3 พิมพ์ครั้งที่ 1 : พ.ศ. 2560 เรียบเรียงเนื้อหา : โครงการพัฒนาชุดความรู้สื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็ก และครอบครัว เนื้อหาวิชาการ : สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ บรรณาธิการ : ญาณนี ศิริวงศ์ ณ อยุธยา, วันทนีย์ เจียรสุนันท์ พิสูจน์อักษร : สุปรียา ห้องแซง ภาพประกอบ : ปิยะนันท์ นันทพล คอมพิวเตอร์กราฟิก : วทันยา บงกชกาญจน์ พิมพ์ที่ : พรรณีการพิมพ์ 28, 30, 32, 34, 36 ซอยกาญจนาภิเษก 008 แยก 10 บางแค กรุงเทพฯ 10160 สนับสนุนโดย : ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
4 บทนำ� วัยเรียน (6 – 12 ปี) เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ส�าคัญอีกช่วง วัยหนึ่ง เป็นห้วงเวลาที่เด็ก ๆ จะก้าวจากความเป็นเด็กเข้าสู่วัยรุ่น สังคมที่เด็ก ๆ วัยเรียนต้องเผชิญ เป็นสังคมที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น กว่าเด็กปฐมวัย พบผู้คนที่หลากหลายมากกว่า มีหน้าที่และความ รับผิดชอบที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสังคมเล็ก ๆ ในครอบครัว สังคมที่ กว้างใหญ่ขึ้นในรั้วโรงเรียน หรือแม้กระทั่งสังคมของโลกเสมือนจริง อย่างโลกสังคมออนไลน์ ซึ่งคนส�าคัญที่จะช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้ เด็ก ๆ ก้าวเข้าสู่สังคมได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และมีความสุข ก็คือ คุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่ที่อยู่แวดล้อมเด็กนั่นเอง หนังสือ “10 Checklist เลี้ยงลูกให้มี ‘สุข’ ฉบับ วัยเรียน (6 - 12 ปี) เล่มที่ 2 : สุขสังคม เท่าทันสื่อ” ที่คุณพ่อคุณแม่ก�าลัง ถืออยู่เล่มนี้ เป็น 1 ในคู่มือความรู้ชุด 10 Checklist เลี้ยงลูกให้มี ‘สุข’ ที่จะช่วยแนะน�าแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ ได้เลี้ยงดูลูกวัยเรียน ให้เติบโต ก้าวสู่การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ก้าวข้ามผ่านอารมณ์ ความกลัว ความวิตกกังวล เรียนรู้การเท่าทันสื่อ เท่าทันตนเอง เท่าทันสังคม สามารถอยู่กับความหลากหลายของสังคมรอบตัว ได้อย่างมีความสุข
5 เนื้อหาในหนังสือคู่มือชุดนี้ มาจากแนวคิด 3 ดี : สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี อันเป็นแนวคิดที่ ส�านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้พัฒนาขึ้น โดยโครงการพัฒนาชุดความรู้สื่อสร้างสรรค์ เพื่อเด็กและครอบครัว ได้น�าแนวคิดนี้มาประยุกต์ และน�าเสนอผ่าน ประเด็นปัญหาตัวอย่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักพบเจอ โดยมีทฤษฎี พัฒนาการเด็ก หลักจิตวิทยา และบทเรียนจากภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ของ สสส. ซึ่งท�างานเกี่ยวกับเด็กเป็นข้อมูลสนับสนุนส�าคัญ จน ออกมาเป็นชุดคู่มือที่จะท�าให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจง่าย น�าไปประยุกต์ ใช้ในชีวิตประจ�าวันได้จริงชุดนี้ สังคมทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล อะไรก็ตาม วันนี้เราคงไม่สามารถปิดประตูกั้นลูกออกจากสังคมได้ แต่สิ่งที่เราท�าได้และควรท�าเป็นอย่างยิ่ง คือการส่งเสริม สนับสนุน ให้ลูกของเราเติบโต มีพัฒนาการทางสังคม มีความรู้เท่าทันสื่อ อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับวัย เพื่อเป็นพื้นฐานในการบ่ม เพาะลูกของเรา ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณค่า และเต็มเปี่ยม ด้วยความสุขต่อไปในอนาคต
6 สารบัญ 08 โลกกว้าง ทางท้าทาย 30 Checklist 3 : เรียนรู้กฎกติกา 52 Checklist 6 : เมื่อลูกไม่มีเพื่อน 71 Checklist 9 : รู้ทันสื่อโฆษณา 18 Checklist 1 : กลัวไปโรงเรียน 36 Checklist 4 : ‘เล่นแรง’ เรื่องธรรมชาติ หรือก้าวร้าว 59 Checklist 7 : อ่านให้มากกว่า 7 บรรทัด 77 Checklist 10 : ‘เกมคอมพิวเตอร์’ เล่นเท่าไรถึงเหมาะ? 24 Checklist 2 : เดี่ยวไม่ชอบ ขอกลุ่มดีกว่า 44 Checklist 5 : ท�ายังไงเมื่อลูกทะเลาะกับเพื่อน หรือถูกรังแก 65 Checklist 8 : ฉลาดอ่านฉลาก
