3501659878 การศกึ ษาการคดิ วเิ คราะหท์ างวทิ ยาศาสตร์และผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษา
ปี ท่ี 4 ดว้ ยการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็นฐานทีเ่ นน้ การคิดวเิ คราะห์
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส
A STUDY OF SCIENTIFIC ANALYTICAL THINKING AND LEARNING ACHIEVEMENT
OF TENTH GRADE STUDENTS THROUGH CONTEXT-BASED LEARNING
EMPHASIZING ANALYTICAL THINKING ON SOLID LIQUID GAS
อนุภทั ร บญุ สถิตย์
มหาวทิ ยาลยั บรู พา
2561
59910113_3501659878
3501659878 การศกึ ษาการคดิ วเิ คราะหท์ างวทิ ยาศาสตร์และผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษา
ปี ที่ 4 ดว้ ยการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคดิ วเิ คราะห์
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แกส๊
อนุภทั ร บญุ สถิตย์
วทิ ยานิพนธน์ ้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สูตรการศึกษามหาบณั ฑิต
สาขาวชิ าการสอนวทิ ยาศาสตร์
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บรู พา
2561
ลิขสิทธ์ิของมหาวทิ ยาลยั บูรพา
3501659878 A STUDY OF SCIENTIFIC ANALYTICAL THINKING AND LEARNING ACHIEVEMENT
OF TENTH GRADE STUDENTS THROUGH CONTEXT-BASED LEARNING
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 EMPHASIZING ANALYTICAL THINKING ON SOLID LIQUID GAS
ANUPAT BOONSATHIT
A THESIS SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF
THE REQUIREMENTS FOR MASTER OF EDUCATION
IN SCIENCE TEACHING
FACULTY OF EDUCATION
BURAPHA UNIVERSITY
2018
COPYRIGHT OF BURAPHA UNIVERSITY
คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธแ์ ละคณะกรรมการสอบวทิ ยานิพนธไ์ ดพ้ จิ ารณา
วทิ ยานิพนธข์ อง อนุภทั ร บุญสถิตย์ ฉบบั น้ีแลว้ เห็นสมควรรับเป็ นส่วนหน่ึงของการศกึ ษาตาม
หลกั สูตรการศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการสอนวทิ ยาศาสตร์ ของมหาวทิ ยาลยั บรู พาได้
คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธ์
อาจารยท์ ป่ี รึกษาหลกั
3501659878 (ดร. กิตตมิ า พนั ธพ์ ฤกษา)
อาจารยท์ ีป่ รึกษาร่วม
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 (ดร. ภทั รภร ชยั ประเสริฐ)
คณะกรรมการสอบวทิ ยานิพนธ์
ประธาน
(ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. สมโภชน์ อเนกสุข)
กรรมการ
(ดร. กิตตมิ า พนั ธพ์ ฤกษา)
กรรมการ
(ดร. ภทั รภร ชยั ประเสริฐ)
กรรมการ
(ดร. ธนาวฒุ ิ ลาตวงษ)์
คณะศึกษาศาสตร์อนุมตั ใิ หร้ บั วทิ ยานิพนธฉ์ บบั น้ีเป็ นส่วนหน่ึงของการศกึ ษาตาม
หลกั สูตรการศึกษามหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการสอนวทิ ยาศาสตร์ ของมหาวทิ ยาลยั บูรพา
คณบดีคณะศกึ ษาศาสตร์
(รองศาสตราจารย์ ดร. วชิ ิต สุรัตน์เรืองชยั )
วนั ท่ี เดือน พ.ศ.
ง
บทคัดยอ่ ภาษาไทย สาขาวชิ า: การสอนวทิ ยาศาสตร์; กศ.ม. (การสอนวทิ ยาศาสตร์)
59910113:
คาสาคญั : การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน, การคิดวเิ คราะหท์ างวทิ ยาศาสตร์,
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
อนุภทั ร บุญสถิตย:์ การศึกษาการคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์และผลสมั ฤทธ์ิทาง
การเรียนของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 ดว้ ยการจดั การเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐานท�ีเนน้ การคิด
วเิ คราะห์ เร�ือง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส (A STU DY OF SCIENTIFIC ANALYTICAL
THINKING AND LEARNING ACHIEVEMENT OF TENTH GRADE STUDENTS
3501659878 THROUGH CONTEXT-BASED LEARNING EMPHASIZING ANALYTICAL THINKING
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ON SOLID LIQUID GAS) คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธ์: กิตติมา พนั ธ์พฤกษา, กศ.ด.,
ภทั รภร ชยั ประเสริฐ, ปร.ด. ปี พ.ศ. 2561
การวจิ ยั ในครง้ั นีม้ ีวตั ถุประสงคเ์ พอื่ เปรียบเทียบการคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ และ
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนกั เรียนที่ไดร้ ับการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานที่เนน้ การคิด
วเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส ก่อนเรียนและหลงั เรียน และเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ าง
การเรียนของนกั เรียนที่ไดร้ ับการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานทีเ่ นน้ การคิดวเิ คราะห เ์ รือ่ ง
ของแขง็ ของเหลว แก๊ส หลงั เรียนกบั เกณฑร์ ้อยละ 70 กลุ่มตวั อยา่ งที่ศึกษาเป็นนกั เรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา จานวน 45 คน ซง่ึ ไดม้ าดว้ ยการสุ่มแบบกลุ่ม
เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั คือ 1) แผนการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานทีเ่ นน้ การคิดวเิ คราะห์
เรือ่ ง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส 2) แบบทดสอบวดั การคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ และ
3) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน วเิ คราะห์ขอ้ มูลดว้ ย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบีย่ งเบน
มาตรฐาน ทดสอบค่าที กรณีกลุ่มตวั อยา่ งไม่อิสระจากกนั และทดสอบค่าที กรณีกลุ่มตวั อยา่ งกลุ่ม
เดียว
ผลการวจิ ยั พบวา่ การคดิ วเิ คราะหท์ างวทิ ยาศาสตร์ และผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของ
นกั เรียนที่ไดร้ บั การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานทีเ่ นน้ การคดิ วเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็
ของเหลว แก๊ส หลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .01 และผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนกั เรียนท่ีไดร้ บั การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคดิ วเิ คราะห์ เรื่อง
ของแขง็ ของเหลว แกส๊ หลงั เรียนสูงกวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 70 อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .01
จ
บทคดั ย่อภาษาอังกฤษ MAJOR: SCIENCE TEACHING; M.Ed. (SCIENCE TEACHING)
context-based learning, scientific analytical thinking, learning achievement
59910113:
KEYWORDS:
3501659878 ANUPAT BOONSATHIT: A STUDY OF SCIENTIFIC ANALYTICAL
THINKING AND LEARNING ACHIEVEMENT OF TENTH GRADE STUDENTS
THROUGH CONTEXT-BASED LEARNING EMPHASIZING ANALYTICAL THINKING
ON SOLID LIQUID GAS. ADVISORY COMMITTEE: KITTIMA PANPRUEKSA , Ed.D.,
PATTARAPORN CHAIPRASERT, Ph.D. 2018.
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 The objectives of this research were to compare the posttest scores of students’
scientific analytical thinking and learning achievement through context-based learning
emphasizing analytical thinking on solids liquids gas with pretest scores, and to compare the
posttest scores of students’ learning achievement through context-based learning emphasizing
analytical thinking on solid liquid gas with the 70 percent criteria. The participants were 45 tenth
grade students from Assumption College Sriracha who were selected randomly using the cluster
sampling technique. The research instrument consisted of; 1) context-based learning emphasizing
analytical thinking on solid liquid gas lesson plans, 2) scientific analytical thinking test, and
3) learning achievement test. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation,
t-test for dependent samples, t-test for one sample.
The results of this study indicated that:
The posttest scores of students’ scientific analytical thinking and learning
achievement through context-based learning emphasizing analytical thinking on solid liquid gas
were statistically significant higher than the pretest scores at the .01 level. The posttest scores of
students’ learning achievement through context-based learning emphasizing analytical thinking
on solids, liquids, and gases were statistically significant higher than the set 70 percent criteria at
the .01 level.
3501659878 ฉ
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 กติ ตกิ รรมประกาศ
กติ ตกิ รรมประกาศ
วทิ ยานิพนธฉ์ บบั น้ีสาเร็จลุล่วงไปไดด้ ว้ ยความกรุณาจาก ดร. กิตติมา พนั ธพ์ ฤกษา อาจารยท์ ่ี
ปรึกษาหลกั และ ดร. ภทั รภร ชยั ประเสริฐ อาจารยท์ ่ปี รึกษาร่วม ทกี่ รุณาใหค้ าปรึกษาแนะนาแนวทาง
ที่ถูกตอ้ ง ตลอดจนแกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่าง ๆ ดว้ ยความละเอียดถี่ถว้ นและเอาใจใส่ดว้ ยดีเสมอมา ผวู้ จิ ยั
รูส้ ึกซาบซ้ึงเป็นอยา่ งยงิ่ จงึ ขอกราบขอบพระคุณเป็ นอยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสน้ีดว้ ย
ขอขอบพระคุณ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. สมศักด์ิ ศิริไชย ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรีพร
อนุศาสนนนั ท์ ดร. ณวรา สีที อาจารยค์ งศกั ด์ิ วฒั นะโชติ และ มิสจรรยา เลิศเรืองศิลป์ ที่กรุณารับเป็ น
ผเู้ ช่ียวชาญในการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือ รวมท้งั ให้คาแนะนาแกไ้ ขเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
ให้มีคุณภาพยงิ่ ข้ึน นอกจากน้ียงั ไดร้ ับความอนุเคราะห์จากผูอ้ านวยการ คณะครู และนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 ปี การศึกษา 2560 โรงเรียนอสั สัมชญั ศรีราชา จงั หวดั ชลบุรี ท่ีได้ให้ความร่วมมือ
อยา่ งดียง่ิ ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเพอ่ื ใชใ้ นการวจิ ยั ทาใหว้ ทิ ยานิพนธฉ์ บบั น้ีสาเร็จไดด้ ว้ ยดี
ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมโภชน์ อเนกสุข ประธานกรรมการสอบ
วทิ ยานิพนธ์ ดร. ธนาวฒุ ิ ลาตวงษ์ กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ และ ดร. คงรัฐ นวลแปง กรรมการสอบ
เคา้ โครงวิทยานิพนธ์ ท่ีทา่ นไดก้ รุณาช้ีแนะแนวทางและใหค้ าแนะนา ตลอดจนขอ้ สงั เกตต่าง ๆ ทาให้
ผูว้ ิจยั ได้พฒั นาแนวความคิดและไตร่ตรองปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรอบคอบมากย่ิงข้ึน จนทาให้
วทิ ยานิพนธฉ์ บบั น้ีสาเร็จลงได้
ขอขอบพระคุณ บิดา มารดา ครอบครัว และครูบาอาจารยท์ ุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือให้
กาลงั ใจ ส่งเสริม สนบั สนุน และเป็นกาลงั ใจทดี่ ีในการศกึ ษาคร้งั น้ีเป็ นอยา่ งยง่ิ
ขอบคุณเพอ่ื นนิสิตปริญญาโท สาขาการสอนวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา ที่ไดใ้ หค้ วาม
ช่วยเหลือ คาแนะนา และใหก้ าลงั ใจแก่ผวู้ จิ ยั เสมอ
คุณค่าและประโยชน์ของวิทยานิพนธ์ฉบบั น้ี ผวู้ ิจยั ขอมอบเป็ นกตญั ญูกตเวทิตาแด่บุพการี
บูรพาจารย์ และผูม้ ีพระคุณทุกท่าน ท้งั ในอดีตและปัจจุบนั ท่ีทาให้ขา้ พเจา้ เป็ นผูม้ ีการศึกษา และ
ประสบความสาเร็จมาจนตราบเทา่ ทกุ วนั น้ี
อนุภทั ร บญุ สถิตย์
3501659878 สารบัญ
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 หน้า
บทคดั ยอ่ ภาษาไทย ..............................................................................................................................ง
บทคดั ยอ่ ภาษาองั กฤษ ........................................................................................................................ จ
กิตตกิ รรมประกาศ..............................................................................................................................ฉ
สารบญั ...............................................................................................................................................ช
สารบญั ตาราง .....................................................................................................................................ฌ
สารบญั ภาพ ....................................................................................................................................... ญ
บทท่ี 1 บทนา.......................................................................................................................................1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา.......................................................................1
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั ..............................................................................................5
สมมตฐิ านของการวจิ ยั ..................................................................................................6
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ...............................................................................................6
ประโยชน์ท่ีไดร้ ับจากการวจิ ยั .......................................................................................6
ขอบเขตของการวจิ ยั .....................................................................................................7
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ...........................................................................................................7
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง.............................................................................................11
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา........................................................11
การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน ......................................................................13
การคดิ วเิ คราะหท์ างวทิ ยาศาสตร์ ................................................................................23
การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคดิ วเิ คราะห์...................................38
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน..............................................................................................39
งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง ......................................................................................................50
3501659878 ซ
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 บทที่ 3 วธิ ีดาเนินการวจิ ยั ..................................................................................................................55
ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง .........................................................................................55
รูปแบบการวจิ ยั ...........................................................................................................55
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั .............................................................................................56
วธิ ีดาเนินการทดลองและการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล .......................................................66
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล......................................................................................................66
สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ..................................................................................67
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล...........................................................................................................72
