หลกั ธรรมทีเ่ ก่ยี วเน่ืองในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา
“ วนั มาฆบชู า ”
ตรงกับวันเพ็ญเดอื น ๓ ของทกุ ปี
(ถา้ ปใี ดมีเดือน ๘ สองหนก็เลื่อนไปเป็นวันเพญ็ เดือน ๔)
ถอื เป็น “วนั พระธรรม”
พระพุทธองคท์ รงแสดง โอวาทปาฏโิ มกข์
ประมวลหลักคาสอน ๓ ประการ
• การไมท่ าความชว่ั
• การทาแตค่ วามดี
• การทาจิตใจใหส้ ะอาดบริสทุ ธ์ิ
ชว่ งเชา้ ช่วงค่า
• ทาบุญตกั บาตร • เวยี นเทยี น
• รกั ษาศลี
• ฟงั ธรรม
“ วันวสิ าขบชู า ”
ตรงกบั วนั เพญ็ เดือน ๖ ของทกุ ปี
(ถา้ ปใี ดมีเดือน ๘ สองหนกเ็ ลอื่ นไปเปน็ วันเพญ็ เดอื น ๗)
เป็นวันคลา้ ยวันประสตู ิ ตรสั รู้ และปรนิ พิ พาน
ของพระพุทธเจ้า
หลกั ธรรมสาคัญคอื อรยิ สัจ ๔
เป็นหวั ใจสาคัญของพระพุทธศาสนา
• ทุกข์ (สภาพที่ทนได้ยาก)
• สมุทยั (เหตุแหง่ ความทกุ ข์)
• นโิ รธ (ความดับทุกข)์
• มรรค (ขอ้ ปฏิบัติให้ถึงความดับทกุ ข์)
ช่วงเช้า ชว่ งค่า
• ทาบญุ ตกั บาตร • เวยี นเทยี น
• ฟงั ธรรมเทศนา
“ วันอัฏฐมีบูชา ”
ตรงกับวนั แรม ๘ คา่ เดอื น ๖ หรือเดือน ๗
นับถัดจากวันวิสาขบูชาไป ๗ วัน
เป็นวันคลา้ ยวันถวายพระเพลงิ พระพุทธสรีระ
หลักธรรมสาคัญ
• อปั ปมาทะ (ความไม่ประมาท)
• การบชู า ๒ ประการ
- อามิสบชู า (การบูชาด้วยวตั ถสุ งิ่ ของ)
- ปฏบิ ัติบูชา (การบูชาดว้ ยการประพฤติตนตามหลกั ธรรมคาสอน)
“ วนั อาสาฬหบูชา ”
เป็นการบชู าในวนั เพญ็ เดอื น ๘
มีความสาคัญโดยสรุปได้ ๓ ประการ
• เป็นวนั ท่ีพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนา
• เปน็ วันที่มพี ระสงฆ์เกิดขน้ึ องคแ์ รกในพระพทุ ธศาสนา
• เปน็ วันทีพ่ ระรตั นตรยั ครบบรบิ ูรณ์
หลักธรรมที่แสดง คือ ธัมมจกั กัปปวตั ตนสูตร
ช่วงเช้า ชว่ งค่า
• ทาบญุ • เวียนเทียน
• ตกั บาตร
หลกั ธรรมทเ่ี กี่ยวเนือ่ งในธรรมสวนะและเทศกาลสาคญั
วนั ธรรมสวนะ
• วันธรรมสวนะ หรือวนั พระ ในหนึ่งเดือนมี ๔ วนั
วันข้นึ ๘ ค่า
วันขึน้ ๑๕ ค่า
วันแรม ๘ ค่า
วนั แรม ๑๔ หรอื ๑๕ คา่
• หลักธรรมสาคญั คือ กาเลนธมั มสากัจฉา
(การสนทนาธรรมตามกาล)
• การฟังธรรมนิยมฟังกนั ในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา
โดยเฉพาะวันพระ และวันอน่ื ๆ
วนั เทศกาลสาคัญ
วนั เข้าพรรษา