7
8 ก้าวกึ่งเล็กกึ่งใหญ่ ก้าวกล้า ๆ กลัว ๆ เส้นทางสวยงามเชื่อมโยงเด็กน้อย จากวัยเด็ก....ก้าวสู่วัยรุ่น โลกกว้าง ทางท้าทาย 8
9 ช่วงเวลา 6 ปีแรกของชีวิต ที่เจ้าตัวเล็กคอยคลอเคลียคุณพ่อคุณแม่อยู่ตลอดค่อย ๆ เปลี่ยนไป เมื่อเด็ก ๆ เดินทางเข้าสู่ช่วงวัยเรียน ช่วงวัยนี้เป็นช่วงเวลาที่แสนสนุกสุดท้าทายส�าหรับเด็ก ๆ ชีวิตที่ขยับจังหวะจากเด็กน้อยวัยอนุบาล กลายเป็นเด็กชั้นวัยเรียนประถมศึกษา ท่ามกลางความ กระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็น ก็แอบมีความกลัวและความวิตกกังวลในการก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกใน กลุ่มเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ที่หลากหลายขึ้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็ก ๆ จะรับมือได้โดยล�าพัง คุณพ่อ คุณแม่ช่วยเขาได้ด้วยการเรียนรู้ถึงพัฒนาการของวัย เข้าใจตัวเขาอย่างที่เขาเป็น และคอยสนับสนุน เป็นก�าลังใจให้ลูกก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ 9
10 ทักษะสำ�คัญใน ศตวรรษที่ 21 เด็กยุคนี้เป็นเด็กในยุคศตวรรษที่ 21 บริบททาง สังคมรอบ ๆ ตัวของเด็ก ๆ ก็มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลง ให้สอดรับกับศตวรรษที่ 21 รวมถึงรูปแบบการเรียน การสอนในโรงเรียนที่เป็นโลกใบเล็ก ๆ ที่ส�าคัญของเด็ก วัยเรียนด้วย เด็กในยุคศตวรรษที่ 21 เน้นการเรียนรู้ ผ่านทักษะการลงมือท�า จนเกิดเป็นความรู้ ในฐานะพ่อแม่ของเด็กศตวรรษที่ 21 เราก็ต้อง ปรับเปลี่ยนทัศนคติความคิดของเราให้ตามทันด้วยนะคะ จะได้ช่วยเตรียมและสนับสนุนลูก ๆ ของเราได้ถูกต้อง เหมาะสม และไปในทิศทางเดียวกับสังคมรอบตัวเขา
11 01 ทักษะชีวิตและการทำ�งาน รู้จักการปรับตัว ยืดหยุ่น ริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นตัว ของตัวเอง มีความรับผิดชอบ มีภาวะผู้น�า 02 ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม คิดอย่าง มีวิจารณญาณ คิดแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสารและ ความร่วมมือ 03 ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ใช้และประเมินสารสนเทศได้อย่างเท่าทัน วิเคราะห์ เลือกใช้สื่อได้เหมาะสม ใช้เทคโนโลยีในทางที่ มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพ 3 ทักษะที่ควรฝึกให้ เด็กในวัยเรียน 11
12 ทันข่าวสาร อยู่ร่วมกับ เพื่อนที่แตกต่าง ในสังคมได้ จิตอาสา ช่วยเหลือคนอื่น
13 หากเด็ก ๆ ได้รับการส่งเสริมทักษะที่เหมาะสมและสอดคล้อง กับวัยแล้ว เราจะเห็นพัฒนาการของเด็ก ๆ ในวัยนี้อย่างน่าชื่นใจ เด็กจะเห็น คุณค่าตนเอง มีวินัย ควบคุม ตนเองได้ มีจิตอาสา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ใฝ่รู้ คิดได้ คิดเป็น รู้เท่าทันสื่อ ใช้สื่อเป็น วิเคราะห์สื่อได้ ยอมรับ ความแตกต่าง ปฏิบัติตัวกับ ผู้อื่นได้เหมาะสม
14 10 เรื่องน่ารู้ ที่ไม่ควรพลาด ! ถ้าอยากให้ลูก สุขสังคม เท่าทันสื่อ
15 เด็กวัยเรียนเป็นวัยที่เริ่มอยากมีเพื่อน มีกลุ่ม มีสังคมของ ตัวเอง คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ว่าเด็กจะมีความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น ร่าเริง อยากแสดงความสามารถของตัวเอง อย่างเต็มที่ คุณพ่อคุณแม่จ�าเป็น (ขอย�้ าว่าจ�าเป็นนะคะ) ที่จะต้องเข้าใจขอบเขตความสามารถที่เด็กมีและเด็กเป็นอย่าง แท้จริง การคาดหวังในตัวเด็กไม่ว่าจะมากหรือน้อยเกินไป จะส่ง ผลให้เกิดความเครียดทั้งต่อตัวเด็กและผู้ใหญ่ไปเสียเปล่า ๆ เวลาความสุขมันมีไม่เยอะค่ะคุณพ่อคุณแม่ สู้เราตักตวงกัน ให้เต็มที่จะดีกว่า และนี่คือ 10 เรื่องน่ารู้ ที่จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่เข้าใจและช่วยสนับสนุนลูก ๆ ของเราได้อย่างเต็มที่และ เหมาะสมตามวัยของเขาค่ะ
