The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือดูแลรักษาเครื่องดนตรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Moo Wan, 2022-07-08 00:06:00

คู่มือดูแลรักษาเครื่องดนตรี

คู่มือดูแลรักษาเครื่องดนตรี

คู่ มื อ ดู แ ล รั ก ษ า
เ ค รื่ อ ง ด น ต รี

จะเข้

ส่วนประกอบ จะเข้

ตัวจะเข้ ประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนตัว มีความยาวรวมทั้งสิ้นจากหัวถึงตัว
ประมาณ 54 นิ้วฟุต ส่วนหัวซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าส่วนตัวยาวประมาณ 22
นิ้วฟุต กว้างประมาณ 12 นิ้วฟุตส่วนตัวมีความยาวประมาณ 32 นิ้วฟุต
กว้างประมาณ 4.5 นิ้วฟุต ส่วนหนาของตัวจะเข้ประมาณ 5 นิ้วฟุต

เท้าหรือขา เท้าจะเข้มีทั้งหมด 5 เท้า ติดตอนด้านที่เป็นกระพุ้ง 4 เท้า
และติดที่ตอนปลายอีก 1 เท้าเท้าทั้ง 5 นี้จะทำเป็นรูปใบบัวและลูกแก้ว
เพื่อความสวยงาม มีความสูงจากพื้นประมาณ 8.5 เซนติเมตร

ลูกบิด เป็นส่วนที่ใช้สำหรับขึ้นสายจะเข้มีทั้งหมด 3 ลูก แต่ละลูกมีความ
ยาวทั้งสิ้น 10 นิ้วฟุตฝังเข้าไปในตัวจะเข้ 4 นิ้วฟุต ยื่นออกมาภายนอก 6
นิ้วฟุต ส่วนกว้างที่เป็นมือจับ 1.5 นิ้วฟุต ตำแหน่งที่ตั้งจะอยู่ที่ส่วนตัวจะเข้

รางไหมหรือฝารางไหม เป็นส่วนที่เจาะรูสำหรับสายจะเข้ไปยังลูกบิด ครอบ
รังไหมของจะเข้ทำด้วยไม้เนื้ออ่อน กว้าง 1.5 นิ้วฟุต ยาว 8 นื้วฟุต

หย่องหรือซุ้ม เป็นส่วนที่รองรับสายจะเข้ ค้ำยันสายให้สูงจากตัวจะเข้
หย่องจะทำของจะเข้ด้วยไม้เนื้ออ่อน ฐานกว้างประมาณ 3 นิ้วฟุต

นมจะเข้ เป็นส่วนที่รองรับสายในตำแหน่งที่ใช้นิ้วกด เพื่อให้เกิดเสียงต่างๆ
นมจะเข้มีทั้งหมด 11 ตัว นมที่สูงที่สุดถัดมาจากหย่อง สูง 1.5 นิ้วฟุต ความสูง
ของนมจะเข้จะลดหลั่นกันไปจนถึงตัวสุดท้ายจะสูงประมาณ 1 นิ้วฟุต

ส่วนประกอบ จะเข้

โต๊ะรองสาย ทำด้วยโลหะทองเหลืองหรือทองขาว กว้าง 4 เซนติเมตร
ยาว 8 เซนติเมตร สูง 2 เซนติเมตร ตรงกลางของโต๊ะรองสายจะนูนขึ้น
เล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อ ให้สายได้แนบติดกับโต๊ะได้อย่างสนิท

แหน คือผิวไม้ไผ่บางๆ เล็กๆ ที่มีความสำคัญกับเสียงของจะเข้ หากวางไม่
ถูกตำแหน่งเสียงของจะเข้ก็จะไม่ได้เสียงที่ใสชัด ตำแหน่งที่วางแหนของ
จะเข้แต่ละตัวจะไม่เท่ากันต้องอาศัยการฟัง แหนจะมี 2 อัน อันแรกใช้
รองรับสายเอกและสายทุ้ม และอีกอันใช้รองรับสายลวด

หลักตรึงสาย ทำด้วยโลหะทองเหลือง ทำเป็นราว ติดตั้งอยู่ที่ส่วนหัวจะเข้
เ ป็ น ที่ ต รึ ง ส า ย จ ะ เ ข้ กั บ ลู ก บิ ด

สายจะเข้ มีทั้งหมด 3 สาย คือสายเอกที่อยู่ด้านนอกมีเสียงสูง สายทุ้มซึ่ง
เป็นสาย ที่อยู่ตรงกลางให้เสียงทุ้ม สาย 2 สายนี้ทำด้วยเอ็นไนลอน และ
สายที่ 3 คือสายลวด ที่ทำด้วยโลหะให้เสียงต่ำ สายทั้ง 3 อยู่ห่างกัน
ประมาณ 0.5 นิ้วฟุต ยาวประมาณ 34 นิ้วฟุต

ไม้ปิดท้อง เป็นไม้เนื้ออ่อน เช่นไม้ฉำฉา ส่วนหนาหนาประมาณ 0.35 –
0.4 นิ้วฟุตตัดเป็นรูปจะเข้ใช้ปิดด้านล่างของตัวจะเข้ ไม้ปิดท้องนี้จะเจาะรู
กลมขนาด 0.5 นิ้วฟุต จำนวน 25 รู ที่ส่วนหัวของจะเข้เจาะช่องที่มีขนาด
กว้าง 0.5 นิ้วฟุต ยาว 4 นิ้วฟุต จำนวน 3 ช่อง ไว้ที่ส่วนหางของจะเข้

