงั การดู และการพดู บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และเลขไทย
เขยี นสะกดคาํ และบอกความหมายของคาํ เรียบเรยี งคาํ เป็นประโยคงา่ ย ๆ และต่อ
คาํ คล้องจองง่าย ๆ บอกข้อคิดทไ่ี ดจ้ ากการอา่ นหรือการฟงั วรรณกรรมรอ้ ยแกว้ และร้อยกรองสําหรับเด็ก
และท่องจาํ บทอาขยานตามท่ีกาํ หนดและบทร้อยกรองตามความสนใจ
กจิ กรรมการเรยี นรู้เนน้ ให้ผู้เรียนฝกึ ทกั ษะการฟัง การดู และการพูด ดว้ ยการฟังนิทาน สังเกตภาพ
สํารวจส่งิ รอบตัว สนทนาจากประสบการณ์ ทายปรศิ นา เล่นเกม และร้องเพลง
โดยสอดแทรกกิจกรรมใหฝ้ ึกฝนการอา่ นและการเขียน
เพอื่ ให้เกิดความเข้าใจหลักภาษา เกดิ ทักษะในการใชภ้ าษาสือ่ สาร สามารถนาํ ไปใช้
ในชวี ิตประจาํ วันได้ มีความช่ืนชม เห็นคณุ ค่าภมู ิปญั ญาไทย และภูมใิ จในภาษาประจาํ ชาติ
ตวั ชีว้ ดั
ท ๑.๑ ป. ๑/๑, ป. ๑/๒, ป. ๑/๓, ป. ๑/๔, ป. ๑/๕, ป. ๑/๖, ป. ๑/๗, ป. ๑/๘
ท ๒.๑ ป. ๑/๑, ป. ๑/๒, ป. ๑/๓
ท ๓.๑ ป. ๑/๑, ป. ๑/๒, ป. ๑/๓, ป. ๑/๔, ป. ๑/๕
ท ๔.๑ ป. ๑/๑, ป. ๑/๒, ป. ๑/๓, ป. ๑/๔
ท ๕.๑ ป. ๑/๑, ป. ๑/๒
รวมท้ังหมด ๒๒ ตัวชว้ี ดั
13
ท 11101 ภาษาไทย 1 การจดั หน่วยการเรยี นรู้
ชั้นประถมศกึ ษาปที่ 1 โครงสรา้ งรายวชิ า
กลมุ สาระการเรียนรูภาษาไทย
เวลา 240 ช่ัวโมง
หนว่ ยที่ ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้ เวลา สัดสว่ น
๑ (ชัว่ โมง) คะแนน
(70:30)
๒ หลกั ภาษา ท ๔.๑ ป. ๑/๑ ตวั อกั ษรเปน็ เคร่ืองหมายท่ีใช้ 7
๓ แทนเสยี ง ตัวอกั ษรไทยมี 6 2
๔ และการใชภ้ าษาไทย พยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ 6
๕ และเลขไทย ซึ่งพยญั ชนะ 5 2
เตรียมพร้อมดี สระ และวรรณยุกต์ใชป้ ระสม 6
คาํ ให้มีความหมาย 2
ไมม่ ปี ญั หา
สระ -า ออกเสียง อา เปน็ 2
สระ -า ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระเสียงยาว เขียนไว้ข้างหลงั
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ พยัญชนะตน้ คําทใี่ ชส้ ่อื สารใน
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ชีวติ ประจําวัน มีคําท่ปี ระสม
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ด้วยสระ -า
ท ๔.๑ ป. ๑/๒
คําสระ - ี ออกเสียง อี เปน็
สระ - ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระเสยี งยาว เขียนไว้ข้างบน
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ พยัญชนะต้น คําที่ใชส้ ือ่ สารใน
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ชีวติ ประจาํ วัน มคี ําทป่ี ระสม
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ด้วยสระ – ี
ท ๔.๑ ป. ๑/๒
สระ -ู ออกเสยี ง อู เปน็ สระ
สระ -ู ท ๑.๑ ป. ๑/๑ เสยี งยาว เขยี นไว้ขา้ งล่าง
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ พยญั ชนะต้น คําทใ่ี ชใ้ น
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ชีวติ ประจําวัน มีคาํ ท่ีประสม
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ดว้ ย สระ –ู
ท ๔.๑ ป. ๑/๒
สระ เ- ออกเสยี ง เอ เปน็ สระ
สระ เ- ท ๑.๑ ป. ๑/๑ เสียงยาว เขยี นไว้ขา้ งหนา้
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ พยญั ชนะตน้ คําท่ีใชใ้ น
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ชีวติ ประจําวนั มีคําท่ีประสม
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ด้วย สระ เ-
ท ๔.๑ ป. ๑/๒
14
หน่วยที่ ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นรู้ เวลา สดั สว่ น
๖ สระ แ- (ช่ัวโมง) คะแนน
๗ สระ โ- ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ แ- ออกเสยี ง แอ เป็น (70:30)
๘ สระ -อ ท ๑.๑ ป. ๑/๒ สระเสยี งยาว เขยี นไว้ขา้ งหน้า 6
๙ สระ -ุ ท ๒.๑ ป. ๑/๑ พยัญชนะต้น คําที่ใช้ใน 2
๑๐ สระ - ิ ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ชวี ิตประจาํ วันมคี าํ ท่ปี ระสม 6
๑๑ สระ - ึ ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ด้วยสระ แ- 2
6
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ โ- ออกเสยี ง โอ เปน็ สระ 2
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ เสียงยาว เขียนไวข้ า้ งหนา้ 5
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ พยัญชนะตน้ คําทีใ่ ช้ใน 2
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ชีวิตประจําวนั มีคาํ ที่ประสม 6
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ด้วยสระ โ- 2
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ -อ ออกเสยี ง ออ เป็น 5
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ สระเสียงยาว เขียนไวข้ า้ งหลงั 2
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ พยญั ชนะต้น คําทใ่ี ชใ้ น
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ชวี ติ ประจําวันมคี ําทีป่ ระสม
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ด้วยสระ -อ
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ -ุ ออกเสยี ง อุ เปน็ สระ
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ เสียงสั้น เขียนไว้ข้างล่าง
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ พยัญชนะตน้ คําที่ใชใ้ น
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ชีวติ ประจําวันมคี าํ ที่ประสม
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ดว้ ย สระ - ุ
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ - ิ ออกเสียง อิ เปน็ สระ
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ เสียงสั้น เขยี นไว้ขา้ งบน
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ พยญั ชนะตน้ คําทใ่ี ชใ้ น
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ชวี ิตประจําวันมคี าํ ท่ปี ระสม
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ด้วยสระ - ิ
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ - ึ ออกเสียง อึ เปน็ สระ
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ เสียงสน้ั เขยี นไวข้ ้างบน
ท ๒.๑ ป. ๑/๑, พยัญชนะตน้ คําทีใ่ ชใ้ น
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ชวี ติ ประจําวันมคี ําทปี่ ระสม
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ด้วยสระ – ึ
15
หนว่ ยท่ี ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ตัวชี้วดั สาระการเรียนรู้ เวลา สดั สว่ น
๑๒ สระ ไ- ไม้มลาย (ช่ัวโมง) คะแนน
๑๓ สระ ใ- ไมม้ ้วน ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ ไ- ออกเสียง ไอ ซงึ่ มี (70:30)
๑๔ สระ - ื ท ๑.๑ ป. ๑/๒ เสียงเหมือนเสยี ง อะ ท่ีมี ย 5
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ สะกด เป็นสระเสียงสน้ั เขียน 2
๑๕ สระ - ำ ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ไว้ข้างหนา้ พยญั ชนะต้น คําท่ี 5
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ใช้ในชวี ิตประจําวันมคี ําที่ 6 2
๑๖ สระ เ-า ประสมดว้ ยสระ ไ-
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ ใ- ออกเสียงเหมือน 5 2
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ สระ ไ- เป็นสระเสียงส้นั
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ เขยี นไวข้ า้ งหนา้ พยญั ชนะต้น 5 2
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ คาํ ท่ปี ระสมดว้ ยสระ ใ- ทใี่ ช้
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ในชีวติ ประจาํ วันมี ๒๐ คํา 2
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ - ื ออกเสียง ออื เปน็
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ สระเสียงยาว เขยี นไว้ข้างบน
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ พยัญชนะต้น คําทปี่ ระสมด้วย
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ เสยี ง อือ แต่ไมม่ ีตัวสะกด
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ จะใชร้ ปู - อื คําท่ใี ช้ใน
ชวี ติ ประจาํ วนั มคี ําที่ประสม
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ด้วยสระ - ื และ - อื
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ สระ - ำ ออกเสียง อํา ซ่ึงมี
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ เสียงเหมือนเสยี ง อะ ที่มี ม
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ สะกด เป็นสระเสยี งสั้น
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ เขียน ํ ไว้ข้างบน พยัญชนะ
ตน้ และเขียน - า ไว้ ข้างหลัง