สญั ลกั ษณ์ท่ใี ชใ้ นการนาเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ................................................72
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล.................................................................................................73
บทที่ 5 สรุปและอภปิ รายผล..............................................................................................................76
สรุปผลการวจิ ยั ...........................................................................................................76
อภิปรายผลการวจิ ยั .....................................................................................................77
ขอ้ เสนอแนะ ...............................................................................................................81
บรรณานุกรม .....................................................................................................................................83
ภาคผนวก ..........................................................................................................................................92
ภาคผนวก ก ................................................................................................................93
ภาคผนวก ข ..............................................................................................................102
ภาคผนวก ค ..............................................................................................................135
ประวตั ิยอ่ ของผวู้ จิ ยั .........................................................................................................................167
3501659878 ฌ
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 สารบญั ตาราง
หน้า
ตารางท่ี 2-1 โครงสร้างรายวิชา.................................................................................................. 13
ตารางท่ี 2-2 รูปแบบการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานและหนา้ ท่ขี องบริบท................... 16
ตารางท่ี 2-3 ผลการประมวลแนวคิดของบลูมและมาร์ซาโน..................................................... 28
ตารางท่ี 2-4 การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานท่เี นน้ การคิดวเิ คราะหก์ บั การคดิ วเิ คราะห์ตาม
แนวคิดของมาร์ซาโน............................................................................................. 39
ตารางท่ี 3-1 แบบแผนการวจิ ยั One Group Pretest-Posttest Design.......................................... 56
ตารางที่ 3-2 การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส...... 57
ตารางที่ 3-3 วเิ คราะห์เน้ือหาองคป์ ระกอบของการคดิ วเิ คราะหแ์ ละจานวนคาถามใน
แบบทดสอบวดั การคดิ วเิ คราะหท์ างวทิ ยาศาสตร์.................................................. 60
ตารางท่ี 3-4 การกาหนดจานวนแบบทดสอบท่ีตอ้ งการใหส้ อดคลอ้ งระหวา่ งจดุ ประสงคก์ าร
เรียนรู้และพฤตกิ รรมทีต่ อ้ งการวดั ......................................................................... 63
ตารางที่ 4-1 การเปรียบเทียบการคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนที่ไดร้ ับการจดั การ
เรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคิดวเิ คราะห์ เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แกส๊
ก่อนเรียนและหลงั เรียน......................................................................................... 73
ตารางที่ 4-2 การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนที่ไดร้ บั การจดั การเรียนรู้
โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานที่เนน้ การคิดวเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ ก่อน
เรียนและหลงั เรียน................................................................................................. 74
ตารางที่ 4-3 การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนท่ีไดร้ ับการจดั การเรียนรู้
โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคดิ วเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ ก่อน
เรียนกบั เกณฑร์ อ้ ยละ 70........................................................................................ 75
ญ
สารบญั ภาพ
หน้า
ภาพที่ 2-1 ระดบั ของกระบวนการจดั กระทากบั ขอ้ มูลตามทฤษฎีการคดิ ของมาร์ซาโน......... 35
3501659878
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66
3501659878 บทท่ี 1
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 บทนา
ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา
วทิ ยาศาสตร์มีบทบาทสาคญั ยงิ่ ในสงั คมปัจจุบนั และอนาคต เพราะวทิ ยาศาสตร์เก่ียวขอ้ ง
กบั ทกุ คนท้งั ในชีวติ ประจาวนั และการงานอาชีพตา่ ง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเคร่ืองใช้
ผลผลิตต่าง ๆ ที่มนุษยไ์ ดใ้ ชเ้ พอื่ อานวยความสะดวกในชีวติ ลว้ นแลว้ แต่เป็ นผลของความรู้
วทิ ยาศาสตร์ผสานกบั ความคดิ สร้างสรรค์ ท่ที าใหม้ นุษยไ์ ดพ้ ฒั นา วธิ ีคดิ เป็ นเหตุเป็ นผล
คิดวเิ คราะห์ในการคน้ ควา้ หาความรู้ สามารถแกป้ ัญหาอยา่ งเป็ นระบบ ตดั สินใจโดยใชข้ อ้ มูล
ทห่ี ลากหลายทต่ี รวจสอบได้ วทิ ยาศาสตร์เป็ นวฒั นธรรมของโลกสมยั ใหม่ซ่ึงเป็ นสงั คมแห่ง
การเรียนรู้ (knowledge-based society) ดงั น้นั ทกุ คนจึงจาเป็ นตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาใหร้ ูว้ ทิ ยาศาสตร์
(scientific literacy for all) เพอ่ื ที่จะมีความรู้ความเขา้ ใจในธรรมชาตแิ ละเทคโนโลยที ม่ี นุษย์
สรา้ งสรรคข์ ้นึ สามารถนาความรู้ไปใชอ้ ยา่ งมีเหตผุ ล สรา้ งสรรค์ และมีคุณธรรม การท่ีจะสร้าง
ความเขม้ แขง็ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์น้นั องคป์ ระกอบทสี่ าคญั ประการหน่ึงคือการจดั การศึกษา
เพอ่ื เตรียมคนใหอ้ ยใู่ นสงั คมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551, หนา้ 1)
ปัจจุบนั ประเทศไทยกา้ วเขา้ สู่ยคุ ดิจิตอลอยา่ งสมบรู ณ์แบบ ทาใหก้ ิจกรรมทางเศรษฐกิจ
และสงั คม ลว้ นดาเนินไปอยา่ งรวดเร็ว มีการแขง่ ขนั สูง การเขา้ ถึงแหล่งขอ้ มูลอนั ปริมาณมหาศาล
ในโลกออนไลนท์ าไดง้ ่ายข้ึน ส่งผลใหค้ ุณลกั ษณะเดก็ เปล่ียนไป ประกอบกบั รัฐบาลไดป้ ระกาศ
นโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยมีเป้าหมายใหป้ ระเทศไทยกา้ วออกจากกล่มุ ประเทศทม่ี ีรายไดป้ านกลาง
และกา้ วไปสู่ประเทศรายไดส้ ูงโดยใชน้ วตั กรรมทางเศรษฐกิจและสงั คม และการพฒั นาทรัพยากร
มนุษยท์ ี่มีคุณภาพสูงเพอื่ การขบั เคลื่อนประเทศ การศกึ ษาจึงเป็นเครื่องมือสาคญั ในการยกระดบั
คุณภาพทรพั ยากรมนุษยใ์ นประเทศ เพอ่ื เตรียมกาลงั คนใหพ้ ร้อมในการเป็ นกลไกสาคญั ใน
การพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมไทยสู่เวทีเศรษฐกิจในระดบั ภูมิภาคและระดบั นานาชาติ (ชลอ
จนั ทร์สุขศรี, 2559, ตลุ าคม 14) โดยในรายงานเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ไดร้ ะบุ
10 ทกั ษะ ท่ีตลาดแรงงานโลกตอ้ งการในปี 2020 ดงั น้ี 1. ทกั ษะการแกไ้ ขปัญหาท่ซี บั ซอ้ น
2. การคดิ วเิ คราะห์ 3. ความคิดสรา้ งสรรค์ 4. การจดั การบคุ คล 5. การทางานร่วมกนั 6. ความฉลาด
ทางอารมณ์ 7. รู้จกั ประเมินและการตดั สินใจ 8. มีใจรกั บริการ 9. การเจรจาตอ่ รอง และ 10. ความ
ยดื หยนุ่ ทางความคดิ (Gray, 2016) สอดคลอ้ งกบั ผลสารวจความตอ้ งการแรงงานของนายจา้ งและ
องคก์ รเกิดใหม่ในปี 2557 ขององคก์ ารเพอ่ื ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพฒั นา (Organisation
3501659878 2
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 for Economic Co-operation and Development: OECD) พบวา่ นายจา้ งขององคก์ รในศตวรรษท่ี 21
คาดหวงั ใหพ้ นกั งานในองคก์ รมีทกั ษะดา้ นการคดิ วเิ คราะห์ (Analytical Thinking) และความคิด
สร้างสรรค์ (Creativity) มากที่สุด (OECD, 2015) ดงั น้นั การจดั การศกึ ษาจงึ ควรส่งเสริมและพฒั นา
ใหเ้ ดก็ ไทยมีความสามารถดา้ นการคิดวเิ คราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ รวมท้งั ความสามารถในการ
แกป้ ัญหาดว้ ย
การคิดวเิ คราะหถ์ ือเป็นรากฐานสาคญั ของการเรียนรู้ และการดาเนินชีวติ บุคคลทมี่ ี
ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ จะมีความสามารถในดา้ นอื่น ๆ เหนือกวา่ บคุ คลอ่ืน ๆ ท้งั ทางดา้ น
สติปัญญา และการดาเนินชีวติ การคดิ วเิ คราะหเ์ ป็ นพน้ื ฐานของการคดิ ท้งั มวล เป็ นทกั ษะท่ีทุกคน
สามารถพฒั นาได้ ซ่ึงประกอบดว้ ยทกั ษะทีส่ าคญั คือ การสงั เกต การเปรียบเทยี บ การคาดคะเน
การประยกุ ตใ์ ช้ การประเมิน การจาแนกแยกแยะประเภท การจดั หมวดหมู่ การสนั นิษฐาน
การสรุปผลเชิงเหตผุ ล การศกึ ษาหลกั การ การเช่ือมโยงความสมั พนั ธข์ องส่ิงต่าง ๆ
การต้งั สมมตฐิ านท่มี ีผลมาจากการศกึ ษาคน้ ควา้ และการตดั สินใจในส่ิงตา่ ง ๆ โดยใชเ้ กณฑ์
ในการตดั สินใจดว้ ยเหตผุ ล ทกั ษะการคดิ วเิ คราะหจ์ งึ เป็นทกั ษะการคิดระดบั สูงท่ีเป็นองคป์ ระกอบ
สาคญั ของกระบวนการคดิ ท้งั มวล ท้งั การคดิ วจิ ารณญาณ และการคิดแกป้ ัญหา (ประพนั ธศ์ ิริ
สุเสารจั , 2553, หนา้ 54-55)
เคมีเป็นแขนงวชิ าหน่ึงทางวทิ ยาศาสตร์ทีม่ ีความสาคญั มกั ถูกเรียกวา่ เป็ นศนู ยก์ ลางของ
วทิ ยาศาสตร์ เนื่องจากความรู้ทางวชิ าเคมีมีบทบาทสาคญั ในการเช่ือมโยงความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์
กายภาพเขา้ ดว้ ยกนั รวมท้งั เคมีกบั วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพและวทิ ยาศาสตร์ประยกุ ต์ เช่น ยา และ
วศิ วกรรม นอกจากน้ีความรู้ทางเคมีสามารถนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการสร้างผลิตภณั ฑต์ ่าง ๆ
อยา่ งหลากหลาย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ส่ิงทจ่ี าเป็ นต่อการดารงชีวติ ของมนุษยต์ ่างประกอบดว้ ยสารเคมี
ท้งั ส้ิน จนอาจกล่าวไดว้ า่ ทุกสิ่งบนโลกลว้ นแลว้ แตผ่ า่ นข้นั ตอนทางเคมีท้งั สิ้น จะเห็นไดว้ า่ เราไม่
สามารถแยกเคมีกบั ชีวติ ประจาวนั ออกจากกนั ได้ (Brown et al., 2015; Chang, 2010; Khirwadkar,
2007; Kumbar, 2003)
อยา่ งไรก็ตามเคมีเป็นวชิ าทพี่ บวา่ ยงั มีปัญหาในการจดั การเรียนการสอนอยหู่ ลายประการ
เนื่องจากธรรมชาตขิ องเน้ือหาวชิ าเคมีมีลกั ษณะเป็ นนามธรรมไม่สามารถมองเห็นหรือสมั ผสั ได้
ส่งผลใหถ้ ูกเชื่อวา่ มีความยากในการทาความเขา้ ใจเน้ือหา (Chang, 2010; Osborne & Collins, 2000)
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในเรื่อง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส เนื่องจากมีเน้ือหาท่ซี บั ซอ้ น และตอ้ งใช้
จินตนาการสูง ตอ้ งใชค้ วามเขา้ ใจและความสนใจในการศกึ ษามากเป็นพเิ ศษ และนกั เรียนไม่
สามารถเช่ือมโยงเน้ือหาสู่ชีวติ ประจาวนั ได้ ส่งผลใหน้ กั เรียนไม่สามารถสรา้ งองคค์ วามรู้ไดด้ ว้ ย
ตนเอง ขาดทกั ษะในการคิด และมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนไม่ดีเท่าท่ีควร อีกท้งั เน้ือหาส่วนใหญ่เป็ น
3501659878 3
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 นามธรรมโดยเฉพาะเรื่อง แก๊ส ยากตอ่ การทาความเขา้ ใจของนกั เรียนเพราะเป็ นสิ่งทม่ี องไม่เห็น
ตอ้ งเขา้ ใจอยา่ งลึกซ้ึง นกั เรียนจึงจะเขา้ ใจ เช่น แก๊สไม่มีมวล หรือแกส๊ ไม่เป็ นสสาร เป็นมโนทศั น์
ที่ไม่สอดคลอ้ งกบั มโนทศั นท์ างวทิ ยาศาสตร์ โดยพฒั นามาจากผลของประสบการณ์ของนกั เรียน
ทไี่ ม่สามารถประยกุ ตเ์ ขา้ กบั หลกั การได้ (Stavy, 1990)
ยง่ิ ไปกวา่ น้นั ยงั พบวา่ การจดั การเรียนรูใ้ นรายวชิ าเคมียงั ไม่ประสบผลสาเร็จเทา่ ท่ีควร
เห็นไดจ้ ากรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาตขิ ้นั พน้ื ฐาน (Ordinary National
Educational Test: O-NET) ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 ปี การศึกษา 2559 ของสถาบนั ทดสอบทาง
การศกึ ษาแห่งชาติ (องคก์ ารมหาชน) วชิ าวทิ ยาศาสตร์ สาระที่ 3 สารและสมบตั ิของสาร ซ่ึงเป็น
เน้ือหาท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั วชิ าเคมี ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4-6 พบวา่ คะแนนเฉล่ียของนกั เรียนโรงเรียน
อสั สมั ชญั ศรีราชา เท่ากบั 31.66 คะแนน ซ่ึงต่ากวา่ คะแนนเฉลี่ยระดบั ประเทศ ซ่ึงเท่ากบั 34.46
คะแนน (ฝ่ายวชิ าการ โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา, 2560) สะทอ้ นใหเ้ ห็นวา่ นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษา
ปี ท่ี 6 โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชามีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนยงั ไม่เป็ นท่นี ่าพอใจ อีกท้งั ผลการสอบ
วดั ความรูว้ ชิ าพนั ธะเคมี หน่วยท่ี 2 เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ ของนกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษา
ปี ที่ 4 ปี การศกึ ษา 2559 มีคะแนนเฉลี่ย 67.38 คะแนน ซ่ึงต่ากวา่ เกณฑร์ ้อยละ 70 ท่ีอยใู่ นระดบั ดี
จึงควรเร่งพฒั นา และปรับปรุงเป็นอยา่ งยง่ิ ขอ้ มูลดงั กล่าวแสดงใหเ้ ห็นวา่ การจดั การเรียนรูใ้ น
รายวชิ าพนั ธะเคมี เร่ืองของแขง็ ของเหลว แกส๊ ยงั คงเป็ นปัญหาที่ควรไดร้ ับการแกไ้ ข
นอกจากน้ีจากรายงานโครงการประเมินผลนกั เรียนร่วมกบั นานาชาติ (Programme for
International Student Assessment: PISA) โดยองคก์ ารเพอ่ื ความร่วมมือและการพฒั นาทาง
เศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซ่ึงเป็นการ
ประเมินผลความรู้และทกั ษะของนกั เรียน และส่งเสริมใหน้ กั เรียนสามารถคดิ วเิ คราะห์และ
แกป้ ัญหา ครอบคลุมสามดา้ น ไดแ้ ก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์ โดยสดั ส่วนของ
ขอ้ สอบแต่ละวชิ าแตกตา่ งกนั สาหรบั รอบการประเมิน PISA 2015 เนน้ การประเมินวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงมีสดั ส่วนของขอ้ สอบประมาณ รอ้ ยละ 60 ส่วนวชิ าคณิตศาสตร์ และการอ่าน
มีสดั ส่วนของขอ้ สอบ แตล่ ะวชิ า รอ้ ยละ 20 พบวา่ นกั เรียนไทยมีคะแนนเฉล่ียวทิ ยาศาสตร์ เทา่ กบั
421 คะแนน จดั อยใู่ นอนั ดบั ที่ 56 จาก 72 ประเทศทีเ่ ขา้ ร่วม ซ่ึงต่ากวา่ ค่าเฉล่ียคะแนนรวมของทุก
ประเทศซ่ึงเทา่ กบั 493 คะแนน (สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลย,ี 2559,
หนา้ 5) สะทอ้ นใหเ้ ห็นวา่ นกั เรียนไทยมีทกั ษะการคดิ วเิ คราะหแ์ ละแกป้ ัญหานอ้ ย สอดคลอ้ งกบั
รายงานผลการประเมินภายนอกของสานกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา
(สมศ.) ทีพ่ บวา่ ในภาพรวมระดบั ประเทศการประเมินดา้ นผเู้ รียนมีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์
คิดสงั เคราะห์ มีวจิ ารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวสิ ยั ทศั น์มีผลการประเมินต่า
3501659878 4
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ทสี่ ุด โดยผลการประเมินสถานศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานส่วนใหญอ่ ยใู่ นระดบั ปรับปรุง (สานกั งานรบั รอง
มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา, 2555)
จากที่กล่าวมาขา้ งตน้ การที่จะทาขอ้ สอบ PISA, O-NET หรือขอ้ สอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนไดน้ ้นั ตอ้ งใชค้ วามสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ ความสามารถในการแกป้ ัญหา และ
ความสามารถในการเช่ือมโยงวทิ ยาศาสตร์กบั ชีวติ จริง โดยนกั เรียนตอ้ งสามารถนาความรูม้ า
ประยกุ ตใ์ ชก้ บั สถานการณ์จริงในบริบทต่าง ๆ ที่หลากหลาย จากรายงานผล PISA, O-NET และ
ขอ้ สอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน แสดงให้เห็นวา่ นกั เรียนไทยขาดความสามารถในการคิด
วเิ คราะห์ ความสามารถในการแกป้ ัญหา และความสามารถในการเช่ือมโยงวทิ ยาศาสตร์กบั ชีวติ จริง
จากปัญหาขา้ งตน้ สาเหตอุ าจมาจากหลายประการ แต่ในดา้ นคุณภาพการจดั การเรียนการสอนของ
ครูยอ่ มเป็นปัจจยั สาคญั อยา่ งมากและส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของนกั เรียน (บรรดล สุขปิ ติ, 2553,
