The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรปฐมวัย-บ้านดอนบมใหม่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Amonrat MonAmonrat, 2023-08-17 03:31:37

หลักสูตรปฐมวัย-บ้านดอนบมใหม่

หลักสูตรปฐมวัย-บ้านดอนบมใหม่

51 รู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การกํากับตัวเอง การเล่นและทําสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองตามลําพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดง มารยาทที่ดีการมีคุณธรรมจริยธรรม ๒.เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัวสถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆที่เด็กเกี่ยวข้อง หรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจําวัน สถานที่สําคัญ วันสําคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สําคัญของชาติไทย และการปฏิบัติตาม วัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่นๆ ๓.ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบการเปลี่ยนแปลงและ ความสัมพันธ์ของมนุษย์สัตว์พืช ตลอดจนการรู้จักดิน นํ้า ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติแรง และ พลังงานในชีวิตประจําวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการรักษาสาธารณสมบัติ๔.สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษา สื่อความหมายในชีวิตประจําวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือ และตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะสีผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร นํ้าหนัก จํานวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆรอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์การใช้งาน การเลือกสิ่งของเครื่องใช้ยานพาหนะ คมนาคม เทคโนโลยีและการสื่อสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ใน ชีวิตประจําวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม สื่อกิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม ๑.สื่อของจริงที่อยู่ใกล้ตัว และสื่อจากธรรมชาติหรือวัสดุท้องถิ่น เช่นต้นไม้ใบไม้เปลือกหอย เสื้อผ้า ๒. สื่อจําลองขึ้น เช่น ต้นไม้ตุ๊กตาสัตว์๓. สื่อประเภทภาพ เช่น ภาพพลิก ภาพโปสเตอร์หนังสือภาพ ๔. สื่อ เทคโนโลยีเช่น เครื่องบันทึกเสียง เครื่องขยายเสียง โทรศัพท์แม่เหล็ก แว่นขาย เครื่องช่าง กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ๕. สื่อแหล่งเรียนรู้เช่น แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกสถานศึกษา เช่นแปลงเกษตร สวนผัก สมุนไพร ร้านค้า สวนสัตว์แหล่งประกอบการในท้องถิ่น แนวการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์/ กิจกรรมในวงกลม การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์/ กิจกรรมในวงกลม มีหลายวิธีได้แก่๑.การสนทนา หรือการอภิปราย เป็นการพูดคุย ซักถามระหว่างเด็กกับครูหรือเด็กกับเด็ก เป็นการ ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา ด้านการพูดและการฟัง โดยการกําหนดประเด็นในการสนทนาหรืออภิปราย เด็ก จะได้แสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ครูหรือผู้สอนเปิดโอกาสให้เด็กซักถามโดยใช้คําถามกระตุ้นหรือเล่าประสบการณ์ที่แปลกใหม่นําเสนอปัญหาที่ท้าทายความคิด การยกตัวอย่าง การใช้สื่อ ประกอบการสนทนาหรืออภิปรายควรใช้สื่อของจริง ของจําลอง รูปภาพ หรือสถานการณ์จําลอง


52 ๒. การเล่านิทานและการอ่านนิทาน เป็นกิจกรรมที่ครูหรือผู้สอน เล่าหรืออ่านเรื่องราวจากนิทาน โดยการใช้นํ้าเสียงประกอบ การเล่าแตกต่างตามบุคลิกของตัวละคร ซึ่งครูหรือผู้สอนเลือกสาระของนิทาน ให้ เหมาะสมกับวัย สื่อที่ใช้อาจเป็นหนังสือนิทาน หนังสือภาพแผ่นภาพหุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ หรือการแสดงท่าทาง ประกอบการเล่าเรื่อง โดยครูใช้คําถามกระตุ้นการเรียนรู้เช่น ในนิทานเรื่องนี้มีตัวละครอะไรบ้าง เหตุการณ์นิทานในเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เวลาใด หรือลําดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิทาน นิทานเรื่องนี้มีปัญหา อะไรบ้าง และเด็กๆชอบเหตุการณ์ใดในนิทานเรื่องนี้มากที่สุด ๓. การสาธิต เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดยแสดงหรือทําสิ่งที่ต้องการให้เด็ก ได้สังเกตและเรียนรู้ตามขั้นตอนของกิจกรรมนั้นๆ เด็กได้อภิปรายและร่วมกันสรุปการเรียนรู้การสาธิต ใน บางครั้งอาจให้เด็กอาสาสมัครเป็นผู้สาธิต เป็นผู้สาธิตร่วมกับครูหรือผู้สอน เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติจริงด้วย ตนเอง เช่น การเพาะเมล็ดพืช การประกอบอาหาร การเป่าลูกโป่ง การเล่นเกมการศึกษา ๔.การทดลอง/ปฏิบัติการ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง จากการลงมือปฏิบัติทดลอง การคิดแก้ปัญหา มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทักษะคณิตศาสตร์ทักษะภาษา ส่งเสริมให้ เด็กเกิดข้อสงสัย สืบค้นคําตอบด้วยตนเอง ผ่านการวิเคราะห์สังเคราะห์อย่างง่าย สรุปผลการทดลอง และ สรุปการเรียนรู้ โดยการทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ เช่น การเลี้ยงหนอนผีเสื้อ การปลูกพืช ฝึกการสังเกตการ ไหลของนํ้า ๕.การประกอบอาหาร เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลอง โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทดสอบและปฏิบัติการด้วยตนเอง เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของผัก เนื้อสัตว์ผลไม้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นต้ม นึ่ง ผัด ทอด หรือการรับประทานผักสด เด็กจะได้รับประสบการณ์จากการสังเกต การเปลี่ยนแปลง ของอาหาร การับรู้รสชาติและกลิ่นของอาหาร ด้วยการใช้ประสาทสัมผัส และการทํางานร่วมกัน เช่นการ ทําอาหารจากไข่๖.การเพาะปลูก เป็นกิจกรรมที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ซึ่งเด็กจะได้ เรียนรู้บูรณาการจะทําให้เด็กได้รับประสบการณ์โดยทําความเข้าใจความต้องการของสิ่งมีชีวิต ในโลก และ ช่วยให้เด็กเข้าใจความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก โดยการสังเกต เปรียบเทียบ และการคิดอย่างมี เหตุผล ซึ่งเป็นการเปิดโอกาส ให้เด็กได้ค้นพบและเรียนรู้ด้วยตนเอง ๗.การศึกษานอกสถานที่เป็นการจัดกิจกรรม ทัศนศึกษาที่เด็กได้เรียนรู้สภาพความเป็นจริง นอก ห้องเรียน จากแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา หรือแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เช่น ห้องสมุด สวนสมุนไพร วัด ไปรษณีย์พิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์แก่เด็ก โดยครูและเด็กร่วมกันวางแผนศึกษาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้การเดินทาง และสรุปผลการเรียนรู้ที่ได้จากการไปศึกษานอกสถานที่๘.การเล่นบทบาทสมมติเป็นกิจกรรมให้เด็กสมมติเป็นตัวละคร และแสดงบทบาทต่างๆตามเนื้อ เรื่องในนิทาน เรื่องราวและสถานการณ์ต่างๆ โดยใช้ความรู้สึกของเด็กในการแสดงเพื่อให้เด็กเข้าใจเรื่องราว ความรู้สึกและพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น ควรใช้สื่อประกอบการเล่นสมมติเช่นหุ่นสวมศีรษะ ที่คาดศีรษะ รูปคนและสัตว์รูปแบบต่างๆ เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ของจริงชนิดต่างๆ


53 ๙ .การร้องเพลง ท่องคําคล้องจอง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา จังหวะ และ การแสดงท่าทางให้สัมพันธ์กับเนื้อหาของบทเพลงหรือคําคล้อง ครูหรือผู้สอนควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยของ เด็ก ๑๐. การเล่นเกม เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการคิด การแก้ปัญหา และการทํางาน เป็นกลุ่ม เกมที่นํามาเล่นไม่ควรเน้นการแข่งขัน ๑๑.การแสดงละคร เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการลําดับเรื่องราว การเรียงลําดับ เหตุการณ์หรือเรื่องราวจากนิทาน การใช้ภาษาในการสื่อสารของตัวละคร เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ลําดับความ เข้าใจบุคลิกลักษณะของตัวละครที่เด็กสวมบทบาท สื่อที่ใช้เช่น ชุดการแสดงที่สอดคล้องกับบทบาทที่ได้รับ บทสนทนาที่เด็กได้ฝึกสนทนาประกอบการแสดง ๑๒.การใช้สถานการณ์จําลอง เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ครูหรือผู้สอนกําหนด เพื่อให้เด็กได้ฝึกการแก้ปัญหา เช่น นํ้าท่วม โรคระบาด พบคนแปลกหน้า ข้อเสนอแนะ ๑.การจัดกิจกรรมควรให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า และมีโอกาสค้นพบ ด้วยตัวเองให้มากที่สุด ๒.ผู้สอนควรยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลาย ของเด็ก และให้โอกาสเด็กได้ฝึกคิดแสดงความ คิดเห็น ฝึกตั้งคําถาม ๓.การจัดกิจกรรมอาจเชิญวิทยากร มาให้ความรู้เพิ่มเติม เพื่อช่วยให้เด็กสนใจและสนุกสนาน ยิ่งขึ้น ๔. ในขณะที่เด็กทํากิจกรรม หรือหลังจากที่เด็กทํากิจกรรมเสร็จแล้ว ผู้สอนควรใช้คําถาม ปลายเปิด ที่ชวนให้เด็กคิด หลีกเลี่ยงคําถามที่มีคําตอบ “ใช่” “ไม่ใช่” หรือมีคําตอบให้เด็กเลือกและผู้สอนควร ให้เวลาเด็กคิดคําตอบ ๕. ช่วงระยะเวลาที่จัดกิจกรรม สามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยคํานึงถึงความสนใจ ของเด็กและความเหมาะสมของกิจกรรมนั้นๆ เช่น กิจกรรมการศึกษานอกสถานที่การประกอบอาหาร การ ปลูกพืช อาจใช้เวลานานกว่าที่กําหนดไว้๖. ควรสรุปสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ให้เด็กเข้าใจ ซึ่งครูหรือผู้สอน อาจใช้คําถาม เพลง คําคล้องจอง เกมการเรียนรู้แผนภูมิแผนผังกราฟฟิก ฯลฯ เพื่อนําไปใช้ในชีวิตประจําวัน ๓.กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิด การรับรู้เกี่ยวกับความงาม และ ส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการโดยใช้กิจกรรมศิลปะหรือกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยและสอดคล้อง กับจุดประสงค์ดังนี้๑.เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือ และตาให้ประสานสัมพันธ์กัน ๒.เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน ชื่นชมในสิ่งที่สวยงาม


54 ๓.เพื่อส่งเสริมการปรับตัวในการทํางานร่วมกับผู้อื่น ๔.เพื่อส่งเสริมการแสดงออกและความมั่นใจในตัวเอง ๕.เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และทักษะทางสังคม ๖.เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษา ๗.เพื่อฝึกทักษะการสังเกต และการแก้ปัญหา ๘.เพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ ขอบข่ายการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ประกอบด้วย การวาดภาพและระบายสีเช่นการวาดภาพด้วยสีเทียน หรือสีไม้การวาดภาพด้วยสีนํ้า การเล่นกับสีนํ้า เช่น การหยดสีการเทสีการเป่าสีละเลงสีด้วยนิ้วมือ การพิมพ์ภาพ เช่น การพิมพ์ภาพด้วยพืช การพิมพ์ภาพด้วยวัสดุต่างๆ การปั้น เช่น การปั้นดินเหนียว การปั้นแป้งปั้น การปั้นดินนํ้ามัน การปั้นแป้งขนมปัง การปะติดวัสดุการประดิษฐ์เช่น การประดิษฐ์เศษวัสดุการร้อย การสาน สื่อกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การวาดภาพและระบายสี๑.๑ สีเทียนแท่งใหญ่สีไม้สีชอล์ก สีนํ้า ๑.๒ พู่กันขนาดใหญ่ ( ประมาณเบอร์๑๒) ๑.๓ กระดาษ ๑.๔ เสื้อคลุม หรือผ้ากันเปื้อน ๒. การเล่นกับสี๒.๑ การเป่าสีมีกระดาษ หลอดกาแฟ สีนํ้า ๒.๒ การหยดสีมีกระดาษ หลอดกาแฟ พู่กัน สีนํ้า ๒.๓ การพับสีมีกระดาษ พู่กัน สีนํ้า ๒.๔ การเทสีมีกระดาษ สีนํ้า ๒.๕ การละเลงสีมีกระดาษ สีนํ้า แป้งเปียก ๓. การพิมพ์ภาพ ๓.๑ แม่พิมพ์ต่างๆจากของจริง เช่นนิ้วมือ ใบไม้ก้านกล้วย ๓.๒ แม่พิมพ์จากวัสดุอื่นๆ เช่น เชือก เส้นด้าย ตรายาง ๓.๓ กระดาษ ผ้าเช็ดมือ สีโปสเตอร์( สีนํ้า สีฝุ่น ฯลฯ) ๔. การปั้น เช่น ดินนํ้ามัน ดินเหนียว แป้งโดว์แผ่นรองปั้น แม่พิมพ์รูปต่างๆ ไม้นวดแป้ง


55 ๕. การพับ ฉีก ตัก ปะ เช่น กระดาษ หรือวัสดุอื่นๆที่ใช้พับ ฉีก ตัด ปะ กรรไกรขนาดเล็ก ปลายมน กาวนํ้า หรือแป้งเปียก ผ้าเช็ดมือ ๖. การประดิษฐ์เศษวัสดุเช่นเศษวัสดุต่างๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว กรรไกร สีผ้าเช็ดมือ ๗. การร้อย เช่น ลูกปัด หลอดกาแฟ หลอดด้าย ๘. การสาน เช่น กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์๑. เตรียมจัดโต๊ะและอุปกรณ์ให้พร้อม และพอเพียงก่อนทํากิจกรรม โดยจัดไว้หลายๆ กิจกรรม และอย่างน้อย ๓ - ๔ กิจกรรม เพื่อให้เด็กมีอิสระเลือก ทํากิจกรรมที่สนใจ ๒. ควรสร้างข้อตกลงในการทํากิจกรรม เพื่อฝึกให้เด็กมีวินัยในการอยู่ร่วมกัน ๓. การจัดให้เด็กทํากิจกรรม ควรให้เด็กเลือกทํากิจกรรมอย่างมีระเบียบ และทยอยเข้าทํา กิจกรรม โดยจัดโต๊ะละ ๕-๖ คน ๔. การเปลี่ยนและหมุนเวียนทํากิจกรรม ต้องสร้างข้อตกลงกับเด็กให้ชัดเจน เช่น หากทํากิจกรรม ใด มีเพื่อนครบจํานวนที่กําหนดแล้ว ให้คอยจนกว่าจะมีที่ว่าง หรือให้ทํากิจกรรมอื่นก่อน ๕. กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมใหม่หรือการใช้วัสดุอุปกรณ์ใหม่ครูจะต้องอธิบายวิธีการทํา วิธีการใช้วิธีการทําความสะอาด และการเก็บของเข้าที่๖. เมื่อทํางานเสร็จ หรือหมดเวลา ควรเตือนให้เด็กเก็บวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้เข้าที่และช่วยกันดูแลห้องให้สะอาด ข้อเสนอแนะ ๑. ควรจัดการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็กทําทุกวัน วันละ ๓-๕ กิจกรรม และให้ เด็กเลือกทําอย่างน้อย ๑-๒ กิจกรรม กิจกรรมตามความสนใจ ควรเน้นกระบวนการทางศิลปะของเด็กและไม่เน้นให้เด็กทําเหมือนกันทั้งห้อง ๒. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ควรพยายามหาวัสดุท้องถิ่นมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก ๓.ก่อนให้เด็กทํากิจกรรม ต้องอธิบายวิธีใช้วัสดุที่ถูกต้องให้เด็กทราบพร้อมทั้งสาธิตให้ดูจนเข้าใจ เช่น การใช้พู่กันหรือกาว จะต้องปาดพู่กัน หรือกาวนั้นกับขอบภาชนะที่ใส่เพื่อไม่ให้กาวหรือสีไหลเลอะเทอะ ๔. ควรให้เด็กทํากิจกรรมอิสระ หรือเป็นกลุ่มย่อย เพื่อฝึกการวางแผน และการทํางานร่วมกับผู้อื่น ควรแสดงความสนใจ และชื่นชมผลงานของเด็กทุกคน และนําผลงานของเด็กทุกคนหมุนเวียน จัดแสดงที่ป้ายนิเทศ ๕.หากพบว่า เด็กคนใดสนใจทํากิจกรรมเดียวทุกครั้ง ควรชักชวนให้เด็กเปลี่ยนทํากิจกรรมอื่นบ้าง เพราะกิจกรรมสร้างสรรค์แต่ละประเภท พัฒนาเด็กแต่ละด้านแตกต่างกัน และเมื่อเด็กทําตามที่แนะนําได้ควร ให้แรงเสริมทางบวกทุกครั้ง ๖.เมื่อเด็กทํางานเสร็จ ควรเล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ทําหรือภาพที่วาด โดยครูหรือผู้สอนบันทึกเรื่อง


56 ราวที่เด็กเล่า และวันที่ที่ทํา เพื่อให้ทราบความก้าวหน้า และระดับพัฒนาการของเด็ก โดยเขียนด้วยตัว บรรจงและให้เด็กเห็นลีลามือ ในการเขียนที่ถูกต้อง ๗.เก็บผลงานชิ้นที่แสดงความก้าวหน้า ของเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นข้อมูลสังเกตพัฒนาการเด็ก ๔.กิจกรรมการเล่นตามมุม กิจกรรมการเล่นตามมุม เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมุม หรือมุมประสบการณ์หรือกําหนดเป็นพื้นที่เล่นที่จัดไว้ในห้องเรียน ซึ่งพื้นที่หรือมุมต่างๆเหล่านี้เด็กๆมีโอกาสเลือกเล่นได้อย่างเสรีตามความสนใจและความต้องการของเด็ก ทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มย่อยเลือกทํากิจกรรมที่ครูจัดเสริมขึ้น เช่น เกมการศึกษา เครื่องเล่นสัมผัส โดยจัดสอดคล้องกับจุดประสงค์ดังนี้จุดประสงค์๑. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่กล้ามเนื้อเล็กการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ๒. เพื่อส่งเสริมให้รู้จักปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่น มีวินัยเชิงบวกรู้จักการรอคอยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้อภัย ๓. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ครูและสิ่งแวดล้อม ๔. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษา ๕. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน ๖. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสํารวจ การสังเกต และการทดลอง ๗. เพื่อส่งเสริมให้เด็กพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ๘. เพื่อส่งเสริมการคิดแก้ปัญหา การคิดอย่างมีเหตุผลเหมาะสมกับวัย ๙. เพื่อส่งเสริมให้เด็กฝึกคิด วางแผน และตัดสินใจในการทํากิจกรรม ๑๐. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์๑๑ .เพื่อส่งเสริมการทํางานร่วมกัน ความรับผิดชอบ และระเบียบวินัย ขอบข่ายของการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม ๑. เปิดโอกาสให้เด็กเลือกทํากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เล่นตามมุมเล่นในช่วงเวลาเดียวกันอย่างอิสระ ๒.การจัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ควรจัดอย่างน้อย 3–5มุมดังตัวอย่างมุมเล่นหรือมุม ประสบการณ์ดังนี้๑.๑ มุมบล็อก เป็นมุมที่ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ผ่านการสร้างมุมหนังสือ เป็นมุมที่เด็ก เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา จากการฟัง การพูด การอ่าน การเล่าเรื่อง หรือการยืม – คืน หนังสือ ๑.๒ มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษา เป็นมุมที่เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ผ่านการเล่นทดลองอย่างง่าย ๑.๓ มุมเครื่องเล่นสัมผัส เป็นมุมที่เด็กจะได้ฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา การ สร้างสรรค์เช่น การร้อย การสาน การต่อเข้า การถอดออก ฯลฯ ๑.๔ มุมบทบาทสมมติเป็นมุมที่เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของแต่ละอาชีพหรือแต่ละ หน้าที่ที่เด็กๆเลียนแบบบทบาท สื่อกิจกรรมการเล่นตามมุม