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ พยญั ชนะต้น คําที่ใชใ้ น
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ ชีวิตประจาํ วันมีคําทป่ี ระสม
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ด้วยสระ -ำ
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ สระ เ-า ออกเสยี ง เอา ซ่งึ มี
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ เสยี งเหมอื นเสียง อะ ที่มี ว
สะกด เป็นสระเสียงส้นั เขียน
เ- ไว้ข้างหน้าพยัญชนะต้น
และเขยี น -า ไวข้ ้างหลัง
พยญั ชนะต้น คําท่ใี ชใ้ น
ชวี ิตประจําวันมีคําทีป่ ระสม
ด้วยสระ เ-า
16
หน่วยที่ ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรู้ เวลา สดั สว่ น
๑๗ สระ เ-ีย (ชัว่ โมง) คะแนน
(70:30)
๑๘ สระ เ-ือ ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ เ-ีย ออกเสยี ง เอยี เป็น 5
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ 5 2
๑๙ สระ - ัว ท ๒.๑ ป. ๑/๑ สระเสยี งยาว เขียน เ- ไว้ 6
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ 6 2
๒๐ สระ - ะ ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ข้างหนา้ พยัญชนะตน้ เขยี น - ี
3
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ไวข้ ้างบนพยญั ชนะตน้ และ
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ 2
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ เขยี น -ย ไว้ขา้ งหลังพยัญชนะ
ท ๒.๑ ป. ๑/๒
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ตน้ คําท่ีใช้ในชีวิตประจําวัน
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ มคี ําทปี่ ระสมด้วยสระ เ-ยี
ท ๑.๑ ป. ๑/๒
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ สระ เ-อื ออกเสียง เอือ เปน็
ท ๒.๑ ป. ๑/๒
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ สระเสยี งยาว เขยี น เ- ไว้
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ขา้ งหน้าพยัญชนะต้น เขยี น - ื
ท ๑.๑ ป. ๑/๒
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ไว้ข้างบนพยัญชนะต้น และ
ท ๒.๑ ป. ๑/๒
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ เขยี น -อ ไวข้ า้ งหลังพยญั ชนะ
ต้น คาํ ทีใ่ ชใ้ นชีวิตประจาํ วนั มี
คาํ ที่ประสมดว้ ยสระ เ-อื
สระ - ัว ออกเสียง อัว เป็น
สระเสียงยาว เขียน -ั ไว้
ขา้ งบนพยัญชนะต้น และ
เขียน - ว ไว้
ขา้ งหลังพยญั ชนะต้น
คาํ ที่ใช้ในชวี ติ ประจาํ วันมีคํา
ท่ีประสมดว้ ยสระ - ัว
สระ -ะ ออกเสียง อะ เป็น
สระเสียงส้นั เขียนไว้ข้างหลงั
พยญั ชนะตน้ คําที่ประสมดว้ ย
เสยี ง อะ ถ้ามตี วั สะกดจะใช้
รูป -ั เขยี นไว้ข้างบน
พยญั ชนะต้น คําท่ใี ช้ใน
ชีวิตประจาํ วนั มี คาํ ที่
ประสมด้วยสระ -ะ และ -ั
17
หน่วยที่ ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้ เวลา สดั สว่ น
๒๑ สระ เ - ะ (ช่วั โมง) คะแนน
(70:30)
๒๒ สระ แ-ะ ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ เ-ะ ออกเสยี ง เอะ เป็น 6
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ สระเสยี งส้นั เขยี น เ- ไว้ 5 3
๒๓ สระ เ-าะ ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ข้างหน้าพยัญชนะตน้ และ 5
๒๔ สระ โ-ะ ท ๒.๑ ป. ๑/๒ เขยี น - ะ ไว้ข้างหลัง 6 2
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ พยญั ชนะต้น คําทีป่ ระสมด้วย
เสยี ง เอะ ถา้ มตี ัวสะกดจะใช้ 2
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ รูป เ -็ คาํ ท่ใี ช้ใน
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ ชีวิตประจําวันมคี ําท่ปี ระสม 3
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ด้วยสระ เ - ะ และ เ -็
ท ๒.๑ ป. ๑/๒
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ สระ แ-ะ ออกเสยี ง แอะ เปน็
สระเสยี งสัน้ เขยี น แ- ไว้
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ข้างหน้าพยัญชนะตน้ และ
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ เขียน - ะ ไวข้ ้างหลงั
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ พยญั ชนะตน้ คําที่ประสมดว้ ย
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ เสียง แอะ ถา้ มตี ัวสะกดจะใช้
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ รปู แ -็ คาํ ที่ใช้ใน
ชวี ิตประจําวนั มคี ําทปี่ ระสม
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ด้วยสระ แ - ะ และ แ -็
ท ๑.๑ ป. ๑/๒
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ สระ เ-าะ ออกเสยี ง เอาะ
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ เปน็ สระเสียงส้ัน เขยี น เ- ไว้
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ขา้ งหน้าพยัญชนะตน้ และ
เขยี น -าะ ไว้ ข้างหลงั
พยญั ชนะตน้ คําท่ีใช้ใน
ชีวติ ประจําวันมคี าํ ทีป่ ระสม
ด้วยสระ เ-าะ
สระ โ-ะ ออกเสยี ง โอะ เปน็
สระเสียงสน้ั เขยี น โ- ไว้
ขา้ งหน้าพยัญชนะต้น และ
เขยี น -ะ ไว้ ขา้ งหลงั
พยญั ชนะตน้ คําที่ประสมด้วย
เสยี ง โอะ ถา้ มีตวั สะกดจะไม่
ปรากฏรูปสระ คาํ ท่ีใช้ใน
ชวี ติ ประจาํ วนั มคี าํ ทีป่ ระสม
ด้วยสระ โ-ะ
18
หน่วยท่ี ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรู้ เวลา สัดสว่ น
๒๕ สระ เ-อะ (ช่วั โมง) คะแนน
(70:30)
๒๖ สระ เ-อ ท ๑.๑ ป. ๑/๑ สระ เ-อะ ออกเสียง เออะ 5
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ เป็นสระเสียงสนั้ เขยี น เ- ไว้ 6 2
๒๗ มาตรา ก กา ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ขา้ งหน้าพยัญชนะต้นและ
๒๘ มาตรา กง ท ๒.๑ ป. ๑/๒ เขียน -อะ ไว้ 5 3
๒๙ มาตรา กม ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ขา้ งหลังพยัญชนะตน้ คาํ ท่ใี ช้ 5
ในชวี ิตประจําวันมคี ําทปี่ ระสม 5 4
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ดว้ ยสระ เ- อะ
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ สระ เ-อ ออกเสยี ง เออ เป็น 4
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ สระเสยี งยาว คาํ ท่ีประสมดว้ ย
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ เสียง เออ ถ้าไม่มตี ัวสะกด 4
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ จะใชร้ ปู เ-อ ถา้ มี ย สะกด
จะใช้รูป เ-ย ถา้ มตี ัวสะกดอืน่
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ๆ จะใช้รูป เ- ิ คาํ ท่ี
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ ใชใ้ นชวี ิตประจาํ วนั มีคําที่
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ประสม ด้วยสระ
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ เ-อ เ-ย และ เ- ิ
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ คาํ ท่ไี ม่มตี ัวสะกดทุกคํา
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ จัดเปน็ คําในมาตรา ก กา
ท ๑.๑ ป. ๑/๒
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ คําท่มี ี ง เป็นตัวสะกดทุกคาํ
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ จัดเป็นคาํ ในมาตรา กง
ท ๔.๑ ป. ๑/๒
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ คําทม่ี ี ม เปน็ ตวั สะกดทุกคํา
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ จดั เป็นคําในมาตรา กม
ท ๒.๑ ป. ๑/๑
ท ๒.๑ ป. ๑/๒
ท ๔.๑ ป. ๑/๒
19
หนว่ ยท่ี ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรู้ เวลา สดั สว่ น
ช่ัวโมง คะแนน
(70:30)
๓๐ มาตรา เกย ท ๑.๑ ป. ๑/๑ คําท่มี ี ย เปน็ ตวั สะกดทุกคํา 54
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ จัดเปน็ คาํ ในมาตรา เกย
ท ๒.๑ ป. ๑/๑
ท ๒.๑ ป. ๑/๒
ท ๔.๑ ป. ๑/๒
๓๑ มาตรา เกอว ท ๑.๑ ป. ๑/๑ คําทม่ี ี ว เป็นตวั สะกดทกุ คาํ 5 4
๓๒ มาตรา กน ท ๑.๑ ป. ๑/๒ จัดเป็นคําในมาตรา เกอว 6 4
๓๓ มาตรา กก ท ๒.๑ ป. ๑/๑ 6 4
๓๔ มาตรา กบ ท ๒.๑ ป. ๑/๒ คําที่มีเสยี งตวั สะกดเหมือน ๕ 4
๓๕ มาตรา กด ท ๔.๑ ป. ๑/๒ เสียง น ทกุ คาํ ไมว่ ่าจะใช้ น 6 4
ณ ญ ร ล ฬ เป็นตวั สะกด
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ จัดเปน็ คาํ ในมาตรา กน
ท ๑.๑ ป. ๑/๒
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ คําทมี่ เี สยี งตวั สะกดเหมือน
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ เสียง ก ทกุ คาํ ไมว่ ่าจะใช้ ก ข
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ ค ฆ เป็นตวั สะกด จดั เป็นคาํ
ในมาตรา กก
ท ๑.๑ ป. ๑/๑
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ คําทม่ี เี สยี งตวั สะกดเหมือน
