44
3.2.4 นำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เสนอต่อคณะกรรมการท่ี
ปรึกษางานวิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเชิงเนื้อหาและแก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของ
คณะกรรมการที่ปรกึ ษางานวจิ ัย
3.2.5 นำแบบทดสอบเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง
เนื้อหา (Content validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความสอดคล้องระหวา่ งข้อคำถามกับจุดประสงค์
การเรียนรโู้ ดยใช้เกณฑ์การประเมนิ ดงั นี้ คะแนน + 1 สำหรบั ขอ้ คำถามท่ีมคี วามสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์
การเรียนรู้ คะแนน 0 สำหรับข้อคำถามท่ีไมแ่ นใ่ จว่ามคี วามสอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรยี นร้คู ะแนน -1
สำหรับข้อคำถามที่ไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้นำความเห็นไปหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
ระหว่างแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (Index of consistency) คัดเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC
ตั้งแต่ 0. 60-1. 00 จำนวน 30 ข้อเป็นแบบทดสอบและแกไ้ ขปรบั ปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
3.2.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ไปใช้กับนักเรียนช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบา้ นป่าแดง(ไชยอปุ ถัมภ)์ จำนวน 26 คน
3.3 แบบสอบถามวัดเจตคติต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นข้อความท่ีวัดระดับความรู้สึก
ของผู้เรียนที่มีต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ มีลักษณะการตอบแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
ประกอบไปดว้ ย ข้อความเชงิ นมิ าน และขอ้ ความเชงิ นเิ สธ ใชท้ ดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
3.3.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับ
เจตคติตอ่ การเรียนวิทยาศาสตร์
3.3.2 นิยามคณุ ลกั ษณะทีต่ ้องการจะวดั คือ เจตคตติ อ่ การเรียนวทิ ยาศาสตร์
3.3.3 สรา้ งขอ้ คำถามและสว่ นประกอบอ่นื ๆ ของแบบวัดเจตคตติ อ่ การเรียนวิทยาศาสตร์ โดย
สร้างเปน็ แบบสอบถามตามแบบมาตรประมาณค่า5 ระดับ คอื เหน็ ดว้ ยอยา่ งยิง่ เห็นดว้ ย ไมแ่ นใ่ จ ไมเ่ หน็ ด้วย
ไม่เห็นด้วยอย่างย่งิ โดยมีลกั ษณะการใหค้ ะแนนขอ้ ความ ดงั น้ี (ชศู รี วงศ์รตั นะ, 2550)
มาตรวัดข้อความเป็นบวก ได้แก่ 5 4 3 2 1 ให้คะแนน ดังน้ี
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน คะแนน
เห็นด้วยอย่างยงิ่ 5
เหน็ ด้วย 4
ไมแ่ น่ใจ 3
ไม่เหน็ ด้วย 2
ไม่เหน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ 1
45
มาตรวัดขอ้ ความเป็นลบ ไดแ้ ก่ 5 4 3 2 1 ให้คะแนน ดงั น้ี
เกณฑก์ ารให้คะแนน คะแนน
ไม่เหน็ ด้วยอย่างยงิ่ 5
ไมเ่ หน็ ดว้ ย 4
ไมแ่ นใ่ จ 3
เหน็ ด้วย 2
เห็นด้วยอยา่ งยิ่ง 1
บญุ ชม ศรีสะอาด (2553) ไดแ้ ปลความหมายของผลการประเมิน จากแบบสอบถามวัดเจตคติต่อ
การเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ดังนี้
คา่ เฉลย่ี 4.51 – 5.00 หมายความว่า มีเจตคติในระดบั มากทส่ี ดุ
คา่ เฉลย่ี 3.51 – 4.50 หมายความว่า มเี จตคตใิ นระดับมาก
ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายความวา่ มเี จตคติในระดับปานกลาง
ค่าเฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายความวา่ มเี จตคตใิ นระดับน้อย
คา่ เฉลยี่ 1.00 – 1.50 หมายความวา่ มีเจตคตใิ นระดับน้อยท่สี ุด
3.3.4 นำแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน เพื่อ
ตรวจสอบความเหมาะสมของภาษา ความครบถ้วนของข้อคำถาม
3.3.5 ตรวจสอบคุณภาพด้านความเทย่ี งตรงของแบบประเมินโดยผูเ้ ชย่ี วชาญ 3 คน โดยให้
เกณฑ์ในการตรวจ พิจารณาข้อคำถาม ดังนี้ ให้คะแนน +1 ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ตรงตาม
วัตถปุ ระสงค์ ให้คะแนน 0 ถ้าไมแ่ น่ใจว่าข้อคำถามวดั ได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ใหค้ ะแนน -1 ถ้าแนใ่ จว่าข้อ
คำถามวัดได้ไม่ตรง ตามวัตถุประสงค์ นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าความเที่ยงตรง โดย
คัดเลือกข้อที่มีค่าอยู่ ในเกณฑ์และได้ข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.67-1.00 จัดทำเป็นแบบวัดเจตคติต่อ
การเรียนวทิ ยาศาสตร์ เพือ่ นำไปเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
3.3.6 นำแบบสอบถามวัดเจตคติ ที่ปรับปรุงแล้ว ไปวัดเจตคติ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
2 โรงเรยี นบา้ นปา่ แดง(ไชยอปุ ถัมภ์)
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทดสอบก่อนเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน เร่อื ง ร่างกายมนษุ ย์ และตอบแบบสอบถามวัดเจตคติท่ีมตี ่อวิชาวิทยาศาสตร์
4.2 ผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E
และเกมวทิ ยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนษุ ย์ จำนวน 15 แผนการเรียนรู้ รวม 20 ช่ัวโมง
4.3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทดสอบหลังเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน เรื่อง ร่างกายมนษุ ย์ และตอบแบบสอบถามวัดเจตคติทม่ี ตี อ่ วิชาวทิ ยาศาสตร์
46
5. การวิเคราะห์ข้อมลู
5.1 เปรยี บเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นเรือ่ ง รา่ งกายมนษุ ย์ ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษา
ปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์โดยการเรียนรู้สืบเสาะแบบ
5E และเกมวิทยาศาสตร์ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และ
สถิตทิ ดสอบค่าที (t-test)
5.2 เปรียบเทียบแบบสอบถามวัดเจตคติของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E
และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard
Deviation)
5.3 การวิเคราะหข์ อ้ มลู เพ่ือศึกษาคะแนนพัฒนาการ ของนักเรียนโดยการเรียนรู้สืบเสาะ
แบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง พันธุกรรมและวิวัฒนาการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อน
เรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตรคะแนนพัฒนาการ และแปลคะแนนตามเกณฑ์ ระดับพัฒนาการ โดยใช้
เกณฑ์ของศริ ชิ ยั กาญจนวาสี (2552: 266-267) ดังตาราง 1
ตารางท่ี 4 เกณฑ์คะแนนพฒั นาการเทยี บระดับพัฒนาการ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552: 268)
คะแนนพฒั นาการสมั พทั ธ์ ระดับพัฒนาการ
76-100 พฒั นาการระดบั สูงมาก
51-75 พฒั นาการระดับสูง
26-50 พฒั นาการระดับกลาง
0.25 พฒั นาการระดบั ต้น
6. สถิติทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู ทางสถิตใิ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู
6.1 สถิตบิ รรยาย
6.1.1 ความถี่
6.1.2 ค่าเฉลี่ย
6.1.3 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
6.2 สถิติทใ่ี ชต้ รวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมือ
6.2.1 ค่า IOC
6.3 สถิตทิ ่ีใช้ทดสอบสมมติฐาน
6.3.1 t-test dependent
สตู ร α = n 1 1 − S2i
n- S2t
47
เมอื่ α = สัมประสทิ ธิ์ความเชอ่ื มัน่
n = จำนวนข้อ
S2i = คะแนนความแปรปรวนแต่ละข้อ
S2t = คะแนนความแปรปรวนท้งั ฉบบั
คา่ ความเช่ือมัน่ ของแบบทดสอบโดยใชค้ เู ดอร์-รชิ ารด์ สัน (KR-20)
สูตร rtt = n 1 − pq
−1
n S2t
เมื่อ rtt = สัมประสทิ ธ์ิความเช่อื มัน่
n = จำนวนข้อ
S2t = คะแนนความแปรปรวนทั้งฉบับ
p = สดั สว่ นของคนทำถูกในแตล่ ะขอ้
q = สดั ส่วนของคนทำผดิ ในแตล่ ะขอ้ = 1- p
สถติ ทิ ดสอบคา่ ที แบบ 0ne sample (เปรยี บเทียบผลการเรยี นร้กู บั เกณฑท์ ี่กำหนด)
สตู ร t = X −
S2
1
n1
เมือ่ t = ค่าทดสอบ t-test
X = คะแนนหลังเรยี น
= คะแนนเกณฑ์ที่กำหนด
S2 = คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน
N = จำนวนนกั เรียน
สถิตทิ ดสอบค่าที แบบ t-pair (เปรียบเทียบผลการเรยี นรู้ก่อนและหลงั )
สตู ร t = D ; df = n-1
ND2 − (D)2
N −1
48
เมอ่ื t = คา่ ท่ีใช้ในการพิจารณาการแจกแจงที ( t – distribution)
D = ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่
∑D = ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบ
กอ่ นและหลงั ใช้ชดุ กิจกรรม
∑D2 = ผลรวมของความแตกต่างระหวา่ งคะแนนการทดสอบ
ก่อนและหลังใชช้ ดุ กิจกรรม
n = จำนวนคูข่ องคะแนนจากการทดสอบครัง้ แรกและครง้ั หลงั
6.4 คะแนนพฒั นาการ
โดยใช้สตู รดังน้ี (ศริ ชิ ัย กาญจนวาสี, 2552: 266-267)
( − )
= − × 100
เมื่อ DS (%) หมายถึง คะแนนร้อยละของพฒั นาการของนักเรยี น
(คดิ เปน็ รอ้ ยละ)
F หมายถึง คะแนนเต็มของการวัดทั้งครง้ั แรกและครง้ั หลัง
X หมายถึง คะแนนการวดั ครั้งแรก
Y หมายถึง คะแนนการวัดครั้งหลงั
49
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การรายงานผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้
สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
บ้านป่าแดง(ไชยอุปถัมภ์) ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้น ตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดย
แบง่ ออกเปน็ 2 ตอนดงั น้ี
ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ของผูเ้ รยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี
2 โดยใช้การจัดการเรยี นร้สู บื เสาะแบบ 5E และเกมวทิ ยาศาสตร์ เรื่อง รา่ งกายมนษุ ย์
ตอนที่ 2 ผลศึกษาเจตคติต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้การ
จดั การเรียนร้สู บื เสาะแบบ 5E และเกมวทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง รา่ งกายมนุษย์
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปี
ที่ 2 โดยใช้การจดั การเรยี นรสู้ บื เสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรอื่ ง รา่ งกายมนุษย์
ผวู้ ิจยั นำคะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน กอ่ นเรยี นและหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรสู้ ืบเสาะ
แบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ มาศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้ผลการศึกษาดัง
แสดงในตารางท่ี 5
ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน และคะแนนพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
รายวิชาวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกม
วิทยาศาสตร์ เรื่อง รา่ งกายมนุษย์
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน n X̅ S.D. D̅ t Sig. DS (%)
กอ่ นเรียน 26 8.92 2.38 9.04 16.97 .00 42.88
หลงั เรยี น 26 17.96 4.21
จากตารางที่ 5 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา
วทิ ยาศาสตร์โดยใชก้ ารจดั การเรียนรู้สบื เสาะแบบ 5E และเกมวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง ร่างกายมนษุ ย์ หลงั เรียน
สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t = 16.97 ค่า Sig. = .00 โดยมีคะแนน
เฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เท่ากับ 8.92 คะแนน จาก 30 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2.38 คะแนนเฉลีย่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนหลงั เรยี น เท่ากบั 17.96 คะแนน จาก 30 คะแนน ค่าเบี่ยงเบน
50
มาตรฐาน 4.21 และมีคะแนนพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปาน
กลาง รอ้ ยละ 42.88
ตอนที่ 2 ผลศึกษาเจตคติต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การ
จัดการเรียนรู้สบื เสาะแบบ 5E และเกมวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง ร่างกายมนุษย์
ผู้วิจัยนำผลการวัดเจตคติต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดการ
เรยี นรสู้ บื เสาะแบบ 5E และเกมวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง รา่ งกายมนุษย์ มาศกึ ษาเจตคติของนักเรียนท่ีมีต่อการ
จดั เรียนรู้ ไดผ้ ลการศกึ ษาดงั แสดงในตารางท่ี 6
ตารางที่ 6 คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน และคะแนนพัฒนาการด้านเจตคติต่อรายวิชา
วิทยาศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกม
วิทยาศาสตร์ เรือ่ ง ร่างกายมนษุ ย์
ก่อนเรียน หลงั เรียน DS
X̅ S.D. แปลผล
รายละเอียด X̅ S.D. แปลผล (%)
ด้านพุทธิพสิ ัยที่ได้จากการเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์ เชิงลบ เชิงบวก 2.96 0.77 ปานกลาง 4.69 0.55 มากทส่ี ุด
1 วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ วิชาท่ีเก่ียวข้องกับการใช้ชวี ิตประจำวัน 3.58 0.81 มาก 4.65 0.56 มากทส่ี ุด
2 วิทยาศาสตรเ์ ป็นวิชาท่ีทันสมยั ทนั เหตุการณ์ เ ิชงลบ เชิงบวก 3.42 0.90 ปานกลาง 4.77 0.43 มากท่สี ุด
3 วิชาวิทยาศาสตร์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในวชิ าอ่นื ๆ ได้ 3.38 0.90 ปานกลาง 4.58 0.70 มากที่สุด
4 วทิ ยาศาสตร์เป็นวิชาท่ีไม่เกยี่ วขอ้ งกบั ชีวติ ประจำวัน เชิงลบ เชิงบวก 3.46 0.76 ปานกลาง 4.81 0.40 มากทส่ี ุด
5 วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นวชิ าท่ีลา้ สมัย ศึกษาแต่เรอื่ งโบราณ 3.31 0.84 ปานกลาง 4.73 0.45 มากทส่ี ุด
6 วชิ าวิทยาศาสตรน์ ำไปประยุกต์ใช้ในวชิ าอนื่ ๆ ไมไ่ ด้
ดา้ นความรสู้ ึกจากการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์ 2.65 1.19 ปานกลาง 4.77 0.51 มากที่สุด
1 ฉันชอบเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 2.69 1.13 ปานกลาง 4.85 0.37 มากที่สุด
2 ฉันรสู้ กึ สนกุ เมอ่ื เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 2.92 0.90 ปานกลาง 4.88 0.33 มากที่สุด
3 ถ้าใหเ้ ลอื กเรยี นฉนั จะเลือกวชิ าวิทยาศาสตรเ์ ป็นอันดบั แรก 2.85 0.73 ปานกลาง 4.73 0.53 มากทสี่ ุด
4 ฉันรู้สกึ ว่าอยากเรียนวชิ าอ่ืนแทนวชิ าวิทยาศาสตร์ 3.04 0.92 ปานกลาง 4.81 0.40 มากที่สุด
5 ฉนั รู้สึกงว่ งนอนทกุ ครง้ั ในขณะท่ีเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์ 2.95 0.83 ปานกลาง 4.92 0.27 มากทส่ี ุด
6 ถ้าฉันเลือกได้ฉันจะไม่เลอื กเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
ดา้ นการกระทำในการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 2.84 0.78 ปานกลาง 4.77 0.51 มากที่สุด
1 ฉนั จะรีบมาเรยี นในชั่วโมงวิชาวทิ ยาศาสตร์เสมอ 2.95 0.99 ปานกลาง 4.96 0.47 มากที่สุด
2 ฉันตั้งใจเรียนมากในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 2.73 0.85 ปานกลาง 4.92 0.27 มากที่สุด
3 ฉันกระตอื รอื ร้นในการค้นควา้ หาความรทู้ างวิทยาศาสตร์ 2.78 0.71 ปานกลาง 4.88 0.32 มากทส่ี ุด
4 ฉันไม่อยากมาเรยี นในชวั่ โมงวิชาวิทยาศาสตร์ 2.93 0.83 ปานกลาง 4.96 0.20 มากที่สุด
5 ฉนั รู้สกึ กงั วลมากถ้าเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 3.02 0.87 ปานกลาง 4.73 0.45 มากทส่ี ุด
6 เรยี นวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ลว้ ไม่สามารถนำไปใชพ้ ัฒนาตนเองได้ 3.08 0.86 ปานกลาง 4.79 0.43 มากที่สุด 89.06
X̅
51
จากตารางที่ 6 พบว่านกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2 มคี ะแนนเจตคติตอ่ วิชาวิทยาศาสตร์เฉล่ียหลัง
เรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยเจตคติก่อนเรียน เท่ากับ 3.08 คะแนน ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน
0.86 คะแนนเฉลี่ยเจตคติหลังเรียน เท่ากับ 4.79 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.43 และมีคะแนน
พฒั นาการดา้ นเจตคตติ ่อวิชาวทิ ยาศาสตร์อยใู่ นระดบั สงู มาก รอ้ ยละ 89.06
52
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E
และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านป่าแดง(ไชย
อุปถัมภ์) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์
และเพื่อศึกษาเจตคติต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้
สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านป่าแดง(ไชยอุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย
แผนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ และแบบสอบถามวัดเจตคติต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง
รา่ งกายมนุษย์ ซง่ึ สามารถสรุปผลและอภปิ รายผลการวจิ ัย ไดด้ งั นี้
สรปุ ผลการวิจัย
จากการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้
สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
บ้านป่าแดง(ไชยอุปถัมภ์) ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้น ตามวัตถุประสงค์การจัดการ
เรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
โดยมีจุดประสงค์ให้นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมีเจตคติที่ดีขึ้นต่อรายวิชา
วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง รา่ งกายมนษุ ย์ ซง่ึ สรปุ ผลไดด้ ังน้ี
ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง
รา่ งกายมนษุ ย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ซ่งึ มกี ารวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นทั้งกอ่ นเรียนและหลัง
เรียน โดยใช้ สถิติทดสอบค่าที แบบ t-pair ทดสอบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 นำผล
การทดสอบมาวิเคราะห์พัฒนาการทางการเรียนของนักเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยการวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของ
นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 พบวา่ คะแนนเฉล่ยี ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นก่อนเรยี น เท่ากับ 8.92 คะแนน
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.38 คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 17.96 คะแนน ค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.21 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกม
วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้จากการสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลัง
เรียน สงู กวา่ การสอบวดั ผลสมั ฤทธ์กิ อ่ นเรยี นอย่างมีนยั สำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .05
53
และมคี ะแนนพัฒนาการดา้ นผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดบั ปานกลาง รอ้ ยละ 42.88
ซึ่งสอดคล้องกบั สมมติฐานท่ตี ง้ั ไว้
เพื่อศึกษาเจตคติต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการ
เรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 มีคะแนนเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์เฉลีย่ หลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยเจตคติก่อน
เรียน เท่ากับ 3.08 คะแนน ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน 0.86 คะแนนเฉลี่ยเจตคติหลังเรียน เท่ากับ 4.79
คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.43 และมีคะแนนพัฒนาการด้านเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ใน
ระดบั สงู มาก ร้อยละ 89.06 ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั สมมติฐานท่ตี ง้ั ไว้
การอภปิ รายผล
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E
และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านป่าแดง(ไชย
อุปถัมภ์) พบว่า นักเรียนมีคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมี
คะแนนพัฒนาการด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตร์อยูใ่ นระดบั ปานกลาง มีเจตคติต่อรายวิชา
วิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และมีคะแนนพัฒนาการด้านเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ใน
ระดับสูงมาก สามารถอภปิ รายได้ดงั น้ี
1. จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน นำผลการทดสอบมา
วิเคราะห์พัฒนาการทางการเรียนของนักเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้
สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้จาก
การสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 และมคี ะแนนพัฒนาการดา้ นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจาก
การจดั การเรียนรสู้ ืบเสาะแบบ 5E เป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นให้ผเู้ รียนฝึกคิด ฝึก
ปฏิบัติ ฝึกทำ แสวงหาความรู้และสรุปผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เพียรอรณุ
พลนาคและคณะ (2561) ทก่ี ลา่ วว่า การจัดการเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกบั สตอรีไลน์
นั้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ลงมือสืบค้นข้อมูลและร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่ม ก่อให้เกิดกระบวนการคิด
วเิ คราะห์แยกแยะ เช่อื มโยงเหตุผลและสรุปความรู้ ทัง้ นกี้ ารสอนโดยใชเ้ กมวิทยาศาสตร์ยังช่วยให้นักเรียน
เกิดความสนุกสนาน กระตือรือร้นในการเรียน และช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในห้องเรียนได้อีกด้วย
เช่นเดียวกับงานวิจัยของ แย้มครวญและศุภกฤษฏิ์ นิวัฒนากูล (2560) พบว่า การใช้เกมเพื่อการเรียนรู้
รว่ มกับการเรียนคณิตศาสตร์ สามารถสง่ เสรมิ ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ได้ อีกทั้ง การใช้เกมเพ่ือ
การเรียนรู้ในการเรยี นการสอน ทำให้ผ้เู รยี นเกิดแรงจูงใจในการเรยี น นำไปสูท่ กั ษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดี
ขึ้น นอกจากนี้ผลการวิจัยยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ วารุณี ไชยรงศรี (2557) ที่ได้ศึกษาการพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องระบบต่อมไร้ท่อ ด้วยการจัดการเรียนรู้
54
สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05
2. จากการศึกษาเจตคติต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้การ
จดั การเรียนรู้สบื เสาะแบบ 5E และเกมวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง รา่ งกายมนุษย์ พบวา่ นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 2 มคี ะแนนเจตคติตอ่ วิชาวทิ ยาศาสตร์เฉลย่ี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี น และมีคะแนนพัฒนาการด้านเจต
คติต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชนินาถ ธงชัย (2561) พบว่าจาก
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ผู้เรียนจะเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ มีความเป็นอิสระ ทำให้ผู้เรียนมีเจต
คตทิ ด่ี ีตอ่ วิธแี ละกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีเจตคตทิ ส่ี ูงขน้ึ ด้วย และสอดคล้องกบั งานวจิ ัยของ อัจฉรา
เปรมปรีดา (2558) ที่ทำการวิจัย เรื่อง ผลของการใช้เกมและการสอนแบบวัฏจกั รการเรียนรู้ 5 ขั้น (5Es)
ประกอบการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะ
กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติด้านพหุวัฒนธรรม เรื่องระบบร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า นักเรียนมีเจตคติในด้านพหุวัฒนธรรมของนักเรียนหลังจากการเรียนเรื่องระบบ
ร่างกาย มนุษย์โดยใช้เกมและการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5Es) ประกอบการเรียนการสอน
วิทยาศาสตรใ์ นสงั คมพหวุ ัฒนธรรม สูงกวา่ กอ่ นการจดั การเรยี นรแู้ ละจดั อยู่ในระดับมาก
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะในการนำไปใช้
จากผลการวิจัยพบว่าพัฒนาการผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การจัดการ
เรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบ้านป่าแดง(ไชยอุปถัมภ)์ พบว่านักเรียน มีคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และมีคะแนน
พัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง มีเจตคติต่อรายวิชา
วิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และมีคะแนนพัฒนาการด้านเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ใน
ระดบั สงู มาก ดังนั้น ผสู้ อนสามารถจดั การเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบ 5E และเกม
วิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายมนุษย์ นี้ได้ เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ได้
ข้อเสนอแนะเพ่อื การวจิ ัยคร้ังตอ่ ไป
1. สำหรับการวจิ ยั คร้ังต่อไป ควรเพมิ่ กจิ กรรมการสอน เกม ให้มคี วามหลากหลายมากย่งิ ขึ้น
2. อาจมีการเพิ่มความทนั สมยั ของสอื่ ให้มากยิ่งข้ึน
55
บรรณานกุ รม
กรมวชิ าการ. (2545). หลกั สตู รการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2545. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พค์ รสุ ภา.
กรมวชิ าการ. (2546). การจัดสาระการเรยี นรู้ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ:
กระทรวงศกึ ษาธิการ.
ขวญั ชนก มาตราและคณะ. (2562). ผลการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชก้ ารสืบเสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั
การอ่านอย่างกระตือรือร้น (Active Reading) หนว่ ยการเรียนร้เู รือ่ ง พลงั งานแห่งแสง เพ่ือ
พัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ความสามารถในการอ่านและเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์สำหรบั
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบรู พา จงั หวดั ชลบุรี.
จรรยา โทะ๊ นาบุตร. (2560). รูปแบบการเรียนด้วยกระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบ 5E ในศตวรรษ
ที่ 21. มหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ ศนู ย์การศึกษานอกที่ตัง้ ลาํ ปาง.
จรรยาภรณ์ อุม่ ออง. (2560). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์ เร่ือง
พันธกุ รรมของ นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ด้วยวิธีการสอนแบบรว่ มมอื กบั วธิ กี ารสอนโดย
ใช้เกม. ปรญิ ญาโท สาขาการสอนวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ชนนิ าถ ธงชยั . (2560). ผลการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ท่มี ตีอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และเจตคติ
ต่อการเรียนวิชาฟสิ ิกสข์ องนกั เรยี น ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5. วิทยานิพนธห์ ลกั สูตรครุศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลกั สูตรและการสอน มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครสวรรค์.
ชุติมา รุ่งเรอื งและภูรทิ ตั สิงหเสม. (2562). การสอนโดยใชเ้ กมเพื่อส่งเสรมิ การเรยี นรู้วิชาชีววทิ ยาของ
นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนพัทลุงพิทยาคม. คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
ทักษิณ.
ชศู รี วงศร์ ตั นะ. (2550). เทคนคิ การใชส้ ถิตเิ พื่อการวิจยั . (พิมพค์ รั้งที่ 10, ฉบบั ปรับปรงุ ). กรงุ เทพฯ:
เทพเนรมิตการพมิ พ์.
ดวงจนั ทร์ แก้วกงพาน. (2552). “การใช้เกมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ของ
นักเรียนชว่ งช้นั ที่ 3”. วทิ ยานพิ นธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตรศ์ ึกษา
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
นภารตั น์ ไวยเจรญิ และจิระวัฒน์ ตันสกลุ . (2561). ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นรายวชิ า 724-332 มลพิษ
ทางน้ำและการวิเคราะห์โดยการจดั การเรยี น การสอนแบบหอ้ งเรียนกลบั ด้าน (Flipped
Classroom) ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี. มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. (2553). การวิจยั เบอื้ งต้น (ฉบับปรบั ปรุงใหม)่ . (พิมพ์ครั้งท่ี 8). กรงุ เทพฯ: สวุ ีรยิ า
สาสน์ .
ประพัฒน์ ลักษณะพิสทุ ธิ์. (2530). เกมพลศึกษา. กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพานชิ .
ปราณี ทองคำ. (2534) . เกมประกอบการสอนวิทยาศาสตร์ .ปัตตานี: มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร.์
เพียรอรณุ พลนาคและคณะ. (2561). การศึกษาความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ ผลสมั ฤทธ์ิทางการ
56
เรียนและเจตคติ ต่อวชิ าชีววทิ ยาของผเู้ รยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ทไ่ี ดร้ บั การจัดการเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขนั้ (5E) ร่วมกบั สตอรีไลน.์ วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั
นเรศวร.
พรอ้ มพรรณ อดุ มสนิ . (2538). การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร.์ กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ.
พรรัตน์ ก่ิงมะล.ิ (2552). การพฒั นาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง พืชโดยใช้การสอน
แบบสบื เสาะหาความรู้ สำหรับนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 2. วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม.,
มหาวิทยาลยั ราชภฏั เพชรบรุ ,ี เพชรบุรี.
มณฑาทพิ ย์ อตั ตปญั โญ. (2542). “การใชเ้ กมพฒั นาทกั ษะการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรยี น ชนั้
ประถมศึกษาปที ่ี 3. โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วทิ ยาเขตกำแพงแสน จงั หวัด
นครปฐม”. วทิ ยานพิ นธม์ หาบัณฑิต มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.
ยุพนิ จันทรศ์ รี. (2545). “ผลการใช้เกมประกอบการสอนคำศัพทภ์ าษาอังกฤษที่มตี ่อความสามารถ
ในการเรียนรู้คำศพั ท์ และความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2”.
วิทยานพิ นธ์ ปริญญามหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครสวรรค.์
เยาวพา เดชะคปุ ต์. (2536). การจัดการศึกษาสำหรับเดก็ ปฐมวัย. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าหลักสูตรและ
การสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.
รายา ปญั จมานนท์. (ม.ป.ป.). เกมในการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร.์ (ออนไลน์) แหลง่ ที่มา:
http:// nitesphetburi2.net/index.php?option=com_docman&task...66,
25 ตุลาคม 2555.
