วิชาเตาฮีด(หลกั ศรทั ธา)
นางสาวโซรายา เจะ๊ และ๊
รหสั 406216027
สาขาวิชา การสอนอิสลามศกึ ษา
เตาฮีด (หลกั ศรัทธา)
อสิ ลาม...ศูนย์รวมจิตใจมุสลมิ
ศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาอสิ ลาม
อลั -อิสลาม คือ
วิถีแนวทางการดาเนินชีวิตท่ีพระองคอ์ ลั ลอฮฺ(ซบ.)ทรงประทานแด่ทา่ นนบีมุฮมั มดั (ศ็อลฯ)พระองคท์ รงใหอ้ ิ
สลามเป็นศาสนาสุดทา้ ยท่ีสมบูรณ์เพ่ือปวงบ่าวของพระองคท์ รงใหค้ วามโปรดปรานครบถว้ นแก่พวกเราแล
ะพึงพอใจ(เลือก)อิสลามเป็นศาสนาสาหรับพวกเราโดยไม่ทรงรับรองจากผใู้ ดซ่ึงศาสนาอ่ืน พระองคท์ รงตรั
สวา่
“มฮุ ัมมดั มิได้เป็นบิดาผ้ใู ดในหมู่บุรุษของพวกเจ้าแต่เป็นรสูลของอัลลอฮฺและคนสุดท้ายแห่งบรรดา
นบี และอัลลอฮฺน้ันทรงรอบรู้ทกุ ส่ิง” (อัล อะหซาบ 40)
“...วนั นขี้ ้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้า
และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้วซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พว
กเจ้าแล้ว....”(อัลมาอิดะฮ 3 )
ความหมายของการศรัทธา
อะกดี ะฮฺ ในทางภาษาหมายถึง ขอ้ ผกู พนั ขอ้ ตกลง กฏเกณฑ์ และการผกู มดั กนั อยา่ งเรียบร้อย
อะกดี ะฮฺ ในทางวชิ าการหมายถึง การมีศรัทธา อีมานที่มน่ั คงแน่วแน่
ชนิดท่ีผมู้ ีอีมานจะไมม่ ีความเคลือบแคลงสงสยั ใดๆ หลงเหลืออยเู่ ลย
ศาสนาอสิ ลาม
อลั -อิสลาม คอื
วถิ ีแนวทางการดาเนินชีวิตท่ีพระองคอ์ ลั ลอฮฺ(ซบ.)ทรงประทานแด่ท่านนบีมุฮมั มดั (ศ็อลฯ)พระองคท์ รงใหอ้ ิ
สลามเป็นศาสนาสุดทา้ ยที่สมบรู ณ์เพ่ือปวงบา่ วของพระองคท์ รงใหค้ วามโปรดปรานครบถว้ นแก่พวกเราแล
ะพงึ พอใจ(เลือก)อิสลามเป็นศาสนาสาหรับพวกเราโดยไม่ทรงรับรองจากผใู้ ดซ่ึงศาสนาอ่ืน พระองคท์ รงตรั
สวา่
“มฮุ ัมมัดมิได้เป็นบิดาผ้ใู ดในหม่บู รุ ุษของพวกเจ้าแต่เป็นรสูลของอัลลอฮฺและคนสุดท้ายแห่งบรรดา
นบี และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ทุกสิ่ง” (อัล อะหซาบ 40)
“...วันนขี้ ้าได้ให้สมบรู ณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้า
และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้วซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พว
กเจ้าแล้ว....”(อัลมาอิดะฮ 3 )
ความหมายของการศรัทธา
อะกดี ะฮฺ ในทางภาษาหมายถึง ขอ้ ผกู พนั ขอ้ ตกลง กฏเกณฑ์ และการผกู มดั กนั อยา่ งเรียบร้อย
อะกดี ะฮฺ ในทางวชิ าการหมายถึง การมีศรัทธา อีมานที่มน่ั คงแน่วแน่
ชนิดท่ีผมู้ ีอีมานจะไมม่ ีความเคลือบแคลงสงสยั ใดๆ หลงเหลืออยเู่ ลย
ดงั นนั้ การมีอะกีดะฮฺความเชื่อมน่ั ตามแบบอิสลาม หรืออะกีดะฮ์อิสลามียะฮฺ
คือ การมีอีมานที่มนั่ คงต่ออลั ลอฮฺ (ซบ.)
พร้อมท้งั การยอมรับต่อการเป็นพระเจา้ ท่ีเท่ียงแทเ้ พียงพระองคเ์ ดียวของอลั ลอฮฺ
โดยทกุ ประการ(หลกั เตาฮีด) การภกั ดี(ฏออะฮฺ)ตอ่ พระองค์ พร้อมท้งั การศรัทธาต่อมลาอิกะฮฺ คมั ภีร์ต่างๆ
(เตารอต อินญีล ซะบูร และอลั กรุ อาน) ต่อบรรดาเราะซูล (ต้งั แต่นบีอาดมั
จนกระทง่ั ถึงนบีมุฮมั มดั (ศอ็ ลฯ) ต่อวนั สิ้นโลก ต่อกฎกอฎอ-กอฎรั (การกาหนดกฎสภาวะ)
ตอ่ บรรดาสิ่งเร้นลบั ท้งั ปวง (อลั ฆอยบ)์ ไม่วา่ จะเป็นความรู้ของพระองค์ (เช่นจานวนของสรรพส่ิงท้งั ปวง)
หรือการงานของพระองค์ (เช่นการอนุมตั ิให้เกิดสิ่งมหศั จรรย์ แก่บรรดารอซูล และนบีทา่ นตา่ งๆ)
การศรัทธาท่ีแท้จริงย่อมแสดงออกท้ังโดยวาจา
และการประพฤติปฏิบัติ(อามัล)ความศรัทธามีได้ทั้งเพ่ิมขึน้ และลดลง นนั่ คือการพูดด้วยหัวใจและลิน้
การแสดงออกด้วยหัวใจ ด้วยลิน้ และอวยั วะต่างๆ
การพูดดว้ ยหวั ใจ น้นั คือ การมีความเชื่อมนั่ หรือเอี๊ยะติกอด และการยอมรับอีมาน (ความศรัทธา)
ดว้ ยหวั ใจ
การพูดของลิ้น คือ การกลา่ วยนื ยนั ตามหวั ใจ การแสดงออกหรือการปฏิบตั ิของหัวใจ
คือการยอมรับโดยไม่มีขอ้ แม้ มีความจริงใจ บริสุทธ์ิใจตอ่ การศรัทธา ตอ้ งยอมรับโดยอ่อนนอ้ ม
ตอ้ งรู้สึกรักและชื่นชอบต่อ อีมาน และตอ้ งมีความต้งั ใจ และจริงใจท่ีจะประกอบอามลั ที่ศอลิห์
(การปฏิบตั ิการงานท่ีดี) ส่วนการงานของอวยั วะของร่างกายน้นั คือ การปฏิบตั ิตามขอ้ บญั ชาในศาสนา
และละทิ้งขอ้ หา้ มตามบญั ญตั ิของศาสนา
ผใู้ ดที่มีความเช่ือวา่ การงานไม่ตอ้ งสัมพนั ธ์กบั การมีศรัทธา ผนู้ ้นั ไดช้ ื่อวา่ มุรญิอ์
ส่วนใครเพิม่ เติมส่ิงใดท่ีไมม่ ีแบบฉบบั จากอลั กรุ อานและซุนนะฮ์ ผนู้ ้นั เป็นมุบตะดิอ์ คือผทู้ ี่กระทาส่ิง อุตริ
บิดอะฮ์
ผทู้ ่ีมิไดก้ ลา่ วยนื ยนั การศรัทธาของเขาดว้ ยคาปฏิญาณท้งั สอง(ชะฮะตยั น์)
กไ็ มถ่ ือวา่ เขาเป็นผทู้ ี่มีอีมาน(ความศรัทธา) ท้งั ในโลกน้ี (ดุนยา) และท้งั ในอาคิเราะฮ์ (โลกหนา้ )
คาวา่ “อลั อสิ ลาม” และ “อลั อมี าน” เป็นคานามสองคาซ่ึงมีความหมายโดยรวม และผกู พนั กนั อยู่
ส่วนคาวา่ ฮะหลุล กิบละฮ์ น้นั เป็นคาอีกคาหน่ึงท่ีใชเ้ รียกมสุ ลิม
ผทู้ ี่กระทาบาปใหญ่ เช่น ซินา(ผดิ ประเวณี) หรือ ดื่มเหลา้ ยงั ไม่หลุดออกจากความมีอีมาน(ศรัทธา)
เราถือวา่ เขาเป็นผศู้ รัทธาท่ีมีอีมานไม่สมบูรณ์ ส่วนในวนั กิยามะฮน์ ้นั อลั ลอฮฺจะเป็นผทู้ รงพจิ ารณา
ถา้ พระองคท์ รงประสงคก์ จ็ ะอภยั ใหแ้ ก่เขา แต่ถา้ พระองคท์ รงประสงคก์ จ็ ะลงโทษเขาเช่นกนั
ผทู้ ี่มีเตาฮีดยดึ ถือในเอกภาพของอลั ลอฮฺทุกคนจะไดเ้ ขา้ สวรรค์ แมจ้ ะตอ้ งถูกลงโทษในไฟนรกก่อนกต็ าม
จากน้นั ก็จะถูกนาออกมา
ท้งั น้ีอะหลลุ -เตาฮีด หรือมสุ ลิมน้นั จะไมอ่ ยใู่ นไฟนรกชว่ั นิรันดร์
ดงั น้นั ศาสนาไม่อนุญาตใหก้ ลา่ วช้ีวา่ ใคร ในบรรดามุสลิมวา่ เป็นชาวสวรรคห์ รือนรก
เวน้ แตจ่ ะปรากฏแลว้ วา่ เขาไดฝ้ ่าฝืนตวั บทอนั ชดั แจง้ จากอลั กรุ อาน หรือซุนนะฮ์ แลว้ ตกออกจากศาสนาไป
ความหมาย และความเป็ นมาของอหี ม่าน อสิ ลาม อหิ ฺซาน
อิสลามเป็นแนวทางแห่งการดาเนินชีวิตที่อลั ลอฮท์ รงประทานใหก้ บั ประชาชาติในทกุ ยคุ ทุกสมยั
นบั ต้งั แต่มนุษยค์ นแรก นนั่ คอื ท่านนบีอาดมั อะลยั ฮิสลาม
โดยผา่ นบรรดาศาสนทตู ของพระองคใ์ นทุกๆยคุ สมยั และทกุ ประชาชาติ
เพือ่ ท่ีประชาชาติของพระองคจ์ ะไดม้ ีแนวทางในการดาเนินชีวติ ร่วมกนั ไดอ้ ยา่ งสนั ติสุข
ศาสนาอิสลามมีองคป์ ระกอบสาคญั 3 ประการ คืออีหม่าน อิสลาม และอิหฺซาน
· อีมาน
(หลกั ศรัทธา) เปรียบเสมือน เมลด็ พนั ธ์ท่ีฝังรากหยง่ั ลึกลงไปในผนื ดินและงอกเงยข้ึนมาเป็นลาตน้ ไมใ้ หญ่
· อิสลาม (หลกั ปฏิบตั ิ) เปรียบเสมือน ก่ิงกา้ นและใบที่สมบรู ณ์ของตน้ ไมใ้ หญ่น้นั ๆ
· อิฮฺซาน (หลกั คุณธรรม) เปรียบเสมือน ดอกและผลของตน้ ไมใ้ หญน่ ้นั ๆ
1. อลั -อมี าน (Al-Iman)
ความหมายของ การอีมาน ทางดา้ นภาษา แปลวา่ “การเช่ือ”
ส่วนทางดา้ นศาสนา คาวา่ อีมาน แปลวา่ การกล่าวด้วยวาจา เชื่อมน่ั ด้วยจิตใจ
ทาตามด้วยทกุ ส่วนของร่างกาย เพ่มิ ดว้ ยการทาภกั ดี ลดลงจากการฝ่าฝืน
การศรัทธาน้นั ไม่อยคู่ งท่ีเสมอไป ทกุ คร้ังที่มีการทาสิ่งท่ีดีก็ยงิ่ เพิ่มความศรัทธา
และทุกคร้ังเมื่อฝ่าฝื นทาในส่ิงที่ชวั่
ความศรัทธากจ็ ะลดลงอยา่ งเห็นไดช้ ดั เจนและท่ีวา่ การศรัทธาน้นั อยทู่ ่ีหวั ใจมีหลกั ฐานจากคาตรัสข
องอลั ลอฮ์
ในซูเราะฮ์ อลั ฮุจรอต อายะห์ที่ 14 วา่ “....การศรัทธายังมไิ ด้เข้าสู่หัวใจของพวกท่าน...”
