The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by warinphon.chi, 2019-11-01 23:53:01

ทศพิธราชธรรม

ทศพิธราชธรรม

ทศพธิ ราชธรรม
สมรรถนะรายวชิ า

1.แสดงความรู้เก่ียวกับ ห ลัก
ป รัชญ าของเศรษ ฐกิจพ อเพี ยง
ทฤษฎีไหม่ ทศพิราชธรรม หลักสัปปุ
ริสธรม 7 และหลักการทรงงานใน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภมู พิ ลอดลุ ยเดช

2.ปฏิบัติตนตามหลักธรรมและ
หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
แนวคิด

ทศพิธราชธรรมเป็นธรรมสาหรับ
พ ร ะ ร า ช า 10 ป ร ะ ก า ร ท่ี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชทรงนามาใช้เป็น
หลักในการปกครองประเทศส่งผลให้
ประชาชนชาวไทย มีชีวิตอยู่อย่าง
ร่มเย็นเป็นสุขภายใต้การปกครอง
ของพระองค์

สาระการเรียนรู้

1.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภมู พิ ลอดลุ ยเดชกบั ทศพิธราชธรรม
2. ทศพธิ ราชธรรม 10 ประการ

ผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวัง
1.แสดงความร้เู กีย่ วกบั
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหา
ภมู พิ ลอดุลยเดชกับทศพิธราชธรรม
ได้
2.แสดงความรู้เก่ยี วกับ
ทศพิธราชธรรม 10 ประการได้



พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา
ภมู พิ ลอดลุ ยเดชกบั ทศพิธราชธรรม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทมหา
ภูมิพลอดุลยเดช ทรงขึ้นครองราชย์
เป็นพระเจ้าแผ่นดิน องค์ท่ี 9 แห่ง
ราชวงศ์จักรี เม่ือวันท่ี 9 มิถุนายน
2489 และได้ทรงประกอบพิธีบรม
ราชาภิเษกเม่ือวันท่ี 5 พฤษภาคม
2493 โดยพระองค์ได้ทรงกล่าวเป็น
พระปฐมบรมราชโองการอันเปรียบ
ได้ด่ังพระราชสัตยาธิษฐานว่า “เรา

จะค รองแผ่น ดิน โด ยธรรม เพ่ื อ
ประโยชนส์ ขุ แหง่ มหาชนชาวสยาม”

การครองแผ่นดินโดยธรรม เป็น
พ ร ะ ร า ช ธ ร ร ม อ ย่ า ง ห น่ึ ง ข อ ง
พ ระมห ากษั ตริย์ที่ มีมาแต่อดี ต
"ทศพิธราชธรรม" เป็นธรรมแห่งพระ
ราช 10 ประการ กษัตริย์พระองค์ใด
นาเอาธรรม 10 ประการ มาเป็น
ห ลั ก ใ น ก า ร ค ร อ ง ป ร ะ เท ศ
ประชาราษฎร์จะอย่เู ย็นเป็นสุข

หลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ
จึงมีมาตั้งแต่สมัยอดีตในชาดกซึ่งมี
การกลา่ วไว้ว่าความเป็นพระราชาจะ
ย่ิงใหญ่ หรือไม่ขึ้นอยู่กับการยึด
หลักธรรม 10 ประการด้วยมิใช่
ขึ้นอยู่กับกองทัพและการ้ีพลอันทรง
อานภุ าพแตเ่ พียงอย่างเดยี ว

สาหรับกษัตริย์ของแผ่นดินไทย
ทรงได้ประกาศตนเป็นธรรมิกราช
หรือพระราชาผู้ทรงธรรม มาต้ังแต่
ยุคสุโขทัย เรื่อยมาจนถึงยุคกรุง

รัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรง
ยึดแนวทาง "ธรรมิกราช" คือ ทรง
ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงรักษา
ศลี 5 ในวันปกติ และทรงรักษาศลี 8
ในวันพระ เห็นได้จากพระราชกรณีย
กิจของพระองค์ที่ทรงตรากตราทรง
งานเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่
บ้านเมือง เพื่อหวังมุ่งให้พสกนิกร
ภายใต้การปกครองของพระองค์อยู่

กันอย่ามีความสุข และมีศีลและมี
ธรรม

ทศพธิ ราชธรรม 10 ประการ
ทศพิธราชธรรม 10 ประการเป็น

หลักธรรมสาหรบั พระมหากษตั ริยจ์ ะ
พงึ ถือปฏิบัตมิ าแตโ่ บราณกาล มีดังนี้

1.ทาน คือ การให้ หมายถึง การ
ให้ สิ่งของและวิชาความ รู้ เพ่ื อ
ประโยชน์สุขของบุคคลอ่ืนการให้ท่ี
เป็นประโยชน์ในการให้ท้ังวัตถุทาน

คือสิ่งของและธรรมทานคือการให้
ธรรมโดยการให้ปัญ ญ า ความรู้
ค า แ น ะ น า ที่ เป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ แ ล ะ
หมายถึงการให้นา้ ใจแก่ผอู้ ่นื ดว้ ย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดช ทรงบาเพ็ญทาน
บารมที งั้ วตั ถทุ านและธรรมทาน
ด้านวัตถุทาน ได้ทรงพระราชทาน
พระราชทรัพย์และวัตถุสิ่งของต่างๆ
เพ่ือแก้ความทุกข์ยาก ขาดแคลน
ทางกายให้แก่พสกนกิ รเสมอมา ด้าน

ธรรมทาน พระองค์ทรงพระราชทาน
พระบรมราโชวาทท่ีแฝงด้วย คติ
ธรรมเมื่อเสด็จไปยังท้องถ่ินต่างๆ ท่ี
ต้องการความรู้ ได้พระราชทาน
ความรู้และตรัสแนะนาส่ิงต่างๆ แก่
ประชาชน ที่จะช่วยนาประโยชน์มา
ให้เพ่ือเป็นการดับความทุกขอนในใจ
ของประชาชน

การบาเพ็ญทานบารมขี องพระองค์
ทรงบาเพญ็ ครบถ้วนตามคณุ สมบัติ
ของทาน 3 ประการ ได้แก่

1. การพระราชทานใหแ้ ก่บคุ คลท่ี
สมควรได้รบั การอนุเคราะห์ โดยมไิ ด้
ทรงเลอื กเชื้อชาติ หรือศาสนา

2. ถึงพรอ้ มดว้ ยเจตโดยทรงมพี ระ
เมตตาคุณเปย่ี มลนั ในพระราชหฤทัย
ท้ังกอ่ นการพระราชทาน ขณะ
พระราชทาน และหลงั พระราชทาน
แล้ว

3. วัตถทุ ่ีพระราชทานน้ันล้วนเป็น
ป ร ะ โ ย ช น์ แ ก่ ร า ษ ฎ ร์ ผู้ รั บ
พ ร ะ ร า ช ท า น ใ ห้ พั น จ า ก ก า ร ข า ด
แ ค ล น ไ ด้ แ ก่ ตั ว อ ย่ า ง ท า น ท่ี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทาน
แก่พสกนิกร ได้แก่ สวนหลวง ร.9
ซ่ึงชาวไทยร่วมกนั สร้างข้ึน เพอ่ื ถวาย
เป็นราชสักการะก็มิได้ทรงสงวนไว้
สาหรับพระองค์แต่ได้พระราชทาน
ให้เป็นสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุข

แห่งปวงชนชาวไทยรวมถึง โครงการ
อั น เนื่ อ ง ม า จ า พ ร ะ ร า ช ด า ริ ศู น ย์
การศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจาก
พระราชดาริ ที่ต้ังข้ึนเพื่อศึกษาวิจัย
ป รับ ป รุงพั น ธุ์พื ช ผ ล ให้ เห ม าะ
แกท่ ้องถ่ิน