รงุ อรุณ กนั เหตุและคณะ. (2553). การศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์และเจตคติตอ่ การ
เรียนวทิ ยาศาสตร์ ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใช้
เกมทางวทิ ยาศาสตร.์ หลกั สตู รครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าหลกั สูตรและการสอน
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จ.ปทุมธานี.
วารุณี ไชยรงศร.ี (2557). การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 เร่อื ง
ระบบตอ่ มไร้ทอ่ ดว้ ยการจัดการเรยี นรูส้ ืบเสาะแบบ 5E และเกมวทิ ยาศาสตร.์ วิทยานพิ นธ์
หลกั สูตรปรญิ ญาวทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาวิทยาศาสตรศ์ กึ ษา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยอบุ ลราชธานี.
วรรณภา พุทธสอน. (2558). การพฒั นาชุดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ 5 ขน้ั รว่ มกับ
การใชเ้ กม เรื่อง แม่เหล็กและไฟฟ้า เพ่ือสง่ เสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ้ัน
พ้ืนฐาน สำหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 2. หลักสตู รปรญิ ญาศึกษามหาบัณฑิต
มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
ศริ ิชัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฎกี ารทดสอบแบบดัง้ เดิม. พิมพ์ครั้งท่ี 6. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
57
ศิริพร หรดั ด.ี (2552). “การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
เรอ่ื งคำประสม โดยใชเ้ กมกบั การจดั การเรยี นรู้ตามค่มู ือครูสำหรับนักเรียน ชน้ั มธั ยมศึกษาปี
ท่ี 3 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยราชภฏั เทพสตรี จังหวดั ลพบุรี”. สารนิพนธ์การศึกษา
มหาบัณฑติ สาขาวิชาการมธั ยมศกึ ษา มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
โศรดา ไชยชะนะ. (2549). “ผลของเกมบัตรภาพทมี่ ีต่อความคดิ รวบยอดเก่ียวกับจำนวนของเด็ก
ปฐมวยั ”. วิทยานพิ นธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์.
สถาพร ป่ินทอง. (2560). การศึกษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง อาหารและ
สารอาหารของนักเรียน ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ด้วยวธิ ีการสอนแบบเกมศึกษา. ปริญญาโท
คณะศึกษาศาสตร์ สาขาการสอนวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามคำแหง.
สเุ มธ เนาวร์ ่งุ โรจน.์ (2561). การศกึ ษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง การถา่ ยทอดลักษณะทาง
พนั ธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการจัดการ
เรียนรูข้ องนักเรียนระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนหว้ ยยอด จงั หวัดตรงั . โรงเรยี นหว้ ย
ยอด จงั หวัดตรัง.
สวุ รรณโณ ยอดเทพ (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและเจตคติต่อการเรียนวิทยาศาสตร์
ของนักเรยี น ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โดยการสอนแบบการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5 Es.
วิทยานพิ นธห์ ลกั สูตรปริญญาศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าหลกั สตู รและการสอน
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ่.
สุวทิ ย์ มลู คำ และอรทยั มลู คำ. (2545). วธิ จี ัดการเรียนรู.้ กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์.
อจั ฉรา เปรมปรีดา. (2558). ผลของการใชเ้ กมและการสอนแบบวัฏจกั รการเรยี นรู้ 5 ข้ัน (5Es)
ประกอบการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรใ์ นสงั คมพหุวัฒนธรรมท่ีมีต่อผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตดิ ้านพหุวัฒนธรรม เรื่องระบบร่างกายมนุษย์ของ
ผเู้ รยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2. วิทยานพิ นธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าหลักสูตร และการ
สอน มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์, สงขลา.
เสาวลักษณ์ หลา้ สงิ ห.์ (2558). การศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ โดยใช้
การสอนแบบสบื เสาะหา ความรู้ (5E) ดว้ ยสอ่ื ประสม เร่ือง ระบบประสาทและอวยัวะรบั
ความรู้สึก สำหรบั นักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5. วิทยานิพนธร์ ะดบั ปรญิ ญามหาบัณฑิต สาขาวิชา
การสอนวิทยาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั บูรพา.
สมจิต สวธนไพบลู ย.์ (2541). การประชุมปฏบิ ตั กิ ารสอนวิทยาศาสตร์. ภาควชิ าหลกั สูตรและการสอน
กรุงเทพฯ: คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ.
Abdi, Ali. (2014) “The Effect of Inquiry-based Learning Method on Students’
Academic Achievement in Science Course” , Universal of Educational
Research. 2(1):37-41; January, 2014
Gülin YOLAGELDİLİ, Arda ARIKAN. (2001). Effectiveness of Using Games in Teaching
58
Grammar to Young Learners. Retrieved December 22, 2012, Club Web site :
http://ilkogretim- online.org.tr.
Hagerman, Charlotte L. Effects of the 5E Learning Cycle on Student Concept
Comprehension and Scientific Literacy. Master’s Thesis: Montana State
University, 2012
Pinter, Donna Dae Krewedl. (1977). The Effects of an Academic Game on the Spelling
Achierement of Third Grades. Dissertation Abstracts International 38/02
(August 1977): 710.
59
ภาคผนวก
60
ภาคผนวก ก
แผนการจดั การเรยี นรู้
61
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 1
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหสั วิชา ว22101 ชื่อวชิ า วิทยาศาสตร์
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 ช่ือหน่วย ร่างกายมนุษย์ เวลา 20 ชัว่ โมง
ช่อื แผน ระบบหมนุ เวยี นเลอื ด 1 เวลา 2 ช่ัวโมง
ผูส้ อน นางสาวจนั ทริ า ยา่ นสากล
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้ีวดั
1.1 มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของสิ่งมชี ีวิต หนว่ ยพืน้ ฐานของส่ิงมีชวี ิต การลำเลยี งสารผ่านเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไป
ใชป้ ระโยชน์
1.2 ตวั ช้วี ดั
ม.2/6 บรรยายโครงสร้างและหน้าทีข่ องหัวใจ หลอดเลือด และเลอื ด
ม.2/7 อธิบายการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดโดยใชแ้ บบจำลอง
ม.2/8 ออกแบบการทดลองและทดลองในการเปรยี บเทียบอัตราการเตน้ ของหัวใจขณะปกติ
และหลงั ทำกิจกรรม
ม.2/9 ตระหนกั ถึงความสำคญั ของระบบหมนุ เวยี นเลือด โดยการบอกแนวทางในการดูแล
รักษาอวยั วะในระบบหมุนเวยี นเลือดใหท้ ำงานเป็นปกติ
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของอวยั วะในระบบหมนุ เวียนเลือดได้ (K)
2. อธบิ ายการหมุนเวยี นเลอื ดผ่านหวั ใจได้ (K)
3. เปรยี บเทยี บความแตกต่างของหลอดเลอื ดอารเ์ ตอรี หลอดเลือดเวน และหลอดเลอื ดฝอยได้ (K)
4. เปรียบเทียบความแตกตา่ งของเซลล์เม็ดเลอื ดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเพลตเลตได้ (K)
5. เปรียบเทยี บความแตกต่างระหวา่ งวัคซนี กบั เซร่มุ ได้ (K)
6. นบั ชีพจรบรเิ วณขอ้ มือ (P)
7. จำลองการทำงานของหัวใจ (P)
8. วัดอตั ราการเต้นของหัวใจ (P)
9. สรา้ งแบบจำลองการหมนุ เวียนเลือดผา่ นหวั ใจ (P)
10. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบหมุนเวียนเลือดและการดแู ลรักษาอวัยวะในระบบ
หมุนเวียนเลือด (A)
11. สนใจใฝ่รูใ้ นการศึกษา (A)
62
3. สาระสำคัญ
ระบบหมนุ เวียนเลือดประกอบด้วยหวั ใจ แบ่งออกเปน็ 4 หอ้ ง ไดแ้ ก่ ห้องบน 2 หอ้ ง และห้องล่าง
2 ห้อง โดยมีลิ้นหัวใจกั้นระหว่างห้องบนและห้องล่าง หัวใจทำหน้าท่ีสูบฉีดเลอื ดท่ีมีแก๊สออกซิเจนสงู ผา่ น
หลอดเลอื ดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของรา่ งกาย หลอดเลือด แบ่งออกเปน็ หลอดเลือดอาร์เตอรีทำหน้าที่ลำเลียง
เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนสูงไปยังเซลล์ (ยกเว้นหลอดเลือดอาร์เตอรีที่ลำเลียงเลือดไปยังปอด) หลอดเลือด
เวนทำหน้าที่ลำเลียงเลือดที่มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงจากเซลล์มายังปอดเพื่อกำจัดออกจากร่างกาย
(ยกเว้นหลอดเลือดเวนที่ลำเลยี งเลือดจากปอดกลับเข้าสู่หวั ใจ) และหลอดเลือดฝอยทำหน้าที่แลกเปล่ยี น