หลกั ฐานจากฮะดีษวา่ อีมานน้นั มีท้งั ที่หวั ใจ วาจาและร่างกาย คอื คากล่าวของท่ านร่อซูล ที่วา่
“การอีมานนัน้ มีเจด็ สิบกว่าแขนง ท่ปี ระเสริฐสุดคอื การกล่าว ลาอลี าฮาอลิ ลลั ลอฮ ต่าสุด คอื
การขจัดอันตรายให้พ้นจากทางสัญจร และความละอายน้ันเป็ นแขนงหนงึ่ ของการศรัทธา” (บนั ทึกโดย
มสุ ลิม )
2. อลั -อสิ ลาม (Al-Islam)
ความหมายของอิสลาม คอื การยอมจานนต่ออลั ลอฮ์ เพยี งพระองคเ์ ดียวในความเป็นเอกภาพ
และแน่วแน่ปฏิบตั ิตามดว้ ยความจงรักภกั ดีในพระองคป์ ลอดโปร่งจากการต้งั ภาคีใดๆ และไมย่ งุ่ เกี่ยวกบั พว
กต้งั ภาคที ้งั หลาย
ดงั น้นั จะยงั ไม่นบั วา่ คนน้นั เป็นมุสลิม
เวน้ แตเ่ ม่ือเขายอมจานนสาหรับพระองคโ์ ดนสิ้นเชิง “ถ้าใครยงั มิได้ให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ หรือไม่ยอมภกั
ดตี ่อพระองค์ หรือไม่เลิกการทาชิริก และตัดขาดจากพวกทา"ชิริก" เขาผ้นู ้ันยงั มิใช่มสุ ลิม”
บทบญั ญัตขิ องอสิ ลามมี 5 ประการคือ
1. การปฏิญาณตนวา่ “อชั ฮะดุอลั ฺลาอิลาฮะ อิลฺลลั ลอฮฺ,” คาแปล
“ขา้ ขอปฏิญาณวา่ ไมม่ ีพระเจา้ อื่นใดนอกจากอลั ลอฮฺ”
คาอ่าน “วะอชั ฮะดุ อนั นะมุหมั มะดนั เราะสูลลุ ลอฮฺ” คาแปล “และขา้ ขอปฏิญาณวา่ มหุ มั มดั
น้นั เป็นบา่ วของอลั ลอฮฺ
2. ดารงการละหมาด 5 เวลา
3. บริจาคซะกาต
4. ถือศีลอดเดือนรอมฎอน
5. การทาฮจั ญท์ ่ีบยั ติลลาฮ์
3. อลั -เอย๊ี ะฮ์ซาน (Al-Ihsan)
อลั -เอียะฮซ์ านน้นั หมายถึง การที่มมุ ินจะตอ้ งเคารพ
อิบาดะฮพ์ ระผเู้ ป็นเจา้ ของตนในโลกน้ีอยา่ งชนิดท่ีเขาเห็นพระองคอ์ ยู่ต่อหนา้ ดว้ ยหวั ใจและการมองของเขาใ
นช่วงที่กาลงั ทาการเคารพอิบาดะฮต์ ่อพระองคเ์ ช่นน้นั จะส่งผลใหเ้ กิดแก่มุมินซ่ึงความสานึกยาเกรงต่อพระอ
งคใ์ นทุกสภาพการณ์
สาหรับการเอยี ะฮ์ซานน้นั มีผลอนั ย่งิ ใหญ่ คือ
1. ความนอบนอ้ มยาเกรงต่ออลั ลอฮ์ พร้อมการเทิดทลู ใหค้ วามยงิ่ ใหญ่ต่อพระองค์
2. ความบริสุทธ์ิใจในขณะทาอิบาดะฮพ์ ร้อมการทุ่มเทหมน่ั เพยี รในการกระทาอยา่ งดียงิ่ และครบถว้ นสมบู
รณ์
3. มีความรู้สึกดว้ ยหวั ใจเสมอ ต่อความเกรงกลวั อลั ลอฮ์ และสานึกวา่ อยตู่ ่อหนา้ พระองคเ์ สมอ
4. ทาใหท้ กุ กิจการงานน้นั บริสุทธ์ิเพ่อื อลั ลอฮเ์ พยี งผเู้ ดียว
5. มีชยั ชนะดว้ ยการไดร้ ับความรักจากอลั ลอฮ์ พร้อมมอบความใกลช้ ิด
โดยที่พระองคท์ รงใหก้ ารช่วยเหลือ อมุ้ ชู
การศรัทธาต่อพระองค์อลั ลอฮฺ
เตาฮีด
การศรัทธาต่อพระองค์อลั ลอฮฺ คือ
การศรัทธาวา่ ทกุ ส่ิงทกุ อยา่ งที่ถูกสร้างข้ึนมาในโลกน้ีลว้ นเป็นการสรรคส์ ร้างของพระองคอ์ ลั ลอฮ์เพียงองคเ์
ดียว
การศรัทธา( อมี าน)ต่ออลั ลอฮฺ แบ่งออกเป็ น 3 ประเภท คือ
- การใหเ้ อกภาพต่ออลั ลอฮฺในดา้ นความเป็นพระเจา้ (เตาฮีดรูบบู ียะฮฺฺ )
- การใหเ้ อกภาพต่ออลั ลอฮฺในดา้ นการเคารพภกั ดี (เตาฮีดอลู อู ียะฮฺ)
- การใหเ้ อกภาพต่ออลั ลอฮฺในดา้ นพระนามและคณุ ลกั ษณะของอลั ลอฮฺ (เตาฮีดอสั มาอฺวะอศั ศิฟาต)
1. เตาฮีดอรั รุบูบียะห์
ความหมายของเตาฮีดอรั รุบูบียะฮฺพร้อมหลกั ฐาน
หมายถึง มสุ ลิมจะตอ้ งศรัทธาวา่ อลั ลอฮฺ คือ ผทู้ รงบงั เกิด ผทู้ รงบริหาร ผทู้ รงประทานปัจจยั ยงั ชีพ
ผทู้ รงใหช้ ีวิต ผทู้ รงปลิดชีวิต ผทู้ รงดูแลคุม้ ครอง ผทู้ รงสร้างสวรรคน์ รก เป็นตน้
ดงั โองการของอลั ลอฮไ์ ดบ้ ญั ญตั ิไวใ้ นอลั กรุ อา น
ความวา่ “ พึงรู้เถิดว่าการสร้างและกิจการทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่าน้ัน
มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก” ( อลั -อะอรอฟ 54)
ผลการศรัทธาท่ไี ด้จากหลกั เตาฮีดอรั รุบูบยี ะฮ์
แทจ้ ริงการซกั ฟอกเรื่องหลกั การเตาฮีดอรั รุบูบียะฮน์ ้นั มีผลตามมามากมายท่ียงิ่ ใหญ่ต่อหลกั อะกีดะฮข์ อ
งมสุ ลิม
1.ทาใหร้ ู้สึกถึงความสาคญั ความยงิ่ ใหญ่ของอลั ลอฮ์ คือการทาใหม้ ีความเชื่อมน่ั ในการสร้างของพระอ
งคท์ ้งั หมดการครอบครองของพระองค์ การดาเนินงานของพระองคท์ ้งั หมดอยใู่ นการควบคุมของพระองค์
2. หลกั การเตาฮีดอรั รุบูบียะฮ์ (การใหเ้ อกภาพในดา้ นการสร้าง)
เป็นพ้นื ฐานในการที่จะมีหลกั เตาฮีดอลั อลุ ู ฮียะฮ์ ซ่ึงจะไม่มีความผดิ พลาดไดเ้ ลย
นอกจากผทู้ ่ีมิไดใ้ หส้ ิทธิของเตาฮีดอลั อลุ ูอียะฮ์จนครบถว้ น
3. ผลท่ีเกิดจากเตาฮีดอรั รุบบู ียะฮน์ ้นั มากมาย จากการเตาฮีดอลั อุลูฮียะฮ์ เช่น การตะวกั กลั (มอบหมาย)
ความเกรงกลวั ความมงุ่ หวงั ความรัก ความอดทน และอ่ืนๆ
ส่ิงตรงข้ามกบั เตาฮีดอรั รุบูบยี ะฮ์
1. การปฏิเสธวา่ มีอลั ลอฮ์ ไดแ้ ก่ พวกที่บชู ากาลเวลา พวกคอมมิวนิส
2. การเชื่อมน่ั วา่ มีผสู้ ร้างอื่นจากอลั ลอฮ์ เช่น พวกอษั ษะนะวยี ะฮ์ เป็นกลุม่ ของพวกบูชาไฟ มะญซู ีย์
ท่ีบอกวา่ แสงกบั ความมืดน้นั เป็นท่ีมาของทุกสิ่ง
3. การเชื่อมนั่ วา่ มีผบู้ ริหารในโลกน้ีอ่ืนนอกจากอลั ลอฮ์ ไมว่ า่ จะเป็นมลาอิกะฮ์ ญิน นบี หรือโต๊ะวะลีย์
4. การเช่ือมน่ั วา่ ยงั มีใครสักคนหน่ึงครอบครองปัจจยั ยงั ชีพหรือประโยชน์และอนั ตรายอ่ืนจากอลั ลอฮ์
2. เตาฮีดอลั อลุ ูฮียะฮฺ
ความหมายของเตาฮีดอลั อลุ ูฮียะฮฺ
ความหมายของหลกั การเตาฮีดอลุ ฮู ียะฮค์ ือการใหเ้ อกภาพต่ออลั ลอฮใ์ นการกระทาต่อบรรดาบา่ วของ
พระองคท์ ี่ไดท้ รงบญั ญตั ิแก่พวกเขา
ดงั น้นั พระองคค์ อื ผเู้ หมาะสมที่สุดในการเป็นพระเจา้ ท่ีควรถกู เคารพเช่ือฟังแตเ่ พยี งผเู้ ดียวไมม่ ีพระเจา้ อื่นใด
นอกจากอลั ลอฮ์ ซ่ึงพระองคจ์ ะตอ้ งไดร้ ับเอกภาพแต่เพยี งผเู้ ดียวจากทกุ ๆการทาอิบาดะฮ(์ เคารพภกั ดี)
ความสาคญั ของเตาฮีดอลั อลุ ูฮียะฮ์
หลกั การเตาฮีดอลั อุลฮู ียะฮฺน้นั
เป็นจุดรวมศาสนาต้งั แต่แรกเริ่มจนจบท้งั ภายในจิตใจและเผยใหเ้ ห็นสิ่งที่ซ่อนเร้น เนื่องจากเตาฮีดอุลูฮียะฮ์น้ี
มวลมนุษยไ์ ดถ้ กู บงั เกิดมาในโลกน้ี
การที่อลั ลอฮท์ รงสร้างมนุษยข์ ้นึ มาในโลกน้ีกด็ ว้ ยวตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ทาการเคารพภกั ดีต่อพระองคโ์ ด
ยการประกอบอีบาดะหซ์ ่ึงอลั ลอฮไ์ ดบ้ ญั ญตั ิไวใ้ นอลั กรุ อานวา่
ความวา่ “และข้ามไิ ด้สร้างญินและมนุษย์เพ่ืออ่ืนใดเว้นแต่เพ่ือเคารพภกั ดีต่อข้า”(อซั ซาริยาต 56 )
