T โคลนตดิ ลอ้
H
IA ตอน ความนยิ มเปน็ เสมียน
พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
รชั กาลที่ ๖
ทรงใชพ้ ระนามแฝงวา่ อศั วพาหุ
ลกั ษณะคำประพันธ์ : บทควำม
(เนือ้ หำแสดงควำมคิดเหน็ )
ความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั ค่านยิ มของคนไทยทท่ี า
ใหบ้ า้ นเมอื งไมพ่ ฒั นาไปเท่าทค่ี วร
ยุคสมยั ในเนอ้ื เร่อื ง
• ช่วงพทุ ธศกั ราช ๒๔๕๓ – ๒๔๖๘ (รัชกาลท่ี ๖)
• รับอิทธิพลจากชาติตะวนั ตก
• คนหนมุ่ - สาวเริ่มเรียนแพร่หลาย
T ทม่ี าของเรอ่ื ง
H
A พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรง
I พระราชนิพนธ์ เร่ือง โคลนติดลอ้ ซ่ึงมีทงั้ หมด
๑๒ ตอน ลงพมิ พใ์ นหนังสือพิมพไ์ ทย ระหว่าง
วนั ท่ี ๒๘ เมษายน ถึง ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๔๕๘ (๑๔ วนั )
ตอน ความนิยมเป็นเสมียน เป็ นตอนท่ี ๔
จาก ๑๒ ตอน บทความเร่ืองน้ีทรงพระราชนิพนธ์
เป็นภาษาองั กฤษดว้ ยในช่อื ว่า Clogs on Our Wheels
ลงพมิ พใ์ นหนงั สอื พมิ พส์ ยาม (สยามออบเซอรเ์ วอร์
Siam observer)ฉบบั วนั ท่ี ๓ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๔๕๘
ลักษณะกำรตง้ั ช่อื เรอ่ื ง
เป็ นการตัง้ ช่ือโดยใช้ภาพพจน์
แบบ อปุ ลักษณ์
อุปมา
• การเปรียบเทยี บส่ิงหน่ึงว่าเหมือนกับอีกส่งิ หน่ึง
• คลา้ ย เท่า เหมือน เฉก เช่น พ่าง ดจุ ดง่ั ดงั ประดจุ
ราว ราวกบั เสมือน
อปุ ลกั ษณ์
• การเปรียบว่าส่งิ หน่ึงเป็ นอีกส่งิ หน่ึง
• คือ เป็ น
ควำมหมำยแฝงในกำรต้ังชอื่ เร่อื ง
โคลน คอื ... (Clogs)
ปัญหาและอุปสรรคท่กี ีดขวางความเจริญของชาติ
ล้อ คอื ... (Wheels)
ชาตสิ ยาม/บ้านเมือง (ประเทศไทย)
Hตวั เนอื้ เรื่องT
A พระราชนิพนธ์ ประเภทบทความ มี
ทัง้ หมด ๑๒ บท และบทท่ี ๑๒ จบด้วยกาพย์
I ยานี ๑๑ จานวน ๔ บท เพื่อปลุกใจให้คนไทยรัก
ช า ติ รั ก ค ว า ม เ ป็ น ไ ท ย ชี ใ้ ห้ ค น ไ ท ย ไ ด้ เ ห็ น
ข้อบกพร่องของ ตนเองท่ีทาให้ประเทศไทยเจริญ
ก้าวหน้าช้ากว่าท่ีควร เป็ นตอนจบของบทท่ี ๑๒
ของเร่ือง "โคลนติดล้อ" ท่ีเตือนจิตสานึกของ
คนไทยให้ภมู ใิ จในประเทศของตน
สหายเอยจงเงยหน้า และเปิ ดตาพินิจดู
เผยมา่ นพะพานอยู่ กาบงั เนตรบเ่ หน็ ไกล
เปิ ดมา่ นแลมองเถิด จะเกิดความประโมทย์ใจ
เห็นแคว้นและแดนไทย ประเสริฐแสนดงั แดนสรวง
หวงั ใดจะได้สม เสวยรมยะแดดวง
เพญ็ อสิ สะโรปวง ประชาเปรมเกษมสานต์
ผดงุ ศกั ดภิ บู าล
ซ่ือตรงและจงรัก อิศเรศร์ประเทศสยาม ๕/๔
เพ่ือทรงดารงนาน
๕/๒
ใจความของเรอ่ื ง
เรื่องนีช้ ีใ้ ห้เห็นถึงข้อบกพร่องของคนไทย ๑๒
ประการ ท่ีเปรียบเป็ นโคลนติดล้อหรือปัญหาท่ี
ทาให้ประเทศชาติก้าวไปสู่ความเจริญได้ช้าลง
ได้แก่ เร่ืองโคลนติดล้อมีทัง้ หมด ๑๒ ตอน ซ่ึงเปรียบ