57 มุมบทบาทสมมติอาจจัดเป็นมุมเล่นต่างๆ เช่น ๑.๑ มุมบ้าน ๑) ของเล่นเครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจําลอง เช่น เตา กระทะ ครก กานํ้า เขียง มีด พลาสติก หม้อ จาน ช้อน ถ้วยชาม กะละมัง ๒) เครื่องเล่นตุ๊กตา เสื้อผ้าตุ๊กตา เตียง เปลเด็ก ตุ๊กตา ๓) เครื่องแต่งบ้านจําลอง เช่น ชุดรับแขก โต๊ะเครื่องแป้ง หมอนอิง หวีตลับแป้ง กระจก ขนาด เห็นเต็มตัว ๔) เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่างๆที่ใช้แล้ว เช่น ชุดเครื่องแบบทหาร ตํารวจ ชุดเสื้อผ้าผู้ใหญ่ชายและหญิง รองเท้า กระเป๋าถือที่ไม่ใช้แล้ว ๕) โทรศัพท์เตารีดจําลอง ที่รีดผ้าจําลอง ๖) ภาพถ่ายและรายการอาหาร ๑.๒ มุมหมอ ๑) เครื่องจําลองแบบเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์การรักษาผู้ป่วย เช่น หูฟัง เสื้อคลุมหมอ ๒) อุปกรณ์สําหรับเลียนแบบแบบการบันทึกข้อมูลผู้ป่วย เช่น การดาษ ดินสอ ฯลฯ ๒) เครื่องชั่งนํ้าหนัก วัดส่วนสูง ๑.๓ มุมร้านค้า ๑) กล่องและขวดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้แล้ว ๒) ผลไม้จําลอง ผักจําลอง ๓) อุปการณ์ประกอบการเล่น เช่น เครื่องคิดเลข ลูกคิด ธนบัตรจําลอง ฯลฯ ๔) ป้ายชื่อร้าน ๕) ป้ายชื่อผลไม้ผักจําลอง ๒. มุมบล็อก ๒.๑ ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ที่มีขนาดและรูปทรงต่างๆ เช่น บล็อกตัน บล็อกโต๊ะ จํานวนตั้งแต่100 ชิ้นขึ้นไป ๒.๒ ของเล่นจําลอง เช่น รถยนต์เครื่องบิน รถไฟ คน สัตว์ต้นไม้๒.๓ ภาพถ่ายต่างๆ ๒.๔ที่จัดเก็บไม้บล็อกหรือแท่งไม้อาจเป็นชั้น ลังไม้หรือพลาสติก แยกตาม รูปทรง ขนาด ๓. มุมหนังสือ ๓.๑ หนังสือภาพนิทาน หนังสือภาพที่มีคําและประโยคสั้นๆ พร้อมภาพ ๓.๒ ชั้นหรือที่วางหนังสือ ๓.๓ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการสร้างบรรยากาศการอ่าน เช่น เสื่อ พรม หมอน


58 ๓.๔ สมุดเซ็นยืมหนังสือกลับบ้าน ๓.๕ อุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องเสียง แผ่นนิทานพร้อมหนังสือนิทาน หูฟัง ๔. มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษา ๔.๑ วัสดุต่างๆ จากธรรมชาติเช่น เมล็ดพืชต่างๆ เปลือกหอย ดิน หิน แร่ฯลฯ ๔.๒ เครื่องมือเครื่องใช้ในการสํารวจ สังเกต ทดลอง เช่น แว่นขยาย แม่เหล็ก เข็มทิศ เครื่อง ชั่ง แนวการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม ๑.แนะนํามุมเล่นใหม่เสนอแนะวิธีใช้การเล่นของเล่นบางชนิด ๒. เด็กและครูสร้างข้อตกลงเกี่ยวกับการเล่น ๓. ครูเปิดโอกาสให้เด็กคิด วางแผน ตัดสินใจเลือกเล่นอย่างอิสระ เลือกทํากิจกรรมที่จัดขึ้นตามความ สนใจของเด็กแต่ละคน ๒. ขณะเด็กเล่น / ทํางาน ครูอาจชี้แนะ หรือมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็กได้๓. เด็กต้องการความช่วยเหลือและคอยสังเกตพฤติกรรมการเล่นของเด็กพร้อมทั้งจดบันทึกพฤติกรรม ที่น่าสนใจ ๔.เตือนให้เด็กทราบล่วงหน้าก่อนหมดเวลาเวลาเล่น ประมาณ 3 – 5 นาที๕.ให้เด็กเก็บของเล่นเข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรม ข้อเสนอแนะ ๑.ขณะเด็กเล่น ครูต้องสังเกตความสนใจในการเล่นของเด็ก หากพบว่ามุมใด เด็กส่วนใหญ่ ไม่สนใจที่จะเล่นควรเปลี่ยนหรือจัดสื่อในมุมเล่นใหม่เช่น มุมบ้าน อาจดัดแปลงหรือเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงมุมร้านค้า มุมเสริมสวย มุมหมอ ฯลฯ ๒.หากมุมใดมีจํานวนเด็กในมุมมากเกินไปควรเปิดโอกาสให้เด็กเลือกเล่นมุมใหม่๓.หากเด็กเลือกมุมเล่นมุมเดียวเป็นระยะเวลานาน ควรชักชวนให้เด็กเลือกมุมอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เด็กมีประสบการณ์การเรียนรู้ในด้านอื่นๆด้วย ๔.การจัดสื่อหรือเครื่องเล่นในแต่ละมุม ควรมีการทําความสะอาด และสับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเป็น ระยะโดยคํานึงถึงลําดับขั้นการเรียนรู้เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ๕.กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพื่อเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกําลัง และแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลักโดยจัดให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ดังนี้จุดประสงค์๑. เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ ๒. เพื่อส่งเสริให้มีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี๓. เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด


59 ๔. เพื่อปรับตัว เล่นและทํางานร่วมกับผู้อื่น ๕. เพื่อเรียนรู้การระมัดระวัง รักษาความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น ๖. เพื่อฝึกการตัดสินใจและแก้ปัญหาด้วยตนเอง ๗. เพื่อส่งเสริมให้มีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมรอบตัว ๘. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ต่างๆ เช่น การสังเกต การเปรียบเทียบ การจําแนก ขอบข่ายของกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง ลักษณะกิจกรรมการเล่นกลางแจ้งที่ครูควรจัดให้เด็กได้เล่น ได้แก่๑. การเล่นเครื่องเล่นสนาม เครื่องเล่นสนาม หมายถึง เครื่องเล่นที่เด็กอาจปีนป่าย หมุน ซึ่งทํา ออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ๑.) เครื่องเล่นสําหรับปีนป่าย หรือตาข่ายสําหรับปีนเล่น ๒.) เครื่องเล่นสําหรับโยกหรือไกว เช่น ม้าไม้ชิงช้า ม้านั่งโยก ไม้กระดก ๓.) เครื่องเล่นสําหรับหมุน เช่น ม้าหมุน พวงมาลัยรถสําหรับหมุนเล่น ๔.) ราวโหนขนาดเล็กสําหรับเด็ก ๕.) ต้นไม้สําหรับเดินทรงตัว หรือไม้กระดานแผ่นเดียว ๖.) เครื่องเล่นประเภทล้อเล่นเลื่อน เช่น รถสามล้อ รถลากจูง ๒. การเล่นทราย ทรายเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชอบเล่นทั้งทรายแห้ง ทรายเปียก นํามาก่อเป็นรูปต่างๆ ได้และ สามารถนําวัสดุอื่นมาประกอบการเล่นตกแต่งได้เช่น กิ่งไม้ดอกไม้เปลือกหอย พิมพ์ขนม ที่ตักทรายปกติบ่อ ทรายจะอยู่กลางแจ้ง โดยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคาทําขอบกั้น เพื่อมิให้ทรายกระจัด กระจาย บางโอกาสอาจพรมนํ้าให้ชื้นเพื่อเด็กจะได้ก่อเล่น นอกจากนี้ควรมีวิธีการปิดกั้นมิให้สัตว์เลี้ยงลงไปทํา ความสกปรกในบ่อทรายได้๓.การเล่นนํ้า เด็กทั่วไปชอบเล่นนํ้ามาก การเล่นนํ้านอกจากสร้างความพอใจและคลายความเครียดให้ เด็กแล้วยังทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น เรียนรู้ทักษะการสังเกต จําแนกเปรียบเทียบปริมาตร อุปกรณ์ที่ใส่นํ้าอาจเป็นถังที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะหรืออ่างนํ้าวางบนขาตั้งที่มั่นคง ความสูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดีและควรมีผ้าพลาสติกกันเสื้อผ้าเปียกให้เด็กใช้คลุมระหว่างเล่น ๔.การเล่นสมมติในบ้านตุ๊กตาหรือบ้านจําลอง เป็นบ้านจําลองสําหรับให้เด็กเล่น จําลองแบบจากบ้าน จริงๆ อาจทําด้วยเศษวัสดุประเภทผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่องครัว ตุ๊กตาสมมติเป็นบุคคลในครอบครัว เสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วสําหรับผลัดเปลี่ยน มีการตกแต่งบริเวณ ใกล้เคียงให้เหมือนบ้านจริงๆ บางครั้งอาจจัดเป็นร้านขายของ สถานที่ทําการต่างๆ เพื่อให้เด็กเล่นสมมติตาม จินตนาการของเด็กเอง ๕.การเล่นในมุมช่างไม้เด็กต้องการออกแรงเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้นี้จะช่วยในการ พัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากนี้ยังฝึกให้รัก งานและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย


60 ๖. การเล่นเกมการละเล่น กิจกรรมการเล่นเกมการละเล่นที่จัดให้เด็กเล่น เช่น เกมการละเล่นของไทย เกมการละเล่นของท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้างสาร แม่งูโพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่านี้ต้องใช้บริเวณที่กว้าง การเล่นอาจเล่นเป็นกลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ก่อนเล่นครูอธิบายกติกาและสาธิตให้เด็กเข้าใจ ไม่ควรนํา เกมการละเล่นที่มีกติกายุ่งยากและเน้นการแข่งขันแพ้ชนะมาจัดกิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้เพราะเด็กจะเกิด ความเครียดและสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเอง สื่อกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง ๑. การเล่นเครื่องเล่นสนาม เครื่องเล่นสนาม หมายถึง เครื่องเล่นที่เด็กอาจปีนป่าย หมุน ซึ่ง ทําออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ๑.๑ เครื่องเล่นสําหรับปีนป่าย หรือตาข่ายสําหรับปีนเล่น ๑.๒ เครื่องเล่นสําหรับโยกหรือไกว เช่น ม้าไม้ชิงช้า ม้านั่งโยก ไม้กระดก ๑.๓ เครื่องเล่นสําหรับหมุน เช่น ม้าหมุน พวงมาลัยรถสําหรับหมุนเล่น ๑.๔ ราวโหนขนาดเล็กสําหรับเด็ก ๑.๕ ต้นไม้สําหรับเดินทรงตัว หรือไม้กระดานแผ่นเดียว ๑.๖ เครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน เช่น รถสามล้อ รถลากจูง ๒. การเล่นทราย ทรายเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชอบเล่น ทั้งทรายแห้ง ทรายเปียก นํามาก่อเป็นรูป ต่างๆ ได้และสามารถนําวัสดุอื่นมาประกอบการเล่นตกแต่งได้เช่น กิ่งไม้ดอกไม้เปลือกหอย พิมพ์ขนม ที่ตัก ทราย ปกติบ่อทรายจะอยู่กลางแจ้ง โดยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคาทํา ขอบกั้น เพื่อมิให้ทรายกระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมนํ้าให้ชื้นเพื่อเด็กจะได้ก่อเล่น นอกจากนี้ควรมีวิธีการปิดกั้นมิให้สัตว์เลี้ยงลงไปทําความสกปรกในบ่อทรายได้๓. การเล่นนํ้า เด็กทั่วไปชอบเล่นนํ้ามาก การเล่นนํ้านอกจากสร้างความพอใจและคลาย ความเครียดให้เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น เรียนรู้ทักษะการสังเกต จําแนกเปรียบเทียบปริมาตร อุปกรณ์ที่ใส่นํ้าอาจเป็นถังที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะหรืออ่างนํ้าวางบนขาตั้งที่มั่นคง ความสูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดีและควรมีผ้าพลาสติกกันเสื้อผ้าเปียกให้เด็กใช้คลุมระหว่างเล่น ๔. การเล่นสมมติในบ้านตุ๊กตาหรือบ้านจําลอง เป็นบ้านจําลองสําหรับให้เด็กเล่น จําลองแบบ จากบ้านจริงๆ อาจทําด้วยเศษวัสดุประเภทผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่องครัว ตุ๊กตาสมมติเป็นบุคคลในครอบครัวเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วสําหรับผลัดเปลี่ยน มีการตกแต่ง บริเวณใกล้เคียงให้เหมือนบ้านจริงๆบางครั้งอาจจัดเป็นร้านขายของ สถานที่ทําการต่างๆ เพื่อให้เด็กเล่นสมมติตามจินตนาการของเด็กเอง ๕. การเล่นในมุมช่างไม้เด็กต้องให้การออกแรงเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้นี้จะ ช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากนี้ยังฝึกให้รักงานและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย


61 ๖. การเล่นเกมการละเล่น สื่อกิจกรรมให้เด็กการเล่นเกมการละเล่นที่จัดให้เด็กเล่น เช่น เกม การละเล่นของไทย เกมการละเล่นของท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า แม่งูโพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่านี้ต้องใช้บริเวณที่กว้างการเล่นอาจเล่นเป็นกลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ก่อนเล่นครูอธิบายกติกาและสาธิตให้เด็กเข้าใจ ไม่ควรนําเกมการละเล่นที่มีกติกายุ่งยากและเน้นการแข่งขันแพ้ชนะ มาจัดกิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้เพราะเด็กจะ เกิดความเครียดและสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเอง แนวการจัดกิจกรรม ๑. เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลง ๒. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเล่นให้พร้อม ๓. สาธิตการเล่นเครื่องเล่นสนามบางชนิด ๔. ให้เด็กเลือกเล่นอิสระตามความสนใจและให้เวลาเล่นนานพอควร ๕. ครูควรจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย (ไม่ควรจัดกิจกรรมพลศึกษา) เช่น การเล่นนํ้า เล่น ทราย เล่นบ้านตุ๊กตา เล่นในมุมช่างไม้เล่นบล็อกกลวง เครื่องเล่นสนาม เกมการละเล่น เล่นอุปกรณ์กีฬา สําหรับเด็ก เล่นเครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน เล่นของเล่นพื้นบ้าน (เดินกะลา ฯลฯ) ๖. ขณะเด็กเล่นครูต้องคอยดูแลความปลอดภัยและสังเกตพฤติกรรมการเล่น การอยู่ร่วมกัน กับเพื่อนของเด็กอย่างใกล้ชิด ๗. เมื่อหมดเวลาควรให้เด็กเก็บของใช้หรือของเล่นให้เรียบร้อย ๘. ให้เด็กทําความสะอาดร่างกายและดูแลเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยหลังเล่น ข้อเสนอแนะ ๑. หมั่นตรวจตราเครื่องเล่นสนามและอุปกรณ์ประกอบให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและใช้การ ได้ดีอยู่เสมอ ๒. ให้โอกาสเด็กเลือกเล่นกลางแจ้งอย่างอิสระทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๓๐ นาที๓. ขณะเด็กเล่นกลางแจ้ง ครูต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อระมัดระวังความ ปลอดภัยในการ เล่น หากพบว่าเด็กแสดงอาการเหนื่อย อ่อนล้า ควรให้เด็กหยุดพัก ๔. ไม่ควรนํากิจกรรมพลศึกษาสําหรับเด็กระดับประถมศึกษามาใช้สอนกับเด็กระดับปฐมวัย เพราะยังไม่เหมาะสมกับวัย ๕. หลังจากเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง ควรให้เด็กได้พักผ่อนหรือนั่งพัก ไม่ควรให้เด็กรับประทาน อาหารกลางวันหรือดื่มนมทันทีเพราะอาจทําให้เด็กอาเจียน เกิดอาการจุกแน่นได้๖. เกมการศึกษา เกมการศึกษา (Didactic games) เป็นเกมที่ช่วยพัฒนาสติปัญญาช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิด การเรียนรู้เป็นพื้นฐานการศึกษา มีกฎเกณฑ์กติกาง่ายๆเด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้ช่วยให้ เด็กรู้จักสังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบยอด เกี่ยวกับสีรูปร่าง จํานวน ประเภท และ


62 ความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ระยะ เกมการศึกษาที่เหมาะสมจะช่วยฝึกทักษะความพร้อมทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญาสําหรับเด็กวัย ๓-๖ ปีมีจุดประสงค์ดังนี้จุดประสงค์๑. เพื่อฝึกทักษะการสังเกต จําแนกและเปรียบเทียบ ๒. เพื่อฝึกการแยกประเภท การจัดหมวดหมู่๓. เพื่อส่งเสริมการคิกหาเหตุผล และตัดสินใจแก้ปัญหา ๔. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้๕. เพื่อส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับ ๖. เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ เช่น ความรับผิดชอบ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ประเภทของเกมการศึกษา ๑. เกมจับ เช่น จับคู่ภาพเหมือน จับคู่ภาพกับเงา จับคู่ภาพกับโครงร่าง จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพ หลัก จับคู่ภาพที่มีความสัมพันธ์กัน จับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม จับคู่ภาพที่สมมาตร จับคู่ภาพแบบ อนุกรม ฯลฯ ๒. เกมต่อภาพให้สมบูรณ์(Jigsaws) หรือภาพตัดต่อ ๓. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) ๔. เกมเรียงลําดับ ๕. เกมการจัดหมวดหมู่๖. เกมการศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต้) ๗. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์(เมตริกเกม) ๘. เกมพื้นฐานการบวก ๙. เกมการหาความสัมพันธ์ตามลําดับที่กําหนด สื่อเกมการศึกษา ๑. เกมจับคู่เพื่อให้เด็กได้ฝึกสังเกตสิ่งที่เหมือนกันหรือต่างกันซึ่งอาจเป็นการเปรียบเทียบภาพต่างๆ แล้วจัดเป็นคู่ๆ ตามจุดมุ่งหมายของเกมแต่ละชุด เกมประเภทจับคู่นี้สามารถแบ่งได้หลายแบบ ดังนี้๑.๑ เกมจับคู่ภาพที่เหมือนกันหรือจับคู่สิ่งของเดียวกัน ๑.๒ เกมจับคู่ภาพสิ่งของที่มีความสัมพันธ์กัน ๑.๓ เกมจับคู่ภาพชิ้นส่วนที่หายไป ๑.๔ เกมจับคู่ภาพที่สมมาตรกัน ๑.๕ เกมจับคู่ภาพที่สัมพันธ์กันแบบอุปมาอุปไมย ๑.๖ เกมจับคู่แบบอนุกรม ๒. เกมภาพตัดต่อ ๒.๑ ภาพตัดต่อที่สัมพันธ์กับหน่วยการเรียนต่างๆ เช่น ผลไม้ผัก


63 ๒.๒ ภาพตัดต่อแบบมิติสัมพันธ์๓. เกมจัดหมวดหมู่๓.๑ ภาพสิ่งต่างๆที่นํามาจัดเป็นพวกๆ ๓.๒ ภาพเกี่ยวกับประเภทของใช้ในชีวิตประจําวัน ๓.๓ ภาพจัดหมวดหมู่ตามรูปร่าง สีขนาด รูปทรงเรขาคณิต ๔. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) ๔.๑ โดมิโนภาพเหมือน ๔.๒ โดมิโนภาพสัมพันธ์๕. เกมเรียงลําดับ ๕.๑ เรียงลําดับภาพเหตุการณ์ต่อเนื่อง ๕.๒ เรียงลําดับขนาด ๖. เกมศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต) ๗. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์(เมตริกเกม) ๘. เกมพื้นฐานการบวก แนวการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ๑. แนะนํากิจกรรมใหม่๒. สาธิต / อธิบาย วิธีเล่นเกมอย่างเป็นขั้นตอนตามประเภทของเกม ๓. ให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเป็นกลุ่ม หรือรายบุคคล ๔. ขณะที่เด็กเล่นเกม ครูเป็นเพียงผู้แนะนํา ๕. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จเรียบร้อย ควรให้เด็กตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองหรือร่วมกัน ตรวจกับเพื่อน หรือครูเป็นผู้ช่วยตรวจ ๖. ให้เด็กนําเกมที่เล่นแล้วเก็บใส่กล่อง เข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนเล่นเกมชุดอื่น ข้อเสนอแนะ ๑. การจัดประสบการณ์เกมการศึกษาในระยะแรก ควรเริ่มสอนโดยใช้ของจริง เช่น การจับคู่กระป๋อง แป้งที่เหมือนกัน หรือการเรียงลําดับกระป๋องแป้งตามลําดับสูง–ตํ่า ๒. การเล่นเกมในแต่ละวัน อาจจัดให้เล่นทั้งเกมชุดใหม่และเกมชุดเก่า ๓. ครูอาจให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเกมกับครูที่ละกลุ่ม หรือสอนทั้งชั้นตามความเหมาะสม ๔. ครูอาจให้เด็กที่เล่นได้แล้ว มาช่วยแนะนํากติกาในบางโอกาสได้๕. การเล่นเกมการศึกษา นอกจากใช้เวลาในช่วงกิจกรรมเกมการศึกษาตามตารางกิจกรรมประจําวัน แล้วอาจให้เด็กเลือกเล่นอิสระในช่วงเวลากิจกรรมการเล่นตามมุมได้