ดว้ ยวตั ถุประสงคข์ า้ งตน้ อลั ลอฮส์ ่งศาสนทูตและประทานคมั ภีร์ตา่ งๆลงมาบนโลกน้ี
ศาสนทตู ท่ีถูกส่งมาทกุ ทา่ นไดช้ กั ชวนมวลมนุษยเ์ พอื่ ศรัทธาต่อเอกองคอ์ ลั ลอฮ์
การศรัทธาต่ออลั ลอฮใ์ นดา้ นการเคารพภกั ดีตอ้ งวางอยบู่ นพ้นื ฐานหลกั การต่อไปน้ีคือ
1. จาเป็นตอ้ งต้งั เจตนา(อิคลาส)ตอ่ อลั ลอฮเ์ พียงองคเ์ ดียวโดยไม่มีการต้งั ภาคี
2. จาเป็นตอ้ งใหเ้ อกภาพต่ออลั ลอฮใ์ นดา้ นการดุอาอฺ ตะวกั กลั
ต้งั ความหวงั ในส่ิงที่ผอู้ ่ืนไม่สามารถจะใหไ้ ด้
3. จาเป็นตอ้ งให้เอกภาพต่ออลั ลอฮใ์ นการเคารพภกั ดีในดา้ นการปฏิบตั ิและการพดู จา
หลกั การเตาฮีดชนิดนมี้ คี วามสาคญั มาก ดงั นี้
1. เน่ืองจากหลกั การเตาฮีดอลั อุลฮู ียะฮ์
อลั ลอฮจ์ ึงสร้างท้งั ญินและมนุษยด์ งั หลกั ฐานจากอายะฮท์ ี่ผา่ นมา
2. หลกั การเตาฮีดชนิดน้ีจะทาใหแ้ ยกไดร้ ะหวา่ งคนท่ีใหเ้ อกภาพแด่อลั ลอฮก์ บั ผูท้ ่ีต้งั ภาคีและบนพ้ืนฐา
นน้ีถือเป็นพ้ืนฐานของการตอบแทนท้งั ในดุนยาและอาคเิ ราะฮ์
3. เร่ืองของเตาฮีดอลั อุลูฮียะฮท์ ่ีบรรดาศาสนฑตู ท้งั หลายและบรรดาคมั ภีร์ไดถ้ กู ส่งมา
3. เตาฮีดด้ลุ อสั มาอ์วศั ศิฟาต
ความหมายของเตาฮีดด้ลุ อสั มาอ์วัศศิฟาตพร้อมหลกั ฐาน
เตาฮีดุลอสั มาอว์ ศั ศิฟาต คือ การศรัทธาอยา่ งมน่ั คงวา่ อลั ลอฮ์ ทรงมีพระนามอนั วิจิตร
ทรงมีคุณลกั ษณะอนั สูงส่ง พระองคท์ รงมีลกั ษณะที่พร้อมสมบูรณ์ทกุ ประการ ไม่มีขอ้ บกพร่องใดๆเลย
เตาฮีดประเภทน้ีต้งั อยบู่ นพ้นื ฐาน 2 ประการ ดงั ที่ อลั ลอฮ์ ไดท้ รงแจกแจงเอาไว้
ประการแรก คอื การที่พระองค์
ผทู้ รงสูงส่ง ทรงมีคณุ ลกั ษณะตา่ งจากส่ิงที่เกิดข้นึ และสิ่งถูกสร้างต่างๆ
ประการ ท่ีสอง คอื การศรัทธา ต่อส่ิงที่พระองคท์ รงแจง้ คุณลกั ษณะของพระองค์
หรือการท่ีศาสนทตู ไดแ้ จง้ ให้ทราบถึงคณุ ลกั ษณะของพระองคต์ ามความเป็นจริง อยา่ งเหมาะสม
ดว้ ยกบั ความครบถว้ นสมบูรณ์ และความยงิ่ ใหญข่ องพระองค์ มิใช่เป็นการเปรียบเทียบเสมอกบั พระองค์
และไมม่ ีผใู้ ดจะรู้ถึงพระลกั ษณะคณุ ของอลั ลอฮ์ ยงิ่ ไปกวา่ พระองคเ์ อง
และศาสนทูตของพระองค์ อลั ลอฮท์ รงบญั ญตั ิในอลั กุรอาน
ความวา่ “ ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น ” ( อลั -ชูรอ 11)
พื้นฐานท่ีรองรับหลกั การเตาฮีดอลั อสั มาอ์และอศั ศิฟาต
มีพ้ืนฐานและหลกั เกณฑห์ ลายประการท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั บรรดาพระนามและคุณลกั ษณะของอลั ลอฮค์ ือ
1. บรรดาพระนามตา่ งๆ ของอลั ลอฮ์ น้นั ท้งั หมดเป็นพระนามที่สวยงาม และวิจิตรท้งั สิ้น
ตลอดจนคุณลกั ษณะสูงส่งหาขอ้ บกพร่องมิไดเ้ ลย
2. บรรดาพระนามและคุณลกั ษณะน้นั ไม่จากดั จานวนแน่นอน และเราไมส่ ามารถทราบไดท้ ้งั หมด
3. คณุ ลกั ษณะตา่ งๆ ของอลั ลอฮ์ เป็นท่ีทราบดี เพราะมีความหมายรู้ได้ แต่วธิ ีการน้นั ไม่เป็นท่ีลว่ งรู้ได้
4. ไมอ่ นุญาตใหใ้ ชพ้ ระนามคณุ ลกั ษณะต่ออลั ลอฮฺตราบใดที่ไมม่ ีบอกไวใ้ นอลั กุรอานหรือฮะดีษท่ีถกู
ตอ้ ง
5. ไมจ่ าเป็นท่ีจะตอ้ งเหมือนกนั ถา้ ใชช้ ื่อเรียกเดียวกนั เพราะอลั ลออฮ์เคยเรียกตวั ของพระองคเ์ อง
ดว้ ยชื่อท่ีพระองคใ์ ชเ้ รียกส่ิงถูกสร้างของพระองค์
เช่นเดียวกนั ที่พระองคใ์ หล้ กั ษณะของพระองคด์ ว้ ยกบั บรรดาลกั ษณะที่เคยบอกไวใ้ นท่ีถูกสร้างของพระองค์
เช่นคาวา่ ไดย้ นิ เห็น มิใช่วา่ พระเจา้ ทรงไดย้ นิ ดงั เช่นท่ีมนุษยไ์ ดย้ นิ น้นั จะเหมือนกนั
หรือทรงเห็นกบั ที่มนุษยเ์ ห็นจะเหมือนกนั ก็หาไม่
ในด้านพระนามและคณุ ลกั ษณะต่างๆ
สาหรับบรรดามสุ ลิม อย่ใู นเส้นทางท่ีเท่ียงตรงและมน่ั คง
เม่ือมคี วามสานึกระลึกอย่เู สมอจะทาให้การดารงชีวิต
พร้อมศรัทธาที่แขง็ แกร่ง และจิตใจท่ีสงบนิ่ง
บทสรุป
อิสลาม เป็นคาภาษาอาหรับ หมายถึง การยอมรับวา่ อลั ลอฮฺเป็นความจริงสูงสุดและอนนั ต์
หมายถึงการยอมจานน การอ่อนนอ้ ม และการเชื่อฟัง ความหมายตามนยั ยะน้ีกค็ อื
อิสลามคอื วถิ ีทางเพ่อื การยอมจานน และเช่ือฟังตอ่ อลั ลอฮฺ อยา่ งสิ้นเชิง
แนวความคิดอิสลามข้นั พ้ืนฐานถือวา่ จกั รวาลท้งั หมดถกู สร้างโดยผเู้ ป็นเจา้
การศรัทธาท่ีสาคญั ท่ีสุดของอิสลาม คือ “เตาฮีด” หรือ การศรัทธาในผเู้ ป็นเจา้ หน่ึงเดียว
เป็นความศรัทธาที่เป็นรากเหงา้ ของอิสลาม ความศรัทธาอื่นท้งั หมดแตกยอ่ ยมาจากความศรัทธาน้ี
เน้ือหาเรื่องการศรัทธาของอิสลามจึงเนน้ เฉพาะเร่ืองน้ีเป็นสาคญั
เตาฮีดทถ่ี กู ต้อง
อะกดี ะฮ์อสิ ลามยี ะฮ์
วตั ถุประสงค์ของอะกดี ะฮฺอสิ ลามียะฮฺ คือ
1. การเรียนรู้เรื่องที่จาเป็นอยา่ งยง่ิ มสุ ลิมทุกคนตอ้ งเขา้ ใจ และมีความเชื่อมน่ั เกี่ยวกบั กิจการต่างๆ
ทางศาสนา และข้นั ตอนในการนบั ถือศาสนาอิสลาม
2. กาชบั ใหค้ วามศรัทธามนั่ อยกู่ บั หลกั ของอะกีดะฮ์เตาฮีด และทาใหห้ ลกั เตาฮีดน้นั เขม้ แขง็ ในหวั ใจ
3. ป้องกนั คนมุสลิมตกอยใู่ นการกระทาที่สวนทางกบั หลกั การเตาฮีด
หรือที่จะทาใหห้ ลกั เตาฮีดขาดความสมบูรณ์
4. เป็นการฝึกฝนผทู้ ี่เรียนรู้ใหอ้ ยใู่ นบรรยากาศของหลีกการเตาฮีดท้งั ในดา้ นความเช่ือ การพูด
และการกระทา
5. ทาการแยกแยะ คดั กรองหลกั ศรัทธาแบบวะษะนียะฮฺ (َ ) َوثَ ِن َّي َةออกใหห้ ่างไกล
อลั อะกีดะฮอ์ ลั อิสลามียะฮ์
คือ หลกั การเช่ือมน่ั การศรัทธาดว้ ยหวั ใจท่ีแน่วแน่มน่ั คง มุ่งไปยงั ส่ิงที่อลั ลอฮ์ ไดป้ ระทานมา
รวมท้งั สิ่งท่ีท่านร่อซูลลุลลอฮ์ ไดเ้ ป็นแบบอยา่ งไว้ และส่ิงที่ท่านไดส้ อนสั่งในทกุ ๆเร่ือง
ไมว่ า่ จะเป็นเร่ืองที่เร้นลบั รุ่กุนต่างๆ(บทบญั ญตั ิ)ของการศรัทธาทกุ ประการ
รวมถึงกิจการท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั หลกั การอลั อิสลาม ที่เรียกวา่ “อดั ดีน”
คาว่า الدينอดั ดนี แปลว่า “ศาสนา”
“ศาสนา” หมายถึง ส่ิงท่ีผคู้ นใชเ้ พอื่ เป็นแนวทางในการดาเนินชีวิต พร้อมท้งั มีความเช่ือมน่ั และเคร่ง
ครัดในการปฏิบตั ิ ตามความหมายน้ีคือ ศาสนาอิสลาม โดยการใหเ้ อกภาพต่ออลั ลอฮ์
توحيداللهครอบคลมุ ทุกส่ิงอยา่ งที่มีความเช่ือมนั่ ยึดมน่ั และใชเ้ ป็นแนวทางในการดาเนินชีวติ
ซ่ึงประทานมาจากพระผเู้ ป็นเจา้ อลั ลอฮ์ ผทู้ รงสูงส่ง และไดแ้ บบอยา่ งจาก ทา่ นร่อซูลลลุ ลอฮ์
มนุษย์จะขาดหลกั การศาสนาที่ถูกต้องและมนั่ คงไม่ได้ ?