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ เสยี ง บ ทกุ คํา ไมว่ ่าจะใช้ บ
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ป พ ฟ ภ เปน็ ตวั สะกด
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ จัดเปน็ คาํ ในมาตรา กบ
ท ๑.๑ ป. ๑/๑ คาํ ที่มีเสยี งตัวสะกดเหมือน
ท ๑.๑ ป. ๑/๒ เสยี ง ด ทกุ คาํ ไมว่ า่ จะใช้ ด จ
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ชซฎฏฐฑฒตถทธศ
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ษ ส เปน็ ตวั สะกดจัดเปน็ คําใน
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ มาตรา กด
ท ๑.๑ ป. ๑/๑
ท ๑.๑ ป. ๑/๒
ท ๒.๑ ป. ๑/๑
ท ๒.๑ ป. ๑/๒
ท ๔.๑ ป. ๑/๒
20
หน่วยที่ ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้ เวลา สดั ส่วน
ช่ัวโมง คะแนน
(70:30)
๓๖ อกั ษรควบและ ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ๑. คาํ อักษรควบมีพยัญชนะต้น 6 4
อกั ษรนํา ท ๑.๑ ป. ๑/๒ ๒ ตวั ทอี่ อกเสยี งพร้อมกัน
ท ๒.๑ ป. ๑/๑ ๒. คาํ อักษรนํามพี ยัญชนะตน้ ๒
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ตวั ออกเสียงเหมือนมี ห นํา
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ บางคําออกเสยี งครัง้ เดยี ว
บางคาํ ออกเสยี งสองครัง้
๓๗ การผันคํา ท ๑.๑ ป. ๑/๑ การผนั คาํ ใชเ้ สยี งและรปู 43
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ วรรณยกุ ต์ ทาํ ให้เสยี งและ
ความหมายของคาํ เปลย่ี นไป
๓๘ คําคล้องจอง ท ๑.๑ ป. ๑/๑ คําคลอ้ งจองท่ีไม่มีตัวสะกด 4 3
ท ๔.๑ ป. ๑/๒ จะตอ้ งมีเสยี งสระเหมอื นกัน
สว่ นคาํ คลอ้ งจองที่มีตัวสะกด
ตอ้ งมเี สยี งสระและเสยี ง
ตัวสะกดเหมือนกัน
๓๙ การแต่งประโยค ท ๑.๑ ป. ๑/๑ ประโยคจะมีคาํ ตง้ั แต่ ๒ คํา 5 4
ท ๒.๑ ป. ๑/๒ ขนึ้ ไป และบอกใหท้ ราบว่า ใคร
ท ๒.๑ ป. ๑/๓ ทาํ อะไร หรอื เปน็ อยา่ งไร
ท ๔.๑ ป. ๑/๓
๔๐ การฟงั การดู ท ๓.๑ ป. ๑/๑ ทักษะการฟงั การดู และการ ๗
และการพดู ท ๓.๑ ป. ๑/๒ พูดเปน็ พ้นื ฐานการใช้ภาษาที่
ท ๓.๑ ป. ๑/๓ สําคญั นําไปสู่การพัฒนาการ
ท ๓.๑ ป. ๑/๔ อา่ น และการเขยี น
ท ๓.๑ ป. ๑/๕
วรรณคดี
และวรรณกรรม
๑ นักอา่ นคนเก่ง ท ๑.๑ ป. ๑/๑ การอา่ นและการฟงั วรรณคดี ๒๑
๒ กล่อมน้องนอน ท ๑.๑ ป. ๑/๒ และวรรณกรรมร้อยแก้วและ
๓ นิทานพาเพลิน ท ๑.๑ ป. ๑/๓ ร้อยกรองสําหรับเดก็ ทําให้ได้
๔ บา้ นและครอบครัว ท ๑.๑ ป. ๑/๔ ข้อคิดทนี่ าํ มาประยุกต์ใชใ้ น
๕ โรงเรียนของเรา ท ๑.๑ ป. ๑/๕ ชีวติ ประจาํ วนั
ท ๑.๑ ป. ๑/๖
ท ๑.๑ ป. ๑/๗
ท ๑.๑ ป. ๑/๘
ท ๕.๑ ป. ๑/๑
ท ๕.๑ ป. ๑/๒
21
หน่วยท่ี ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้ เวลา สัดสว่ น
ชัว่ โมง คะแนน
(70:30)
๖ เพอ่ื นกัน ท ๑.๑ ป. ๑/๑ การอ่านและการฟงั วรรณคดี 21
๗ สงิ่ แวดล้อมรอบตัว ท ๑.๑ ป. ๑/๒ และวรรณกรรมร้อยแกว้ และ
๘ ชาติ ศาสนา ท ๑.๑ ป. ๑/๓ รอ้ ยกรองสาํ หรบั เด็กทาํ ให้ได้
พระมหากษัตริย์ ท ๑.๑ ป. ๑/๔ ข้อคิดทนี่ าํ มาประยุกต์ใช้ใน
ท ๑.๑ ป. ๑/๕ ชีวติ ประจาํ วัน
ท ๑.๑ ป. ๑/๖
ท ๑.๑ ป. ๑/๗
ท ๑.๑ ป. ๑/๘
ท ๕.๑ ป. ๑/๑
ท ๕.๑ ป. ๑/๒
คะแนนระหว่างปี 70
30
คะแนนสอบปลายปี 240 100
รวม
22
ส่วนที่ 3
การวดั และประเมนิ ผล
แนวการจัดการเรียนรู้
หลักการจดั การเรียนรู้
การจัดการเรียนรเู้ พ่ือใหผ้ ้เู รียนมคี วามรคู้ วามสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะ
สําคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามท่ีกําหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน โดยยึด
หลักวา่ ผ้เู รียนมีความสําคญั ท่ีสดุ เชอ่ื วา่ ทกุ คนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ที่
เกิดกบั ผูเ้ รยี น กระบวนการจดั การเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม
ศักยภาพ คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสําคัญท้ังความรู้
และคณุ ธรรม
กระบวนการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย เป็นเครื่องมือที่จะนําพาตนเองไปสู่เปูาหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จําเป็น
สําหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด
กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้ จาก
ประสบการณจ์ ริง กระบวนการปฏบิ ตั ิ ลงมือทําจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจยั กระบวนการ
เรียนร้กู ารเรียนรขู้ องตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย
กระบวนการเหล่านีเ้ ปน็ แนวทางในการจัดการเรียนรทู้ ่ผี ้เู รยี นควรได้รับการฝกึ ฝน พฒั นา
เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเปูาหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอน จึง
จําเปน็ ต้องศกึ ษาทําความเขา้ ใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการ
เรยี นรู้ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
การออกแบบการเรยี นรู้
ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด สมรรถนะ
สําคญั ของผ้เู รยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณา
ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน ส่ือ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและ
ประเมินผล เพือ่ ใหผ้ ูเ้ รยี นได้พฒั นาเต็มตามศกั ยภาพและบรรลุตามเปาู หมายท่ีกาํ หนด
บทบาทของผูส้ อนและผเู้ รยี น
การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเปูาหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและผู้เรียน
ควรมบี ทบาท ดงั นี้
1) บทบาทของผสู้ อน
(1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนําข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการ
จัดการเรียนรู้ ท่ที ้าทายความสามารถของผูเ้ รียน
(2) กําหนดเปูาหมายท่ีต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ
กระบวนการ ทเี่ ป็นความคิดรวบยอด หลกั การ และความสัมพนั ธ์ รวมทง้ั คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
(3) ออกแบบการเรยี นรูแ้ ละจดั การเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
และพัฒนาการทางสมอง เพื่อนาํ ผู้เรียนไปสูเ่ ปาู หมาย
(4) จดั บรรยากาศท่ีเอ้อื ต่อการเรียนรู้ และดแู ลชว่ ยเหลอื ผู้เรียนให้เกดิ การเรียนรู้
23
(5) จัดเตรียมและเลือกใช้ส่ือให้เหมาะสมกับกิจกรรม นําภูมิปัญญาท้องถ่ิน
เทคโนโลยที ี่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจดั การเรียนการสอน
(6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย เหมาะสมกับ
ธรรมชาตขิ องวิชาและระดับพฒั นาการของผเู้ รียน
(7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมท้ัง
ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง
2) บทบาทของผูเ้ รยี น
(1) กาํ หนดเปูาหมาย วางแผน และรบั ผิดชอบการเรยี นรูข้ องตนเอง
(2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้
ต้ังคําถาม คิดหาคาํ ตอบหรอื หาแนวทางแกป้ ญั หาด้วยวิธีการต่าง ๆ
(3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปส่ิงท่ีได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนําความรู้ไปประยุกต์ใช้
ในสถานการณต์ ่าง ๆ
(4) มปี ฏิสมั พันธ์ ทาํ งาน ทาํ กิจกรรมรว่ มกบั กลุ่มและครู
(5) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ของตนเองอยา่ งตอ่ เน่ือง
เกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรยี น
การตัดสนิ ผลการเรียน
ในการตดั สนิ ผลการเรียนของกลุม่ สาระการเรียนรู้ การอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขียน
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นน้นั ผสู้ อนตอ้ งคํานงึ ถึงการพฒั นานกั เรยี นแตล่ ะคน
เป็นหลัก และต้องเกบ็ ข้อมูลของนกั เรียนทุกดา้ นอย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องในแตล่ ะภาคเรยี น
มีเกณฑ์ดังน้ี
(๑) ผเู้ รยี นตอ้ งมเี วลาเรียนไม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นท้งั หมด
(๒) ผู้เรยี นตอ้ งไดร้ ับการประเมินทกุ ตวั ชว้ี ดั และผ่านเกณฑ์ไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ ๘๐
ของจํานวนตัวชว้ี ัด
(๓) ผเู้ รยี นต้องไดร้ บั การตัดสนิ ผลการเรยี นทุกรายวิชา
(๔) ผเู้ รยี นตอ้ งได้รบั การประเมินและมผี ลการประเมนิ ผา่ นตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาํ หนดใน
การอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขียน คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน
การใหร้ ะดบั ผลการเรียน
๑. การตดั สินผลการเรยี นรายวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ใช้ระบบตัวเลข
แสดงระดบั การเรียนในแต่ละกล่มุ สาระ ดงั น้ี
24
ระดบั ผลการเรยี น ความหมาย ชว่ งคะแนนรอ้ ยละ
๔ ผลการเรยี นดเี ยี่ยม ๘๐ - ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรยี นดมี าก ๗๕ - ๗๙
๓ ๗๐ - ๗๔
๒.๕ ผลการเรยี นดี ๖๕ - ๖๙
๒ ผลการเรยี นคอ่ นข้างดี ๖๐ - ๖๔
๑.๕ ผลการเรยี นนา่ พอใจ ๕๕ - ๕๙
๑ ๕๐ - ๕๔
๐ ผลการเรยี นพอใช้ ๐ - ๔๙
ผลการเรียนผ่านเกณฑ์ขนั้ ตํ่า
ผลการเรยี นต่ํากวา่ เกณฑ์
๒. การประเมินการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขยี น เป็นผา่ นและไมผ่ า่ น
ถา้ กรณีทผี่ ่าน กําหนดเกณฑ์การตัดสินเปน็ ดเี ยย่ี ม ดี และผา่ น
ดีเยยี่ ม หมายถงึ มีผลงานทแี่ สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขยี น
ท่มี คี ณุ ภาพดเี ลศิ อยู่เสมอ
ดี หมายถึง มีผลงานท่แี สดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน
ทมี่ ีคณุ ภาพเป็นทยี่ อมรับ
ผ่าน หมายถงึ มผี ลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียน
ทม่ี คี ณุ ภาพเป็นที่ยอมรบั แต่ยังมขี ้อบกพรอ่ งบางประการ
ไม่ผ่าน หมายถงึ ไมม่ ีผลงานทีแ่ สดงถงึ ความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์
และเขยี น หรอื ถ้ามีผลงาน ผลงานนนั้ ยงั มีข้อบกพรอ่ งทีต่ ้องได้รับการปรับปรงุ แก้ไขหลายประการ
๓. การประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ รวมทกุ คณุ ลักษณะเพ่ือการเลื่อนชนั้ และจบ
การศกึ ษา เป็นผ่านและไม่ผ่าน ในการผา่ น กาํ หนดเกณฑ์การตัดสินเป็นดเี ยยี่ ม ดี และผา่ น และ
ความหมายของแตล่ ะระดับ ดังน้ี
ดีเยย่ี ม หมายถึง ผเู้ รียนปฏบิ ตั ติ นตามคุณลกั ษณะจนเป็นนิสัย และนาํ ไปใช้ในชีวิตประจาํ วนั
เพอ่ื ประโยชนส์ ุขของตนเองและสังคม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมินระดบั ดเี ยย่ี ม จํานวน ๕ - ๘
คณุ ลักษณะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการประเมินตํ่ากว่าระดบั ดี
ดี หมายถึง ผเู้ รยี นมีคณุ ลักษณะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อใหเ้ ปน็ การยอมรับของ
สังคมโดยพิจารณาจาก
๑) ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับดีเยีย่ มจาํ นวน ๑ - ๔ คุณลักษณะ และไมม่ ีคุณลกั ษณะใดไดผ้ ล
การประเมินตํ่ากว่าระดับดี หรือ
๒) ได้ผลการประเมินระดบั ดี เยยี่ มจํานวน ๔ คณุ ลักษณะ และไมม่ คี ุณลักษณะใดได้ผล
การประเมินต่ํากว่าระดับผ่านหรอื
๓) ไดผ้ ลการประเมินระดบั ดี จาํ นวน ๕ - ๘ คุณลักษณะ และไม่มีคณุ ลักษณะใดไดผ้ ลการ
ประเมินตํ่ากว่าระดบั ผา่ น
ผา่ น หมายถึง ผเู้ รยี นรบั รู้และปฏิบตั ิตามกฎเกณฑแ์ ละเงื่อนไขทสี่ ถานศกึ ษากําหนด โดย
พิจารณาจาก
๑) ได้ผลการประเมนิ ระดับผา่ น จาํ นวน ๕ - ๘ คุณลักษณะ และไม่มีคุณลกั ษณะใดไดผ้ ล
การประเมินตา่ํ กวา่ ระดบั ผ่าน หรอื
25
๒) ไดผ้ ลการประเมินระดับดี จาํ นวน ๔ คณุ ลักษณะ และไม่มคี ุณลักษณะใดได้ผลการ
ประเมินต่ํากวา่ ระดบั ผา่ น
ไม่ผา่ น หมายถึง ผู้เรยี นรับร้แู ละปฏบิ ัตไิ ด้ไม่ครบตามกฎเกณฑ์และเง่ือนไขที่สถานศึกษา
กาํ หนดโดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับไม่ผ่านตั้งแต่ ๑ คุณลกั ษณะ
๔. การประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะตอ้ งพิจารณาท้ังเวลาการเข้าร่วมกจิ กรรมการ
ปฏบิ ัติกจิ กรรมและผลงานของผูเ้ รยี นตามเกณฑท์ ่ีโรงเรียนกําหนดและให้ผลการประเมินเป็นผา่ น และไม่
ผา่ นให้ใช้ตัวอกั ษรแสดงผลการประเมนิ ดังน้ี
“ผ” หมายถึง ผ้เู รยี นมเี วลาเข้ารว่ มกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น ไมน่ ้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมและมผี ลงานเป็นท่ปี ระจักษ์
“มผ” หมายถึง ผเู้ รยี นมเี วลาเข้ารว่ มกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น ปฏิบตั ิกจิ กรรมและมีผลงาน
ไมเ่ ป็นไปตามเกณฑ์ทีส่ ถานศึกษากําหนด
ในกรณที ่ีผ้เู รียนได้ “มผ” ครูผูด้ ูแลกจิ กรรมต้องจดั ซ่อมเสริมใหผ้ ู้เรียนทาํ กจิ กรรมในสว่ นท่ี
ผ้เู รยี นไม่ได้เขา้ ร่วมหรือไม่ได้ทําจนครบถว้ น แลว้ จึงเปล่ยี นผลการเรยี นจาก “มผ” เป็น “ผ” ได้ ท้ังน้ี
ตอ้ งดําเนินการให้เสรจ็ สิ้นภายในปีการศึกษาน้นั ยกเวน้ มีเหตสุ ดุ วิสัยห้อยูใ่ นดลุ ยพนิ ิจของผบู้ ริหาร
สถานศึกษาหรือผู้ท่ีได้รับมอบหมาย
การเลอื่ นชนั้
เมื่อสน้ิ ปกี ารศึกษา ผ้เู รยี นจะไดร้ บั การเลื่อนช้นั เมื่อมีคุณสมบัตติ ามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ผูเ้ รียนต้องมเี วลาเรียนไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นท้ังหมด
(๒) ผูเ้ รยี นตอ้ งได้รบั การประเมินทุกตวั ชวี้ ัด และผ่านเกณฑ์ไมน่ ้อยกว่ารอ้ ยละ ๘๐ ของ
จาํ นวนตัวชีว้ ดั
(๓) ผู้เรียนตอ้ งไดร้ บั การตัดสนิ ผลการเรียนทุกรายวชิ า ไมน่ อ้ ยกว่าระดบั “ ๑ ” จึงจะถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์ตามท่ีสถานศึกษากําหนด
(๔) นักเรียนต้องได้รบั การประเมิน และมีผลการประเมิน การอ่าน คดิ วเิ คราะห์และเขียน
ในระดบั “ ผ่าน ” ข้นึ ไป มีผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคใ์ นระดบั “ ผ่าน ” ข้นึ ไป และมีผล
การประเมนิ กิจกรรมพัฒนานักเรียน ในระดบั “ ผา่ น ”
ท้ังน้ี ถา้ ผ้เู รียนมีข้อบกพร่องเพยี งเลก็ น้อย และพิจารณาเห็นว่าสามารถพฒั นาและสอน
ซอ่ มเสรมิ ได้ให้อยู่ในดุลยพนิ ิจของสถานศกึ ษาท่จี ะผ่อนผันใหเ้ ลื่อนชน้ั ได้
อนึง่ ในกรณีท่ผี ู้เรยี นมีหลักฐานการเรยี นรู้ทแ่ี สดงว่ามีความสามารถดีเลศิ สถานศึกษาอาจให้
โอกาสผเู้ รียนเลื่อนช้นั กลางปีการศกึ ษา โดยสถานศึกษาแต่งตัง้ คณะกรรมการประกอบด้วยฝุายวชิ าการ
ของสถานศกึ ษาและผู้แทนของเขตพื้นที่การศึกษาหรอื ต้นสังกัดประเมินผูเ้ รียนและตรวจสอบคณุ สมบัติให้
ครบถว้ นตามเงื่อนไขทงั้ ๓ ประการต่อไปน้ี
๑. มีผลการเรียนในปกี ารศกึ ษาที่ผ่านมาและมผี ลการเรยี นระหวา่ งปที กี่ ําลังศึกษาอยูใ่ น
เกณฑ์ดเี ยยี่ ม
๒. มีวฒุ ิภาวะเหมาะสมทจ่ี ะเรียนในช้นั ทสี่ งู ขึ้น
๓. ผ่านการประเมนิ ผลความรู้ความสามารถทกุ รายวิชาของชนั้ ปีท่ีเรยี นปจั จุบัน และ
ความรคู้ วามสามารถทุกรายวิชาในภาคเรยี นแรกของชัน้ ปีท่ีจะเลื่อนขนึ้
การอนุมัติให้เล่อื นชน้ั กลางปกี ารศึกษาไปเรียนช้ันสูงขึ้นได้ ๑ ระดับช้ันน้ี ต้องได้รับการ
ยินยอมจากผ้เู รยี นและผู้ปกครองและตอ้ งดาํ เนินการใหเ้ สร็จส้ินก่อนเปิดภาคเรยี นที่ ๒ ของปีการศึกษาน้ัน
26
สําหรับในกรณีท่ีพบว่ามีผู้เรียนกลุ่มพิเศษประเภทต่างๆ มีปัญหาในการเรียนรู้ให้สถานศึกษาดําเนินงาน
ร่วมกับสํานักการศกึ ษาเฉพาะความพิการหาแนวทางการแก้ไขและพฒั นา
การสอนซอ่ มเสรมิ
การสอนซ่อมเสริม เปน็ การสอนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง กรณีท่ีผูเ้ รยี นมคี วามรู้ ทักษะ
กระบวนการ หรือคุณลกั ษณะไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กาํ หนด จะตอ้ งจัดสอนซ่อมเสริมเพ่อื พฒั นาการเรียนรู้
ของผู้เรยี นเต็มตามศกั ยภาพ การสอนซ่อมเสรมิ เป็นการสอนเพื่อแก้ไขข้อบกพรอ่ งกรณีทผี่ ู้เรยี นมีความรู้
ทักษะ กระบวนการ หรอื เจตคต/ิ คณุ ลักษณะไมเ่ ป็นไปตามเกณฑ์ทส่ี ถานศึกษากําหนด สถานศกึ ษาตอ้ ง
จัดสอนซ่อมเสรมิ เปน็ กรณพี เิ ศษนอกเหนือไปจากการสอนตามปกตเิ พื่อพฒั นาให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตาม
มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชี้วัดที่กําหนดไว้เป็นการให้โอกาสแก่ผ้เู รยี นไดเ้ รยี นร้แู ละพฒั นา โดยจดั กจิ กรรม
การเรยี นรู้ท่หี ลากหลายและตอบสนองความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
การเปลยี่ นผลการเรียน
การเปลี่ยนผลการเรียน“๐”
สถานศึกษาจดั ให้มีการสอนซ่อมเสริมในมาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้ีวดั ที่ผ้เู รียนสอบไม่ผา่ น
กอ่ นแลว้ จงึ สอบแก้ตัวได้ไม่เกิน ๒ คร้ัง ถา้ ผูเ้ รยี นไม่ดําเนินการสอบแก้ตัวตามระยะเวลาทส่ี ถานศึกษา
กาํ หนดให้อยู่ในดลุ ยพนิ ิจของสถานศกึ ษาท่ีจะพิจารณาขยายเวลาออกไปอกี ๑ ภาคเรยี น สาํ หรับภาค
เรียนท่ี ๒ ตอ้ งดําเนินการใหเ้ สรจ็ ส้ินภายในปกี ารศึกษาน้ัน
ถ้าสอบแก้ตัว ๒ ครัง้ แล้ว ยังไดร้ ะดับผลการเรยี น “๐” อีก ใหส้ ถานศึกษาแตง่ ตั้ง
คณะกรรมการดาํ เนินการเก่ียวกบั การเปลี่ยนผลการเรยี นของผเู้ รยี นโดยปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
๑) ถา้ เปน็ รายวชิ าพื้นฐานให้เรียนซ้าํ รายวชิ านน้ั