๑ เรม่ิ วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๘ ถึงวันข้นึ ๑๕ ค่า เดือน ๑๑
๒ พระภกิ ษจุ ะพักอาศยั อย่ใู นวดั ใดวดั หนงึ่ เป็นเวลา ๓ เดอื น
๓ เพอื่ ศกึ ษาพระธรรมวินยั ๓ หมวดใหญ่ เรยี กวา่ สทั ธรรม ๓
ปรยิ ัติสทั ธรรม ปฏบิ ัติสัทธรรม ปฏเิ วธสัทธรรม
วนั ออกพรรษาและวนั ตกั บาตรเทโวโรหณะ
๑ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ คา่ เดอื น ๑๑ เปน็ วันสน้ิ สดุ ระยะการจาพรรษา ๓ เดือน
๒ เปน็ วนั ทีพ่ ระสงฆ์พรอ้ มใจกนั ทา ปวารณากรรม เปิดโอกาสให้มกี ารแนะนา
และตักเตือนระหว่างทปี่ ระชุมสงฆ์
๓ พทุ ธศาสนิกชนจะมีการทาบุญตกั บาตรเนือ่ งในโอกาสเปน็ วนั คลา้ ยวันทพ่ี ระพทุ ธเจ้า
เสดจ็ ลงจากสวรรค์ชน้ั ดาวดงึ ส์ หลงั จากเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดา
๔ หลักธรรมสาคัญที่พระสงฆ์พึงปฏบิ ตั ใิ นวันนี้เรยี กวา่ อริยวงศ์ ๔ ได้แก่ จวี รสนั โดษ
ปิณฑปาตสันโดษ เสนาสนสันโดษ ภานาปหานารามตา
ศาสนพธิ ี
ประเภทของพุทธศาสนพิธี
กุศลพธิ ี พิธกี รรมต่างๆ อันเกย่ี วด้วยการอบรมความดีงามทางพระพุทธศาสนาเฉพาะตวั บคุ คลแบง่ เปน็ ๒ อยา่ ง
บญุ พธิ ี คอื พธิ กี รรมทพี่ ุทธบรษิ ัทพงึ ปฏบิ ัติในเบอ้ื งต้น และพธิ กี รรมท่ีพระสงฆพ์ งึ ปฏิบัติ
พธิ ีทาบุญหรือทาความดี แบง่ ออกได้เป็น ๒ ประเภท คือการทาบุญงานมงคล เปน็ การทาบญุ ในโอกาส
และงานวนั สาคัญ และการทาบุญงานอวมงคล เป็นการทาบญุ เก่ยี วกบั การตาย
ทานพธิ ี พิธถี วายทานแด่พระสงฆ์ เรยี กวา่ ทานวตั ถุ มี ๒ อย่าง ได้แก่ ปาฏิบุคลิกทาน คือ การถวายเจาะจง
พระภกิ ษุ และสังฆทาน คือการถวายไมเ่ จาะจงพระภิกษุ
ปกณิ กพิธี พิธีทาบุญบาเพ็ญกุศลเน่อื งในวันประเพณีต่างๆ เช่น การทาบุญในพระราชพธิ ฉี ตั รมงคล วนั เฉลิม
พระชนมพรรษา วันข้นึ ปใี หม่ วนั สงกรานต์
คณุ ค่าและประโยชนข์ องศาสนพธิ ี
▪ เป็นเครอื่ งยึดเหน่ยี วจิตใจของศาสนิกชนให้ใฝ่ในคุณงามความดี
▪ ทาให้เกิดความสามคั คี
▪ มีส่วนช่วยรักษาเอกลกั ษณข์ องชาติ
▪ ก่อให้เกิดความศรัทธาต่อพระพทุ ธศาสนา
ศาสนพธิ ีเน่ืองด้วยพทุ ธบัญญตั ิ
พธิ เี วยี นเทียน : ระเบยี บปฏิบตั ิ
เมื่อถงึ เวลา ทางวัดจะตรี ะฆงั สัญญาณให้พทุ ธบริษัทมาประชุมพรอ้ มกนั ท่ี
หนา้ พระอุโบสถหรือลานพระเจดีย์ โดยภกิ ษุยืนแถวหน้า ถัดไปเป็นสามเณร