แก๊ส และสารอาหาร เลอื ดแบ่งออกเป็นน้ำเลือด ทำหนา้ ที่ลำเลียงสารตา่ ง ๆ ไปยงั อวยั วะเป้าหมาย และ
เซลล์เม็ดเลือดประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ลำเลียงแก๊สออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ เซลล์
เม็ดเลอื ดขาวทำหนา้ ท่ีกำจัดเชือ้ โรคและสิง่ แปลกปลอม และเพลตเลตทำหน้าทีช่ ว่ ยการแขง็ ตัวของเลอื ด
ระบบหมุนเวียนเลือดมีการหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ โดยเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำ แต่แก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซดส์ งู เขา้ สหู่ วั ใจหอ้ งบนขวาผา่ นลิ้นหัวใจลงส่หู วั ใจห้องลา่ งขวา แลว้ ลำเลยี งไปยังปอดเพ่ือ
แลกเปลี่ยนแก๊ส กลายเป็นเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนสูง แต่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ กลับเข้าสู่หัวใจห้อง
บนซา้ ยผ่านล้ินหัวใจลงสหู่ ัวใจหอ้ งลา่ งซ้าย เพอื่ นำเลือดทม่ี ีแกส๊ ออกซิเจนสูง ไปยงั เซลล์ตา่ ง ๆ
การออกกำลังกาย การเลอื กรับประทานอาหาร หลกี เลี่ยงการดม่ื เครอ่ื งดืม่ แอลกอฮอลแ์ ละการใช้
สารเสพติด และการรักษาสภาวะทางอารมณช์ ว่ ยให้ระบบหมนุ เวยี นเลือดทำงานปกติ
4. สาระการเรียนรู้
- ระบบหมนุ เวียนเลือดประกอบด้วยหวั ใจ หลอดเลอื ด และเลือด
- หัวใจของมนุษย์แบ่งเปน็ 4 ห้อง ไดแ้ ก่ หวั ใจห้องบน 2 หอ้ ง และห้องลา่ ง 2 หอ้ ง ระหว่างหัวใจ
ห้องบนและหัวใจห้องล่างมีลนิ้ หัวใจกัน้
- หลอดเลือด แบ่งเป็นหลอดเลือดอาร์เตอรี หลอดเลือดเวน และหลอดเลือดฝอย ซึ่งมีโครงสร้าง
ต่างกนั
- เลือด ประกอบดว้ ยเซลล์เมด็ เลือด เพลตเลต และพลาสมา
- การบีบและคลายตัวของหัวใจทำให้เลือดหมุนเวยี น และลำเลียงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และ
สารอ่ืน ๆ ไปยงั อวัยวะและเซลล์ตา่ ง ๆ ทั่วรา่ งกาย
- เลือดที่มีปรมิ าณแก๊สออกซิเจนสงู จะออกจากหัวใจไปยังเซลล์ตา่ ง ๆ ทั่วร่างกาย ขณะ เดียวกัน
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์จะแพร่เข้าสู่เลือด และลำเลียงกลับเข้าสู่หัวใจและถูกส่งไปแลกเปลี่ยน
แก๊สที่ปอด
- ชีพจรบอกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจในขณะปกติและหลังจาก ทำ
กิจกรรมตา่ ง ๆ จะแตกตา่ งกัน สว่ นความดนั เลือดเกดิ จากการทำงานของหวั ใจและ หลอดเลอื ด
- อัตราการเตน้ ของหัวใจมีความแตกต่างกันในแต่ละบคุ คล คนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดจะ
สง่ ผลทำให้หัวใจสบู ฉีดเลือดไม่เป็นปกติ
63
- การออกกำลงั กาย การเลือกรับประทานอาหาร การพกั ผ่อน และการรักษาภาวะทางอารมณ์ให้
เปน็ ปกติ จงึ เป็นทางเลือกหนง่ึ ในการดูแลรกั ษาระบบหมุนเวยี นเลือดให้เป็นปกติ
5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
ความสามารถในการสือ่ สาร ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 5) อยู่อยา่ งพอเพียง
2) ซื่อสัตย์สจุ ริต 6) ม่งุ มนั่ ในการทำงาน
3) มวี ินยั 7) รกั ความเป็นไทย
4) ใฝ่เรียนรู้ 8) มจี ิตสาธารณะ
7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขั้นนำเข้าส่บู ทเรยี น
1. ขน้ั กระต้นุ ความสนใจ
ถามคำถามเพ่ือนำเขา้ สู่บทเรยี นว่า แกส๊ ออกซิเจนและแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์จากการ
แลกเปลยี่ นแกส๊ ถูกลำเลียงไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายได้อยา่ งไร
(แนวตอบ แก๊สออกซิเจนและแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกลำเลยี งไปยงั สว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย
โดยผา่ นระบบหมนุ เวียนเลอื ด)
ขั้นสอน
2. ขน้ั สำรวจและค้นหา
1) เกริ่นให้นักเรียนฟังว่า ระบบหมุนเวียนเลือดเป็นระบบขนส่งสารต่าง ๆ เช่น สารอาหาร
แก๊ส ของเสียไปยังส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย รวมทงั้ ควบคุมอุณหภมู ิและปรมิ าณสารต่าง ๆ ในรา่ งกาย โดย
ระบบหมนุ เวียนเลือดประกอบด้วยหวั ใจ หลอดเลอื ด และเลือด
2) นำหัวใจของสตั ว์เล้ียงลกู ด้วยนำ้ นม เช่น หมู วัว มาผ่าเพือ่ ใช้ประกอบการสอน เรอ่ื ง หัวใจ
3) นักเรียนศึกษาหัวใจ ซึ่งประกอบด้วยหัวใจห้องบน 2 ห้อง และห้องล่าง 2 ห้อง โดยใช้
แบบจำลองหวั ใจ หรือภาพจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ หรอื ใช้วีดิทัศนจ์ ากสอ่ื ออนไลน์ เร่ือง หัวใจ เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=fOMuh8d3n7w
3. ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป
1) จบั สลากหมายเลขของนกั เรียน 4 คน อธิบายโครงสร้างและหน้าท่ขี องหวั ใจแต่ละห้อง
2) ถามคำถามนักเรียน โดยใชค้ ำถามต่อไปนี้
- หัวใจห้องบนและห้องล่างมีขนาดแตกต่างกนั อย่างไร เพราะเหตุใดจึงเปน็ เช่นน้นั
(แนวตอบ หัวใจห้องบนมีขนาดเล็กและผนังบางกว่าหัวใจห้องล่าง เนื่องจากหัวใจห้องล่างทำ
หน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (หัวใจห้องล่างขวาสูบฉีดเลือดไปปอดและหัวใจห้องล่าง
64
ซ้ายสูบฉีดเลือดไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย) จึงต้องมีผนังหนาเพื่อให้สูบฉีดเลือดไปยังบริเวณต่าง ๆ ได้
อย่างมปี ระสิทธภิ าพ)
- หัวใจแตล่ ะห้องทำหน้าทเี่ หมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
(แนวตอบ หัวใจห้องบนขวาทำหน้าที่รับเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
หัวใจห้องล่างขวาทำหน้าที่ส่งเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด หัวใจห้องบนซ้ายทำ
หน้าทีร่ ับเลอื ดท่ีมแี กส๊ ออกซิเจนสงู จากปอด หวั ใจห้องลา่ งซา้ ยทำหน้าที่สง่ เลือดท่ีมีแก๊สออกซิเจนสูงไปยัง
เซลล์ต่าง ๆ ท่ัวรา่ งกาย)
- ล้ินหัวใจทีก่ ้นั ระหว่างหอ้ งลา่ งกับหอ้ งบนทำหนา้ ท่ีใด
(แนวตอบ ลิน้ หวั ใจทำหนา้ ท่กี ั้นหัวใจห้องบนกับห้องลา่ งเพอ่ื ปอ้ งกันการไหลย้อนกลบั ของเลือด)
3) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับหัวใจ เพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ หัวใจของมนุษย์
ประกอบด้วยห้องบน 2 ห้อง ห้องล่าง 2 ห้อง ซึ่งหัวใจห้องบนมีขนาดเล็กและผนังบางกว่าห้องล่าง และ
ระหวา่ งหวั ใจหอ้ งบนกับหัวใจห้องลา่ งมลี น้ิ หวั ใจก้ันปอ้ งกนั การไหลย้อนกลับของเลือด
ข้ันสรปุ
4. ขนั้ ขยายความเข้าใจ
1) นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ร่วมกันศึกษาหลอดเลอื ดท้งั 3 ชนิด ได้แก่ หลอดเลือดอาร์
เตอรี หลอดเลือดเวน และหลอดเลอื ดฝอย รวมท้ังเปรยี บเทยี บความแตกต่างของหลอดเลอื ดแตล่ ะชนิด
2) สุม่ เลือกกลุ่มนักเรยี น 5 กล่มุ นำเสนอผลการศกึ ษาเก่ยี วกบั หลอดเลอื ด
3) ถามคำถามนกั เรยี น โดยใช้คำถามต่อไปน้ี
- หลอดเลือดทั้ง 3 ชนดิ มีลักษณะเหมอื นหรอื แตกตา่ งกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ หลอดเลือดทั้ง 3 ชนิด มีลักษณะแตกต่างกัน หลอดเลือดอาร์เตอรีมีผนังหนาและมี
ความยืดหยุ่นสูง หลอดเลือดเวนมีผนังบางกว่าและมีลิ้นภายในหลอดเลือด ส่วนหลอดเลือดฝอยมีขนาด
เล็กและมผี นังบางมาก ประกอบดว้ ยเซลลเ์ พียงชน้ั เดียว)
- เพราะเหตใุ ดหลอดเลือดเวนจึงตอ้ งมีล้นิ ภายในหลอดเลอื ด แต่หลอดเลอื ดอารเ์ ตอรไี ม่มีลิน้
(แนวตอบ เน่ืองจากความดนั เลอื ดเลือดในหลอดเลือดเวนต่ำ จึงตอ้ งมีลิ้นกน้ั เป็นระยะเพ่ือป้องกัน
การไหลยอ้ นกลบั ของเลือด)
- หลอดเลือดเวนที่ลำเลียงเลือดจากปอดกลับเข้าสู่หัวใจแตกต่างจากหลอดเลือดเวนทั่วไป
อย่างไร
(แนวตอบ หลอดเลือดเวนทั่วไปลำเลียงเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
กลบั เขา้ สู่หวั ใจ แตห่ ลอดเลือดเวนทลี่ ำเลียงเลือดจากปอดกลับเขา้ สู่หัวใจมแี กส๊ ออกซเิ จนสงู )
- หลอดเลือดอาร์เตอรีที่ลำเลียงเลือดจากหัวใจไปสู่ปอดแตกต่างจากหลอดเลือดอาร์เตอรี
ทัว่ ไปอย่างไร
65
(แนวตอบ หลอดเลือดอาร์เตอรที ัว่ ไปลำเลียงเลอื ดทีม่ ีแก๊สออกซิเจนสูงจากหวั ใจไปยังส่วนต่าง ๆ
แต่หลอดเลือดอาร์เตอรีท่ีลำเลียงเลือดจากหวั ใจไปสู่ปอดเป็นหลอดเลือดท่ีลำเลียงเลือดที่มีแก๊สออกซิเจน
ต่ำจากหัวใจไปฟอกที่ปอด)
- ทิศทางการไหลของเลือดในหลอดเลือดอาร์เตอรีและหลอดเลือดเวนเหมือนหรือแตกต่าง
กนั อย่างไร
(แนวตอบ ทิศทางการไหลของเลือดในหลอดเลือดอาร์เตอรีและหลอดเลือดเวนแตกต่างกัน โดย
การไหลของเลือดในหลอดเลือดอารเ์ ตอรีมีทิศออกจากหัวใจ ส่วนการไหลของเลือดในหลอดเลือดเวนมีทิศ
เขา้ สู่หัวใจ)
5. ข้ันตรวจสอบผล
1) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับหลอดเลือดทั้ง 3 ชนิด เพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังน้ี