๒) ถ้าเปน็ รายวิชาเพ่ิมเติมให้เรียนซา้ํ หรือเปล่ยี นรายวิชาเรยี นใหม่ ทง้ั น้ีให้อยใู่ นดลุ ย
พินิจของสถานศกึ ษา ในกรณีท่เี ปล่ยี นรายวิชาเรียนใหม่ ให้หมายเหตุในระเบียน
แสดงผลการเรียนวา่ เรียนแทนรายวชิ าใด
การเปลีย่ นผลการเรียน“ร”
การเปลี่ยนผลการเรยี น“ร” ให้ดาํ เนินการดังนี้ ให้ผเู้ รียนดําเนนิ การแก้ไข “ร” ตาม
สาเหตุ เมอ่ื ผู้เรียนแก้ไขปญั หาเสร็จแลว้ ให้ไดร้ ะดับผลการเรียนตามปกติ (ตง้ั แต่ ๐ - ๔) ถ้าผเู้ รยี นไม่
ดําเนนิ การแกไ้ ข “ร” กรณที ี่สง่ งานไม่ครบแตม่ ีผลการประเมินระหวา่ งภาคเรยี นและปลายภาคให้ผู้สอนนํา
ขอ้ มูลท่ีมีอยู่ตดั สนิ ผลการเรียนยกเวน้ มเี หตสุ ดุ วสิ ยั ให้อย่ใู นดุลยพินจิ ของสถานศึกษาทจ่ี ะขยายเวลาการแก้
“ร” ออกไปอีกไม่เกิน ๑ ภาคเรียนสาํ หรบั ภาคเรยี นที่ ๒ ต้องดําเนนิ การใหเ้ สรจ็ สิน้ ภายในปีการศึกษา
นนั้ เม่ือพน้ กําหนดนีแ้ ล้วใหเ้ รยี นซํา้ หากผลการเรยี นเปน็ “๐” ใหด้ าํ เนนิ การแก้ไขตามหลักเกณฑ์
การเปล่ยี นผลการเรียน “มส”
การเปลี่ยนผลการเรยี น“มส” มี ๒ กรณี ดงั นี้
๑) กรณผี ู้เรยี นไดผ้ ลการเรยี น “มส” เพราะมีเวลาเรียนไมถ่ ึงร้อยละ ๘๐
แตม่ ีเวลาเรยี นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของเวลาเรยี นในรายวิชานั้น ให้จดั ใหเ้ รยี นเพิ่มเตมิ โดยใช้ชัว่ โมง
สอนซอ่ มเสริมหรอื ใช้เวลาว่าง หรอื ใชว้ นั หยดุ หรอื มอบหมายงานใหท้ าํ จนมีเวลาเรยี นครบตามทก่ี ําหนดไว้
สําหรบั รายวชิ าน้ันแลว้ จงึ ให้วดั ผลปลายภาคเป็นกรณีพเิ ศษ
ผลการแก้ “มส” ใหไ้ ดร้ ะดับผลการเรียนไม่เกิน “๑” การแก้
27
“มส” กรณีนใี้ หก้ ระทาํ ใหเ้ สรจ็ สิ้นภายในปีการศกึ ษาน้ัน ถ้าผ้เู รยี น ไมม่ าดาํ เนินการ
แก้ “มส” ตามระยะเวลาทก่ี ําหนดไว้น้ใี หเ้ รียนซา้ํ ยกเวน้ มีเหตสุ ดุ วิสัย ใหอ้ ยูใ่ นดุลยพินิจของสถานศกึ ษาที่
จะขยายเวลาการแก้ “มส” ออกไปอีกไมเ่ กิน ๑ ภาคเรยี น แต่เม่ือพ้นกําหนดน้ีแล้ว ใหป้ ฏิบตั ดิ งั นี้
(๑) ถา้ เปน็ รายวชิ าพนื้ ฐานให้เรียนซํ้ารายวิชานั้น
(๒) ถา้ เป็นรายวชิ าเพิ่มเตมิ ใหอ้ ยูใ่ นดลุ ยพินจิ ของสถานศึกษา ใหเ้ รียนซาํ้ หรือ
เปลีย่ นรายวิชาเรียนใหม่
๒) กรณีผเู้ รียนได้ผลการเรียน “มส” เพราะมีเวลาเรียนน้อยกว่ารอ้ ยละ ๖๐ ของเวลา
เรยี นทง้ั หมดใหส้ ถานศกึ ษาดําเนนิ การดงั นี้
(๑) ถา้ เปน็ รายวิชาพ้ืนฐานใหเ้ รยี นซ้าํ รายวิชานน้ั
(๒) ถ้าเปน็ รายวชิ าเพิม่ เติมให้อยใู่ นดุลยพินิจของสถานศึกษา ให้เรียนซํา้ หรือ
เปล่ียนรายวชิ าเรยี นใหม่ ในกรณที ี่เปลย่ี นรายวิชาเรียนใหมใ่ ห้หมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียนว่า
เรียนแทนรายวชิ าใด
การเรยี นซ้าํ รายวิชา ผูเ้ รยี นท่ีไดร้ บั การสอนซอ่ มเสริมและสอบแก้ตัว ๒ คร้ังแล้วไมผ่ า่ น
เกณฑ์การประเมนิ ให้เรยี นซํ้ารายวิชาน้นั ท้งั นใี้ ห้อยูใ่ นดลุ ยพินิจของสถานศึกษาในการจดั ให้เรยี นซ้าํ ในชว่ ง
ใดช่วงหนึ่งที่สถานศึกษาเหน็ ว่าเหมาะสม เช่น พกั กลางวนั วันหยดุ ชัว่ โมงวา่ งหลังเลิกเรยี น ภาคฤดรู ้อน
เปน็ ตน้
ในกรณีภาคเรียนที่ ๒ หากผเู้ รยี นยังมผี ลการเรยี น “๐” “ร” “มส” ให้ดําเนินการให้
เสรจ็ ส้นิ ก่อนเปดิ เรียนปีการศึกษาถัดไป สถานศกึ ษาอาจเปดิ การเรยี นการสอนในภาคฤดูร้อนเพ่ือแก้ไขผล
การเรยี นของผ้เู รียนได้
การเปลีย่ นผล“มผ”
กรณีทผ่ี ูเ้ รียนได้ผล “มผ” สถานศึกษาต้องจัดซ่อมเสริมให้ผเู้ รยี นทาํ กจิ กรรมในส่วนท่ีผู้เรยี น
ไมไ่ ด้เขา้ ร่วมหรือไม่ได้ทําจนครบถว้ น แลว้ จงึ เปล่ียนผลจาก “มผ”เป็น “ผ” ได้ ทั้งน้ีดาํ เนนิ การให้เสรจ็ สิ้น
ภายในภาคเรียนน้ัน ๆ ยกเวน้ มีเหตุสุดวิสยั ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศกึ ษาทจ่ี ะพจิ ารณาขยายเวลา
ออกไปอีกไมเ่ กิน ๑ ภาคเรียน สาํ หรบั ภาคเรียนท่ี ๒ ตอ้ งดําเนนิ การให้เสร็จสิ้นภายในปกี ารศึกษาน้ัน
การเรยี นซา้ ชน้ั
ผเู้ รยี นท่ีไม่ผา่ นรายวิชาจํานวนมากและมีแนวโน้มวา่ จะเปน็ ปัญหาต่อการเรยี นในระดับชัน้ ท่ี
สูงขึ้นสถานศึกษา ต้องตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซ้ําชนั้ ได้ ทง้ั น้ใี หค้ ํานึงถึงวฒุ ิภาวะและความรู้
ความสามารถของผูเ้ รยี นเป็นสําคัญ
ผ้เู รียนทีไ่ ม่มีคณุ สมบัตติ ามเกณฑ์การเลื่อนชัน้ สถานศกึ ษาควรใหเ้ รยี นซ้าํ ชั้น ท้ังน้ี
สถานศึกษาอาจใชด้ ลุ ยพนิ ิจให้เล่อื นชน้ั ได้ หากพิจารณาว่าผเู้ รียนมีคุณสมบตั ิขอ้ ใดข้อหน่ึง ดงั ต่อไปน้ี
๑) มีเวลาเรยี นไม่ถงึ ร้อยละ ๘๐ อนั เนือ่ งจากสาเหตุจาํ เป็นหรือเหตสุ ุดวสิ ยั แตม่ ี
คุณสมบัติตามเกณฑ์การเลื่อนชัน้ ในขอ้ อื่นๆ ครบถ้วน
๒) ผู้เรียนมผี ลการประเมนิ ผ่านมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดไมถ่ ึงเกณฑ์ตามที่
สถานศึกษากาํ หนดในแต่ละรายวิชา แต่เห็นว่าสามารถสอนซอ่ มเสริมไดใ้ นปีการศึกษาน้ัน และมี
คณุ สมบัตติ ามเกณฑ์การเล่ือนชน้ั ในข้ออน่ื ๆ ครบถ้วน
๓) ผ้เู รียนมผี ลการประเมนิ รายวชิ าในกลมุ่ สาระภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
สงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมอย่ใู นระดับผ่าน
28
กอ่ นทจ่ี ะใหผ้ ู้เรียนเรียนซ้ําช้ัน สถานศึกษาต้องแจ้งให้ผู้ปกครองและผู้เรียนทราบเหตุผล
ของการเรียนซาํ้ ชั้น
สอ่ื การเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
สือ่ การเรียนรเู้ ป็นเครือ่ งมอื ส่งเสรมิ สนบั สนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผเู้ รียนเข้าถึงความรู้
ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้มี
หลากหลายประเภท ท้ังสื่อธรรมชาติ สื่อส่ิงพิมพ์ ส่ือเทคโนโลยี และเครือข่าย การเรียนรู้ต่างๆ ที่มีใน
ท้องถิ่น การเลอื กใชส้ ือ่ ควรเลอื กให้มีความเหมาะสมกับระดบั พฒั นาการ และลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลาย
ของผู้เรยี น
การจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทําและพัฒนาข้ึนเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้
อย่างมคี ุณภาพจากสือ่ ตา่ งๆ ทีม่ ีอยรู่ อบตัวเพ่ือนํามาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ท่ีสามารถส่งเสริมและ
สื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียน เกิดการ
เรียนรู้อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขตพ้ืนท่ีการศึกษา หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องและผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาขั้น
พื้นฐาน ควรดําเนนิ การดงั นี้
1. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์ส่ือการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่าย
การเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพ่ือการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปล่ียน
ประสบการณก์ ารเรียนรู้ ระหวา่ งสถานศึกษา ทอ้ งถ่นิ ชมุ ชน สงั คมโลก
2. จัดทําและจัดหาส่ือการเรียนรู้สําหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน เสริมความรู้ให้ผู้สอน
รวมทง้ั จัดหาสิ่งทม่ี ีอยใู่ นทอ้ งถนิ่ มาประยกุ ต์ใช้เป็นส่อื การเรียนรู้
3. เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกับ
วธิ กี ารเรียนรู้ ธรรมชาติของสาระการเรยี นรู้ และความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลของผู้เรยี น
4. ประเมินคณุ ภาพของสื่อการเรยี นรูท้ ี่เลือกใชอ้ ย่างเปน็ ระบบ
5. ศึกษาคน้ คว้า วจิ ยั เพ่ือพัฒนาส่ือการเรยี นร้ใู หส้ อดคลอ้ งกับกระบวนการเรยี นรู้ของผเู้ รียน
6. จัดให้มีการกํากับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเก่ียวกับสื่อและการใช้สื่อ
การเรยี นร้เู ปน็ ระยะๆ และสม่ําเสมอ
ในการจัดทํา การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ในสถานศึกษาควรคํานึงถึง
หลักการสําคัญของส่ือการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้ การ
ออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เน้ือหามีความถูกต้องและทันสมัย ไม่กระทบ
ความมั่นคงของชาติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม มีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง รูปแบบการนําเสนอท่ีเข้าใจง่าย และ
นา่ สนใจ
29
ภาคผนวก
ก. คาอธิบายศัพท์
30
อภธิ านศัพท์
กระบวนการเขียน
กระบวนการเขียนเป็นการคดิ เร่ืองที่จะเขยี นและรวบรวมความรู้ในการเขียน กระบวนการเขียน มี 5
ขน้ั ดังนี้
1. การเตรยี มการเขียน เป็นข้ันเตรียมพร้อมท่ีจะเขียนโดยเลือกหัวข้อเร่ืองที่จะเขียนบนพื้นฐาน
