การเคลื่อนที่
ของสง่ิ มีชวี ิต
รายวชิ าชีววทิ ยา 5 l ม.6
ไซโทสเกเลตอน (cytoskeleton)
• เป็นเส้นใยโปรตนี ท้ำหนำ้ ท่ีค้ำจุนเซลล์ เปน็ ทีย่ ดึ เกำะของออรแ์ กเนลลใ์ หอ้ ยู่ในตำ้ แหนง่ ต่ำง ๆ
• ชว่ ยในกำรเคล่ือนท่ขี องออรแ์ กเนลล์ภำยในเซลล์ และกำรเคล่ือนท่ีของเซลล์
• แบง่ เปน็ 3 ชนิด เรยี งตำมขนำดจำกใหญไ่ ปเลก็ คือ
l
2
ไซโทสเกเลตอน (cytoskeleton)
ไมโครทิวบูล (microtubule)
• เปน็ หลอดกลวงขนำดเสน้ ผ่ำนศูนย์กลำง 25 นำโนเมตร เกิดจำก
โปรตีนทิวบูลนิ (tubulin) เรียงต่อกันเป็นหลอด
• เปน็ โครงร่ำงภำยในเซลล์ท่ีท้ำหน้ำท่ยี ดึ และลำ้ เลียงออรแ์ กเนลล์
• เปน็ โครงสร้ำงของเสน้ ใยสปินเดิล เปน็ แกนของซิเลีย (cilia) และ
แฟลเจลลมั (flagellum) l
• ช่วยในกำรเคลื่อนไหวของซิเลียและแฟลเจลลัม ท้ำให้ส่ิงมีชีวิต
เซลล์เดยี วบำงชนดิ เคล่ือนทไ่ี ด้
3
ไซโทสเกเลตอน (cytoskeleton)
ไมโครทิวบลู (microtubule)
• ซิเลียและแฟลเจลลัมมีโครงสร้ำงพืนฐำนที่เหมือนกัน
ประกอบด้วยแกนท่ีเป็นไมโครทิวบูลด้ำนนอก 9 กลุ่ม
กลุ่มละ 2 หลอด และไมโครทิวบูลตรงกลำง 2 หลอด l
เรยี กรูปแบบกำรจัดเรียงตวั แบบนวี ่ำ 9+2
• อีกส่วนหนึ่งท่ีเป็นฐำน (basal body) มีโครงสร้ำง โครงสรา้ ง 9+2 = 20
คล้ำยเซนทริโอลคือ มีไมโครทิวบูลด้ำนนอก 9 กลุ่ม โครงสรา้ ง 9+0 = 27
กลุ่มละ 3 หลอด และไม่มีไมโครทิวบูลตรงกลำง เรียก 4
รูปแบบกำรจดั เรยี งตวั แบบนีว่ำ 9+0
ไซโทสเกเลตอน (cytoskeleton)
อนิ เตอร์มีเดยี ตฟลิ าเมนต์ (intermediate filament)
• เป็นเส้นใยขนำดเส้นผ่ำนศนู ยก์ ลำง 8-12นำโนเมตร ประกอบด้วย
เสน้ ใยโปรตนี หนว่ ยย่อย 4 สำย จ้ำนวน 8 ชดุ พันบิดเป็นเกลยี ว
• เส้นใยนีจัดเรยี งตวั เปน็ ร่ำงแหตำมลกั ษณะรปู ร่ำงขlองเซลล์ จึงเป็น
โครงสรำ้ งคำ้ จุนตลอดทงั เซลล์
• พบได้ที่โปรตีนเคอรำทิน (keratin) ที่ผิวหนัง ขน และเล็บของ
สัตวม์ กี ระดูกสนั หลงั
5
ไซโทสเกเลตอน (cytoskeleton)