วิธีดูแลรักษา จะเข้

วิธีการนั่งบรรเลงจะเข้ ให้นั่งพับเพียบตัวตรงด้านกระพุ้งอยู่ด้านซ้ายมือ
ของผู้บรรเลง ลูกบิดอยู่ด้านขวามือ ของผู้บรรเลงมือซ้ายใช้สำหรับ กด
นมจะเข้ มือขวาสำหรับพันไม้ดีด และดีดสายจะเข้
การอุ้มจะเข้ ต้องอุ้มให้ขนานกับพื้น โดยนำกระพุ้งแนบด้านข้างลำตัวผู้
ถือจะเข้ ๓.เมื่อบรรเลงจะเข้เสร็จควรเก็บเข้าชิดข้างฝาผนัง หรือด้านใน
ของเวทีเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ป้องกัน ความเสียหาย
ก า ร ทำ ค ว า ม ส ะ อ า ด จ ะ เ ข้ ค ว ร ใ ช้ ผ้ า ที่ มี ค ว า ม นุ่ ม ชุ บ น้ำ ห ม า ด ๆ เ ช็ ด ตั ว จ ะ เ ข้

ซอด้วง

ส่วนประกอบ ซอด้วง

โขน คือ ส่วนที่อยู่บนสุดของทวนบน

ทวนบน คือ ส่วนบนของคันทวนตั้งแต่กลีบบัวขึ้นไปจนสุด

คันซอ คันทวน คือ คันชักที่กลึงกลมตั้งแต่ใต้บัวลงมาถึงกระบอกซอ ทำ
ด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ ไม้มะเกลือ เป็นต้น

ลูกบิด ส่วนที่เป็นแกนไม้เสียบในแนวขวางของคันซอเพื่อใช้พันสายซอ
แ ล ะ บิ ด ส า ย ป รั บ เ สี ย ง

รัดอก อยู่ตรงกลาง รัดอกจะรัดสายซอทั้งสองเข้ากับคันซอ วัสดุที่ใช้ทำรัด
อกควรใช้สายเอกซอด้วง ความกว้างของรัดอกที่เหมาะสม คือประมาณ 0.5
ซ.ม. ระยะของรัดอกระหว่างคันทวนถึงสายซอประมาณ 2 ซ.ม. ขอบบน
ของรัดอกซอ อยู่ห่างจากบัวประมาณ 5 เซนติเมตร

กระบอกซอ ส่วนที่เป็นกล่องเสียง กลึงให้กลม ข้างในคว้านให้กลวง ทำ
ด้วยไม้เนื้อเข็งเช่นเดียวกับคันทวน หน้าซอ ทำจากหนังงูเหลือมขึงหน้า
กระบอกซอ ก้านคันชัก หรือบางทีเรียกว่า “คันสี” ทำด้วยไม้เนื้อแข็งชนิด
เดียวกับคันทวน มีลักษณะกลึงกลมให้เป็นคันคล้าย ๆ คันศร ความยาว
ประมาณ 74 เซนติเมตร ก้านคันชักนี้ต้องมีหางม้าขึงตึง

หย่อง คือ ไม้เล็กๆ ที่รองรับสายซอทั้งสองสาย วางอยู่บนหน้าซอ มีหน้าที่
เ ป็ น ตั ว ก ล า ง ใ น ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ค ว า ม สั่ น ส ะ เ ทื อ น จ า ก ส า ย สู่ ห น้ า ซ อ

ส่วนประกอบ ซอด้วง

หางม้า ที่เรียกว่า “หางม้า” ก็เพราะนำเอาหางม้าจริงๆ มาใช้ทำคันชักซอ
แต่ในปัจจุบันหางม้าจริงๆ มีราคาแพง จึงหันมาใช้ไนล่อนแทนหางม้า ไน
ล่อนนี้ทำขึ้นเป็นเส้นละเอียดเหมือนหางม้า แต่ไม่มีปุ่มเล็กๆ เหมือนหาง
ม้าจริงๆ จึงทำให้ลื่น ฉะนั้นจึงต้องใช้ยางสนถูไปมาที่ไนล่อนเพื่อให้เกิด
ความฝืดเวลาสีซอจะทำให้เกิดเสียงดัง จำนวนเส้นของหางม้าหรือไนล่อน
นี้ ไม่น้อยกว่า 250 เส้น

หมุดยึดหางม้า เป็นหมุดที่ใช้ยึดตรึงหางม้าไว้กับก้านคันชักให้ตึง นิยมทำ
ด้วยไม้ โลหะและงาช้าง

สายซอ ทำด้วยไหมฟั่นเป็นเกลียว มี 2 สาย สายทุ้ม (สายใหญ่) สายเอก
(สายเล็ก) ทั้งสองสายนี้พาดอยู่บนหมอน ระยะห่างระหว่างสายห่างกัน
ประมาณ 0.5 ซ.ม. หากจำเป็นต้องใช้สายเอ็นให้ใช้เบอร์ 70 แทน
สายเอก และเบอร์ 90 แทนสายทุ้ม คันซอหรือคันทวน คือ คันส่วนที่กลึง
กลมตั้งแต่ใต้กลีบบัวลงมาถึงกะโหลกซอ ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่
ไม้ชิงชัน ฯ

หน้าซอ คือ ส่วนที่ขึงตึงกับกระบอกซอ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความสั่น
สะเทือนทำให้เกิดเสียง นิยมทำด้วยหนังงูเหลือม