16 1 กลวัไปโรงเรยีน 5 ททำยงัไงเมอื่ ลก ู ทะเลาะกบ ั เพื อ่นหรอ ื ถกู ร ง ั แก 2 เด่ี ยวไม่ชอบ ขอกลุ่มดีกว่า 3 เรี ยนรู ้ กฎกติกา 4 ‘เล่นแรง’เร่ื องธรรมชาติหรือก้าวร้าว 10 เรื่องน่ารู้
17 8 ฉลาดอา่นฉลาก 17 6 เมอื่ลกู ไมม่เ ี พอ ื่น 7 อา่ นใหม้ากกวา่7 บรรทั ด 9 รู้ทันส่ือโฆษณา 10 ‘กเมคอมพิ วเตอร์’ เล่นเทา่ ไรถง ึเหมาะ? ที่ไม่ควรพลาด ! ถ้าอยากให้ลูก สุขสังคม เท่าทันสื่อ
18 18 Checklist 1 กลัวไปโรงเรียน
19 อ่านแล้วอย่าเพิ่งตกใจค่ะคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใช่ว่าเด็ก ๆ เขาจะขี้เกียจ เกกมะเหรกเกเร หรือ ไม่อยากเรียนหนังสือนะคะ แล้วก็ไม่ต้องแปลกใจด้วยว่า เด็ก ๆ ผ่านจากโรงเรียนอนุบาลมาแล้ว ท�าไมยังกลัวการไปโรงเรียนอยู่อีกนะ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปค่ะ 19
20 ต้นเหตุมาจาก ความไม่มั่นใจ แม้จะผ่านการเรียนในโรงเรียนอนุบาลมาแล้ว แต่ พอขึ้นมาอยู่ชั้นประถมศึกษา เด็ก ๆ ต้องเจอกับความ เปลี่ยนแปลง ทั้งเนื้อหาวิชาเรียน กิจกรรมที่ยากขึ้น ภาระ ความรับผิดชอบก็มากขึ้น แถมยังต้องเจอสังคม ใหม่ เพื่อนกลุ่มใหม่ คุณครูใหม่ บางคนต้องย้ายโรงเรียน ใหม่ด้วย การต้องปรับตัวหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน อาจ ท�าให้เด็กบางคนรู้สึกวิตกกังวล ถ้ายิ่งต้องเจอกับความ คาดหวังจากคุณครู พ่อแม่ หรือแม้แต่การคาดหวังของ ตัวเอง ก็อาจจะส่งผลท�าให้เด็กรู้สึกไม่มั่นใจ ปรับตัวเข้า กับเพื่อน ๆ การเรียนหรือกิจกรรมต่าง ๆ ได้ยาก หรือ ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง สุดท้ายก็เกิดเป็นความรู้สึก กลัวโรงเรียนขึ้นมา 20
21 หนูไม่สบาย... ไม่ใช่ข้ออ้าง... ไม่ได้โกหก เมื่อเด็ก ๆ เกิดอาการกลัวโรงเรียน มักจะแสดงอาการทางกายออกมา ให้เห็น เช่น อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดท้อง ท้องเสีย หรืออาการอ่อนแรง เมื่อเด็กเกิดอาการเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตให้ดี ดูเด็กให้แน่ใจว่า อาการเหล่านั้นไม่ได้มีผลมาจากร่างกายจริง ๆ (ตรงนี้อาจให้คุณครูช่วย สังเกต และมีคุณหมอเข้ามาช่วยดูแลด้วยได้นะคะ) อาการผิดปกติทางกายที่สะท้อนมาจากการกลัวโรงเรียน เมื่อเกิดที่ใจ ก็ต้องแก้ที่ใจ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรดุด่า หรือกล่าวหาว่าเด็กขี้เกียจ แกล้งท�า หรือโกหก จะยิ่งท�าให้เด็กรู้สึกเครียด กดดัน และอาการยิ่งแย่ลงไปอีก พึงระลึกไว้ค่ะว่า ‘กลัวโรงเรียน’ ไม่ใช่ขี้เกียจหรือเกเรไม่ยอมไป โรงเรียนนะคะ เด็กขี้เกียจ เกเร จะไปโรงเรียน แต่ชอบท�ากิจกรรมอื่นมากกว่า เรียนหนังสือ ความแตกต่างส�าคัญอยู่ตรงนี้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจก็ จะสามารถช่วยเด็ก ๆ ได้ค่ะ 21 เวียนศีรษะ ท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน
22 หาสาเหตุ และ ปรับพฤติกรรม การแก้ไขอาการกลัวโรงเรียน หลัก ๆ ท�าได้ 2 อย่างค่ะ 01 การค้นหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอ ขั้นตอนนี้มีคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยคุณพ่อคุณแม่อีกทาง ได้นะคะ คุณพ่อคุณแม่จะได้รับค�าปรึกษา ช่วยกันหาสาเหตุความวิตกกังวล ของเด็ก เพื่อที่จะวางแผนช่วยเหลือเด็ก ๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป 02 การปรับพฤติกรรม เมื่อคุณพ่อคุณแม่รู้สาเหตุของปัญหาแล้ว ว่าเป็นเรื่องของการกลัว โรงเรียนแน่ ๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้มแข็งนะคะ ไม่ว่าเด็กจะแสดงอาการ ทางกายอย่างไร หรือจะพูดว่าเพื่อน ครู หรือโรงเรียนไม่ดีต่าง