ท้ายสุด คอื อุบาสกและอุบาสกิ า โดยใหท้ กุ คนถอื ดอกไม้ธูปเทียน
พระภกิ ษุผ้เู ปน็ ประธานนาจุดธปู เทียนและนากล่าว “นโม…” พร้อมกัน
๓ จบ และคาบชู าพระรตั นตรัยตามแบบที่กาหนดไว้
พระภกิ ษุผเู้ ปน็ ประธานเดนิ นาแถวไปทางขวามือของสถานท่ีเวียนเทียน
ในการเดนิ เวยี นเทยี นแตล่ ะรอบควรราลึกถงึ พระคุณของพระรัตนตรยั ตาม
❑ เดนิ เวยี นรอบที่ ๑
ให้ราลกึ พระพุทธคุณ โดยการสวดบท “อิตปิ โิ ส ภควา…”
❑ เดนิ เวียนรอบท่ี ๒
ให้ราลกึ พระธรรมคุณ โดยการสวดบท “สวากขฺ าโต ภควตา
ธมฺโม…”
❑ เดินเวียนรอบท่ี ๓
ใหร้ าลกึ พระสังฆคณุ โดยการสวดบท “สปุ ฏปิ นฺโน ภควโต
สาวกสงฺโฆ…”
เม่อื เดนิ ครบ ๓ รอบแลว้ …… นาดอกไมธ้ ูปเทียนไปปักบูชา จากน้นั จงึ เข้าไปประชมุ พร้อมกันในพระอโุ บสถ วหิ าร
หรอื ศาลาการเปรียญ แลว้ สวดมนต์ทาวตั รพร้อมกัน หลังจากนน้ั ฟงั พระธรรมเทศนา เป็นอนั เสรจ็ พิธี
พิธถี วายสังฆทาน : ขัน้ ตอนการปฏบิ ตั ิ
สังฆทาน (ทานท่อี ุทศิ แกพ่ ระสงฆ์โดยมิไดเ้ จาะจงพระภกิ ษรุ ปู ใดรูปหนึง่ )
๑ เตรยี มภัตตาหารและเครอ่ื งไทยธรรมให้เรยี บร้อย จะถวายก่ีรูปก็ได้ตาม ความศรทั ธา
๒ นมิ นต์พระภิกษุกีร่ ูปก็ได้ แต่ทส่ี าคญั คอื ต้องไมเ่ จาะจงพระภิกษรุ ปู ใดรปู หนึ่งอาจจะ
เป็นพระภิกษุทีก่ าลังออกบณิ ฑบาตอยกู่ ็ได้
๓ การจัดสถานท่ี ถา้ เปน็ ในบ้านควรจัดหอ้ งใดหอ้ งหน่งึ ให้เรยี บรอ้ ย ถ้ามีพระพุทธรูป
ควรตั้งทบ่ี ูชาด้วยพอสมควร เมอื่ พระสงฆม์ าพร้อมกันแลว้ ให้นาภัตตาหารตง้ั ตรงหนา้
พระสงฆ์อาราธนาศีลแลว้ กลา่ วคาถวายสงั ฆทาน
๔ ขณะกลา่ วคาถวาย พระสงฆจ์ ะประนมมอื พอผถู้ วายกลา่ วจบ ผรู้ ว่ มพธิ กี ็จะรับ
“สาธุ” พร้อมกนั ตอ่ จากนั้นผูถ้ วายจะประเคนภัตตาหารและของบริวาร (ถา้ ม)ี
แดพ่ ระสงฆ์
๕ พระสงฆ์สวดคาอนุโมทนา ขณะทพี่ ระสงฆส์ วดวา่ “ยถา…” ให้ผู้ถวายกรวดน้ากะให้
พอดนี า้ ลื่นไหลหมด เมื่อพระสงฆ์สวดรับพรอ้ มกันว่า“สพพฺ ตี ิโย…” กใ็ หผ้ ้ถู วาย
ประนมมือรับพรไปจนจบเปน็ อนั เสรจ็ พธิ ี
พธิ ถี วายผา้ อาบนาฝน
ผา้ อาบนาฝน ผ้าสาหรบั ผลัดเปลยี่ นอาบนาของพระสงฆ์
กาหนดเวลาการถวายผา้ อาบนา้ ฝนจะเริ่มตั้งแต่วนั แรม ๑ ค่า เดือน ๗ จนถึง วันขน้ึ ๑๕ คา่ เดอื น ๘
แตส่ ่วนมากนิยมถวายในวนั ข้ึน ๑๕ คา่ เดือน ๘
พิธีถอดกฐิน : ขน้ั ตอนการปฏบิ ัติ