ก้านคันชัก หรือบางทีเรียกว่า “คันสี” ทำด้วยไม้เนื้อแข็งชนิดเดียวกับคัน
ทวน มีลักษณะกลึงกลมให้เป็นคันคล้าย ๆ คันศร ความยาวประมาณ 74
เซนติเมตร ก้านคันชักนี้ต้องมีหางม้าขึงตึงประกอบด้วย

วิธีดูแลรักษา ซอด้วง

เมื่อเลิกเล่นให้ลดสายด้วยการบิดลูกบิดลงประมาณครึ่งรอบ แล้วเลื่อน
ห ม อ น ร อ ง ร อ ง ส า ย ขึ้ น ไ ว้ บ น ข อ บ ก ร ะ โ ห ล ก
ทำ ค ว า ม ส ะ อ า ด โ ด ย ก า ร ใ ช้ ผ้ า แ ห้ ง เ ช็ ด
แ ข ว น ห รื อ ใ ส่ ถุ ง เ ก็ บ ใ น ตู้ ใ ห้ มิ ด ชิ ด
การใส่สายซอ สายเอกใส่ที่ลูกบิดล่างเวลาขึ้นสายบิดเข้าหาตัว สาย
ทุ้ ม ใ ส่ ที่ ลู ก บิ ด บ น
สายรัดอก รัดต่ำจากลูกบิดสายเอกประมาณ ๔-๕ นิ้ว ให้ลึกประมาณ
ค รึ่ ง นิ้ ว

ระนาดเอก

ส่วนประกอบ ระนาดเอก

โขนระนาด เป็นไม้ 2 แผ่นรูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ติดประกบไว้ที่หัวและท้าย
ของไม้ฝาประกบโดยเฉพาะด้านในตอนบนจะติด "ตะขอระนาด" ซึ่งทำ
ด้วยโลหะโค้งงอ สำหรับสอดคล้องเชือกขึงผืนระนาดให้ลอยอยู่บนราง
ด้ า น ล่ า ง ข อ ง ร า ง มี แ ผ่ น ไ ม้ บ า ง ๆ ปิ ด ไ ว้ ย า ว โ ด ย ต ล อ ด เ พื่ อ ยึ ด ฝ า ป ร ะ ก บ แ ล ะ
โขนให้ติดเข้าด้วยกันเรียกว่า "ไม้ปิดใต้ท้องระนาด" ทำให้อุ้มเสียงและ
ร ะ น า ด มี เ สี ย ง ดั ง กั ง ว า น ม า ก ขึ้ น

เท้าระนาด (ฐานระนาด) ทำด้วยไม้หนามีลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายฐาน
ของพานรอง ตรงกลางเป็นคอคอดส่วนตอนบนโค้งเว้าไปตามท้องราง เท้า
ร ะ น า ด ยึ ด ติ ด อ ยู่ ที่ ก ล า ง ลำ ตั ว ข อ ง ร า ง ร ะ น า ด เ พื่ อ ใ ห้ หั ว แ ล ะ ท้ า ย ข อ ง ร า ง
ลอยตัวสูงขึ้น ฐานด้านล่างนิยมแกะสลักเป็น"ลายฐานแข้งสิงห์" ทั้ง 4
ด้าน ที่ฝาไม้ประกบตอนบนและตอนล่างจะใช้ไม้ติดประกบโดยตลอดเรียก
ว่า "คิ้วขอบราง" นิยมทาสีขาวหรือดำเพื่อตัดกับสีของแล็คเกอร์ซึ่งทาไว้ที่
ตั ว ร า ง ร ะ น า ด

ผืนระนาด เดิมทำด้วยไม้ไผ่ตง(ไผ่บง) นำมาตัดเหลาด้วยความประณีตเป็น
ลูกๆ มี 21 ลูก ขนาดลดหลั่นกันตามลำดับเรียกว่า " ผืนระนาด" ใช้แขวน
ที่ตะขอทั้ง 4 บนโขนระนาด ใต้ลูกระนาดทั้ง 21 ลูกจะติดตะกั่วซึ่งทำด้วย
ตะกั่วและขี้ผึ้งผสมกัน เพื่อถ่วงเสียงให้ได้เสียงสูงเสียงต่ำตามต้องการ
โดยติดไว้ที่ใต้ลูกระนาดตรงด้านล่างของปลายลูกระนาดทั้งสองข้างๆละ 1
ก้อน จำนวนที่ติดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับเสียงที่ต้องการ ถ้าติดมาก
เสียงจะต่ำลง ถ้าติดน้อยเสียงจะสูงขึ้น ต่อมาภายหลังนิยมนำ ไม้ชิงชัน
หรือ ไม้มะหาด มาเหลาเป็นผืนระนาดได้เสียงเล็ก แหลมกว่าผืนระนาดที่
ทำด้วยไม้ไผ่ นอกจากนั้นในสมัยปัจจุบันได้เพิ่มลูกระนาดเอกให้มี 22 ลูก
เพื่อให้บรรเลงกับวงปี่พาทย์มอญได้สะดวก แต่ในวงปี่พาทย์เสภาเดิมไม่
นิยม เพิ่มลูกระนาดคงใช้เพียง 21 ลูกเท่านั้น