ๆ นานา อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องให้ลูกไปโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง อย่ายอม อนุญาตให้ลูกอยู่บ้านเฉย ๆ (ยกเว้นกรณีถ้าเด็กไม่สบายจริง ๆ นะคะ) นอกจากนั้นแล้ว ‘ก�าลังใจ’ จากคุณพ่อคุณแม่เป็นยาวิเศษที่จะเยียวยา ทุกอาการของลูกค่ะ หมั่นให้ก�าลังใจ อยู่เคียงข้างลูก ไม่คาดหวังหรือกดดัน ลูกจนเกินไป ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น เมื่อเห็นลูกพยายามหรือท�าได้ดี อย่า ลืมชื่นชมในความพยายามของเขา สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ ท�าให้เด็กกล้าที่จะ เป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะยอมรับคนอื่นและปรับตัวกับโรงเรียนและสิ่ง ใหม่ ๆ ในชีวิตได้
23 23 นิทาน & พื้นที่ สร้างสรรค์ช่วยได้ ปัญหาการกลัวโรงเรียนป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนที่เด็ก ๆ จะต้อง ไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจใช้นิทานเป็นตัวช่วยในการเตรียม ตัวให้เด็ก นอกจากนี้ ก็อาจพาเด็กไปดูหรือทดลองไปโรงเรียน โดยเริ่มจากช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้น เพื่อให้ เด็กคุ้นเคยหรือรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อต้องไปโรงเรียนเขาจะต้องเจอกับ อะไรบ้าง พื้นที่สร้างสรรค์นอกบ้าน หรือในละแวกชุมชนก็ช่วยเด็กได้ เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่ควรลองพาเด็ก ๆ ไปสังคมภายนอกบ้าน เช่น ตลาด ห้องสมุด สวน ลานชุมชน ฯลฯ เพื่อให้เด็กรู้สึกเข้าใจกับ การปรับตัวกับสังคมนอกบ้านได้อีกทางหนึ่ง Ideas & Tips
24 Checklist 2 เดี่ยวไม่ชอบ ขอกลุ่มดีกว่า 24 24
25 เมื่อถึงวัยเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจจะออกอาการใจหายเล็ก ๆ เพราะเด็ก ๆ จะเริ่มผละออกจากคุณพ่อคุณแม่ออกไปอีกนิดหนึ่ง สังคมที่กว้างขึ้น ท�าให้เด็ก ๆ กระหาย ตื่นเต้น อยากที่จะเรียนรู้ และเพื่อนใหม่ ๆ จะกระตุ้นให้เด็กรู้สึกสนุกและท้าทาย 25
26 เริ่มเกาะกลุ่มเพื่อน เพศเดียวกัน ต้องการ การยอมรับจากเพื่อน หลังอายุ 10 ปี เด็กจะเริ่มจับกลุ่มกับเพื่อนเพศเดียวกัน อาจมีการสลับสับเปลี่ยนสมาชิก บ้างตามความสนใจของเด็กในช่วงเวลานั้น ช่วงนี้เด็กจะชอบเล่นหรือท�างานเป็นทีม ยอมที่จะปรับ พฤติกรรมต่าง ๆ ของตัวเองเพื่อให้เพื่อน ๆ ยอมรับเข้ากลุ่ม ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสทองของคุณพ่อคุณแม่และคุณครู ที่จะช่วยสนับสนุนและพัฒนาเด็ก ๆ ใน เรื่องของวินัย ความรับผิดชอบ การเคารพกฎกติกา ข้อตกลง เหตุผล เด็กวัยนี้จะเข้าใจและเรียนรู้ได้ เป็นอย่างดี พยายามแทรกและสอนสิ่งเหล่านี้ให้เด็กผ่านกิจกรรมและการท�างานกลุ่ม จะท�าให้เด็กเรียนรู้ และเข้าใจได้โดยไม่เบื่อหน่ายค่ะ 26
27 ชอบการแข่งขัน พิสูจน ์ ความสามารถของตัวเอง เด็กวัยเรียนชอบการแข่งขันค่ะ ชอบเปรียบเทียบความสามารถ ของตัวเองกับเพื่อน เพราะเป็นวัยที่อยากจะพิสูจน์ความสามารถ ของตัวเอง ถ้าเด็กรู้สึกว่าตัวเองประสบความส�าเร็จ เขาจะยิ่งรู้สึก มั่นใจในตัวเอง เกิดความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง เกิดความภาคภูมิใจ และแน่นอนค่ะ ถ้าเด็กรู้สึกในทางตรงกันข้าม ความรู้สึก พ่ายแพ้ จะท�าให้เด็กรู้สึกแย่กับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองด้อย ไม่มีความ สามารถ ส่งผลท�าให้ไม่กล้าที่จะท�าอะไร เพราะกลัวความผิดพลาด นี่จึงถือเป็นช่วงอ่อนไหวอีกช่วงของเด็ก ๆ ท่าทีของพ่อแม่ คุณครูเป็นสิ่งส�าคัญ ระมัดระวังท่าทีและความคาดหวังของเราให้ ดีค่ะ ชื่นชมลูกไปในทิศทางที่ถูกต้อง พอเหมาะ ขณะเดียวกัน อย่า ท�าให้เขาเสียก�าลังใจ พยายามส่งเสริม หาพื้นที่ให้เขาได้ค้นพบสิ่งที่ ตัวเองถนัดและท�าได้ดี เด็กทุกคนมีความสามารถแตกต่างกัน หาสิ่ง ที่เด็กถนัดแล้วเขาจะเติบโตและเปล่งประกาย 27