64 ๖. การเก็บเกมที่เล่นแล้ว อาจเก็บใส่กล่องเล็กๆ หรือใส่ถุงพลาสติกหรือใช้ยางรัดแยกแต่ละเกม แล้ว จัดใส่กล่องใหญ่รวมไว้เป็นชุด แนวทางการจัดทําแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แผนการจัดประสบการณ์เป็นเครื่องมือสําคัญในการจัดกิจกรรมประสบการณ์ให้แก่เด็ก ช่วยให้ผู้สอน สามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้สําหรับเด็กได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้เด็กปฐมวัยเกิด แนวคิด ทักษะ ความสามารถ คุณลักษณะ ค่านิยม และความเข้าใจอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการ ได้รับ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมดุล สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ และมีความสุขในการเรียนรู้ผู้สอนทุกคน จึงจําเป็นต้องวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อให้สามารถจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของ เด็กให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรสถานศึกษา ขั้นตอนการจัดทําแผนการจัดประสบการณ์การจัดทําแผนการจัดประสบการณ์ให้บรรลุจุดหมายของ หลักสูตรสถานศึกษา ผู้สอนควรดําเนินตามขั้นตอนต่อไปนี้๑. ศึกษาทําความเข้าใจหลักสูตรสถานศึกษา ผู้สอนควรศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาอย่างละเอียดจน เกิดความเข้าใจว่าจะต้องพัฒนาเด็กอย่างไรเพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่กําหนดไว้การศึกษาหลักสูตร สถานศึกษาช่วยให้ผู้สอนสามารถออกแบบการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษานอกจากนี้ควรศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเพื่อให้มีความเข้าใจยิ่งขึ้น เช่น คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ข้อมูล พัฒนาการเด็ก เป็นต้น ๒.ออกแบบการจัดประสบการณ์ผู้สอนควรออกแบบการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบการจัด ประสบการณ์ที่กําหนดไว้หลักสูตรสถานศึกษา ในกรณีที่สถานศึกษากําหนดรูปแบบการจัดประสบการณ์แบบ หน่วยการจัดประสบการณ์ผู้สอนต้องกําหนดหัวเรื่องเพื่อใช้เป็นแกนกลางในการจัดประสบการณ์และกําหนด รายละเอียดของหน่อยการจัดประสบการณ์โดยนํามาจากการวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปีในหลักสูตร สถานศึกษา ดังนี้๒.๑กําหนดหัวเรื่องหรือชื่อหน่วยการจัดประสบการณ์ผู้สอนต้องกําหนดหัวเรื่องเพื่อใช้ในการจัด ประสบการณ์โดยพิจารณาจากสาระที่ควรเรียนรู้ซึ่งระบุไว้ในการวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปีในหลักสูตร สถานศึกษา หัวเรื่องที่กําหนดควรมีลักษณะเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก ตรงตามความต้องการและ ความสนใจของเด็ก สอดคล้องกับสภาพและบริบทในการดําเนินชีวิตประจําวันของเด็กหรือสามารถผนวก คุณธรรมและจริยธรรมเข้าไปได้อย่างผสมกลมกลืน การกําหนดหัวเรื่องสามารถทําได้๓ วิธีดังนี้วิธีที่๑ ผู้สอนเป็นผู้กําหนด ครูจะเป็นผู้กําหนดหน่วยการจัดประสบการณ์โดยพิจารณาจาก สาระการเรียนรู้ในหลักสูตรสถานศึกษา และความสนใจของเด็ก วิธีที่๒ ผู้สอนและเด็กร่วมกันกําหนด ผู้สอนจะกระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดเห็น แล้วนําเรื่องที่สนใจมากําหนดเป็นหน่วยการจัดประสบการณ์วิธีที่๓ เด็กเป็นผู้กําหนด ผู้สอนจะเปิดโอกาสให้เด็กเป็นผู้กําหนดหัวเรื่องได้ตามความสนใจของ เด็กผู้สอนสามารถนําการศึกษา โดยคํานึงถึงฤดูกาล แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเทศกาลประเพณีและวัน


65 สําคัญต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมว่าจะจัดประสบการณ์หัวเรื่องใดในช่วงเวลาใดให้ครบตามเวลาเรียนที่กําหนด ในหลักสูตรสถานศึกษา ทั้งนี้ผู้สอนควรจัดเตรียมให้มีช่วงเวลาสําหรับจัดประสบการณ์ตามความสนใจของเด็ก และตระหนักว่าสามารถเปลี่ยนแปลงหรือยืดหยุ่นกําหนดการจัดประสบการณ์ได้ตามความสนใจของเด็ก ๒.๒. กําหนดรายละเอียดของหน่วยการจัดประสบการณ์ผู้สอนควรกําหนดรายละเอียดของหน่อยการ จัดประสบการณ์ ประกอบด้วย มาตรฐาน ตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์จุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการ เรียนรู้ทั้งประสบการณ์สําคัญและสาระที่ควรเรียนรู้ ให้สัมพันธ์กันทุกองค์ประกอบโดยนํามาจากการวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ในหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งอาจยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมกับหัวเรื่องหรือชื่อหน่วยการจัด ประสบการณ์พร้อมทั้งกําหนดเวลาเรียนของแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์๑-๒ สัปดาห์ตามความ เหมาะสมกับสาระการเรียนรู้ของหน่อยการจัดประสบการณ์ตัวอย่างการกําหนด รายละเอียดของหน่วยการ จัดประสบการณ์สําหรับชั้นอนุบาลปีที่๑-๓ หน่วยละ ๑ สัปดาห์แสดงไว้ในตัวอย่างที่(๑.๑) (๒.๑) และ (๓.๑) ๒.๒.๑ มาตรฐาน ตัวบ่งชี้สภาพที่พึ่งประสงค์กําหนดมาตรฐาน ตัวบ่งชี้สภาพที่พึ่งประสงค์ของ หน่อย ที่คาดว่าการจัดประสบการณ์ในหน่วยนั้นๆ จะนําพาเด็กไปสู่สภาพที่พึงประสงค์ตามวัย การกําหนด มาตรฐาน ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยจะต้องครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน แต่ไม่จําเป็นต้องครบทุกมาตรฐาน ผู้สอนสามารถนํามาตรฐาน ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์จากการวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปีในหลักสูตรสถานศึกษาในส่วนที่สัมพันธ์กับสาระที่ควรเรียนรู้ที่เลือกมาจัดในหน่วยการ จัดประสบการณ์๒.๒.๒ จุดประสงค์การเรียนรู้กําหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ต้องการให้เกิด กับเด็กเมื่อทํากิจกรรมในหน่วยแล้ว ผู้สอนสามารถกําหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยพิจารณาจากสภาพที่พึง ประสงค์แล้วปรับเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้งนี้การกําหนดจุดประสงค์การเรียนรู้สามารถกําหนดให้สัมพันธ์กับสาระที่ควรเรียนรู้ของหน่วย หรือปรับให้สอดคล้องกับความสามารถในขณะนั้นของเด็ก โดยเชื่อว่า ความสามารถดังกล่าวเป็นพื้นฐานที่จะนําไปสู่ความสามารถตามสภาพที่พึงประสงค์ต่อไป หรือกําหนดตาม สภาพที่พึงประสงค์ก็ได้ โดยพิจารณาจากความสามารถของเด็กที่ผู้สอนรับผิดชอบเป็นหลัก จุดประสงค์การ เรียนรู้ของแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์จะครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน โดยจํานวนจุดประสงค์การ เรียนรู้ของแต่ละหน่อยอาจแตกต่างกันได้แต่ควรกําหนดจํานวนจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ไม่มากเกินไป เพื่อให้สามารถนําไปปฏิบัติได้จริง ๒.๒.๓ สาระการเรียนรู้กําหนดรายละเอียดของสาระการเรียนรู้ให้เข้ากับหัวเรื่องหน่วยการจัด ประสบการณ์การกําหนดสาระการเรียนรู้ต้องประกอบด้วยสาระที่ควรเรียนรู้และประสบการณ์สําคัญ ดังนี้ (๑) สาระที่ควรเรียนรู้กําหนดรายละเอียดของสาระที่ควรเรียนรู้โดยการคัดเลือกสาระที่ควร เรียนรู้ที่สัมพันธ์กับหัวเรื่องของหน่วยจากหลักสูตรสถานศึกษามากําหนดรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งในลักษณะที่เป็นแนวคิด เนื้อหา ทักษะ หรือเจตคติให้สัมพันธ์กับชื่อหน่วยการจัดประสบการณ์โดยคํานึงถึงสิ่งที่เด็กรู้แล้ว สิ่งที่เด็กต้องการรู้และสิ่งที่เด็กควรรู้พิจารณาให้มีระดับความยากง่ายของสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย


66 และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ทั้งนี้เมื่อกําหนด สาระที่ควรเรียนรู้ครบทุกหน่วยแล้ว ควรมีสาระที่ควร เรียนรู้ครบถ้วนตามที่ระบุไว้หลักสูตรสถานศึกษา (๒) ประสบการณ์สําคัญ กําหนดประสบการณ์สําคัญที่จะใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม อย่างเหมาะสมกับหน่วยการจัดประสบการณ์ที่กําหนด เพื่อพัฒนาเด็กให้บรรลุผล ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ผู้สอนสมารถคัดเลือกประสบการณ์สําคัญจากหลักสูตรสถานศึกษาในส่วนที่สัมพันธ์กับสาระที่ควรเรียนรู้ที่กําหนดไว้ในการวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปี โดยพิจารณาให้ประสบการณ์สําคัญของแต่ละหน่วยการจัด ประสบการณ์ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน ทั้งนี้ผู้สอนสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มเติม ประสบการณ์สําคัญได้ตามความเหมาะสมเมื่อเวลาเขียนแผนการจัดประสบการณ์และประสบการณ์สําคัญที่กําหนดจะต้องปรากฏในการดําเนินกิจกรรมนั้นๆ ๓. เขียนแผนการจัดประสบการณ์๓.๑ เขียนแผนการจัดประสบการณ์รายสัปดาห์ออกแบบและกําหนดกิจกรรมที่ช่วยให้เด็ก เกิดการเรียนรู้ครบตามจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วย ครอบคลุมกิจกรรมประจําวันที่ระบุไว้ในหลักสูตร สถานศึกษาตลอดทั้งสัปดาห์ไว้ล่วงหน้า การเขียนแผนการจัดประสบการณ์รายสัปดาห์ต้องคํานึงถึงมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์รวมถึงสาระที่ควรเรียนรู้และประสบการณ์สําคัญตาม หน่วยการจัดประสบการณ์ที่ได้ออกแบบไว้การกําหนดกิจกรรมต้องพิจารณาถึงความสมดุลของพัฒนาการทุก ด้านเป็นอันดับแรก จัดให้มีความหลากหลายของกิจกรรม มีความสอดคล้องกัน และเป็นไปในทิศทางที่ส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนให้บรรลุจุดประสงค์ประสงค์การเรียนรู้ของหน่วย ตามคู่มือนี้ใช้กิจกรรมหลัก ๖ กิจกรรมซึ่งเป็นการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมทั้ง ๔ ด้านเป็นกิจกรรมประจําวัน จึงได้เขียน แผนการจัดประสบการณ์รายสัปดาห์ซึ่งแสดงกิจกรรมหลัก ๖ กิจกรรม ดังตัวอย่างที่(๑.๒) (๒.๒) และ (๓.๒) ๓.๒ เขียนแผนการจัดประสบการณ์รายวัน ระบุรายละเอียดที่ครอบคลุมจุดประสงค์การ เรียนรู้สาระการเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วยสาระที่ควรเรียนรู้และประสบการณ์สําคัญ กิจกรรมสื่อ และการ ประเมิน กําหนดวิธีการดําเนินกิจกรรมสอดคล้องกับประสบการณ์สําคัญที่วางแผนตามที่ได้กําหนดไว้ใน แผนการจัดประสบการณ์รายสัปดาห์เป็นขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ โดยคํานึงถึงวัย พัฒนาการช่วงความสนใจของ เด็ก และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการ สิ่งที่ผู้สอนควรคํานึงถึงในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์สําหรับ เด็กปฐมวัยคือ การออกแบบกิจกรรมตามหลักการจัดประสบการณ์และแนวทางการจัดประสบการณ์ของ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ไม่ใช่รูปแบบการเขียนแผนการจัดประสบการณ์เช่น การเขียนแบบตาราง แบบกึ่ง ตาราง หรือแบบความเรียง ผู้สอนควรพิจารณาเขียนแผนการจัดประสบการณ์ที่นําไปใช้ได้จริง และเกิดประ ประโยชนสูงสุดต่อเด็ก เพื่อเป็นแนวในการปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คู่มือฉบับนี้นําเสนอตัวอย่าง แผนการจัดประสบการณ์รายวันไว้ระดับชั้นละ ๑ วันดังตัวอย่างที่(๑.๓) (๒.๓) และ(๓.๓) เมื่อเขียนแผนการจัดประสบการณ์แล้ว ผู้สอนควรนําแผนการจัดประสบการณ์ไปใช้ในการจัด ประสบการณ์จริง ผู้สอนควรให้ความสําคัญกับทั้งการเขียนแผนการจัดประสบการณ์และการจัดประการณ์จริง สําหรับเด็ก ไม่ควรละเลยการเขียนแผนการจัดประสบการณ์เพราะแผนการจัดประสบการณ์ที่ดีย่อมนําไปสู่


67 การสอนที่ดีและควรให้ความสําคัญกับการจัดประสบการณ์ทั้งที่มีการออกแบบไว้ล่วงหน้าและเกิดขึ้นในสภาพ จริงโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้รวมถึงประสบการณ์ที่เกิดจากการสามารถบันทึกผลการประเมินได้ทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพโดยพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ คู่มือเล่มนี้ได้แสดงตัวอย่างแบบ บันทึกหลังการจัดประสบการณ์ดังตัวอย่างที่(๑.๔) (๒.๔) และ (๓.๔) ซึ่งเป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็ก ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ในลักษณะของการตรวจสอบรายการและบันทึกเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์ทั้งใน เรื่องความยากง่ายของกิจกรรมที่กําหนด ความเหมาะสมของสื่อ ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม และข้อมูลอื่นๆ ที่ผู้สอนคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กในการจัดประสบการณ์ครั้งต่อไปในลักษณะของการเขียน บรรยาย ทั้งนี้ผู้สอนสามารถปรับเปลี่ยนหรือออกแบบแบบบันทึกหลังการจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับ การปฏิบัติงานของตนเองได้ตามความเหมาะสม การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้สําหรับการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย มีความสําคัญต่อเด็ก เนื่องจากธรรมชาติของเด็กในวัยนี้สนใจที่จะเรียนรู้ค้นคว้า ทดลอง และต้องการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว อีกทั้งภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้เป็นตัวกลางนําความรู้จากผู้สอนสู่เด็ก ทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตาม จุดประสงค์ที่วางไว้ช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ทําให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากเปลี่ยนเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจง่าย เรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว เพลิดเพลิน เด็กสามารถเรียนรู้จากการเล่นที่เป็นประสบการณ์ตรงที่เกิด จากแหล่งเรียนรู้ตามความต้องการของเด็ก จึงมีความสําคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนของสถานศึกษา ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ของหลักสูตร สถานศึกษา การศึกษาปฐมวัย ตามบริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่นอย่างเหมาะสม เพื่อส่งผลให้บรรลุจุดหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยต่อไป การจัดสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ถ้าหากเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีการสนับสนุนอํานวยความสะดวกจากผู้ใหญ่ภายใต้บรรยากาศที่มีความสุข ไม่เคร่งเครียดด้วย กฎระเบียบที่เคร่งครัดหรือยากต่อการปฏิบัติการจัดบรรยากาศการเรียนรู้จึงจัดแบ่งเป็น ๓ ด้าน จัดสภาพแวดล้อมด้านกายภาพ เป็นการจัดสภาพแวดล้อมตามแนวคิดเรื่องการตอบสนองความต้องการ พื้นฐานและการเรียนรู้โดยการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การจัดการจึงมีเป้าหมายให้เด็กอยู่ร่วมกันอย่างมีสุขอนามัยที่ดีมีพื้นฐานในการตอบสนองการทํากิจกรรมต่างๆ อย่างคล่องตัวและตอบสนองการทํากิจกรรมที่หลากหลาย ลักษณะการจัดการจึงเน้นในเรื่องของความสะอาด ความปลอดภัยความอิสระอย่างมีขอบเขตที่ใน การเล่น ความสะดวกที่จะทําให้รู้สึกคล่องตัว สดใส กระฉับกระเฉง ความพร้อมของห้องเรียนในสถานศึกษาที่มีลักษณะที่ดีคือ มีการถ่ายเทอากาศที่ดีมีอุณหภูมิที่เหมาะสม มีแสงสว่างพอเพียง มีความสงบที่จะทํากิจกรรม การจัดสภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งเรียนรู้


68 อย่างสบายและมีสมาธิมีที่ให้เก็บวัสดุของใช้ละผลงานมีที่จัดแสดงเพื่อการสื่อสารข้อมูล แต่ละจุดพื้นที่จะต้อง สะดวกในการเข้าออก พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่สภาพแวดล้อมในห้องเรียน หลักการสําคัญในการจัดต้องคํานึงถึงความปลอดภัยความสะอาด เป้าหมายการ พัฒนาเด็ก ความเป็นระเบียบ ความเป็นตัวของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่นมั่นใจ และมีความสุข โดย คํานึงถึงเรื่องต่อไปนี้๑.การจัดวางวัสดุอุปกรณ์สื่อ เครื่องเล่น ครุภัณฑ์ควรจัดให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัยและ พัฒนาการ ๒.เพื่อให้เด็กสามารถใช้หรือทํากิจกรรมได้สะดวกด้วยตนเอง วัสดุอุปกรณ์สื่อ เครื่องเล่น ครุภัณฑ์ควรให้มีขนาดเหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ๓.การจัดพื้นที่ในห้องเรียนควรจัดให้เหมาะสม เลือกที่ตั้งครุภัณฑ์อุปกรณ์ต่างๆ และมุมประสบการณ์โดยคํานึงถึงทิศทางลม แสงสว่างเพียงพอต่อการทํากิจกรรม ไม่มีแสงแดดส่องรบกวนสายตาเด็กขณะปฏิบัติกิจกรรม ทุกจุดของห้องควรให้มองเห็นได้โดยรอบ ๕.สภาพแวดล้อมในห้องปลอดภัยจากสัตว์แมลง พืช และสารเคมีที่มีพิษ ครุภัณฑ์โต๊ะ เก้าอี้ไม่ควรเป็นมุมแหลมอันตราย การแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนให้เหมาะสมกับการทํากิจกรรมต่างๆ มีดังนี้๕.๑ พื้นที่อํานวยความสะดวกเพื่อเด็กและผู้สอน ๑) ที่แสดงผลงานของเด็ก อาจจัดเป็นแผ่น หรือแขวนผลงาน ๒) ที่เก็บแฟ้มผลงานของเด็ก อาจจัดทํา เป็นกล่องหรือจัดใส่แฟ้มรายบุคคล ๓) ที่เก็บเครื่องใช้ส่วนตัวของเด็ก อาจทําเป็นช่องครบตามจํานวนเด็ก ๔) ที่เก็บเครื่องใช้ของผู้สอน เช่น อุปกรณ์การสอน ของใช้ส่วนตัวผู้สอน ฯลฯ ๕) ป้ายนิเทศตามหน่วยการสอนหรือสิ่งที่เด็กสนใจ ๕.๒ พื้นที่ปฏิบัติกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ควรกําหนดให้ชัดเจน ควรมีพื้นที่ที่เด็กสามารถจะ ทํางานได้ด้วยตนเอง และทํากิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเด็ก หรือกลุ่มใหญ่เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ จากกิจกรมหนึ่งไปยังกิจกรรมหนึ่งโดยไม่รบกวนผู้อื่น ๕.๓พื้นที่จัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์สามารถจัดได้ตามสมความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพ ของห้องเรียน จัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน ต้องมีของเล่น วัสดุอุปกรณ์ในมุมอย่างเพียงพอต่อ การเรียนรู้ของเด็ก การเล่นในมุมเล่นอย่างเสรีมักถูกกําหนดไว้ในตารางกิจกรรมประจําวัน เพื่อให้โอกาสเด็กได้ เล่นอย่างเสรีประมาณวันละ ๑ ชั่วโมง การจัดมุมเล่นต่างๆ ผู้สอนควรคํานึ่งถึงสิ่งต่อไปนี้๑) ในห้องเรียนควรมีมุมเล่นอย่างน้อย ๓-๕ มุม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่และขนาดของห้อง ๒) ควรมีการปรับเปลี่ยนสื่อของเล่นตามมุม ตามหน่วยจัดประสบการณ์การเรียนรู้และ ตามความสนใจของเด็ก ๓) ควรจัดให้มี่สื่อและผลงานที่เด็กได้เรียนรู้ไปแล้ว จัดวางอยู่ในมุมเล่น เช่น การทดลอง อย่างง่าย เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสีเป็นต้น โดยผู้สอนจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้เด็กได้เล่น