หนา้ 16) การจดั การเรียนการสอนจึงควรส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียนไดเ้ รียนรูว้ ชิ าเคมีอยา่ งต่อเน่ือง เพอ่ื ให้
ผเู้ รียนสามารถนาความรูค้ วามเขา้ ใจในเน้ือหาวชิ าเคมีไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวติ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ดงั น้นั เพอื่ เป็นการแกป้ ัญหาดงั กล่าวขา้ งตน้ ครูจะตอ้ งหาวธิ ีการฝึกใหน้ กั เรียนคิด
วเิ คราะห์ และนาความรู้ไปใชก้ บั ชีวติ จริง ซ่ึงพบวา่ แนวคดิ หน่ึงทีน่ ่าสนใจ คือ การจดั การเรียนรู้โดย
ใชบ้ ริบทเป็นฐาน (Context-based learning) ท่มี ีเป้าหมายสาคญั เพอื่ ใหน้ กั เรียนสนใจวทิ ยาศาสตร์
ตอ้ งการศึกษาต่อสาขาวทิ ยาศาสตร์และประกอบอาชีพทางวทิ ยาศาสตร์ มีความรูค้ วามเขา้ ใจใน
แนวคดิ วทิ ยาศาสตร์ และเป็นผรู้ ู้วทิ ยาศาสตร์ (Scientific literacy) เป็นการเรียนรูต้ ามธรรมชาติของ
การเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ท่ีเนน้ กระบวนการสืบเสาะแสวงหาความรู้ โดยทผี่ เู้ รียนคน้ พบความรู้ และ
ตอบสนองตอ่ สถานการณ์ต่าง ๆ ดว้ ยตนเอง ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั ทฤษฎีสรรคนิยม (Constructivist) ที่
กล่าววา่ การเรียนรู้เป็นกระบวนการสรา้ งความรู้ดว้ ยตนเองพรอ้ มกบั การมีปฏสิ มั พนั ธก์ บั
ส่ิงแวดลอ้ ม โดยผเู้ รียนจะดูดซบั ความรู้ใหม่ที่สอดคลอ้ งกบั โครงสร้างความรูเ้ ดิม หรือปรับ
โครงสรา้ งความรู้เดิมใหส้ อดคลอ้ งกบั ขอ้ มลู ทร่ี บั รู้ใหม่หรือปฏเิ สธขอ้ มูลใหม่ในกรณีท่ขี อ้ มูลใหม่
ขดั แยง้ กบั ความรูเ้ ดิม (Educational Broadcasting Corporation, 2004) จากการศึกษาการจดั การ
เรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน เป็นรูปแบบการจดั การเรียนรูท้ ี่สามารถนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจดั
กิจกรรมการเรียนการสอนหรือเป็นแนวทางในการเรียนการสอนไดเ้ ป็ นอยา่ งดีโดยเฉพาะการเรียน
ในระดบั มธั ยมศกึ ษาทต่ี อ้ งฝึกใหน้ กั เรียนสามารถเรียนรูด้ ว้ ยตนเองได้ เกิดการสร้างความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งเน้ือหาความรูแ้ ละการดารงชีวติ และมีทกั ษะชีวติ โดยการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็ น
ฐานเป็นวธิ ีการจดั การเรียนการสอนวธิ ีหน่ึงทสี่ ่งเสริมใหน้ กั เรียนมีความรูค้ วามเขา้ ใจในเน้ือหาวชิ า
เคมีและสามารถนาความรูไ้ ปใชใ้ หเ้ กิดประโยชนต์ อ่ สงั คมและการดารงชีวติ
3501659878 5
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 และจากการศกึ ษางานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐาน พบวา่
การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน ส่งผลให้ผเู้ รียนมีเจตคติท่ดี ีตอ่ การเรียนวชิ าเคมี ตระหนกั ถึง
ความสาคญั และความจาเป็นของการเรียนวชิ าเคมี และยงั ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนมีความรู้ความเขา้ ใจใน
เน้ือหาวชิ าเคมี และสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ต่อสงั คมและการดารงชีวติ ได้ (Bennett & Lubben,
2006; Bulte, Westbroek, Jong, & Pilot, 2006; Hofstein & Kesner, 2006; Ramsden, 1997) อีกท้งั
ส่งผลใหน้ กั เรียนมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึน (จินดา พราหมณ์ชู, เอกรตั น์ ศรีตญั ญู, และลดั ดา
มีศขุ , 2553) จากทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ จะเห็นวา่ การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานสามารถพฒั นา
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เจตคติทด่ี ีตอ่ การเรียนวชิ าเคมี ตระหนกั ถึงความสาคญั ความจาเป็ นของ
การเรียนวชิ าเคมี และยงั ส่งเสริมให้ผเู้ รียนมีความรู้ความเขา้ ใจในเน้ือหาวชิ าเคมี
นอกจากน้ีเพอื่ เป็นการส่งเสริมใหน้ กั เรียนมีการคิดวเิ คราะหส์ ูงข้ึน ครูผูส้ อนควรส่งเสริม
ใหน้ กั เรียนระบุความคลา้ ยและความแตกต่างกนั ระบหุ มวดหมู่หลกั และหมวดหมู่ยอ่ ย ระบุ
ขอ้ ผดิ พลาดของการนาเสนอ หรือการใชค้ วามรู้ สร้างขอ้ สรุปหรือหลกั การใหม่ และประยกุ ตใ์ ช้
ความรู้หรือคาดคะเนผลกระทบที่อาจเกิดข้ึนจากความรู้ของนกั เรียน (Marzano & Kendall, 2007)
ดงั น้นั ผวู้ จิ ยั จงึ สนใจทจ่ี ะนากระบวนการคดิ วเิ คราะหข์ องมาร์ซาโน (Marzano) มา
สอดแทรกเขา้ กบั การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานเพอื่ ส่งเสริมการคิดวเิ คราะห์ของนกั เรียน
ใหส้ ูงข้ึน ท้งั น้ีเพอ่ื เป็นการเนน้ การจดั การเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ผวู้ จิ ยั จงึ ไดส้ นใจศึกษาการคิดวเิ คราะห์
ทางวทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงมีความจาเพาะเจาะจงต่อเน้ือหาในวชิ าวทิ ยาศาสตร์มากข้นึ
จากสภาพปัญหา หลกั การ เหตผุ ล และผลการวจิ ยั ท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ ผวู้ จิ ยั จงึ สนใจศกึ ษา
การคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์และผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 4
ดว้ ยการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานทเ่ี นน้ การคิดวเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊
เพอื่ มุ่งใหน้ กั เรียนมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน และการคดิ วเิ คราะห์สูงข้ึน
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั
1. เพอื่ เปรียบเทยี บการคดิ วิเคราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนที่ไดร้ ับการจดั การ
เรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่เี นน้ การคิดวเิ คราะห์ เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส ก่อนเรียนและ
หลงั เรียน
2. เพอื่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนทีไ่ ดร้ บั การจดั การเรียนรู้โดยใช้
บริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคิดวเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ ก่อนเรียนและหลงั เรียน
3. เพอื่ เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนทไ่ี ดร้ ับการจดั การเรียนรู้โดยใช้
บริบทเป็นฐานทเี่ นน้ การคิดวเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ หลงั เรียนกบั เกณฑร์ อ้ ยละ 70
6
3501659878 สมมติฐานของการวจิ ัย
1. การคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนทไ่ี ดร้ ับการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบท
เป็นฐานทเี่ นน้ การคิดวเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ หลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน
2. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนท่ีไดร้ บั การจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่ี
เนน้ การคิดวเิ คราะห์ เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส หลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน
3. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนทไี่ ดร้ ับการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานที่
เนน้ การคดิ วเิ คราะห์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส หลงั เรียนสูงกวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 70
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
ในการวจิ ยั คร้ังน้ีผวู้ จิ ยั ไดส้ ร้างกรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ดงั น้ี
ตวั แปรอิสระ ตวั แปรตาม
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ การคดิ วเิ คราะห์ การจดั การ • การคิดวิเคราะห์
เรียนรู้โดยใช้ ทางวทิ ยาศาสตร์
บริบทเป็ นฐาน ตามแนวคดิ ตามแนวคิดของ บริ บทเป็ นฐาน • ผลสมั ฤทธ์ิ
มาร์ซาโน ประกอบดว้ ย ทางการเรียน
ของ Gilbert (2006) - การจบั คู่ ท่เี นน้
ประกอบดว้ ย - การจดั หมวดหมู่ การคิดวิเคราะห์
- กาหนดสถานการณ์ - การวเิ คราะห์ขอ้ ผดิ พลาด
- ลงมือปฏิบตั งิ าน - การสรุปหลกั การทว่ั ไป
- เรียนรู้แนวคิดสาคญั - การนาไปใช้
- นาไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่
ประโยชน์ทไ่ี ด้รับจากการวจิ ัย
1. ไดแ้ ผนการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานที่เนน้ การคดิ วเิ คราะห์ เร่ือง ของแขง็
ของเหลว แก๊ส แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน และแบบทดสอบวดั การคิดวเิ คราะห์ทาง
วทิ ยาศาสตร์
2. นกั เรียนท่ไี ดร้ บั การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคิดวเิ คราะห์ เรื่อง
ของแขง็ ของเหลว แก๊ส มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน และการคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์สูงข้ึน
3. ไดแ้ นวทางสาหรบั ครูผสู้ อนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ในการพฒั นา
รูปแบบการจดั การเรียนรูว้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ ท่ีไดร้ บั การสอนโดยใช้
บริบทเป็นฐานท่เี นน้ การคดิ วเิ คราะห์
3501659878 7
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ขอบเขตของการวจิ ยั
1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากรท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ นกั เรียนแผนการเรียนวทิ ยาศาสตร์-คณิตศาสตร์
ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2560 จานวน 3 หอ้ งเรียน
รวม 125 คน ซ่ึงมีการจดั หอ้ งเรียนแบบคละความสามารถ
กลุ่มตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ไดแ้ ก่ นกั เรียนแผนการเรียนวทิ ยาศาสตร์-คณิตศาสตร์
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 4 โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2560 จานวน 1 หอ้ งเรียน
รวม 45 คน ซ่ึงไดม้ าดว้ ยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling)
2. ตวั แปรทีใ่ ชใ้ นการวิจยั
2.1 ตวั แปรอิสระ ไดแ้ ก่ การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานท่เี นน้ การคดิ
วเิ คราะห์
2.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
- การคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์
- ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
3. ระยะเวลาในการวจิ ยั
ผวู้ จิ ยั ทาการทดลองใน ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2560 ใชเ้ วลาในการวจิ ยั 20 คาบ
คาบละ 50 นาที แบง่ ออกเป็นการทดสอบก่อนเรียน 2 คาบ การจดั การเรียนรู้ 16 คาบ และ
การทดสอบเรียนหลงั เรียน 2 คาบ โดยผวู้ จิ ยั เป็นผดู้ าเนินการจดั การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
4. เน้ือหาทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
การวจิ ยั ในคร้ังน้ี ใชเ้ น้ือหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ วชิ าพนั ธะเคมี
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 4 ตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา
โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา ซ่ึงประกอบดว้ ยเน้ือหา เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ และเทคโนโลยี
ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั ของแขง็ ของเหลว และแกส๊
นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1. การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคิดวเิ คราะห์ หมายถึง แนวทาง
การจดั การเรียนการสอนที่นาสถานการณ์หรือเหตุการณ์ตา่ ง ๆ หรือบริบทท่ีอยรู่ อบตวั นกั เรียน
ครูผสู้ อน และโรงเรียน หรือประสบการณ์ในชีวิตประจาวนั ของนกั เรียน หรือการประยกุ ตใ์ ช้
ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ มาเป็นจดุ เริ่มตน้ หรือผลกั ดนั ใหน้ กั เรียนเกิดความรู้ ความเขา้ ใจแลว้ นา
3501659878 8
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 องคค์ วามรู้เหล่าน้นั ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถานการณ์อ่ืน ๆ ได้ โดยมีการแทรกกระบวนการคดิ
วเิ คราะห์ไวใ้ นแตล่ ะข้นั ตอน ซ่ึงประกอบดว้ ย 4 ข้นั ตอน ดงั น้ี
ข้นั ท่ี 1 กาหนดสถานการณ์ ในข้นั น้ีครูผสู้ อนนาเสนอบริบทแนะนา เพอื่ ใหน้ กั เรียน
ตระหนกั ถึงความจาเป็นที่ตอ้ งเรียนรู้ โดยครูผสู้ อนกาหนดสถานการณ์ท่มี ีความเกี่ยวขอ้ งกบั
นกั เรียนหรือสถานการณ์ที่นกั เรียนมีความสนใจ เพอ่ื ใหน้ กั เรียนไดส้ งั เกต จาแนกแยกแยะ นึกถึง
และอภปิ รายเก่ียวกบั สถานการณ์ดงั กล่าววา่ เกิดข้ึนท่ไี หน เมื่อไหร่ อยา่ งไร และผลทเ่ี กิดข้ึน
เป็นอยา่ งไร รวมถึงใหน้ กั เรียนไดก้ าหนดปัญหาและคิดหาแนวทางแกไ้ ขปัญหาที่เกิดข้นึ
ข้นั ท่ี 2 ลงมือปฏิบตั งิ าน เป็ นข้นั ตอนทน่ี กั เรียนไดร้ ่วมกนั ทากิจกรรมเป็ นกลุ่ม
และมีการตดิ ต่อส่ือสารกบั นกั เรียนคนอื่น เพอ่ื ศึกษาคน้ ควา้ และลงมือปฏิบตั ิกิจกรรมตา่ ง ๆ ดว้ ย
ตนเอง โดยกิจกรรมดงั กล่าวเป็นการนาปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขในข้นั ท่ี 1 มาใชห้ าคาตอบ
ผา่ นการทดลอง การแกป้ ัญหา การอภิปรายกลุ่มยอ่ ย การแสดงบทบาทสมมุติ การสืบคน้ ขอ้ มลู
การประดิษฐค์ ิดคน้ ส่ิงต่าง ๆ หรือการสาธิตจากครูผสู้ อน เป็ นตน้ ซ่ึงจะส่งผลใหน้ กั เรียนไดค้ น้ พบ
ความรู้หรือแนวคิดใหม่ ๆ
ข้นั ท่ี 3 เรียนรูแ้ นวคดิ สาคญั ในข้นั น้ีนกั เรียนจะไดเ้ รียนรู้เกี่ยวกบั แนวคิดสาคญั ทไ่ี ด้
จากการทากิจกรรม โดยการเปิ ดโอกาสใหน้ กั เรียนไดว้ เิ คราะหข์ อ้ มูล หาความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูล
ผา่ นการจบั คู่ การจดั หมวดหมู่ การเปรียบเทียบขอ้ มูล รวมท้งั สรุปความรูห้ รือแนวคิดท่ีไดจ้ ากการ
คน้ หาความรู้ดว้ ยตนเอง เพอ่ื นาเสนอขอ้ คน้ พบตา่ ง ๆ โดยนกั เรียนกลุ่มอ่ืนร่วมวเิ คราะหข์ อ้ ผดิ พลาด
ซกั ถามในประเดน็ ทส่ี งสยั และครูผสู้ อนคอยเพมิ่ เตมิ หรือแกไ้ ขขอ้ มูลทีข่ าดหายหรือผดิ พลาดอยา่ ง
ใกลช้ ิด เพอ่ื ใหน้ กั เรียนไดเ้ รียนรูแ้ นวคดิ สาคญั ท่ถี ูกตอ้ ง
ข้นั ท่ี 4 นาไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่ ในข้นั น้ีครูผสู้ อนนาเสนอบริบทสืบคน้ เพอ่ื กระตุน้
ใหน้ กั เรียนมีการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ โดยครูผสู้ อนจดั กิจกรรมเพอื่ ส่งเสริมใหน้ กั เรียนไดม้ ีการ
ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ หรือแนวคิดทีเ่ กี่ยวขอ้ งในสถานการณ์อนื่ ๆ หรือการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูใ้ น
ชีวติ ประจาวนั รวมไปถึงคาดเดาเหตุการณ์ท่ีอาจจะเกิดข้ึนในอนาคต
2. การคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง การจาแนก แยกแยะ เหตุการณ์ เรื่องราว
หรือองคป์ ระกอบของเน้ือหาสาระต่าง ๆ ทางวทิ ยาศาสตร์ออกเป็ นส่วนยอ่ ย ๆ และหาความสมั พนั ธ์
ความเก่ียวพนั ของเน้ือหาขององคป์ ระกอบน้นั ๆ และมีหลกั การที่ชดั เจนเพอ่ื นาไปสู่การสรุป
การประยกุ ตใ์ ช้ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง สามารถวดั ไดจ้ ากแบบทดสอบวดั การคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์
ทผ่ี วู้ จิ ยั สร้างข้ึน โดยขอ้ คาถามการคิดวเิ คราะหจ์ ะครอบคลมุ องคป์ ระกอบในการคดิ วเิ คราะห์
5 ประการ ประกอบดว้ ย
3501659878 9
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 2.1 การจบั คู่ (Matching) หมายถึง ความสามารถในการจดั ประเภท จดั ลาดบั จดั กลุ่ม
ของสิ่งทมี่ ีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกนั เขา้ ดว้ ยกนั โดยยดึ โครงสร้างลกั ษณะหรือคุณสมบตั ิท่เี ป็ นประเภท
เดียวกนั
2.2 การจดั หมวดหมู่ (Classifying) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเหตกุ ารณ์
เรื่องราว ส่ิงของออกเป็นส่วนยอ่ ย ๆ ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยอยา่ งมีหลกั เกณฑส์ ามารถบอกรายละเอียด
ของสิ่งต่าง ๆได้
2.3 การวเิ คราะห์ขอ้ ผดิ พลาด (Analyzing Errors) หมายถึง ความสามารถในการระบุ
ขอ้ ผดิ พลาดในการปฏบิ ตั ิตามเหตกุ ารณ์ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใชเ้ หตผุ ลตามขอ้ มูล
รวมถึงการประยกุ ตท์ กั ษะตา่ ง ๆ ในการระบุขอ้ ผดิ พลาดดงั กล่าว
2.4 การสรุปหลกั การทวั่ ไป (Generalizing) หมายถึง ความสามารถในการจบั ประเด็น
และสรุปผลจากสิ่งทีก่ าหนดให้
2.5 การนาไปใช้ (Specifying) หมายถึง ความสามารถในการนาความรู้หลกั การและ
ทฤษฎีมาใชใ้ นสถานการณ์ต่าง ๆ สามารถคาดการณ์ กะประมาณ พยากรณ์ ขยายความ คาดเดา
ส่ิงท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคตได้
3. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ผลของความสาเร็จทางการเรียนรู้ในวชิ าพนั ธะเคมี