28 คุณครู = ฮีโร่ อย่าเพิ่งหงุดหงิดไปนะคะคุณพ่อคุณแม่ ช่วงวัยเรียนนี้ อาจจะต้อง ยอมยกต�าแหน่งฮีโร่ในใจของเด็ก ๆ ไปให้คุณครูของเขาเสียก่อนชั่วคราวค่ะ ธรรมชาติของเด็กวัยเรียน คนที่มีอิทธิพลต่อเด็ก ๆ มากที่สุดคือ ‘คุณครู’ ค่ะ เด็ก ๆ จะเชื่อฟังคุณครูที่สุด หากคุณครูชื่นชม เขาจะรู้สึกดีใจ มาก ๆ และเขาจะเสียใจมากเมื่อโดนคุณครูต�าหนิ สิ่งที่คุณครูบอกหรือสั่ง จะเป็นเหมือนค�าศักดิ์สิทธิ์ที่เด็ก ๆ พร้อมจะปฏิบัติตามอย่างเต็มใจ เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรจะผนึกก�าลังร่วมมือกับคุณครู ช่วย กันส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมไปถึงการปรับปรุง แก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสมก็ยังได้ ให้คุณครูเป็นตัวช่วยนะคะ รับรองว่ามีแต่ ‘รุ่ง’ แนน่ อนค่ะ 28
29 29 เริ่มต้นจาก เพื่อนเล่นใกล้บ้าน ช่วงรอยต่อของการเป็นเด็กเล็กเข้าสู่วัยเรียน เด็กอาจจะมีปัญหา ความขัดแย้งในใจอยู่บ้าง ใจหนึ่งอยากเล่นเป็นกลุ่มกับเพื่อน แต่ก็ไม่รู้จะ แสดงออกอย่างไร ไม่รู้จะเล่นยังไง บางคนก็อาจจะมีอาการติดที่จะหวง ของเล่นของตัวเองด้วย เคล็ดลับง่าย ๆ คุณพ่อคุณแม่ช่วยเด็ก ๆ ได้ ด้วยการเริ่มต้นจาก เพื่อนเล่นวัยเดียวกันของเด็ก ๆ ในละแวกบ้านก่อนก็ได้ค่ะ ลองชวนกัน มาเล่นเกมง่าย ๆ ที่ต้องเล่นเป็นกลุ่ม เช่น เกมต่อไม้บล็อก บอร์ดเกม ต่อ จิ๊กซอว์ เล่นฟุตบอล หรืออาจจะพาลูกออกไปพื้นที่สร้างสรรค์ละแวกบ้านก็ได้ เช่น ลาน ละเล่นหรือสวนสาธารณะของชุมชน ไปร่วมกิจกรรมสนุก ๆ ในชุมชน หรือไปร่วมเล่นกับเพื่อน ๆ ใหม่ที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันก็ได้ กิจกรรมง่าย ๆ แบบนี้แหละที่จะท�าให้ลูกซึมซับและเรียนรู้ที่จะฝึก ทักษะสังคมให้เกิดขึ้นได้ เมื่อเขาต้องไปร่วมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่อื่นโดย ล�าพังที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่ เขาก็จะรู้สึกมั่นใจและท�าได้ดีค่ะ Ideas & Tips
30 Checklist 3 เรียนรู้กฎกติกา 30
31 ‘กฎกติกา’ ไม่อาจส�าเร็จได้ด้วยการบังคับ แต่จะส�าเร็จได้ด้วยการ ‘ยอมรับ’ และมี ‘ส่วนร่วม’ ‘กฎกติกา’ ไม่อาจเกิดผลได้ด้วยการท่องจ�า แต่จะเกิดผลเรียนรู้ได้ผ่านการ ‘ปฏิบัติ’ ด้วยตนเอง 31
32 เริ่มต้นที่บ้าน หลักการกำ�หนด กฎกติกาที่ได้ผล 32 เรื่องของการเคารพและปฏิบัติตามกฎกติกา เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนเหมือนกับ ทักษะอื่น ๆ เรามักพบว่า เมื่อเด็กพ้นจากวัยอนุบาล มาถึงวัยเรียน ผู้ใหญ่รอบข้าง มักคาดหวังว่าเด็ก ๆ จะสามารถท�าตามกฎกติกาได้อย่างฉับพลัน ซึ่งจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป สถานที่ที่จะช่วยฝึกเรื่องการปฏิบัติตามกฎกติกาได้ดี และง่ายที่สุดก็คือ ‘พื้นที่บ้าน’ ของเรานั่นเองค่ะ การบังคับไม่เคยได้ผลดี เด็กอาจจะปฏิบัติ ด้วยความกลัว แต่มันจะไม่ได้ฝึกทักษะอะไรให้กับ ลูกเลย ทางที่ดีหากจะก�าหนดกฎกติกาที่บ้าน ขอ ให้ท�าตามหลักเหล่านี้ค่ะ ต้องมาจากการพูดคุย ตกลงด้วยกัน ไม่ยากแก่การทำ�ให้สำ�เร็จ เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้ทันที ต้องเคารพกฎกติกานี้ทุกฝ่าย (พ่อแม่ด้วย) ถ้าจะยืดหยุ่นบ้าง ทำ�ได้ แต่ต้องมีเหตุผล