หลอดเลือดอาร์เตอรีทำหน้าที่ลำเลียงเลือดออกจากหัวใจ มีความหนาและยืดหยุ่น มีแรงดันเลือดคงที่
หลอดเลือดเวนทำหน้าท่ีลำเลียงเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ มีผนังบางกว่าและความดนั เลือดต่ำกว่าหลอดเลือด
อาร์เตอรี และมลี ิน้ กั้นภายในหลอดเลือด และหลอดเลอื ดฝอยทำหนา้ ที่แลกเปลย่ี นแก๊ส ซึ่งผนังของหลอด
เลอื ดมีเซลลเ์ พียงชนั้ เดยี ว
2) นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 2.1 เรือ่ ง หัวใจและหลอดเลอื ด
8. ช้ินงาน/ภาระงาน
-
66
9. การวดั และประเมินผล วธิ วี ัด เครอ่ื งมือ เกณฑก์ ารผา่ น
การวัดผลประเมนิ ผล ตรวจใบกิจกรรมที่ 2.1 ใบกิจกรรมท่ี 2.1
1. ด้านความร้คู วามเข้าใจ เรอ่ื ง หวั ใจและหลอด เรอื่ ง หัวใจและหลอด ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 60
2. ด้านทกั ษะกระบวนการ เลอื ด เลือด ระดบั คุณภาพ
2 ผ่านเกณฑ์
3. ดา้ นคณุ ลักษณะทพี่ งึ สังเกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ
ประสงค์ การทำงานกลุ่ม การทำงานกลุ่ม 2 ผ่านเกณฑ์
สมรรถนะสำคัญของ แบบประเมนิ สมรรถนะ ระดบั คุณภาพ
ผูเ้ รยี น สำคญั ของผูเ้ รยี น 2 ผ่านเกณฑ์
แบบประเมิน
สังเกตความมีวินัย คณุ ลกั ษณะ
ใฝ่เรยี นรู้ และมุง่ มั่นใน อันพงึ ประสงค์
การทำงาน
10. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
1) หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
2) ใบกจิ กรรมที่ 2.1เรือ่ ง หวั ใจและหลอดเลือด
3) PowerPoint เรอื่ ง ระบบหมุนเวยี นเลือด
67
บนั ทึกหลงั การสอน
วิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว22101 ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2
ชื่อหน่วย ร่างกายมนษุ ย์ เรือ่ ง ระบบหมนุ เวียดเลอื ด 1
สอนวนั ท่ี ………………………………………………… ผู้สอน นางาสาวจนั ทริ า ย่านสากล เวลา 2 ชั่วโมง
ผลการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหา/อุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางการแกไ้ ข/ข้อเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ.........................................................
( นางสาวจนั ทริ า ย่านสากล )
ครผู สู้ อน
ความคิดเห็นของหัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
ลงช่อื .........................................................
( นางสาวขนิษฐา แกว้ การ )
หวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ความเหน็ ของหัวหน้าฝ่ายบรหิ ารงานวชิ าการ
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
ลงช่อื .........................................................
(นางศิรพิ รรณ วิริยสถาพรพงศ์)
หัวหน้าฝา่ ยบริหารงานวชิ าการ
ความเห็นของผอู้ ำนวยการโรงเรยี น
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .........................................................
(นายสนใจ ดา่ นปาน)
ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบา้ นปา่ แดง (ไชยอปุ ถัมภ)์
68
ใบกิจกรรมท่ี 2.1
เรื่อง หัวใจและหลอดเลือด
คำช้ีแจง : จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
1. หมายเลข 1-7 คืออะไร ทำหน้าท่ีใด 7 หมายเลข 1 คอื .......................................................
1 6 หนา้ ที่......................................................................
5 ................................................................................
2
3 4 หมายเลข 2 คอื .......................................................
หน้าท.ี่ .....................................................................
หมายเลข 4 คือ....................................................... ................................................................................
หนา้ ท.ี่ .....................................................................
................................................................................ หมายเลข 3 คือ.......................................................
หนา้ ที.่ .....................................................................
หมายเลข 6 คือ....................................................... ................................................................................
หนา้ ท่ี......................................................................
................................................................................ หมายเลข 5 คือ.......................................................
หน้าท.่ี .....................................................................
................................................................................
หมายเลข 7 คอื .......................................................
หนา้ ที่......................................................................
................................................................................
69
2. จงเปรียบเทียบความแตกต่างของหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ และหลอดเลือดฝอย
หลอดเลือดอาร์เตอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย
หน้าที่ ....................................... ....................................... .....................................
....................................... ....................................... .....................................
ผนังหลอดเลือด ....................................... ....................................... .....................................
ลิ้น ....................................... ....................................... .....................................
แรงดันเลือด ....................................... ....................................... ......................................
70
เฉลยใบกิจกรรมที่ 2.1
เรอ่ื ง หัวใจและหลอดเลือด
คำช้ีแจง : จงตอบคำถามต่อไปน้ีให้ถูกต้อง
1. หมายเลข 1-7 คืออะไร ทำหน้าท่ีใด
หมายเลข 1 คือ.ห...ัว..ใ..จ..ห..อ้...ง..บ..น...ข..ว..า.............................
1 7 หนา้ ท่ี...ร..ับ...เ..ล..ือ...ด..ท...ี่ม...ีแ...ก..๊ส...อ..อ...ก..ซ...ิเ.จ..น...ต...่ำ..จ..า..ก...ส..่ว...น......
....ต..่า..ง...ๆ....ข..อ...ง..ร..่า..ง..ก..า..ย....แ..ล..ะ...ส..่ง..ไ.ป...ย..ัง..ห...ัว..ใ.จ...ห..้อ..ง..ล...่า..ง.....
6 หมขาวยาเลข 2 คือ..ห...ล..อ..ด...เ.ล..ือ...ด..เ..ว.น................................
2 5 หน้าที่...น...ำ..เ.ล...ือ..ด...ท...ี่ม...ีแ...ก..๊ส...อ..อ...ก...ซ..ิเ..จ..น..ต...่ำ..จ...า..ก..ส...่ว..น......
...ต...า่ ..ง...ๆ....ข..อ..ง..ร..่า..ง..ก..า..ย....เ.ข..า้..ส...หู่ ..ัว..ใ..จ..ห...อ้ ..ง..บ..น...ข..ว..า.............
3 4 หมายเลข 3 คอื ..ห..ัว..ใ..จ..ห...อ้ ..ง..ล..า่..ง..ข..ว..า............................
หนา้ ที่..ร..ับ...เ..ล..ือ...ด..ท...ี่ม...ีแ...ก..๊ส...อ..อ...ก..ซ...ิเ.จ..น...ต...่ำ..จ..า..ก...ห...ัว..ใ..จ.....
....ห...อ้ ..ง..บ..น...ข..ว..า....แ..ล..ะ...ส..่ง..ไ.ป...แ..ล..ก...เ.ป...ล..่ีย..น...แ..ก..๊ส...ท..ปี่...อ..ด.........
หมายเลข 4 คอื ...ห...ัว..ใ.จ...ห..้อ...ง..ล..า่..ง..ซ..้า..ย.......................... หมายเลข 5 คอื ..ห...วั ..ใ.จ...ห..้อ...ง.บ...น...ซ..้า..ย............................
หน้าที่.ร..ับ...เ.ล...ือ..ด..ท...ีม่ ..แี...ก..ส๊ ...อ..อ..ก...ซ..ิเ.จ..น...ส..ูง..จ..า..ก..ห...ัว..ใ..จ..ห..้.อ..ง....
......บ..น...ซ..้า..ย....เ.พ...่ือ..ส...ง่ ..ไ.ป...ย..วั..ส..่ว..น...ต..า่..ง....ๆ...ข...อ..ง..ร..่า.ง..ก...า.ย........ หนา้ ท.่ี .ร...ับ...เ.ล...ือ..ด...ท...ี่ม...ีแ...ก...๊ส..อ...อ..ก...ซ...ิเ.จ..น...ส...ูง..จ..า...ก..ป...อ...ด....
....แ..ล...ว้ ..ส..่ง..ไ.ป...ย..ัง..ห...ัว..ใ.จ...ห..้อ...ง..ล..่า..ง..ซ..า้..ย...............................
หมายเลข 6 คอื ..ห..ล...อ..ด..เ..ล..อื..ด...เ.ว..น...ไ.ป...ย..ัง..ป..อ...ด................ หมายเลข 7 คือ..ห...ล..อ..ด...เ.ล..ือ...ด..อ...า..ร..์เ.ต..อ...ร.ี.....................