69 ๔) ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดมุมเล่น เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของ อยากเรียนรู้อยากเข้าเล่น ๕) ควรสร้างข้อตกลงในการทํากิจกรรม เพื่อเสริมสร้างวินัยเชิงบอกให้กับเด็ก เช่น สร้าง ข้อตกลงร่วมกันว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องจัดเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าที่ให้เรียบร้อย ๖) การจัดแสดงผลงานและการเก็บของ ควรคํานึงถึงเรื่องต่อไปนี้ -จัดให้มีที่แสดงผลงานเสนอภาพวาด งานเขียนอิสระหรืองานปั้น งานประดิษฐ์ของเด็กๆ -จัดที่แสดงผลงสนให้น่าสนใจและสดชื่น -ให้เด็กๆเห็นของแปลกๆใหม่ๆที่เด็กไม่เคยเห็น -ส่งเสริมให้เด็กๆ รู้จักเลือกสรรว่าทําอะไร จัดแสดงอะไร -กระตุ้นเกิดให้มีความอยากรู้อยากเห็น -สอนให้รูจักจัดของเป็นตามชนิด/ประเภท และเลือกของออกมาใช้ตามความ ต้องการ -สร้างนิสัยในการเก็บของให้เป็นที่เป็นทาง ตัวอย่างมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ที่ควรจัดมีดังนี้มุมบล็อก ในห้องเรียนควรมีบริเวณที่เงียบ สําหรับให้เด็กได้ดูรูปภาพ อ่านหนังสือนิทาน ฟังนิทาน ผู้สอนควรจัดมุมหนังสือให้เด็กได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือ และทํากิจกรรมตามลําพังหรือเป็นกลุ่มเล็กๆ มุมหนังสือ เป็นมุมที่ต้องการความสงบควรจัดห่างจากมุมที่มีเสียง เช่น มุมบล็อก มุมบทบาทสมมติฯลฯ และควรจัดบรรยากาศจูงใจให้เด็กได้เข้าไปใช้เกิดความรักและทนุถนอมหนังสือและปลูกฝังนิสัยรักการ อ่าน มีจํานวนหนังสือเพียงพอกับเด็กและเหมาะสมกับวัยของเด็ก ควรมีการเปลี่ยนหนังสือทุกสัปดาห์และ เลือกหนังสือที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับเด็กด้วย บทบาทสมมติมุมบทบาทสมมติเป็นมุมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้นําเอาประสบการณ์ที่ได้รับ จากบ้านหรือชุมชนมาเล่นแสดงบทบาทสมมติเลียนแบบบุคคลต่างๆ ตามจินตนาการของตน เช่น เป็นพ่อแม่ในมุมบ้าน เป็นหมอในมุมหมอ เป็นพ่อค้ามาค้าในมุมร้านค้า ฯลฯ การเล่นดังกล่าวเป็นการปลูกฝังความสํานึก ถึงบทบาททางสังคมที่เด็กได้พบเห็นในชีวิตจริง แนวทางการจัดมุมบทบาทสมมติควรอยู่ใกล้มุมบล็อกและ อาจจัดให้เป็นสถานที่ต่างๆ นอกเหนือจากการจัดเป็นบ้าน โดยสังเกตการเล่นและความสนใจของเด็กว่ามีการ เปลี่ยนแปลงบทบาทการเล่นจากบทบาทเดิมไปสู่รูปแบบการเล่นอื่นหรือไม่อุปกรณ์ที่นํามาจัดควรเปลี่ยนไป ตามความสนใจของเด็กเช่นกันมุมบทบาทสมมติอาจจัดเป็นบ้าน/ร้านอาหาร/ร้านขายของ ร้านเสริมสวย โรงพยาบาล ฯลฯ ในขณะเดียวกันอุปกรณ์ที่นํามาจัดให้เด็กควรหมั่นดูแลและทําความสะอาดทุกสัปดาห์ ไม่เป็นอันตรายและความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น


70 มุมวิทยาศาสตร์/มุมธรรมชาติมุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติเป็นมุมเล่นที่ผู้สอนจัดรวมสิ่งของ ต่างๆ หรือสิ่งที่มีในธรรมชาติมาให้เด็กได้สํารวจ สังเกต ทดลอง ค้นพบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก แนวทางการจัดมุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติอาจจัดไว้ใกล้มุม หนังสือ สิ่งของที่จัดวาง ต้องคํานึงถึงความปลอดภัยกับเด็กในขณะที่ใช้หรือเก็บควรอยู่ในระดับที่หยิบ จับ ดูวัสดุอุปกรณ์เหล่านั้นได้โดยสะดวกควรจะปรับเปลี่ยนสิ่งที่ของที่นํามาจัดแสดง อาจมีการจําลองการทดลออ ย่างง่าย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน คือ การจัดสภาพแวดล้อมภายในบริเวณสถานศึกษา รวมทั้งจัดสนามเด็กเล่น พร้อมเครื่องเล่นสนาม จัดรักษาระวังความปลอดภัยในสถานศึกษา ดูแลรักษาความสะอาด ปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น รอบๆ บริเวณสถานศึกษา สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน ประกอบด้วย ๑)สนามเด็กเล่น ควรมีพื้นผิวหลายประเภท เช่น ดิน ทราย หญ้า พื้นที่สําหรับเล่นของเล่นที่มีล้อรวมทั้งที่ร่ม ที่โล่งแจ้ง พื้นดินสําหรับขุด ทีเล่นนํ้า บ่อทรายพร้อมอุปกรณ์การเล่น เครื่องเล่นสนามสําหรับปีนป่าย การ ทรงตัว ฯลฯ ทั้งนี้ต้องไม่ติดกับบริเวณที่มีอันตราย ต้องหมั่นตรวจตราเครื่องเล่นให้อยู่ในสภาพแข็งแรง ปลอดภัยอยู่เสมอและหมั่นดูแลเรื่องความสะอาด ๒)ที่นั่งเล่นพักผ่อน จัดที่นั่งไว้ใต้ต้นไม้มีร่มเงา อาจใช้กิจกรรมกลุ่มบ่อยๆ หรือกิจกรรมที่ต้องการความ สงบ หรืออาจจัดเป็นพื้นที่ให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์ป้ายนิเทศ เพื่อให้ความรู้แก่เด็กและผู้ปกครอง ๓)บริเวณธรรมชาติปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ แปลงปลูกพืชผักสวนครัว หากบริเวณสถานศึกษามีไม่มากนัก อาจปลูกพืชในกระบะหรือกระถาง หรือเศษวัสดุในท้องถิ่น ๔)ห้องปฏิบัติการและอาคารประกอบต่างๆ เช่น โรงอาหาร เรือนเพราะชํา ห้องสมุด ห้องปฏิบัติต่างๆ ควรจัดให้มีพื้นที่สําหรับเป็นให้เด็กทํากิจกรรมและเรียนรู้ที่สะอาดและปลอดภัยสําหรับเด็ก การจัดสภาพแวดล้อมด้านจิตภาพ เป็นการจัดการห้องเรียนตามแนวคิดเรื่องการเรียนรู้อย่างมีความสุข การจัดสภาพแวดล้อมจึงเป็นการจัดเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะเกิดความ สะดวกปลอดภัย ราบรื่นจากการทํากิจกรรมในห้องที่มีลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสมและมีการปฏิบัติต่อกัน ที่เหมาะสมของผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทั้งเด็กและผู้สอน นอกจากนี้ยังรวมถึงกฎ ระเบียบ กติกา ข้อตกลงที่ทุกคนสามารถปฏิบัติร่วมกันได้และเกิดความสุขในการอยู่ร่วมกัน การจัดบรรยากาศด้านจิตภาพจึงมีเป้าหมาย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสภาพแวดล้อมแห่งความสุข ผู้สอนมีท่าทีที่อบอุ่นให้ความมั่นใจแก่เด็ก สนับสนุนให้เด็กได้ประสบความสําเร็จในกิจกรรมต่างๆ มีสถานที่ที่เด็กสามารถมีความเป็นส่วนตัว หรือเมื่อ ต้องการอยู่ตามลําพัง ต้องการความสงบ ให้อิสระเด็กในการสื่อสาร เคลื่อนไหว ทํากิจกรรมต่างๆ รวมทั้ง ข้อตกลงต่างๆสามารถยืดหยุ่นได้เมื่อจําเป็น การจัดสภาพแวดล้อมทางจิตภาพมีรายละเอียดดังนี้บุคลิกภาพผู้สอน บุคลิกภาพผู้สอนช่วยเสริมบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในห้องได้เป็นอย่างดียิ้มแย้ม แจ่มใส มีกิริยามารยาทแบบไทย แต่งกายเหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ใช้ภาษาถูกต้องชัดเจน เต็ม ใจตอบคําถามของเด็ก พูดกับเด็กด้วยเสียงนุ่มนวลเป็นมิตรและพูดชี้แจงเหตุผลแก่เด็กด้วยนํ้าเสียงปกติ


71 การจัดการชั้นเรียนของผู้สอน ผู้สอนควรใส่ใจดูแลให้เด็กอยู่ร่วมกันในห้องเรียนอย่างมีความสุข พร้อม ทั้งเรียนรู้สิทธิและหน้าที่ของตน มีการสร้างข้อตกลงในการปฏิบัติตนร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ แนวทางปฏิบัติเมื่อเด็กไม่ทําตามข้อตกลง และแก้ไขปัญหาเมื่อมีข้อขัดแย้ง เกิดขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับเด็ก ความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้สอนกับเด็กช่วยเสริมสร้างให้ เด็กรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย สร้างความมั่นใจในตนเอง และเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ผู้สอนควรสร้าง ความสัมพันธ์กับเด็กด้วยท่าทาง เช่น ยิ้ม สัมผัส ทักทายและพูดคุยกับเด็ก ดูแลเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่สบาย หรือต้องการกําลังใจ รับฟังเมื่อเด็กพูดด้วย ให้โอกาสเด็กที่ต้องการพูดคุยกับผู้สอน ตอบเมื่อเด็กถามและ ยอมรับการช่วยเหลือของเด็ก การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเด็ก ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับเด็กในสถานศึกษา จะทํา ให้เด็กอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเด็กกับเด็ก ผู้สอนควรจัดให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับเด็ก โดยการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้าง ความรับผิดชอบในการทํางาน ให้เด็กได้ร่วมคิด ร่วมทํา และร่วมแก้ปัญหา เช่น การจัดของเล่น การดูแลความ สะอาด การทํางานกลุ่ม เป็นต้น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและสถานศึกษา ผู้สอนมีบทบาทสําคัญยิ่งในการสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับสถานศึกษา ผู้สอนจึงควรสร้างความสัมพันธ์กับ ผู้ปกครองด้วยการจัดทําป้ายนิเทศซึ่งมีสาระเกี่ยวกับเด็ก ผู้ปกครอง ชุมชนและโรงเรียน จัดทําจดหมายข่าวถึง ผู้ปกครองหรือการสื่อสารผ่านสื่อและเทคโนโลยีกระตุ้นให้ผู้ปกครองแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทางโรงเรียน สนับสนุนให้ผู้ปกครองเยี่ยมชั้นเรียนของเด็กจัดประชุมพบปะระหว่างผู้ปกครองและผู้สอน รวมทั้งเปิดโอกาส ให้ปกครองได้ทํางานอาสาสมัครร่วมกับทางโรงเรียน การจัดการสภาพแวดล้อมด้านสังคม เป็นการจัดการสภาพแวดล้อมที่เกิดจากแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ทางสังคมจากการเล่น การทํากิจกรรมและการทํางานร่วมกับผู้อื่นทั้งเด็กและ ผู้ใหญ่การจัดการสภาพแวดล้อมด้านสังคมจึงเป็นการจัดการที่ให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สนับสนุนให้ปฏิบัติตนในลักษณะที่สังคมยอมรับและเกิดทักษะทางสังคม มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นสนับสนุนให้ เกิดการแบ่งปันกันทั้งในด้านความคิด ความรู้สึก พื้นที่และอุปกรณ์ต่างๆ จัดให้มีบรรยากาศแบบประชาธิปไตย เด็กได้แสดงความเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่าง เช่น การกําหนดข้อตกลง กติกา กฎ ระเบียบต่างๆ การแบ่งหน้าที่การฝึกการมีวินัยในตนเอง การเรียนรู้ของเด็กที่ได้ปฏิสัมพันธ์สิ่งแวดล้อมทั้งด้านวัตถุและบุคคล ผู้สอนจะต้องพยายามจัดภาพ แวดล้อมให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ให้เด็กได้ทํากิจกรรมร่วมกับผู้อื่น กับสิ่งของและกระบวนการ ต่างๆ รวมถึงให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับประสบการณ์ต่างๆและผู้สอนจะต้องมีการวางแผนการจัดกิจกรรม ประจําวันให้เด็กได้พัฒนาทั้งร่างกายและสังคมโดยการเตรียมสื่อ วัสดุที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้เกิด กระบวนการคิด ให้เด็กได้เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ โดยจัดสภาพแวดล้อมให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน


72 และกระบวนการต่างๆ อย่างกว้างขวาง การที่เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เด็กจะพัฒนาความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เกิดความเชื่อมั่นในตนเองและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สื่อเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เป็นตัวกลางกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ตาม จุดมุ่งหมายที่กําหนด การเรียนรู้ของเด็กอายุ๓ - ๖ ปีจําเป็นต้องผ่านการลงมือปฏิบัติจริงหรือเกิดจากการ ค้นพบด้วยตนเองเป็นประสบการณ์ตรง ซึ่งเด็กจะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือมองเห็น จับต้องได้ไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรมเมื่อเข้าสู่อายุที่สูงขึ้น การเรียนรู้ของเด็กวัยนี้จึงขึ้นอยู่กับของจริงที่พบเห็น ของเล่นที่เลียนแบบ ของจริง นิทานและเพลง ดังนี้๑.ของเล่น ของเล่นเป็นสิ่งที่ประอบการเล่นของเด็ก ของเล่นช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเกิด ความมั่นใจในการเล่นของเล่นอาจจัดทําขึ้นเองจากวัสดุสิ่งของ เศษวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่รอบตัวใน ชีวิตประจําวันหรือเป็นการเลือกซื้อของเลนที่มีขายในท้องตลาด ซึ่งการจัดหาของเล่นให้เด็กต้องคํานึงถึงความ ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัยของเด็ก ๑.๑ลักษณะของเล่นเด็ก ของเล่นที่เกี่ยวข้องกับการเล่นของเด็ก แบ่งเป็น ๑.๑.๑ ของจริง เป็นของเล่นที่เป็นสิ่งของหรือเครื่องใช้ในชีวิตจริง ของจริงที่เด็กเล่นได้ เช่น ช้อน ถ้วย ชามพลาสติก หม้อ จาน ๑.๑.๒ ของเล่นเลียนแบบของจริง เป็นของเล่นที่ทําขึ้นให้มีรูปแบบเหมือนของจริงที่มีอยู่ใน ชีวิตประจําวัน อาจทําจากวัสดุประเภทไม้พลาสติก โลหะ หรือกระดาษก็ได้เช่น ตุ๊กตาสัตว์ขนอ่อนนุ่ม ตุ๊กตาคน ลูกบอลเด็กเล่น รถเด็กเล่น ของเล่นเครื่องครัว/เครื่องใช้ในบ้าน ๑.๑.๓ ของเล่นสร้างสรรค์เป็นของเล่นที่ทําขึ้นไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว สามารถ ประกอบเข้าด้วยกันให้เป็นอะไรก็ได้ตามความต้องการหรือจินตนาการของผู้เล่น เช่น ตัวต่อพลาสติก พลาสติก สร้างสรรค์บล็อกพลาสติก/ไม้วัสดุที่ใช้ในการวาดภาพ/การปั้น/การประดิษฐ์๑.๑.๔ของเล่นเพื่อเป็นการศึกษาเป็นของเล่นที่ทําขึ้น มีรูปแบบช่วยพัฒนาทักษะ การสังเกต ทักษะกล้ามเนื้อมือ ประสานสัมพันธ์กับตา ทักษะการคิด เช่น ไม้บล็อก เกมภาพตัดต่อ เกมโดมิโน ๑.๑.๕ ของเล่นพื้นบ้าน เป็นของเล่นที่ทําขึ้นจากวัสดุตามธรรมชาติหรือวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น ด้วย เช่น โมบายล์ปลาตะเพียนใบลาน ตะกร้อใบลาน ตุ๊กตาสัตว์ทําจากฟาง กังหันลมใบตาล ล้อกลิ้งไม้ไผ่นก /ตั๊กแตนสานใบมะพร้าว กะลารองเท้า ปี่ใบมะพร้าว และปั้นดินเหนียวรูปสัตว์๑.๒ ประเภทของเล่นเด็ก ของเล่นเด็กมีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเล่น แบ่งเป็น ๑.๒.๑ ของเล่นฝึกประสาทสัมผัส เป็นของเล่นที่ดึงดูดความสนใจของเด็กในการมองเห็น ได้ยิน และสัมผัส เช่น ของเล่นมีผิวสัมผัสเรียบ– ขรุขระ ของเล่นหยิบจัดไว้ในมือได้เสียงเพลง ๑.๒.๒ ของเล่นฝึกการเคลื่อนไหว เป็นของเล่นที่เคลื่อนที่ไปมาได้กระต้นให้เด็กใช้กล้ามเนื้อ แขน ขา เช่น ลูกบอล ของเล่นลากจูงได้ของเล่นไขลาน ของเล่นมีล้อเลื่อน ๑.๒.๓ ของเล่นฝึกความสัมพันธ์มือ ตา เป็นของเล่นที่ฝึกให้เด็กได้พัฒนาการประสานสัมพันธ์


73 ระหว่างการใช้กล้ามเนื้อมือและตาอย่างมีจุดหมาย เช่น กระดานค้อนตอก กล่องหยอดรูปทรง ของเล่นร้อย ลูกปัดเม็ดโต ของเล่นร้อยเชือกตามรูของเล่นผูกเชือก/รูปซิป/ติดกระดุม ๑.๒.๔ ของเล่นฝึกภาษา เป็นของเล่นที่ช่วยในการฟัง การสื่อสารทางด้านการฟัง การพูด เล่าเรื่อง เช่น หนังสือภาพ นิทาน เทป เพลงเด็ก เครื่องดนตรีหุ่นมือ ๑.๒.๕ ของเล่นฝึกการสังเกต เป็นของเล่นฝึกทักษะการเปรียบเทียบ การจําแนกหรือจัด กลุ่ม เช่น ของเล่นรูปทรงเรขาคณิต แผ่นภาพจับคู่บล็อกต่างสีต่างขนาด ๑.๒.๖ ของเล่นฝึกการคิด เป็นของเล่นสอนให้เด็กมีสมาธิและรู้จักแก้ปัญหา คิดใช้เหตุผล เช่น ภาพตัดต่อ ตัวต่อ ภาพปริศนา บล็อกไม้๑.๒.๗ ของเล่นฝึกความคิดสร้างสรรค์เป็นของเล่นที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างจินตนาการตาม ความนึกคิด หรือแสดงบทบาทสมมติเช่น บล็อกไม้ตัวต่อ ของเล่นเครื่องครัว ของเล่นร้านค่า ของเล่น เครื่องมือแพทย์๑.๓ การเลือกของเล่นเด็ก หลักเกณฑ์ที่ควรคํานึงถึงมีดังนี้๑.๓.๑ ความปลอดภัยในการเล่น ของเล่นสําหรับเด็กอาจทําด้วยไม้ผ้า พลาสติก หรือ โลหะที่ไม่มีอันตรายเกี่ยวกับผิวสัมผัสที่แหลมคมหรือมีชิ้นส่วนที่หลุดหรือแตกหักง่าย ตลอดจนทําด้วยวัสดุที่ไม่มีพิษมีภัยต่อเด็กในสีที่ทาหรือในการผลิต มีขนาดไม่เล็กเกินไปจนทําให้เด็กกลืนหรือหยิบใส่รูจมูกหรือเข้า ปากได้รวมทั้งมีนํ้าหนักพอเหมาะที่เด็กสามารถหยิบเล่นเองได้๑.๓.๒ ประโยชน์ในการเล่น ของเล่นที่ดีควรช่วยเร้าความสนใจของเด็กให้อยากรู้อยากเห็น มีสีสันสวยงามสะดุดตาเด็ก มีการออกแบบที่ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดและจินตนาการที่จะเล่นอย่างริเริ่ม สร้างสรรค์หรือแก้ปัญหาช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวและการใช้มือได้อย่างคล่องแคล่วทั้งยัง เสริมสร้างการพัฒนาประสาทมือและตาให้สัมพันธ์กัน ๑.๓.๓ ประสิทธิภาพในการเล่น ของเล่นที่เหมาะสมในการเล่นควรมีความยากง่ายเหมาะกับ ระดับอายุและความสามารถตามพัฒนาการของเด็ก ของเล่นที่ยากเกินไปจะบั่นทอนความสนใจในการเล่น ของเด็กและทําให้เด็กรู้สึกท้อถอยได้ง่าย ส่วนของเล่นที่ง่ายเกินไปก็ทําให้เด็กเบื่อไม่อยากเล่นได้นอกจากนี้ของเล่นควรทําให้เด็กได้ใช้ประสบการณ์ตรงและเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความแข็งแรงทนทานและ ปรับเปลี่ยนดัดแปลงใช้ประโยชน์ได้หลายโอกาส หลายรูปแบบหรือเล่นได้หลายคน ๑.๓.๔ ความประหยัดทรัพยากร ของเล่นที่ดีไม่จําเป็นต้องมีราคาแพงหรือผลิตด้วย เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีตราเครื่องหมายผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมทั่วไป หากแต่เป็นวัสดุของ หรือของเล่นที่สามารถจัดหาได้ง่าย มีราคาย่อมเยา และมีอยู่ในท้องถิ่นนั้น โดยหาซื้อได้ง่ายหรือทําขึ้นเองได้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น ๒. นิทาน นิทานเป็นสื่อ เครื่องมือ และวิธีการที่สําคัญในการพัฒนาเด็ก การอ่านหนังสือให้เด็กฟังจะช่วยสร้าง ความคุ้นเคยระหว่างเด็กกับหนังสือ ถือเป็นการบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านหนังสือให้เด็กได้อย่างแยบยล ๒.๑ ประโยชน์ของนิทาน นิทานมีบทบาทสําคัญต่อการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในทุกด้าน ดังนี้