• การทอดกฐนิ เป็นประเพณที ่นี ิยมทากนั ตงั้ แต่วันแรม ๑ ค่า เดอื น ๑๑ ไปจนถึงกลางเดือน ๑๒
• การทอดกฐนิ การนาผา้ กฐนิ ไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์อย่างน้อย ๕ รูป แลว้ ใหพ้ ระสงฆร์ ปู หน่งึ ทไี่ ด้รบั เลือก
จากคณะสงฆ์โดยเอกฉนั ทเ์ ปน็ ผู้รับผ้ากฐนิ
๑ เจา้ ภาพผ้มู ีจิตศรทั ธาหากประสงค์ที่จะทอดกฐินทว่ี ัดใด ต้องไปกราบเรยี นแสดง
ความจานงตอ่ เจา้ อาวาสวัดนัน้ ตกลงวนั เวลาที่แน่นอนเพื่อการทอดกฐนิ
๒ เจ้าภาพเตรียมเครื่องกฐนิ ให้พร้อม
๓ เจา้ ภาพนาเครือ่ งกฐนิ ไปถวายพระสงฆ์ทว่ี ดั ตามวนั เวลาทีก่ าหนด เมอ่ื พระภกิ ษสุ งฆ์
ประชุมพรอ้ มกันแล้ว เรมิ่ ถวายผา้ กฐนิ ด้วยการกล่าว “นโม…” ๓ จบ แลว้ กลา่ วคา
ถวายผา้ กฐนิ
๔ เมือ่ กลา่ วคาถวายจบแล้วพระสงฆ์รบั พร้อมกนั ว่า “สาธุ” เจ้าภาพนาผ้ากฐนิ ไปถวาย
พระสงฆ์รปู ทจี่ ะรบั ครองกฐิน ตอ่ จากนน้ั จะเปน็ พิธีสงั ฆกรรมที่พระสงฆป์ ฏบิ ัติตาม
หลักพระธรรมวนิ ยั ตอ่ ไป
พธิ ปี วารณา
• ตรงกับวันขนึ้ ๑๕ ค่า เดือน ๑๑
• การปวารณา การท่ีพระสงฆเ์ ปดิ โอกาสใหม้ ีการว่ากลา่ วตกั เตือนกัน เม่อื ได้ฟัง ได้เหน็ หรือมีข้อรังเกยี จในความ
ประพฤติของกันและกนั เม่อื สงสัยในความประพฤตริ ะหวา่ งทีอ่ ยรู่ ่วมกนั ตลอดพรรษา ก็ใหม้ ีการว่ากลา่ วตกั เตอื นกนั ได้
• พุทธศาสนกิ ชนในวนั นอี้ าจมีการทาบญุ ตักบาตร สมาทานศลี และฟงั พระธรรมเทศนา เพอื่ อบรมกาย วาจา และใจ
ศาสนพธิ ีท่ีนาพระพุทธศาสนาเขา้ ไปเก่ียวเนือ่ ง
การทาบุญเลยี งพระในงานมงคล มีขน้ั ตอนในการปฏบิ ตั ิ ดังนี้
การเตรยี มการ
• อาราธนาพระสงฆ์มาเจรญิ พระพทุ ธมนต์ นิยมเป็นจานวนค่ี เช่น ๕ รปู ๗ รูป หรอื ๙ รูป
• เตรยี มที่ตัง้ พระพุทธรปู พรอ้ มเครื่องบูชา
• ตกแต่งสถานทบี่ ริเวณพธิ ี
• วงดา้ ยสายสญิ จน์โดยรอบอาคารหรือจะวงทฐี่ านพระพุทธรปู แล้วโยงมาท่ีภาชนะสาหรบั นา้ มนตก์ ไ็ ด้
• อญั เชิญพระพทุ ธรปู มาต้งั บนท่ีบูชา
• ปอู าสนะสาหรบั พระสงฆ์
• เตรียมเครื่องรับรองพระสงฆต์ ามควรแกฐ่ านะ
• ตง้ั ภาชนะสาหรบั ทาน้ามนต์
การดาเนนิ พธิ ี
• เมือ่ พระสงฆ์มาถึงแลว้ นิมนตพ์ ระสงฆ์นง่ั บนอาสนะ แล้วประเคนเคร่ืองรับรอง
• เจ้าภาพหรือผ้แู ทนจดุ ธปู เทยี นท่ีโตะ๊ หม่บู ูชา แล้วกราบเบญจางคประดษิ ฐ์
• อาราธนาศีลและรบั ศลี