เป็นโคลน ๑๒ ก้อน ดงั นี ้
เร่ือง “โคลนติดล้อ”
มีทงั้ หมด ๑๒ ตอน
ซง่ึ เปรียบเป็นโคลน ๑๒ ก้อน
ดงั นี ้
๑. การเอาอยา่ งโดยไม่ตริตรอง ทงั้ ๑๒ เร่อื ง ไดล้ ง
Unreasoning Imitation ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
ไทย
๒. การทาตนให้ตา่ ต้อย
Self-Abasement สว่ นตอนท่ี ๔ ไดล้ ง
ตพี มิ พใ์ นหนงั สอื พมิ พ์
๓. การบชู าหนงั สือจนเกินเหตุ
Exaggerated Veneration for “Letter” Siam observer ดว้ ย
๔. ความนิยมเป็ นเสมยี น
ClerKism
๕. ความเห็นผิด
False Ideas
๖. ถือเกียรตยิ ศไมม่ ีมลู
False Dignity
๗. ความจนไม่จริง ทัง้ ๑๒ เร่ือง ได้ลง
ตี พิ ม พ์ ใ น ห นั ง สื อ พิ ม พ์
False Poverty ไทย
๘. แตง่ งานชวั่ คราว
Temporary Marriages สว่ นตอนที่ ๔ ได้ลง
๙. ความไมร่ ับผดิ ชอบของบดิ ามารดา ตีพิมพ์ในหนงั สือพมิ พ์
Parental Irresponsibility
๑๐. การค้าหญิงสาว Siam observer ด้วย
The traffic in Yong Woman
๑๑. ความหยมุ หยมิ
Pettiness
๑๒. หลกั ฐานไมม่ นั่ คง
Imperfect Stability
เนอ้ื เร่อื ง
ผลแห่งการบูชาหนังสือจนเกินเหตุ (บทความตอน
ท่ี ๓) มีอีกอย่างหนึ่งคือ ความนิยมเป็ นเสมียน การตัง้
โรงเรียนขึน้ ทวั่ ประเทศเพื่อให้ชายหญิงทุกชนั้ ได้มีโอกาส
ศึกษาหาความรู้ ได้อ่านได้เขียนนัน้ กลายเป็ นสิ่งท่ีน่า
ราคาญ กล่าวคือ ทุกคนเม่ือเรียนจบออกมาจากโรงเรียน
แล้ว ก็มีแตอ่ ยากเป็นเสมียนหรือ
เลขานกุ าร เพ่ือจะได้เลือ่ นยศเลอ่ื น
ตาแหนง่ สงู ขนึ ้ เร็วๆ
เนื้อเร่อื ง
พวกเขาไม่เห็นว่างานอ่ืนจะมีเกียรตินอกจากการ
เป็ นเสมียน จึงเป็ นการยากที่จะบอกให้ พวกเขา
กลบั ไปช่วยบิดามารดาทาการเกษตร
เพราะการทาการเกษตรอาจทาให้ ลืม
ความรู้ท่ีได้ศึกษาเล่าเรียนมา เพราะเหตุนี ้
เ ข า จึ ง ส้ ูส มัค ร ใ จ ห า ง า น ท า ใ น ก รุ ง เ ท พ ฯ
ถงึ แม้จะได้ เงินเดือนน้อยก็ตาม
เนอื้ เร่ือง
การทางานกรุงเทพฯ แม้จะได้
เงินเพียงเดือนละ ๑๕ หรือ ๒๐
บาทนัน้ พวกเขาก็ยังอุตสาห์
กระเบียดกระเสียรใช้ จ่ายซือ้
ผ้าม่วงสี เสื้อขาว หมวกสกั หลาด
ก า ง เ ก ง แ พ ร จี น แ ล ะ ไ ป ช ม
ภาพยนตร์ อาทิตย์ละ ๒ ครั้ง
ไปกินข้าวตามภตั ตาคาร บางคนก็
อาจจะเสยี คา่ เชา่ ห้องอกี ด้วย
เนือ้ เร่ือง
แต่พวกเขาก็เต็มใจที่
จะดารงชีวิตเช่นนีด้ ีกว่า
กลับไปถ่ินฐานบ้ านเกิด
ตามบ้ านนอกความคิด
เช่นนีเ้ป็นสง่ิ เหลวไหลมาก
เนอื้ เรอื่ ง
เพราะประเทศไทยของเราเป็ นประเทศ
เกษตรกรรม การเป็ นชาวนา ชาวสวนนนั้ มเี กียรตยิ ศ
ไม่น้อยไปกวา่ ผ้ทู ี่ทางานด้วยปากกา
ท่รี ้ายไปกว่านนั้ คืออาชีพเสมยี นนนั้
ต้องการเฉพาะผ้ทู อี่ ย่ใู นวยั หน่มุ สาว
เท่านนั ้
เนือ้ เร่ือง
เพราะฉะนัน้ จึงต้องมีการจาหน่ายถ่ายเทพวกที่