74 ๒.๑.๑ ด้านร่างกาย การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เด็กจะได้บริหารร่างกายตามเรื่องราวของ นิทาน ทําให้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายแข็งแรง ๒.๑.๒ ด้านอารมณ์จิตใจ การอ่านหนังสือให้เด็กฟังเด็กจะรู้สึกสนุกสนานมีความสุขที่ได้ฟังเรื่องราวหรือท่องบทกลอนและแสดงท่าทางอิสระตามความต้องการ เด็กจะมีอารมณ์ดียิ้มแย้มแจ่มใส ๒.๑.๓ ด้านสังคม สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคมรอบด้าน ๒.๑.๔ ด้านสติปัญญา การอ่านหนังสือจะช่วยให้เด็กสามารถจดจําถ้อยคํา จําประโยชน์และเรื่องราวใน หนังสือได้รู้จักเลียนแบบคําพูด เข้าใจความหมายของเรื่องที่จะอ่าน รู้จักคิดและรู้จักจินตนาการ ๒.๒ วิธีการเล่านิทานและเรื่องราวสําหรับเด็ก เมื่อเลือกนิทานเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้แล้ว วิธีการเล่านิทานหรือเรื่องราว เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจติดตามฟังเนื้อเรื่องจนจบ จําเป็นต้องทําให้ เหมาะสมกับเรื่องที่จะเล่าด้วย ในการเล่าเรื่องนิทานที่นิยมใช้มี ๒ วิธีดังนี้๒.๒.๑ การเล่าเรื่องโดยไม่มีอุปกรณ์เป็นการเล่านิทานด้วยการบอกเล่าด้วยนํ้าเสียงและลีลา ของผู้เล่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้๑) การขึ้นต้นเรื่องที่จะเล่าควรดึงดูดความสนใจเด็ก โดยค่อยๆเริ่มเล่าด้วยเสียงพูดที่ชัดเจน ลีลาของการเล่าช้าๆ และเริ่มเร็วขึ้นจนเป็นการเล่าด้วยจังหวะปกติ๒) ระดับเสียงที่ใช้ควรดัง และประโยคที่เล่าควรแบ่งเป็นประโยคสั้นๆ แต่ได้ใจความ การ เล่าควรดําเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเว้นจังหวะการเล่าให้นานและจําทําให้เด็กเบื่อ อีกทั้งยังไม่ควรมีคําถาม หรือคําพูดอื่นๆ ที่เป็นการขัดจังหวะทําให้เด็กหมดสนุก ๓) การใช้นํ้าเสียง สีหน้า ท่าทาง ควรแสดงให้สอดคล้องกับลักษณะของตัวละคร ไม่ควรพูด เนือยๆ เรื่อยๆ เพราะทําให้ขาดความตื่นเต้น ๔) การนั่งเล่าเรื่อง ควรจัดหาเก้าอี้นั่งให้เหมาะกับระดับสายตาเด็ก ควรเน้นระยะห่างของการ นั่งเผชิญหน้าเด็กพอประมาณที่จะสามารถสบตาเด็กขณะเล่าเรื่องได้ทั่วถึง ๕) การใช้เวลาไม่ควรเกิน ๒๐ นาทีโดยสังเกตจากท่าทางการแสดงออกของเด็กซึ่งไม่ได้ให้ความสนใจจดจ่อกับเรื่องที่เล่า ๖) การเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและวิจารณ์เรื่องที่เล่า ควรใช้คําถามสอบสวนความคิดของ เด็กเกี่ยวกับเรื่องราวที่ได้ฟัง ให้เด็กมีโอกาสแสดงความคิดเห็นภายหลังที่เรื่องเล่าจบลง ๒.๒.๒ การเล่าเรื่องโดยมีอุปกรณ์ช่วย อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการเล่าเรื่องมีหลายประเภท ได้แก่๑) สิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งสามารถนํามาเล่าเรื่องราวประสบการณ์ให้แก่เด็กได้อุปกรณ์ที่เป็นสิ่งแวดล้อม ได้แก่สัตว์พืช บุคคลสําคัญ ข่าว และเหตุการณ์ตลอดจนสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ๒) วัสดุเหลือใช้สิ่งของที่ไม่เป็นที่ต้องการแต่ยังมีประโยชน์เช่น ภาพจากหนังสือ นิตยสาร กิ่งไม้กล่องกระดาษ สิ่งเหล่านี้อาจนํามาใช้ประกอบการเล่าเรื่องได้๓) ภาพ ใช้รูปภาพที่มีเรื่องราวเล่าได้เช่น ภาพที่มีเรื่องราวรวมอยู่ในแผ่นเดียวหรือทําเป็น แผ่นภาพพลิกหลายๆแผ่น ขนาดใหญ่พอสมควรและมีเนื้อเรื่องเขียนไว้ด้านหลัง


75 ๔) หุ่นจําลอง ใช้หุ่นที่ทําด้วยผ้าหรือกระดาษทําเป็นละครหุ่นมือ หุ่นเชิด หุ่นชัก ๕) สไลด์ประกอบการเล่าเรื่อง ใช้ภาพถ่ายเป็นสไลด์แผ่นฉายทีละภาพ ๖) หน้ากากทําเป็นรูปตัวละคร ใช้วัสดุทําเป็นหน้ากากรูปตัวละครต่างๆ ๗) เทปนิทานเรื่องราว ใช้การเปิดเทปที่มีเสียงเล่าเรื่องราว . ๘) นิ้วมือประกอบการเล่าเรื่อง ใช้นิ้วมือเคลื่อนไหวเป็นตัวละครต่างๆ ๒.๓ การอ่านนิทาน การสร้างนิสัยรักการอ่านให้เด็กเป็นหน้าที่สําคัญประการหนึ่งของผู้สอน เพราะ หนังสือคืออาหารสมองและอาหารใจ หนังสือคือความสุข หนังสือคือเพื่อน หนังสือคือแหล่งเรียนรู้ของเด็ก ไปตลอดชีวิต การสร้างนิสัยรักการอ่านให้เด็ก จึงเป็นการสร้างพื้นฐานสําคัญของชีวิตให้เด็ก เด็กจะรักหนังสือ ได้จากการที่ผู้สอนอ่านหนังสือที่เด็กชอบให้ฟังซํ้าแล้วซํ้าเล่าเท่าที่เด็กเรียกร้องต้องการ เด็กจะรู้สึกพอใจและมีความสุขมากในขณะที่ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง และจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนรักหนังสือและรักการอ่าน การอ่าน นิทานให้เด็กฟัง คือ การอ่านหนังสือที่ไม่ปล่อยให้เด็กเดินทางไปคนเดียวหรือเป็นผู้รับฟังเพียงอย่างเดียว แต่ผู้สอนต้องไปกับเด็กด้วย นิทานเป็นสื่อสําหรับผู้สอนในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีเด็กที่เติบโตมาด้วยการหล่อ หลอมให้ฟังนิทาน มักจะเป็นเด็กที่ใช้ภาษาได้ดีมากกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้ถูกหล่อหลอมมาด้วยหนังสือ หรือนิทาน อีกทั้งเด็กที่มีนิสัยรักการอ่านจะพัฒนาในด้านต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วตามมาเช่นสมองพฤติกรรม และอารมณ์ที่ดี การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ๔ - ๖ ปีเป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตร ประจําวันเป็นความรับผิดชอบของผู้สอนที่ต้องดําเนินการต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม วิธีการประเมินที่เหมาะสม ได้แก่การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนาหรือสัมภาษณ์การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กและสรุปผลการประเมิน เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าเด็กบรรลุตามสภาพที่พึงประสงค์ตัวบ่งชี้และ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์หรือไม่เพียงใด ผู้สอนควรวางแผนและพัฒนาการจัดประสบการณ์อย่างไร ต่อไป โดยมีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยควรยึดหลักการ ดังนี้๑. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ การวางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็น ระบบ เป็นภารกิจหนึ่งของผู้สอนโดยเริ่มต้นจาก ๑.๑ นําหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยไปสู่การปฏิบัติด้วยการออกแบบและจัดทําหน่วย การเรียนรู้และแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้๑.๒ กําหนดวัตถุประสงค์การประเมิน วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน การประเมินพัฒนาการ


76 ๑.๓ เก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งผู้สอนจะต้องวางแผนและออกแบบว่าในแต่ละวัน แต่ละกิจกรรม จะสังเกตพฤติกรรมใด สังเกตเด็กคนใดบ้าง และนําข้อมูลที่ได้ไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลผลต่อไป ๒. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน การประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านตามหลักการนี้คือ การประเมินพัฒนาการเด็กด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุม มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กําหนดไว้ในหลักสูตร สถานศึกษา และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ที่มุ่งเน้นพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการ พัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องนั่นเอง ๓. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสมํ่าเสมอต่อเนื่องตลอดปีจุดมุ่งหมายของการประเมิน พัฒนาการเด็ก เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลให้เต็มตามศักยภาพทั้งนี้ความน่าเชื่อถือของผ ลการประเมินจึงเป็นสิ่งที่สําคัญ ผู้สอนต้องสังเกตพฤติกรมรมหรือการปฏิบัติตนของเด็กเป็นระยะๆ ตลอดปีการศึกษา มีจํานวนครั้งในการสังเกตพฤติกรรมอย่างเหมาะสมและพียงพอก่อนจะสรุปหรือให้ระดับคุณภาพ ของพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ในแต่ละวัย ๔.ประเมินพัฒนาการสภาพจริงจากกิจกรรมประจําวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายไม่ควร ใช้แบบทดสอบเนื่องจากแนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัยให้ความสําคัญกับตัวเด็ก ทั้งการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา การเล่นและการเรียนรู้ของเด็ก ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ดังนั้น การประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้หรือการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน ด้วยวิธีการสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก จึงเป็นวิธีการประเมินที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเด็กวัยนี้ผู้สอนจึงไม่ควรใช้แบบทดสอบที่ใช้กระดาษและดินสอในการเขียนตอบ เพื่อประเมินพัฒนาการเด็กวัยนี้๕.สรุปผลการประเมิน จัดทําข้อมูลและนําผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต พฤติกรรมของเด็กแต่ละคนตามสภาพที่พึงประสงค์ที่รวบรวมได้จากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในแต่ละ หน่วยการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน ผู้สอนต้องนําเทียบเกณฑ์การให้ระดับคุณภาพในแต่ละสภาพ ที่พึงประสงค์ตัวบ่งชี้และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์พร้อมจัดทําเป็นข้อมูลสารสนเทศในระดับ ห้องเรียนว่า เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการใดบ้างเป็นจุดเด่นหรือควรได้รับการส่งเสริม และนําไปใช้ในการพัฒนา เด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูลสื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคลต่อไป แนวทางการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กําหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัยโดย ยึดพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ดังนี้๑) พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหว สุขภาพอนามัยที่ดีรวมถึงการใช้มือกับตาที่ประสานสัมพันธ์กันในการทํากิจกรรมต่างๆ


77 การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย การประเมินนํ้าหนักและส่วนสูงตาม เกณฑ์สุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ดีการรู้จักความปลอดภัย การเคลื่อนไหวและการทรงตัว การเล่นและการ ออกกําลังกาย และการใช้กล้ามเนื้อเล็กอย่างประสานสัมพันธ์กัน ๒) พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ เป็นความสามารถในการแสดงอารมณ์และความรู้สึกโดยที่เด็ก รู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์เพื่อเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดจนการรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการ แสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเห็นอก เห็นใจ ความสนใจ ความสามารถ และมีความสุขในการทํางานศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหวความ รับผิดชอบในการทํางาน ความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกผิด ความเมตตากรุณา มีนํ้าใจและช่วยเหลือแบ่งปัน ตลอดจนการประหยัด อดออม และพอเพียง ๓) พัฒนาการด้านสังคม เป็นความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น ปรับตัวในการเล่น และอยู่ร่วมกับผู้อื่น สามารถทําหน้าที่ตามบทบาทของตน ทํางานร่วมกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบ รู้กาลเทศะ สามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจําวัน เรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับเด็กอื่น รู้จกรวมมือในการเล่นกับกลุ่ม เพื่อน ปฏิบัติตามข้อตกลงในการเล่น รู้จักรอคอยตามลําดับก่อน – หลัง การประเมินพัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย การประเมินความมีวินัยในตนเองการ ช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน การระวังภัยจากคนแปลกหน้าและสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย การดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การมีสัมมาคาวะและมารยาทตามวัฒนธรรมไทย รักความเป็นไทย การยอมรับความเหมือนความแตกต่างระหว่างบุคคล การมีปฏิสัมพันธ์ดีกับผู้อื่น การปฏิบัติตนเบื้องต้นในการ เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๔) พัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถทางสมองที่เกิดขึ้นจากการ เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและสิ่งแวดล้อม ด้วยการรับรู้สังเกต จดจํา วิเคราะห์รู้คิด รู้เหตุผล และแก้ปัญหา ทําให้สามารถปรับตัวและเพิ่มทักษะใหม่ซึ่งแสดงออกด้วยการใช้ภาษาสื่อ ความหมายและการกระทํา เด็กวัยนี้สามารถโตตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุและสิ่งของที่อยู่รอบตัวได้สามารถ จําสิ่งต่างๆที่ได้กระทําซํ้ากันบ่อยๆ ได้ดีเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นแต่ยังอาศัยการรับรู้เป็นส่วนใหญ่แก้ปัญหาการ ลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผล ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวพัฒนาอย่าง รวดเร็วตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัยนี้เป็นระยะพัฒนาภาษาอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสใช้ภาษาจากการทํากิจกรรมต่างๆ ในรูปของการสนทนา ตอบคําถาม เล่าเรื่องนิทานและทํา กิจกรรมต่างๆ การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนา โต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ ความสามารถในการอ่าน เขียนภาพ และสัญลักษณ์ความสามารถในการคิด


78 รวบยอด การคิดเชิงเหตุผล การคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ การทํางานศิลปะ การแสดงท่าทาง/เคลื่อนไหวตาม จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์การมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และความสามารถในการแสวงหาความรู้สําหรับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กําหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก เพื่อให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการ จัดการศึกษาระดับปฐมวัยใช้เป็นจุดหมายในการพัฒนาและการประเมินเด็กให้บรรลุคุณภาพตามมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์จํานวน ๑๒ ข้อ ดังนี้พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐานคือ มาตรฐานที่๑ ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดีมาตรฐานที่๒ กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐานคือ มาตรฐานที่๓ มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข มาตรฐานที่๔ ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหว มาตรฐานที่๕ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐานคือ มาตรฐานที่๖ มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานที่๗ รักธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐานคือ มาตรฐานที่๙ ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐานที่๑๐ มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้มาตรฐานที่๑๑ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์มาตรฐานที่๑๒ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย


79


80 ขั้นตอนการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้นเกิดขึ้นใน ห้องเรียนขณะจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจําวันของเด็ก มีขั้นตอนดังนี้๑.การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์และกําหนดประเด็นการประเมิน ผู้สอนต้องวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้สภาพพึงประสงค์และกําหนดสิ่งที่ประเมินจากการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน เพื่อวางแผนการประเมินพัฒนาการและการ ตรวจสอบทบทวนความถูกต้องความครอบคลุมและความเชื่อมโยง อันจะเป็นประโยชน์ในการดําเนินงาน ประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ ดังนี้๑.๑การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์การนําหลักสูตรสถานศึกษาไปสู่การจัด ประสบการณ์ได้มีการวิเคราะห์สาระการเรียนรู้รายปีที่สอดคล้องของมาตรฐาน ตัวบ่งชี้สภาพพึงประสงค์และ สาระการเรียนรู้เพื่อกําหนดหน่วยการเรียนรู้โดยการนําสภาพที่พึงประสงค์ที่ได้จากการวิเคราะห์มากําหนด จุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้นั้นๆและกําหนดกิจกรรมหลัก๖กิจกรรมหรือรูปแบบการจัด ประสบการณ์ตามที่สถานศึกษากําหนดในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ดังนั้น ผู้สอนต้องวางแผนการประเมินพัฒนาการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึง ประสงค์๑.๒ การกําหนดประเด็นการประเมิน เป็นการกําหนดพัฒนาการที่ต้องการประเมินคือ สภาพที่พึง ประสงค์ที่นํามากําหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ซึ่งครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ๔ด้านในแต่ละหน่วยการเรียนรู้และเชื่อมโยงไปยังจุดประสงค์ของแผนการจัดประสบการณ์ในแต่ละวันดังนั้นประเด็นการ ประเมินจึงประกอบไปด้วยจุดประสงค์ของแผนการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรูของ หน่วยการเรียนรู้นั้นๆเมื่อกําหนดประเด็นการประเมินได้แล้วให้พิจารณาว่าในแต่ละจุดประสงค์การเรียนรู้ของ หน่วยการเรียนรู้สามารถเก็บข้อมูลการประเมินได้จากการจัดประสบการณ์เรียนรู้และจากกิจวัตรประจําวัน เนื่องจากกิจวัตรประจําวันของเด็กเป็นสิ่งที่ปฏิบัติเป็นประจําซํ้าๆ จนเกิดเป็นทักษะและมีการพัฒนาจนเป็น ลักษณะนิสัย ๒.การกําหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการ เมื่อผู้สอนกําหนดประเด็นการประเมิน พัฒนาการที่ชัดเจนแล้วขั้นตอนต่อไปคือการกําหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการ ครูผู้สอนต้องวางแผนและกําหนดวิธีการประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม เช่น ให้การสังเกตพฤติกรรม การ ประเมินผลงาน/ชิ้นงาน การพูดคุยหรือสัมภาษณ์เด็ก เป็นต้นวิธีการที่ครูผู้สอนเลือกใช้ต้องมากกว่า ๒ วิธีการ หรือใช้วิธีการหลากหลาย ซึ่งวิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย มีดังต่อไปนี้๒.๑ การสังเกตและการบันทึก แบ่งออกเป็น ๒ แบบ ได้แก่๑) การสังเกตแบบเป็นทางการ คือ การ สังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้และ ๒) การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ คือการสังเกต ขณะที่เด็กทํากิจกรรมประจําวันและทํากิจกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ครูผู้สอน ต้องจดบันทึกสิ่งที่รวบรวม ได้จากการสังเกตอย่างเหมาะสม ทั้งนี้การบันทึกพฤติกรรมมีความสําคัญอย่างยิ่งที่ต้องทําอย่างชัดเจนและ