ไมโครฟลิ าเมนท์ (microfilament)
• ไมโครฟิลำเมนท์ (microfilament) หรือแอกทินฟิลำเมนท์ (actin filament)
เปน็ เส้นใยขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำง 7 นำโนเมตร เกิดจำกโปรตีนแอกทิน ซ่ึง
เป็นก้อนต่อกันเป็นสำยท่ีมีเส้นผ่ำนศูนย์กลำง 4 นำโนเมตร จ้ำนวน 2 สำย
พนั บดิ กันเป็นเกลียว l
• ทำ้ หนำ้ ทสี่ ำ้ คัญในกำรหดตวั ของกล้ำมเนอื
• กำรเคล่อื นที่ของอะมีบำ (amoeboid movement) และเซลล์เมด็ เลอื ดขำว
• กำรเปลยี่ นรูปร่ำงของเซลล์
• ท้ำหน้ำทคี่ ้ำจนุ พบในไมโครวิลไลท่ผี วิ ด้ำนบนของเซลลบ์ ุผิว
• ชว่ ยในกำรแบง่ ไซโทพลำสซมึ (cytokinesis) ในกำรแบ่งเซลลข์ องเซลลส์ ตั ว์
• ชว่ ยใหเ้ กิดกำรไหลเวียนของไซโทพลำสซมึ (cyclosis) ในเซลล์พชื
6
การเคลือ่ นท่ขี องส่ิงมีชีวติ
การเคลอื่ นทข่ี องสง่ิ มีชวี ติ เซลลเ์ ดยี ว อะมบี า ยูกลนี า พารามเี ซียม
การเคลอื่ นทขี่ องสตั วไ์ ม่มกี ระดกู สนั หลงั
แมงกะพรนุ หมกึ ดาวทะเล
ไสเ้ ดือนดิน แมลง
การเคลอื่ นทข่ี องสัตวม์ กี ระดกู สนั หลงั ปลา คน
01 การไหลของไซโทพลาซมึ (Cytoplasm) อะมบี า
ทางานรว่ มกบั การหดและคลายตวั ของไมโครฟลิ าเมนท์ เอ็กโทพลาซมึ
เอนโดพลาซมึ
“การเคลื่อนที่แบบอะมีบา”
(amoeboid movement)
01 การไหลของไซโทพลาซมึ (Cytoplasm)
02 การโบกสะบัดของแฟลเจลลมั (Flagellum) และ ซีเลยี (Cilia)
ยกู ลีนา แฟลเจลลมั เป็นเสน้ ใยยาวคลา้ ยแส้
จานวน 1-2 เสน้
สเปิร์ม โบกพัดจากโคนส่ปู ลายทาให้เกดิ การ
เคลื่อนไหวเป็นแบบลูกคลนื่ และเกดิ แรงผลกั
ใหเ้ คลื่อนท่ี
ซเี ลีย เป็นเสน้ ส้นั ๆ
พารามีเซยี ม จานวนมาก กระจายอยรู่ อบเซลล์
โบกพัดไปในทิศทางเดยี วกนั เพื่อใหเ้ ซลล์
เคล่อื นทไ่ี ปดา้ นหน้า แตไ่ มม่ ีการควบคุมทิศทาง
ทาใหเ้ ซลลห์ มุนไปไดท้ กุ ทิศทาง
โครงสรา้ งของแฟลเจลลมั และซเิ ลยี แฟลเจลลมั
ยูกลนี า 9+2
เบซัลบอดี
9+0
มีโซเกลีย ชอ่ งแกสโทรวาสควิ ลาร์