ส่วนประกอบ ระนาดเอก

ไม้ตีระนาดเอก ทำด้วยไม้ไผ่เหลาเป็นท่อนกลมเล็กๆ 2 อัน หัวไม้ตีทำด้วย
ด้ายพันด้วยผ้าชุบรัก ลักษณะเป็นปื้นกลมเวลาตีมีเสียงดังแข็งกร้าวเรียกว่า
"ไม้แข็ง" อีกแบบทำด้วยผ้าติดตะกั่วเล็กน้อยทาแป้งเปียกแล้วพันด้วยด้าย
สีเส้นเล็กๆโดยรอบอย่างสวยงาม เวลาตีมีเสียงทุ้มนุ่มนวลเรียกว่า
"ไม้นวม" ใช้ตีกับระนาดเอกในวงปี่พาทย์ไม้ นวมหรือวงปี่พาทย์
ดึ ก ดำ บ ร ร พ์

ลวดลายบนรางระนาดเอก ลวดลายที่นิยมทำบนรางระนาดเอกมีหลายแบบ
แต่แยกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ ดังนี้คือ

รางระนาดแบบไทย ไม่นิยมแกะสลักลวดลายแต่จะทำเป็นพื้นเรียบๆ
บางครั้ง มีตัวอักษรย่อฝังตรงกลางของฝารางทั้งสองข้างเช่น พระนาม
ย่อของเจ้าฟ้าฯ ชื่อย่อของ สถาบันชื่อย่อของบุคคล หรือชื่อย่อนามสกุล
เป็นต้น บางทีก็มีการเดินคิ้วขอบรางหรือขอบโขนระนาดด้วยงาช้างและ
นิ ย ม ใ ช้ ง า ช้ า ง ที่ เ ป็ น เ นื้ อ เ ดี ย ว กั น ต ล อ ด ซึ่ ง ห า ย า ก ถื อ กั น ว่ า เ ป็ น ง า น ชิ้ น
ยอด ระนาดบางรางอาจจะต้องนำเศษงาช้างมาต่อกันเพราะไม่สามารถ
หางาช้างที่เป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมดได้ ในกรณีที่ไม่ได้ใช้งาช้างก็จะใช้
ไ ม้ ซึ่ ง มี สี แ ต ก ต่ า ง กั น เ ดิ น คิ้ ว แ ท น เ ช่ น พื้ น อ่ อ น คิ้ ว สี เ ข้ ม ห รื อ พื้ น เ ข้ ม เ ดิ น คิ้ ว
ด้ ว ย สี อ่ อ น

รางระนาดแบบมอญ รางระนาดแบบของมอญจะนิยมแกะสลักและลงรัก
ปิดทอง เรียกกันว่า รางทอง ซึ่งต่อมีผู้กล่าวกันว่า ระนาดเอกรางทอง
ข อ ง ว ง ปี่ พ า ท ย์ ไ ท ย นั้ น ไ ด รั บ อิ ท ธิ พ ล ม า จ า ก ว ง ปี่ พ า ท ย์ ม อ ญ ภ า ย ห ลั ง จึ ง นำ
ร า ง ท อ ง ม า ใ ช้ ใ น ว ง ปี่ พ า ท ย์ ไ ท ย

วิธีดูแลรักษา ระนาดเอก

ลักษณะการบรรเลงระนาดผู้บรรเลงนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิ โดยให้
ลำตัวอยู่กึ่งกลางของเท้าระนาดการจับไม้ระนาด ให้นิ้วชี้อยู่ด้านบนของ
ก้านไม้ นิ้วโป้งอยู่ด้านข้างนิ้วกลางนิ้วนางนิ้วก้อยกำอยู่ใต้ไม้
เ มื่ อ บ ร ร เ ล ง เ ส ร็ จ ต้ อ ง ป ล ด เ ชื อ ก ค ล้ อ ง หู ร ะ น า ด ด้ า น ซ้ า ย มื อ ล ง เ พื่ อ ป้ อ ง กั น
ไ ม่ ใ ห้ เ ชื อ ก รั บ น้ำ ห นั ก ข อ ง ผื น ต ล อ ด เ ว ล า
ควรเก็บไม้ระนาดไว้ใต้ราง ไม่วางทิ้งบนพื้น หรือวางบนผืนระนาด
เพราะอาจจะหักได้ ในกรณีนั่งทับ
การเคลื่อนย้ายระนาดควรใช้การยก แทนการลากหรือดึง เพราะจะ
ทำให้ระนาดล้ม อาจเสียหาย ได้
ถ้าตะกั่วใต้ผืนระนาดหลุด ควรใช้ไม้ขีดไฟ หรือไฟแช็ค ลนเพื่อให้
ตะกั่วอ่อนตัว แล้วติดไว้ตามเดิม ห้ามใช้เทียนไขลนเพราะอาจทำให้
น้ำ ต า เ ที ย น ห ย ด ผ ส ม กั บ ต ะ กั่ ว ทำ ใ ห้ ลื่ น แ ล ะ ติ ด ไ ม่ อ ยู่

ฆ้องวงใหญ่

ส่วนประกอบ ฆ้องวงใหญ่

ร้านฆ้อง ทำด้วยหวายเป็นต้น 4 เส้น ดัดโค้ง เป็นวงกลม ใช้ 2 เส้นดัด
เป็นโค้งเป็นวงนอก อีก 2 เส้นโค้งเป็นวงใน ยึดติดกับลูกมะฮวด ลูก
มะหวด ทำด้วยไม้กลึงให้กลมเป็นลอนขนาบด้วย ลูกแก้ว หัวท้ายบากและ
ปาดโค้งรับกับต้นหวายเป็นระยะตลอดทั้งวงโขนฆ้อง ทำด้วยไม้หนา มี
ลักษณะตอนกลางนูน เป็นสันเรียวแหลมเหมือนใบโพธิ์ ข้างปาดเรียวลง
ยึดติดติดกับต้นหวายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งใหญ่ อีกข้างหนึ่งเล็ก