2. ศีล คอื การต้ังสังวรกายและ
จติ ใจให้สริตมคี วามประพฤติที่ดงี าม
ทัง้ กาย วาจา เวน้ จาก
การประพฤติช่วั ปฏบิ ตั ิตามกฎหมาย
จารีตและประเพณีของบ้านเมือง

พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบตั ิพระองค์
ใหเ้ ห็นเปน็ ที่ประจกั ษ์ ตลอดมาวา่
ทรงเครง่ ครดั ในการกั ษาศลี มีน้า
พระทัยนบั ถอื ศาสนาพทุ ธโดย
บริสทุ ธดิ์ งั จะเหน็ ไดจ้ ากการ เสด็จ
ออกผนวชรกั ษาศลี 227 ข้อของ
พระภิกษุในบวรพุทธศาสนาแมม้ อื
ทรงลาผนวชแล้วยงั คงเสด็จมา
ประทบั น่งั สมาธกิ รมฐานเปน็ คร้ัง

คราว ณ พระตาหนักพรตทที่ รงเคย
ประทับขณะผนวช

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชทรงใช้ศลี ทง้ั ดา้ น
การปกครอง และดา้ นศาสนา

- ดา้ นการปกครองพระองคไ์ มเ่ คย
ทรงใชอ้ านาจเหนอื กฎหมาย
และไมเ่ คยทิ้งจารีตประเพณีอนั
ดี
งามของชาติและของพระราชวงศ์

- ด้านศาสนา พระองค์ทรง
สมาทานรักษาศลี อยา่ งเครง่ ครดั
และทรงสนบั สนนุ ให้พสกนิกร
สมาทาน
รักษาศลี ดว้ ยเชน่ กัน
สาหรบั ผทู้ มี่ ิไดน้ ับถอื พทุ ธศาสนา
พระองค์ทรงสนบั สนนุ ใหย้ ดึ มนั่ ตาม
คาสอนแห่งศาสนา ทน่ี าไปสกู่ าร
ประพฤติดี แม้วในการปกครองจะมี
กฎหมายอยูแ่ ล้ว แตย่ ังคงตอ้ งอาศยั

ศาสนา เพ่ือให้ขดั เกลาจติ ใจ ปฏิบัติ
แต่ความดโี ดยไมต่ อ้ งบังคับ

3.ปริจจาคะ คือการเสยี สละปน็
การเสียสละประโยชน์ท่ใี หญก่ ว่า
หรอื เสยี สละความสุขส่วนตวั เพอ่ื มุ่ง
ประโยชนส์ ุขของคนหมู่มากการ
บรจิ าคถอื เป็นคุณสมบตั ปิ ระการ
หนง่ึ ของผู้นาพระบาทสมเด็จพระ
ปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ทรง
บริจาคทง้ั ดา้ นการศาสนาและดา้ น
การสงเคราะห์

- ด้านการศาสนา ทรงรับเป็นองค์
อุป ถัม ภ ก ศ าสน าต่างๆ ที่ มี ใน
ประเทศไทย และได้พระราชทาน
ทรัพย์เพื่อทานุบารุงไปเป็นจานวน
ม า ก ท ร ง ส ร้ า ง ถ า ว ร วั ต ถุ เช่ น
พระพุทธรูปปางประทานพรภปร.
และพระพุทธนวราชบพิตร เป็นตัน
โดยเฉพาะพระพุทธนวราชบพิตร ซ่ึง
เสด็จไปพระราชทานด้วยพระองค์

เองแก่ทุกจังหวัด และได้ทรงบรรจุที่
ฐานด้วยพระพิมพ์ซ่ึงทรงสร้างด้วย
พ ร ะ หั ต ถ์ ข อ ง พ ร ะ อ ง ค์ เอ ง
ประกอบด้วย ผงศักด์ิสิทธ์ิท้ังใน
พ ระองค์และจากจังห วัดต่างๆ
นอกจากน้ียงั ทรงบารุงศาสนาในดา้ น
อ่ืน ๆ อีกน านั ป การ ด้วยเห ตุ น้ี
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจึง
เจริญรุ่งเรอื งพระพทุ ธนวราชบพติ ร