81 สมํ่าเสมอ หลังจากเด็กเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสังเกตและการจดบันทึกพัฒนาการเด็ก ปฐมวัยสามารถใช้แบบง่ายๆ ดังนี้๑.) แบบบันทึกพฤติกรรมแบบเป็นทางการ โดยกําหนดประเด็นหรือพัฒนาการที่ต้องการสังเกต (สอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้)ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปีเกิด ไว้ล่วงหน้า รวมทั้งชื่อผู้ทําการสังเกต ดําเนินการสังเกตโดยบรรยายพฤติกรรมเด็กที่สังเกตได้ตาม ประเด็นผู้สังเกตต้องลงบันทึงวัน เดือน ปีที่ทําการสังเกตแต่ละครั้ง ข้อมูลการสังเกตที่ครูผู้สอนบันทึกลงใน แบบบันทึกพฤติกรรมนี้จะช่วยให้ครูผู้สอนเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น และทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่น มีความต้องการ มีความสนใจ หรือความช่วยเหลือในเรื่องใดบ้าง ๒) แบบบันทึกพฤติกรรมที่ไม่เป็นทางการ เป็นการบันทึกพฤติกรรม เหตุการณ์หรือการจัด ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวัน โดยระบุชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปีเกิดเด็ก ผู้สังเกตวันต้องการศึกษา ควรมีรายละเอียดและข้อมูลที่ชัดเจน ครูผู้สอนควรบรรยายสิ่งที่เด็กทําได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทําไม่ได้และ วิเคราะห์ประเด็นการประเมินตามสภาพที่พึงประสงค์อย่างเป็นระบบ ข้อมูลในการบันทึกต้องเป็นตามความ เป็นจริง ซึ่งข้อดีของการบันทึกรายวัน คือการชี้ให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็ก จะช่วยให้ผู้สอนได้พิจารณาปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคล รวมทั้งช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญมีข้อมูลสําหรับวินิจฉัยเด็กได้ชัดเจนขึ้นว่า สมควรจะได้รับคําปรึกษาเพื่อลดปัญหา หรือส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่าถูกต้องและเป็นข้อมูลในการ พิจารณาปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาการจัดกิจกรรมการจัดประสบการณ์ของครูให้ดียิ่งขึ้น ๓) แบบสํารวจรายการ โดยกําหนดประเด็นหรือพัฒนาการที่ต้องการสํารวจ (สอดคล้องกับ สภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนร)ู้ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปีเกิดไว้ล่วงหน้ามีการกําหนดรายการพฤติกรรมที่ต้องการสํารวจรายละเอียดขึ้น และกําหนดเกณฑ์ในการสํารวจ พฤติกรรม เช่น ปฏิบัติ-ไม่ปฏิบัติทํา-ทําไม่ได้เป็นต้น ช่วยให้ครูสามารถบันทึกได้สะดวกขึ้น ควรมีการ สํารวจพฤติกรรมในเรื่องเดียวกันอย่างน้อย ๓ครั้งเพื่อยืนยันว่าเด็กทําได้จริง ๒.๒ การบันทึกการสนทนา เป็นการบันทึกการสนทนาทั้งแบบเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลเพื่อ ประเมินความสามารถ ในการแสดงความคิดเห็นและพัฒนาการก้านการใช้ภาษาของเด็ก ความสามารถใน การคิดรวบยอด การแก้ปัญหา รวมถึงพัฒนาการด้านสังคม อารมณ์จิตใจ และบันทึกผลการสนทนาลงใน แบบบันทึกพฤติกรรมหรือบันทึกรายวัน โดยระบุชื่อ นามสกุล อายุเด็ก ภาคเรียนที่และกิจกรรมที่ใช้สนทนา ช่องที่ใช้ในการบันทึกในแบบให้สนทนาให้ระบุวัน เดือน ปี/คําพูดของเด็ก/ความคิดเห็นของครูผู้สอนที่สะท้อน ข ้ อควรพงึระวงัในการสังเกตพฤติกรรมของเดก ็ ระหวา่งการสงัเกต ไม่ควรแปลความพฤติกรรมของเดก็ ใหส้งัเกตการแสดงออกของเดก็ที่เดก็ใช้ประสาทสมัผสัท้งั5คือ หูตาจมูกลิ้นและร่างกายหรือกายสมัผสัการแปลความจะดาํเนินการหลงัเสร็จสิ้น การสงัเกตในส่วนของการบนัทึก ครูอาจบนัทึกยอ่หรือทาํสญัญาลกัษณ์ไว้และบนัทึกเป็นหลกัฐานทนัที


82 พฤติกรรมที่แสดงออกของเด็กสอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการผ่านสภาพที่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่อง ๒.๓ การสัมภาษณ์เป็นวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล ครูผู้สอนควรใช้คําถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด และตอบอย่างอิสระจะทําให้ครูผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางด้านสติปัญญาของเด็กและค้นพบ ศักยภาพในตัวเด็กโดยบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนควรปฏิบัติดังนี้การเตรียมการก่อนการสัมภาษณ์ โดยกําหนดวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์กําหนดคําพูด/ คําถามที่จะพูดกับเด็ก ควรเป็นคําถามที่เด็กสามารถตอบโต้หลากหลายไม่มีผิด/ถูก การปฏิบัติขณะสัมภาษณ์ครูผู้สอนควรสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเองสร้างสภาพแวดล้อม ที่อบอุ่นไม่เคร่งเครียดออใช้คําถามที่กําหนดไว้ถามเด็กทีละคําให้เด็กมีโอกาสคิดและมีเวลาในการตอบคําถาม อย่างอิสระ ใช้ระยะเวลาการสัมภาษณ์ไม่ควรเกิน๑๐นาทีหลังการสัมภาษณ์การบันทึกในแบบสัมภาษณ์ ให้บันทึกคําพูดของเด็กตามความเป็นจริงหลังเสร็จการ สัมภาษณ์ครูผู้สอนค่อยพิจารณาข้อมูลจากคําพูดของเด็กและลงความคิดเห็นที่เด็กทุกด้านสะท้อนพฤติกรรมที่แสดงออกของเด็กสอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ที่กําหนดไว้ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการผ่านสภาพที่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่อง ๒.๔ สารนิทัศน์สําหรับเด็กปฐมวัยเพื่อการประเมินพัฒนาการ การจัดทําสารนิทัศน์(Documentation) เป็นการจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นถึง ร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคลและ รายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึง พัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคมและสติปัญญา สารนิทัศน์จึงเป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็น ถึงการจัดกระบวนการของครูและร่องรอยการแสดงผลงานของเด็ก จากการทํากิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึง พัฒนาการในด้านต่างๆ การจัดทําสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการของ เด็กปฐมวัยซึ่งมีหลายรูปแบบได้แก่๑) พอร์ดโฟลิโอสําหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทํา กิจกรรมมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการบันทึกเสียง บันถึกภาพที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทํา เป็นต้น ๒) การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) สามารถทําให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของ เด็กและการสะท้อนตนเองของครูรูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการ สนทนาระหว่างเด็กกับครู๓) การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่นใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น


83 ๔) การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคําพูดข้อความที่สะท้อนความรู้ความเข้าใจความรู้สึกการ สนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทํากิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยเทคโนโลยีบันทึกเสียงหรือ บันทึกภาพ ๕) ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่มที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ความสามารถ ทักษะจิตนิสัย ของเด็ก ครูสามารถนําผลงานของเด็กมาพิจารณาพัฒนาการและกระบาวนการทํางานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มัก เก็บผลงานการเขียนและผลงานศิลปะ อย่างไรก็ตามครูควรเก็บผลงานหลากหลายประเภทของเด็กเช่น ภาพเขียน การร่วมระดมความคิดและเขียนออกมาในลักษณะใยแมงมุม การแสดงออกทางดนตรีการก่อสร้าง ในรูปแบบต่างๆตัวอย่างคําพูดเป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเก็บข้อมูลหลักฐานเพื่อประเมินการเรียนรู้และประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยข้างต้น การจัดทําสารนิทัศน์ที่หลากหลายจะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพของการศึกษาที่ดีเนื่องจาก การศึกษาในปัจจุบันเน้นการประเมินเพื่อทดสอบความเข้มแข็งของการศึกษา ซึ่งส่งผลให้สถานศึกษาหรือ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัย ต้องปรับปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัด การศึกษาอย่างสมํ่าเสมอ ทําให้บางหน่วยงานนําแบบทดสอบมาตรฐานซึ่งไม่เหมาะสมมาประเมินเด็กปฐมวัย ผู้สอนที่จัดทําสารนิทัศน์อย่างสมํ่าเสมอ จะจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้สอดคล้องปัญหาและพัฒนาการ เด็ก ซึ่งนําไปสู่การพัฒนาสมองอย่างงชัดเจน สารนิทัศน์สามารถช่วยครูให้จัดประสบการณ์ได้ตรงประเด็น เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับสมอง พบว่า เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีหากเข้าไปมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติกระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับความรู้สึกและอารมณ์มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่นเด็กรู้สึก ต่อการอ่านอย่างไร ? ความรู้สึกนี้มีผลกระทบต่อการอ่านของเด็กในระยะยาว ดังนั้นการทดสอบด้วยข้อสอบ มาตรฐานไม่ช่วยเด็กเลยในด้านจิตใจและความสามารถซึ่งต่างจากการใช้สารนิทัศน์ในการประเมิน จาก ผลการวิจัยพบว่าสมองทํางานต่อเนื่อง ไม่แยกส่วนเป็นวิชาหรือเป็นเรื่อง ดังนั้นการใช้แบบทดสอบประเมิน เป็นการแยกส่วนของสมอง ซึ่งจะไม่บอกถึงความสามารถในการบูรณาการความรู้ของเด็กที่แท้จริง แต่กระบวนการรวบรวมผลงานของเด็กจะบอกให้รู้ว่า เด็กคิดและบูรณาการความคิดของตนอย่างไร การจัดทําสารนิทัศน์สําหรับเด็กปฐมวัยเพื่อการประเมิน ๑) กําหนดประเด็นการประเมิน เป็นการกําหนดพัฒนาการที่ต้องการประเมิน เป็นการกําหนดพัฒนาการที่ต้องการประเมิน ได้แก่สภาพที่พึงประสงค์ในแต่ละพัฒนาการ ๒) เตรียมสื่อวัสดุอุปกรณ์ที่จําเป็นต้องใช้ให้เหมาะสมกับข้อมูลที่ต้องการเก็บวางแผน การเลือกและการ จัดการกับวัสดุสื่อที่เหมาะสมกับข้อมูลที่ต้องการเก็บ วางแผน การเลือกและจัดการกับ สื่อที่เหมาะสมกับ ข้อมูลที่จะเก็บตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ได้แก่ข้อมูลที่ต้องได้จากการสังเกต เช่น กระดาษ การ์ดขนาดเล็ก ดินสอ ปากกา กล้องบันทึกภาพหรือโทรศัพท์มือถือ เครื่องบันทึกเสียง เป็นต้น


84 ๓) มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาเด็ก ซึ่งจะ ช่วยให้ครูทราบว่าควรเก็บข้อมูลประเภทใด ลักษณะใดจึงจะทําให้เห็นพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่าง ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ๔) วางแผนการจัดทํา เลือกวิธีเก็บข้อมูล เช่นบันทึกสั้น ภาพถ่าย แบบสังเกต บันทึกเสียง การเขียน ไดอะแกรมในรูปแบบของใยแมงมุม การทําบันทึกแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกของเด็ก ครูหรือ ผู้ปกครองเป็นต้น ๕) กําหนดวิธีการเก็บข้อมูล เช่น การบันทึกพฤติกรรมเด็ก โดยใช้วิธีการสังเกตและใช้การบันทึกสั้น ซึ่งครูจะสังเกตทุกวัน ๖) จัดแสดงข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก โดยพิจารณาว่าข้อมูลใดควรนํามาแลกเปลี่ยน และนํามาจัดแสดงให้เห็นพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งให้เด็กมีส่วนรวมในการเลือกผลงานของตน หรือกลุ่มและร่วมจัดเตรียมแสดงข้อมูลดังกล่าว ๒.๕ การประเมินการเติบโตของเด็ก เป็นการประเมินการเจริญเติบโตด้านร่างกายของเด็ก ซึ่งการพิจารณา การเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วๆไปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่นํ้าหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ ฟัน และการ เจริญเติบโตของกระดูก สําหรับแนวทางประเมินการเจริญเติบโต มีดังนี้๒.๕.๑ การประเมินการเจริญเติบโต โดยการชั่งนํ้าหนักและวัดส่วนสูงเด็กแล้วนําไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ปกติในกราฟแสดงนํ้าหนักตามเกณฑ์อายุของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้สําหรับติดตามการเจริญเติบโต โดยรวม ๒.๕.๒ การตรวจสุขภาพอนามัยเป็นการตรวจสอบที่แสดงที่แสดงคุณภาพชีวิตของเด็กโดยพิจารณาความ สะอาด สิ่งผิดปกติของร่างกายที่จะส่งผลการดําเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็ก ๓. การกําหนดเกณฑ์การประเมินและระดับคุณภาพ การกําหนดเกณฑ์การประเมินและการประเมินและการ ให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็กทั้ง๔ด้าน ในแต่ละสภาพที่พึ่งประสงค์เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การผ่านตัวบ่งชี้และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ดังนั้นในระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษาควร กําหนดในลักษณะเดียวกัน สถานศึกษาสามารถกําหนดเกณฑ์การประเมินและการให้ระดับคุณภาพผลการ ประเมินพัฒนาการของเด็กที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์หรือ ข ้ อควรคาํนึงในการประเมินการเจริญเติบโตของเดก ็ ๑) เดก็แต่ละคนมีความแตกต่างกนั ในดา้นการเจริญเติบโต บางคนรูปร่างอว้น บางคนผอม บางคนร่างใหญ่บางคนร่างเลก็๒) ภาวะโภชนาการเป็นตวัสาํคญัที่เกี่ยวขอ้งกบัขนาดของรูปร่างแต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว ๓)กรรมพนัธุ์เดก็อาจมีรูปร่างเหมือนพอ่หรือแม่คนใดคนหน่ึงถา้พอ่หรือแม่เต้ียลูกอาจเต้ียและกรณีน้ีอาจ มีน้าํหนกัต่าํกวา่เกณฑเ์ฉลี่ยไดแ้ละมกัจะเป็นเดก็ที่ทานอาหารนอ้ย ๔)ช่วงคร่ึงหลงัของขวบปีแรก น้าํหนกัเดก็จะข้ึนชา้เนื่องจากห่วงเล่นมากข้ึนและความอยากอาหารลง


85 พฤติกรรมที่จะประเมิน เป็นระบบตัวเลข เช่น ๓,๒,๑หรือเป็นระบบที่ใช้คําสําคัญ เช่น ดี,พอใช้, ควร ส่งเสริม ตามที่สถานศึกษากําหนดดังตัวอย่างส่งเสริม ทั้งนี้เพื่อนําไปสู่การกําหนดเกณฑ์การประเมินตามสภาพที่พึงประสงค์ที่กําหนดไว้ตามหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช๒๕๖๐ สถานศึกษาอาจกําหนดคําอธิบายคุณภาพตามระดับคุณภาพชองสภาพที่พึงประสงค์ของพัฒนาการแต่ละด้านเป็น ๓ ระดับ ดังนี้ตัวอย่างที่๘ คําอธิบายคุณภาพตามระดับคุณภาพ ด้านร่างกาย : กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียการทรงตัว ระดับคุณภาพ คําอธิบายคุณภาพ ๓ หรือ ดีกระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียการทรงตัวได้อย่างคล่องแคล่ว ๒ หรือ พอใช้กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องโดยการเสียการทรงตัวเป็นบางครั้ง ๓ หรือ ควรเสริม กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างคําอธิบาย ด้านอารมณ์: สนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศิลปะ ระดับคุณภาพ คําอธิบายคุณภาพ ๓ หรือ ดีแสดงสีหน้า ท่าทางสนใจ และมีความสุขขณะทํางานทุกช่วงกิจกรรมศิลปะ ๒ หรือ พอใช้แสดงสีหน้า ท่าทางสนใจ และมีความสุขขณะทํางานบางช่วงกิจกรรมศิลปะ ๓ หรือ ควรเสริม ไม่แสดงสีหน้า ท่าทางสนใจ ขณะทํางานช่วงกิจกรรมศิลปะ ระบบตัวเลขระบบที่ใช้คําสําคัญ ความหมาย ๓ ดี ปรากฏพฤติกรรมตามช่วงอายุเป็นไปตามสภาพที่พึงประสงค์๒ พอใช้ ปรากฏพฤติกรรมตามช่วงอายุเป็นไปตามสภาพที่พึงประสงค์โดยมีการ กระตุ้น ๑ ควรส่งเสริม ไม่ปรากฏพฤติกรรมตามช่วงอายุที่เป็นไปตามสภาพที่พึงประสงค์


86 ตัวอย่างคําอธิบาย ด้านสังคม : ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดและเพียงพอด้วยตนเอง ระดับคุณภาพ คําอธิบายคุณภาพ ๓ หรือ ดี ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดและเพียงพอตามความจําเป็นทุกครั้ง ๒ หรือ พอใช้ ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดและเพียงตามความจําเป็น เป็นบางครั้ง ๓ หรือ ควรเสริม ใช้สิ่งของเครื่องใช้เกินความจําเป็น ตัวอย่างคําอธิบาย ด้านสติปัญญา :เขียนชื่อของตนเองตามแบบ เขียนข้อความด้วยวิธีคิดขึ้นเอง ระดับคุณภาพ คําอธิบายคุณภาพ ๓ หรือ ดีเขียนชื่อตนเองตามแบบได้ตัวอักษรไม่กลับหัวไม่กลับด้านไม่สลับที่และเขียนข้อความด้วย วิธีที่คิดขึ้นเองได้๒ หรือ พอใช้เขียนชื่อตนเองตามแบบได้มีอักษรบางตัวกลับหัว กลับด้านหรือสลับที่มีความพยายามที่จะเขียนข้อความที่คิดขึ้นเอง ๓ หรือ ควรเสริม เขียนชื่อตนเองไม่ได้หรือเขียนเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นตัวอักษร ๔.การดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เมื่อผู้สอนวางแผนการประเมินพัฒนาการแล้วควรทําการสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคลหรือ รายกลุ่มด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่นการพูดคุย หรือการสัมภาษณ์เด็ก หรือการประเมินผลงาน/ชิ้นงานของ เด็กอย่างเป็นระบบเพื่อรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กให้ครอบคลุมเด็กทุกคนแล้วสรุปลงในแบบบันทึกผ ลการประเมินสภาพที่พึงประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพที่พึง ประสงค์ผู้สอนควรเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคล โดยสภาพที่พึงประสงค์ 1 ตัวควรได้รับการประเมิน พัฒนาการอย่างน้อย 2 ครั้งต่อ 1 ภาคเรียน ระยะแรกควรเป็นการประเมินเพื่อความก้าวหน้าไม่ควรเป็นการ ประเมินเพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพที่พึงประสงค์จึงเป็นการสะสมเพื่อยืนยันว่าเด็กเกิดพัฒนาการตามสภาพอันพึงประสงค์นั้นๆชัดเจนและมีความ น่าเชื่อถือ ๕.การสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็ก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช๒๕๖๐ กําหนดเวลาเรียนสําหรับเด็กปฐมวัยต่อปีการศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๘๐วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาเรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเด็กอย่าง


87 รอบด้านและสมดุล ผู้สอนด้องเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมที่แสดงถึงพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่อง มีการ ประเมินซํ้าของพฤติกรรมนั้น เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นของผลการประเมิน สรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็ก ตามสภาพที่พึงประสงค์ให้ครบทุกสภาพที่พึงประสงค์ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การสรุปผลการประเมินพัฒนาการ เด็กรายตัวบ่งชี้รายมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์และในภาพรวมพัฒนาการรายด้านของเด็กแต่ละคน ตามลําดับสถานศึกษาควรสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กรายตัวบ่งชี้รายมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์และในภาพรวมของพัฒนาการรายด้าน ภาคเรียนละ1 ครั้งสําหรับแนวทางการสรุปผลการประเมิน พัฒนาการเด็กตามสภาพที่พึงประสงค์ในแต่ละตัวบ่งชี้ควรใช้ฐานนิยม(Mode) ไม่ควรนําค่าระดับคุณภาพของ สภาพที่พึงประสงค์มาหาค่าเฉลี่ย ในกรณีมีฐานนิยมมากกว่า 1 ฐาน คือ มีระดับคุณภาพซํ้ามากกว่า 1 ระดับ คุณภาพ การสรุปผลการประเมินพัฒนาการในแต่ละตัวบ่งชี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา โดยคํานึงถึง ปรัชญาการศึกษา และหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช๒๕๖๐ รวมทั้งการนําข้อมูลผลการ ประเมินไปใช้เพื่อพัฒนาเด็กต่อไป ๖. การรายงานผลการประเมินพัฒนาการและนําข้อมูลไปใช้การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเป็น การสื่อสารให้พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องได้ทราบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของเด็กซึ่งสถานศึกษา สรุปผลการประเมินพัฒนาการและจัดทําเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะๆหรืออย่างน้อยภาคเรียน ละ 1 ครั้ง การรายงานผลการประเมินพัฒนาการสามารถรายงานเป็นคุณภาพตามพฤติกรรมที่แสดงออกถึง พัฒนาการแต่ละด้านที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ๖.๑ จุดมุ่งหมายการรางานผลการประเมินพัฒนาการ ๖.๑.๑. เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องใช้ข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไช ส่งเสริม และหลัก พัฒนาเด็กให้มีคุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ๖.๑.๒. เพื่อให้ผู้สอนใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ๖.๑.๓. เพื่อเป็นข้อมูลระดับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดใช้ประกอบ ในการกําหนดนโยบายวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ๖.๒ ข้อมูลในการรางานผลการประเมินพัฒนาการ ๖.๒.๑. ข้อมูลระดับชั้นเรียน ประกอบด้วย เวลามาเรียน บันทึกผลการประเมินพัฒนาการตาม หน่วยการเรียน บันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจําชั้น และบันทึกผลพัฒนาการรายบุคคล และจัดทํา สารนิทัศน์ที่สะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เป็นข้อมูลสําหรับรายงานให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ผู้บริหาร สถานศึกษา ครูผู้สอน พ่อ แม่ผู้ปกครอง ได้รับทราบความก้าวหน้า ความสําเร็จในการเรียนรู้ของเด็กเพื่อ นําไปใช้ในการวางแผนกําหนดเป้าหมายและวิธีการในการพัฒนาเด็ก ๖.๒.๒ ข้อมูลระดับสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อใช้เป็นข้อมูลและสารสนเทศในการพัฒนาการจัดประสบการณ์และคุณภาพของเด็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์รวมทั้งแจ้งให้ผู้ปกครองและผู้ที่