ไม้ค่ำล่าง เป็นไม้ลักษณะสี่เหลี่ยมทรงแบน ยึด ติดกับหวายคู่ล่างโดยรอบ
ระยะห่างพอสมควร บางวงจะใช้แผ่นโลหะตอกตะปูคลุมอีกทีหนึ่ง

ไม้ตะคู้ คือ ไม้ไผ่เล็กๆเจาะฝังเข้าไปในลูก มะหวด เพื่อกั้นสะพานหนู

สะพานหนู เป็นเส้นลวดสอดโค้งเป็นวงใต้ไม้ตะคู้ เพื่อไว้ผูกหนังลูกฆ้อง
ด้ า น ใ น แ ล ะ ด้ า น น อ ก

ไม้ค้ำบน หรือ ไม้ถ่างฆ้อง เป็นไม้แผ่นบางๆปาดหัวท้ายเว้าตามเส้นหวาย
เพื่อใช้ถ่างให้วงฆ้อง ให้อยู่ในสภาพเป็นวงสวยงาม ปกติลูกฆ้อง 4 ลูก
จะ ใส่ไม้ถ่างฆ้อง 1 อัน ฆ้องวงใหญ่มี 16 ลูก จึงมีไม้ถ่างฆ้องวงหนึ่ง 4
อัน ที่ต้นหวายทั้ง 4 ต้นจะมีหวายผ่าซีก 2 หรือ 3 เส้นประกบโดยรอบ
เพื่อรองรับหนังผูกฆ้อง และเพื่อให้สวยงาม จะกลึงเป็นเม็ดติดไว้ที่ปลาย
ต้นหวายทั้งสี่ต้น สำหรับสมัยโบราณจะกลึงเม็ดเป็นขา ติดอยู่ที่ใต้ไม้ถ่าง
ล่างอีกทีหนึ่ง วงฆ้องบางวงได้ประดิษฐ์ขึ้นให้สวยงาม โดยการประกอบงา
แกะลวดลายฝังงา หรือมุขที่โขน บางครั้งที่ลูกมะหวดประกอบงา หรือเป็น
งาทั้งอัน หรือแกะลวดลาย ลงรักปิดทองสวยงาม

ส่วนประกอบ ฆ้องวงใหญ่

ลูกฆ้อง ทำด้วยโลหะที่เรียกว่า ทองเหลือง หลอม ตี หรือกลึงเป็นลูกๆทรง
กลม ด้านบนกลึงตรงกลางให้นูนเป็นปุ่มเรียกว่า ปุ่มฆ้อง สำหรับตีให้เกิด
เสียง ด้าน ข้างกลึงเป็นขอบงุ้มลงเรียกว่า ฉัตร เพื่อให้เสียงดังกังวานยาว
ขึ้น ที่ฉัตรเจาะรู 4 รูสำหรับร้อยหนังเลียด ซึ่งทำด้วยหนังเส้นเล็ก ร้อย
ผ่านรูที่ฉัตร ไปผูกยังสะพานหนู วงหนึ่ง มี 16 ลูกลดหลั่นกันตามลำดับ
แต่ละลูกจะติดตะกั่วผสมขี้ผึ้งใต้ปุ่มฆ้อง เพื่อให้ได้เสียง สูงต่ำเรียงตาม
ลำดับ 16 เสียง ลูกที่มีเสียงต่ำสุดจะ เรียกว่า ลูกทวน และลูกที่มีเสียง
สูงสุดจะเรียกว่า ลูกยอด

ไม้ตีฆ้อง ก้านทำด้วยไม้ไผ่ เหลาให้กลมเล็ก ยาวพอประมาณ ไม้ที่ดีนิยม
ไม้ที่มี 5 ข้อขึ้นไปจนถึง 9 ข้อ หัวไม้ ทำด้วยหนังช้าง ตัดเป็นวงกลม ทุบ
ปลายบานเป็นขอบ เล็กน้อย เพื่อให้นุ่มสำหรับตีลงที่ปุ่มฆ้องได้เสียงที่นุ่ม
ไพเราะ ปัจจุบันหนังช้างหายาก จึงใช้ไม้ฆ้องที่หัวพัน ด้วยผ้า เคียนด้วย
ด้ า ย สี ต่ า ง ๆ ด้ ว ย วิ ธี ก ร ร ม ที่ ป ร า ณี ต ส ว ย ง า ม

ไม้ตีฆ้อง ก้านทำด้วยไม้ไผ่ เหลาให้กลมเล็ก ยาวพอประมาณ ไม้ที่ดีนิยม
ไม้ที่มี 5 ข้อขึ้นไปจนถึง 9 ข้อ หัวไม้ ทำด้วยหนังช้าง ตัดเป็นวงกลม ทุบ
ปลายบานเป็นขอบ เล็กน้อย เพื่อให้นุ่มสำหรับตีลงที่ปุ่มฆ้องได้เสียงที่นุ่ม
ไพเราะ ปัจจุบันหนังช้างหายาก จึงใช้ไม้ฆ้องที่หัวพัน ด้วยผ้า เคียนด้วย
ด้ า ย สี ต่ า ง ๆ ด้ ว ย วิ ธี ก ร ร ม ที่ ป ร า ณี ต ส ว ย ง า ม