• อาราธนาพระปริตร
• พระสงฆเ์ จริญพระพทุ ธมนต์
• ถวายภตั ตาหารแด่พระสงฆ์ เสร็จแลว้ ถวายเครอื่ งไทยธรรม
• พระสงฆอ์ นุโมทนา ขณะที่พระสงฆ์ว่าบท “ยถา…” ใหเ้ ริ่มกรวดนา้ ให้เสรจ็ ก่อนจบบท พอพระสงฆว์ า่ บท
“สพฺพตี ิโย…” ให้นง่ั ประนมมือรบั พรตลอดไปจนจบ
• พระสงฆป์ ระพรมน้าพระพทุ ธมนต์ เปน็ อันเสร็จพธิ ี
การทาบุญเลียงพระในงานอวมงคล
การทาบญุ เกย่ี วกับเร่ืองการตาย นิยมทากนั อยู่ ๒ อยา่ ง คือ การทาบญุ หน้าศพ หรอื ท่ีเรยี กกันว่า ทาบญุ ๗ วัน ๕๐ วนั หรือ
๑๐๐ วัน กับ การทาบญุ อฐั ิ หรอื การทาบุญในวันคล้ายวันตายของผู้ลว่ งลบั มขี ัน้ ตอนและการปฏิบัติเหมอื นกับการทาบุญเล้ยี ง
พระในงานมงคล แต่มขี ้อแตกต่างกนั คือ
การทาบุญงานอวมงคล
• การอาราธนาพระสงฆ์สวดพระพทุ ธมนต์ นยิ มจานวน ๘ หรอื ๑๐ รูป แล้วแตก่ รณี แตต่ ้องเป็นจานวนคู่
และการอาราธนาพระสงฆ์สาหรบั ทาบญุ งานอวมงคลไมใ่ ชค้ าวา่ “ขออาราธนาเจริญพระพทุ ธมนต์” เหมอื น
อย่างทาบญุ งานมงคล แตใ่ ชค้ าว่า “ขออาราธนาสวดพระพทุ ธมนต์”
• ไม่ต้องวงดา้ ยสายสิญจน์ และไม่ต้องตัง้ ภาชนะสาหรับทานา้ มนต์
• เตรยี มสายโยงหรือภษู าโยงต่อจากศพหรืออัฐิไวเ้ พื่อใชบ้ งั สกุ ุล
• เมือ่ พระสงฆ์มาถึงตามกาหนดเวลา มีข้อพึงปฏิบัตพิ ิเศษ คือ มีการจดุ ธปู เทียนที่โตะ๊ หมบู่ ชู ากับการจดุ ธูป
เทียนทหี่ นา้ ศพ
• วนั เลีย้ งพระมีการปฏิบตั ิเชน่ เดยี วกับงานมงคล เพียงแตห่ ลังจากพระสงฆฉ์ นั เสร็จแลว้ นิยมใหม้ กี ารบังสุกลุ
แล้วจึงถวายไทยธรรม เมอ่ื พระสงฆอ์ นโุ มทนา จงึ กรวดนา้ อทุ ิศส่วนกุศลตอ่ ไป
บทสวดมนตข์ องนกั เรียน
บทสวดมนตไ์ หว้พระประจาวันทุกเชา้ หลงั เคารพธงชาติ
ผู้นานกั เรยี นจะนาสวดมนต์ บท “อะระหัง สัมมาสัมพทุ โธ ภะคะวา” จนจบถึงบท “สปุ ะฏิปนั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
สังฆงั นะมามิ”
บทสวดมนตไ์ หวพ้ ระก่อนเลิกเรยี นในวันสุดสัปดาห์
บทนมสั การพระรตั นตรยั ข้นึ ต้นดว้ ย “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” วา่ ๓ ครั้ง
บทพระพทุ ธคุณ ข้นึ ตน้ ดว้ ย “อติ ปิ ิโส ภะคะวา” ไปจนจบถึง “พุทโธ ภะคะวาต”ิ
คานมัสการพระพทุ ธคณุ ขนึ้ ต้นด้วย “องค์ใดพระสมั พทุ ธวิสุทธสันดาน” จนถงึ “ญภาพนั้นนิรนั ดร”