ของประสบการณ์ กําหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียน อาจใช้วิธีการอ่านหนังสือ
สนทนา จัดหมวดหมู่ความคดิ โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวข้อ
เรื่องใหญ่ หวั ขอ้ ยอ่ ย และรายละเอยี ดคร่าวๆ
2. การยกร่างข้อเขียน เมื่อเตรียมหัวข้อเรื่องและความคิดรูปแบบการเขียนแล้ว ให้นําความคิด
มาเขียนตามรูปแบบที่กําหนดเป็นการยกร่างขอ้ เขยี น โดยคํานึงถึงว่าจะเขียนให้ใครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไร
ใหเ้ หมาะสมกับเรอ่ื งและเหมาะกบั ผู้อืน่ จะเร่ิมต้นเขียนอย่างไร มีหัวข้อเรื่องอย่างไร ลําดับความคิดอย่างไร
เช่ือมโยงความคดิ อยา่ งไร
3. การปรับปรุงข้อเขียน เมื่อเขียนยกร่างแล้วอ่านทบทวนเรื่องที่เขียน ปรับปรุงเร่ืองที่เขียน
เพิ่มเติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สํานวนโวหาร นําไปให้เพ่ือนหรือผู้อ่ืนอ่าน นําข้อเสนอแนะมา
ปรบั ปรงุ อีกครัง้
4. การบรรณาธิการกิจ นําข้อเขียนท่ีปรับปรุงแล้วมาตรวจทานคําผิด แก้ไขให้ถูกต้อง แล้ว
อา่ นตรวจทานแกไ้ ขข้อเขียนอีกคร้ัง แกไ้ ขขอ้ ผิดพลาดทั้งภาษา ความคดิ และการเว้นวรรคตอน
5. การเขียนให้สมบูรณ์ นําเร่ืองท่ีแก้ไขปรับปรุงแล้วมาเขียนเร่ืองให้สมบูรณ์ จัดพิมพ์ วาด
รูปประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบ เมื่อพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกคร้ัง
ใหส้ มบรู ณ์ก่อนจดั ทาํ รูปเลม่
กระบวนการคดิ
การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นกระบวนการคิด คนท่ีจะคิดได้ดีต้องเป็นผู้ฟัง ผู้พูด
ผู้อ่าน และผู้เขียนที่ดี บุคคลที่จะคิดได้ดีจะต้องมีความรู้และประสบการณ์พื้นฐานในการคิด บุคคลจะมี
ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า จะต้องมีความรู้
และประสบการณ์พื้นฐานท่ีนํามาช่วยในการคิดท้ังสิ้น การสอนให้คิดควรให้ผู้เรียนรู้จักคัดเลือกข้อมูล
ถ่ายทอด รวบรวม และจําข้อมูลต่างๆ สมองของมนุษย์จะเป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปล
ความขอ้ มลู ข่าวสาร และสามารถนํามาใช้อ้างอิง การเป็นผู้ฟัง ผู้พูด ผู้อ่าน และผู้เขียนที่ดี จะต้องสอนให้
เปน็ ผู้บรโิ ภคขอ้ มูลข่าวสารทีด่ แี ละเปน็ นกั คดิ ทด่ี ดี ว้ ย กระบวนการสอนภาษาจึงต้องสอนให้ผู้เรียนเป็นผู้รับรู้
ข้อมูลข่าวสารและมีทักษะ การคิด นําข้อมูลข่าวสารท่ีได้จากการฟังและการอ่านนํามาสู่การฝึกทักษะการ
คิด นําการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน มาสอนในรูปแบบบูรณาการทักษะ ตัวอย่าง เช่น การเขียน
เป็นกระบวนการคิดในการวเิ คราะห์ การแยกแยะ การสังเคราะห์ การประเมินค่า การสร้างสรรค์ ผู้เขียนจะนํา
ความรู้และประสบการณ์สู่การคิดและแสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ต้องเป็นผู้อ่านและผู้ฟังเพื่อรับรู้
ขา่ วสารทจ่ี ะนาํ มาวิเคราะหแ์ ละสามารถแสดงทรรศนะได้
31
กระบวนการอา่ น
การอ่านเป็นกระบวนการซ่ึงผู้อ่านสร้างความหมายหรือพัฒนา การตีความระหว่างการอ่านผู้อ่าน
จะต้องรู้หัวข้อเร่ือง รู้จุดประสงค์ของการอ่าน มีความรู้ทางภาษาท่ีใกล้เคียงกับภาษาที่ใช้ในหนังสือท่ีอ่าน
โดยใชป้ ระสบการณ์เดมิ เปน็ ประสบการณ์ทาํ ความเขา้ ใจกับเรื่องท่อี า่ น กระบวนการอา่ นมดี งั นี้
1. การเตรียมการอ่าน ผู้อ่านจะต้องอ่านชื่อเรื่อง หัวข้อย่อยจากสารบัญเรื่อง อ่านคํานํา ให้
ทราบจุดมุ่งหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพื่อความเพลิดเพลินหรืออ่านเพื่อ หา
ความรู้ วางแผนการอา่ นโดยอ่านหนังสือตอนใดตอนหน่ึงว่าความยากง่ายอย่างไร หนังสือมีความยากมาก
น้อยเพียงใด รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็นเร่ืองเกี่ยวกับ
อะไร เตรียมสมุด ดินสอ สําหรับจดบนั ทึกข้อความหรือเนอื้ เรื่องทส่ี าํ คญั ขณะอ่าน
2. การอ่าน ผอู้ า่ นจะอ่านหนังสือให้ตลอดเลม่ หรอื เฉพาะตอนที่ต้องการอ่าน ขณะอ่านผู้อ่านจะ
ใชค้ วามรจู้ ากการอ่านคาํ ความหมายของคํามาใชใ้ นการอ่าน รวมท้ังการรู้จักแบ่งวรรคตอนด้วย การอ่าน
เร็วจะมสี ว่ นช่วยให้ผู้อา่ นเขา้ ใจเรอื่ งได้ดีกวา่ ผูอ้ ่านช้า ซ่ึงจะสะกดคําอ่านหรืออ่านย้อนไปย้อนมา ผู้อ่านจะ
ใชบ้ รบิ ทหรอื คําแวดล้อมชว่ ยในการตีความหมายของคาํ เพอ่ื ทําความเขา้ ใจเร่ืองที่อ่าน
3. การแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านจะจดบันทึกข้อความที่มีความสําคัญ หรือเขียนแสดงความ
คิดเห็น ตีความข้อความที่อ่าน อ่านซํ้าในตอนที่ไม่เข้าใจเพื่อทําความเข้าใจให้ถูกต้อง ขยายความคิดจาก
การอ่าน จับคู่กับเพ่ือนสนทนาแลกเปล่ียนความคิดเห็น ต้ังข้อสังเกตจากเร่ืองท่ีอ่าน ถ้าเป็นการอ่านบท
กลอนจะตอ้ งอ่านทํานองเสนาะดงั ๆ เพ่ือฟังเสียงการอ่านและเกิดจนิ ตนาการ
4. การอา่ นสารวจ ผูอ้ า่ นจะอ่านซํ้าโดยเลือกอ่านตอนใดตอนหน่ึง ตรวจสอบคําและภาษา ที่ใช้
สํารวจโครงเร่ืองของหนังสือเปรียบเทียบหนังสือที่อ่านกับหนังสือที่เคยอ่าน สํารวจและเช่ือมโยงเหตุการณ์
ในเร่ืองและการลาํ ดับเรื่อง และสาํ รวจคําสาํ คญั ท่ีใช้ในหนังสือ
5. การขยายความคิด ผู้อ่านจะสะท้อนความเข้าใจในการอ่าน บันทึกข้อคิดเห็น คุณค่าของ
เร่ือง เช่ือมโยงเร่ืองราวในเรื่องกับชีวิตจริง ความรู้สึกจากการอ่าน จัดทําโครงงานหลักการอ่าน เช่น
วาดภาพ เขยี นบทละคร เขียนบนั ทึกรายงานการอา่ น อ่านเรือ่ งอน่ื ๆ ทผ่ี เู้ ขียนคนเดียวกันแต่ง อ่านเรื่อง
เพม่ิ เตมิ เร่ืองท่ีเกย่ี วโยงกบั เรือ่ งท่ีอา่ น เพื่อใหไ้ ด้ความรทู้ ี่ชดั เจนและกวา้ งขวางขน้ึ
การเขยี นเชงิ สร้างสรรค์
การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการในการเขียน
เช่น การเขียนเรียงความ นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย และบทร้อยกรอง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียน
จะต้องมีความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคําอย่างหลากหลาย สามารถนําคํามาใช้ ในการ เขียน
ตอ้ งใช้เทคนิคการเขียน และใช้ถ้อยคาํ อย่างสละสลวย
การดู
การดูเป็นการรับสารจากสื่อภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้จากการรับรู้สาร ตีความ แปล
ความ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าสารจากส่ือ เช่น การดูโทรทัศน์ การดูคอมพิวเตอร์ การดูละคร
การดูภาพยนตร์ การดูหนังสือการ์ตูน (แม้ไม่มีเสียงแต่มีถ้อยคําอ่านแทนเสียงพูด) ผู้ดูจะต้องรับรู้สาร
จากการดูและนํามาวิเคราะห์ ตีความ และประเมินคุณค่าของสารที่เป็นเนื้อเรื่องโดยใช้หลักการพิจารณา
วรรณคดีหรือการวิเคราะห์วรรณคดีเบื้องต้น เช่น แนวคิดของเร่ือง ฉากท่ีประกอบเรื่องสมเหตุสมผล
กิริยาท่าทาง และการแสดงออกของตัวละครมีความสมจริงกับบทบาท โครงเร่ือง เพลง แสง สี เสียง
ที่ใช้ประกอบการแสดงให้อารมณ์แก่ผู้ดูสมจริงและสอดคล้องกับยุคสมัยของเหตุการณ์ท่ีจําลองสู่บทละคร
คุณค่าทางจริยธรรม คุณธรรม และคุณค่าทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อผู้ดูหรือผู้ชม ถ้าเป็นการดูข่าวและ
เหตุการณ์ หรือการอภิปราย การใช้ความรู้หรือเรื่องที่เป็นสารคดี การโฆษณาทางสื่อจะต้องพิจา รณา
32
เน้ือหาสาระว่าสมควรเช่ือถือได้หรือไม่ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ความคิดสําคัญและมีอิทธิพลต่อ
การเรียนรู้มาก และการดูละครเวที ละครโทรทัศน์ ดูข่าวทางโทรทัศน์จะเป็นประโยชน์ได้รับความ
สนกุ สนาน ต้องดูและวเิ คราะห์ ประเมนิ ค่า สามารถแสดงทรรศนะของตนไดอ้ ย่างมีเหตผุ ล
การตคี วาม
การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คําท่ีแวดล้อม
ข้อความ ทําความเข้าใจขอ้ ความหรือกาํ หนดความหมายของคําให้ถูกต้อง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า การตีความหมาย ช้ีหรือกําหนด
ความหมาย ให้ความหมายหรืออธิบาย ใช้หรอื ปรับให้เขา้ ใจเจตนา และความมงุ่ หมายเพือ่ ความถกู ต้อง
การเปลี่ยนแปลงของภาษา
ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คําคําหน่ึงในสมัยหนึ่งเขียนอย่างหน่ึง อีกสมัยหนึ่ง
เขียนอีกอย่างหน่ึง คําว่า ประเทศ แต่เดิมเขียน ประเทษ คําว่า ปักษ์ใต้ แต่เดิมเขียน ปักใต้ ใน
ปัจจุบันเขียน ปักษ์ใต้ คําว่า ลุ่มลึก แต่ก่อนเขียน ลุ่มฦก ภาษาจึงมีการเปล่ียนแปลง ท้ังความหมาย
และการเขียน บางครั้งคําบางคํา เช่น คําว่า หล่อน เป็นคําสรรพนามแสดงถึงคําพูด สรรพนามบุรุษท่ี
3 ท่เี ป็นคาํ สุภาพ แต่เดยี๋ วนี้คําว่า หล่อน มคี วามหมายในเชงิ ดแู คลน เป็นต้น
การสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์ คือ การรู้จักเลือกความรู้ ประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมมาเป็นพ้ืนฐานในการสร้าง