หลกั การศาสนาที่ถกู ตอ้ งและหลกั การศรัทธาาที่มน่ั คงเป็นรากฐานของสงั คมมนุษยช์ าติ ซ่ึงถ้าสังคมใ
ดขาดหลกั การศาสนาที่ถูกต้องและมนั่ คงแล้ว คนที่อย่ใู นสังคมนนั้ กห็ าความสงบสุขมิได้
ความเป็นอย่ขู องพวกเขาจะระสา่ ระสาย ไม่มีความแน่นอน
มนุษยต์ อ้ งพ่ึงพาศาสนาและหลกั การเช่ือมน่ั ที่ถกู ตอ้ งยงิ่ กวา่ อาหารและเคร่ืองด่ืม
เพราะหลกั ศาสนาและหลกั ศรัทธาน้นั เป็นอาหารของจิตใจ คนที่ขาดอาหารและขาดน้าเม่ือตายลงแลว้ ถา้ เขา
อยบู่ นหลกั การศาสนาที่ถกู ตอ้ ง ความศรัทธาที่มน่ั คง
แน่นอนเขาจะไดเ้ ขา้ สู่สวนสวรรค์ ส่วนคนที่ขาดหลกั ศาสนาท่ีถกู ตอ้ ง
ขาดการศรัทธาที่มน่ั คง เมื่อเขาตายไปก็ตอ้ งเขา้ สู่การลงโทษในนรกตลอดกาล (
ขอความคมุ้ ครองตอ่ อลั ลอฮ์ ใหร้ อดพน้ ดว้ ยเถิด )
ดังนั้นหัวใจจะไม่เกิดความสุขและความสงบน่ิงได้เลย นอกจากหัวใจนั้นต้องรู้จักพระผู้เป็นเจ้า ผทู้ ี่จะ
ตอ้ งเคารพเทิดทูล
ดว้ ยพระนามและคณุ ลกั ษณะของพระองคเ์ ป็นอยา่ งดี พร้อมท่ีจะพากเพียรในการเคารพนบั ถือศาสนาอยา่ งผุ
ดผอ่ งเพื่อพระองคเ์ ทา่ น้นั
เขา้ ใกลช้ ิดพระองคด์ ว้ ยการกระทาในส่ิงที่พระองคท์ รงโปรด ออกห่างไกลจากส่ิงท่ีพระองคท์ รงกริ้ว
หลกั ศาสนาท่ีถูกต้องพร้อมความศรัทธาทีม่ ่นั คงมคี วามสาคัญอย่างไร ?
เป้าหมายใหญ่ท่ีสุดของการมีมนุษยแ์ ละการส่งศาสนทูตมา คือ เพือ่ เป็นการคดั กรองหลกั การเอกภาพ
และเพอ่ื เป็นการย้าหลกั การศรัทธาท่ีถูกตอ้ งใหม้ น่ั คงแขง็ แรง
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะฮ์ อซั ซาริยาต อายะฮท์ ี่ 56 วา่
“และข้ามไิ ด้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่ออ่ืนใดเว้นแต่เพื่อเคารพภกั ดีต่อข้า”
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะฮ์ อนั นะฮล์ อายะหท์ ่ี 36 วา่
“และโดยแน่นนอน เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ ( โดยบญั ชาวา่ )
พวกท่านจงเคารพภกั ดีต่ออลั ลอฮ์ และจงหลกี หนีให้ห่างจาก ( การบชู า ) เจวด็ .....”
ซ่ึงท่านร่อซูลลุ ลอฮ์ ไดใ้ ชเ้ วลาในการเรียกร้องเชิญชวน
ใหม้ ีหลกั การ توحيدالَلหรือการใหเ้ อกภาพต่ออลั ลอฮ์
พร้อมกบั ทาการเคารพภกั ดีต่อพระองคอ์ ยา่ งบริสุทธ์ิในหวั ใจ ออกไกลห่างจากการต้งั ภาคแี ละความเชื่อท่ีเห
ลวไหล เป็นเวลาถึง 13 ปี แลว้ ทา่ นร่อซูลุลุลลอฮ์ ไดก้ าชบั นกั เผยแพร่
บรรดาศอฮาบะฮ ขณะที่จะออกไปเพ่ือทาการเชิญชวนผคู้ นเขา้ สู่อิสลาม ท่านร่ อซูลลุ ลุ ลอฮ์ ได้เน้นยา้ ใ
ห้พวกเขาทาการเชิญชวนเข้าสู่หลัก อะกีดะฮ เตาฮีด ก่อนเป็นลาดับแรก
ดงั เช่นในขณะที่ทา่ นร่อซูลุลอฮ์ แต่งต้งั ท่านมุอา๊ ซไปท่ีเมืองเยเมน ท่านสง่ั วา่ :-
“แท้จริงเจ้าน้ันจะไปยังเมืองหน่ึงทเี่ ป็ นอะฮ์ลุ้ลกติ าบ
ดังน้นั ประการแรกท่ีท่านจะต้องทาการเชิญชวนพวกเขา คือให้เขากล่าวคาปฏิญาณตนวา่
เม่ือพวกเขาตามเจ้าในเรื่องดังกล่าว แล้วกจ็ งบอกต่อไปว่า
แท้จริงอลั ลอฮ์น้นั ได้ทรงบัญญตั ิให้พวกเขาทาการละหมาด วันหนึ่งกบั คืนหนึ่ง 5 เวลา”
ข้อสรุปสาคัญเรื่องการมีศาสนาท่ีถูกต้องและหลกั ศรัทธาทม่ี ัน่ คง
1. หลกั การศรัทธาท่ีถกู ตอ้ ง
เป็นพ้นื ฐานที่ทาใหก้ ารงานต่างๆถูกตอบรับ ผทู้ ่ีขาดหลกั ศรัทธาที่ถกู ตอ้ งการงานของเขาจะไม่ถกู ตอบรับ ณ
ที่พระผเู้ ป็นเจา้
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะหอ์ ซั ซูมรั อายะห์ท่ี 65 วา่
“และโดยแน่นอนมวี ะฮียมายังเจ้า ( มุฮมั หมดั ) และมายงั บรรดานบกี ่อนหน้าเจ้า
หากเจ้าต้งั ภาคี (กบั อลั ลอฮ)์ แน่นอนการงานของเจ้ากจ็ ะไร้ผล และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผ้ทู ขี่ าดทุน”
2. หลกั การศรัทธาท่ีถูกตอ้ ง เป็นสาเหตใุ หไ้ ดเ้ ขา้ สวรรค์ รอดพน้ จากการลงนรก
อลั ลอฮ์ ตรัสไวใ้ นซูเราะฮ์ อลั บุรูจ อายะห์ท่ี 11 วา่
“แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดที ้งั หลาย พวกเขาจะได้รับสวนสวรรค์หลากหลาย
ณ เบื้องล่าง ของมนั มีตาน้าหลายสายไหลผ่าน”
และท่านร่อซูลลุ ลอฮฺ ไดก้ ลา่ ววา่
“ดงั น้นั แท้จริงแล้วอลั ลอฮ์ได้ทรงป้องกนั ผู้ท่กี ล่าวว่า ลาอีลาฮาอลิ ลลั ลอฮ ให้พ้นจากไฟนรก
โดยท่เี ขาบริสุทธ์ิใจในการกล่าวน้ันเพ่ืออลั ลอฮ์”
3. หลกั การศรัทธาท่ีถูกตอ้ ง เป็นตน้ เหตใุ หไ้ ดร้ ับความคุม้ ครองทรัพยส์ ิน เลือดเน้ือ
ดงั ที่ท่านร่อซูลลุ ลอฮ์ ไดก้ ล่าววา่
“ฉันได้ถกู ส่ังใช้ให้สู้รบกบั ผ้คู นท้ังหลาย จนกว่าพวกเขาจะกล่าวปฏิญาณตนว่า
4. หลกั การศรัทธาท่ีถูกตอ้ ง เป็นเหตใุ หเ้ กิดความสนั ติสุข ปลอดภยั ท้งั ในโลกน้ีและโลกหนา้
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะห์อลั อนั อาม อายะห์ที่ 82 วา่
“บรรดาผู้ท่ศี รัทธาโดยมิได้ให้การศรัทธาของพวกเขาปะปนกบั การอธรรม
ชนเหล่านี้แหละพวกเขาจะได้รับความปลอดภัย และพวกเขาคือผ้ทู ี่รับเอาคาแนะนาไว้”
คาวา่ “อธรรม” น้นั ในอายะหน์ ้ีหมายถึงการทา ชิริก (การต้งั ภาคตี ่ออลั ลอฮ์)
5. ถา้ ขาดหลกั การศรัทธาที่ถกู ตอ้ งจะทาไหไ้ ม่ไดเ้ ขา้ สวนสวรรค์ และจะตอ้ งอยใู่ นนรกตลอดกาล
ดงั ท่ีอลั ลอฮ์ ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะหอ์ ลั มาอิดะฮ์ อายะห์ท่ี 72 วา่
“แท้จริงผู้ใดให้มีภาคเี กดิ ขึน้ แก่อลั ลอฮ์ แน่นอนอลั ลอฮ์จะทรงให้สวนสวรรค์เป็ นที่ต้องห้ามแก่เขา
และท่พี านกั ของพวกเขาน้ันคือนรก และบรรดาผ้ตู ้ังภาคีน้นั ย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆ”
มนุษย์ท้งั หลายน้ันอยู่บนพืน้ ฐานเดมิ คือ หลกั ศรัทธาทบ่ี ริสุทธ์ิ
หลกั การศรัทธาท่ีบริสุทธ์ิหรือเตาฮีด เป็นสิ่งเดิมท่ีเกิดมาพร้อมกบั สติปัญญาที่ใสสะอาดในตวั มนุษย์
ซ่ึงเป็นหลกั ศาสนาที่มน่ั คงแขง็ แรง อลั ลอฮ์ ทรงสร้างมนุษยท์ ้งั มวล ใหอ้ ยบู่ นพ้นื ฐานเดียวกนั
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะห์อรั รูม อายะห์ท่ี 30 วา่
“ดงั น้ันเจ้าจงผนิ หน้าของเจ้าสู่ศาสนาที่เทีย่ งแท้ (โดยเป็น) ธรรมชาตขิ องอลั ลอฮ์
ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึน้ มาไม่มีการเปลยี่ นแปลงในการสร้างของพระองค์
น่นั คือศาสนาอนั เท่ยี งตรง แต่ส่วนมากของมนุษย์น้ันไม่รู้”
มีรายงานของอบีฮุรอยเราะฮ์ วา่ ทา่ นร่อซูลลุ ลอฮ์ ไดก้ ลา่ ววา่ “ไม่มเี ด็กคนใดท่ีถูกคลอดออกมานอกจา
กอย่บู นหลกั ศรัทธาทถ่ี ูกต้อง แล้วบดิ ามารดาของเขาท่จี ะทาให้เขาเป็ นยิว เป็ นคริสต์ หรือเป็ นมะยูซีย์