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เร่ือง ของแขง็ ของเหลว แก๊ส อนั เป็ นผลเนื่องมาจากการไดร้ บั การพฒั นาทกั ษะ
ทางการเรียนรูต้ ามท่กี าหนดไว้ โดยวดั ไดจ้ ากคะแนนท่นี กั เรียนไดร้ ับจากการทาแบบทดสอบวดั ผล
สมั ฤทธ์ิทางการเรียนทผ่ี วู้ ิจยั สร้างข้ึนตามเน้ือหาและจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยการวดั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนเป็นไปตามการประเมินผลการเรียนดา้ นสตปิ ัญญาหรือความรู้ความคิด ครอบคลุม
พฤตกิ รรมดา้ นสตปิ ัญญา 4 ดา้ น ประกอบดว้ ย
3.1 ความรู้-ความจา หมายถึง ความสามารถในข้นั ท่รี ะลึกได้ ในส่ิงที่เรียนรู้มาแลว้
เก่ียวกบั ขอ้ เทจ็ จริง คาศพั ท์ หลกั การ กฎ และทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตร์
3.2 ความเขา้ ใจ หมายถึง ความสามารถในการจาแนกความรู้ไดเ้ มื่อปรากฏอยใู่ นรูป
ใหม่และมีความสามารถในการแปลความรูจ้ ากสญั ลกั ษณ์หน่ึงไปอีกสญั ลกั ษณ์หน่ึงได้
3.3 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง พฤตกิ รรมทีน่ กั เรียนแสวงหา
ความรู้ และแกป้ ัญหาดว้ ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงการดาเนินการตอ้ งอาศยั ทกั ษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั พ้นื ฐาน 8 ทกั ษะ ประกอบดว้ ย การสงั เกต การวดั การจาแนก
ประเภท การหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสเปสกบั สเปส และสเปสกบั เวลา การคานวณ การจดั กระทา
และสื่อความหมายขอ้ มูล การลงความเห็นจากขอ้ มูล และการพยากรณ์
3501659878 10
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 3.4 การนาความรูแ้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใช้ หมายถึง ความสามารถ
ในการนาความรูแ้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาในสถานการณ์ใหม่
ที่แตกต่างไปจากท่ีเคยเรียนรูม้ าแลว้
4. แบบทดสอบวดั การคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง เคร่ืองมือวดั การคิด
วเิ คราะห์ของนกั เรียน เรื่องของแขง็ ของเหลว แก๊ส ซ่ึงเป็นแบบทดสอบแบบปรนยั 4 ตวั เลือก
จานวน 25 ขอ้ โดยขอ้ คาถามการวเิ คราะหจ์ ะครอบคลุมองคป์ ระกอบในการคิดวเิ คราะห์ 5 ประการ
ของมาร์ซาโน ประกอบดว้ ย การจบั คู่ การจดั หมวดหมู่ การวเิ คราะหข์ อ้ ผดิ พลาด การสรุปหลกั การ
ทวั่ ไป และการนาไปใช้
5. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง เคร่ืองมือวดั ผลของความสาเร็จ
ทางการเรียนรู้ อนั เป็นผลเนื่องมาจากการไดร้ ับการพฒั นาทกั ษะทางการเรียนรู้ หน่วยท่ี 2 เรื่อง
ของแขง็ ของเหลว แกส๊ ซ่ึงเป็นแบบทดสอบแบบปรนยั 4 ตวั เลือก จานวน 45 ขอ้ ขอ้ คาถาม
จะครอบคลุมพฤตกิ รรมดา้ นสตปิ ัญญา 4 ดา้ น ตามแนวคดิ ของคลอฟเฟอร์ คอื ความรู-้ ความจา
ความเขา้ ใจ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และการนาความรูแ้ ละกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ไปใช้
6. เกณฑร์ อ้ ยละ 70 หมายถึง ร้อยละของคะแนนท่ีไดจ้ ากการวดั และประเมินผลกลุ่ม
สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ของโรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชาท่ีไดก้ าหนดข้นึ เพอื่ ใชว้ ดั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนในโรงเรียน ซ่ึงนกั เรียนทีไ่ ดค้ ะแนนร้อยละ 70 อยใู่ นระดบั ดี
3501659878 บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้อง
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66
การศกึ ษาการคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์และผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียน
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 4 ดว้ ยการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานทเี่ นน้ การคดิ วเิ คราะห์ เรื่อง
ของแขง็ ของเหลว แก๊ส ผวู้ ิจยั ไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ งโดยเสนอตามลาดบั ดงั น้ี
1. หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา
2. การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน
3. การคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์
4. การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานที่เนน้ การคิดวเิ คราะห์
5. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
6. งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนอสั สัมชัญศรีราชา
โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชาไดจ้ ดั ทาหลกั สูตรสถานศึกษาโดยยดึ ตามหลกั สูตรการศึกษา
ข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เป็ นหลกั สูตรแกนกลาง และสอดคลอ้ งกบั การจดั การเรียนรูต้ าม
พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 (แกไ้ ขเพมิ่ เติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 และ
(ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2553) นอกจากน้ีโรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชากาหนดใหม้ ีระบบการประกนั คุณภาพ
ภายใน เพอ่ื การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา การจดั การศกึ ษาโดยยดึ ผเู้ รียนทกุ คนมีความสามารถเรียนรู้
และพฒั นาตนเองได้ โดยพฒั นาหลกั สูตรสถานศกึ ษาใหม้ ีแผนการเรียนใหน้ กั เรียนไดเ้ ลือกเรียน
ตามความสามารถและความสนใจของผเู้ รียน
ผลการเรียนรู้
1. สืบคน้ และอธิบายเกี่ยวกบั การเกิดพนั ธะและระบุชนิดของพนั ธะโคเวเลนตใ์ น
โมเลกุล
2. เขียนสูตรและเรียกชื่อสารโคเวเลนต์
3. สืบคน้ และอธิบายความยาวพนั ธะ พลงั งานพนั ธะ และระบชุ นิดของพนั ธะ
4. ทานายรูปร่างและอธิบายสภาพข้วั ของโมเลกุลโคเวเลนต์
5. ระบุชนิดของแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนตพ์ ร้อมบอกสมบตั ิ
3501659878 12
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 6. สืบคน้ และอธิบายการเกิดไอออน การเกิดพนั ธะไอออนิกและโครงสร้างของ
สารประกอบไอออนิก
7. เขียนสูตรและเรียกช่ือสารประกอบไอออนิก
8. อธิบายเกี่ยวกบั การเปลี่ยนแปลงพลงั งานกบั การเกิดสารประกอบไอออนิกและสมบตั ิ
บางประการของสารประกอบไอออนิก
9. สืบคน้ และอธิบายการเกิดพนั ธะโลหะและใชค้ วามรูเ้ ร่ืองพนั ธะโลหะอธิบายสมบตั ิ
ของโลหะ
10. ทดลองเพอื่ ศึกษารูปผลึกกามะถนั ได้
11. อธิบายสมบตั ิบางประการของของแขง็ ได้
12. อธิบายสมบตั ิของของเหลวเกี่ยวกบั ความตึงผวิ การระเหยและการเกิดความดนั ไอได้
13. อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความดนั ไอกบั จุดเดือดของของเหลวได้
14. ใชท้ ฤษฎีจลน์ของแก๊สอธิบายสมบตั ิบางประการของแก๊สได้
15. ใชก้ ฎต่าง ๆ ของแกส๊ คานวณหาปริมาตร ความดนั อุณหภมู ิ และจานวนโมล
หรือมวลของแกส๊ ได้
16. อธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการแพร่ของแก๊สกบั มวลโมเลกลุ รวมท้งั สามารถ
เปรียบเทียบอตั ราการแพร่และอตั ราการผา่ นของแก๊สได้
17. สืบคน้ ขอ้ มูลเก่ียวกบั เทคโนโลยที ี่เก่ียวขอ้ งกบั ของแขง็ ของเหลว และแกส๊
จากการศกึ ษาหลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา โครงสร้างรายวชิ า รวมถึง
คาอธิบายรายวชิ าพนั ธะเคมี และผลการเรียนรู้ของโรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา ผูว้ จิ ยั นาเน้ือหาเร่ือง
ของแขง็ ของเหลว แกส๊ มาใชป้ ระกอบการวจิ ยั
คาอธิบายรายวิชาพนั ธะเคมี รหัสวิชา ว30222 โรงเรียนอสั สัมชัญศรีราชา
อธิบาย อภิปราย ทดลอง สืบคน้ สมบตั ขิ องสารโครงสร้างของสารและแรงยดึ เหน่ียว
สมบตั ิของของแขง็ การระเหิด การหลอมเหลว การตกผลึก สมบตั ิของของเหลว การระเหย ความ
ดนั ไอ สมบตั ิของกา๊ ซ อุณหภมู ิ ความดนั ท่มี ีต่อปริมาตรกา๊ ซ พนั ธะไอออนิก พนั ธะโคเวเลนต์
รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ พลงั งานพนั ธะ ความยาวพนั ธะ และพนั ธะโลหะ โดยใชก้ ระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ กระบวนการสรา้ งความรู้ความเขา้ ใจ กระบวนการสรา้ งความคดิ รวบยอด และ
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ความสามารถในการเรียนรูก้ ารส่ือสาร การคิดอยา่ งเป็ นระบบ การ
แกป้ ัญหา การใชท้ กั ษะชีวติ และการใชเ้ ทคโนโลยี ใหม้ ีความรักชาติ ศาสตร์ กษตั ริย์ ซ่ือสตั ยส์ ุจริต
มีวนิ ยั ใฝ่ เรียนรู้ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มุ่งมนั่ ใน การทางาน รกั ความเป็นไทย มีจติ สาธารณะ ปลอดสิ่ง
เสพตดิ มีความเป็นผนู้ า กลา้ แสดงออก และมีจติ วทิ ยาศาสตร์
13
โครงสร้างรายวิชาพันธะเคมี รหัสวิชา ว30222 โรงเรียนอสั สัมชัญศรีราชา
ในปี การศึกษา 2560 โรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชาไดก้ าหนดโครงสรา้ งรายวชิ าพนั ธะเคมี
(ว30222) แสดงดงั ตารางที่ 2-1
ตารางท่ี 2-1 โครงสร้างรายวิชา
3501659878 หน่วยการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ นา้ หนัก เวลา (ชั่วโมง)
15 12
หน่วยที่ 1 เรื่อง พนั ธะ 1. พนั ธะโคเวเลนต์ 10 6
5 2
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 เคมี 2. พนั ธะไอออนิก 4 2
7 4
3. พนั ธะโลหะ 15 8
4 2
หน่วยท่ี 2 เรื่อง 1. ของแขง็
ของแขง็ ของเหลว 2. ของเหลว
แกส๊ 3. แก๊ส
4. เทคโนโลยที เ่ี ก่ียวขอ้ งกบั สมบตั ิของ
ของแขง็ ของเหลว แกส๊
สอบกลางภาค 20 2
20 2
สอบปลายภาค 100 40
รวม
จากการศกึ ษาหลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนอสั สัมชญั ศรีราชา คาอธิบายรายวชิ าพนั ธะ
เคมี และผลการเรียนรู้ รวมถึงโครงสร้างรายวชิ าของโรงเรียนอสั สมั ชญั ศรีราชา ผวู้ จิ ยั นา
ผลการเรียนรูท้ ่ี 10-17 และเน้ือหาในหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ มาใช้
ประกอบการวจิ ยั โดยใชเ้ วลาในการจดั การเรียนรู้ 16 คาบ
การจดั การเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็ นฐาน
ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็ นฐาน
กวา่ 30 ปี ทีผ่ า่ นมา การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานหรือ Context-based learning
ไดเ้ ขา้ มามีบทบาทในการจดั การเรียนการสอนในหลกั สูตรต่าง ๆ ในยโุ รปและอเมริกา นบั ต้งั แต่ปี
ค.ศ. 1980 (Bennett & Holman, 2002) โดยมีเป้าหมายสาคญั เพอื่ ใหน้ กั เรียนสนใจวทิ ยาศาสตร์
ตอ้ งการศกึ ษาต่อสาขาวทิ ยาศาสตร์และประกอบอาชีพทางวทิ ยาศาสตร์ มีความรู้ความเขา้ ใจ
3501659878 14
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ในแนวคิดวทิ ยาศาสตร์ และเป็นผรู้ ู้วทิ ยาศาสตร์ (Scientific literacy) โดยนาเอาบริบทในชีวติ จริง
มาใชป้ ระกอบการเรียนรู้ ซ่ึงมีผใู้ หค้ วามหมายไว้ ดงั ตอ่ ไปน้ี
Bennett (2003) ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานไวว้ า่ เป็ นการ
จดั การเรียนรูท้ ใี่ ชบ้ ริบทหรือประสบการณ์ในชีวติ ประจาวนั ของผเู้ รียน หรือการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
ทางวทิ ยาศาสตร์ มาเป็ นจดุ เริ่มตน้ หรือผลกั ดนั ในการพฒั นาผเู้ รียนใหม้ ีความเขา้ ใจในแนวคิด
วทิ ยาศาสตร์ต่าง ๆ
Darkwah (2006) ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานไวว้ า่ เป็นการจดั
กิจกรรมการเรียนการสอนท่เี นน้ ภาพรวมของสิ่งแวดลอ้ มใหเ้ กิดการเรียนรู้ โดยการใชบ้ ริบทที่
เก่ียวขอ้ งกบั สิ่งแวดลอ้ มของนกั เรียน ซ่ึงนกั เรียนจะถูกปลูกฝังการเรียนรู้โดยมุ่งเนน้ การทากิจกรรม
กลุ่ม และมีครูเป็ นผทู้ ่ีคอยกระตุน้ และช้ีแนะ
Overton (2007) ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานไวว้ า่ เป็นการ
จดั การเรียนรู้ทีอ่ ยภู่ ายใตส้ ่ิงแวดลอ้ มทางสงั คมและวฒั นธรรมท่ีอยรู่ อบตวั ผเู้ รียน ครูผสู้ อน และ
โรงเรียน
จากการศึกษาความหมายของการเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานดงั ท่ีกล่าวมาขา้ งตน้
สามารถสรุปไดว้ า่ การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐาน เป็นการเรียนรูท้ ี่ใชเ้ ร่ืองราว เหตุการณ์
ส่ิงแวดลอ้ มทางสงั คมและวฒั นธรรมท่ีอยรู่ อบตวั ผเู้ รียน ครูผูส้ อน และโรงเรียน หรือประสบการณ์
ในชีวติ ของนกั เรียน หรือการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูท้ างวทิ ยาศาสตร์มาเป็นจุดเริ่มตน้ หรือผลกั ดนั
ในการพฒั นาผเู้ รียนใหม้ ีความสนใจ ความรู้ ความเขา้ ใจในเน้ือหาทางวทิ ยาศาสตร์
ขอบเขตของบริบท
บริบททีน่ ามาใชใ้ นการจดั การเรียนรูม้ ีอยหู่ ลากหลาย สามารถแบง่ บริบทเป็ น 4 ขอบเขต
(Jong, 2008, pp. 1-2) ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ขอบเขตดา้ นบคุ คล (Personal domain) เป็ นบริบทท่ีเก่ียวขอ้ งกบั เหตกุ ารณ์หรือ
ประเด็นตา่ ง ๆ ทีเ่ กิดข้นึ ในชีวติ ประจาวนั ของผเู้ รียนโดยตรง เช่น บริบทเกี่ยวกบั การดูแลสุขภาพ
ของบคุ คล (เช่ือมโยงกบั เน้ือหาเร่ืองผลของความเป็นพษิ ของสารท่มี ีต่อร่างกาย) หรือ บริบท
เก่ียวกบั โลชน่ั บารุงผิวกายของบุคคล (เชื่อมโยงกบั เน้ือหาเร่ืองลกั ษณะทางเคมีขององคป์ ระกอบ
ของของเหลว)
2. ขอบเขตดา้ นชุมชนและสงั คม (Social and Society domain) เป็ นบริบทท่เี ก่ียวขอ้ ง
กบั เหตกุ ารณ์หรือประเด็นตา่ ง ๆ ท่เี กิดข้นึ ในชุมชนและสงั คม เช่น บริบทเก่ียวกบั ผลกระทบ
ทเ่ี กิดข้ึนจากฝนกรด (เช่ือมโยงกบั เน้ือหาเร่ืองปฏิกิริยาระหวา่ งกรดกบั โลหะและปฏิกิริยาสะเทนิ )
3501659878 15
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 บริบทของการเปล่ียนแปลงสภาพภมู ิอากาศ (เช่ือมโยงกบั เน้ือหาเรื่องอนุมูลอิสระในช้นั โอโซนของ
ช้นั บรรยากาศ)
3. ขอบเขตดา้ นการประกอบอาชีพ (Professional practice domain) เป็นบริบท
ที่เก่ียวขอ้ งกบั เหตกุ ารณ์หรือประเด็นตา่ ง ๆ ในการประกอบอาชีพส่วนตวั และส่วนรวม เช่น บริบท
ที่เก่ียวกบั นกั เคมีวเิ คราะห์ (เชื่อมโยงกบั เน้ือหาเรื่องกระบวนการตรวจสอบคุณภาพน้า อาหาร หรือ
ยา)
4. ขอบเขตดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Scientific and Technological domain)
เป็นบริบททเี่ ก่ียวขอ้ งกบั เหตุการณ์หรือประเด็นตา่ ง ๆ ทีใ่ ชว้ ธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ (การลงมือ
ปฏิบตั ิและการใหเ้ หตผุ ล) เช่น บริบทเก่ียวกบั การวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์ (เชื่อมโยงกบั เน้ือหาเรื่อง
กระบวนการสืบเสาะหาความรูใ้ นการทดลองในหอ้ งเรียน)
จากการศกึ ษาขอบเขตของบริบทดงั ท่กี ล่าวมาขา้ งตน้ สามารถสรุปไดว้ า่ บริบทท่ี
นามาใชใ้ นการจดั การเรียนรู้ สามารถแบง่ บริบทเป็น 4 ขอบเขต ดงั น้ี ขอบเขตดา้ นบคุ คล ขอบเขต
ดา้ นชุมชนและสงั คม ขอบเขตดา้ นการประกอบอาชีพ และขอบเขตดา้ นวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี โดยการนาขอบเขตของบริบทมาประยกุ ตใ์ ชก้ บั การจดั การเรียนรู้น้นั ข้ึนกบั เน้ือหาหรือ
เหตกุ ารณ์ทีม่ ีความสมั พนั ธก์ นั ซ่ึงในงานวจิ ยั น้ี ผูว้ จิ ยั ไดน้ าขอบเขตของบริบทท้งั 4 ขอบเขตมาใช้
ในการทาวจิ ยั ในคร้ังน้ี
รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็ นฐาน
ในการจดั การเรียนรู้ลาดบั ของการนาเสนอบริบท และแนวความคิดทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
อาจแตกตา่ งกนั ออกไป และดว้ ยเหตุน้ีหนา้ ทขี่ องบริบทจงึ อาจแตกต่างกนั ดงั แสดงในตารางท่ี 2-2
(Jong, 2008, pp. 2-3) โดยการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน สามารถแบง่ ออกเป็ น 3 รูปแบบ
ดงั น้ี
1. รูปแบบการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานแบบด้งั เดิม (Traditional context-
based approaches) รูปแบบน้ีจะเป็ นลกั ษณะบริบทตามหลงั แนวคิด (Concepts) โดยบริบท
มกั จะมีหนา้ ท่ี 2 ประการ คือ ประการแรกบริบทถูกนาเสนอเป็นภาพประกอบ (Illustrations) ของ
แนวคดิ ที่ไดร้ บั การสอนแลว้ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในกรณีของแนวคิดแบบนามธรรม ประการทีส่ อง
บริบทจะนาเสนอเพอ่ื เสนอความเป็นไปไดใ้ นการประยกุ ตใ์ ช้ (Applying) ความรูเ้ กี่ยวกบั แนวคดิ
ใหก้ บั นกั เรียน
2. รูปแบบการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็นฐานแบบร่วมสมยั (Modern context-based
approaches) รูปแบบน้ีจะเป็นลกั ษณะบริบทมาก่อนแนวคดิ (Concepts) โดยบริบทมกั จะมีหนา้ ที่ 2
16
3501659878 ประการ คือ ประการแรกบริบทจะถูกนาเสนอเป็นจุดเร่ิมตน้ หรือเหตุผล (Rationale) สาหรบั แนวคดิ
การสอน และประการท่สี องบริบทเหล่าน้ีสามารถเพมิ่ แรงจูงใจ (Motivation) ในการเรียนรู้แนวคิด
ใหม่ ๆ
3. รูปแบบการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็นฐานแบบปัจจบุ นั (Recent context-based