เกินออกเสียบ้างเป็ นครัง้ คราว เพื่อจะได้รับคนใหม่
ตอ่ ไป พวกที่ถกู คดั ออกก็เป็ นที่น่าสงั เวชย่ิงนกั เพราะ
จะไปทางานอ่ืนก็ไม่ได้ ครัน้ จะกลับไปเป็ นชาวไร่
ชาวนาก็ไมไ่ ด้ด้วยเหตผุ ลหลายประการ
แต่ประการสาคัญคือ ความหย่ิงอันหาเหตุผล
ไมไ่ ด้นนั้ เอง ๕/๓
เนื้อเรอ่ื ง
ผลสุดท้ ายถ้ าความยากจนข้ นแค้ นทาให้ เขา
กระทาการทุจริต ก็อาจต้องได้รับโทษถึงขัน้ ติดคุก
ซึ่งเป็ นท่ีน่าสังเวชมาก ดังนัน้ จึงสมควรเปลี่ยน
ค่านิยมเสียใหม่ ให้เห็นว่าอาชีพชาวนา ชาวสวน
พอ่ ค้า และช่างตา่ งๆมีเกียรติยศเทา่ กบั อาชีพเสมียน
เชน่ กนั ท่านท้ังหลายจะไม่ช่วยกัน
เปลี่ยนค่านิยมบ้างหรือ
ขอ้ ควำมชวนคิดในเรือ่ ง
• “เพราะฉะนัน้ ท่านจะไม่ช่วยกันในทางนีบ้ ้างหรือ”
กระต้นุ ความคดิ ของผ้อู า่ น
เพื่อให้ผ้อู า่ นตระหนกั ถงึ ปัญหาและร่วมกนั แก้ปัญหา
ควำมโดดเดน่ ของงำนเขยี น
เร่อื ง “โคลนติดล้อ ตอนควำมนิยมเป็นเสมยี น”
• มีสานวนคมคาย อ่านเข้าใจง่าย ซ่งึ มีดใี นการเขียน
๓ ประการ ได้แก่
๑. เอกภาพ (Unity)
๒. สัมพันธภาพ (Relation)
๓. สารัตถภาพ (นา้ หนักของเร่ือง Essentiality) ๕/๖
คุณคำ่ และข้อคิดของเรื่อง
๑. เป็ นตัวอย่างบทความท่ีทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา
(ทนั สมยั )
๒. การตงั้ ชื่อบทความนีม้ ีความหมายคมคายโดยการใช้
ภาพพจน์ประเภทอปุ ลกั ษณ์
๓.เสนอข้อคดิ เก่ียวกบั ปัญหาบ้านเมืองในเรื่องคา่ นิยม(การ
รับราชการ)ที่เป็นอปุ สรรคทาให้ ประเทศเจริญ ได้ช้า
๔.ให้แนวคดิ วา่ อาชีพอ่ืนกส็ ามารถ
ทาประโยชน์ให้แก่ประเทศชาตไิ ด้
คุณค่ำและข้อคดิ ของเรอ่ื ง (ตอ่ )
๕. วิธีการแต่งบทความ คือ มีการกระต้นุ ความคิดของผ้อู ่าน
โดยใช้ประโยคคาถาม
๖. ข้อคิดท่ีได้คือ ทุกอาชีพล้วนมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่
เฉพาะอาชีพเสมียนเทา่ นนั้
๗. ผ้ทู ี่เข้ามาทางานในเมืองมกั ลืมถิ่นฐานบ้านเกิด
๘. คนท่ัวไปมักนิยมยกย่องข้าราชการและผู้ท่ีทางานใน
สานกั งาน ทงั้ ๆท่เี ป็นคา่ นิยมไมถ่ กู ต้อง
คุณคำ่ และข้อคิดของเรอ่ื ง (ต่อ)
๙. อาชีพเกษตรกรรมเป็ นผู้ผลิตอาหารการกิน
มีความสาคญั ย่ิงต่อการเลีย้ งมนษุ ย์โลกให้มีชีวิต
อยู่
๑๐. ผ้ทู ี่ออกจากอาชีพการงานของตน เมื่อหมด
หนทางไปมกั ถกู ชกั จงู ให้ประพฤตใิ นทางท่ีทจุ ริตได้
พวกเขา
เขาเหลา่ น้ี
และ
ไอ.่ .ย่ะ น่ารกั อ่ะ
บทความ
หมายถึง งานเขียนท่ีเผยแพร่ในสื่อส่ิงพิมพ์หรือ
ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่
ข่าวสาร ผลการวิจัย เผยแพร่ความรู้ การวิเคราะห์
ทางการศกึ ษา การวพิ ากษว์ จิ ารณ์ เป็นต้น
โดยปกติบทความหนึ่งบทความจะพูดถึงเร่ืองใด
เรือ่ งหนง่ึ เป็นประเด็นหลกั เพยี งเรอื่ งเดียว
เนอ้ื หามีความเปน็ ปัจจุบนั ทนั สมัย