เนอื้ เยื่อช้ันนอก
ทศิ ทางการเคล่อื นท่ี เนือ้ เยือ่ ช้นั ใน
ปาก/ทวารหนัก
“Jet propulsion”
การหดตัวของ
เนื้อเย่อื บริเวณ
ขอบกระดงิ่
เทนทาเคิล
ทศิ ทางการไหลของนา้
• อาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณลาตัว
• น้าภายในลาตัวถกู พ่นออกทาง ทอ่ ไซฟอน (siphon)
“Jet propulsion”ทาใหต้ วั หมึกพุ่งไปในทศิ ทางตรงข้ามกับทิศทางของน้าที่พ่นออก
ทอ่ ไซฟอน ทอ่ ไซฟอน
พลำนำเรีย เคล่อื นท่โี ดยกำรทำ้ งำนของกลำ้ มเนอื ลำ้ ตัว มกี ลำ้ มเนอื วง กลำ้ มเนือตำมยำว มกี ลำ้ มเนอื ท่ยี ึดระหวำ่ งสว่ นบนและสว่ นลำ่ งลำ้ ตวั
มกี ลา้ มเน้ือ 2 ชุด ได้แก่ ทางานแบบ
กลา้ มเนอื้ วง (circular muscle) สภาวะตรงข้ามกนั
กลา้ มเนอื้ ตามยาว (longitudinal
(Antagonism)
muscle)
กลา้ มเน้อื ตามยาวหดตัว
กล้ามเนื้อตามยาวคลายตวั กล้ามเนอ้ื วงคลายตัว
กลา้ มเนอื้ วงหดตวั
1 2 3
เดอื ย ชว่ ยบงั คับทิศทางในการเคล่ือนท่ี
เอก็ เทนเซอร์ ขางอ
คลายตัว
เฟล็กเซอร์
หดตัว
เอก็ เทนเซอร์ ขา
หดตวั เหยยี ด
มีกลา้ มเน้ือ 2 ชดุ ไดแ้ ก่ ทางานแบบ เฟล็กเซอร์
คลายตวั
กลา้ มเนอ้ื เฟลก็ เซอร์ (Flexor) สภาวะตรงขา้ มกัน
กล้ามเนอื้ เอก็ เทนเซอร์ (Extensor) (Antagonism)
การบนิ ของแมลง
มีกลา้ มเนอื้ 2 ชดุ ได้แก่
กลา้ มเนอื้ ยดึ เปลอื กหมุ้ สว่ นอก
กล้ามเนอ้ื ตามยาว
ทางานแบบ
สภาวะตรงขา้ มกนั
(Antagonism)
ท่อน้าวงแหวน (ring canal) มาดรีโพไรต์ (madreporite)
เป็นท่อนา้ ที่อยรู่ อบปาก เปน็ ช่องตะแกรงน้าเขา้
เช่อื มต่อกบั ทอ่ เล็ก ๆ ที่ต่อมาจาก อยดู่ ้านหลงั ของดาวทะเล
มาดรโี พไรต์
แอมพูลลา
ทอ่ น้าแนวรัศมี (radial canal) ทวิ บฟ์ ที
เปน็ ท่อน้าทีแ่ ยกออกจาก ทอ่ ขนาดเล็กจา้ นวนมาก
ท่อน้าวงแหวนตามแนวรศั มี อยูด่ า้ นล่างลา้ ตัว
การเคลือ่ นท่ขี องดาวทะเล “Wate“rรvะaบsบcuทlอ่arนา้s”ystem”
นา้ มาดรโี พไรต์
ทอ่ น้าวงแหวน .
.
ท่อนา้ แนวรศั มี.
แอมพลู ลา .