- ด้านการสงเคราะห์ ทรงเสียสละ
พ ระราช ท รัพ ย์แ ล ะส่ิ งข อ ง

จานวนมาก เพ่ือดับความทุกข์
ของ
พ ส ก นิ ก ร ท่ี ป ร ะ ส บ ภั ย พิ บั ติ ใ น ถิ่ น
ทุรกันดาร ทรงสละพระราชทรัพย์
เพื่อพัฒนาการศึกษาของเยาวชน
ไทย โดยโปรดใหม้ ีการจัดตั้งโรงเรยี น
ใ น ถ่ิ น ย ก จ น ต่ า ง ๆ ร ว ม ทั้ ง
พระราชทานทุนส่งนักศึกษาไทยไป
ศกึ ษาต่างประเทศ

4.อาชชวะ คือ ความซ่ือตรงไม่
หลอกลวงหรือหลีกเล่ียงแอบแฝงใน
คนหมมู่ ากหากมีการปฏบิ ัติ
ที่ซ่ือตรงต่อกันจะทาให้เกิดความ
สงบสขุ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิบัติอาชชวะ
อยู่เป็นนิจเมื่อครั้งท่ีทรงดารงสิริราช
สมบัตแิ ล้วและทรงต้องกลับไปศกึ ษา
ต่อในต่างประเทศ ระหว่างที่ทรง
ประทับรถพระที่นั่งเพื่อเสด็จพระ

ราชดาเนินไปข้ึนเครื่องบินได้มีเสียงา
กกลุ่มพสกนิกรที่เฝ้าส่งเสด็จว่า"อย่า
ท้ิงประชาชน" พระองค์ทรงตอบใน
พ ร ะ ห ฤ ทั ย ว่ า " เร า จ ะ ไม่ ท้ิ ง
ประชาชน ถ้าประชาชนไม่ทิ้งเรา"
การตั้งพระราชหฤทัย ดังน้ี เป็น
เสมือนการพระราชทานสัจจะว่าจะ
ทรงเป็นร่มพระบรมโพธิสมภารของ
พสกนิกรตลอดไป เม่อื ทรงเสดจ็ กลับ
จากต่างประเทศ และได้ทรงกระทา
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้มี

พระปฐมบรมราชโองการแก่พสก
นิกรท่ัวประเทศว่า "เราจะครอง
แผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข
แห่งมหาชนขาวสยาม" จนถึงทุก
วันนี้ พระองค์ยังคงไม่เคยทอดทิพ
สกนิกร ด้วยทรงถือเอาความทุกข์
เดือดร้อนของพสกนิกรมาเป็นความ
ทุกข์ของพระองค์เอง

5. มัททวะ คือ ความอ่อนโยนท้ัง
กายและไจ มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่
อ่อนโยนท้งั ต่อผูเ้ สมอ

และต่ากว่า วางตนสม่าเสมอ ไม่ดู
หม่ินผู้อ่ืน พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรง
เป็นแบบอย่างของคนไทย โดยทรงมี
พระราชอัธยาศัยสุภาพ อ่อนโยน ท้ัง
ทางพระวรกาย พระวาจา และพระ
ราชหฤทัยอย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์
ท้ังทางโลก และทางธรรม ความออ่ น
โยทางโลก คือความอ่อนโยนต่อบุคล
อื่นในสังคม อันเป็นมารยาทท่ีบุคคล
ใน สังค ม พึ งป ฏิ บั ติต่อกัน ความ