ปรเภทของเตาฮีด
สิ่งที่ทา่ นผอู้ ่านควรทราบไวก้ ่อนในเบ้ืองตน้ กค็ ือ เตาฮีด 3 ประเภทที่วา่ น้นั ประกอบไปดว้ ย
1) เตาฮีดอรั รุบูบียะฮฺ
2) เตาฮีดอลั อสั มาอว์ ศั ศิฟาต
3) เตาฮีดอลั -อิบาดะฮฺหรืออลั -อุลฮู ียะฮฺ
ในความเป็นจริงแลว้ การแบ่งเตาฮีดในรูปแบบดงั กล่าวหากจะเขา้ ข่ายของการอุตริกรรม (บิดอะฮฺ)
น้นั ก็สามารถท่ีจะเขา้ ข่ายดงั กล่าวไดห้ ากผทู้ ่ียดึ การเรียนเตาฮีดแบบน้ีเชื่อมนั่ วา่ การแบง่ เตาฮีดในแบบดงั กล่า
วคือสิ่งที่เป็นแบบอยา่ งจากท่านนบี (ศอ็ ลฯ)
หรือวาญิบในการศึกษาชนิดท่ีใครไมเ่ รียนรู้ในรูปแบบน้ีก็ถือวา่ หลงผดิ เพราะในการแบง่ เตาฮีดออกเป็น 3
ประเภทดงั ที่เห็นน้นั ในทางทฤษฎีแลว้ มิใช่เป็นการแบ่งประเภทที่มีแบบอยา่ งจากท่านนบี ศอ็ ลฯ
แตอ่ ยา่ งใดหากแตเ่ ป็นการประมวลขอ้ มูลจากคมั ภีร์อลั กุรอานของอลุ ามาอแ์ ละทาการแบง่ ประเภทของเตาฮี
ดเพือ่ ความสะดวกในการเรียนรู้และศึกษา
ดงั น้นั หากปราศจากซ่ึงความเช่ือในแบบที่กลา่ วมาขา้ งตน้ แลว้ การแบง่ เตาฮีดออกเป็น 3
ประเภทดงั ที่กล่าวน้ีเพอ่ื เป้าประสงคใ์ นการศึกษากค็ งมิอาจจะถือวา่ เป็นอุตริกรรมในทางศาสนาแต่อยา่ งใดไ
ม่หากแตเ่ ป็นเพยี งข้นั ตอนของการแสวงหากระบวนวธิ ีเพื่อความเขา้ ใจศาสนาอนั เป็นการกระทาท่ีศาสนาอนุ
มตั ิใหก้ ระทาได้ ดงั เช่น การแบง่ วชิ าการตา่ งๆในอิสลามออกเป็นแขนงตา่ งๆไม่วา่ จะ
วิชาหะดีษ,ตฟั ซีรอลั กุรอาน,อุลูมอลั กุรอาน,อากีดะฮฺ,ฟิ กฮฺ,ชะรีอะฮฺ,และตะเซาวฟุ
การแบง่ ประเภทวิชาการเหล่าน้ีลว้ นไมม่ ีแบบอยา่ งจากทา่ นนบี ศอ็ ลฯและบรรดาซอฮาบะฮฺแต่อยา่ งใด
อยา่ งไรก็ตามกเ็ ป็นที่ทราบกนั ดีวา่ การแบง่ สาขาวิชาในแบบดงั กลา่ วก็เพียงเพ่อื ความเขา้ ใจในแก่นแทข้ องอิส
ลามผา่ นการเรียนรู้ตามกระบวนวิชาท่ีถกู วางไวใ้ นสาขาเหล่าน้ี
สมควรที่จะกลา่ วในท่ีน้ีวา่ ชาวซุนนะฮฺน้นั มิไดศ้ รัทธายดึ มนั่ วา่ การแบง่ เตาฮีดออกเป็น 3
ประเภทขา้ งตน้ น้นั เป็นส่ิงท่ีถูกตอ้ งท่ีสุดและวาญิบในการเรียนรู้เพราะในความเป็นจริงแลว้
ยงั มีนกั ปราชญอ์ ิสลามบางส่วนไดแ้ บ่งเตาฮีดออกเป็นประเภทท่ีแตกตา่ งไปจากขา้ งตน้ น้ี เช่น
นกั ปราชญบ์ างท่านไดเ้ พิม่ ประเภทเตาฮีดอื่นข้นึ มาเช่น ท่านอิบนุก็อยยมิ ยมิ ไดท้ าการแบง่ เตาฮีดออกเป็น 2
ประเภทเท่าน้นั คือ
1) เตาฮีดอลั -อิลมี อลั -คอบารี
2) เตาฮีดอลั -อิรอฎี อลั -ฏอลาบี
ซ่ึงประเภทของเตาอีดท่ีแตกต่างกนั ไปน้ีขา้ พเจา้ จะไมข่ อนามากลา่ วในรายละเอียดเพราะไม่ใช่ประเด็นสาคั
ญของบทความน้ี
"ใครแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภท ?"
จากหลกั ฐานที่เราคน้ พบ ปรากฏวา่ การแบ่งประเภทของเตาฮีดออกเป็น 3
ประเภทน้นั มีปรากฏอยใู่ นหนงั สือของ ท่านอิบนุบฏั เฏาะฮฺ อลั -อคั บะรีย์ (304-387)
ซ่ึงเป็นอุลามาออ์ ิสลามในช่วงศตวรรษที่ 4 ของฮิจเราะฮฺศกั ราช
ตามประวตั ิแลว้ ท่านคือสานุศิษยข์ องทา่ นอบลุ กอซิมอลั -บะฆอวีย์ เคยี งคกู่ บั ศิษยอ์ ีกท่านหน่ึงคือ อบนู ุอยั มฺ
อลั -อสั บะฮะนีย์
อยา่ งไรก็ตามแต่แมว้ า่ ท่านอิบนุบฏั เฏาะฮฺจะไดช้ ื่อวา่ เป็นอิมามท่านหน่ึงของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯแตก่ ระน้นั
ก็ตามท่านมีขอ้ บกพร่องในเร่ืองของความจาอยู่
ทวา่ ชื่อเสียงของท่านเล่ืองลือในดา้ นของการต่อสูแ้ ละตอบโตก้ ลุ่มนอกรีตต่างๆในสมยั น้นั ไมว่ า่ จะเป็น
ก็อดรียะฮฺ,มุอฺตะสิละฮฺ,คอวาริจญ,์ มรุ ญิอะฮฺและรอฟิ เฎาะฮฺชีอะฮฺ
และดว้ ยเหตนุ ้ีน่ีคือรากฐานของการศรัทธาในพระองคอ์ ลั ลอฮฺซ่ึงเป็นส่ิงจาเป็น(วาญิบ)เหนือสรรพส่ิง(ท้งั ปว
ง)ในการยนื ยนั ต่อการศรัทธาต่อพระองคด์ ว้ ยกบั สิ่งสามประการน้ี
ประการแรก : คือการท่ีบรรดาบา่ วของพระองคศ์ รัทธาใน “ร็อบบานียะฮฺ”
ของพระองค(์ หมายถึงศรัทธาในการเป็นพระเจา้ เหนือมคั ลกู ท้งั ปวงของพระองค)์
ดงั น้นั ดว้ ยกบั ส่ิงน้ีพระองคจ์ ึงบริสุทธ์ิจากแนวทางของผทู้ ่ีปฏิเสธการมีอยขู่ องพระองคซ์ ่ึงพวกเขาไม่ไดท้ ากา
รยนื ยนั ต่อ(การเป็น)ผสู้ ร้าง(ของพระองค)์
ประการท่ีสอง : คือการท่ีเขา(มนุษย)์ ศรัทธาในความเป็น “วะฮฺดานียะฮฺ” (ความเป็นเอกะ)ของพระองค์
ดว้ ยเหตุน้ีพระองคจ์ ึงทรงบริสุทธ์ิจากบรรดาผทู้ ี่ต้งั ภาคีซ่ึงทาการยนื ยนั ต่อผสู้ ร้างแต่ทวา่ ไดท้ าการต้งั ภาคีดว้ ย
การเคารพสกั การะสิ่งอ่ืน
ประการท่ีสาม :
คอื การที่มนุษยศ์ รัทธาต่อสิ่งที่ไดถ้ กู กลา่ วถึงพระองคด์ ว้ ยคณุ ลกั ษณะ(ศิฟาต)ซ่ึงไมเ่ ป็นท่ีอนุมตั ิ(ที่จะพาดพงิ
พระองคถ์ ึงดว้ ยศิฟาตหน่ึงใด)เวน้ แตค่ ุณลกั ษณะท่ีไดถ้ กู แจกแจงไว้ ดงั เช่น อิลมฺ(ความรู้),
กุดเราะฮฺ(อานาจ),ฮิกมะฮฺ(วิทยญาณ)
และท้งั ปวงจากสิ่งที่พระองคไ์ ดท้ รงกลา่ วถึงพระองคเ์ องในคมั ภีร์อลั กรุ อาน”
จากหลกั ฐานขา้ งตน้ เราจะพบวา่ การแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3
ประเภทตามท่ีไดถ้ กู ร่าเรียนกนั อยใู่ นปัจจุบนั น้นั มิใช่เป็นนวตั กรรมใหมท่ างศาสนาซ่ึงถูกอุติรข้ึนโดยกล่มุ ค
นนอกรีตนอกรอยในเร่ืองเตาฮีด(เอกวิทยา)ตามที่ไดม้ ีบางกลมุ่ บางพวกไดอ้ า้ งไวแ้ ต่อยา่ งใด
และแน่นอนวา่ การแบ่งประเภทเตาฮีดออกเป็น 3
ประเภทดงั ขา้ งตน้ น้นั จะสมบรู ณ์พอที่แจกแจงถึงความยงิ่ ใหญ่ของพระองคไ์ ดม้ ากนอ้ ยเพยี งใดน้นั พระองคอ์ ั
ลลอฮฺเท่าน้นั ที่ทรงรู้ดียง่ิ
โดยสรุปแลว้ การแบ่งประเภทเตาอีดของทา่ นอิบนุบฏั เฏาะฮฺปราชญแ์ ละอิมามแห่งอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯแห่งศตว
รรษที่ 4
ของอิสลามน้นั คือการแบง่ เตาฮีดที่ไดถ้ ูกเลา่ เรียนกนั ในวิชาเตาฮีดในยคุ สมยั ของเราซ่ึงประกอบไปดว้ ยสาม
ส่วนคือ
1) ร็อบบานียะฮฺ
อนั หมายถึงการศรัทาต่อการเป็นพระผอู้ ภิบาลของพระองคอ์ ลั ลอฮฺซ่ึงเป็นแก่นเน้ือหาเดียวกนั กบั
เตาฮีดรุบูบียะฮฺ
2) เตาฮีดวะฮฺดานียะฮฺ
อนั หมายถึงการไม่กระทาการต้งั ภาคีต่อพระองคภ์ าคส่วนน้ีผกู พนั ธ์อยกู่ บั พฤติกรรมของมนุษยอ์ นั เป็นเน้ือห
าเดียวกนั กบั เตาฮีดอลั อิบาดะฮฺหรืออลุ ูฮียะฮฺ
3)
คือการศรัทธาตอ่ คุณลกั ษณะของพระองคท์ ี่ไดถ้ กู ระบุไวใ้ นอลั กุรอานอนั ไพโรจนข์ องพระองคอ์ นั เป็นเน้ือห
าเดียวกนั กบั เตาฮีดอลั -อสั มาอว์ ศั ศิฟาต
เม่ือเราพิจารณาองคป์ ระกอบของเตาฮีดท้งั สามส่วนน้ีแลว้ เราจะพบวา่ มนั มิใช่เป็นหลกั ความเช่ือที่นอกรีตนอ