แอมพลู ลา ทิวบ์ฟีท
ท่มี า : https://youtu.be/r4WAd4ShBi8
ครบี หาง กลา้ มเนื้อคลายตัว อาศัยการทางานของ
กลา้ มเนื้อหดตัว กล้ามเนอื้ 2 ส่วน
กลา้ มเนอื้ หดตวั
กล้ามเนื้อคลายตัว ที่ยึดตดิ กบั กระดกู สนั หลงั
ทางานแบบ
สภาวะตรงข้ามกนั
(Antagonism)
ลักษณะท่ชี ว่ ยในการเคล่ือนที่ของปลา
• รูปร่างเพรียว
• ผิวเรียบล่นื
• มีเมือกช่วยลดแรงเสยี ดทานของน้าขณะเคลือ่ นท่ี
• แรงลอยตัวของน้ามสี ว่ นช่วยในการเคลอ่ื นท่ขี องปลา
อาศยั การทางานของกล้ามเนอื้ 2 ชดุ
ท่ยี ดึ ระหวา่ งกระดูกโคนปีกและกระดูกอก
ได้แก่
กลา้ มเนอื้ ยกปีก (pectoralis minor)
กลา้ มเนอ้ื กดปีก (pectoralis major)
ทางานแบบ
สภาวะตรงขา้ มกัน
(Antagonism)
ยกปกี กลา้ มเนอื้ ยกปีกหดตวั
กดปีก กลา้ มเนื้อกดปกี คลายตวั
ทางานแบบ
สภาวะตรงขา้ มกัน
(Antagonism)
กลา้ มเน้อื ยกปีกคลายตวั
กลา้ มเน้ือกดปกี หดตวั
ระบบกลา้ มเนอื้ ระบบโครงกระดูก
(Muscular system) ระบบโครงกระดกู
แบ่งออกเป็น 3 กล่มุ (Skeleton system)
1. กล้ามเน้ือลาย
2. กล้ามเน้อื เรียบ แบง่ ออกเป็น 2 กลุม่
3. กลา้ มเนอ้ื หัวใจ 1. กระดูกแกน
2. กระดกู รยางค์
รวมท้ังหมด 206 ช้ิน
ระบบโครงกระดูก ระบบโครงกระดกู
กระดกู แกน (axial skeleton) 80➢ อยบู่ ริเวณกลางของรา่ งกาย มี ชน้ิ ไขสนั หลัง
กะโหลกศีรษะ กระดกู สนั หลัง
• กระดกู ทเี่ ปน็ แผ่นเชอ่ื มติดกัน
• ท้าหนา้ ทห่ี ่อหมุ้ และป้องกนั สมอง หมอนรองกระดูก
กระดูกอก
• อยู่ตรงกลางของทรวงอก เชอ่ื มต่อกับกระดูกซีโ่ ครง
• ทา้ หนา้ ท่ปี ้องกันอวยั วะท่ีอย่ภู ายในชอ่ งอก
กระดูกซ่โี ครง กระดกู สนั หลัง
• กระดูกที่มีลักษณะเปน็ ขอ้ ๆ ต่อกัน
• ลกั ษณะเป็นซ่ีๆ 12 คู่ เช่ือมต่อกับกระดูกสันหลัง
และกระดูกอก • ทา้ หนา้ ทช่ี ่วยค้าจนุ และรองรบั น้าหนกั ของร่างกาย
• ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อมีหมอนรอง
• ท้าหน้าที่ป้องกันอนั ตรายให้กบั อวยั วะภายใน
• ทา้ งานร่วมกบั กล้ามเนื้อยึดกระดูกซีโ่ ครงแถบนอก กระดูกช่วยรับแรงกดที่เกิดจากการเคลื่อนไหว
และป้องกนั แรงกระเทือนแกก่ ระดกู สันหลงั
และแถบในที่เกี่ยวกบั การหายใจ
ระบบโครงกระดูก ระบบโครงกระดกู
126กระดูกรยางค์ (appendicular skeleton) ➢ นอกเหนือจากกระดูกแกน มี