อ่อ น โยน ใน ท างธรรม ห ม ายถึง
ความสามารถโอนอ่อน ผ่อนตาม
น้อมไป หรือเปล่ียนไปในทางแห่ง
ความดี ทาให้เกิดการผสมผสานกัน
อย่างดใี นทางการงาน
และบคุ คลแกบ่ คุ คลทุกระดบั ชวี ติ

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา
ภูมพิ ลอดลุ ยเดช ทรงปฏบิ ตั ิด้าน
ความออ่ นโยน ดงั น้ี

1. ความอ่อนโยนทางพระวรกาย
ทุกพระอิริยาบถของพระองค์ มีแต่
ความอ่อนโยน น่ิมนวลและไม่เคย
แ ส ด ง ถึ ง ค ว า ม รั ง กี ย จ เดี ย ด ฉั น ท์
สร้างความอบอุ่นใจให้เกิดแก่พสก
นิกรโดยท่ัวกนั

2. ความอ่อนโยนทางวจา เห็นได้
จากการที่ทรงมีพระราชปฏิสันถาร
แก่ราษฎร ซ่ึงเป็นชาวบ้านธรรมดา
ที่ ม า รั บ เส ด็ จ โ ด ย ไ ม่ เค ย มี ว า จ า ท่ี
กระด้างมีแต่ความอ่อนโยนสุภาพ

ละมุนละไม ปฏิบัติพระองค์แบบ
กันเอง เสมือนบิดาซึ่งปฏิบัติต่อบุตร
อันเปน็ ที่รกั

3. ความอ่อนโยนนิ่มนวลทาง
จิตใจและสติปญั ญา พระบาทสมเดจ็
พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช
ทรงบรรลุถึงมทั ทวะในขนั้ นีอ้ ยา่ ง
แท้จรงิ ทรงเขา้ พระทยั ในธรรมอยา่ ง
ลึกซ้งึ วา่ แตล่ ะชีวิตยอ่ มมหี น้าที่
หลายอย่าง พระองคจ์ งึ ทรงวาง
พระทยั ให้ออ่ นโยน และทรงวางพระ

สตปิ ญั ญา ใหโ้ อนอ่อนไปตาม
สถานภาพอย่างเหมาะสม

6.ตบะ การบาเพ็ญเพื่อให้กิเลส
เบาบางตังไจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ
เพียร พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระพิริยะ
ความเพียรอันแรงกล้าในอันที่จะ
สร้างค วาม สงบ สุข ร่ม เย็น แก่
พสกนิกรหากประชาชนชาวไทยได้
ยึดถือปฏิบัติตามเบื้องพระยุคลบาท

ก็จะช่วยเสริมสร้างให้ประเทศชาติ
เกดิ ความมน่ั คง

สาห รับ พ ระบ าท สมเด็จพ ระ
ป รมิน ท รมห าภู มิพ ลอดุลยเดช
ความหมายของตบะ อาจแยก
พจิ ารณาไดด้ ังนี้

1. ตบะ หมายถึง ความเพียร ใน
ความหมายหนึ่งของตบะคือความ
เพียรที่ช่วยแผดเผาความเกียจคร้าน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชไมโปรดการประทับ

อยู่เฉย ทรงพอพระราชหฤทัยในการ
เสด็จพระราดาเนินย่ียมประชาชนใน
ท้องที่ต่างๆ แม้ในถิ่นทุรกันดารและ
ห่างไกล เพื่อให้ทรงทราบถึงทุกข์สุข
ของราษฎรด้วยพระเนตรพระกรรณ
ของพระองค์เอง เม่อื ทรงทราบแลว้ ก็
มิได้ท รงนิ่ งน อน พ ระทั ย ท รงมี
พระราชดาริต่างๆ เพ่ือขจัดความ
ทุกข์เดือดร้อนของราษฎร ท้ังในดัน
อาชีพ ความเป็นอยู่สุขภาพอนามัย