88 เกี่ยวข้องได้ทราบข้อมูล โดยมีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละฝ่ายนําไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการอย่างถูกต้อง เหมาะสม รวมทั้งนําไปจัดทําเอกสารหลักฐานแสดงพัฒนาการผู้เรียน ๖.๒.๓ ข้อมูลระดับเขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อตามหลักสูตรเป็นรายสถานศึกษา เพื่อเป็นข้อมูลสําหรับศึกษานิเทศก์ผู้บริหาร การศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้วางแผนและดําเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ใน การยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษา ๖.๓ ลักษณะข้อมูลสําหรับการรายงานผลการประเมินพัฒนาการการรายงานผลการประเมิน พัฒนาการ สถานศึกษาสามารถเลือกลักษณะข้อมูลสําหรับการรายงานได้หลายรูปแบบให้เหมาะสมกับวิธีการ รายงานและสอดคล้องกับการให้ระดับผลการประเมินพัฒนาการ โดยคํานึงถึงประสิทธิภาพของรายงานและ การนําข้อมูลไปใช้ประโยชน์ของผู้รับรายงานแต่ละฝ่ายลักษณะข้อมูลมีรูปแบบ ดังนี้๖.๓.๑รายงานเป็นตัวเลข หรือคําที่เป็นตัวแทนระดับคุณภาพคุณภาพพัฒนาการของเด็กที่เกิด จากการประมวลผล สรุปตัดสินข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ได้แก่- ระดับผลการประเมินพัฒนาการมี๓ คือ ๓,๒,๑ - ผลการประเมินคุณภาพ “ พอใช้” และ “ควรส่งเสริม”๖.๓.๒ รายงานโดยใช้สถิติเป็นรายงานจากข้อมูลที่เป็นตัวเลข หรือข้อความให้เป็นภาพแผนภูมิหรือสันพัฒนาการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็กว่าดีขึ้น หรือควรได้รับการพัฒนา อย่างไร เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง ๖.๓.๓ รายงานเป็นข้อความเป็นการบรรยายพฤติกรรมหรือคุณภาพที่ครูผู้สอนสังเกตพบเพื่อ รายงานให้ทราบว่า พ่อ แม่ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องทราบว่าเด็กสามารถ มีพฤติกรรมตามคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของหลักสูตรอย่างไร ๖.๔ เป้าหมายของรายงาน การดําเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย บุคลากรหลายฝ่ายมาร่วมมือประสานงานกัน พัฒนาเด็กทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้มีพัฒนาการ ทักษะ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรได้รับ รายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อให้ เป็นข้อมูลในการดําเนินงานดังตารางต่อไปนี้


89 ๖.๕ วิธีการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ รายงานผลการประเมินพัฒนาการให้ผู้เกี่ยวข้อง รับทราบ โดยบันทึกข้อมูลในแบบรายการต่างๆ สามารถใช้อ้างอิง ตรวจสอบ และรับรองผลพัฒนาการของ เด็ก เช่น แบบบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจําชั้น สมุดรายงานประจําตัวเด็ก แฟ้มสะสมงานของ เด็กรายบุคคล นอกจากนี้การรายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยให้ผู้เกี่ยวข้องทราบในระดับหน่วยงานอาจใช้รายงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยประจําปีจุลสารหรือวารสารของโรงเรียน หรืออาจมีการให้ข้อมูล กับผู้ปกครองในลักษณะการให้คําปรึกษาหรือทางการส่งจดหมายส่วนตัว ฯลฯ (ตัวอย่างรายการแบบบันทึกพฤติกรรมต่างๆสําหรับการประเมินพัฒนาการอยู่ภาคผนวก) หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยเป็นหัวใจสําคัญของการกําหนดเป้าหมายการพัฒนาเด็กปฐมวัยผู้บริหาร สถานศึกษา ครูผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงมีบทบาทสําคัญ ในการดําเนินการบริหารหลักสูตร เพื่อให้การ นําหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด ตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ที่มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดจนการให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดย ดําเนินการ ดังนี้๑.๑ กําหนดบทบาทหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยเช่น ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้สอนปฐมวัย ผู้ดูแลเด็กหรือพี่เลี้ยงเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น ๑.๒ เตรียมความพร้อมในการนําหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ไปสู่การปฏิบัติโดยพิจารณาไปถึง บุคลากรปฐมวัย การจัดเตรียมงบประมาณและทรัพยากรที่จําเป็น อาคารสถานที่สื่อและแหล่งเรียนรู้ให้ เพียงพอและมีความปลอดภัย ๑.๓ ส่งเสริมสนับสนุนการนําหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสม เช่น การ จัดเตรียมเอกสารหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยและแนวทางการจัดประสบการณ์รวมถึงข้อมูลสารสนเทศอื่นๆที่จําเป็น เพื่อให้ผู้สอนสามารถนําหลักสูตรไปใช้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการเด็กอย่าง รอบด้านได้เหมาะสมกับวัยและมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย


90 ๑.๔ นิเทศ ติดตาม การนําหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง มีการ ประเมินการใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย และนําผลมาพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรและจัดประสบการณ์การ เรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ๑.๕ ประเมินและรายงานผลการจัดการการศึกษาปฐมวัย เพื่อนําข้อมูลจากการรายงานผลมา จัดทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย การสร้างรอยเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่๑ มีความสําคัญอย่างยิ่ง บุคลากร ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจต่อการช่วยลดช่องว่างของความไม่เข้าใจในการจัดการศึกษาทั้งสองระดับ ซึ่งจะ ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน ตัวเด็ก ผู้สอนผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆทั้งระบบ การสร้าง รอยเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่๑ จะประสบผลสําเร็จได้ต้องดําเนินการ ดังต่อไปนี้๑.บทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรอยเชื่อมต่อระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่๑ ๑.๑ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสําคัญที่มีบทบาทเป็นผู้นํา ในการสร้างรอยเชื่อมต่อโดยเฉพาะ ระหว่างหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในช่วงอายุ๓-๕ ปีกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่๑ ชั้น ประถมศึกษาปีที่๑ โดยต้องศึกษาหลักสูตรทั้งสองระดับ เพื่อทํา ความเข้าใจจัดระบบการบริหารงานด้าน วิชาการที่จะเอื้อต่อการเชื่อมโยงการศึกษาทั้งสองระดับ โดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างรอยเชื่อมต่อ ดังตัวอย่าง กิจกรรมต่อไปนี้๑.๑.๑ จัดประชุมผู้สอนระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาร่วมกันพัฒนารอยเชื่อมต่อขอหลักสูตร ทั้งสองระดับให้เป็นแนวปฏิบัติของสถานศึกษา เพื่อผู้สอนทั้งสองระดับจะได้เตรียมการสอนให้สอดคล้องกับ เด็กวัยนี้๑.๑.๒ จัดหาเอกสารด้านหลักสูตรและเอกสารทางวิชาการของทั้งสองระดับมาไว้ให้ผู้สอนและ บุคลากรอื่นๆได้ศึกษาทํา ความเข้าใจ อย่างสะดวกและเพียงพอ ๑.๑.๓ จัดกิจกรรมให้ผู้สอนทั้งสองระดับมีโอกาสแลกเปลี่ยน เผยแพร่ความรู้ใหม่ๆที่ได้รับจากการ อบรม ดูงาน ซึ่งไม่ควรจัดให้เฉพาะผู้สอนในระดับเดียวกันเท่านั้น ๑.๑.๔ จัดเอกสารเผยแพร่ตลอดจนกิจกรรมสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาอย่างสมํ่าเสมอ การเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่๑


91 ๑.๑.๕ ระหว่างที่เด็กอยู่ในระดับปฐมวัย ผู้บริหารควรจัดให้มีการพบปะทํากิจกรรมร่วมกับผู้ปกครอง อย่างสมํ่าเสมอต่อเนื่อง เพื่อผู้ปกครองจะได้สร้างความเข้าใจและสนับสนุนการเรียนการสอนของบุตรหลานตน ได้อย่างถูกต้อง ๑.๑.๖ สถานศึกษาที่มีเด็กทั้งสองระดับควรจัดกิจกรรมที่ผู้สอนผู้ปกครองและเด็กได้ทํากิจกรรม ร่วมกันในบางโอกาส ๑.๑.๗ สถานศึกษาที่มีการจัดการศึกษาทั้งสองระดับ ควรจัดปฐมนิเทศผู้ปกครอง๒ ครั้ง คือก่อนเด็ก เข้าเรียนชั้นปฐมวัย และก่อนเด็กจะเลื่อนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่๑ เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจการศึกษาทั้งสอง ระดับและให้ความร่วมมือช่วยเด็กให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ดีขึ้น ตัวอย่างหัวข้อการปฐมนิเทศ เช่น การสอนอ่านเขียนในระดับอนุบาลสอนอย่างไร เมื่อไรเด็กจึงพร้อมที่จะ เขียนหนังสือ งานวิจัยเกี่ยวกับผลของการเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก เกิดผลดีอย่างไร ๑.๒ ผู้สอนระดับปฐมวัย ผู้สอนนอกจากจะต้องศึกษาทํา ความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และจัดกิจกรรมพัฒนาเด็ก ของตนแล้ว ควรศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการเรียนการสอนในชั้นประถมศึกษาปีที่๑ และ สร้างความเข้าใจให้กับผู้ปกครองและบุคลากรอื่นๆรวมทั้งช่วยเหลือเด็กในการปรับตัวก่อนเลื่อนขึ้นชั้น ประถมศึกษาปีที่๑ โดยผู้สอนอาจจัดกิจกรรมดังตัวอย่างต่อไปนี้๑.๒.๑ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อส่งต่อผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่๑ ซึ่งจะ ทํา ให้ผู้สอนระดับประถมศึกษาสามารถใช้ข้อมูลนั้นช่วยเหลือเด็กในการปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้ใหม่ต่อไป ๑.๒.๒ พูดคุยกับเด็กถึงประสบการณ์ที่ดีๆเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่๑ เพื่อให้เด็กเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้๑.๒.๓ จัดให้เด็กได้มีโอกาสทํา ความรู้จักกับผู้สอนตลอดจนสภาพแวดล้อมบรรยากาศของห้องเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่๑ ทั้งที่อยู่ในสถานศึกษาเดียวกันหรือสถานศึกษาอื่น ๑.๓ ผู้สอนระดับประถมศึกษา ผู้สอนระดับประถมศึกษาต้องมีความรู้ความเข้าใจและเจตคติที่ดีต่อการจัดประสบการณ์ของ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อนํา มาเป็นข้อมูลในการพัฒนาจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่๑ ของตนให้ต่อเนื่องกับการพัฒนาเด็กในระดับปฐมวัย ดังตัวอย่างต่อไปนี้๑.๓.๑ จัดกิจกรรมให้เด็กและผู้ปกครองมีโอกาสได้ทํา ความรู้จัก คุ้นเคยกับผู้สอนและห้องเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่๑ ก่อนเปิดภาคเรียน ๑.๓.๒ จัดสภาพห้องเรียนให้ใกล้เคียงกับห้องเรียนระดับปฐมวัย โดยจัดให้มีมุมประสบการณ์ภายใน ห้อง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทํา กิจกรรมได้อย่างอิสระ เช่น มุมหนังสือ มุมเกมการศึกษา มุมของเล่น เพื่อช่วยให้ เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่๑ ได้ปรับตัวและเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ๑.๓.๓ จัดกิจกรรมสร้างข้อตกลงที่เกิดจากเด็กร่วมกันเกี่ยวกับการปฏิบัติตน ๑.๓.๔ เผยแพร่ข่าวสารด้านการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ผู้ปกครองและชุมชน


92 ๑.๔ ผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาต้องทํา ความเข้าใจหลักสูตรของการศึกษาต้องทํา ความ เข้าใจหลักสูตรของการศึกษาทั้งสองระดับและเข้าใจว่าถึงแม้เด็กจะอยู่ในระดับประถมศึกษาแล้ว แต่เด็กยัง ต้องการความรัก ความเอาใจใส่การดูแลและการปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากระดับปฐมวัยและควรให้ความร่วมมือกับผู้สอนและสถานศึกษาในการช่วยเตรียมตัวเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวได้เร็วยิ่งขึ้น ตัวอย่างการเชื่อมต่อสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย (อายุ๓ – ๖ ป)ีกับ ระดับ ประถมศึกษาปีที่๑ สาระการเรียนรู้ระดับปฐมวัย (ประสบการณ์สําคัญ) สาระการเรียนรู้รายปีกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๑ การแสดงความรู้สึกด้วยคํา พูด การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง หรือเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง การอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของเหตุการณ์และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ การฟังเรื่องราว นิทานคํา คล้องจอง คํา กลอน การเขียนในหลายรูปแบบผ่าน ประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็ก เขียน ภาพ เขียนขีดเขี่ยเขียนคล้ายตัวอักษร เขียนเหมือนสัญลักษณ์เขียนชื่อตนเอง การอ่านในหลายรูปแบบผ่าน ประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็ก อ่าน ภาพหรือสัญลักษณ์จากหนังสือนิทาน/ เรื่องราวที่สนใจ ๑. การอ่าน ๑) การอ่านคํา พื้นฐานซึ่งเป็นคํา ที่ใช้ในชีวิตประจํา วัน ประมาณ ๖๐๐ คํา รวมทั้งคํา ที่ใช้เรียนรู้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๒) การอ่านแจกลูกและสะกดคํา ในมาตราตัวสะกดต่างๆ และคํา ใน ชีวิตประจํา วันที่สะกด ไม่ตรงตามมาตรา คํา ที่มีตัวการันต์อักษรควบ อักษรนํา ๓) การผันวรรณยุกต์คํา ที่มีพยัญชนะต้น เป็นอักษรกลาง อักษรตํ่า อักษรสูง ๔) การอ่านและเข้าใจความหมายของคํา ในประโยค และข้อความสั้นๆ ๕) การอ่านในใจ การจับใจความของเรื่องที่อ่าน โดยหาคําสําคัญ ตั้งคํา ถาม คาดคะเน เหตุการณ์ใช้แผนภาพโครงเรื่องหรือแผนภาพความคิด ๖) การแสดงความรู้และความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ๗) การนํา ความรู้และข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตประจํา วัน ๘) การอ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรองถูกต้องตาม อักขรวิธีและลักษณะคํา ประพันธ์และ การอ่านทํา นองเสนาะ ๙) การท่องจํา บทอาขยานและบทประพันธ์ที่ประทับใจ ๑๐) การเลือกอ่านหนังสือที่เป็นประโยชน์ทั้งประเภทความรู้และความ


93 บันเทิง ๑๑) มารยาทการอ่านหนังสือ การถนอมรักษาหนังสือทั้งส่วนตนและ ส่วนรวม ๑๒) การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและมีสุขลักษณะในการอ่าน ๒. การเขียน ๑) การเขียนคํา ในมาตราตัวสะกดต่าง ๆ คํา ที่ใช้ในชีวิตประจํา วัน และคํา ที่สะกดไม่ตรงตามมาตรา ๒) การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด และการเขียนตามคําบอก สาระการเรียนรู้ระดับปฐมวัย (ประสบการณ์สําคัญ) สาระการเรียนรู้รายปีกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๑ ๓) การเลือกใช้คํา เขียนเป็นประโยคตรงตามความหมาย และเรียบเรียง เป็นเรื่องสั้น ๆ ที่แสดง ความรู้ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ และประสบการณ์๔) การเขียนคํา คล้องจอง ๕) การตรวจทานและแก้ไขงานเขียน ๖) การใช้เลขไทย ๗) มารยาทการเขียน การเขียนอย่างเป็นระเบียบสะอาดลายมือสวยงาม อ่านง่าย และไม่ขีดเขียนในที่ไม่สมควร ๘) การปลูกฝังนิสัยรักการเขียน ด้วยการจดบันทึกความรู้อย่างสมํ่าเสมอ ๓.การฟัง การดูและการพูด ๑) การเลือกฟัง เลือกดูสิ่งที่เป็นความรู้และความบันเทิง ๒) การเข้าใจเนื้อเรื่อง การจับใจความจากถ้อยคํา นํ้าเสียง และกิริยา ท่าทางของ ผู้พูด การดูสิ่งที่เป็นความรู้ความบันเทิง ๓) การพูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ฟัง สิ่งที่ดู๔) การพูดทักทาย ขอบคุณ ขอโทษ การยอมรับ การปฏิเสธ โดยใช้ภาษาที่สุภาพ ๕) การตั้งคํา ถามและการตอบคํา ถาม ๖) การเล่าเรื่องถ่ายทอดความรู้ความคิด และความรู้สึก ๗) การพูดออกเสียงชัดเจน ใช้ถ้อยคํา เหมาะแก่เรื่อง ใช้ภาษาที่สุภาพ เหมาะสมแก่บุคคลและโอกาส ๘) มารยาทการฟังและการดูการฟังและดูอย่างตั้งใจโดยไม่รบกวนผู้อื่น ๔.หลักการใช้ภาษา


94 ๑) พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และการประสมคํา ๒) หลักการอ่าน และเขียนสะกดคํา ๓) ความหมายของคํา การเลือกใช้คํา และการเรียงลํา ดับคํา ใน ประโยคได้ถูกต้อง ๔) การเรียบเรียงประโยคเป็นข้อความสั้นๆ ๕) การรู้จักภาษาไทยมาตรฐาน และภาษาถิ่น ๖) หลักการแต่งคํา คล้องจอง ๗) การใช้ทักษะทางภาษาเป็นเครื่องมือในการเรียนการแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้และการทํา งานร่วมกับผู้อื่น ๘) การใช้ทักษะทางภาษาและเทคโนโลยีการสื่อสาร ด้านวิทยุโทรทัศน์วีดีทัศน์ในการพัฒนาการเรียน สาระการเรียนรู้ระดับปฐมวัย (ประสบการณ์สําคัญ) สาระการเรียนรู้รายปีกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๑ วรรณคดีและวรรณกรรม ๑) นิทาน เรื่องสั้นง่าย ๆ สารคดีสั้น ๆ สํา หรับเด็ก ปริศนาคํา ทาย บท ร้องเล่นในท้องถิ่น และบทร้อยกรองประเภทให้ความรู้และความบันเทิง ต่าง ๆ ที่เหมาะแก่วัยของเด็ก ๒) การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผล การนํา ข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตจริง การสํารวจและอธิบายความเหมือน ความต่างของสิ่งต่าง ๆ การจับคู่การจําแนก และการจัดกลุ่ม การเปรียบเทียบ เช่น ยาว/สั้นขรุขระ / เรียบ ฯลฯ การเรียงลํา ดับสิ่งต่าง ๆ การคาดคะเนสิ่งต่างๆ การสืบค้นข้อมูล การใช้หรืออธิบายสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการที่หลากหลาย การเปรียบเทียบจํานวน มากกว่า ๑. การบอกจํานวน การอ่านและการเขียนตัวหนังสือ ตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย แทนจํานวน ๒.การเขียนในรูปกระจาย หลักหน่วย หลักสิบ หลักร้อย ค่าของตัวเลข ในแต่ละหลักและการใช้๐ เพื่อยึดตําแหน่งของหลัก ๓. การเปรียบเทียบจํานวนและการใช้เครื่องหมาย = ≠ > < ๔. การเรียงลํา ดับจํานวน ๕. การนับเพิ่มทีละ ๑ และทีละ ๒ การนับลดทีละ ๑ ๓. การบวกจํานวนที่มีผลบวกไม่เกิน ๑๐๐ ๙. โจทย์ปัญหาการบวก ๑๐. การลบจํานวนที่มีตัวตั้งไม่เกิน ๑๐๐ ๑๑. โจทย์ปัญหาการลบ