approaches) รูปแบบน้ีบริบทไม่เพยี งแตต่ ามหลงั แนวความคิด แต่บริบทมาก่อนแนวความคิดดว้ ย
ซ่ึงเป็นบริบทอ่ืน ๆ โดยหนา้ ท่ขี องบริบทจะมี 4 ประการ ไดแ้ ก่ จดุ เริ่มตน้ ของบทเรียน เป็ นตวั อยา่ ง
ประกอบการเรียนรู้ การขยายและประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ และกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรูแ้ นวคดิ
ใหม่ ๆ
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ตารางที่ 2-2 รูปแบบการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานและหนา้ ที่ของบริบท (Jong, 2008)
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ลาดบั การนาเสนอ หน้าทข่ี องบริบท
รูปแบบการจดั การเรียนรู้ บริบทตามหลงั แนวคดิ - ตวั อยา่ งประกอบ
แบบด้งั เดิม (Traditional) - การประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
รูปแบบการจดั การเรียนรู้ บริบทมาก่อนแนวคิด - ตวั กาหนดทิศทางหรือเหตุผล
แบบร่วมสมยั (Modern) - ตวั กระตนุ้
รูปแบบการจดั การเรียนรู้ บริบทมาก่อนแนวคิดและ - หนา้ ท่ที ้งั หมดทีก่ ล่าวมาขา้ งตน้
แบบปัจจุบนั (Recent) บริบทตามหลงั แนวคิด
จากการศกึ ษารูปแบบการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานดงั ท่กี ล่าวมาขา้ งตน้
สามารถสรุปไดว้ า่ รูปแบบการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็นฐานสามารถแบ่งออกเป็ น 3 รูปแบบ
ดงั น้ี รูปแบบการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานแบบด้งั เดิม บริบทเป็ นฐานแบบร่วมสมยั และ
บริบทเป็นฐานในปัจจบุ นั โดยในงานวจิ ยั น้ีผวู้ จิ ยั สนใจศกึ ษารูปแบบการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบท
เป็นฐานแบบปัจจบุ นั มาใชใ้ นการจดั การเรียนรู้
กลยุทธ์ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็ นฐาน
Crawford and Witte (1999, pp. 35-38) เป็นสมาชิกในองคก์ ร CORD (Center for
Occupational Research and Development) ไดใ้ หแ้ นวทางทสี่ าคญั ของการเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็ น
ฐานออกเป็นกลยทุ ธ์ 5 กลยทุ ธ์ สรุปไดด้ งั น้ี
1. ความเก่ียวขอ้ ง (Relating) เป็นกลยทุ ธก์ ารสอนดา้ นบริบททสี่ าคญั ทีส่ ุดในการจดั การ
เรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน ซ่ึงเป็นหวั ใจสาคญั ของกระบวนการสร้างองคค์ วามรูด้ ว้ ยตนเอง
3501659878 17
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 เป็นการเรียนในบริบทของประสบการณ์ในชีวติ ประจาวนั หรือมาจากความรูเ้ ดิมโดยครูจะเช่ือมโยง
ความสมั พนั ธก์ บั แนวคดิ ใหม่ ๆ ทีน่ กั เรียนคุน้ เคยใหม้ ีความสมบรู ณ์มากยง่ิ ข้นึ ซ่ึงการเชื่อมโยง
ความสมั พนั ธท์ าใหไ้ ดร้ ูข้ อ้ มูลใหม่และมีความเขา้ ใจในเน้ือหาอยา่ งถ่องแท้ Caine and Caine (1993)
กล่าววา่ ส่ิงเหล่าน้ีเป็น “ความรู้สึกท่เี กิดจากการเรียนรูอ้ ยา่ งมีความหมาย” โดยจะทาให้เกิดแรงจงู ใจ
และมีมโนมติท่ีถูกตอ้ ง การวางแผนการสอนท่ดี สี าหรบั สถานการณ์ในการเรียนรู้ท่ีจะทาใหน้ กั เรียน
ไดร้ บั ประสบการณ์ที่เกิดจากการเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งมีความหมาย การวางแผนการสอนอยา่ งรอบคอบ
เป็นส่ิงทจี่ าเป็ น เน่ืองจาก บอ่ ยคร้งั ที่นกั เรียนไม่สามารถเชื่อมโยงขอ้ มูลใหม่ ๆ กบั ส่ิงที่รูจ้ กั ได้
จากการวจิ ยั พบวา่ ถึงแมว้ า่ นกั เรียนจะนาความรูเ้ ดิมมาเช่ือมโยงกบั สถานการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ
บางคร้ังก็ยงั ไม่สามารถเช่ือมโยงความสมั พนั ธเ์ ขา้ ดว้ ยกนั ได้ เมื่อผสู้ อนไดจ้ ดั การเรียนโดยเชื่อมโยง
ส่ิงแวดลอ้ มรอบ ๆ ตวั โดยกระตนุ้ ความรูเ้ ดิมและเชื่อมโยงความสมั พนั ธส์ ถานการณ์รอบ ๆ ตวั
เขา้ กบั ความรู้เดิมของนกั เรียนก็จะช่วยใหน้ กั เรียนสามารถเชื่อมความรู้ในสิ่งทีจ่ ะเรียนเขา้ กบั บริบท
รอบ ๆ ตวั ได้ การเชื่อมโยงความรู้เดิมของนกั เรียนซ่ึงจะเป็ นโครงสร้างพ้นื ฐานในการสร้างความรู้
ใหม่ อาจจะเป็ นการใชค้ าถาม ถามนกั เรียนที่สามารถใหน้ กั เรียนตอบคาถามจากประสบการณ์ทมี่ า
จากชีวติ จริงนอกช้นั เรียน
2. ประสบการณ์ (Experiencing) เป็นกลยทุ ธใ์ นสอนเพอื่ เช่ือมโยงความสมั พนั ธข์ อ้ มูล
ใหม่ ๆ จากประสบการณ์ทเ่ี กิดข้นึ ในชีวติ ประจาวนั หรือความรูเ้ ดิมของนกั เรียน ครูสามารถช่วยให้
นกั เรียนไดร้ ับความรู้ใหม่ ๆ โดยจดั สถานการณ์ใหเ้ หมาะสม โดยเป็ นการจดั การเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ท่ีลงมือปฏบิ ตั ขิ องนกั เรียนในช้นั เรียน วธิ ีการน้ีเรียกวา่ “การเรียนรู้จากประสบการณ์”
โดยเป็นการเรียนจากการลงมือทาและปฏิบตั ิ เช่น การสารวจ การคน้ หา และการประดิษฐ์ ซ่ึงการ
เรียนในช้นั เรียนไดร้ วมไปถึงการจดั การความรูท้ ่เี ป็นแนวคิดจากนามธรรมเป็ นรูปธรรม
3. การประยกุ ตใ์ ช้ (Applying) เป็นกลยทุ ธก์ ารสอนท่มี ีการนาความรู้ไปใชโ้ ดยนกั เรียน
นาไปประยกุ ตใ์ ชเ้ มื่อนกั เรียนเกิดความสนใจในกิจกรรมการเรียนการสอนจากการลงมือปฏิบตั ดิ ว้ ย
ตนเองและผเู้ รียนสามารถอธิบายกิจกรรมท่ีนกั เรียนสนใจไดด้ ว้ ย ครูสามารถสร้างแรงจงู ใจเพอื่ ให้
นกั เรียนเกิดความเขา้ ใจทถ่ี ูกตอ้ งโดยใหแ้ บบฝึกหดั ท่ีเกี่ยวขอ้ งและสมั พนั ธก์ บั ชีวติ จริง แบบฝึกหัด
เหล่าน้ีรวมไปถึงแบบฝึกหดั แกโ้ จทยป์ ัญหาทพ่ี บในหนงั สือเรียน โดยการกาหนดสถานการณ์
ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั สถานการณ์ทเี่ กิดข้นึ จริงในชีวติ ประจาวนั ซ่ึงจะทาใหเ้ กิดแรงจูงใจในการเรียนรูแ้ ละ
มโนมติทีถ่ ูกตอ้ งในการเรียนได้ ซ่ึงพบวา่ แบบฝึกหดั ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั ชีวติ จริงหรือสภาพจริง จะ
สามารถสรา้ งแรงจูงใจของนกั เรียนในการเรียนรู้และใหน้ กั เรียนมีมโนมตทิ ถ่ี ูกตอ้ งและคงทนได้
3501659878 18
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 4. การร่วมมือ (Cooperating) เป็นการเรียนในรูปแบบบริบทของการแลกเปล่ียน การ
ตอบสนอง และการส่ือสารกบั ผเู้ รียนคนอื่น ๆ ภายในกลุ่ม โดยกระบวนกลุ่มจะประสบความสาเร็จ
ตอ้ งข้ึนอยกู่ บั การส่ือสาร การสงั เกต การใหค้ าแนะนา การอภิปราย การวเิ คราะห์ การสะทอ้ นกลบั
การแลกเปล่ียนเรียนรู้ การโตต้ อบ และการสื่อสารกบั ผอู้ ื่นได้ รวมไปถึงการลงมือปฏบิ ตั กิ ารทดลอง
การทางานกลุ่มจะทาใหผ้ เู้ รียนสามารถอธิบายวธิ ีการ แนวคดิ ท่จี ะสามารถแลกเปล่ียนความคิดเหน็
และแนะวธิ ีการแกป้ ัญหาในกลุ่มไดเ้ พอื่ ใชเ้ ป็ นแนวทางทดี่ ีในการแกป้ ัญหาซ่ึงจะทาใหส้ มาชิกของ
กลุ่มมีความมนั่ ใจในการลงมือปฏิบตั ิและมีแรงจูงใจในการทางานท่ีสูงข้นึ มากกวา่ ทาดว้ ยตนเอง
5. การถ่ายโอน (Transferring) เป็ นการใชค้ วามรู้ในบริบทใหม่ ๆ หรือสถานการณ์
ท่ีไม่ไดค้ รอบคลมุ ในช้นั เรียนภายหลงั จากการสร้างองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเองการใชบ้ ริบทในหอ้ งเรียน
บทบาทของครู คือ การขยายหรือสรา้ งสรรคป์ ระสบการณ์การเรียนรูอ้ ยา่ งหลากหลายไปในบริบท
อ่ืน ๆ โดยมุ่งสอนความเขา้ ใจมากกวา่ ในบริบทท่ีเรียน
กลยทุ ธก์ ารเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานทกี่ ล่าวมาขา้ งตน้ ซ่ึงเรียกโดยยอ่ วา่ กลยทุ ธ์
REACT ซ่ึงในงานดงั กล่าวไดก้ ล่าวไวว้ า่ การใชก้ ลยทุ ธ์ REACT ในการจดั การเรียนการสอน
ไม่จาเป็นตอ้ งสอนเป็นข้นั ตอนตามลาดบั แต่ควรจะใหม้ ีการใชก้ ลยทุ ธ์ REACT ใหไ้ ดม้ ากท่สี ุด
เท่าท่ีเป็ นไปได้
วิธีการจดั การเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็ นฐาน
การจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานเป็นการจดั การเรียนรู้ท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั
ใหผ้ ูเ้ รียนไดม้ ีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ไดล้ งมือปฏบิ ตั กิ ิจกรรมดว้ ยตนเอง หรือรูจ้ กั กนั โดยทวั่ ไป
วา่ Pupil-center learning หรือ participatory learning หรือ Active learning ตวั อยา่ งกิจกรรม เช่น
การอภิปรายกลุ่มยอ่ ย กิจกรรมการแกป้ ัญหา (แบบรายบุคคลหรือแบบรายกลุ่ม) การสารวจ
ตรวจสอบ การแสดงบทบาทสมมุติ เป็นตน้ (Bennett, 2003, p. 109) โดยจากการศกึ ษาพบวา่
มีนกั การศึกษาไดเ้ สนอข้นั ตอนในการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็ นฐานไวใ้ นหลายรูปแบบ
ดงั ต่อไปน้ี
Whitelegg and Parry (1999) ไดก้ ล่าวถึงข้นั ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบท
เป็นฐานไว้ ดงั น้ี
1. การเขา้ สู่บทเรียนดว้ ยบริบท บทเรียนเร่ิมตน้ ดว้ ยบริบทหรือหวั ขอ้ ทผี่ เู้ รียนมีความ
คุน้ เคยในบริบทน้นั แลว้ หรือสรา้ งความคุน้ เคยใหก้ บั ผเู้ รียนในแตล่ ะแผนการจดั การเรียนรู้
จะใชบ้ ริบททีแ่ ตกตา่ งกนั ข้นึ อยกู่ บั ผลการเรียนรู้ทีค่ าดหวงั และความรู้หรือความเขา้ ใจเดิมของ
ผเู้ รียนเป็นสาคญั
3501659878 19
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 2. การต้งั ขอ้ สงสยั และการวางแผน หลงั จากผเู้ รียนไดแ้ ลกเปล่ียนความคิดเห็นและ
ไดร้ บั ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ในข้นั ตอนน้ีจะกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนต้งั คาถามตามความสนใจและวางแผนคน้ หา
คาตอบ โดยส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏิบตั ิ เพอื่ สืบคน้ ตอ่ ไป
3. การขยายความคดิ เป็นการสรุปบทเรียน ในช่วงน้ีคาดหวงั วา่ ผเู้ รียนจะมีความเขา้ ใจ
แนวคิดหลกั ในแต่ละแผนการจดั การเรียนรูแ้ ละกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียนสร้างบทสรุปแนวคิดน้นั ดว้ ย
ตนเองโดยการนาเสนอและอภปิ รายร่วมกนั และลงขอ้ สรุปเกี่ยวกบั คาถามในช่วงที่ 1
4. การเจาะลึกและสร้างความสมั พนั ธ์ เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนเห็นวา่ แนวคดิ ท่เี รียนสามารถ
นาไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ในบริบทหรือสถานการณ์ใหม่ ๆ ช่วยใหผ้ เู้ รียนมน่ั ใจและเห็นคุณค่าในสิ่ง
ที่ตนเรียนรู้มากข้ึน อีกท้งั ยงั เป็นการประเมินหรือวดั ความเขา้ ใจอีกคร้งั หน่ึง
Gilbert (2006, pp. 960-963) ไดก้ ล่าวถึงข้นั ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบท
เป็นฐานไว้ ดงั น้ี
1. การกาหนดสถานการณ์ (Setting focal event) โดยครูผสู้ อนกาหนดสถานการณ์ทีม่ ี
ความเก่ียวขอ้ งกบั ผเู้ รียนหรือสถานการณ์ท่ีผเู้ รียนสนใจ เพอ่ื ใหผ้ ูเ้ รียนไดน้ ึกถึงและอภิปรายเก่ียวกบั
สถานการณ์ดงั กล่าววา่ เกิดข้ึนท่ีไหน เมื่อไร อยา่ งไร และผลทเ่ี กิดข้ึนเป็ นอยา่ งไรรวมถึงใหผ้ เู้ รียน
ไดก้ าหนดปัญหาและคิดหาแนวทางการแกไ้ ขปัญหาทีเ่ กิดข้นึ
2. การศึกษาคน้ ควา้ หรืองลงมือปฏิบตั ิงาน (Learning task) ผเู้ รียนไดร้ ่วมมือกนั
ทากิจกรรมเป็ นกลุ่มและมีการติดต่อสื่อสารกนั กบั ผเู้ รียนคนอื่น ๆ เพอ่ื ศกึ ษาคน้ ควา้ หรือลงมือ
ปฏิบตั กิ ิจกรรมต่าง ๆ ดว้ ยตนเอง เช่น การทดลอง การแกป้ ัญหา การอภปิ รายกลุ่มยอ่ ยการแสดง
บทบาทสมมุติ การสืบคน้ ขอ้ มูลการประดิษฐค์ ดิ คน้ สิ่งต่าง ๆ เป็ นตน้ ซ่ึงจะส่งผลใหผ้ เู้ รียนได้
คน้ พบความรูห้ รือแนวคิดใหม่ ๆ
3. เรียนรู้แนวคิดสาคญั (Learning key concept) ผเู้ รียนจะไดเ้ รียนรู้เกี่ยวกบั แนวคิด
ทสี่ าคญั ทไ่ี ดจ้ ากการทากิจกรรมโดยการเปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนไดน้ าเสนอ (รายงานผล) ขอ้ คน้ พบ
ตา่ ง ๆ รวมท้งั สรุปความรูห้ รือแนวคดิ ที่ไดจ้ ากการคน้ หาความรูด้ ว้ ยตนเอง โดยครูผูส้ อนจะตอ้ ง
คานึงถึงความรู้เดิมและความรู้พน้ื ฐานของผเู้ รียนดว้ ย
4. นาไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่บริบทสืบคน้ (Recontextualise) เพอ่ื กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รียน
มีการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูโ้ ดยครูผสู้ อนจดั กิจกรรมเพอื่ ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนไดม้ ีการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
หรือแนวคิดทเ่ี ก่ียวขอ้ งในสถานการณ์อ่ืน ๆ หรือการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูใ้ นชีวติ ประจาวนั ของผเู้ รียน
3501659878 20
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 Warren (2006, p. 424) ไดก้ ล่าวถึงข้นั ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็น
ฐานไว้ ดงั น้ี
1. นาเขา้ สู่บริบท ใหน้ กั เรียนมีส่วนร่วมในการอภปิ รายเกี่ยวกบั บริบท
2. ขยายบริบท ใหน้ กั เรียนร่วมกนั เขยี นแผนผงั แนวคิดของบริบท
3. ระบุปัญหาและต้งั สมมติฐาน ใหน้ กั เรียนระบปุ ัญหาและต้งั สมมติฐานจากบริบท
4. คน้ หาความรู้ ใหน้ กั เรียนหาความรูโ้ ดยสารวจตรวจสอบ (ทดลอง สงั เกต) หรือ
สืบคน้ ขอ้ มลู (ทาเป็นกลุ่มหรือบคุ คลกไ็ ด)้ หรือสาธิตจากครูผสู้ อน
5. สรุปผลการเรียนรู้ ใหน้ กั เรียนนาเสนองาน (รายงานผล) และสรุปผลที่ไดจ้ ากการ
คน้ หาความรู้
6. ออกจากบริบท ใหน้ กั เรียนร่วนกนั สะทอ้ นสิ่งที่ไดเ้ รียนรู้
Williams, Anderson, and Day (2007) ไดก้ ล่าวถึงข้นั ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดย
ใชบ้ ริบทเป็นฐานไว้ ดงั น้ี
1. นกั เรียนรวมกลุ่มขนาดเลก็ แสดงความคดิ (Think Aloud) แลกเปลี่ยนอภปิ ราย
สถานการณ์ปัญหาร่วมกนั เพอื่ แสดงถึงความรู้เดิมของตนและช่องวา่ งของความรู้ทีม่ ีอยเู่ ดิมของ
สมาชิกในกลุ่ม (Knowledge Gaps) และร่วมกนั ต้งั แนวทางในการแกป้ ัญหาพร้อมกบั มีการวจิ ารณ์
ขอ้ คดิ เห็นซ่ึงกนั และกนั เพอื่ สร้างแนวทางในการเขา้ ถึงเป้าหมาย
2. ครูกระตนุ้ ใหน้ กั เรียนควบคุมการเรียนดว้ ยตนเอง (Self-Directed) โดยนกั เรียน
ทาการคน้ ควา้ หาความรู้และฝึกทกั ษะ เพอ่ื ใหบ้ รรลุเป้าหมายที่ต้งั ไวใ้ นข้นั ตอนท่ี 1
3. ครูใหน้ กั เรียนร่วมกนั อภิปรายกลุ่มเพอื่ แลกเปลี่ยนความรู้ สรุปส่ิงทไี่ ดเ้ รียนรู้และ
อภิปรายเกี่ยวกบั การนาไปใชใ้ นอนาคต
4. ครูใหน้ กั เรียนสะทอ้ นคดิ และวพิ ากษว์ จิ ารณ์เก่ียวกบั กระบวนการกลุ่มในบทบาท
ของนกั เรียน สามารถระบุส่ิงท่เี รียนรู้จากกิจกรรมและการนาความรูไ้ ปใชใ้ นสถานการณ์ทจี่ ะพบ
เจอในอนาคตไดอ้ ยา่ งไร
Jong (2008, p. 6) ไดก้ ล่าวถึงข้นั ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานไว้
ดงั น้ี
1. นาเสนอบริบท (Introductory context) เพอ่ื ใหน้ กั เรียนตระหนกั ถึงความจาเป็นที่
ตอ้ งเรียนรู้ (Need to know) โดยใหน้ กั เรียนต้งั คาถาม
2. รวบรวมและปรับปรุงคาถามของนกั เรียน เพอ่ื เตรียมนกั เรียนสาหรับการคน้ หา
คาตอบโดยการเรียนรู้เก่ียวกบั แนวคดิ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
3501659878 21
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 3. ทบทวนเน้ือหาจากหนงั สือหรือแหล่งขอ้ มูล เพอ่ื สร้างความเชื่อมโยงระหวา่ ง
คาถามและขอ้ มูลทอ่ี ยใู่ นหนงั สือหรือจากการสืบคน้
4. นาเสนอบริบท (Inquiry context) เพอ่ื กระตนุ้ นกั เรียนมีการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
(Need to apply)
กิตติมา พนั ธพ์ ฤกษา, ณสรรค์ ผลโภค, มนสั บุญประกอบ และจรรยา ดาสา (2555, หนา้
177-178) การพฒั นารูปแบบการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ทเี่ นน้ วธิ ีการสอนโดยใชบ้ ริบท เพอ่ื
ส่งเสริมความเขา้ ใจมโนมติ การคดิ วิเคราะห์และการนาไปใช้ รูปแบบการเรียนการสอนน้ีเนน้ การ
ใชบ้ ริบทในชีวติ จริงหรือเหตกุ ารณ์ในชีวติ ประจาวนั มาเป็นประเดน็ ในการเริ่มบทเรียน เรียกวา่
FEACA Model ประกอบดว้ ยข้นั ตอนการสอนวทิ ยาศาสตร์ 5 ข้นั ตอน ดงั น้ี
1. มุ่งความสนใจ (Focusing) ข้นั ตอนน้ีมีจดุ มุ่งหมายเพอื่ กระตนุ้ ความสนใจและ
ตรวจสอบความรู้พน้ื ฐานของนกั เรียน โดยครูนาเสนอเหตกุ ารณ์ในชีวติ ประจาวนั หรือสถานการณ์
ต่าง ๆ ที่สอดคลอ้ งกบั ประสบการณ์เดิมของนกั เรียน พร้อมท้งั ต้งั ประเด็นคาถามเพอ่ื กระตนุ้ ให้
นกั เรียนร่วมกนั อภิปราย และแสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั เหตกุ ารณ์ดงั กล่าว นกั เรียนเปรียบเทยี บ
พรอ้ มจดั กลุ่มคาตอบใหอ้ ยใู่ นหมวดหมู่ทมี่ ีความหมาย เม่ือจบข้นั ตอนน้ีคาตอบของนกั เรียนจะไม่
ถูกตดั สินวา่ ถูกหรือผดิ แตจ่ ะเป็นประเดน็ เพอ่ื นาไปสู่การสารวจตรวจสอบตอ่ ไป
2. สารวจตรวจสอบ (Exploring) ข้นั ตอนน้ีมีจุดมุ่งหมายเพอื่ ใหน้ กั เรียนไดม้ ีโอกาส
ศกึ ษาคน้ ควา้ หรือลงมือปฏบิ ตั ิผา่ นกิจกรรมท่มี ีความสอดคลอ้ งกบั เหตุการณ์ที่ครูเสนอ เพอื่ หา
คาตอบของประเด็นคาถามที่ร่วมกนั อภปิ ราย โดยครูคอยแนะนาและอานวยความสะดวกใน