33 33 กฎกติกาไม่สำ�เร็จรูป อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจในการก�าหนดกฎกติกา เพื่อให้ลูกของเราได้ฝึกปฏิบัติ ตามนั้นก็คือ กฎกติกาไม่ใช่สิ่งที่ส�าเร็จรูป กฎกติกาจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย หรือ อาจจะปรับให้สอดคล้องตามบริบทของสังคมหรือชีวิตประจ�าวันของครอบครัวได้ ไม่จ�าเป็นว่ากฎกติกาของบ้านหนึ่ง จะใช้ได้ดีอีกบ้านหนึ่งเสมอไป ดังนั้น ข้อปฏิบัติหรือกฎกติกาในบ้าน ควรจะให้สมาชิกมีอิสระในการคิดและ ตัดสินใจด้วย (แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องและเป็นสิ่งที่ดีนะคะ) ที่ส�าคัญ คือทุกฝ่ายทั้งลูกและพ่อแม่ ต้องยอมรับและเข้าใจตรงกัน และควรมีการก�าหนด ร่วมกันให้ชัดเจนว่า หากมีคนไม่ท�าตามกฎกติกาแล้ว จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร แต่ก็อาจมีบางครั้งเหมือนกันนะคะ ที่เด็ก ๆ อาจจะมีเหตุผลดีงามของการไม่ ท�าตามกฎกติกา เพราะฉะนั้น ก่อนจะตัดสินว่าเด็กท�าผิดกฎ เปิดโอกาสให้ลูกได้พูด ได้ชี้แจงเหตุผลสักนิดก็จะดีมาก แล้วเราค่อยตัดสินหรือหาทางออกร่วมกันก็ยังได้ นะคะ
34 กีฬา / เกมแข่งขัน แบบฝึกหัดกฎกติกา ชั้นเยี่ยม เด็กวัยเรียนพลังเหลือเฟือค่ะ ทักษะร่างกาย เขาพร้อมแล้ว เขามีความกระตือรือร้นอยากแสดง ฝีมือ อยากแข่งขัน อยากเล่นกับเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ เปิดพื้นที่ให้เขาเลยค่ะ ให้กีฬาและเกมการแข่งขันที่ ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เป็นสื่อดีสื่อสร้างสรรค์ ให้เขา ได้ฝึกการยอมรับและเคารพกฎกติกาไปโดยอัตโนมัติ ซึมซับเรื่องนี้ไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว ลองเลือกดูเลยค่ะ ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน บอร์ดเกม การละเล่นแบบไทย ฯลฯ
35 35 เช็กกันหน่อย เราเป็นพ่อแม่แบบไหนนะ? ลูกจะเป็นอย่างไร อยู่ที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ มาดูกันค่ะว่าเราเป็นพ่อแม่แบบไหน? และ....ถ้ารู้ว่าเราเป็นพ่อแม่แบบไหนแล้ว....มาดูกันค่ะว่าเราจะได้ลูกแบบไหนหนอ? อยากได้ลูกแบบไหน คุณพ่อคุณแม่เลือกได้นะคะ สู้ ๆ ค่ะ พ่อแม่แบบที่ 1 = ลูกเอาแต่ใจ พ่อแม่แบบที่ 2 = ลูกดื้อ พ่อแม่แบบที่ 3 = ลูกเก็บกด ซึมเศร้า พ่อแม่แบบที่ 4 = ลูกมีความรับผิดชอบ รู้จักยอมรับกฎกติกาของส่วนรวม Ideas & Tips เลี้ยงแบบปล่อยตาม สบาย ไม่มีระเบียบวินัย ไปไหนเมื่อไรก็ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน บางวันก็เข้มงวด บางวันก็ปล่อย พ่อแม่ไม่ไปทางเดียวกัน คนหนึ่งใจดีมาก คนหนึ่งก็เข้มงวดมาก เข้มงวดสุด ๆ ก�าหนด ให้ลูกทุกอย่าง ดุดัน จู้จี้ขี้บ่น เลี้ยงแบบประชาธิปไตย ก�าหนดกฎกติการ่วมกัน พูดคุยปรึกษากัน ผ่อนผันได้ถ้ามีเหตุผล แบบที่ 1 แบบที่ 2 แบบที่ 3 แบบที่ 4
36 เพราะฉะน ั้ น ถ้าทานขนม หรืออาหารน ั้ นครึ่งเดียว = หนึ่งหน่วยบริโภค จะได้โซเดียม 170 มิลลิกรัม แต่ถ้าเกิดว่า เรากินขนม หรืออาหารน ั้ นหมดภายในครั้งเดียว ก็จะเท่ากับเราได้โซเดียม 170 x 2 = 340 มิลลิกรัมเลยล่ะค่ะ Checklist 4 ‘เล่นแรง’ เรื่อง ธรรมชาติหรือ ก้าวร้าว 36
37 เคยเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ แบบนี้ในครอบครัวเราไหมคะ? เมื่อเจอ สถานการณ์แบบนี้ คุณพ่อคุณแม่คิดอะไรในใจเอ่ย? ก้าวร้าว? เล่นแรง? อิจฉาน้อง? ไม่รู้จักรักษาของ? 37
38 แยกความแตกต่างระหว่าง ‘เล่นแรง’ และ ‘ก้าวร้าว’ เด็กเล่นแรง ๆ ความจริงแล้วเป็นไปตามธรรมชาติของวัย เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างเต็มก�าลัง หรือการใส่ความ จริงจังลงไปในการเล่นอย่างเต็มที่ (ผู้ใหญ่โปรดเข้าใจ ความ จริงจังในเรื่องเล่น ๆ ของเด็ก) บางครั้งจึงอาจมีสถานการณ์ที่การ เล่นของเด็ก กระทบกระทั่งกันจนข้าวของเสียหาย หรือมีอาการ หัวโน หัวปูด บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นได้บ้าง โดยที่เด็กไม่ได้ ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม เพื่อคลายความกังวลใจของพ่อแม่ ลองใช้หลัก ง่าย ๆ ในการแยกแยะการเล่นแรงและความก้าวร้าวออกจากกัน ก่อนค่ะ ประเด็นส�าคัญคือ ให้คุณพ่อคุณแม่พิจารณาค่ะว่า การกระ ท�าของเด็กนั้น มีการละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือละเมิดกฎเกณฑ์ทาง สังคมหรือเปล่า?