กรอยหรืออาศยั ทฤษฎีทางปรัชญาใดๆมาอธิบายถึงความเป็นเอกะของอลั ลอฮฺศบุ ฮานะฮุวาตะอาลาแต่อยา่ งใ
ดเลย หากแตเ่ ป็นเกณฑก์ ารแบ่งที่วางพ้ืนฐานอยบู่ นการกลนั่ กรองหลกั คาสอนมาจากอลั กรุ อานอยา่ งแทจ้ ริง
นอกจากน้ีแลว้ เราจะพบวา่ ปราชญอ์ ิสลามจากสานกั คิดอลั -
อะชาอิเราะฮฺบางท่านกย็ อมรับในการภาคส่วนของเตาอีดท้งั 3 ดว้ ยเช่นกนั ดงั ท่ีเราพบการเอ่ยถึงเตาฮีดท้งั 3
ส่วนจากงานเขียนของอุลามาออ์ ะชาอิเราะฮฺในยคุ ตน้
ท่านอลั -กอฎีอบูบกั รอลั -บากิลลานี รอฮิมาฮุลลอฮฺ
ปราชญค์ นสาคญั ของอะชาอิเราะฮฺไดก้ ลา่ วไวใ้ นหนงั สือของทา่ นที่มีช่ือวา่ “อลั อินศอฟ” ไวว้ า่
“และการอีมานในอลั ลอฮฺตะอาลาน้นั ประกอบไปดว้ ยการมอบ(เตาฮีด)ความเป็นเอกะแก่พระองคผ์ ทู้ รงสูงส่
ง และพาดพงิ ถึงพระองคด์ ว้ ยกบั คุณลกั ษณะของพระองค์
และทาการปฏิเสธวา่ พระองคท์ รงมีขอ้ บกพร่อง(เช่นมคั ลูก)อนั (เป็นคณุ ลกั ษณะท่ี)บง่ ช้ีถึงสภาวะของส่ิงถูกส
ร้างซ่ึง(มคั ลกู )สามารถที่จะมีคุณลกั ษณะท่ีบกพร่องเหล่าน้ีได้ และการมอบความเป็นหน่ึงแก่พระองคน์ ้นั คอื
การยนื ยนั วา่ พระองคค์ ือผทู้ รงสรรคส์ ร้าง,ทรงดารงอย,ู่ ทรงเป็นพระเจา้ ,ทรงเป็นหน่ึง,ทรงเป็นผไู้ ดร้ ับการเคา
รพสกั การะและไม่มีส่ิงใดที่จะเสมอเหมือนพระองคเ์ หนือส่ิงที่ไดถ้ กู เปิ ดเผยโดยคาดารัสของพระองคท์ ่ีวา่
และพระเจา้ ของพวกเจา้ น้นั ทรงเป็นเอกะไมม่ ีสิ่งใดท่ีจะมีสิทธ์ิไดร้ ับการเคารพสักการะเวน้ แตพ่ ระองคผ์ ทู้ รง
เมตตาผทู้ รงกรุณา (2:163)
และคาดารัสของพระองคท์ ี่วา่ ไม่มีสรรพส่ิงใดเสมือนพระองคแ์ ละพระองคท์ รงไดย้ นิ และทรงเห็นทุกสิ่ง
(42:11)” (หนงั สือ อลั อินศอฟ หนา้ 22)
จากคาอรรถาธิบายขา้ งตน้ เราจะพบวา่ แมใ้ นการอธิบายถึงเร่ืองของเตาฮีด
ทา่ นกอฎีอบูบกั รอลั บากิลลานีกไ็ มไ่ ดไ้ ปไกลเกินกวา่ องคป์ ระกอบของเตาฮีดท้งั 3 ส่วนแต่อยา่ งใดเลย
เพราะจากคาพดู ของท่านเราสามารถประมวลไดว้ า่ อลั ลอฮฺน้นั ทรงเป็นพระผอู้ ภิบาลผทู้ รงเอกะคือเป็นพระเจ้
าท่ีแทจ้ ริงเพยี งหน่ึงเดียว
และพระองคท์ รงไวซ้ ่ึงคุณลกั ษณะอนั สูงส่งตลอดจนเป็นผเู้ ดียวท่ีทรงสิทธ์ิในการไดร้ ับการเคารพสักการะจ
ากมวลมนุษย์
จากแก่นธรรมแห่งคาสอนเหล่าน้ีเราขอกล่าวย้าวา่ อลั ลอฮฺน้นั ทรงเป็นพระเจา้ ที่แทจ้ ริงเพียงพระองคเ์ ดียวผซู้ ่ึ
งมีคณุ ลกั ษณะและพระนามที่เพรียบพร้อมไปดว้ ยความสมบูรณ์และแตกตา่ งจากมคั ลูกท้งั ปวงในดา้ นความเ
หมือนและวธิ ีการ ท้งั ยงั เป็นเพยี งผเู้ ดียวท่ีทรงสิทธิในการไดร้ ับการเคารพสกั การะจากมวลมนุษย์
ผลของเตาฮีดต่อชีวติ มนุษย์
เตาฮีด เป็นแนวคดิ สูงสุดในเร่ืองพระเจา้ ซ่ึงพระองคไ์ ดป้ ระทานแก่มนุษยท์ กุ ยคุ สมยั
โดยผา่ นทางบรรดานะบีของพระองค์ ความรู้น้ีมาพร้อมกบั อาดมั ต้งั แต่คร้ังแรกที่ถกู ส่งมายงั โลก
ความรู้เดียวกนั น้ีไดถ้ ูกประทานแก่นะบีนูฮ นะบีอิบรอฮีม นะบีมูซา นะบีอีซาและบรรดานะบีท่านอ่ืนๆ
และความรู้น้ีอีกเช่นกนั ท่ีนะบีมฮุ มั มดั ไดน้ ามายงั มนุษยชาติ คือความรู้ ความบริสุทธ์ิและความสมบรูณ์
ท่ีปราศจากร่องรอยแห่งความโงเ่ ขลา
มนุษยไ์ ดห้ ลงผิดจนกลายเป็นผเู้ คารพบูชารูปป้ันและกลายเป็นผปู้ ฏิเสธพระเจา้
เพราะเขาหันออกจากคาสอนของบรรดานะบีและยดึ เหตผุ ลและความคดิ ผดิ ๆ หรือการตีความโดยอคติ แต่
เตาฮีด จะขบั ไลเ่ มฆหมอกแห่งความโง่เขลาออกไปและจะส่องแสงแห่งความจริง
ผลของเตาฮีดต่อชีวติ มนุษย์
ผลของความเชื่อในคาวา่ ลาอิลาฮะอิลลลั ลอฮ์
(ไม่มีพระเจา้ อื่นใดท่ีสมควรแก่การเคารพบชู าอยา่ งแทจ้ ริงนอกจากอลั ลอฮ์ เทา่ น้นั ) ที่มีตอ่ ชีวิตของมนุษย์
สามารถสรุปไดด้ งั น้ี
1) ผศู้ รัทธาจะไมเ่ ป็นคนท่ีคดิ คบั แคบ เพราะเขาเช่ือในพระเจา้ ผทู้ รงเป็นผสู้ ร้างช้นั ฟ้าและแผน่ ดิน
ผคู้ วบคมุ ดูแลจกั รวาลท้งั หมด จากความเช่ือน้ีเขาจะไม่ถือวา่ ส่ิงใดในโลกน้ีเป็นสิ่งแปลกสาหรับเขา
เขาจะมองทกุ ส่ิงในจกั รวาลเป็นของพระเจา้ องคเ์ ดียว เช่นเดียวกบั ที่เขากเ็ ป็นของพระองคด์ ว้ ยเช่นกนั
ความเห็นอกเห็นใจ ความรักและการรับใชจ้ ะไม่ถกู จากดั อยแู่ คแ่ ห่งหน่ึงแห่งใดหรือกลมุ่ หน่ึงกลุม่ ใด
เขาจะมองกวา้ งไกล ความคดิ จะเสรีไร้พรมแดน
วสิ ัยทศั น์และความคดิ อนั กวา้ งไกลน้ีจะเกิดข้นึ ไดอ้ ยา่ งไรกบั คนท่ีปฏิเสธพระเจา้
คนที่เช่ือในพระเจา้ หลายองคห์ รือคนที่เชื่อในเทพเจา้ ที่มีอานาจบกพร่องและจากดั อยา่ งเช่นมนุษย์
2) สร้างความรู้สึกเคารพตนเองและความมีเกียรติข้ึนมาในตวั ผศู้ รัทธา
อลั ลอฮ์ เท่าน้นั ที่เป็นผมู้ ีอานาจเหนืออื่นใดและไม่มีผใู้ ดนอกจากพระองคท์ ี่สามารถใหค้ ุณหรือใหโ้ ทษผหู้ น่ึ
งผใู้ ด และจดั เตรียมปัจจยั ยงั ชีพ และเอาชีวิต และมีอานาจต่อเขา
ความเชื่อมน่ั ดงั กลา่ วน้ีทาใหเ้ ขาเป็นอิสระและไม่เกรงกลวั อานาจใด ๆ นอกจากอานาจของพระองค์
เขาจะไม่กม้ หวั เคารพสกั การะสิ่งใดที่อลั ลอฮ์
ทรงสร้างมาและจะไมข่ อความช่วยเหลือต่อผใู้ ด เขาจะไม่เกรงกลวั ผใู้ ดเวน้ แตค่ วามยง่ิ ใหญ่ของอลั ลอฮ์
เท่าน้นั
3) ความถอ่ มตน ความเช่ือน้ีจะสร้างความรู้สึกสงบเสง่ียมเจียมตวั การถอ่ มตนข้ึนมาในตวั มนุษย์
ซ่ึงทาใหเ้ ป็นคนไมโ่ ออ้ วดหรือเสแสร้งแกลง้ ทา ผศู้ รัทธาจะไม่หยงิ่ ทะนงและยโสโอหงั
หวั ใจของเขาจะไมม่ ีความหลงในอานาจ ทรัพยส์ ินและเกียรติยศชื่อเสียง
เพราะเขารู้ดีวา่ สิ่งที่เขามีอยนู่ ้นั พระเจา้ เป็นผทู้ รงประทานและพระองคส์ ามารถเอากลบั คืนไดเ้ หมือนกบั ท่ีพร
ะองคท์ รงประทานแก่เขาเช่นกนั
4) ทาใหม้ นุษยม์ ีคณุ ธรรมและมน่ั คง
มีความเชื่อมน่ั วา่ ไม่มีหนทางแห่งความสาเร็จและหนทางแห่งความรอดพน้ อื่นๆ
นอกจากการขดั เกลาจิตวิญญาณใหบ้ ริสุทธ์ิและประพฤติสิ่งท่ีถูกตอ้ งดีงาม ความศรัทธาที่ถกู ตอ้ งสมบรูณ์
ในพระเจา้ ผทู้ ่ีไม่ตอ้ งการส่ิงใดตอบแทน ไม่ประสงคเ์ ครื่องเซ่นไหว้
ไมเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ผใู้ ดและเป็นผูท้ รงยตุ ิธรรม ความศรัทธาน้ีทาใหเ้ ขามีความสานึกวา่
ถา้ ไมด่ าเนินชีวิตอยา่ งถกู ตอ้ งและไม่ปฏิบตั ิแต่สิ่งที่ดีแลว้ ก็ไมอ่ าจท่ีจะประสบผลสาเร็จ
ไมม่ ีอิทธิพลหรืออานาจใดที่สามารถปกป้องเขาใหพ้ น้ จากความหายนะได้ เวน้ แต่อานาจของ อลั ลอฮ์
ผทู้ รงเอกะเทา่ น้นั
5) ผศู้ รัทธาจะไมม่ ีวนั สิ้นหวงั การมีความศรัทธามน่ั วา่ พระองคค์ ือความมง่ั คงั่ ในสากลโลกและช้นั ฟ้า
ผทู้ รงมีความกรุณาปราณี ทรงมีอานาจ ความศรัทธาจะทาใหห้ วั ใจไดร้ ับการปลอบโยน