วิธีดูแลรักษา ฆ้องวงใหญ่

การบรรเลงฆ้องวง ผู้เล่นต้องนั่งให้ตรงกลางฆ้องวง วิธีการนั่ง นั่งได้
ทั้งพับเพียบหรือขัดสมาธิ การจับไม้ตีฆ้องวงผู้บรรเลงต้องรวบนิ้วกลาง
นิ้วนางและนิ้วก้อย กำไม้ฆ้องไว้กับฝ่ามือ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้เป็นตัว
ประคอง ให้นิ้วชี้ชิดกับหัวไม้
การเก็บไม้ตีฆ้อง ควรมีถุงใส่ หรือวางรวมกันไว้บนลูกฆ้อง ไม่ควรวาง
กั บ พื้ น
การทำความสะอาด ควรใช้ผ้าแห้งหรือผ้าหมาดๆทำความสะอาด
ควรวางฆ้องวงให้ราบกับพื้น ไม่ควรวางหรือตั้งพิงไว้ข้างฝาผนัง เพราะ
อ า จ ทำ ใ ห้ ฆ้ อ ง ว ง ล้ ม อ า จ หั ก ไ ด้
การยกฆ้องวง ไม่ควรยกเพียงคนเดียวเนื่องจากเป็นเครื่องตีที่มีน้ำหนัก
มากและขนาดใหญ่ ควรจะยกฆ้อง ให้ตั้งฉาก หรือขนานกับพื้น ห้าม
กั บ ด้ า น

กลองแขก

ส่วนประกอบ กลองแขก

หุ่นกลอง ทำจากไม้จริง หรือไม้เนื้อแข็ง เพื่อคุณภาพเสียง ความสวยงาม
และน้ำหนักที่เหมาะสม ไม้ที่นิยมนำมาทำหุ่นกลองแขก เช่น ไม้ชิงชัน ไม้
ประดู่ ไม้กระพี้เขาควายเป็นต้น หุ่นกลองแขกนั้นจะมีลักษณะเป็นทรง
กระบอก หน้ากลองทั้งสองด้านใหญ่ไม่เท่ากัน หน้าใหญ่ เรียกว่า “หน้า
รุ่ย” หน้าเล็กเรียกว่า “หน้าต่าน” ภายในหุ่นกลองขุดกลวงทะลุเพื่อเป็นก
ล่ อ ง เ สี ย ง
หนังเรียด ในอดีตทำจากหวายผ่าซีก ในปัจจุบันนิยมใช้หนัง โค กระบือ
ทำ ห น้ า ที่ ผู ก โ ย ง ห นั ง ห น้ า ก ล อ ง ทั้ ง ส อ ง ด้ า น ใ ห้ เ กิ ด แ ร ง ดึ ง ห น้ า ก ล อ ง ทั้ ง ส อ ง
ด้านให้ตึง และสามารถสาวเร่งเสียงให้เกิดเสียง สูง – ต่ำ ตามที่ต้องการ
เมื่อสาวหนังเรียดโยงหน้ากลองทั้งสองแล้ว จะมีหนังเรียดอีกหนึ่งเส้นที่ทำ
หน้าที่รวบหนังเรียดให้เป็นระเบียบ ซึ่งเรียกหนังเรียดเส้นนั้นว่า “รัดอก”

หน้ากลอง ทำจากหนังแพะ หรือหนังลูกวัว ผ่านกระบวนการแปรสภาพ
เช่น ขูดไขมัน ตาก นวด (ยำกลอง) เป็นต้น จนได้ที่จึงนำมาขึงพาดยึดติด
กั บ หุ่ น ก ล อ ง ด้ ว ย ห นั ง เ รี ย ด

วิธีดูแลรักษา กลองแขก

หลังจากการบรรเลง ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดที่หน้ากลองทั้งสี่หน้าเพื่อเช็ค
คราบไคลที่เกิดจากมือผู้บรรเลง นักดนตรีบางสถานที่หลังจากบรรเลง
เสร็จจะปลดรัดอกกลองออกเพื่อให้เสียงคลายตัว ป้องกันการฉีกขาด
จากสภาพอากาศที่ร้อน ชื้น
ค ว ร เ ก็ บ ใ ส่ ไ ว้ ใ น ถุ ง ที่ มี ฟ อ ง น้ำ กั น ก ร ะ แ ท ก แ ล ะ ผ้ า นั ย ล่ อ น กั น ค ว า ม ชื้ น

โทน

ส่วนประกอบ โทน

ตัวโทนหรือเรือนโทน แต่ละลูกจะมีความยาวหรือความสูงประมาณ ๒๓ นิ้ว
ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ คอโทน ปลีโทน และก้นโทน จากคอโทนจนถึง
ก้ น โ ท น จ ะ มี ข น า ด ล ด ห ลั่ น กั น ล ง ไ ป
คอโทน เป็นส่วนที่เริ่มจากหน้าโทนที่ขึงหนังโทน วัสดุที่ใช้ขึงหนังโทน
ให้แน่นนั้น แต่ดั้งเดิมใช้เส้นหวายเส้นเล็กแบน ขึงจากขอบหนังโทนไป
ร้อยยึดตรงข้อของปลายคอโทน ซึ่งติดต่อกับปลีโทน เพราะหวายจะทำให้
หนังหน้าโทนเคร่งและทนทานกว่าการใช้เชือกไนลอนที่มักจะยืด หย่อน
ยาน และผุง่าย
ปลีโทน เป็นส่วนที่ต่อจากคอโทนมีรูปร่างคล้ายปลีกล้วย มีหน้ากว้าง
ประมาณ ๙ นิ้ว ความยาวของปลีโทนต้องเท่าส่วนที่เป็นคอโทน
ก้นโทน (ตูดโทน) เป็นส่วนที่ต่อจากปลีโทนแต่ความยาวสั้นกว่า ปลายก้น
โ ท น มี ลั ก ษ ณ ะ บ า น ม้ ว น เ ป็ น ข อ บ ก ล ม เ ห มื อ น ป า ก ลำ โ พ ง เ พื่ อ ค ว า ม ส ว ย ง า ม