39 39 ถ้าไม่มี ก็เป็นธรรมชาติของเด็กที่เล่นแรง ๆ กันบ้าง ถ้ามี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความก้าวร้าว จ�าเป็นที่คุณพ่อ คุณแม่จะต้องเข้าไปควบคุมดูแล และสอนลูกให้รู้ว่าพฤติกรรม เหล่านั้นไม่เหมาะสมและไม่ควรท�า ถ้าเด็กยังท�า ก็จ�าเป็นจะต้อง ถูกควบคุมให้หยุดและเรียนรู้ว่าพฤติกรรมนั้นท�าไม่ได้อย่างจริงจัง
40 แล้วจะทำ�ยังไงให้ลูกเล่น นุ่มนวลขน ึ้ ? บางครั้งการเล่นแรง ๆ ของลูก อาจจะเป็นอุปสรรคในการเข้าสังคม เข้ากลุ่มกับเพื่อน ๆ คุณ พ่อคุณแม่ช่วยลูก ๆ ดูแลเรื่องนี้ได้ไม่ยากค่ะ 01 สังเกตลูกอย่างใกล้ชิด เวลาเห็นพฤติกรรมเล่น แรง อย่าดุด่าว่ากล่าว หรือตะคอกเด็ก (แรงไม่สงบได้ด้วย แรงนะคะ) ขอให้คุณพ่อคุณแม่กันเด็กออกมา อธิบาย ให้ลูกเข้าใจด้วยเสียงที่นุ่มนวล ให้เด็กขอโทษเพื่อนหาก มีสิ่งของเสียหายหรือได้รับบาดเจ็บ
41 41 02 ใช้ดนตรี กีฬา ศิลปะ ช่วยลูกอีกทาง ลองให้เด็ก ๆ หันมาท�ากิจกรรมดนตรี เล่นกีฬา หรือท�า กิจกรรมศิลปะดูค่ะ จะช่วยให้ปรับอารมณ์ได้ดีขึ้น กิจกรรม เหล่านี้ยังเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักระบายพลังที่เก็บอยู่ด้านใน ออกมาเป็นงานสร้างสรรค์อีกด้วย 03 ท�าจังหวะชีวิตให้ปกติ บางครั้งชีวิตประจ�าวันที่เร่งรีบ ท�าให้เด็กเครียดไม่รู้ตัว เมื่อสะสมไว้นาน ๆ ก็อาจจะระเบิด ได้เวลาที่เด็ก ๆ เล่นแล้วควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คุณพ่อคุณ แม่อาจจะช่วยปรับจังหวะชีวิตเหล่านี้ให้กับเด็ก ๆ หาเวลา สบาย ๆ อยู่กับลูกบ้าง จะช่วยเด็กได้ค่ะ
42 เด็ก ๆ ต้องการ 'พื้นที่' ที่จะแสดงออก อย่างปลอดภัย อิสระ และสร้างสรรค์
43 ‘ปั้นๆ ทุบๆ’ ให้อะไร มากกว่าที่คิด เชื่อไหมคะว่า กิจกรรมศิลปะอย่างการปั้นดินนั้น ให้อะไรกับ เด็กมากกว่าที่คุณพ่อคุณแม่คิดมากนัก เกิดอะไรขึ้นบ้าง ขณะที่เด็กก�าลังปั้น ทุบ ขย�า ดินที่ใช้ปั้น ? 43 Ideas & Tips ได้ปลดปล่อยความรู้สึกของตัวเอง (ไม่เชื่อคุณพ่อคุณแม่ลองดูก่อนได้ค่ะ โมโหใครมา ขยำ� ทุบ ปั้น ได้ผลเชียว) ได้ฝึกการควบคุมตนเอง ได้ปลดปล่อยจินตนาการ ได้ถ่ายทอดความคิดของตัวเองเป็นชิ้นงาน ได้ความภาคภูมิใจ
44 Checklist 5 ทำ�ยังไงเมื่อลูก ทะเลาะกับเพื่อนหรือ ถูกรังแก 44
45 ลูกใครใครก็รักใช่ไหมคะ? ทะนุถนอมมาอย่างดี มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แต่ไฉนพอลูกของเราไปโรงเรียน กลับมา ตายแล้ว ๆ ท�าไมมีร่องรอยฟกช�้าด�าเขียวกลับมา เป็นของฝากเสียได้ เวลาเจอสถานการณ์อย่างนี้ ขอบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติให้ดีนะคะ อย่าเพิ่ง เสียงดังโวยวายให้เป็นเรื่องใหญ่โต หรืออย่าเพิ่งวิ่งไป จัดการเพื่อนลูกอย่างรวดเร็ว (แบบที่ใจอยาก) ปัญหาเด็ก ทะเลาะกันหรือการรังแกกันไม่ว่าที่ไหน ขอให้ทางแก้ไข เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเด็กทั้งสองฝ่ายนะคะ 45
46 เมื่อลูกถูกรังแก ปัญหาเด็กไปโรงเรียนแล้วถูกรังแก เป็นต้นเหตุที่จะท�าให้ เด็กขาดความสุขในสังคม หากปล่อยไป เด็กอาจจะเริ่มมีอาการ เก็บตัว ซึมเศร้า ส่งผลถึงการเรียน ไม่มีเพื่อน เด็กบางคนอาจ กลายเป็นเด็กก้าวร้าวได้ ดังนั้น เวลาที่คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าลูกถูกรังแก ลองช่วยเหลือ เด็กดังนี้นะคะ 46