เปี่ ยมไปดว้ ยความพึงพอใจและมีความหวงั อยเู่ สมอถึงแมว้ า่ จะถกู ปฏิเสธจากทกุ ดา้ นในโลกน้ี
เขายงั คงศรัทธาและถือวา่ ตวั เขาข้นึ อยกู่ บั พระองค์ ความเช่ือมน่ั เช่นน้ีจะทาใหต้ ่อสู้ดว้ ยความเขม้ แขง็
แมว้ า่ ตอ้ งเผชิญกบั ส่ิงทา้ ทายโดยลาพงั
ความเช่ือมน่ั เช่นน้ีจะไม่เกิดข้ึนจากความศรัทธาอ่ืนใดนอกจากความศรัทธาในพระเจา้ องคเ์ ดียวเทา่ น้นั
6) ความศรัทธาในพระเจา้ องคเ์ ดียวจะสร้างความเด็ดเดี่ยว และความอดทน
เมื่อเขาตดั สินใจและอทุ ิศทกุ อยา่ งที่มีอยปู่ ฏิบตั ิตามคาบญั ชาเพอื่ แสวงหาความโปรดปรานจากพระเจา้ แลว้
จะมีความเชื่อมนั่ วา่ เขาไดร้ ับการสนบั สนุนจากพระผอู้ ภิบาลแห่งสากลจกั รวาล
ความเชื่อมน่ั อยา่ งแน่วแน่เช่นน้ี จะทาใหม้ ีความมน่ั คงและแขง็ แรงดุจภผู า ไม่มีความยากลาบาก
อปุ สรรคขวากหนามและการต่อตา้ นใดๆ ท่ีจะมาลม้ เลิกการตดั สินใจของเขา
ในขณะท่ีลทั ธิความเชื่อในพระเจา้ หลายองคจ์ ะไม่สร้างผลเช่นน้ีใหเ้ กิดข้ึนในตวั มนุษย์
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ หากมนุษยป์ ระสบภาวะจนตรอกหรืออยใู่ นสถานการณ์คบั ขนั ในชีวิต
7) การประกาศความเชื่อมน่ั ในพระเจา้ องคเ์ ดียวไดส้ ร้างความกลา้ หาญข้ึนในตวั มนุษย์
มีสองส่ิงท่ีทาใหม้ นุษยเ์ กิดความข้ีขลาด นน่ั คอื : (1) ความกลัวตายและความหวงแหนในชีวิต (2)
ความคิดที่ว่ามีใครอ่ืนๆนอกจากอัลลอฮ์ ที่สามารถเอาชีวิตและสามารถป้องกนั ความตายไดโ้ ดยอาศยั บางส่ิง
แตก่ ารศรัทธาใน ลาอิลาฮะอิลลลั ลอฮ์ (ไมม่ ีพระเจา้ อ่ืนใดนอกจากอลั ลอฮ)์
จะขจดั ความคดิ น้ีออกไปจากจิตใจ ความคิดแรกจะถูกขจดั ออกไปเพราะรู้วา่ ชีวิต ทรัพยส์ ินและทกุ ส่ิงท่ีมีน้นั
ความจริงแลว้ เป็นของอลั ลอฮ์
ท้งั สิ้นและพร้อมท่ีจะเสียสละทกุ ส่ิงอยา่ งเพื่อความโปรดปรานของพระองค์ เขาจะไม่มีความคดิ ที่สองเพราะ
รู้วา่ ไมม่ ีมนุษยห์ รือสิ่งอื่นใดที่ทาใหเ้ ขาตายได้ อลั ลอฮ์ เท่าน้นั ท่ีทาได้
เวลาแห่งการมีชีวิตไดถ้ ูกกาหนดเอาไวแ้ ลว้ และต่อใหพ้ ลงั ท้งั หมดของโลกรวมกนั ก็ไม่สามารถท่ีจะเอาชีวิตใ
ครก่อนเวลาน้นั ได้ ดว้ ยเหตุน้ีไม่มีใครจะกลา้ หาญไปกวา่ คนที่มีความศรัทธาในพระเจา้
ไมม่ ีใครสามารถท่ีจะทาใหเ้ ขาครั่นคร้ามแมแ้ ตศ่ ตั รูท่ีดุดนั หรือกองทหารท่ีมีแสนยานุภาพที่สุด
8) ความศรัทธาใน ลาอิลาฮะ อิลลลั ลอฮ์ จะสร้างความสงบและความเพยี งพอข้ึนในจิตใจ
มนั จะขจดั ความคิดอิจฉาริษยา ความโลภและการใชว้ ิธีการท่ีไมเ่ ป็นธรรมเพ่ือบรรลุถึงเป้าหมาย
ผศู้ รัทธาเขา้ ใจดีวา่ ความมง่ั คง่ั อยใู่ นมือของพระเจา้ ผทู้ รงจดั สรรตามท่ีพระองคท์ รงประสงค์
ไม่วา่ จะเป็นเกียรติ อานาจ ชื่อเสียงและหนา้ ท่ี เขาจะถือครองทกุ ส่ิงดว้ ยวิธีการที่ถูกตอ้ งและยตุ ิธรรมเทา่ น้นั
เขารู้ดีวา่ ความสาเร็จและความลม้ เหลวข้นึ อยพู่ ระองค์ ถา้ พระองคป์ ระสงคท์ ่ีจะให้ ก็ไมม่ ีอานาจใดๆ
ในโลกน้ีจะมายบั ย้งั ได้ และถา้ พระองคไ์ มป่ ระสงค์ ก็ไมม่ ีอานาจใด ๆ จะบงั คบั ไดเ้ ช่นเดียวกนั
9) ผลท่ีสาคญั ที่สุดของ ลาอิลาฮะ อิลลลั ลอฮ์ คือทาใหม้ นุษยเ์ ช่ือฟังและปฏิบตั ิตามกฎระเบียบ
คนท่ีศรัทธามีความเช่ือมน่ั วา่ พระเจา้ รู้ทกุ ส่ิงที่ซ่อนเร้นและเปิ ดเผย
และพระองคท์ รงอยใู่ กลเ้ ขายงิ่ กวา่ เส้นเลือดเสียอีก ถา้ หากเขาทาบาปในที่ลบั หรือในท่ีมืด พระองคก์ ท็ รงรู้
พระองคท์ รงรู้แมก้ ระทง่ั ความคดิ และความต้งั ใจของเขาไม่วา่ จะดีหรือเลว
เราสามารถที่จะซุกซ่อนความลบั ได้ แต่ไมส่ ามารถซ่อนทุกสิ่งจากพระเจา้ ได้
เราสามารถหลบเล่ียงการตรวจสอบได้ แต่เราไมส่ ามารถหลบเล่ียงการตรวจสอบของพระองคไ์ ด้
ยงิ่ ความเช่ือของมนุษยใ์ นเร่ืองน้ีมีความมน่ั คงมากเทา่ ใด
เขากย็ งิ่ ปฏิบตั ิตามคาบญั ชาของพระองคม์ ากยง่ิ ข้ึนเท่าน้นั
เขาจะละเวน้ ในสิ่งที่พระเจา้ ทรงหา้ มและจะกระทาตามคาบญั ชาของพระองค์
แมท้ า่ มกลางความมืดมิดและในสถานท่ีมิดชิด
เพราะรู้วา่ พระองคไ์ มเ่ คยปล่อยเขาไวต้ ามลาพงั และเกรงกลวั ศาลท่ีเขาไมอ่ าจหลีกเลี่ยงหรือพลิกลิน้ ได้
ดว้ ยเหตุน้ีเองเง่ือนไขที่สาคญั ท่ีสุดประการแรกสาหรับการเป็นมุสลิมคือ การมีความศรัทธาใน
ลาอิลาฮะ อิลลลั ลอฮ์
ดงั ที่ไดบ้ อกไปแลว้ วา่ มสุ ลมิ หมายถึง ผ้ทู ี่เชื่อฟังอลั ลอฮ์ และการเช่ือฟังอลั ลอฮ์ จะเป็นไปไม่ได้
เลยนอกจากคนผนู้ ้นั จะมีความศรัทธาอยา่ งมน่ั คงใน ลาอิลาฮะ อิลลลั ลอฮ์
ในคาสอนของนะบีมฮุ มั มดั ความศรัทธาในพระเจา้ องคเ์ ดียวเป็นหลกั การพ้นื ฐานที่มีความสาคญั ที่
สุด เป็นรากฐานของอิสลามและแหล่งที่มาของพลงั แห่งอิสลาม ความเช่ือ
คาบญั ชาและกฏหมายอิสลามท้งั หมดวางอยบู่ นรากฐานของความศรัทธาอยา่ งมนั่ คง
การทาอบี าดะฮ์ในอสิ ลาม
การทาอบิ าดะฮ์ในอสิ ลาม
อลั อิบาดะฮ์ العبادةการทาอิบาดะฮใ์ นศาสนาอิสลามหมายถึง
ชื่อท่ีใชเ้ รียกทุกส่ิงที่อลั ลอฮ์ ทรงโปรดปรานไม่วา่ จะเป็นคาพูดตา่ งๆหรือการกระทาท้งั ปวงที่เปิ ดเผยหรือซ่อนเ
ร้น
การทาอบิ าดะฮ์ท่เี ปิ ดเผย เช่น การกลา่ ววาจาดว้ ยคาปฏิญาณตนท้งั สองประโยค การทาพธิ ีละหมาด
การจ่ายซะกาต การทาพิธีฮจั ญ์ การทาญิฮาดในหนทางของอลั ลอฮ์ การบนบาน การเชือด
การขอความช่วยเหลือ การช่วยเหลือกนั ในการทาความดี การหา้ มปรามไม่ใหท้ าชวั่ การสงเคราะหค์ นขาดแคลน
และอ่ืนๆ
การทาอบิ าดะฮ์ในท่ลี บั ซ่อนเร้น มองไมเ่ ห็นไดแ้ ก่ ความยาเกรงต่ออลั ลอฮ์ และอ่ืนๆ
ความกลวั ตอ่ การลงโทษของอลั ลอฮ์ ความรักตอ่ อลั ลอฮ์ ความหวงั ในอลั ลอฮ์
การมอบหมายตอ่ อลั ลอฮ์ การขอพ่ึงพาอลั ลอฮ์ ความรักเพอื่ อลั ลอฮ์ โกรธเพอื่ อลั ลอฮ์
ฉะน้นั ทุกส่ิงท่ีมนุษยท์ าไปเพ่ือมอบใหอ้ ลั ลอฮ์ ไม่วา่ จะเป็นการพดู
การกระทาตามบทบญั ญตั ิศาสนาท้งั มวล นบั ไดว้ า่ เป็นการทาอิบาดะฮท์ ้งั สิ้น
เงื่อนไขที่จะทาให้การทางานน้ันถูกรับ
งานใดก็แลว้ แตท่ ี่คนมสุ ลิมทาลงไปน้นั จะยงั ไม่ถกู รับนอกจากตอ้ งครบสองเงือนไขคือ:
1. ทาด้วยความบริสุทธ์ิใจพื่ออลั ลอฮ์
ดงั เช่นท่ีพระองค์ ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะฮ์ อซั ซุมรั อายะฮท์ ี่ 2-3 ความวา่ :
"ดังน้ันเจ้าจงเคารพภกั ดตี ่ออลั ลอฮ์โดยเป็ นผู้มีความบริสุทธ์ใิ จในศาสนาต่อพระองค์
พงึ ทราบเถดิ ว่าการอบิ าดะฮ์โดยบริสุทธ์ิใจน้ันเป็ นของอลั ลอฮ์องค์เดยี ว”
และท่านนบี ไดก้ ลา่ วไวว้ า่
.“ แท้จริงกจิ การงานต่างๆน้ันขนึ้ อยู่กบั เจตนารมย์…..”