การศึกษาและอ่ืนๆเพ่ือขจัดทุกข์ของ
ประชาชนใหห้ มดไป

2.ตบะ หมายถึงความตั้งใจกาจัด
ความเกียจคร้านในอีกความหมาย
ของตบะ หมายถึง ความต้ังใจกาจัด
ความเกียจคร้านและการกระทาผิด
หน้าที่ มุ่งทาหน้าที่อันพึงกระทา ซึ่ง
เป็นภารกิจท่ีดี พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรง
บาเพ็ญตะอย่างครบถ้วนในฐานะ
พ ระ ม ห าก ษั ต ริย์ ท รงมี ห น้ าท่ี

ป ก ค ร อ ง อ า ณ า ป ร ะ ช า ร า ษ ฎ ร์ ให้
ได้ รับ ค วาม ร่ม เย็ น ใน แ ต่ ล ะวัน
พระองค์ทรงปฏิบัติภารกิจด้วยพระ
ราชอุตสาหะ วิริยภาพโดยไม่มีวัน
ว่างเว้น ทรงปฏิบัติภารกิจจานวน
มากตลอดระยะเวลานานโดยมิเหน็ด
เหนอ่ื ย

3. ตบะ หมายถึง ความเพียรใน
การละอกุศลกรรม ในความหมายนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภมู ิพลอดุลยเดชทรงเพียบพร้อมดว้ ย
พะราชวิริยภาพที่จะทรงเอาชนะ
ความช่ัวท้ังปวง ด้วยความตี ทรงมี
พระตบะเดชะเป็นท่ียากรงสมารถ
กาจัดอกุศลกรรมให้เสื่อมสูญได้โดย
สน้ิ ชงิ

7.อักโกธะ คือความไม่โกรธไม่มุ่ง
ร้ายคนอ่ืนแม้ต้องลงโทษผู้ทาผิดก็ทา
ตามเหตุผลปราศจากอคติ

ในอดีตพระบทสมด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเผชิญกับ
เหตุการณ์ต่างๆ ในต่างประเทศที่
แสดงท่าที่ไม่ยอมรับประทศไทย
ประชาชนบางกลุ่มของบางประเทศ
แสดงออกโดยการชู ป้ายขับไล่ส่ง
เสียงโห่แต่พระองค์ทรงเอาชนะด้วย
อักโกระจน พ ระองค์ท รงเป็ น ท่ี
ยอมรับของกลุ่มคนเหล่า นั้นการที่
ประทศไทยมีพระมหากษัตริยธริ าชผู้
ทรงบาเพ็ญอักโกระบารมีหรือความ

ไม่โกรธได้อย่างมั่นคง ทาให้สามารถ
รักษาสัมพันธไมตรีอันดีกับนานา
ประเทศไว้ได้ตลอดมา พระเกียรติ
คุณของพระองค์ในข้อนี้จึงเป็นที่ชื่น
ชมของชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ยง่ิ นัก

8 .อ วิ หิ ง ส า คื อ ค ว า ม ไ ม่
เบียดเบียนตนองและผู้อ่ืนยึดหลัก
พรหมวิหาร4 คือ เมตตา กรุณา
มุ ทิ ต าแ ล ะ อุ เบ ก ข าเป็ น เค รื่อ ง
แสดงออก พระบาทสมเด็จพระ

ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรง
บาเพ็ญอวิหิงสาโดยบริสุทธ์ิไม่ว่าจะ
ทรงเป็นพระวรกาย พระวาจา พะ
ราชหฤทัย และไม่ว่าจะเป็นการอัน
ทรงปฏบิ ัติตอ่ มวลมนุษย์
หรือสรรพสัตว์ใดๆสิ่งที่ท่ีนาความ
สะดวกสบายมาสู่พระองค์แต่ทาให้
ป ระ ช าช น ได้ รั บ ค ว าม ล าบ าก
พระองค์
จะงดเว้นสงิ่ นน้ั เสีย