บทพระธรรมคณุ ขึน้ ตน้ ด้วย “สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม” จนถงึ “ปัจจตั ตงั เวทติ ัพโพ วิญญหู ตี ิ”
คานมสั การพระธรรมคณุ ขึน้ ต้นด้วย “ธรรมะคอื คุณากร” จนถงึ “ดว้ ยจิตและกายวาจา”
บทพระสังฆคณุ ข้ึนตน้ ด้วย “สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ” จนถึง “อะนตุ ตะรัง ปุญญักเขตตัง
โลกัสสาติ”
คานมสั การพระสังฆคณุ ขึน้ ตน้ ดว้ ย “สงฆ์ใดสาวกศาสดา รับปฏิบตั มิ า” จนถงึ “จงช่วยขจัดโพยภัยอนั ตรายใดใด
จงดับและกลบั เสอื่ มสญู ”
พธิ บี รรพชาอปุ สมบท
การบรรพชา
การบวชเป็นเณร เปน็ การลาจากชีวิตฆราวาสแล้วหนั มาดาเนนิ ชวี ติ แบบสนั โดษตามหลกั อรยิ มรรคมีองค์ ๘ เพ่อื บรรลถุ งึ
ความหลุดพน้ จากกิเลสอนั เป็นจดุ หมายปลายทางของชีวิต
เปน็ ชายมอี ายไุ มต่ ่ากว่า ๗ ปีบริบรู ณ์ ไมเ่ ปน็ โรคตดิ ตอ่ โรครา้ ยแรง
คณุ สมบัติ
ของผูท้ ่จี ะบรรพชา
เป็นผทู้ ี่มีอวัยวะครบถว้ นสมบูรณ์ ไม่เปน็ ผ้ตู อ้ งห้ามตามพระวนิ ัย
การอปุ สมบท
การบวชเปน็ พระด้วยวธิ ีญัตตจิ ตตุ ถกรรมวาจา อปุ สมั ปทา คอื การอปุ สมบทโดยสงฆส์ วดประกาศและยอมรบั เข้าหมู่ในที่
ประชมุ สงฆ์
เป็นชายมีอายคุ รบ ๒o ปบี รบิ ูรณ์ ไมเ่ ปน็ บคุ คลทหี่ า้ มบวช
ไม่เป็นโรคติดต่อ มีรา่ งกายสมบรู ณ์ คุณสมบัติ ไมต่ อ้ งโทษแผ่นดิน
ของผู้ท่จี ะอุปสมบท
ได้รบั อนุญาตจากบิดามารดา ถ้าเปน็ ขา้ ราชการตอ้ งได้รบั อนญุ าตจากตน้ สังกดั
มีคุณสมบัติตามการปกครองของคณะสงฆ์
ประโยชนข์ อง การบรรพชา
• เยาวชนไดร้ บั การอบรมเกี่ยวกับหลักธรรมเพ่อื เป็นแนวทางการปฏิบัตติ น
• เยาวชนได้รบั การฝกึ อบรมกิริยามารยาททงั้ ทางกาย วาจา และใจ ให้สารวมเรียบรอ้ ย
• เยาวชนรู้จกั ใช้เวลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชนอ์ ย่างคุ้มค่า
• เปน็ การสบื ทอดประเพณที างพระพุทธศาสนา
ประโยชนข์ อง การอปุ สมบท
• ประโยชน์ตอ่ ตนเอง ทาใหไ้ ดเ้ รียนรูพ้ ระธรรมวินยั สง่ ผลให้เปน็ ผูม้ คี วามสารวมกาย วาจา และใจ อยู่ในวนิ ยั
• ประโยชน์ตอ่ สังคม พระสงฆเ์ ปน็ ผู้ชีแ้ นะแนวทางการปฏิบตั ิตนอยา่ งถกู ต้องและเหมาะสมให้แก่พุทธศาสนกิ ชน
• ประโยชน์ตอ่ พระพุทธศาสนา การอปุ สมบทเป็นภิกษุเป็นการสบื ทอดพระพุทธศาสนา โดยนาพระธรรมคาสอน
ของพระพทุ ธเจ้าไปเผยแผแ่ กป่ ระชาชนทวั่ ไป