ความรู้ ความคิดใหม่ หรือสิ่งแปลกใหม่ท่ีมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม บุคคลที่จะมี
ความสามารถในการสร้างสรรค์จะต้องเป็นบุคคลที่มีความคิดอิสระอยู่เสมอ มีความเช่ือมั่นในตนเอง มอง
โลกในแง่ดี คิดไตร่ตรอง ไม่ตัดสินใจส่ิงใดง่ายๆ การสร้างสรรค์ของมนุษย์จะเกี่ยวเน่ืองกันกับความคิด
การพูด การเขียน และการกระทําเชิงสรา้ งสรรค์ ซึ่งจะตอ้ งมีการคิดเชงิ สรา้ งสรรค์เป็นพื้นฐาน
ความคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นความคิดท่ีพัฒนามาจากความรู้และประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็น
ปจั จัยพ้ืนฐานของการพูด การเขียน และการกระทาํ เชิงสรา้ งสรรค์
การพูดและการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการแสดงออกทาง ภาษาที่ใช้ภาษาขัดเกลาให้ไพเราะ
งดงาม เหมาะสม ถกู ตอ้ งตามเนือ้ หาท่ีพูดและเขยี น
การกระทาํ เชิงสร้างสรรคเ์ ป็นการกระทําท่ไี ม่ซํา้ แบบเดิมและคิดค้นใหม่แปลกไปจากเดิม และเป็น
ประโยชน์ท่สี ูงขนึ้
ข้อมลู สารสนเทศ
ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง เร่ืองราว ข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใดส่ิงหน่ึงที่สามารถ
สื่อความหมายด้วยการพูดบอกเล่า บันทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนังสือ แผนท่ี แผนภาพ ภาพถ่าย
บันทึกด้วยเสียงและภาพ บันทึกด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการเก็บเร่ืองราวต่างๆ บันทึกไว้เป็น
หลกั ฐานด้วยวิธีต่างๆ
ความหมายของคา
คําทีใ่ ช้ในการติดต่อสือ่ สารมคี วามหมายแบง่ ได้เป็น 3 ลกั ษณะ คือ
1. ความหมายโดยตรง เปน็ ความหมายท่ีใชพ้ ดู จากันตรงตามความหมาย คําหน่ึง ๆ นั้น อาจมี
ความหมายได้หลายความหมาย เช่น คําว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใส่นํ้า หรืออาจหมายถึง
นกชนิดหนึง่ ตวั สดี ํา รอ้ ง กา กา เปน็ ความหมายโดยตรง
2. ความหมายแฝง คําอาจมีความหมายแฝงเพ่ิมจากความหมายโดยตรง มักเป็นความหมาย
เก่ียวกับความรู้สึก เช่น คําว่า ข้ีเหนียว กับ ประหยัด หมายถึง ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ าย เป็น
ความหมายตรง แตค่ วามรสู้ ึกต่างกัน ประหยัดเปน็ สิง่ ดี แต่ขเี้ หนยี วเปน็ สิ่งไม่ดี
33
3. ความหมายในบริบท คําบางคํามีความหมายตรง เม่ือร่วมกับคําอ่ืนจะมีความหมายเพ่ิมเติม
กว้างขึ้น หรือแคบลงได้ เช่น คําว่า ดี เด็กดี หมายถึง ว่านอนสอนง่าย เสียงดี ห มายถึง ไพเราะ
ดินสอดี หมายถึง เขียนได้ดี สุขภาพดี หมายถึง ไม่มีโรค ความหมายบริบทเป็นความหมายเช่นเดียวกับ
ความหมายแฝง
คุณค่าของงานประพนั ธ์
เมื่อผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงาน
ประพันธ์ ทําให้ผู้อ่านอา่ นอย่างสนกุ และไดร้ ับประโยชนจ์ าการอ่านงานประพันธ์ คณุ ค่าของงานประพันธ์
แบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประการ คือ
1. คุณคา่ ด้านวรรณศิลป์ ถา้ อ่านบทร้อยกรองก็จะพจิ ารณากลวิธีการแต่ง การเลือกเฟูนถ้อยคํา
มาใช้ได้ไพเราะ มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสะเทือนอารมณ์ ถ้าเป็นบทร้อยแก้วประเภทสารคดี
รูปแบบการเขียนจะเหมาะสมกับเน้ือเรื่อง วิธีการนําเสนอน่าสนใจ เน้ือหามีความถูกต้อง ใช้ภาษา
สละสลวยชดั เจน การนาํ เสนอมคี วามคิดสร้างสรรค์ ถา้ เป็นร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดี องค์ประกอบของ
เรื่องไม่ว่าเร่ืองสั้น นวนิยาย นิทาน จะมีแก่นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครมีความสัมพันธ์กัน กลวิธีการ
แต่งแปลกใหม่ น่าสนใจ ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความสะเทือนอารมณ์ การใช้ถ้อยคําสร้างภาพได้
ชัดเจน คําพูดในเร่ืองเหมาะสมกบั บคุ ลกิ ของ ตัวละครมคี วามคดิ สรา้ งสรรคเ์ ก่ียวกับชวี ติ และสงั คม
2. คณุ คา่ ด้านสงั คม เป็นคณุ คา่ ทางดา้ นวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ชีวิตความ
เปน็ อย่ขู องมนุษย์ และคุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าท่ีผู้อ่านจะ เข้าใจชีวิตทั้งในโลก
ทัศน์และชีวทัศน์ เข้าใจการดําเนินชีวิตและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ดีขึ้น เน้ือหาย่อมเก่ียวข้องกับการช่วย
จรรโลงใจแก่ผ้อู า่ น ช่วยพัฒนาสังคม ชว่ ยอนุรกั ษส์ ิ่งมคี ณุ คา่ ของชาติบ้านเมือง และสนับสนุนค่านิยมอันดี
งาม
โครงงาน
โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นคว้า ลงมือปฏิบัติจริง ใน
ลักษณะของการสํารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผู้เรียนจะรวบรวมข้อมูล นํามาวิเคราะห์
ทดสอบเพอื่ แกป้ ญั หาขอ้ งใจ ผู้เรียนจะนําความรู้จากช้ันเรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคําตอบ
เป็นกระบวนการค้นพบนําไปสู่การเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทํางานร่วมกับผู้อ่ืน ทักษะการจัดการ
ผู้สอนจะเข้าใจผู้เรียน เห็นรูปแบบการเรียนรู้ การคิด วิธีการทํางานของผู้เรียน จากการสังเกตการ
ทาํ งานของผเู้ รียน
การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวิธีการหนึ่ง แต่เป็นการศึกษาค้นคว้าท่ีใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแกป้ ัญหา เป็นการพฒั นาผู้เรียนใหเ้ ป็นคนมเี หตุผล สรุปเรื่องราว
อย่างมีกฎเกณฑ์ ทํางานอย่างมีระบบ การเรียนแบบโครงงานไม่ใช่การศึกษาค้นคว้าจัดทํารายงานเพียง
อย่างเดยี ว ตอ้ งมกี ารวเิ คราะหข์ อ้ มูลและมกี ารสรุปผล
ทกั ษะการสื่อสาร
ทักษะการส่ือสาร ได้แก่ ทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเคร่ืองมือของ
การส่งสารและการรับสาร การส่งสาร ได้แก่ การส่งความรู้ ความเชื่อ ความคิด ความรู้สึกด้วยการพูด
และการเขียน ส่วนการรับสาร ไดแ้ ก่ การรบั ความรู้ ความเช่ือ ความคิด ด้วยการอ่านและการฟัง การ
ฝกึ ทักษะการส่ือสารจึงเปน็ การฝกึ ทักษะการพูด การฟงั การอ่าน และการเขียน ให้สามารถ รับสารและ
สง่ สารอย่างมปี ระสิทธภิ าพ
34
ธรรมชาตขิ องภาษา
ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบัติของภาษาที่สําคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได้ คือ ประการท่ีหน่ึง
ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้ อย่างเป็นระบบ
ประการที่สอง ภาษามีพลังในการงอกงามมิรู้สิ้นสุด หมายถึง มนุษย์สามารถใช้ภาษา ส่ือความหมายได้
โดยไม่สิ้นสดุ ประการท่ีสาม ภาษาเปน็ เรื่องของการใช้สญั ลักษณร์ ่วมกนั หรือสมมตริ ว่ มกัน และมีการรับรู้
สัญลักษณ์หรือสมมติร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน ประการท่ีส่ี ภาษาสามารถใช้ภาษาพูดใน
การติดต่อสื่อสาร ไม่จํากัดเพศของผู้ส่งสาร ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สามารถผลัดกันในการส่งสาร
และรับสารได้ ประการท่ีห้า ภาษาพูดย่อมใช้ได้ทั้งในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ไม่จํากัดเวลาและ
สถานที่ ประการที่หก ภาษาเป็นเคร่ืองมือการถ่ายทอดวัฒนธรรม และวิชาความรู้นานาประการ ทําให้
เกดิ การเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมและการสร้างสรรคส์ ่ิงใหม่
แนวคิดในวรรณกรรม
แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเร่ืองในวรรณกรรมเป็นความคิดสําคัญในการผูกเร่ืองให้ ดําเนิน
เร่ืองไปตามแนวคิด หรือเป็นความคิดท่ีสอดแทรกในเรื่องใหญ่ แนวคิดย่อมเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม
เปน็ สารท่ีผู้เขียนสง่ ใหผ้ อู้ ่าน เชน่ ความดีย่อมชนะความช่ัว ทําดีได้ดีทําช่ัวได้ช่ัว ความยุติธรรมทําให้โลก
สันตสิ ขุ คนเราพน้ ความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะน้ันแนวคดิ เป็นสารที่ผู้เขยี นต้องการส่งให้ผู้อื่นทราบ เช่น
ความดี ความยตุ ธิ รรม ความรัก เป็นต้น
บริบท
บริบทเป็นคําท่ีแวดล้อมข้อความที่อ่าน ผู้อ่านจะใช้ความรู้สึกและประสบการณ์มากําหนด
ความหมายหรือความเข้าใจ โดยนําคําแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพ่ือทํา ความ
เข้าใจหรอื ความหมายของคํา
พลังของภาษา
ภาษาเป็นเครื่องมือในการดํารงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพ่ือการดํารงชีวิต
เปน็ เคร่ืองมือของการส่อื สารและสามารถพฒั นาภาษาของตนได้ ภาษาชว่ ยให้คนรู้จักคิดและแสดงออกของ
ความคดิ ด้วยการพูด การเขียน และการกระทาํ ซึ่งเป็นผลจากการคดิ ถ้าไม่มภี าษา คนจะคิดไม่ได้ ถ้าคน
มีภาษาน้อย มีคําศัพท์น้อย ความคิดของคนก็จะแคบไม่กว้างไกล คนท่ีใช้ภาษาได้ดีจะมีความคิดดีด้วย