ตัวอย่างเหตุการณ์ ที่พระองค์
ปฏิบัติโดยไม่ให้พสกนิกรต้องได้รับ
ความลาบากและเดือดรอ้ น
“ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2530 จึงมี
กระแสพระราชดาริว่า ไม่ต้องไห้
เจ้าหน้าท่ีปิเส้นทางจราจรเวลาเส
ดีจพระราชดาเนินไม่ว่าท่ีใด หาก
จ ร า จ ร ติ ด ขั ด ก็ มี พ ร ะ ม ห า
กรุณาธิคุณท่ีจะทรงอยู่ร่วมอยู่ใน
ส ภ า ว ะ แ ห่ ง ก า ร ติ ด ขั ด น้ั น
เชน่ เดียวกับพสกนิกรของพระองค์"

ใน ส่ วน ที่ เกี่ ยวกับ สรรพ สัต ว์
พระองค์ไม่เคยกระทาการใดให้เป็น
ที่ทุกข์ยาก เจ็บปวดไม่เคยเสด็จ
ประพาส ล่าสัตว์เลยแม้แต่ครั้งเดียว
มีแต่การพระราชทานชีวิตให้ในรูป
ของโครงการ พระราชดาริต่างๆที่
เป็นไปเพื่อการอนุรักษ์ปาอนุรักษ์
แ ห ล่ งน้ าแ ล ะ อ นุ รัก ษ์ สั ต ว์ก าร
บ า เพ็ ญ อ วิ หิ ง ส า บ า ร มี ข อ ง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชซึ่งแผ่ไพศาลไปทุก

หนแห่งจงึ ปกป้องคุ้มครองชีวิต ไม่วา่
มนุษย์หรือสรพสัตว์ทุกชีวิตให้ดารง
อยู่ด้วยความสบสุขและรม่ เยน็

9.ขันติ คือ ความอดทนต่อส่ิงท่ี
ควรอดทน อดกลนั้ ตอ่ อารมณท์ ้ังปวง
ไม่แสดงกิริยาวาจา ตามอานาจโลภะ

โท ส ะ โม ห ะ แ ล ะ อ ด ท น ต่ อ
ทกุ ขเวทนาตา่ งๆ

พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระมหากษัตริ
ยาธิราช ผู้ทรงขันติธรรมเป็นยอดยี่
ย ม อ ย่ า ง ห า ผู้ ใด เส ม อ เห มื อ น
พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง ผ่ า น เห ตุ ก า ร ณ์ ทั้ ง ใน
เมื อ งไท ยและ ต่ างป ระเท ศ ซ่ึ ง
บางครั้งเป็นเรื่องที่ยากย่ิงสาหรับ
พระองค์แตก่ ็ทรงอดทนได้

- ท ร ง อ ด ท น ต่ อ โท ส ะ จ า ก
เหตุการณ์การถูกขับไล่โดยกลุ่ม
ชนที่ไม่หวงั ดตี ่อประเทศไทยเม่อื
ปี 2505
แต่พระองค์ทรงไม่แสดงความโกรธ
จนกลุ่มขับไล่เหล่านั้นต้องยอมรับ
พระองค์
- ทรงอดทนต่อโลภะ คือพระองค์
ไม่เคยมีพระราชประสงค์สิ่งใด
จากผู้ใดเช่น รัฐบาลสมัยหน่ึง
ถวาย

รถ พ ระท่ี นั่ งคั น ให ญ่ เป็ น พิ เศ ษ
เพื่อให้สมกับพระเกียรติยศ แต่
พระองค์กลับมีพระราชดาริว่า รถ
พ ระ ที่ น่ั งน่ าจะ เป็ น รถ คั น ให ญ่
พอประมาณ และราคาไม่แพง เพื่อ
จะไดส้ งวนเงินไวพ้ ัฒนาประเทศ