ระหวา่ งทนี่ กั เรียนทากิจกรรมพรอ้ มท้งั ตรวจสอบวา่ นกั เรียนไดข้ อ้ มูลครบถว้ น
สาหรับใชใ้ นข้นั ตอนถดั ไป
3. วเิ คราะหข์ อ้ มูล (Analyzing) จุดมุ่งหมายของข้นั ตอนน้ีเนน้ ใหน้ กั เรียนวเิ คราะห์
ขอ้ มูลเพอื่ สร้างองคค์ วามรูด้ ว้ ยตนเอง นกั เรียนวิเคราะหข์ อ้ มูลและหาความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูลทไี่ ด้
จากการทากิจกรรมโดยการตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมและสรา้ งองคค์ วามรู้โดยสรุปผลของกิจกรรม
ทไี่ ดท้ าพรอ้ มท้งั นาเสนอแลกเปลี่ยนขอ้ คน้ พบต่าง ๆ กบั เพอ่ื นร่วมช้นั โดยครูคอยแนะนาและ
อานวยความสะดวกในระหวา่ งที่นกั เรียนทากิจกรรม
4. พฒั นาแนวความคิด (Conceptual Developing) ข้นั ตอนน้ีมีจุดมุ่งหมายเพอ่ื สรา้ ง
ความเขา้ ใจมโนทศั นท์ ถ่ี ูกตอ้ งเก่ียวกบั เน้ือหาน้นั ๆ โดยครูนาอภิปรายขอ้ คน้ พบตา่ ง ๆ ทีน่ กั เรียน
นาเสนอและร่วมกนั สรุปเพอื่ ใหไ้ ดค้ วามคดิ ทถี่ ูกตอ้ งพรอ้ มแกไ้ ขความเขา้ ใจท่ีคลาดเคล่ือนของ
นกั เรียน นกั เรียนศึกษาเพมิ่ เตมิ จากใบความรู้หรือแหล่งเรียนรู้อ่ืน ๆ แลว้ ร่วมกนั อภิปรายเหตุการณ์
ในข้นั ตอนแรกโดยใชอ้ งคค์ วามรูท้ ีพ่ ฒั นาข้นั
3501659878 22
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 5. ประยกุ ตใ์ ช้ (Applying) ข้นั ตอนน้ีมีจุดมุ่งหมายเพอ่ื ใหน้ กั เรียนนาความรู้ท่ีได้
ไปอธิบายเหตุการณ์ใหม่ โดยครูนาอภปิ รายนาความรู้ท่ีไดไ้ ปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั จากน้นั นกั เรียน
แตล่ ะกลมุ่ ระดมความคิดเพอ่ื ยกตวั อยา่ งเหตกุ ารณ์อื่นพร้อมอธิบายเหตกุ ารณ์เหล่าน้นั โดยใชค้ วามรู้
ทพ่ี ฒั นาข้ึน แลว้ นาเสนอหนา้ ช้นั เรียน โดยเพอ่ื นนกั เรียนกลุ่มอื่นร่วมกนั วเิ คราะห์ความถูกตอ้ ง
ของเหตกุ ารณ์และเหตุผลทใี่ ชใ้ นการอธิบาย
จากการศึกษาวธิ ีการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน จะเห็นไดว้ า่ ถึงแมน้ กั การศกึ ษา
หลายทา่ นไดก้ ล่าวถึงลกั ษณะและข้นั ตอนของการจดั การเรียนรูโ้ ดยใหบ้ ริบทเป็ นฐานไวอ้ ยา่ ง
หลากหลาย แตเ่ ม่ือพจิ ารณารายละเอียดในแต่ละลกั ษณะหรือข้นั ตอนของนกั การศึกษาแตล่ ะทา่ น
พบวา่ ลกั ษณะการจดั การเรียนรู้ของแตล่ ะท่านมีความคลา้ ยคลึงกนั นนั่ คือ แนะใหผ้ สู้ อนพยายาม
เช่ือมโยงเน้ือหาใหเ้ ขา้ กบั บริบทในชีวติ ประจาวนั ใหม้ ากท่สี ุด และจดั การเรียนรู้เพอื่ ตอบปัญหาของ
บริบทน้นั ๆ ผวู้ จิ ยั มีความสนใจท่ีจะนาการจดั การเรียนรู้ตามแนวคดิ ของ Gilbert (2006) มาใชใ้ น
งานวจิ ยั เนื่องจากมีความครอบคลุมลกั ษณะและข้นั ตอนของนกั การศึกษาท่านอ่ืน ๆ อกี ท้งั ยงั
เป็นไปตามรูปแบบการจดั การเรียนรู้โดยใชบ้ ริบทเป็นฐานแบบปัจจบุ นั ซ่ึงเป็นรูปแบบทนี่ าบริบท
มาใชก้ ่อนแนวคดิ และบริบทตามหลงั แนวคิด จะส่งผลใหน้ กั เรียนสามารถเชื่อมโยงบริบทกบั
เน้ือหาวชิ าไดด้ ียงิ่ ข้ึน ดงั น้นั การวจิ ยั ในคร้งั น้ีผวู้ ิจยั จงึ ไดก้ าหนดข้นั ตอนการจดั การเรียนรู้โดยใช้
บริบทเป็นฐาน 4 ข้นั ตอน โดยไดเ้ พมิ่ รายละเอียดในแตล่ ะข้นั ตอนใหม้ ีความสมบรูณ์และชดั เจน
มากยง่ิ ข้นึ ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
ข้นั ที่ 1 กาหนดสถานการณ์ ในข้นั น้ีครูผสู้ อนนาเสนอบริบทแนะนา เพอ่ื ใหน้ กั เรียน
ตระหนกั ถึงความจาเป็นท่ตี อ้ งเรียนรู้ โดยครูผูส้ อนกาหนด สถานการณ์ทม่ี ีความเก่ียวขอ้ งกบั
นกั เรียนหรือสถานการณ์ทีน่ กั เรียนมีความสนใจ เพอ่ื ใหน้ กั เรียนไดน้ ึกถึงและอภิปรายเก่ียวกบั
สถานการณ์ดงั กล่าววา่ เกิดข้ึนทีไ่ หน เมื่อไหร่ อยา่ งไร และผลท่เี กิดข้นึ เป็นอยา่ งไร รวมถึงให้
นกั เรียนไดก้ าหนดปัญหาและคิดหาแนวทางแกไ้ ขปัญหาที่เกิดข้ึน
ข้นั ที่ 2 ลงมือปฏบิ ตั งิ าน เป็นข้นั ตอนทนี่ กั เรียนไดร้ ่วมกนั ทากิจกรรมเป็ นกลุ่มและมีการ
ติดต่อส่ือสารกบั นกั เรียนคนอ่ืนเพอื่ ศึกษาคน้ ควา้ และลงมอื ปฏิบตั กิ ิจกรรมต่าง ๆ ดว้ ยตนเอง
ผา่ นการทดลอง การแกป้ ัญหา การอภปิ รายกลุ่มยอ่ ย การแสดงบทบาทสมมุติ การสืบคน้ ขอ้ มลู การ
ประดิษฐค์ ิดคน้ สิ่งต่าง ๆ หรือการสาธิตจากครูผสู้ อน เป็ นตน้ โดยกิจกรรมดงั กล่าวเป็ นการนา
ปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขในข้นั ที่ 1 ซ่ึงจะส่งผลใหน้ กั เรียนไดค้ น้ พบความรูห้ รือแนวคิดใหม่ ๆ
ข้นั ท่ี 3 เรียนรูแ้ นวคิดสาคญั ในข้นั น้ีนกั เรียนจะไดเ้ รียนรู้เก่ียวกบั แนวคิดสาคญั ทไี่ ด้
จากการทากิจกรรม โดยการเปิ ดโอกาสใหน้ กั เรียนไดว้ เิ คราะหข์ อ้ มูล หาความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูล
เพอื่ นาเสนอขอ้ คน้ พบตา่ ง ๆ รวมท้งั สรุปความรูห้ รือแนวคดิ ทีไ่ ดจ้ ากการคน้ หาความรูด้ ว้ ยตนเอง
3501659878 23
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 โดยครูผสู้ อนคอยเพมิ่ เติมหรือแกไ้ ขขอ้ มูลท่ขี าดหายหรือผดิ พลาดอยา่ งใกลช้ ิด เพอื่ ใหน้ กั เรียน
ไดเ้ รียนรูแ้ นวคิดสาคญั ที่ถูกตอ้ ง
ข้นั ท่ี 4 นาไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่ ในข้นั น้ีครูผสู้ อนนาเสนอบริบทสืบคน้ เพอ่ื กระตนุ้
ใหน้ กั เรียนมีการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ โดยครูผสู้ อนจดั กิจกรรมเพอื่ ส่งเสริมใหน้ กั เรียนไดม้ ีการ
ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ หรือแนวคดิ ทเ่ี กี่ยวขอ้ งในสถานการณ์อ่ืน ๆ หรือการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ในชีวติ
ประจาวนั
การคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์
ความหมายของการคดิ วิเคราะห์
ตามทพี่ จนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 ไดบ้ ญั ญตั ไิ วว้ า่ “วเิ คราะห์”
หมายถึง ใคร่ครวญ หรือแยกออกเป็ นส่วน ๆ เพอื่ ศกึ ษาใหถ้ ่องแท้ ดงั น้นั คาวา่ การคิดวเิ คราะห์ จึงมี
ความหมายวา่ การคิดใคร่ครวญ โดยแยกแยะเรื่องราวต่าง ๆ ออกเป็ นส่วน ๆ อยา่ งมีเหตุผล
(ราชบณั ฑิตยสถาน, 2554)
สุวทิ ย์ มูลคา (2553, หนา้ 9) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคดิ วเิ คราะห์วา่ เป็นความสามารถ
ในการจาแนก แยกแยะองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ของส่ิงใดส่ิงหน่ึง ซ่ึงอาจจะเป็ นวตั ถุ สิ่งของ เร่ืองราว
หรือเหตุการณ์และหาความสมั พนั ธเ์ ชิงเหตุผลระหวา่ งองคป์ ระกอบเหล่าน้นั เพอื่ คน้ หาสภาพความ
เป็นจริงหรือสิ่งสาคญั ของส่ิงทีก่ าหนดให้
เกรียงศกั ด์ิ เจริญวงศศ์ กั ด์ิ (2554, หนา้ 24) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคิดเชิงวเิ คราะห์วา่
เป็นความสามารถในการจาแนก แจกแจงองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ของสิ่งตา่ ง ๆ ของส่ิงใดส่ิงหน่ึงหรือ
เร่ืองใดเรื่องหน่ึง และหาความสมั พนั ธเ์ ชิงเหตผุ ลระหวา่ งองคป์ ระกอบเหล่าน้นั เพอื่ คน้ หาสาเหตุ
ทีแ่ ทจ้ ริงของสิ่งที่เกิดข้นึ
ลกั ขณา สริวฒั น์ (2549, หนา้ 69) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคิดวเิ คราะห์วา่ เป็นความ
สามารถในการแยกแยะส่วนยอ่ ย ๆ ของเหตุการณ์เรื่องราวหรือเน้ือเร่ืองตา่ ง ๆ วา่ ประกอบดว้ ย
อะไร มีจุดมุ่งหมายหรือความประสงคส์ ่ิงใด และส่วนยอ่ ย ๆ ท่ีสาคญั น้นั แตล่ ะเหตุการณ์เก่ียวพนั
กนั อยา่ งไรบา้ ง และเก่ียวพนั กนั โดยอาศยั หลกั การใด เพอ่ื ใหเ้ กิดความชดั เจนและความเขา้ ใจจน
สามารถนาไปสู่การตดั สินใจไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เหมาะสม
ประพนั ธศ์ ิริ สุเสารัจ (2553, หนา้ 54-55) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคิดวเิ คราะห์วา่
เป็นความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดและจาแนก แยกแยะขอ้ มูลองคป์ ระกอบของสิ่งต่าง ๆ
ไม่วา่ จะเป็นวตั ถุ เรื่องราว เหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ออกเป็นส่วนยอ่ ย ๆ และจดั เป็ นหมวดหมู่ เพอ่ื คน้ หา
ความจริง ความสาคญั แก่นแทอ้ งคป์ ระกอบหรือหลกั การของเรื่องน้นั ๆ สามารถอธิบายตคี วามสิ่ง
3501659878 24
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ทีเ่ ห็น ท้งั ทอ่ี าจแฝงซ่อนอยภู่ ายในส่ิงต่าง ๆ หรือปรากฏไดอ้ ยา่ งชดั เจน รวมท้งั หาความสมั พนั ธแ์ ละ
ความเช่ือมโยงของสิ่งตา่ ง ๆ วา่ เก่ียวพนั กนั อยา่ งไร อะไรเป็ นสาเหตุ ส่งผลกระทบต่อกนั อยา่ งไร
อาศยั หลกั การใด จนไดค้ วามคดิ เพอ่ื นาไปสู่การสรุป การประยกุ ตใ์ ช้ ทานายหรือคาดการณ์
ส่ิงต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
สุคนธ์ สินธพานนท,์ ฟองจนั ทร์ สุขยงิ่ , จินตนา วรี เกียรติสุนทร และพวิ สั สา นภารัตน์
(2554, หนา้ 31)ไดใ้ หค้ วามหมายของการคิดวเิ คราะห์วา่ เป็นการคิดท่ีสามารถจาแนก แยกแยะ
ขอ้ มูลหรือวตั ถุสิ่งของต่าง ๆ หรือเรื่องราว เหตกุ ารณ์ออกเป็นส่วนยอ่ ยตามหลกั การหรือเกณฑ์
ทกี่ าหนด เพอื่ คน้ หาความจริง หรือความสาคญั ทแ่ี ฝงอยหู่ รือปรากฏอยจู่ นไดค้ วามคดิ ทจ่ี ะนาไปสู่
ขอ้ สรุปและการนาไปประยกุ ตใ์ ช้
Bloom (1956, p. 144) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคดิ วเิ คราะหว์ า่ เป็ นความสามารถ
ในการแยกแยะ เพอื่ หาส่วนยอ่ ยของเหตกุ ารณ์ เรื่องราวหรือเน้ือหาตา่ ง ๆ วา่ ประกอบดว้ ยอะไร
มีความสาคญั อยา่ งไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล และทเี่ ป็ นอยา่ งน้นั อาศยั หลกั การอะไร
ชาตรี สาราญ (2548, หนา้ 40-41) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคิดวเิ คราะหว์ า่ เป็นการรูจ้ กั
พจิ ารณา คน้ หาใคร่ครวญ ประเมินค่าโดยใชเ้ หตุผลเป็นหลกั ในการหาความสมั พนั ธเ์ ช่ือมโยง
หล่อหลอมเหตกุ ารณ์ทีเ่ กิดข้ึนไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์แบบอยา่ งสมเหตุสมผลก่อนที่จะตดั สินใจ
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา (2549, หนา้ 5) ใหค้ วามหมายของการคิดวเิ คราะห์
วา่ เป็ นการระบุเร่ืองหรือปัญหา จาแนกแยกแยะ เปรียบเทียบขอ้ มูลเพอ่ื จดั กลุ่มอยา่ งเป็ นระบบ
ระบุเหตุผลหรือเช่ือมโยงความสมั พนั ธข์ องขอ้ มลู และตรวจสอบขอ้ มูลหรือหาขอ้ มูลเพมิ่ เติม
เพอ่ื ใหเ้ พยี งพอในการตดั สินใจ แกป้ ัญหา และคดิ สร้างสรรค์
Wattson and Glaser (1964, p. 11) ใหค้ วามหมายของการคิดวเิ คราะหว์ า่ เป็นสิ่งทเี่ กิดจาก
ส่วนประกอบของทศั นคติ ความรู้ และทกั ษะ โดยทศั นคติเป็นการแสดงออกทางจติ ใจทตี่ อ้ งการ
สืบคน้ ปัญหาทมี่ ีอยู่ ความรูจ้ ะเก่ียวขอ้ งกบั การใชเ้ หตุผลในการประเมินสถานการณ์ การสรุปความ
อยา่ งเทยี่ งตรงและการเขา้ ใจในความเป็นนามธรรม ส่วนทกั ษะจะประยกุ ตร์ วมอยใู่ นทศั นคติและ
ความรู้
Ennis (1985, p. 83) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคดิ วเิ คราะห์วา่ เป็ นการประเมินขอ้ ความ
ไดถ้ ูกตอ้ ง เป็นการคิดแบบตรึกตรองและมีเหตุผล เพอ่ื การตดั สินใจก่อนท่จี ะเชื่อหรือก่อนทจี่ ะ
ลงมือปฏบิ ตั ิ
Russell (1988) ใหค้ วามหมายของการคดิ วเิ คราะหว์ า่ เป็ นการคดิ เพอื่ แกป้ ัญหาชนิดหน่ึง
โดยผคู้ ิดจะตอ้ งใชก้ ารพจิ ารณาตดั สินในเร่ืองราวต่าง ๆ วา่ เห็นดว้ ยหรือไม่เห็นดว้ ย การคิดวเิ คราะห์
3501659878 25
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 จงึ เป็นกระบวนการประเมินหรือการจดั หมวดหมู่โดยอาศยั เกณฑท์ ่ีเคยยอมรับกนั มาแต่ก่อน ๆ แลว้
สรุปหรือพจิ ารณาตดั สิน
Marzano and Kendall (2007, p. 44) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคิดวเิ คราะห์วา่ เป็น
ความสามารถในการใชเ้ หตผุ ลและความละเอียดถี่ถว้ นในการจาแนกแยะแยะส่ิงตา่ ง ๆ
จากการศกึ ษาความหมายของการคิดวเิ คราะห์ขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ า่ นกั การศกึ ษาและ
นกั วจิ ยั ส่วนใหญม่ ีความคดิ เห็นเกี่ยวกบั ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์ ทีส่ อดคลอ้ งกนั โดย
สามารถสรุปไดว้ า่ การคดิ วเิ คราะห์ หมายถึง การจาแนก แยกแยะ เหตุการณ์ เรื่องราว หรือ
องคป์ ระกอบของเน้ือหาสาระต่าง ๆ ออกเป็นส่วนยอ่ ย ๆ และหาความสมั พนั ธ์ ความเก่ียวพนั
ของเน้ือหาขององคป์ ระกอบน้นั ๆ และมีหลกั การที่ชดั เจนเพอื่ นาไปสู่การสรุป การประยกุ ตใ์ ช้
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์
จากการศกึ ษาความหมายของการคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ ผวู้ ิจยั พบวา่
มีนกั การศกึ ษาหลายท่านไดใ้ หค้ วามหมายของการคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ อีกท้งั ผวู้ จิ ยั ยงั
พบวา่ มีการใชค้ าวา่ การคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ และการคดิ วเิ คราะห์เชิงวทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงมีการ
ใหค้ วามหมายท่ีคลา้ ยคลึงกนั ผวู้ จิ ยั จึงเลือกใชค้ าวา่ การคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ ในการทาวจิ ยั
คร้งั น้ี
รุ่งอรุณ เธียรประกอบ (2549) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ เป็นความสามารถของนกั เรียนท่จี ะ
จาแนก แยกแยะ คิดวพิ ากษว์ จิ ารณ์อยา่ งเป็นระบบท่ีสมเหตุสมผลประกอบดว้ ยการวเิ คราะห์ปัญหา
การต้งั สมมตฐิ าน การออกแบบการทดลอง การบนั ทึกผลการทดลอง และการสรุปผลการทดลอง
โดยใชค้ วามรู้ ประสบการณ์และทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
สนั ต์ เพยี รอดวงษ์ (2551) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ เป็ นความสามารถในการจาแนก แยกแยะ
หาความสมั พนั ธเ์ ชิงเหตผุ ล องคป์ ระกอบของวตั ถุส่ิงของหรือเร่ืองราวตา่ ง ๆ ตลอดจนความ
สามารถในการพนิ ิจพเิ คราะหห์ าเหตุผลโดยอาศยั การพจิ ารณาขอ้ มูลและสถานการณ์ตา่ ง ๆ วา่ มี
ขอ้ เทจ็ จริงเพยี งใด สิ่งใดดีหรือไม่ดี อยา่ งไร ผใู้ ดถูก ผใู้ ดผดิ เร่ืองน้นั เป็ นสาเหตขุ องเรื่องน้ี หรือไม่
และประเมินหรือตดั สินลงความเห็นไปเป็นความคดิ ท่ใี ชด้ ุลพนิ ิจ พจิ ารณาขอ้ เท็จจริง หรือพจิ ารณา
วา่ อะไรเป็นสาเหตุอะไรเป็ นผลของเรื่องต่าง ๆ แลว้ ประมวลผลออกมาเป็ นคาตอบ มากกวา่ ท่ีจะ
เป็นแตเ่ พยี งการนึกไดเ้ องเทา่ น้นั
รววิ รรณ พงษพ์ วงเพชร (2552) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ เป็ นพฤติกรรมทีเ่ กิดจาก
ความสามารถในการคิดจาแนก แยกแยะใหเ้ หตุผลและหาความสมั พนั ธ์ขององคป์ ระกอบตา่ ง ๆ
ซ่ึงอาจจะเป็นวตั ถุ สิ่งของ เร่ืองราวหรือเหตุการณ์ เพอื่ ศกึ ษาสภาพจริงของส่ิงทต่ี อ้ งการคน้ หา
3501659878 26
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 โดยนาเอาองคค์ วามรูท้ างวทิ ยาศาสตร์มาใชใ้ นการคิดอยา่ งเป็นระบบ
สุภสั สร สิงหโ์ ส (2558) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ เป็นความสามารถในการแยกแยะขอ้ มูล
ต่าง ๆ เพอ่ื หาส่วนยอ่ ย ๆ เหล่าน้นั มีความเช่ือมโยงเกี่ยวขอ้ งกนั อยา่ งไร และสามารถผกู ตดิ เร่ืองราว
ที่สมบรู ณ์โดยยดึ ทฤษฎีหรือหลกั การได้
กมลชนก อินตะ๊ โมงค์ (2559) ไดใ้ หค้ วามหมายว่า เป็ นการจาแนกแยกแยะ เปรียบเทียบ
ขอ้ มูล หาความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูลอยา่ งเป็ นระบบ ระบุเหตผุ ลหรือเช่ือมโยงความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูล
และตรวจสอบขอ้ มูลหรือหาขอ้ มูลเพมิ่ เติมเพอื่ ใหเ้ พยี งพอต่อการตดั สินใจและแกป้ ัญหา
ศศิวมิ ล สนิทบญุ (2559) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ เป็ นการคดิ วเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์
หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเพอื่ หา ส่วนยอ่ ยของเหตุการณ์เร่ืองราวหรือเน้ือหาตา่ ง ๆ
ของส่ิงใดสิ่งหน่ึงเป็ นการคิดโดยอาศยั องคค์ วามรูท้ างวทิ ยาศาสตร์มาใชห้ าความสมั พนั ธเ์ ชิงเหตุผล
ระหวา่ งองคป์ ระกอบเหล่าน้นั เพอื่ การตดั สินใจ หรือสรุปอยา่ งสมเหตุสมผล
จากการศกึ ษาความหมายของการคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ า่
นกั การศกึ ษาและนกั วจิ ยั ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเก่ียวกบั ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์ทาง
วทิ ยาศาสตร์ ท่ีสอดคลอ้ งกนั สามารถสรุปไดว้ า่ การคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ เป็นการจาแนก
แยกแยะ เหตกุ ารณ์ เร่ืองราว หรือองคป์ ระกอบของเน้ือหาสาระตา่ ง ๆ ทางวทิ ยาศาสตร์ออกเป็ น
ส่วนยอ่ ย ๆ และหาความสมั พนั ธ์ ความเก่ียวพนั ของเน้ือหาขององคป์ ระกอบน้นั ๆ และมีหลกั การ
ทชี่ ดั เจนเพอ่ื นาไปสู่การสรุป การประยกุ ตใ์ ชไ้ ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
องค์ประกอบของการคดิ วเิ คราะห์
Bloom (1956, pp. 145-148) จาแนกพฤตกิ รรมการคิดวเิ คราะหไ์ วด้ งั น้ี