คนจะใช้ความคดิ และแสดงออกทางความคดิ เป็นภาษา ซ่ึงส่งผลไปสู่ การกระทํา ผลของการกระทําส่งผล
ไปสู่ความคิด ซึง่ เป็นพลังของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสาํ คญั ต่อมนษุ ย์ ชว่ ยให้มนุษยพ์ ฒั นาความคิด ช่วย
ดํารงสังคมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข มีไมตรีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษา
ติดตอ่ สือ่ สารกัน ช่วยใหค้ นปฏบิ ตั ิตนตามกฎเกณฑ์ของสงั คม ภาษาช่วยให้มนุษย์เกิดการพัฒนา ใช้ภาษา
ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายโต้แย้ง เพื่อนําไปสู่ผลสรุป มนุษย์ใช้ภาษาในการเรียนรู้ จด
บันทึกความรู้ แสวงหาความรู้ และช่วยจรรโลงใจ ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตัว
ของมันเอง เพราะภาพย่อมประกอบด้วยเสียงและความหมาย การใช้ภาษาใช้ถ้อยคําทําให้เกิดความรู้สึกต่อ
ผู้รับสาร ให้เกิดความจงเกลียดจงชังหรือเกิด ความชื่นชอบ ความรักย่อมเกิดจากภาษาทั้งสิ้น ท่ีนําไปสู่
ผลสรปุ ทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ
ภาษาถิ่น
ภาษาถ่นิ เป็นภาษาพ้ืนเมืองหรือภาษาที่ใช้ในท้องถ่ินซ่ึงเป็นภาษาดั้งเดิมของชาวพื้นบ้านท่ีใช้พูดจา
กนั ในหม่เู หล่าของตน บางครั้งจะใช้คําที่มีความหมายต่างกันไปเฉพาะถิ่น บางครั้งคําท่ีใช้พูดจากันเป็นคํา
เดียว ความหมายต่างกันแล้วยังใช้สําเนียงที่ต่างกัน จึงมีคํากล่าวท่ีว่า “สําเนียงบอกภาษา” สําเนียงจะ
35
บอกวา่ เปน็ ภาษาอะไร และผพู้ ดู เป็นคนถ่นิ ใด อยา่ งไรก็ตามภาษาถิ่นในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่น
เหนือ ถ่ินอีสาน ถน่ิ ใต้ สามารถสอ่ื สารเข้าใจกนั ได้ เพียงแต่สาํ เนยี งแตกตา่ งกันไปเทา่ นัน้
ภาษาไทยมาตรฐาน
ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรียกว่า ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เป็นภาษาท่ีใช้ ส่ือสาร
กันท่ัวประเทศและเป็นภาษาท่ีใช้ในการเรียนการสอน เพ่ือให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการ
ติดต่อส่ือสารสร้างความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาท่ีใช้กันในเมืองหลวง ที่ใช้ติดต่อกันทั้ง
ประเทศ มีคําและสําเนียงภาษาท่ีเป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคําได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย
ภาษากลางหรอื ภาษาไทยมาตรฐานมคี วามสาํ คญั ในการสร้างความเป็นปึกแผ่น วรรณคดีมีการถ่ายทอดกัน
มาเป็นวรรณคดีประจําชาติจะใช้ภาษาที่เป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรค์งานประพันธ์ ทําให้
วรรณคดีเป็นเคร่อื งมือในการศึกษาภาษาไทยมาตรฐานได้
ภาษาพูดกบั ภาษาเขยี น
ภาษาพูดเป็นภาษาท่ีใช้พูดจากัน ไม่เป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพิถันในการใช้แต่ใช้สื่อสารกันได้ดี
สร้างความรู้สึกท่ีเป็นกันเอง ใช้ในหมู่เพื่อนฝูง ในครอบครัว และติดต่อส่ือสารกันอย่างไม่เป็นทางการ
การใช้ภาษาพูดจะใช้ภาษาท่ีเป็นกันเองและสุภาพ ขณะเดียวกันก็คํานึงว่าพูดกับบุคคลท่ีมีฐานะต่างกัน
การใชถ้ อ้ ยคําก็ต่างกันไปดว้ ยไมค่ ํานึงถึงหลักภาษาหรือระเบยี บแบบแผนการใชภ้ าษามากนัก
ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาท่ีใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคํา และคํานึงถึงหลักภาษา เพื่อใช้ใน
การส่อื สารให้ถูกตอ้ งและใช้ในการเขียนมากกว่าพูด ต้องใช้ถ้อยคําที่สุภาพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้
ถ้อยคําท่ีเหมาะสมกับสถานการณ์ในการส่ือสาร เป็นภาษาท่ีใช้ในพิธีการต่างๆ เช่น การกล่าวรายงาน
กล่าวปราศรัย กล่าวสดุดี การประชุมอภิปราย การปาฐกถา จะระมัดระวังการใช้คําท่ีไม่จําเป็นหรือ
คาํ ฟุมเฟอื ย หรือการเล่นคําจนกลายเป็นการพูดหรือเขยี นเล่นๆ
ภูมปิ ัญญาท้องถนิ่
ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) บางครั้งเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์
(Paradigm) ของคนในทอ้ งถ่ินทมี่ คี วามสมั พนั ธร์ ะหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอด แต่
คนในท้องถ่ินจะสร้างความรู้จากประสบการณ์และจากการปฏิบัติ เป็นความรู้ ความคิด ท่ีนํามาใช้ใน
ท้องถน่ิ ของตนเพือ่ การดาํ รงชีวิตท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ผู้รู้จึงกลายเป็น ปราชญ์ชาวบ้าน
ทีม่ คี วามรู้เกี่ยวกับภาษา ยารักษาโรคและการดําเนนิ ชวี ติ ในหมู่บ้านอย่างสงบสขุ
ภูมิปัญญาทางภาษา
ภมู ิปญั ญาทางภาษาเปน็ ความร้ทู างภาษา วรรณกรรมท้องถ่นิ บทเพลง สภุ าษิต คําพังเพยในแต่
ละท้องถิ่น ที่ได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมที่ต่างกัน
โดยนาํ ภูมิปัญญาทางภาษาในการส่ังสอนอบรมพิธีการต่างๆ การบันเทิงหรือการละเล่น มีการแต่งเป็นคํา
ประพนั ธ์ในรปู แบบต่างๆ ทง้ั นทิ าน นทิ านปรัมปรา ตํานาน บทเพลง บทรอ้ งเล่น บทเห่กล่อม บทสวด
ตา่ งๆ บททาํ ขวญั เพอ่ื ประโยชนท์ างสังคมและเป็นสว่ นหนงึ่ ของวัฒนธรรมประจาํ ถิ่น
ระดบั ภาษา
ภาษาเป็นวัฒนธรรมท่ีคนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสท่ีใช้ภาษา
บุคคลและประชุมชน การใช้ภาษาจึงแบ่งออกเป็นระดับของการใช้ภาษาได้หลายรูปแบบ ตําราแต่ละเล่ม
จะแบง่ ระดับภาษาแตกตา่ งกนั ตามลกั ษณะของสัมพันธภาพของบุคคลและสถานการณ์
การแบง่ ระดับภาษาประมวลไดด้ งั นี้
1. การแบง่ ระดบั ภาษาท่เี ป็นทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ
36
1.1 ภาษาท่ีไม่เป็นทางการหรือภาษาท่ีเป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุม ในการ
กลา่ วสนุ ทรพจน์ เปน็ ต้น
1.2 ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาที่ไม่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการสนทนา
การใชภ้ าษาในการเขียนจดหมายถงึ ผู้คนุ้ เคย การใช้ภาษาในการเล่าเร่อื งหรือประสบการณ์ เป็นตน้
2. การแบ่งระดับภาษาที่เป็นพิธีการกับระดับภาษาที่ไม่เป็นพิธีการ การแบ่งภาษาแบบน้ีเป็น
การแบ่งภาษาตามความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคลเปน็ ระดบั ดังนี้
2.1 ภาษาระดบั พิธกี าร เปน็ ภาษาแบบแผน
2.2 ภาษาระดับกง่ึ พธิ ีการ เปน็ ภาษาก่งึ แบบแผน
2.3 ภาษาระดับท่ไี ม่เป็นพิธีการ เป็นภาษาไมเ่ ป็นแบบแผน
3. การแบง่ ระดับภาษาตามสภาพแวดลอ้ ม โดยแบง่ ระดับภาษาในระดบั ยอ่ ยเปน็ 5 ระดบั คอื
3.1 ภาษาระดับพธิ ีการ เชน่ การกล่าวปราศรยั การกลา่ วเปิดงาน
3.2 ภาษาระดับทางการ เชน่ การรายงาน การอภิปราย
3.3 ภาษาระดับกึง่ ทางการ เชน่ การประชุมอภิปราย การปาฐกถา
3.4 ภาษาระดบั การสนทนา เชน่ การสนทนากบั บคุ คลอยา่ งเป็นทางการ
3.5 ภาษาระดบั กนั เอง เช่น การสนทนาพดู คุยในหมู่เพอื่ นฝงู ในครอบครวั
วจิ ารณญาณ
วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทําความเข้าใจเรื่องใดเร่ืองหน่ึงอย่างมีเหตุผล
การมวี ิจารณญาณต้องอาศยั ประสบการณ์ในการพจิ ารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาดเป็น
เหตเุ ป็นผล
37
ภาคผนวก ข
38
บรรณานุกรม
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2553). หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551. พิมพค์ ร้ังที่
2.กรุงเทพฯ: โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จํากดั .
สํานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2553). แนวทางการจัดกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน ตามหลกั สตู ร
แกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พช์ ุมนมุ
สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จาํ กัด.
____________________________. (2557). แนวปฏิบตั กิ ารวัดผล และประเมินผลการเรยี นรู้ ตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551. พิมพค์ รงั้ ที่ 4. กรุงเทพฯ : โรง
พมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จาํ กัด.
____________________________. (2559). คู่มอื บริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพ่มิ เวลา
รู้”. (อดั สาํ เนา).
.
39
คณะกรรมการจดั ทาหลกั สตู รสถานศึกษา โรงเรยี นวัดใหมล่ านกแขวก
สานักงานเขตมีนบรุ ี กรเุ ทพมหานคร
คณะกรรมการทป่ี รกึ ษา ผอู้ าํ นวยการสถานศกึ ษาโรงเรียนวดั ใหมล่ ํานกแขวก
รองผู้อํานวยการสถานศึกษาโรงเรยี นวดั ใหมล่ ํานกแขวก
นายสมเกยี รติ วลั ลภธารี
นางสมพศิ โคมกระจ่าง
คณะกรรมการดาเนินงาน หัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
นายปฎเิ วช บุญเกิด กรรมการ
นางสาวสุภาวดี เหมมณี กรรมการและเลขานุการ
นางสาวยุพาภรณ์ โนราช