47 47 แสดงความเห็นใจ ไม่ควรต�าหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ ในทาง ตรงกันข้าม คุณพ่อคุณแม่ควรจะชื่นชมที่ลูกกล้าเล่าให้เราฟัง คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรสนับสนุนให้ลูกใช้ความรุนแรงในการ ตอบโต้นะคะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะสอนให้เด็กท�า คือสอนวิธี การหลีกเลี่ยงจากผู้รังแก เช่น ไม่ควรอยู่ล�าพังคนเดียว ไม่ไปใน พื้นที่เสี่ยง สอนให้เด็กกล้าที่จะเพิกเฉย เดินหนี ไม่สนใจ บอกตรง ๆ ว่าไม่ชอบ หากท�าอีกจะบอกครู เป็นต้น หมั่นคอยเติมความมั่นใจให้กับลูก ทุกครั้งที่เด็กต้องเผชิญ หน้ากับปัญหา อาจจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ปล่อยไว้มาก ๆ เข้า เด็กจะรู้สึกด้อยค่า ซึมเศร้า คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามพา ลูก ๆ ออกไปหาพื้นที่สร้างสรรค์ ท�ากิจกรรมต่าง ๆ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพื่อเติมเต็มความมั่นใจและความภาคภูมิใจให้ลูกค่ะ
48 เมื่อลูกเป็นคนรังแกเพื่อน ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเด็กทะเลาะเบาะแว้งขึ้น เผื่อใจไว้บ้างนะคะ บาง ครั้งลูกเราอาจจะเป็นคนรังแกเพื่อนก็ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องค่อย ๆ ค้นหา ความจริงให้เจอ หากลูกของเราเป็นคนรังแกเพื่อน เราจะต้องรีบช่วย เหลือลูกเราให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเด็กอาจจะสะสมเป็นความก้าวร้าว เกกมะเหรกเกเร เป็นอันธพาลต่อไปในอนาคต (ซึ่งถ้าถึงวันนั้นแล้วเรา คงเสียใจมากใช่ไหมล่ะคะ) ถ้าเราพบว่าลูกเราเป็นคนรังแกเพื่อน ไม่ควรทั้งดุด่าหรือเพิกเฉย ลองใช้วิธีเหล่านี้ดูค่ะ 48
49 01 ฝึกลูกให้เข้าใจจิตใจคนอื่น โดยอาจจะตั้งค�าถามเกี่ยวกับความรู้สึก เช่น สิ่งที่ท�าไปเพื่อนจะรู้สึกอย่างไร? ถ้ามีคนท�ากับลูกจะรู้สึกอย่างไร? 02 ฝึกลูกให้รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองท�า ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจ�าวัน เช่น การต้องเก็บของให้เข้าที่ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าไปช่วยท�าให้เสียหมด สิ่งเหล่านี้จะสอนให้เด็กรู้จักรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองท�าลงไป 03 ฝึกลูกให้เป็นจิตอาสา หาโอกาส พื้นที่ให้ลูกได้ฝึกจิตอาสา การช่วย เหลือผู้อื่น เริ่มตั้งแต่ในบ้านก็ได้ เช่น ช่วยพ่อแม่ท�างานบ้าน อย่าลืมชื่นชม ให้เขาภาคภูมิใจในการท�าความดีด้วยนะคะ 04สร้างโอกาสให้เด็กได้ภาคภูมิใจในตัวเองบ่อย ๆ บางทีการที่เด็กแกล้ง คนอื่น อาจเป็นเพราะเขารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย จึง ใช้การแกล้งเพื่อนเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้ตัวเองก็มีนะคะ 05 คุณพ่อคุณแม่อย่าท�าตัวเป็นคน ‘ขี้แกล้ง’ ให้เด็กเห็นเสียเอง บางที เราอาจต้องสังเกตนิดหนึ่งค่ะว่า เราเป็นตัวอย่างชอบแกล้งให้ลูกเห็นหรือ เปล่า ถ้าใช่ เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมที่ตัวเราก่อนเลยค่ะ 49