1. การคิดวเิ คราะห์ความสาคญั (Analysis of Element) หมายถึง ความสามารถ
ในการคน้ หาคุณลกั ษณะท่เี ด่นชดั ของเรื่องราวในแงม่ ุมต่าง ๆ ตามกฎเกณฑท์ ก่ี าหนดให้ จาแนก
ออกเป็ น
1.1 การวเิ คราะหช์ นิด หมายถึง ความสามารถในการจาแนก บอกชนิด ลกั ษณะ
ประเภท ของขอ้ ความ เรื่องราว วตั ถุสิ่งของ เหตุการณ์ และการกระทาตา่ ง ๆ ตามกฎเกณฑแ์ ละ
หลกั การใหม่ที่เรากาหนดให้
1.2 การวเิ คราะห์ส่ิงสาคญั หมายถึง ความสามารถในการคน้ หาสิ่งทีม่ ีความหมาย
นยั สาคญั ของเร่ืองราวในแงม่ ุมต่าง ๆ เช่น ใหจ้ บั ความสาคญั ทเี่ ป็ นเน้ือหาสาระและแก่นสาร
ของเร่ืองราว วเิ คราะหห์ าผลลพั ธผ์ ลสรุป ความเด่นทมี่ ีคุณคา่ และความดอ้ ยทไี่ รส้ าระ หรือส่ิงทม่ี ี
อิทธิพลท้งั โดยตรงและโดยออ้ มตอ่ เรื่องราวน้นั ในทางใดทางหน่ึง
3501659878 27
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 1.3 การวเิ คราะหเ์ ลศนยั หมายถึง ความสามารถในการแยะแยะ คน้ หาเจตนา ความคดิ
ที่ซ่อนแฝงอยใู่ นขอ้ ความ เรื่องราว วตั ถุสิ่งของ เหตุการณ์และการกระทา หรือเหตุการณ์ใด
เหตุการณ์หน่ึง
2. การวิเคราะห์ความสมั พนั ธ์ (Analysis of Relationship) หมายถึง ความสามารถ
ในการคน้ หาความเก่ียวขอ้ งหรือสมั พนั ธก์ นั ระหวา่ งคุณลกั ษณะสาคญั ใด ๆ ของบรรดาเรื่องราว
และส่ิงต่าง ๆ ไดแ้ ก่
2.1 วเิ คราะห์ชนิดของความสมั พนั ธ์
2.2 วเิ คราะหข์ นาดของความสมั พนั ธ์
2.3 วเิ คราะห์ข้นั ตอนความสมั พนั ธ์
2.4 วเิ คราะห์จดุ ประสงคแ์ ละวธิ ีการ
2.5 วเิ คราะห์สาเหตุและผล
2.6 วเิ คราะหแ์ บบความสมั พนั ธใ์ นรูปอุปมาอุปไมย
3. การวเิ คราะหห์ ลกั การ (Analysis of Organizational Principles) หมายถึง ความสามารถ
ในการคน้ หาโครงสรา้ ง และระบบของบรรดาเรื่องราวและสิ่งตา่ ง ๆ ตลอดจนการกระทาตา่ ง ๆ
วา่ ส่ิงเหล่าน้นั รวมกนั โดยมีสิ่งใดมาเป็นตวั เช่ือมโยง หรือมีอะไรเป็ นหลกั เป็ นแกนกลาง จาแนกได้
ดงั น้ี
3.1 การวเิ คราะหโ์ ครงสรา้ ง หมายถึง ความสามารถในการวเิ คราะห์เรื่องราวและ
สิ่งต่าง ๆ วา่ มีสิ่งใดเป็นตวั เช่ือมโยงสิ่งยอ่ ย ๆ เหล่าน้นั เขา้ เป็ นเอกรูปเดียวกนั
3.2 การวเิ คราะห์หลกั การ หมายถึง ความสามารถในการวเิ คราะหเ์ ร่ืองราวและ
ส่ิงต่าง ๆ วา่ ยดึ ถืออะไรเป็ นหลกั การและเป็นแนวทางในการปฏบิ ตั ิ
Marzano and Kendall (2007, pp. 44-50) ไดอ้ ธิบายวา่ กระบวนการวเิ คราะหเ์ ก่ียวขอ้ งกบั
การตรวจสอบรายละเอียดของความรู้ และการสรา้ งขอ้ สรุปใหม่ การมีส่วนร่วมในกระบวนการ
เหล่าน้ี ผเู้ รียนสามารถใชส้ ่ิงทพี่ วกเขากาลงั เรียนรูเ้ พอื่ สร้างขอ้ มูลเชิงลึกใหม่ ๆ หรือสถานการณ์
ใหม่ ๆ โดยมาร์ซาโนอธิบายกระบวนการคดิ วเิ คราะห์ไดเ้ ป็น 5 ประเภท คือ การจบั คู่ การจดั
หมวดหมู่ การวเิ คราะห์ขอ้ ผดิ พลาด การสรุปหลกั การทวั่ ไป และการนาไปใช้
1. การจบั คู่ (Matching) เป็นความสามารถในการสงั เกต และจาแนกแยกแยะรายละเอียด
ของส่ิงต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ตา่ ง ๆ ที่เหมือนกนั และตา่ งกนั ออกเป็นแต่ละส่วนที่เขา้ ใจงา่ ยอยา่ งมี
หลกั เกณฑ์ สามารถเปรียบเทยี บ ระบตุ วั อยา่ งหลกั ฐาน ลกั ษณะความเหมือน ความแตกตา่ งของส่ิง
ตา่ ง ๆ ได้ ซ่ึงจะเช่ือมโยงไปสู่ความสามารถในการจบั คูแ่ ละการจดั กลุ่มส่ิงตา่ ง ๆ ท่ีเหมือนกนั ท้งั
รูปร่าง ลกั ษณะ และแหล่งกาเนิดได้
28
3501659878 2. การจดั หมวดหมู่ (Classifying) เป็นความสามารถในการประมวลความรูเ้ พอื่ การจดั
กลุ่ม จดั ลาดบั และจดั ประเภท ของส่ิงตา่ ง ๆ สามารถหาคุณลกั ษณะหรือคุณสมบตั ขิ องสิ่งของที่
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 เหมือนกนั หรือคลา้ ยคลึงกนั ออกเป็ นพวก เป็ นกลุ่ม ไดอ้ ยา่ งมีความหมายมีหลกั การและ
มีหลกั เกณฑ์
3. ดา้ นการวเิ คราะห์ขอ้ ผดิ พลาด (Analyzing Error) หมายถึง การวเิ คราะห์ขอ้ ผดิ พลาด
โดยใชเ้ หตุผลตามขอ้ มลู น้นั ๆ ในการอธิบายความสมั พนั ธ์ และความไม่สมั พนั ธข์ องส่ิงตา่ ง ๆ
การระบขุ อ้ มูลหรือสิ่งท่ีไม่ถกู ตอ้ งไม่สมเหตุสมผล ส่ิงทผี่ ดิ ปกติ แตกตา่ งออกไปจากทค่ี วรจะเป็ น
การพฒั นาความสามารถในดา้ นน้ีจะเกิดข้ึนไดค้ วรใหม้ ีการโตแ้ ยง้ ถกเถียงกนั โดยใชเ้ หตผุ ล
4. ดา้ นการสรุปหลกั การทวั่ ไป (Generalizing) หมายถึง ความสามารถในการนาความรู้
เดิมทีม่ ีไปสรุปเป็นหลกั การใหม่ นาไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถานการณ์ใหม่ หรือสามารถนาความรูไ้ ปใช้
ในกิจกรรมชีวติ ประจาวนั ได้ โดยทวั่ ไปจะเป็นการใหเ้ หตผุ ลเชิงอุปนยั
5. ดา้ นการนาไปใช้ (Specifying) หมายถึง ความสามารถในการนาความรู้หรือหลกั การ
ทมี่ ีอยแู่ ลว้ ไปใชเ้ พอ่ื การประมาณและการทานายสถานการณ์ทจ่ี ะเกิดข้นึ ในอนาคตไดอ้ ยา่ งจาเพาะ
เจาะจง สามารถเขา้ ใจเหตุการณ์ มีความรู้ความสามารถในการระบรุ ายละเอียดในเหตุการณ์น้นั และ
ปรับเปล่ียนวธิ ีการใหเ้ หมาะสมกบั ส่ิงทอ่ี าจเกิดข้นึ ต่อไปได้
จากการศกึ ษาองคป์ ระกอบของการคดิ วเิ คราะหข์ า้ งตน้ สามารถสรุปไดว้ า่ องคป์ ระกอบ
การคิดวเิ คราะห์ตามแนวคดิ ของบลูมแบ่งออกเป็น 3 ดา้ น คอื การวเิ คราะหค์ วามสาคญั การ
วเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธ์ และการวเิ คราะหห์ ลกั การ ส่วนการคิดวเิ คราะหต์ ามแนวคิดของมาร์ซาโน
แบง่ ออกเป็น 5 ดา้ น คอื การจบั คู่ การจดั หมวดหมู่ การวเิ คราะหข์ อ้ ผดิ พลาด การสรุปหลกั การ
ทวั่ ไป และการนาไปใช้ มีความคลา้ ยคลึงกนั ดงั แสดงในตารางท่ี 2-3
ตารางที่ 2-3 ผลการประมวลแนวคิดของบลูมและมาร์ซาโน
แนวคดิ ของบลูม แนวคดิ ของมาร์ซาโน
การวเิ คราะห์ความสาคญั การจบั คู่
การวเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์
การวเิ คราะห์หลกั การ การจดั หมวดหมู่
การวเิ คราะหข์ อ้ ผดิ พลาด
การสรุปหลกั การทว่ั ไป
การนาไปใช้
3501659878 29
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ซ่ึงผวู้ จิ ยั สนใจท่ีจะศึกษาการคดิ วเิ คราะหต์ ามแนวคิดของมาร์ซาโนอนั ประกอบดว้ ย
การจบั คู่ การจดั หมวดหมู่ การวิเคราะห์ขอ้ ผดิ พลาด การสรุปหลกั การทว่ั ไป และการนาไปใช้
เน่ืองจากมีความละเอียด และครอบคลุมองคป์ ระกอบของการคดิ วเิ คราะห์ในทกุ ดา้ น
กระบวนการจดั การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการคดิ วิเคราะห์
มีผศู้ ึกษาวธิ ีและเทคนิคการสอนทช่ี ่วยส่งเสริมการคดิ วเิ คราะห์เป็นจานวนมากเนื่องจาก
วธิ ีการคิดวเิ คราะห์มีการปฏบิ ตั ิตามหลกั การเป็นข้นั ตอนอยา่ งมีระบบและมีความสาคญั อยา่ งยงิ่ อีก
ท้งั ทกั ษะการคดิ วเิ คราะหเ์ ป็นทกั ษะของการนาไปปรบั แกป้ ัญหาตา่ ง ๆ ในการดาเนินชีวติ ประจาวนั
ของมนุษย์ มีนกั การศกึ ษาหลายทา่ นทศ่ี กึ ษาขอ้ มลู จากอดีตจนถึงปัจจุบนั ไดอ้ ธิบายไวห้ ลายประเด็น
ดงั น้ี
กองบรรณาธิการวารสารวงการครู (2547, หนา้ 10-20) กล่าววา่ การสอนใหค้ ิดแบบ
วเิ คราะห์ มุ่งหมายใหน้ กั เรียนคิดอยา่ งแยกแยะได้ และคดิ ไดอ้ ยา่ งคล่องแคล่ว หรือมีทกั ษะใน
การคิดวเิ คราะห์ไดข้ ้นั แรก ครูผสู้ อนตอ้ งรู้จกั ความคิดแบบวเิ คราะหน์ ้ีอยา่ งดีเสียก่อน ข้นั ตอ่ ๆ ไป
จึงผสานการคิดแบบน้ีเขา้ ไปในกระบวนการเรียนการสอนไม่วา่ จะใชร้ ะเบยี บวิธีสอน เทคนิคการ
สอนแบบใด โดยแบ่งแนวทางการคิดในรูปกิจกรรมหรือคาถามใหพ้ ฒั นาการคดิ แบบวเิ คราะหข์ ้นึ
ในตวั นกั เรียน การสอนการคิดวเิ คราะห์ ประกอบดว้ ย
1. การสอนการคดิ วเิ คราะห์แยกองคป์ ระกอบ (Analysis of elements) มุ่งใหน้ กั เรียน
คิดแบบแยกแยะวา่ ส่ิงสาเร็จรูปหน่ึงมีองคป์ ระกอบอะไร มีแนวทางดงั น้ี
1.1 วเิ คราะห์ชนิด โดยมุ่งใหน้ กั เรียนคิดและวนิ ิจฉยั วา่ บรรดาขอ้ ความ เรื่องราว
เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ใด ๆ ทพ่ี จิ ารณาอยนู่ ้นั จดั เป็ นชนิดใด ประเภทใด ลกั ษณะใด ตามเกณฑ์
หรือหลกั การใหม่ท่กี าหนด
1.2 วเิ คราะหส์ ่ิงสาคญั มุ่งใหค้ ดิ แยกแยะและวนิ ิจฉยั วา่ องคป์ ระกอบใด สาคญั
หรือไม่สาคญั
1.3 วเิ คราะห์เลศนยั มุ่งใหค้ ิดคน้ หาสิ่งที่พรางไว้ แฝงเรน้ อยมู่ ิไดบ้ ่งบอกไวต้ รง ๆ
แตม่ ีร่องรอยส่งให้เห็นวา่ มีความจริงน้นั ซ่อนอยู่
2. การสอนการคดิ วเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์ (Analysis of relationships) มุ่งใหน้ กั เรียน
คิดแบบแยกแยะวา่ มีองคป์ ระกอบใดสมั พนั ธก์ นั สมั พนั ธก์ นั แบบใด สมั พนั ธต์ ามกนั หรือกลบั กนั
สมั พนั ธก์ นั สูงต่าเพยี งไร มีแนวทางดงั น้ี
2.1 วเิ คราะห์ชนิดความสมั พนั ธ์ มุ่งใหค้ ดิ แบบคน้ หาชนิดของความสมั พนั ธ์
วา่ สมั พนั ธแ์ บบตามกนั กลบั กนั หรือไม่สมั พนั ธก์ นั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งองคป์ ระกอบกบั
องคป์ ระกอบองคป์ ระกอบกบั เร่ืองท้งั หมด
3501659878 30
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 2.2 วเิ คราะหข์ นาดของความสมั พนั ธ์ โดยมุ่งให้คิดเพอื่ คน้ หาขนาด ระดบั ของ
ความสมั พนั ธ์
2.3 วเิ คราะหข์ ้นั ตอนของความสมั พนั ธ์ มุ่งใหค้ ิดเพอ่ื คน้ ลาดบั ข้นั ของความ
สมั พนั ธใ์ นเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง ท่ีเป็นเร่ืองแปลกใหม่
2.4 วเิ คราะหว์ ตั ถุประสงคแ์ ละวธิ ีการ มุ่งใหค้ ดิ และคน้ วา่ การกระทา พฤตกิ รรม
พฤติการณ์ มีเป้าหมายอะไร
2.5 วเิ คราะหส์ าเหตแุ ละผลทเ่ี กิดตามมา มุ่งใหค้ ดิ แบบแยกแยะให้เห็นความ
สมั พนั ธเ์ ชิงเหตผุ ล ซ่ึงเป็นยอดปรารถนาประการหน่ึงของการสอนใหค้ ิดเป็น คือ คิดหาเหตแุ ละ
ผลไดด้ ี
2.6 วเิ คราะห์รูปแบบความสมั พนั ธ์ โดยใหค้ น้ หารูปแบบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง 2
สิ่ง แลว้ บอกรูปแบบความสมั พนั ธน์ ้นั หรือเปรียบเทียบกบั ความสมั พนั ธค์ ู่อ่ืน ๆ ที่คลา้ ยกนั ทานอง
เดียวกนั ในรูปอุปมาอุปไมย
3. การสอนคดิ วเิ คราะห์หลกั การ (Analysis of Organizational Principles ) มุ่งให้
นกั เรียนคดิ อยา่ งแยกแยะจนจบั หลกั การไดว้ า่ สิ่งสาเร็จรูปคุมองคป์ ระกอบต่าง ๆ อยใู่ นระบบใด
คือหลกั การอะไร ข้นั ตอนการวเิ คราะหห์ ลกั การตอ้ งอาศยั การวเิ คราะหข์ ้นั ตน้ คอื การวเิ คราะห์
องคป์ ระกอบ และวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธเ์ สียก่อน กล่าวคอื ตอ้ งแยกแยะส่ิงสมบรู ณ์หรือระบบ
ใหเ้ ห็นวา่ องคป์ ระกอบสาคญั มีหนา้ ท่ีอยา่ งไร และองคป์ ระกอบเหล่าน้นั เกี่ยวขอ้ งพาดพงิ อาศยั
หรือสมั พนั ธก์ นั อยา่ งไร พจิ ารณาจนรูค้ วามสมั พนั ธต์ ลอดจนสามารถสรุป จบั ใจความ หรือ
หลกั การไดว้ า่ การทที่ กุ ส่วนเหล่าน้นั สามารถทางานร่วมกนั เกาะกลุ่มกนั จนเป็ นระบบอยไู่ ด้
เพราะหลกั การใด ผลทไ่ี ดเ้ ป็นการวเิ คราะห์หลกั การ (principle) ซ่ึงเป็นแบบวิเคราะห์การสอนให้
คิดแบบวเิ คราะห์หลกั การเนน้ การสอนวเิ คราะห์ ดงั น้ี
3.1 วเิ คราะห์โครงสร้าง มุ่งใหน้ กั เรียนคดิ แบบแยกแยะ แลว้ คน้ หาโครงสร้าง
ของส่ิงสาเร็จรูปน้นั ไม่วา่ จะเป็นปัญหาใหม่ เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ขอ้ ความ การทดลอง
3.2 การวเิ คราะห์หลกั การ มุ่งใหน้ กั เรียนคดิ แบบแยกแยะแลว้ คน้ หาความจริง
แม่บทของส่ิงน้นั เร่ืองราวน้นั สิ่งสาเร็จรูปน้นั โดยการคดิ หาหลกั การ
Marzano and Kendall (2007, p. 62) กล่าววา่ กระบวนการคดิ วเิ คราะห์เกี่ยวขอ้ งกบั
การตรวจสอบรายละเอียดของความรู้ท่ีดี และเป็นผลใหเ้ กิดขอ้ สรุปใหม่ โดยกระบวนการคิด
วเิ คราะห์จะประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน ดงั น้ี
1. การจบั คู่ (Matching) มุ่งใหน้ กั เรียนระบุความคลา้ ยและความแตกตา่ งกนั ท่ีสาคญั
ระหวา่ งองคป์ ระกอบของความรู้
3501659878 31
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 2. การจดั หมวดหมู่ (Classifying) มุ่งใหน้ กั เรียนระบหุ มวดหมู่หลกั และหมวดหมู่
ยอ่ ยทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั ความรู้
3. การวเิ คราะหข์ อ้ ผดิ พลาด (Analyzing Error) มุ่งใหน้ กั เรียนระบุขอ้ ผดิ พลาดของ
การนาเสนอ หรือการใชค้ วามรู้
4. การสรุปหลกั การทวั่ ไป (Generalizing) มุ่งใหน้ กั เรียนสร้างขอ้ สรุปใหม่ หรือ
หลกั การท่เี กิดจากความรู้
5. การนาไปใช้ (Specifying) มุ่งใหน้ กั เรียนประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูห้ รือคาดคะเน
ผลกระทบทอี่ าเกิดข้ึนจากความรู้ของนกั เรียน
จากการศึกษาการจดั การเรียนรู้เพอื่ ส่งเสริมการคิดวเิ คราะหข์ า้ งตน้ จะเห็นไดว้ า่
กระบวนการจดั การเรียนรู้เพอื่ ส่งเสริมการคดิ วเิ คราะห์ของนกั การศึกษาแต่ละทา่ นมีความคลา้ ยคลงึ
กนั โดยผวู้ จิ ยั สามารถสรุปไดว้ า่ กระบวนการจดั การเรียนรู้เพอื่ ส่งเสริมการคดิ วเิ คราะห์ ครูผสู้ อน
จะตอ้ งมุ่งใหน้ กั เรียนระบคุ วามคลา้ ยและความแตกต่างกนั ระบหุ มวดหมู่หลกั และหมวดหมู่ยอ่ ย
ระบุขอ้ ผดิ พลาดของการนาเสนอ หรือการใชค้ วามรู้ สร้างขอ้ สรุปหรือหลกั การใหม่ สุดทา้ ยจะตอ้ ง
มุ่งใหน้ กั เรียนประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้หรือคาดคะเนผลกระทบที่อาจเกิดข้ึนจากความรูข้ องนกั เรียน
ประโยชน์ของการคดิ วเิ คราะห์
ลกั ขณา สริวฒั น์ (2549, หนา้ 32-45) ไดอ้ ธิบายถึงประโยชนข์ องการคดิ วเิ คราะหไ์ ว้ ดงั น้ี
1. ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา
2. ช่วยใหค้ านึงถึงความสมเหตุสมผลของขนาดกลุ่มตวั อยา่ ง
3. ช่วยลดการอา้ งประสบการณ์ส่วนตวั เป็ นขอ้ สรุปทว่ั ไป
4. ช่วยขดุ คน้ สาระของความประทบั ใจคร้ังแรก
5. ช่วยตรวจสอบการคาดคะเนบนฐานความรูเ้ ดิม
6. ช่วยวนิ ิจฉยั ขอ้ เท็จจริงจากประสบการณ์ส่วนบุคคล
7. เป็นพ้นื ฐานการคดิ ในมิติอื่น ๆ
8. ช่วยในการแกป้ ัญหา
9. ช่วยในการประเมินและตดั สินใจ
10. ช่วยใหค้ วามคิดสรา้ งสรรคส์ มเหตสุ มผล
11. ช่วยให้เขา้ ใจแจม่ กระจ่าง
3501659878 32
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 สุวทิ ย์ มูลคา (2553, หนา้ 39) ไดอ้ ธิบายถึงประโยชน์ของการคิดวเิ คราะห์ไว้ ดงั น้ี
1. ช่วยใหเ้ รารู้ขอ้ เทจ็ จริง รูเ้ หตผุ ลเบ้ืองหลงั ของส่ิงที่เกิดข้ึน เขา้ ใจความเป็ นมา
เป็นไปของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ รูว้ า่ เร่ืองน้นั มีองคป์ ระกอบอะไรบา้ งทาใหเ้ ราไดข้ อ้ เทจ็ จริงท่ีเป็ น
ฐานความรู้ในการนาไปใชใ้ นการตดั สินใจเร่ืองต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
2. ช่วยใหเ้ ราสารวจความสมเหตุสมผลของขอ้ มูลท่ีปรากฏและไม่ด่วนสรุปตาม
อารมณ์ ความรูส้ ึกหรืออคติ แตส่ ืบคน้ ตามหลกั เหตผุ ลและขอ้ มลู ทีเ่ ป็ นจริง
3. ช่วยใหเ้ ราไม่ด่วนสรุปส่ิงใดง่าย ๆ แต่ส่ือสารตามความเป็นจริง ขณะเดียวกนั
จะช่วยใหเ้ ราไม่หลงเชื่อขอ้ อา้ งทเ่ี กิดจากตวั อยา่ งเพยี งอยา่ งเดียว แต่พจิ ารณาเหตุผลและปัจจยั เฉพาะ
ในแต่ละกรณีได้
4. ช่วยในการพจิ ารณาสาระสาคญั อื่น ๆ ท่ีถูกบดิ เบือนไปจากความประทบั ใจ
ในคร้งั แรกทาให้เรามองอยา่ งครบถว้ นในแงม่ ุมอื่น ๆ ที่มีอยู่
5. ช่วยพฒั นาความเป็นคนช่างสงั เกต การหาความแตกต่างของสิ่งที่ปรากฏ
พจิ ารณาตามความสมเหตุสมผลของส่ิงท่เี กิดข้นึ ก่อนที่จะตดั สินสรุปสิ่งใดลงไป
6. ช่วยใหเ้ ราหาเหตุผลทส่ี มเหตุสมผลใหก้ บั ส่ิงทเี่ กิดข้ึนจริง ณ เวลาน้นั โดยไม่พ่งึ พงิ
อคติ ทก่ี ่อตวั อยใู่ นความทรงจา ทาใหเ้ ราสามารถประเมินสิ่งต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งสมจริงสมจงั
7. ช่วยประมาณการความน่าจะเป็น โดยสามารถใชข้ อ้ มูลพ้นื ฐานทีเ่ รามีวเิ คราะห์
ร่วมกบั ปัจจยั อื่น ๆ ของสถานการณ์ ณ เวลาน้นั อนั จะช่วยเราคาดการณ์ความน่าจะเป็ นได้
สมเหตุสมผลมากกวา่
จากการศกึ ษาประโยชนข์ องการคิดวเิ คราะห์ขา้ งตน้ สามารถสรุปไดว้ า่ การคิดวเิ คราะห์
ช่วยส่งเสริมความฉลาดทางสติปัญญา ช่วยในการแกป้ ัญหา ช่วยในการประเมินและตดั สินไดอ้ ยา่ ง
สมเหตุสมผล และเป็นพ้นื ฐานการคดิ ในมิตอิ ื่น ๆ
การวัดความสามารถในการคดิ วิเคราะห์
ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ (2543, หนา้ 149-154) กล่าววา่ การวดั ความสามารถ
ทางการคิดวเิ คราะห์ เป็นคาถามที่สามารถแยกแยะส่วนยอ่ ย ๆ ของเหตุการณ์ เรื่องราวหรือเน้ือหา
ต่าง ๆ วา่ ประกอบดว้ ยสิ่งใดบา้ ง มีจดุ มุ่งหมายหรือประสงคส์ ่ิงใด นอกจากน้นั ยงั มีส่วนยอ่ ย ๆ
ที่สาคญั ในแตล่ ะเหตุการณ์เก่ียวพนั กนั อยา่ งไรบา้ ง และเก่ียวพนั กนั ดว้ ยหลกั การประการใด จะเห็น
วา่ สมรรถภาพดา้ นการคิดวเิ คราะหจ์ ะเตม็ ไปดว้ ยการหาเหตแุ ละผลมาเกี่ยวขอ้ งกนั เสมอ การคิด
วเิ คราะหจ์ งึ ตอ้ งอาศยั พฤติกรรม ดา้ นความจา ความเขา้ ใจ และดา้ นการนาไปใชม้ าประกอบการ
พจิ ารณา การวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์แบง่ แยกยอ่ ยออกเป็น 3 ประเภท คือ