วิธีดูแลรักษา โทน

หลังจากการบรรเลง ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดที่หน้ากลองเพื่อเช็คคราบไคล
ที่เกิดจากมือผู้บรรเลง นักดนตรีบางสถานที่หลังจากบรรเลงเสร็จ

ตะโพน

ส่วนประกอบ ตะโพน

หุ่นกลอง ทำจากไม้เนื้อแข็ง ขึ้นรูปเป็นทรงกระบอกป่องตรงกลาง ยาว
ประมาณ 50 ซม. แล้วขุดภายในให้เป็นโพรงทะลุถึงกัน โดยให้ด้านหนึ่ง
ใหญ่ เรียกว่า ”หน้าเท่ง” มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 ซม. ด้านเล็ก
เรียกว่า “หน้ามัด” มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 22 ซม. แล้วขึงหนังวัว ทา
ย า ง รั ก ต ร ง ก ล า ง ห น้ า ก ล อ ง เ ป็ น ตำ แ ห น่ ง ข อ ง ก า ร ติ ด ข้ า ว สุ ก ถ่ ว ง เ สี ย ง
บริเวณขอบหน้ากลองทั้งสองด้านถักเป็นห่วงเล็กๆ เรียกว่า “ไส้ละมาน”
โยงร้อยไส้ละมานทั้งสองด้านด้วยหนังเรียด เช่นเดียวกับกลองสองหน้า
บ ริ เ ว ณ ต ร ง ก ล า ง ข อ ง หุ่ น ก ล อ ง ร้ อ ย เ ชื อ ก ห นั ง เ รี ย ด ขั ด เ ป็ น รั ด อ ก เ พื่ อ เ ร่ ง เ สี ย ง
ด้ า น บ น พั น ห นั ง เ รี ย ด เ ป็ น หู หิ้ ว เ พื่ อ ค ว า ม ส ะ ด ว ก ใ น ก า ร เ ค ลื่ อ น ย้ า ย
เท้าตะโพน ทำจากไม้เนื้อแข็ง รองรับหุ่นกลองเพื่อให้ได้ระดับที่เหมาะสม
คือ เมื่อวางบนเท้าตะโพน หุ่นกลองจะอยู่ในระดับอกเสมอมือทั้งสองข้าง
ของผู้บรรเลงตะโพนไทยนั้น มีบทบาทสำคัญอยู่ในวงปีพาทย์ โดยมักจะ
บ ร ร เ ล ง คู่ กั บ ก ล อ ง ทั ด

วิธีดูแลรักษา ตะโพน

หลังจากการบรรเลง ควรใช้ผ้าสะอาดเช็ดที่หน้ากลองเพื่อเช็คคราบไคล
ที่เกิดจากมือผู้บรรเลง นักดนตรีบางสถานที่หลังจากบรรเลงเสร็จ

ปี่ใน

ส่วนประกอบ ปี่ใน

เลาปี่ ทำมาจากไม้ เช่น ไม้พยุง ไม้ชิงชัน มีความยาวประมาณ 42
เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร มีลักษณะหัวบานท้ายและ
ป่องตรงกลาง เจาะรูกลางตลอดเลา ด้านบนมีรูเล็กใช้เสียบลิ้นปี่ ด้านล่าง
รูจะใหญ่ บริเวณเลาปี่ที่ป่องตรงกลางจะเจาะรู 6 รู ลิ้นปี่ทำจากใบตาลนำ
มาตัดซ้อนกัน 4 ชั้น ตัดผูกกับท่อทองเหลืองเล็กๆ เรียกว่า"กำพวด" ตัว
เลาทำด้วยไม้ชิงชัน หรือไม้พยุง กลึงให้ป่องกลาง และบานปลายทั้งสอง
ข้าง ตัวเลาปี่นอกจากจะทำด้วยไม้ แล้วยังพบปี่ซึ่งทำด้วยหิน เป็นของเก่า
แ ต่ โ บ ร า ณ

รูบังคับเสียง รูกลวงตลอดหัวท้ายมีรูสำหรับเปิดปิดนิ้ว 6 รู โดยให้ 4 รูบน
เ รี ย ง ลำ ดั บ เ ท่ า กั น เ ว้ น ห่ า ง พ อ ค ว ร

ทวนบน คือ รูบนของเลาปี่จะมีวัสดุกลมแบน ทำด้วยยาง หรือไม้มาเสริม
โดยเฉพาะตอนบน สำหรับสอดใส่ลิ้นปี่

ทวนล่าง คือ ส่วนตอนล่างจะใช้ตะกั่วมาต่อสำหรับลดเลื่อน

กำพวด ทำด้วยโลหะ ลักษณะกลมเล็ก เรียว ภายในโปร่งข้างหนึ่งเล็ก
ข้ า ง ห นึ่ ง ใ ห ญ่