95 น้อยกว่า เท่ากัน การนับสิ่งต่าง ๆ การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจํานวนหรือ ปริมาณ การต่อเข้าด้วยกัน การแยกออกการ บรรจุและการเทออก การสังเกตสิ่งต่างๆและสถานที่จากมุม ของที่ต่าง ๆ กัน การอธิบายในเรื่องตําแหน่งของสิ่งต่างๆ ที่สัมพันธ์กัน การอธิบายในเรื่องทิศทางการเคลื่อนที่ของคนและสิ่งต่างๆ ๑๓. การบวก ลบระคน ๑๔. โจทย์ปัญหาการบวก การวัดความยาว ๑. การวัดความยาวโดยใช้เครื่องวัดที่มีหน่วยไม่ใช่หน่วยมาตรฐาน การชั่งนํ้าหนัก (การชั่ง) ๑. การชั่งโดยใช้เครื่องชั่งที่มีหน่วยไม่ใช่หน่วยมาตรฐาน การวัดปริมาตร (การตวง) ๑. การตวงโดยใช้เครื่องตวงที่มีหน่วยไม่ใช่หน่วยมาตรฐาน เวลา ๑. ช่วงเวลาในแต่ละวัน (กลางวัน กลางคืน เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น) ๒. จํานวนวันในหนึ่งสัปดาห์ชื่อวันในสัปดาห์ชื่อเดือนในหนึ่งปีและ จํานวนวันในแต่ละเดือน การสื่อความหมายของมิติสัมพันธ์ด้วย ภาพวาด ภาพถ่าย และ รูปภาพ การเริ่มต้นและการหยุดการกระทํา โดย สัญญาณ การเปรียบเทียบเวลา เช่น ตอนเช้า ตอนเย็น เมื่อวานนี้พรุ่งนี้ฯลฯ เรขาคณิต ๑. การจัดกลุ่มรูปเรขาคณิต พีชคณิต ๑. แบบรูปของจํานวนที่เพิ่มขึ้นทีละ ๑ และทีละ ๒ ๒. แบบรูปของจํานวนที่ลดลงทีละ ๑ ๓. แบบรูปของรูปเรขาคณิตและรูปอื่นๆที่สัมพันธ์กันในลักษณะของ สาระการเรียนรู้ระดับปฐมวัย (ประสบการณ์สําคัญ) สาระการเรียนรู้รายปีกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๑ การเรียงลําดับเหตุการณ์ต่างๆ การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของฤดูรูปร่างหรือขนาดหรือสีกิจกรรมเสริมทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ผ่านสาระการเรียนรู้จํานวนและและการดํา เนินการ การวัด เรขาคณิต พีชคณิต


96 โรงเรียนบ้านดอนบม เป็นโรงเรียนในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทยจึงได้มีการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ซึ่งวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กอายุ3 – 6 มิได้หมายถึงสาระทาง ชีววิทยา เคมีแต่เนื้อหาวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยคือ สาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เด็กที่เด็กควรรู้การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจําเป็นองค์ความรู้การเรียน วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการ กระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย แต่ขณะเดียวกันพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กอายุ2 – 6 ขวบยังเป็นช่วงก่อนปฏิบัติการ (pre – operative stage) เด็กเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง (self - centered) และมองสิ่งรอบตัวโดยเน้นที่ตัวของเด็กเอง เด็กจะรับรู้และคิดถ่ายโยงเป็นทิศทางเดียวไม่ซับซ้อน เช่น รู้สีรู้รูปร่างโดยรู้ทีละอย่างจะเรียนรู้สองอย่างพร้อมกันไม่ได้หรือเอามาผนวกกันไม่ได้ซึ่งการเรียน วิทยาศาสตร์เป็นการเรียนเพื่อฝึกเด็กให้บูรณาการข้อความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยให้เด็กรู้จัก สังเกต ค้นหา ให้เหตุผล หรือทดลองด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้การเรียนวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยจึงต้อง เริ่มจากทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่การสังเกตการค้นคว้าหาคําตอบ การให้เหตุผล ตามด้วยการ เรียนทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์และความรู้ทางวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กโดยใช้ประสบการณ์จริงและการ ทดลองปฏิบัติเช่น การเรียนรู้การเจริญเติบโตของพืชด้วยการทดลองปลูกพืช สังเกตความสูงของพืช และ การงอกงามของพืช เป็นต้น การสอนวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยเป็นการสอนข้อความรู้ซึ่งต่างจากการสอนให้รู้ข้อความรู้ตรงที่การสอนข้อความรู้ต้องการความสนใจ การสังเกต การจําและการเรียกความจําจากความเข้าใจถ่ายโยง ได้ ไม่ใช่การท่องจําซึ่งตรงกับการเรียนวิทยาศาสตร์ที่เป็นการเรียนรู้จากการให้คิดและมีเหตุผล เกิดการเข้าใจ มโนทัศน์เชื่อสานข้อมูลประยุกต์และสรุปเป็นข้อความรู้ได้ด้วยตนเองซึ่งในการเรียนวิทยาศาสตร์เด็กต้อง พัฒนาทักษะการคิดเพื่อนําไปสู่ข้อสรุปให้ได้ตัวอย่าง เช่น เด็กเรียนเรื่องเต่ากับหนูโดยการศึกษา เปรียบเทียบ ค้นหาข้อแตกต่างและข้อเหมือน และนําไปสู่ข้อสรุปว่า เต่ามีลักษณะอย่างไร หนูมีลักษณะ อย่างไร (Hendrick, 1998 : 42) ดังนั้นการเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยจึงมิใช่การสอนให้รู้ข้อความ เพราะเด็กไม่สามารถรับความรู้นามธรรมได้เด็กปฐมวัยต้องเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากประสบการณ์ทักษะพื้นฐานและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการเรียนการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ซึ่งเรียกว่ากระบวนการทาง วิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้โดยครูกับเด็กช่วยกันคิดและปฏิบัติเป็น กระบวนการเริ่มจากขั้นที่1 ถึงขั้นที่5 ดังนี้ขั้นที่1 กําหนดขอบเขตของปัญหา ครูกับเด็กร่วมกันคิดตั้งประเด็นปัญหาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น ต้นไม้โตได้อย่างไร แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย


97 ขั้นที่2 ตั้งสมมุติฐาน เป็นขั้นของการวางแผนร่วมกัน ในการที่จะทดลองหาคําตอบจากการ คาดเดาล่วงหน้าว่า ถ้า.......จะเกิด......เป็นต้น ขั้นที่3 ทดลองและเก็บข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ครูกับเด็กร่วมกันดําเนินการตามแผนการทดลอง ตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในข้อ 2 ขั้นที่4 วิเคราะห์ข้อมูล ครูและเด็กนําผลการทดลองมาสนทนา อภิปรายแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นร่วมกัน เช่น ทําไมต้นไม้ปลูกพร้อมกันจึงโตไม่เท่ากัน ขั้นที่5 สรุปผลคําตอบสมมุติฐาน ว่าผลที่เกิดคืออะไร เพราะอะไร ทําไม ถ้าเด็กต้อง การศึกษาต่อจะกลับมาเรียนขั้นที่1 ใหม่แล้วต่อเนื่องไปถึงขั้นที่5 เป็นวงจรของการขยายการเรียนรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทั้ง 5 ขั้น เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องเป็นวัฏจักร ทักษะพื้นฐานที่ต้องนํามาใช้ ในกระบวนการ คือ การสังเกต การจําแนกและเปรียบเทียบการวัด การสื่อสาร การทดลอง การสรุปและการ นําไปใช้(Brewer, 1995 : 288 - 290) การสังเกต ครูต้องสอนให้เด็กรู้จักสังเกตใช้เทคนิคการสังเกตเป็น เด็กต้องได้รับการสอนให้รู้จัก สังเกตปรากฏการณ์หรือการกระทําอย่างระมัดระวังและถี่ถ้วน จากการสังเกตนอกจากการใช้ตาดูเด็กอาจ ต้องใช้หูฟัง จมูกดมกลิ่น ลิ้นชิมรส กายสัมผัสหรือรับความรู้สึก หรือใช้ทุกอย่างร่วมกัน การจําแนกเปรียบเทียบ การจําแนกเป็นทักษะพื้นฐานที่ใช้ในการจัดระเบียบข้อมูล ซึ่งในการ จําแนกนี้เด็กต้องสามารถเปรียบเทียบและบอกข้อแตกต่างของคุณสมบัติถ้าเด็กเล็กมาก เด็กอาจจําแนกสีหรือจําแนกรูปร่างได้การจําแนกหรือเปรียบเทียบสําหรับเด็กปฐมวัย ต้องใช้คุณสมบัติหยาบๆ เห็นรูปธรรม เด็กจึงจะทําได้การวัด การวัดเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลและตัดสินเพื่อบอกว่าขนาด ปริมาณของสิ่งที่เห็นคืออะไร เด็กปฐมวัยจึงใช้การวัดเป็นการเปรียบเทียบเชิงปริมาณโดยสามารถใช้เครื่องมือวัดอย่างหยาบ ได้สามารถบอกมาก-น้อยกว่ากันได้การสื่อสาร ทักษะการสื่อสารจําเป็นมากในกระบวนการวิทยาศาสตร์เพราะการสื่อสารเป็น ทางบอกว่าเด็กได้สังเกต จําแนก เปรียบเทียบ หรือวัด เป็นหรือไม่เข้าใจข้อมูลหรือสิ่งที่ศึกษาในระดับใด ด้วย การกระตุ้นให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อภิปรายข้อค้นพบบอก และบันทึกสิ่งที่พบ การทดลอง เด็กปฐมวัยเป็นนักทดลองมาโดยกําเนิด เช่น การรื้อค้น การกระแทก การ ทุบ การโยนสิ่งของหรือการเล่น จากการเล่นเป็นการเรียนรู้ซึ่งมักเป็นการทดลองแบบลองผิดลองถูก แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์จะถูกจัดระเบียบมากขึ้น มีการควบคุมให้เด็กทําอย่างมีระเบียบวิธีมีการสังเกต อย่างมีความหมาย เช่น การทดลองการกระจายของหยดสีในนํ้าที่มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน เด็กจะสังเกตเห็น สีสด สีจาง ต่างกัน การสรุปและการนําไปใช้เด็กปฐมวัยมีความสามารถสรุปได้เฉพาะข้อมูลเชิงประจักษ์เด็ก สามารถบอกว่าอะไรเกิดขึ้น สาเหตุใด มีผลอย่างไร แต่เป็นไปตามสายตาที่เห็นเป็นรูปธรรมเท่านั้น ซึ่งการ


98 ทดลองวิทยาศาสตร์ทําให้เด็กเห็นจริงกับตา สัมผัสกับมือ เด็กจะบอกได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น การได้ฝึกทักษะ อย่างเป็นกระบวนการจะทําให้เด็กสามารถบอกได้ว่าจะนําไปใช้ทําอะไร หรือนําไปใช้แก้ปัญหาอย่างไรได้ด้วย เป้าหมายของการเรียนวิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัยเรียนวิทยาศาสตร์ในแง่ของทักษะพื้นฐาน กระบวนการและสาระวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เป้าหมายสําคัญของการเรียน คือ (Brewer, 1995 : 290) 1. ให้เด็กได้ค้นคว้าและสืบค้นสิ่งต่าง ๆ และปรากฏการณ์ที่มี2. ให้เด็กได้ใช้กระบวนการทักษะทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง 3. กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ความสนใจ และเจตคติของเด็กด้วยการค้นให้พบ 4. ช่วยให้เด็กค้นหาข้อมูลความรู้บางอย่างที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สัมพันธ์กับชีวิตประจําวันและการ สืบค้นของตัวเด็ก การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยเป็นการเรียนเพื่อสร้างเสริมนิสัยการเรียนรู้อย่างมีกระบวนการ ส่งเสริมให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ และศึกษาสิ่งต่างๆ ด้วยการนําทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์มาใช้เป็นสิ่งกระตุ้นพัฒนาการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็ก (ประสาท เนือง เฉลิม, 2545 : 20 - 26) ในขณะเดียวกัน กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ทําให้เด็กได้พัฒนาความรู้วิทยาศาสตร์และได้พัฒนาองค์ความรู้ใหม่จากสิ่งที่เด็กได้สัมผัสด้วย สาระวิทยาศาสตร์ที่เด็กต้องเรียน ดังกล่าวแล้วว่าเด็กปฐมวัยเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานวิทยาศาสตร์การเรียนรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสาระวิทยาศาสตร์ซึ่งสาระวิทยาศาสตร์ที่เด็กปฐมวัยเรียนประกอบด้วย สาระต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนี้1. สาระเกี่ยวกับพืช ได้แก่พืช เรื่องที่นํามาเรียนได้แก่ต้นไม้ดอกไม้ผลไม้การปลูก พืช การใช้ประโยชน์จากพืช 2. สาระเกี่ยวกับสัตว์ ได้แก่ ประเภทของสัตว์สวนสัตว์การเลี้ยงสัตว์3. สาระเกี่ยวกับฟิสิกส์เช่น การจม การลอย ความร้อน ความเย็น 4. สาระเกี่ยวกับเคมีได้แก่รสผลไม้การละลายของนํ้าแข็ง 5. สาระเกี่ยวกับธรณีวิทยา ได้แก่ดิน ทราย หิน ภูเขา 6. สาระเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ได้แก่ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ดาว ฤดูกาล หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยได้กําหนดสาระทางวิทยาศาสตร์ไว้ในหลักสูตร เรียกว่า ธรรมชาติรอบตัว โดยกําหนดให้เด็กเรียน สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกที่แวดล้อมเด็กตาม ธรรมชาติเช่น ฤดูกาล กลางวัน กลางคืน ฯลฯ หลักการจัดกิจกรรม ประสบการณ์วิทยาศาสตร์เป็นการสร้างเด็กให้เรียนรู้กระบวนการวิทยาศาสตร์และเนื้อหาที่เป็น วิทยาศาสตร์หลักการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ให้กับเด็กที่สําคัญมีดังนี้(Seefeldt, 1980 : 236)


99 1. เป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก ประสบการณ์ที่เลือกมาจัดให้แก่เด็ก ควรเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก โดยใกล้ทั้งเวลา เหมาะสมกับพัฒนาการ ความสนใจและประสบการณ์ที่ผ่านมาของเด็ก 2. เอื้ออํานวยให้แก่เด็กได้กระทําตามธรรมชาติของเด็ก เด็กมีธรรมชาติที่ชอบสํารวจ ตรวจ ค้น กระฉับกระเฉง หยิบโน่นจับนี่จึงควรจัดประสบการณ์ที่ใช้ธรรมชาติในการแสวงหาความรู้3. เด็กต้องการและสนใจ ประสบการณ์ที่จัดให้เด็กต้องสอดคล้องกับความต้องการของเด็กและ อยู่ในความสนใจของเด็ก ดังนั้นหากบังเอิญมีเหตุการณ์ที่เด็กสนใจเกิดขึ้นในชั้นเรียน ครูควรถือโอกาสนํา เหตุการณ์นั้นมาเป็นประโยชน์ในการจัดประสบการณ์ที่สัมพันธ์กันในทันที4. ไม่ซับซ้อน ประสบการณ์ที่จัดให้นั้นไม่ควรเป็นประสบการณ์ที่มีเนื้อหาซับซ้อน แต่ควรเป็น ประสบการณ์ที่มีเนื้อหาเป็นส่วนเล็ก ๆ และจัดให้เด็กทีละส่วน ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กส่วน ใหญ่จะเป็นพื้นฐานความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา ทั้งนี้พื้นฐานต้องเริ่มจากระดับง่ายไม่ซับซ้อน ไปสู่ระดับของการสํารวจตรวจค้น และระดับของการทดลอง ซึ่งเป็นระดับที่สร้างความเข้าใจมโนทัศน์ทาง วิทยาศาสตร์5. สมดุล ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จัดให้เด็กควรมีความสมดุล ทั้งนี้เพราะเด็ก ต้องการ ประสบการณ์ในทุกสาขาของวิทยาศาสตร์เพื่อจะได้พัฒนาในทุก ๆ ด้าน ซึ่งแม้ว่าเด็กจะสนใจเกี่ยวกับ สิ่งมีชีวิต ได้แก่พืชและสัตว์ครูก็ควรจัดประสบการณ์หรือแนะนําให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์ด้านอื่น ๆ กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต้องกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจวิทยาศาสตร์พัฒนาเป็นกระบวนการ เกิดความคิดสร้างสรรค์เกิดความเข้าใจในวิทยาศาสตร์มากขึ้น หลักการจัดกิจกรรมมีอย่างน้อย 5 กิจกรรม ดังนี้(ประสาท เนืองเฉลิม, 2546 : 28) 1. มีการกําหนดจุดประสงค์อย่างชัดเจน 2. ครูเป็นผู้กํากับให้คําปรึกษาและอํานวยความสะดวกในการเรียนรู้3. กิจกรรมที่จัดขึ้นสนองตอบความสนใจของเด็ก 4. สอดคล้องกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน 5. กิจกรรมที่จัดต้องส่งเสริมให้เด็กมีภาวะสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการคิดของเด็ก กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ต้องเป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมการเรียนรู้และพัฒนาปัญญาด้วย ความสนุก เด็กต้องได้ปฏิบัติจริงและเป็นไปได้เด็กควรเรียนรู้จากปรากฏการณ์ธรรมชาติจริงที่มีความเป็นไป ได้เด็กเรียนรู้ได้ดีจากการสัมผัสและการกระทํา การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นการเรียนรู้โดยการลงมือ ทํางาน เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตที่ผู้เรียนได้ทบทวนเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง เกิดจากมุมมองจาก การได้สัมผัส ได้รับรู้ประสบการณ์ของตนประสบการณ์นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่ากระตุ้นให้เกิดการคิดและ การเรียนรู้ (Burnard, 1996 : 15 - 19) การให้เด็กทํากิจกรรมเป็นการเสริมสัมผัสและการเรียนรู้ของ เด็ก การพัฒนาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่สําคัญต้องเน้นการคิด การแก้ปัญหา การแสดงออกถึงพัฒนาการ ทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ซึ่งสังเกตได้จากพฤติกรรม ต่อไปนี้มีความสนใจเรื่องราวและสิ่งต่าง ๆ รอบตัว


100 มีความอยากรู้อยากเห็น มีพัฒนาการทางภาษาอย่างมาก มีความสนใจค้นคว้าสิ่งแวดล้อมและสิ่งที่เด็กสัมผัส ประโยชน์จากการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พัฒนาการทางปัญญาเป็นความสามารถทางสมองในการรวบรวม ประสบการณ์และความรู้มาเป็นพื้นฐานของการคิดเหตุผล ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถแก้ปัญหา ได้และสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถเหล่านี้สามารถพัฒนาให้ เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางปัญญา การพัฒนาทางสติปัญญา ไม่ใช่การเพิ่มระดับ ไอคิว แต่การพัฒนาทางสติปัญญาเน้นการเพิ่มพัฒนาการทางสติปัญญาใน 2 ประการ คือ 1. ศักยภาพทางปัญญา คือ การสังเกต การคิด การแก้ปัญหา การปรับตัว และการใช้ภาษา 2. พุทธิปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจที่ใช้เป็นพื้นฐานของการขยายความรู้การคิด วิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินเพื่อการพัฒนาการรู้การเข้าใจที่สูงขึ้น การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นการพัฒนาศักยภาพทางปัญญา และพุทธิปัญญา จากการทํากิจกรรมการ เรียนวิทยาศาสตร์สิ่งที่เด็กได้จากกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพมีอย่าง น้อย 4 ประการ คือ 1. ความสามารถในการสังเกต การจําแนก การแจกแจง การดูความเหมือน ความ ต่าง ความสัมพันธ์2. ความสามารถในการคิด การคิดเป็นการจัดระบบความสัมพันธ์ของข้อมูลภาพ และสิ่งที่พบ เห็นเข้าด้วยกัน เพื่อแปลตามข้อมูลหรือเชื่อมโยงข้ออ้างอิงที่พบไปสู่การประยุกต์ใช้ที่เหมาะสม การคิดเป็น คือการคิดอย่างมีเหตุผล โดยคํานึงถึงหลักวิชาการและบริบท 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นระหว่างการจัดกิจกรรม เด็กจะได้เรียนรู้จาก การค้นคว้าในการเรียนนั้น ๆ 4. การสรุปข้อความรู้หรือมโนทัศน์จากการสังเกต และการทดลองจริงสําหรับเป็นพื้นฐาน ความรู้ของการเรียนรู้ต่อเนื่อง


Click to View FlipBook Version