ชิน้
กระดกู ไหปลาร้า ข้อต่อและเอน็ ยดึ ขอ้ ตอ่
กระดกู แขน
กระดกู เชิงกราน • บริเวณท่กี ระดกู 2 ชิน้ มาเช่ือมตอ่ กนั
• มนี ้าไขขอ้ (synovial fluid) หล่อลืน่ ข้อตอ่
ใหเ้ คลือ่ นไหวได้สะดวกและไม่เสียดสีกนั
• มเี อ็นยึดขอ้ (ligament) ยึดกระดูกใหเ้ ชอ่ื มติดกัน
กระดกู ขา
เอน็ ยึดขอ้
นา้ ไขข้อ
ระบบโครงกระดกู
ข้อตอ่ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1 ข้อต่อทเี่ คลอื่ นไหวไมไ่ ด้
• ขอ้ ต่อทีก่ ระดกู ยดึ ตดิ กนั ดว้ ยเนอ้ื เย่ือเกย่ี วพนั ทเี่ ปน็ พังผดื
หรือลกั ษณะการเช่ือมต่อของกระดูกท่มี รี อยหยกั คลา้ ยฟนั
• พบที่กะโหลกศีรษะ
2 ข้อต่อท่ีเคลอื่ นไหวไดเ้ ลก็ น้อย
• ข้อตอ่ ท่กี ระดกู ยดึ ตดิ กนั ด้วยกระดูกออ่ น
• พบทก่ี ระดกู สนั หลัง กระดูกซ่ีโครง
3 ขอ้ ต่อทเี่ คลอื่ นไหวได้ดี
• ข้อตอ่ ทเ่ี คล่อื นไหวไดม้ าก มชี อ่ งว่างอยภู่ ายใน
• พบทห่ี ัวไหล่ ข้อศอก นิ้วมือ หัวเขา่
ข้อตอ่ แบบเดอื ยหรอื แบบหมนุ 6 ข้อต่อท่เี คล่อื นไหวได้ ระบบโครงกระดกู
(pivot joint or rotary joint)
1 ขอ้ ต่อแบบเบา้ (ball and socket joint)
• มกี ารเคล่อื นไหวแบบหมนุ
• เช่น ขอ้ ต่อบริเวณตน้ คอกบั ฐาน 2 • มอี สิ ระในการเคลือ่ นไหวมากทส่ี ดุ
• เชน่ ข้อต่อบริเวณหัวไหล่ ขอ้ ต่อบรเิ วณสะโพก
กะโหลกศรี ษะ 3
ขอ้ ตอ่ แบบวงรีหรอื แบบปุ่ม
ข้อต่อแบบบานพบั (hinge joint) 5 (ellipsoidal/condylar joint)
• มีการเคลื่อนไหวในสองมิติคล้ายบาน • มพี ้นื ผวิ ของข้อต่อคล้ายกับขอ้ ต่อแบบเบา้
พบั ประตู แต่จ้ากัดการเคลือ่ นไหวในดา้ นใดดา้ นหนึง่
• เชน่ ข้อตอ่ บรเิ วณข้อศอกและข้อเข่า • เช่น ขอ้ ตอ่ กระดกู ฝ่ามือและข้อมือ
ข้อต่อแบบอานมา้ (saddle joint) 4 ข้อตอ่ แบบสไลด์ (gliding joint)
• ขอ้ ตอ่ ท่มี กี ารประกบกนั ของส่วนเว้าของปลาย • เคล่อื นไหวเฉพาะแนวระนาบ
• เช่น ข้อตอ่ กระดกู ข้อมอื ขอ้ ตอ่ กระดกู ขอ้ เทา้
กระดกู ทั้งสองในแนวที่ต่างกนั จึงจา้ กดั การหมุน
ขอ้ ต่อกระดูกสันหลัง
• เช่น ข้อต่อระหวา่ งกระดูกฝา่ มอื กบั กระดกู
นิ้วหวั แม่มอื
ขร้อะตบอ่ บทกเ่ี คลล้าื่อมนเนไื้อหวได้ ระบบกลา้ มเนือ้
กล้ามเนอ้ื หัวใจ (cardiac muscle)
• เป็นกล้ามเนื้อของหวั ใจโดยเฉพาะ