ลิ้นปี่ ประกอบด้วยกำพวด ทำด้วยโลหะ ลักษณะกลมเล็ก เรียว ภายใน
โปร่งข้างหนึ่งเล็ก ข้างหนึ่งใหญ่ ใบตาล ใช้ใบตาลแก่และแกร่งตัดซ้อน
เป็น 4 ชั้น หรือ 4 กรีบ ผูกรัดด้วยเชือกในลักษณะเงื่อน" ตะกรุดเบ็ด "
ให้ติดกับกำพวดทางด้านเล็กส่วน ทางด้านใหญ่จะถักหรือเคียนด้วยเส้น
เล็กๆ มีขนาดพอดีกับรูปี่ด้านบน (รูเป่า) เพื่อสอดใส่ลิ้นปี่ให้แน่น

วิธีดูแลรักษา ปี่ใน

เมื่อบรรเลงเสร็จ ควรทำความสะอาดโดยการนำส่วนที่เปียกน้ำลายไป
ล้างด้วยน้ำสะอาดส่วนใดที่ไม่ถูก น้ำลายให้ใช้ผ้าเช็ด
ไม่ควรวางปี่วางไว้กับพื้น สามารถกลิ้ง หรือตกทำให้แตกได้
ค ว ร เ ก็ บ ใ ส่ ก ล่ อ ง ห รื อ ถุ ง ใ ห้ เ รี ย บ ร้ อ ย

ขลุ่ยเพียงออ

ส่วนประกอบ ขลุ่ยเพียงออ

เลาขลุ่ยหรือตัวขลุ่ย มีขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของขลุ่ย มักนิยม
ประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ ลงบนตัวขลุ่ย เช่น ลายดอกพิกุล ลายหิน และ
ลายลูกระนาด เป็นต้น ถ้าเป็นขลุ่ยไม้ไผ่ นิยมจะทำลวดลายลงบนเลา
ขลุ่ย แต่ถ้าเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้พยุง ไม้งิ้วดำ ฯลฯ จะไม่
นิยมทำลายลงบนเลาขลุ่ย แต่อาจจะมีการลงรัก ประกอบมุก ประกอบงา
แทน

ดาก คือ ไม้อุดปากขลุ่ย นิยมใช้ในไม้สักทอง เหลากลมให้คับแน่นกับ
ร่องภายในของปากขลุ่ย ฝานให้เป็นช่องว่าง ลาดเอียงตลอดชิ้นดาก ให้
เ ป่ า ล ม ผ่ า น ไ ป ไ ด้

รูเป่า เป็นรูสำหรับเป่าลมเข้าไป

รูปากนกแก้ว เป็นรูที่เจาะร่องรับลม จากปลายดากภายในขลุ่ย อยู่ด้าน
เดียวกับรูเป่า อยู่สุดปลายดากพอดี เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปากนกแก้วนี้
ทำให้เกิดเสียง เทียบได้กับลิ้นของขลุ่ย

รูค้ำหรือรูนิ้วค้ำ เป็นรูสำหรับให้นิ้วหัวแม่มือปิด เพื่อบังคับเสียง และ
ประคองเลาขลุ่ยขณะเป่า อยู่ด้านล่างเลาขลุ่ย ต่อจากรูปากนกแก้วไปทาง
ป ล า ย เ ล า ข ลุ่ ย

ส่วนประกอบ ขลุ่ยเพียงออ

รูบังคับเสียง เป็นรูที่เจาะเรียงอยู่ด้านบนของเลาขลุ่ย มีอยู่ ๗ รู ด้วยกัน
รูร้อยเชือก มี ๔ รู หรือ ๒ รูก็ได้ อยู่ทางส่วนปลายของเลาขลุ่ย โดยการ
เจาะทะลุบน-ล่าง และ ซ้าย-ขวา ให้เยื้องกันในแต่ละคู่ ช่างบางคนได้
กล่าวไว้ว่า ความจริงจุดประสงค์หลักไม่ได้ไว้ร้อยเชือก ที่จริง ทำเพื่อให้
เ สี ย ง ข อ ง ข ลุ่ ย ไ ด้ ที่ นั่ น เ อ ง

วิธีดูแลรักษา ขลุ่ยเพียงออ

ห ลั ง จ า ก เ ป่ า แ ล้ ว ค ว ร เ ช็ ด ใ ห้ ส ะ อ า ด
ใ ส่ ถุ ง เ ก็ บ ใ ห้ เ รี ย บ ร้ อ ย
ไม่ควรวางขลุ่ย หากเลาขลุ่ยแตก ให้ใช้กาวอัด

สมาชิก

1.นายสุภกิจ ทองมี
3034635002 นำเสนอ

2.นางสาวดุษฎี วงษ์ศรีอินทร์
3034635006 ทำชิ้นงาน

3.นางสาวเพ็ญกัลยา จงเกื้อตระกูล
3034635010 หาข้อมูล

4.นางสาวสุดารัตน์ สมัยกุล
3034635011 ทำชิ้นงาน

5.นางสาวภารดา ทองเกลี้ยง
3034635012 นำเสนอ

6.นายวีรศักดิ์ บุญรักษา
3034635013 นำเสนอ

7.นายศักดิ์พล คล้ายจือ
3034635018 นำเสนอ

8.นางสาวพรพรรณ ปานหงส์
3034635025 หาข้อมูล


ปริญญาตรีปีที่ 2


Click to View FlipBook Version