(บนั ทึกโดยบคุ คอรียแ์ ละมุสลิม)
2. การกระทาตามหลกั ศาสนบญั ญัติ
ดงั ที่ทา่ นนบี ไดก้ ลา่ ววา่
“ َمن َع ِم َل َع َملا َلي َس َعلَي ِه أَم ُرنَا فَ ُه َو َردใครทท่ี างานหน่งึ งานใด โดยทมี่ ิได้มีคาสั่งของเรา
การงานน้ันจะไม่ถกู ตอบรับ”
(บนั ทึกโดยบุคอรียแ์ ละมุสลิม)
ดงั นนั้ ถ้าการกระทาที่ขาดความบริสุทธ์ิใจ
งานนัน้ จะไม่ถูกตอบรับ และถา้ ไม่ตรงกบั แนวทางของศาสนากจ็ ะไม่ถกู ตอบรับเช่นเดียวกนั อลั ลอฮ์
ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะหอ์ ลั กาฮ์ฟิ อายะหท์ ่ี 110 ความวา่
“ ดงั น้ันผ้ใู ดหวงั ทจ่ี ะพบพระผู้เป็ นเจ้าของเขา กใ็ ห้เขาประกอบการงานท่ดี ี
และอย่าต้งั ผ้ใู ดเป็ นภาคีในการเคารพภักดตี ่อพระผู้เป็ นเจ้าของเขาเลย”
ชนิดของการทาอบิ าดะฮ์
การทาอิบาดะฮฺน้นั มีหลากหลายชนิด ตอ่ ไปน้ีจะพดู ถึงบางชนิดพร้อมหลกั ฐาน เช่น
การขอดุอาอ์ ( ) الدعاءอดั ดอุ าอ์
อลั ลอฮ์ ตรัสไวใ้ นซูเราะฮ์ ฆอฟิ ร อายะหท์ ี่ 60 ความวา่
“และพระเจ้าของพวกเจ้าตรัสว่า : จงวงิ วอนขอต่อข้า และข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า
ส่วนบรรดาผู้โอหังต่อการเคารพภกั ดแี ก่ข้าน้ัน จะเข้าน้ันจะเข้าไปอยู่ในนรกอย่างตา่ ต้อย”
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสไวอ้ ีกในซูเราะฮ อลั ญิน อายะหท์ ่ี 18 ความวา่
“แท้จริงบรรดามสั ยิดท้งั หลายน้นั สาหรับอลั ลอฮฺ
ดังน้นั พวกเจ้าอย่าได้ทาการอบิ าดะฮฺกบั ผ้ใู ดคู่เคยี งอลั ลอฮฺ”
ท่านนบีมฮุ มั มดั ไดก้ ลา่ ววา่
“ )أَل ُّد َعا ُء ُه َوال ِعبَا َدةُ( رواه الترمذىการขอดุอาอ์น้นั คือการทาอบิ าดะฮ์”
ดงั น้นั การขอดุอาอว์ งิ วอนต่ออลั ลอฮ์ อนั เน่ืองจากวา่ การทาเช่นน้นั เป็นการทาอิบาดะฮท์ ี่ดีที่สุด
แลว้ ถา้ ใครที่ไปทาการวิงวอนขออื่นจากอลั ลอฮ์ การขอจากผู้อ่ืนในส่ิงทีเ่ ขาไม่มใี ห้หรือเขาทาให้ไม่ได้
แน่นอนเขาได้ตกอยู่ในการต้งั ภาคตี ่ออลั ลอฮ์ แล้ว
ดงั ท่ีอลั ลอฮ์ ไดท้ รงตรัสไวใ้ นซูเราะฮ์ อลั อะอก์ อฟ อายะห์ท่ี 5-6 ความวา่
“และใครเล่าจะหลงทางมากไปกว่าผ้ทู ่ีวงิ วอนขออื่นจากอลั ลอฮ์ ซ่ึงมนั จะไม่ตอบรับ (การวงิ วอนขอของ)เขา
จนถงึ วนั กยิ ามะฮ์
และ เพกิ เฉยต่อการวิงวอนของพวกเขา
และเมื่อมนุษย์ได้ถกู รวมให้มาชุมนุมกนั พวกมัน(เจวด็ )จะเป็ นศัตรูกบั พวกเขา
และจะเป็ นผู้ปฏิเสธการเคารพบูชาของพวกเขา”
และทรงตรัสไวใ้ นซูเราะฮ์ ฟาฏิร อายะหท์ ี่ 13-14 ความวา่
“และส่ิงทพี่ วกเจ้าวงิ วอนขออื่นจากพระองค์น้นั พวกมนั มิได้ครอบครองส่ิงใด
แม้แต่เยื่อบางที่หุ้มเมลด็ ในของอนิ ทผลมั
หากพวกเจ้าวงิ วอนขอพวกมัน พวกมนั จะไม่ได้ยินการวิงวอนของพวกเจ้า ถึงแม้ว่าพวกมันได้ยิน
พวกมันกจ็ ะไม่ตอบรับพวกเจ้า
และในวันกยิ ามะฮ์ พวกมนั จะปฏเิ สธการต้ังภาคีของพวกเจ้า และไม่มผี ้ใู ด บอกแจ้งแก่เจ้าได้
นอกจากผ้ทู รงรอบรู้ตระหนักย่ิง”
การเกรงกลวั อลั ลอฮฺ ( ) اَل َخو ُف ِم َن الل ِه تَ َعال َى
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสในซูเราะห์ อรั เราะฮม์ าน อายะฮท์ ่ี 46 ความวา่
“และสาหรับผู้ท่ียาเกรงต่อการยืนหน้าพระพกั ตร์แห่งพระเจ้าของเขา(เขาจะได้)สวนสวรรค์สองแห่ง”
(สาหรับตนเองและสาหรับครอบครัวดว้ ย)
การกลวั เกรงที่เป็นอิบาดะห์น้นั กระทาดว้ ยความนอบนอ้ มถ่อมตวั และจงรักภกั ดี
ดงั น้นั ใครท่ีกลวั เกรงอื่นจากอลั ลอฮ์ ในรูปน้ี
และมีความเชื่อมน่ั วา่ พวกมนั มีความสามารถในสิ่งท่ีไม่มีใครทาได้ เช่น
เกรงกลวั วา่ เขาจะทาใหเ้ กิดความเจบ็ ป่ วย ความยากจน
การโดนสังหารดว้ ยความประสงคข์ องเขาผนู้ ้นั เท่ากบั ว่าผู้ทก่ี ลวั เช่นน้นั เขาได้ต้งั ภาคี (ชีริก)
ต่ออลั ลอฮ์ แล้ว
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสถึงพวกมุชริกท่ีมีความเชื่อมนั่ ต่อเจวด็ ของพวกเขาวา่ ทาส่ิงดงั กลา่ วขา้ งตน้ ไดใ้ น
ซูเราะห์อซั ซุมรั อายะฮท์ ่ี 36ความวา่
“....และพวกเขายังขมข่เู จ้าให้กลวั เจวด็ ท้ังหลายอ่ืนจากพระองค์…”
การมุ่งหวัง ( ) اَل َّر َجا ُء
اَل َّر َجا ُءอรั รอญาอ์ หมายถึง เสมอ
เขามีความปรารถนาหรือม่งุ หวงั ท่ีอยากจะไดค้ ณุ ความดีความโปรดปรานจากอลั ลอฮ์
พร้อมท้งั การนอบนอ้ มถอ่ มตวั และบริสุทธ์ิใจในเร่ืองดงั กล่าวน้นั อลั ลอฮ์
ตรัสไวใ้ นซูเราะหอ์ ลั กะฮฟ์ ิ อายะหท์ ่ี 110 ความวา่
“ดงั น้ันผ้ใู ดท่ีหวงั การพบพระเจ้าของเขากจ็ งทาการงานทีด่ ี
และอย่าได้ต้งั ผ้ใู ดเป็ นการต้ังภาคีในการเคารพภกั ดีต่อพระผ้เู ป็ นเจ้าของเขาเลย”
ฉะน้นั ใครท่ียงั หวังจากสิ่งถูกสร้างในส่วนท่ีเขาไม่มคี วามสามารถ
แน่นอนเขาได้ทาการต้งั ภาคีแล้วกบั อลั ลอฮ์
ความรัก ( ُ) اَل َم َح َّبة
( َ ) اَل َم َح َّبةอลั มะอบั บะห์ หมายถึง การใหค้ วามรักท่ีมีตอ่ อลั ลอฮ์
พร้อมกบั ความนอบนอ้ มถ่อมตนและใหค้ วามยง่ิ ใหญ่
เทิดทูลและภกั ดี ดังน้นั ใครที่ให้ความรักชอบอื่นจากอลั ลอฮ์ เช่นเดยี วกบั ที่ให้พระองค์
เขาได้ต้งั ภาคขี นึ้ แล้ว
อลั ลอฮ์ ไดต้ รัสไวใ้ นซูเราะฮ์ อลั บะกอเราะฮ์ อายะฮท์ ่ี 165 ความวา่ :
“และในหมู่มนุษย์น้ัน มีผู้ท่ียึดถือบรรดาภาคอี ื่นจากอลั ลอฮ์
ซึ่งพวกเขารักภาคีเหล่าน้ันเช่นเดยี วกบั ท่ีรักอลั ลอฮ์
แต่บรรดาผู้ศรัทธาน้นั เป็ นผู้ทีร่ ักอลั ลอฮ์มากย่งิ กว่า…”
และแทจ้ ริงแลว้ ส่ิงท่ีทาใหเ้ กิดความรักในอลั ลอฮ์ ข้ึนน้นั คือ การกระทาตามส่ิงใชต้ ่างๆ
ของพระองค์ และออกห่างจากส่ิงหา้ มตา่ งๆของพระองค์
การมอบหมายต่ออลั ลอฮ์ ( ) اَلتَّ َو ُّكل
( ) اَلتَّ َو ُّك َلอตั ตะวกั กลุ คอื การมอบหมายตอ่ อลั ลอฮ์
ดว้ ยหวั ใจเตม็ ไปดว้ ยความแน่วแน่มนั่ คงกบั พระองคใ์ นการที่จะทาใหเ้ กิดความสมหวงั และปกป้องคมุ้ ครอง
ใหพ้ น้ จากภยั อนั ตรายได้ พร้อมกบั ตอ้ งกระทาในส่ิงท่ีทางศาสนาอนุญาตใหก้ ระทาได้
อลั ลอฮ์ ทรงกลา่ วไวใ้ น ซูเราะฮอ์ ลั มาอิดะฮ์ อายะฮท์ ่ี 23 ความวา่
“และแด่อลั ลอฮ์เท่าน้นั พวกเจ้าจงมอบหมายเถดิ หากพวกเจ้าเป็ นผู้ศรัทธา”
ฉะน้นั ใครท่ีมอบหมายตอ่ อลั ลอฮ์ อยา่ งแทง้ จริงแลว้ พระองคก์ จ็ ะเป็นที่พอเพียงสาหรับเขา
และปกป้องคุม้ ครองใหเ้ ขา ดงั ที่อลั ลอฮ์ ตรัสไวใ้ นซูเราะฮ์อฎั ฎอลาค อายะฮท์ ี่ 3 ความว่า
“และใครทม่ี อบหมายต่ออลั ลอฮ์ ดงั น้นั พระองค์กท็ รงเป็ นที่พอเพยี งแล้วสาหรับเขา”
ใครที่มอบหมายอื่นจากอลั ลอฮ์ ท้งั ๆท่เี ขาไม่มคี วามสามารถใดๆ แน่นอนเขาได้ต้งั ภาคี (ชิริก)
แล้ว ดงั เช่น การมอบหมายกบั คนที่ตายแลว้ เพ่ือใหไ้ ดม้ าซ่ึงปัจจยั ยงั ชีพ หรือมีชยั ชนะ
หรือการมอบหมายกบั คนที่ยงั มีชีวิตอยแู่ ต่เป็นส่วนที่เขาไม่สามารถเช่น การยกโทษจากบาปท่ีไดก้ ระทาไว้
หรืออ่ืนๆ
อ้างองิ
http://www.ipoknowledge.com/main/content.php?id=588
http://www.islammore.com/view/2100
https://d1.islamhouse.com/data/th/ih_books/single/th_aksaam_attwohead.pdf