• เซลล์รูปทรงกระบอกทม่ี ลี ายตามขวาง สว่ นปลายของเซลล์แตกแขนงและ
เชื่อมตอ่ กบั เซลล์ข้างเคยี งแตล่ ะเซลล์มีหลายนิวเคลยี ส
• ถกู ควบคมุ โดยระบบประสาทอตั โนวัติ
กลา้ มเน้ือเรียบ (smooth muscle)
• เปน็ กลา้ มเน้ือทไ่ี ม่มีลาย
• เซลลม์ ลี ักษณะแบนยาว หัวทา้ ยแหลม แตล่ ะเซลลม์ ี 1 นิวเคลยี ส
• ถกู ควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนวัติ
• พบในอวัยวะภายใน เชน่ ล้าไส้ ปอด กระเพาะอาหาร
กลา้ มเนอ้ื โครงรา่ ง (skeletal muscle) กลา้ มเน้ือลาย
• เปน็ กลา้ มเนอื้ ท่ยี ดึ ตดิ กบั กระดูก
• เซลล์มีลักษณะเป็นทรงกระบอก มแี ถบสีเข้มสลับสีจาง แต่ละเซลล์มหี ลายนวิ เคลียส
• ถูกควบคุมโดยระบบประสาทโซมาตกิ
• เป็นกลา้ มเน้ือท่ีพบมากที่สดุ ในร่างกาย เชน่ บริเวณแขน ขา ใบหนา้
ระบบกลา้ มเนือ้
เกิดจากการทางานของกลา้ มเนอื้ 2 ชุด เชน่ ทางานแบบ
การทางานของกลา้ มเนอ้ื ไบเซพ (biceps) และกลา้ มเนอื้ ไตรเซพ (triceps)
สภาวะตรงขา้ มกัน
• มีเอน็ ยดึ กระดกู (tendon) ยึดกระดกู กบั กลา้ มเน้อื ให้เชอื่ มตดิ กนั
(Antagonism)
ขณะงอแขน ขณะเหยยี ดแขน
กล้ามเน้อื ไบเซพหดตัว กลา้ มเน้ือไบเซพคลายตัว
กลา้ มเนอ้ื ไตรเซพหดตวั
กลา้ มเนื้อไตรเซพคลายตัว
โครงสรา้ รงะขบอบงกลา้ มเนอื้ โครงรา่ ง ระบบกลา้ มเน้อื
แอกทิน ไมโอซนิ
กล้ามเน้ือ ซาร์โคเมียร์ (กล้ามเนอื้ คลายตวั )
ซาร์โคเมียร์ (กลา้ มเนือ้ หดตวั )
เสน้ ใยกลา้ มเนือ้
(muscle fiber)
“เซลลก์ ล้ามเนื้อ”
(muscle cell)
เส้นใยกล้ามเน้ือเล็ก
(Myofibril)
กโาครรทงส้างรา้ รนงะขบอบงกกลลา้ ้ามมเเนนื้อ้ือโครงรา่ ง ระบบกลา้ มเนื้อ
สมมตฐิ านการหดตวั ของกลา้ มเนอื้ (sliding filament hypothesis) เกิดจากการเล่ือนตวั
ของ แอกทิน เขา้ หากนั ตรงกลางซึ่งตอ้ งอาศยั พลังงานและแคลเซียมเพื่อทาให้เส้นใยกลา้ มเนอ้ื หดตัว
1 แคลเซียม 2
แอกทนิ
ในสภาวะปกติ ไมโอซนิ ไม่ เมอื่ แคลเซียมสงู ข้นึ จะ
สามารถจับกับแอกทนิ ได้ ไมโอซนิ เขา้ จบั กบั โปรตนี ควบคุม
เนอ่ื งจากมโี ปรตนี ควบคุม ท้าใหไ้ มโอซนิ สามารถ
ขัดขวางอยู่ จบั กบั แอกทนิ ได้
4 3
แคลเซยี มถกู ดึงกลับ แอกทินเลื่อนตัวเขา้ หากัน
ซาร์โคพลาสมกิ เรติควิ ลมั ท้าใหก้ ล้ามเนอื้ หดตัว
โดยแคลเซียมปม๊ั (ใช้
ATP)
ทา้ ใหก้ ล้ามเนื้อคลายตัว