3501659878 33
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 1. วเิ คราะหค์ วามสาคญั หมายถึง การแยกแยะสิ่งทีก่ าหนดมาใหว้ า่ อะไรสาคญั หรือ
จาเป็นหรือมีบทบาทท่สี ุด ตวั ไหนเป็นเหตุ ตวั ไหนเป็นผล
2. วเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์ หมายถึง การคน้ หาวา่ ความสาคญั ยอ่ ย ๆ ของเร่ืองราว หรือ
เหตกุ ารณ์น้นั เกี่ยวพนั กนั อยา่ งไร สอดคลอ้ งหรือขดั แยง้ กนั อยา่ งไร
3. วเิ คราะห์หลกั การ หมายถึง การคน้ หาโครงสร้างและระบบของวตั ถุ ส่ิงของ
เรื่องราวและการกระทาตา่ ง ๆ วา่ ส่ิงเหล่าน้นั รวมกนั จนดารงสภาพเช่นน้นั อยไู่ ดเ้ น่ืองจากอะไร
โดยยดึ อะไรเป็นหลกั เป็นแกนกลาง มีสิ่งใดเป็นตวั เช่ือมโยง ยดึ ถือหลกั การใด มีเทคนิคอยา่ งไร
หรือยดึ คติใด
Wattson and Glaser (1964, p. 11) กล่าววา่ การวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ คอื
การวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหว์ จิ ารณ์ โดยมีกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์มาเป็นเหตุผล
ในการพจิ ารณาในการตดั สินใจเร่ืองราวตา่ ง ๆ หรือสถานการณ์ตา่ ง ๆ นอกจากน้นั ทสี่ าคญั ใน
เหตกุ ารณ์หรือสถานการณ์ก็จะมีความเก่ียวขอ้ งเป็นเหตุเป็ นผลกนั จะเห็นวา่ การคิดวิเคราะหจ์ ะตอ้ ง
มีการหาสาเหตุและผลมาเพอื่ พจิ ารณาอยเู่ สมอ การวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหม์ ี 5 ข้นั ตอน
ดงั น้ี
1. การระบุปัญหา จะเป็ นการระบุปัญหา และทาความเขา้ ใจกบั ปัญหา พจิ ารณาขอ้ มูล
หรือกาหนดปัญหา ขอ้ โตแ้ ยง้ หรือขอ้ มูลที่คลุมเครือ รวมท้งั นิยามความหมายของคาและขอ้ ความ
การระบปุ ัญหาเป็นกระบวนการเริ่มตนของการคดิ วเิ คราะห์ หรือการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ เป็นการ
กระตุน้ ใหบ้ ุคคลเริ่มตน้ คิด เมื่อตระหนกั วา่ มีปัญหาหรือขอ้ โตแ้ ยง้ หรือไดร้ บั ขอ้ มูลข่าวสารที่
คลุมเครือ จะพยายามหาคาตอบที่สมเหตสุ มผล เพอื่ ทาความเขา้ ใจกบั ปัญหาน้นั ปัญหาจึงเป็ นส่ิงเร้า
เป็นจดุ เริ่มตนของการคดิ วเิ คราะห์ หรือคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ
2. การต้งั สมมติฐาน เป็นการพจิ ารณาแนวทางการสรุปอา้ งอิงของปัญหาขอ้ โตแ้ ยง้
หรือขอ้ มูลที่คลุมเครือ โดยนาขอ้ มูลท่ีมกี ารจดั ระบบแลว้ มาพจิ ารณาเชื่อมโยงความสมั พนั ธ์ เพอ่ื
กาหนดแนวทางการสรุปที่น่าเป็นไปไดว้ า่ จากขอ้ มูลท่ีปรากฏสามารถเป็ นไปในทิศทางใดบา้ ง
เพอื่ ที่จะไดพ้ จิ ารณาเลือกแนวทางท่ีเป็นไปไดม้ ากท่สี ุด หรือการตดั สินใจอยา่ งสมเหตุสมผลในการ
สรุปอา้ งอิงต่อไป
3. การตรวจสอบสมมติฐาน เป็นการรวบรวมขอ้ มูลท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ปัญหาขอ้ โตแ้ ยง้
หรือขอ้ มูลทีค่ ลุมเครือจากแหล่งตา่ ง ๆ รวมท้งั การตรวจสอบสมมติฐานท่ตี ้งั ไว้ เพอื่ เป็ นแนวทาง
ในการตดั สินใจอยา่ งสมเหตสุ มผล ในการสรุปอา้ งอิงต่อไป
4. การสรุปอา้ งอิงโดยใชห้ ลกั ตรรกศาสตร์ เป็นการพจิ ารณาเลือกแนวทางท่ี
สมเหตุสมผลท่ีสุด จากขอ้ มูลหรือหลกั ฐานทม่ี ีอยู่ หลงั จากกาหนดแนวทางเลือกที่อาจเป็ นได้
3501659878 34
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ก็จะพยายามเลือกวธิ ีการหรือแนวทางทีเ่ ป็นไปไดม้ ากท่สี ุด ทน่ี าไปสู่การสรุปที่สมเหตสุ มผล
Bloom (1956) กล่าววา่ การวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะหน์ ้นั จะตอ้ งพจิ ารณา
ท้งั 3 ดา้ น ซ่ึงประกอบดว้ ย
1. การคดิ วเิ คราะหค์ วามสาคญั เป็นการถามใหค้ น้ หามูลเหตุ ผลลพั ธแ์ ละความสาคญั
ของเร่ืองราวตา่ งน้นั ๆ โดยใชท้ กั ษะวิเคราะหว์ า่ ตอนใดเป็นคาอนุมานหรือสมมติฐาน วเิ คราะหว์ า่
ตอนใดเป็นคาสรุปหรือคาอา้ งอิงสนบั สนุน วเิ คราะห์วา่ ขอ้ สรุปน้นั มีอะไรสนบั สนุน วเิ คราะหห์ า
ขอ้ ผดิ พลาด
2. การวิเคราะหค์ วามสมั พนั ธ์ เป็ นการถามใหค้ น้ ควา้ วา่ ความสาคญั ยอ่ ย ๆ ของ
เร่ืองราวน้นั เก่ียวพนั กนั อยา่ งไร พาดพงิ อยา่ งไร ยดึ ทฤษฎีอะไรเป็ นหลกั โดยพจิ ารณาวา่ อะไรเป็น
สาเหตสุ ิ่งน้นั ๆ เรื่องน้นั ๆ ส่ิงใดเป็นผลของการกระทาน้นั บุคคลหรือบทความน้นั ยดึ หลกั ทฤษฎี
ใด บทความน้ีมีขอ้ อนุมานใด คากล่าวขยายสนบั สนุนหรือคดั คา้ นอะไร ขอ้ สรุปยดึ เหตุผลขอ้ ไหน
ของคู่ใดมีความสมั พนั ธก์ นั มากนอ้ ย ถา้ เกิดสิ่งน้นั ส่ิงใดจะเกิดตามมา ยกเรื่องราวขอ้ เทจ็ จริงมา
วเิ คราะห์วา่ สอดคลอ้ งหรือขดั แยง้ กนั
3. การวเิ คราะห์หลกั การ เป็ นการถามใหค้ น้ วา่ เร่ืองราวน้นั ๆ อาศยั หลกั การและ
ระเบียบในการจดั โครงสรา้ งอยา่ งไร
Marzano Kendall (2007, pp. 79-91) กล่าววา่ การวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
ประกอบดว้ ยทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ การจบั คู่ เพอื่ ระบคุ วามเหมือนและความแตกตา่ ง
ของขอ้ มลู การจดั หมวดหมู่ เพอื่ จดั เรียงลาดบั และจดั ประเภทของขอ้ มูล การวเิ คราะห์ขอ้ ผดิ พลาด
เพอ่ื บอกความเป็นเหตเุ ป็นผลและระบุขอ้ บกพร่องของขอ้ มูล การสรุปหลกั การทวั่ ไป เพอ่ื สรุป
ขอ้ มูลตา่ ง ๆ อยา่ งมีเหตผุ ล และการนาไปใช้ เพอื่ คาดเดาเพอื่ สรุปผลจากขอ้ มูล โดยอาศยั ขอบเขต
ของความรู้ ประกอบดว้ ยความรู้ 3 ประเภท และกระบวนการจดั กระทากบั ขอ้ มูล 6 ระดบั โดยมี
รายละเอียดดงั น้ี
1. ขอ้ มูล (Information) เนน้ การจดั ระบบความคดิ เห็น จากขอ้ มูลงา่ ยสู่ขอ้ มูลยาก
เป็นระดบั ความคิดรวบยอด ขอ้ เทจ็ จริง ลาดบั ของเหตกุ ารณ์ สาเหตุและผลเฉพาะเร่ือง และหลกั การ
2. กระบวนการ (Mental Procedures) เนน้ กระบวนการเพอื่ การเรียนรู้ จากทกั ษะสู่
กระบวนการอตั โนมตั ิ อนั เป็นส่วนหน่ึงของความสามารถทสี่ งั่ สมไว้
3. ทกั ษะ (Psychomotor Procedures) เนน้ การเรียนรู้ท่ใี ชร้ ะบบโครงสร้างกลา้ มเน้ือ
จากทกั ษะง่ายสู่กระบวนการทีซ่ บั ซอ้ นข้นึ กระบวนการจดั กระทากบั ขอ้ มูล 6 ระดบั ดงั น้ี
3501659878 35
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 ทักษะ ระดบั ที่ 1 ข้นั รวบรวม เป็นการคดิ ทบทวนความรูเ้ ดิม รบั ขอ้ มูลใหม่ และเก็บเป็ น
กระบวนการคลงั ขอ้ มูลไว้ เป็นการเช่ือมโยงความรู้ จากความรู้-ความจาถาวรสู่ความจานาไปใช้ ในการปฏบิ ตั ิ
โดยไม่จาเป็นตอ้ งเขา้ ใจโครงสรา้ งของความรู้น้นั
ข้อมูล
ระดบั ที่ 2 ข้นั เขา้ ใจ เป็นการเขา้ ใจสาระท่เี รียนรู้ สู่การเรียนรู้ใหม่ในรูปแบบการใช้
สญั ลกั ษณ์ เป็นการสงั เคราะห์โครงสรา้ งพ้นื ฐานของความรู้น้นั โดยเขา้ ใจประเด็นความสาคญั
ระดบั ท่ี 3 ข้นั วเิ คราะห์ เป็นการจาแนกความเหมือนและความตา่ งอยา่ งมีหลกั การ
การจดั หมวดหมู่ท่สี มั พนั ธก์ บั ความรู้ การสรุปอยา่ งสมเหตุสมผลโดยสามารถบง่ ช้ีขอ้ ผดิ พลาดได้
การประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถานการณ์ใหม่โดยใชฐ้ านความรู้ และการคาดการณ์ผลที่ตามมาบนพ้นื ฐานของ
ขอ้ มูล
ระดบั ท่ี 4 ข้นั ใชค้ วามรู้ใหเ้ ป็ นประโยชน์ เป็นการตดั สินใจในสถานการณ์ท่ีไม่มี
คาตอบชดั เจน การแกไ้ ขปัญหาที่ยงุ่ ยาก การอธิบายปรากฏการณ์ทีแ่ ตกต่าง และการพจิ ารณา
หลกั ฐานสู่การสรุปสถานการณ์ทม่ี คี วามซบั ซอ้ น การต้งั ขอ้ สมมุติฐานและการทดสอบสมมุติฐาน
น้นั บนพ้นื ฐานของความรู้
ระดบั ที่ 5 ข้นั บรู ณาการความรู้ เป็ นการจดั ระบบความคิดเพอ่ื บรรลุเป้าหมายการ
เรียนรู้ทีก่ าหนด การกากบั ติดตามการเรียนรู้ และการจดั ขอบเขตการเรียนรู้
ระดบั ท่ี 6 ข้นั จดั ระบบแห่งตน เป็นการสร้างระดบั แรงจูงใจตอ่ ภาวการณ์เรียนรู้
และภาระงานที่ไดร้ บั มอบหมายในการเรียนรู้ รวมท้งั ความตระหนกั ในความสามารถของการเรียนรู้
ทตี่ นมี แสดงดงั ภาพที่ 2-1
ระดบั ท่ี 6: ข้ันจัดระบบแห่งตน
ระดับท่ี 5: ข้ันบูรณาการความรู้
ระดับท่ี 4: ข้นั ใช้ความรู้ให้เป็ นประโยชน์
ระดับท่ี 3: ข้ันวิเคราะห์
ระดับที่ 2: ข้ันเข้าใจ
ระดบั ท่ี 1: ข้ันรวบรวม
ระดบั ของกระบวนการจัดกระทา
ภาพท่ี 2-1 ระดบั ของกระบวนการจดั กระทากบั ขอ้ มูลตามทฤษฎกี ารคิดของมาร์ซาโน (Marzano &
Kendall, 2007, p. 66)
3501659878 36
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 จากการศึกษาการวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ขา้ งตน้ สามารถสรุปไดว้ า่ การวดั
ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ หมายถึง การวดั ความสามารถในการพจิ ารณาเกี่ยวกบั การจาแนก
แยกแยะ เหตกุ ารณ์ เร่ืองราว หรือองคป์ ระกอบของเน้ือหาสาระตา่ ง ๆ ออกเป็ นส่วนยอ่ ย ๆ และ
หาความสมั พนั ธ์ ความเกี่ยวพนั ของเน้ือหาขององคป์ ระกอบน้นั ๆ และมีหลกั การทีช่ ดั เจน
เพอ่ื นาไปสู่การสรุป และการประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งรอบคอบ ถูกตอ้ ง และสมเหตสุ มผล
แบบวัดการคดิ วเิ คราะห์
จากการศึกษาแบบสอบวดั ความสามารถในการคิด สามารถแบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื
แบบสอบมาตรฐานที่ใชส้ าหรับวดั ความสามารถในการคดิ ซ่ึงมีผสู้ ร้างไวแ้ ลว้ และแบบสอบสาหรับ
วดั ความสามารถในการคดิ ทีส่ ามารถสร้างข้ึนใชเ้ อง โดยแตล่ ะลกั ษณะมีรายละเอียดดงั น้ี
1. แบบสอบมาตรฐานที่ใชส้ าหรับวดั ความสามารถในการคดิ
แบบสอบมาตรฐานทมี่ ีผสู้ รา้ งไวแ้ ลว้ สาหรับใชว้ ดั ความสามารถในการคดิ (Norris &
Ennis, 1989) สามารถจดั กลุ่มไดเ้ ป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ แบบสอบการคิดทวั่ ไป และแบบสอบถาม
การคิดเฉพาะดา้ น
1.1 แบบทดสอบการคิดทว่ั ไป
แบบทดสอบการคิดทว่ั ไปน้ีเป็นแบบทดสอบทม่ี ุ่งวดั ใหค้ รอบคลุมความสามารถใน
การคดิ โดยเป็นความคิดทอ่ี ยบู่ นพ้นื ฐานของการใชค้ วามรูท้ วั่ ไป แบบทดสอบลกั ษณะน้ีส่วนใหญ่
เป็นขอ้ สอบแบบเลือกตอบ แบบทดสอบมาตรฐานทใ่ี ชส้ าหรับวดั ความสามารถในการคดิ ทว่ั ไปที่
สาคญั มี ดงั น้ี
1. Watson Glaser Critical Thinking Appraisal
2. Comell Critical Thinking Test, Level X and Level Z
3. Ross Test of Higher Cognitive processes
4. New Jersey Test of Reasoning skills
5. Judgment : Deductive Logic and Assumption Recognition
6. Test of Enquiry Skills
7. The Ennis Weir Critical Thinking Essay Test
1.2 แบบทดสอบความสามารถในการคดิ ลกั ษณะเฉพาะ
แบบทดสอบการคิดประเภทน้ีเป็ นแบบทดสอบท่มี ุ่งวดั ความสามารถในการคิดเฉพาะ
แบบท่ีแสดงถึงลกั ษณะของการคดิ เช่น การคดิ แบบนิรนยั (Deductive) ความสามารถประเมิน
ขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากการสงั เกต เป็นตน้ แบบทดสอบมาตรฐานทใี่ ชส้ าหรับวดั ความสามารถในการคดิ
ลกั ษณะเฉพาะทสี่ าคญั มี ดงั น้ี
3501659878 37
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 1. Cornell Class Reasoning Test, Form X
2. Cornell Conditional Reasoning Test, From X
3. Logical Reasoning
4. Test of Appraising Obser
2. การสรา้ งและพฒั นาแบบวดั ความสามารถทางการคดิ
ทิศนา แขมมณี และคณะ (2554, หนา้ 171) ไดก้ ล่าวถึงข้นั ตอนการสรา้ งและพฒั นา
แบบวดั ความสามารถทางการคดิ มีข้นั ตอน ดงั น้ี
1. กาหนดจดุ มุ่งหมายของการวดั
2. กาหนดกรอบของการวดั และนิยามเชิงปฏบิ ตั ิการ
3. สรา้ งผงั ขอ้ สอบ
4. เขยี นขอ้ สอบ
5. นาแบบวดั ไปทดลองใชก้ บั กลุ่มตวั อยา่ งจริงหรือกลุ่มใกลเ้ คียง
6. นาแบบวดั ไปใชจ้ ริง
จากการศึกษาแบบวดั การคิดวเิ คราะหข์ า้ งตน้ สามารถสรุปไดว้ า่ แบบวดั ความสามารถ
ทางการคดิ แบ่งออกเป็ น 2 ลกั ษณะ คอื แบบสอบการคิดทว่ั ไป และแบบสอบความสามารถ
ในการคิดลกั ษณะเฉพาะ และจากการศกึ ษางานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การคิดวเิ คราะห์พบวา่ ประเภท
ของขอ้ สอบท่ใี ชใ้ นการวดั การคิดวเิ คราะห์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ แบบทดสอบอตั นยั
สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ รุ่งอรุณ เธียรประกอบ (2549) และแบบทดสอบปรนยั สอดคลอ้ งกบั
งานวจิ ยั ของ กมลชนก อินตะ๊ โมงค์ (2559) ; จีรวรรณ ขรุ ิรัง (2553) ; ประภสั จติ เตชะ (2558) ;
ปรีดาวรรณ อ่อนนางใย (2555) ; ศศิวมิ ล สนิทบุญ (2559) ; หทั ยา โรจน์วริ ัตน์ (2559) ; Panprueksa
(2012)
ซ่ึงในงานวจิ ยั น้ี ผวู้ ิจยั ไดน้ าลกั ษณะการคดิ วเิ คราะหต์ ามแนวคิดของมาร์ซาโน มาใชใ้ น
การสรา้ งเครื่องมือเพอื่ วดั การคิดวเิ คราะหท์ างวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 4
โดยแบบทดสอบวดั การคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ที่ผวู้ จิ ยั สรา้ งข้นึ มีลกั ษณะเป็ นแบบวดั
ความสามารถในการคดิ ลกั ษณะเฉพาะ และเป็นแบบทดสอบแบบปรนยั 4 ตวั เลือก จานวน 25 ขอ้
โดยขอ้ คาถามการคิดวเิ คราะห์จะเนน้ เน้ือหาในวิชาเคมี เรื่อง ของแขง็ ของเหลว แกส๊ และ
ครอบคลุมองคป์ ระกอบในการคดิ วเิ คราะห์ 5 ประการ ของมาร์ซาโน ประกอบดว้ ย การจบั คู่ การจดั
หมวดหมู่ การวเิ คราะหข์ อ้ ผดิ พลาด การสรุปหลกั การทวั่ ไป และการนาไปใช้
3501659878 38
BUU iThesis 59910113 thesis / recv: 22102561 11:55:40 / seq: 66 การจดั การเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็ นฐานทเ่ี น้นการคดิ วเิ คราะห์
จากการศึกษาการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็นฐาน และการคิดวเิ คราะห์ขา้ งตน้
ผวู้ จิ ยั สนใจที่จะนาการคดิ วเิ คราะหม์ าประยกุ ตเ์ ขา้ กบั การจดั การเรียนรูโ้ ดยใชบ้ ริบทเป็ นฐาน
เพอ่ื ส่งเสริมการคิดวเิ คราะห์ทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนใหส้ ูงข้นึ โดยการจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้
บริบทเป็นฐานท่ีเนน้ การคดิ วเิ คราะห์ เป็นแนวทางการจดั การเรียนการสอนที่นาสถานการณ์หรือ
เหตุการณ์ต่าง ๆ หรือบริบทท่ีอยรู่ อบตวั นกั เรียน ครูผสู้ อน และโรงเรียน หรือประสบการณ์ใน
ชีวติ ประจาวนั ของนกั เรียน หรือการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ มาเป็ นจุดเร่ิมตน้ หรือ
ผลกั ดนั ใหน้ กั เรียนเกิดความรู้ ความเขา้ ใจแลว้ นาองคค์ วามรู้เหล่าน้นั ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถานการณ์
อ่ืน ๆ ได้ โดยมีการแทรกกระบวนการคดิ วเิ คราะห์ไวใ้ นแต่ละข้นั ตอน ซ่ึงประกอบดว้ ย 4 ข้นั ตอน
ดงั น้ี
ข้นั ท่ี 1 กาหนดสถานการณ์ ในข้นั น้ีครูผสู้ อนนาเสนอบริบทแนะนา เพอื่ ใหน้ กั เรียน
ตระหนกั ถึงความจาเป็นทีต่ อ้ งเรียนรู้ โดยครูผสู้ อนกาหนดสถานการณ์ท่มี ีความเก่ียวขอ้ งกบั
นกั เรียนหรือสถานการณ์ทนี่ กั เรียนมีความสนใจ เพอื่ ใหน้ กั เรียนไดส้ งั เกต จาแนกแยกแยะ นึกถึง
และอภปิ รายเก่ียวกบั สถานการณ์ดงั กล่าววา่ เกิดข้ึนทีไ่ หน เมื่อไหร่ อยา่ งไร และผลทเ่ี กิดข้ึนเป็ น
อยา่ งไร รวมถึงใหน้ กั เรียนไดก้ าหนดปัญหาและคิดหาแนวทางแกไ้ ขปัญหาที่เกิดข้นึ
ข้นั ท่ี 2 ลงมือปฏิบตั ิงาน เป็นข้นั ตอนทนี่ กั เรียนไดร้ ่วมกนั ทากิจกรรมเป็ นกลุ่ม และ
มีการตดิ ต่อส่ือสารกบั นกั เรียนคนอ่ืน เพอื่ ศึกษาคน้ ควา้ และลงมือปฏิบตั ิกิจกรรมตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเอง
โดยกิจกรรมดงั กล่าวเป็นการนาปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขในข้นั ท่ี 1 มาใชห้ าคาตอบ ผา่ นการ
ทดลอง การแกป้ ัญหา การอภิปรายกลุ่มยอ่ ย การแสดงบทบาทสมมุติ การสืบคน้ ขอ้ มลู การประดษิ ฐ์
คดิ คน้ ส่ิงตา่ ง ๆ เป็นตน้ ซ่ึงจะส่งผลใหน้ กั เรียนไดค้ น้ พบความรู้หรือแนวคิดใหม่ ๆ
ข้นั ที่ 3 เรียนรู้แนวคดิ สาคญั ในข้นั น้ีนกั เรียนจะไดเ้ รียนรู้เก่ียวกบั แนวคดิ สาคญั ทไ่ี ด้
จากการทากิจกรรม โดยการเปิ ดโอกาสใหน้ กั เรียนไดว้ เิ คราะห์ขอ้ มูล หาความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูล
ผา่ นการจบั คู่ การจดั หมวดหมู่ การเปรียบเทียบขอ้ มูล รวมท้งั สรุปความรูห้ รือแนวคดิ ทีไ่ ด้ จากการ
คน้ หาความรู้ดว้ ยตนเอง เพอื่ นาเสนอขอ้ คน้ พบตา่ ง ๆ โดยนกั เรียนกลุ่มอื่นร่วมวเิ คราะห์ขอ้ ผดิ พลาด
ซกั ถามในประเด็นทส่ี งสยั และครูผสู้ อนคอยเพมิ่ เตมิ หรือแกไ้ ขขอ้ มูลท่ีขาดหายหรือผดิ พลาดอยา่ ง
ใกลช้ ิด เพอ่ื ใหน้ กั เรียนไดเ้ รียนรู้แนวคดิ สาคญั ทถ่ี ูกตอ้ ง
ข้นั ท่ี 4 นาไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่ ในข้นั น้ีครูผสู้ อนนาเสนอบริบทสืบคน้ เพอ่ื กระตนุ้
ใหน้ กั เรียนมีการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ โดยครูผสู้ อนจดั กิจกรรมเพอื่ ส่งเสริมใหน้ กั เรียนไดม้ ีการ
ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ หรือแนวคิดท่ีเกี่ยวขอ้ งในสถานการณ์อนื่ ๆ หรือการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรูใ้ น
ชีวติ ประจาวนั รวมไปถึงคาดเดาเหตกุ ารณ์ที่อาจจะเกิดข้ึนในอนาคต