- ทรงอดทนต่อโมหะ คือความ
หลงโดยพระองค์มิได้ทรงติดอยู่
กับความสขุ สาราญและความ

สะดวกสบายต่างๆ อันพึงหาได้ใน
พระราชฐานะแห่งพระมหากษัตริ
ยาธริ าช

- ทรงอดทนต่อความทุกขเวทนา
ระหว่างที่ทรงเดินทางไปยังถิ่น
ทุ ร กั น ด า ร ต่ า งๆ ต้ อ งท ร ง
ตรากตรา
พระวรกาย เพื่อบาบัดทุกข์บารุงสุข
ใหแ้ กพ่ สกนกิ รทกุ แห่งหน

- ทรงอดทนต่อความหวาดหวั่นภ
ยนั อันตรายตา่ งๆ ยามทปี่ ระเทศ
ไทยตอ้ งเผชิญกับปญั หาการสรู้ บ
ผู้ก่อการร้ายอีกเหิม พระองค์มิได้
ทรงทอดท้ิงทหาร ตารวจ ผู้ทาหน้าท่ี
ปกป้องประเทศ โดยทรงมีวิทยุติด
พระองค์เพื่อรับฟังเหตุการณ์ต่างๆ
ต ล อ ด เว ล า แ ล ะ ท ร ง ซั ก ถ า ม
เหตุการณ์ทางวิทยุอยู่เสมอ หากทรง
ทราบว่ามีทหารตารวจได้รับบดเจ็บ

จ ะ ท รงส่ งเฮ ลิ ค อ ป เต อ ร์ไป รับ
ผบู้ าดเจบ็ มารกั ษาพยาบาลทนั ที

10.อวิโรธนะ คือการคิดและ
กระทาท่ีปราศจากอารมณ์ยินดียิน
ร้ายความไม่ประพฤติผิดธรรม การ
วางตนเป็นหลักหนักแน่นในธรรมไม่
มีความเอน เอียงห วั่น ไห ว ด้วย
ถ้อยคาใดๆ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบัติพระองค์
ถูกต้องตามขัตติยราชประเพณีทุก

ประการ พระองค์ทรงรักษาพระราช
หฤทัยได้บริสุทธ์ิ มิหวั่นไหวต่อ
อานาจแห่งอคติใดๆ อันมีความรัก
ความขัง ความโกรธ ความกลัวและ
ความหลงเป็นต้นจึงไม่มีอานาจใดท่ี
อาจน้อมพระองค์ ให้ทรงประพฤติ
ปฏิบัติในทางท่ีมัวหมอง ไม่สมควร
ห รือคลาดเคล่ือน ไป จากความ
ยุติธรรม ทรงยกย่อง ผู้ท่ีเหมาะสม
และบาราบคนที่มีความผิดอย่างเป็น

ธรรมในฐานะที่เป็นองค์พระประมุข
ของชาติไทยในระบอบประชาธปิ ไตย

ด้านพระราชภารกิจต่างๆที่ทรง
ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ไม่มีผิด ด้วย
ทรงศึกษาหาความรู้ ความถูกต้อง
จากบุคคลจากตารา และจากการ
สอบค้นด้วยพระองค์เอง และทรง

นามาประมวลใคร่ครวญด้วยพระ
ปัญญาความรู้ที่ทรงได้จึงเป็นความรู้
ที่ชัดแจ้งและถูกต้อง ซึ่งสามารถ
นามาใช้ปฏิบัติหรือแก้ปัญหาใด ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ

น อ ก จ า ก นี้ ก า ร พั ฒ น า ใน แ ต่ ล ะ
ท้องถิ่นของพระองค์ ยังทรงศึกษาถึง
ภูมิอากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณี
และความเป็นอยู่ และความต้องการ
ที่แท้จริงของประชาชน ซ่ึงแตกต่าง
กันออกไป การพัฒนาของพระองค์

จึงเป็นการพัฒนาด้วยความเข้าใจ
เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็น
การพฒั นาท่ีถกู ตอ้ งโดยไมส่ ญู เปลา่


Click to View FlipBook Version