หน้าท.่ี ..ร..ั.บ..เ..ล..ือ...ด..ท...ี่.ม..ีแ...ก..๊ส...อ..อ...ก..ซ...ิเ.จ..น...ต...่ำ..จ..า..ก...ห...ัว..ใ..จ.... หน้าที่....ร..ับ...เ..ล..ือ...ด..ท...ี่ม...ีแ...ก..๊ส...อ..อ...ก..ซ...ิเ.จ..น...ส..ูง..ห...ัว..ใ..จ..ห...้อ..ง....
.....ห...้อ..ง..ล..่า..ง..ข..ว..า....เ.พ...่อื ..ส..่ง..ไ..ป..ฟ...อ..ก...ท..ป่ี...อ..ด......................... .....ล..่า..ง..ซ..้า..ย....เ.พ...อื่ ..ส..่ง..ไ..ป..ย...ัง.ส...่ว..น..ต...า่..ง...ๆ....ข..อ..ง..ร..า่..ง..ก..า..ย........
2. จงเปรียบเทียบความแตกต่างของหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ และหลอดเลือดฝอย
หลอดเลือดอาร์เตอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย
หน้าที่ ..ล..ำ..เ.ล..ยี..ง..เ.ล..อื ..ด..จ..า..ก..ห..วั ..ใ.จ..ไ.ป..... ..ร.บั...เ.ล..อื ..ก..จ..า.ก..ส..ว่..น...ต..า่ .ง...ๆ........ ....แ..ล..ก..เ.ป..ล..ยี่..น...แ..ก..ส๊ .............
..ส..ว่..น..ต..่า..ง...ๆ...ข..อ..ง..ร.่า..ง..ก..า.ย....... ..ข..อ..ง.ร..่า..ง.ก..า..ย..เ.ข..้า..ส..่หู ..วั..ใ.จ......... .....................................
ผนังหลอดเลือด ..................ผ..น..ัง.ห...น..า........... ..................ผ..น...ัง.บ...า.ง........... ............ผ..น..ัง..บ..า.ง..ม..า..ก..........
ล้ิน ...................ไ.ม..ม่..ี............... ....................ม..ี ................. ................ไ.ม..ม่..ี................
แรงดันเลือด ....................ส..ูง................. ...................ต..ำ่ .................. ..ต..่ำ.ก..ว..า่..ห..ล..อ..ด..เ.ล..ือ..ด...อ..า.ร..เ์.ต..อ..รี
...................................... ...................................... ..แ..ต..่ส..ูง.ก..ว..า่..ห..ล..อ..ด..เ.ล..ือ..ด..เ..ว.น....
71
แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขดี ✓ลงในชอ่ ง
ทีต่ รงกับระดับคะแนน
ลำดบั ช่ือ–สกลุ การแสดง การยอมรบั การทำงาน ความมีน้ำใจ การมี รวม
ที่ ของนกั เรียน ความคดิ เหน็ ฟังคนอืน่ ตามท่ีไดร้ ับ ส่วนรว่ มใน 15
มอบหมาย การปรบั ปรุง คะแนน
ผลงานกล่มุ
321321321321321
ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมิน
............../.................../...............
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครง้ั ให้ 1 คะแนน
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครั้ง
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
14-15 ดมี าก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ตำ่ กว่า 8 ปรับปรุง
แบบประเมินการนำเสนอผลงาน
72
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและระหว่างนำเสนอผลงาน
แลว้ ขีด ✓ลงในช่องที่ตรงกบั ระดบั คะแนน
ลำดับที่ รายการประเมิน ระดบั คะแนน 1
32
1 เนือ้ หาละเอยี ดชดั เจน
2 ความถูกต้องของเนอ้ื หา
3 ภาษาทีใ่ ชเ้ ขา้ ใจงา่ ย
4 ประโยชนท์ ่ีได้จากการนำเสนอ
5 วิธกี ารนำเสนอผลงาน
รวม
ลงชือ่ ...................................................ผปู้ ระเมนิ
…............/................./................
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรือพฤตกิ รรมสอดคล้องกบั รายการประเมินสมบูรณช์ ดั เจน ให้ 2 คะแนน
ผลงานหรอื พฤติกรรมสอดคล้องกบั รายการประเมนิ เป็นส่วนใหญ่ ให้ 1 คะแนน
ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกบั รายการประเมินบางสว่ น
เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
14-15 ดมี าก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ำกวา่ 8 ปรบั ปรุง
73
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
คำชแี้ จง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ✓ลงในชอ่ ง
ทตี่ รงกับระดบั คะแนน
รายการประเมิน
ลำดบั ที่ ชือ่ –สกุลของนกั เรยี น มีวินัย ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ มัน่ ใน รวม 9 คะแนน
รับผดิ ชอบ การทำงาน
321321321
ลงชอ่ื ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../...............
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมท่ปี ฏบิ ตั ิชัดเจนและสมำ่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมทีป่ ฏบิ ัตชิ ัดเจนและบอ่ ยครัง้ ให้ 1 คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ตั ิบางครัง้
เกณฑก์ ารตดั สนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
9 ดมี าก
7-8 ดี
5-6 พอใช้
ตำ่ กว่า 4 ปรับปรุง
74
แบบประเมนิ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
คำชี้แจง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ✓ลงในช่อง
ทีต่ รงกับระดบั คะแนน
รายการประเมนิ
ลำดับที่ ชอื่ –สกุลของนักเรยี น ความสามารถ ความสามารถ ความสามารถ รวม 9
ในการสื่อสาร ในการคิด ในการใช้ คะแนน
เทคโนโลยี
321321321
ลงช่ือ...................................................ผ้ปู ระเมนิ
............../.................../...............
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัตชิ ดั เจนและสมำ่ เสมอ ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ัตชิ ดั เจนและบ่อยคร้ัง ให้ 1 คะแนน
พฤติกรรมท่ีปฏิบัติบางคร้ัง
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
9 ดีมาก
7-8 ดี
5-6 พอใช้
ต่ำกว่า 4 ปรับปรุง
75
ภาคผนวก ข
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
แบบสอบถามวัดเจตคติ
76
แบบทดสอบก่อนเรยี นเรื่อง ระบบอวยั วะในรา่ งกายของเรา
กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว22101
โรงเรียนบ้านปา่ แดง (ไชยอุปถมั ภ์) สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาชลบรุ ี เขต 1
จำนวนแบบทดสอบ 30 ข้อ เวลา 60 นาที
1. ระบบไหลเวียนเลือดของคนมหี น้าทเ่ี ปรียบไดก้ ับ
โครงสรา้ งใดของพืช 7. ขอ้ ใดแสดงทิศทางการไหลเวียนเลอื ดในรา่ งกาย
ก. ท่อลำเลยี งนำ้ ข. ทอ่ ลำเลยี งอาหาร มนษุ ย์ไดถ้ ูกต้อง
ค. คลอโรพลาสต์ ง. ท่อลำเลยี งน้ำและอาหาร ก. เลอื ดจากร่างกาย --> หัวใจหอ้ งบนขวา -->หัวใจห้อง
2. สว่ นประกอบของเลือดที่มีปริมาณมากท่สี ดุ คอื อะไร ลา่ งขวา --> ปอด --> หวั ใจหอ้ งบนซ้าย -->หวั ใจ
ก. พลาสมา ข. เกลด็ เลือด ห้องลา่ งซา้ ย --> สว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย
ค. เม็ดเลอื ดขาว ง. เมด็ เลอื ดแดง ข. เลือดจากร่างกาย --> หวั ใจห้องบนซา้ ย --> หัวใจ
ห้องล่างซา้ ย --> ปอด --> หัวใจห้องบนขวา -->
หวั ใจห้องลา่ งขวา --> ส่วนตา่ งๆ ของร่างกาย
ค. เลือดจากรา่ งกาย --> หวั ใจหอ้ งลา่ งขวา --> หัวใจ
3. จากภาพเลือดที่มองผา่ นกล้องจุลทรรศน์ หมายเลข ห้องบนขวา --> ปอด --> หวั ใจห้องล่างซา้ ย -->
ใดเปน็ เมด็ เลอื ดขาว หัวใจหอ้ งบนซา้ ย --> ส่วนตา่ งๆ ของร่างกาย
ตัวเลือกคำตอบ ง. เลือดจากร่างกาย --> หัวใจหอ้ งล่างซ้าย --> หวั ใจ
ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4 ห้องบนซ้าย --> ปอด --> หวั ใจหอ้ งลา่ งขวา -->หวั ใจ
4. ข้อความใดกลา่ วถูกต้องเกย่ี วกับเกล็ดเลอื ด ห้องบนขวา --> ส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย
ก. กำจัดเช้ือโรค 8. ส่ิงใดกั้นอยู่ระหวา่ งหัวใจห้องบนและห้องล่าง
ข. ลำเลยี งออกซเิ จน ก. ตบั ข. ปอดิ
ค. ช่วยให้เลอื ดแขง็ ตวั ค. ลนิ้ หวั ใจ ง. เส้นเลอื ด
ง. รักษาระดับอุณหภมู ิของร่างกาย 9. เลือดที่ออกจากปอดมปี ริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจะ
5. เม่อื เชื้อโรคเข้าสรู่ า่ งกาย ส่วนประกอบของเลือดท่ี ไหลกลับเข้าสหู่ ัวใจห้องใด
ทำหน้าทีต่ อ่ ต้านและทำลายเช้ือโรคคืออะไร ก. หวั ใจห้องบนขวา ข. หวั ใจห้องลา่ งขวา
ก. น้ำเลือด ข. เกลด็ เลอื ด ค. หวั ใจหอ้ งบนซ้าย ง. หัวใจหอ้ งล่างซ้าย
ค. เมด็ เลอื ดขาว ง. เม็ดเลือดแดง 10. ข้อความใดกลา่ วถึงความสมั พันธร์ ะหว่างกะบังลม
6. หลอดเลอื ดทนี่ ำเลอื ดเขา้ สู่หวั ใจคอื อะไร กับกระดกู ซ่โี ครงในขณะทีเ่ ราหายใจเข้าไดถ้ ูกต้อง
ก. หลอดเลอื ดเวน ก. ทง้ั กะบงั ลมและกระดูกซโี่ ครงเลอื่ นสูงข้นึ
ข. หลอดเลอื ดฝอย ข. ท้ังกะบังลมและกระดูกซีโ่ ครงเลื่อนต่ำลง
ค. หลอดเลอื ดอาร์เตอรี ค. กะบงั ลมเล่ือนสงู ขนึ้ กระดูกซี่โครงเลอื่ นต่ำลง
ง. หลอดเลือดฝอย และ หลอดเลอื ดอารเ์ ตอรี ง. กะบงั ลมเล่ือนต่ำลง กระดูกซ่ีโครงเล่อื นสูงขึ้น
77
11. แก๊สชนดิ ใดท่ีมีส่วนบงั คับใหเ้ ราต้องสดู ลมหายใจ 17. การทำงานของระบบขบั ถา่ ยปสั สาวะทถ่ี ูกต้องคอื อะไร
ก. เลอื ด --> หนว่ ยไต --> ทอ่ ปัสสาวะ --> กระเพาะ
เข้าออกโดยอตั โนมัติ
ปสั สาวะ
ก. ออกซิเจน ข. ไนโตรเจน ข. เลอื ด --> หน่วยไต --> หลอดไต --> กระเพาะ
ค. คาร์บอนไดออกไซด์ ง. คารบ์ อนมอนอกไซด์ ปสั สาวะ --> ทอ่ ปัสสาวะ
ค. เลือด --> หลอดไต --> หน่วยไต --> กระเพาะ
12. ข้อใดเรียงลำดับการเดินทางของอากาศเข้าสู่
ปัสสาวะ --> ท่อปัสสาวะ
ร่างกายได้ถกู ต้อง ง. เลอื ด --> กรวยไต --> หลอดไต --> หน่วยไต -->
ก. จมูก --> หลอดลม --> หลอดลมฝอย กระเพาะปัสสาวะ --> ทอ่ ปัสสาวะ
18. หากไตไมส่ ามารถทำงานได้ตามปกตจิ ะสง่ ผล
--> แขนงปอด --> ถงุ ลม อยา่ งไรต่อร่างกาย
ก. ปัสสาวะไม่สะดวก
ข. จมกู --> หลอดลม --> ปอด --> หลอดลมฝอย ข. ปสั สาวะบ่อยกวา่ ปกติ
ค. ปสั สาวะมปี รมิ าณของกรดยรู ิกมากเกนิ ไป
--> ถงุ ลม ง. รา่ งกายสญู เสียสารทเี่ ปน็ ประโยชนแ์ ก่ร่างกาย
19. การท่ีคนปกติไมม่ ีกลโู คสอยู่ในปัสสาวะเป็นเพราะเหตุใด
ค. จมูก --> แขนงปอด --> หลอดลม ก. ไมไ่ ด้กรองกลโู คสเข้าไปอยู่ในไต
ข. ท่อของหนว่ ยไตย่อยสลายกลโู คสจนหมดสน้ิ
--> หลอดลมฝอย --> ถุงลม ค. ท่อของหนว่ ยไตดูดกลูโคสกลบั เข้าสเู่ สน้ เลอื ดหมด
ง. กลโู คสไม่สามารถผา่ นเขา้ ไปยังโบว์แมนส์แคปซูล
ง. จมกู --> แขนงปอด --> หลอดลมฝอย 20. เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าสรู่ า่ งกาย มีระบบ
ใดบา้ งทต่ี อ้ งทำงานประสานกันเพอ่ื เปลยี่ นอาหารเปน็
--> หลอดลม --> ถงุ ลม พลังงาน ให้รา่ งกายนำไปใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โต
ก. ระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนเลอื ด ระบบหายใจ
13. อตั ราการเต้นของหัวใจคนทอ่ี ยใู่ นชว่ งปกติคือ ข. ระบบหมุนเวยี นเลือด ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบขับถา่ ย
ค. ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบสบื พันธุ์ ระบบหมนุ เวยี นเลือด
ประมาณเท่าใด ง. ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบหมนุ เวียนเลอื ด ระบบประสาท
21. ระบบประสาทของมนุษยม์ ีองค์ประกอบสำคัญใดบ้าง
ก. 50–80 ครง้ั /นาที ข. 60–100 คร้งั /นาที ก. สมอง ไขสนั หลงั เสน้ ประสาท
ข. สมอง ปมประสาท เสน้ ประสาท
ค. 80–120 ครัง้ /นาที ง. 110–120 คร้ัง/นาที ค. สมอง ไขสนั หลงั รา่ งแหประสาท
ง. สมอง เสน้ ประสาท เซลลป์ ระสาท
14. ของเสียทก่ี ำจัดออกทางไตประกอบด้วยสารตาม
ขอ้ ใด
ก. น้ำและยูเรยี ข. น้ำและเกลือแร่
ค. เกลอื แรแ่ ละยเู รีย ง. น้ำ เกลือแร่ และยูเรีย
15. ของเสียท่ีได้จากกระบวนการกรองของหน่วยไตจะ
ถกู ส่งไปเก็บไว้ที่ใด
ก. ไต ข. กรวยไต
ค. หลอดไต ง. กระเพาะปัสสาวะ
16. ผิวหนงั มีสว่ นเกี่ยวข้องกับระบบขับถา่ ยในลกั ษณะใด
ก. ขบั ถ่ายน้ำออกจากรา่ งกาย
ข. ช่วยลดอุณหภูมิในรา่ งกาย
ค. ปล่อยสารต่าง ๆ ท่รี า่ งกายไมต่ ้องการออกมาพร้อม
กบั เหงอ่ื
ง. ไม่มขี ้อถูก
78
22. สัญญาณประสาทในรา่ งกาย เปน็ สญั ญาณ 25. ข้อใดหมายถงึ สิง่ เร้า
ประเภทใด ก. พฤติกรรมทเ่ี กดิ ข้ึน
ก. คล่นื ข. สารเคมี ข. สิง่ แวดลอ้ มทีเ่ ข้ามากระตนุ้
ค. กระแสไฟฟา้ ง. พลงั งานความร้อน ค. อวยั วะทรี่ บั สมั ผัสท่ีมากระตนุ้
23. จงเรียงลำดบั การทำงานของระบบประสาทให้ ง. สารสอื่ ประสาทจากสง่ิ แวดล้อม
ถกู ตอ้ ง 26. พฤติกรรมโดยกำเนดิ ในคน คืออะไร
ก. เซลลป์ ระสาทสั่งการ >> สมอง >> ไขสนั หลัง >> ก. สะดุ้ง ข. ว่ายนำ้
กลา้ มเนอื้ ค. รอ้ งเพลง ง. เดินหลบแสงแดด
ข. สัญญาณประสาท >> สารสือ่ ประสาท >> สมอง >> 27. อวัยวะที่ทำหน้าท่ีเปน็ เซลลส์ บื พนั ธ์เพศชายคอื
ไขสันหลงั ก. ต่อมลกู หมาก ข. อณั ฑะ
ค. สมอง >> ไขสันหลงั >> เซลล์ประสาทสั่งการ >> ค. อสุจิ ง. ตอ่ มคาวเปอร์
เซลลป์ ระสาทรับความรู้สึก 28. บริเวณทมี่ กี ารปฏิสนธริ ะหว่างอสจุ กิ ับไขค่ ือ
ง. เซลล์ประสาทรับความรสู้ กึ >> ไขสนั หลัง >> เซลล์ ก. มดลูก ข. ปกี มดลูก
ประสาทสัง่ การ >> กลา้ มเนื้อ ค. รังไข่ ง. ช่องคลอด
24. เซลล์ประสาทรับความรู้สึกมหี น้าที่สำคญั ต่อ 29. ประจำเดือน เกิดจาก
ร่างกายอยา่ งไร ก. การผสมระหวา่ งไขก่ ับอสจุ ิ
ก. รับความรสู้ ึกจากสงิ่ กระตุ้นภายนอก ข. การสลายตัวของหลอดเลือด
ข. สั่งการให้ร่างกายรบั รู้ถึงความรูส้ กึ ที่เกิดข้ึน ค. การหดตวั ของมดลกู
ค. สง่ ผา่ นกระแสประสาทจากสมองไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ง. การขาดสารอาหาร
ง. รับความรู้สกึ จากสมองหรอื ไขสนั หลงั ไปยังอวยั วะ 30. การคมุ กำเนิดชนิดใด ใช้กับเพศชายได้
ตา่ ง ๆ ก. การฉีดยา ข. การทำหมนั
ค. ใส่หว่ งอนามยั ง. กินยาคมุ กำเนดิ
79
แบบทดสอบหลังเรียนเรอื่ ง ระบบอวยั วะในร่างกายของเรา
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว22101
โรงเรียนบา้ นปา่ แดง (ไชยอุปถัมภ์) สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1
จำนวนแบบทดสอบ 30 ข้อ เวลา 60 นาที
1. ระบบไหลเวียนเลือดของคนมหี นา้ ที่เปรียบได้กบั 7. ขอ้ ใดแสดงทิศทางการไหลเวยี นเลือดในร่างกาย
โครงสร้างใดของพืช มนุษยไ์ ด้ถูกต้อง
ก. ทอ่ ลำเลยี งน้ำ ข. ทอ่ ลำเลยี งอาหาร ก. เลือดจากรา่ งกาย --> หวั ใจห้องบนขวา -->หัวใจห้อง
ค. คลอโรพลาสต์ ง. ท่อลำเลียงนำ้ และอาหาร ล่างขวา --> ปอด --> หัวใจหอ้ งบนซ้าย -->หวั ใจ
2. สว่ นประกอบของเลือดท่ีมปี รมิ าณมากที่สดุ คอื อะไร ห้องลา่ งซา้ ย --> ส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย
ก. พลาสมา ข. เกลด็ เลอื ด ข. เลือดจากร่างกาย --> หัวใจห้องบนซ้าย --> หัวใจ
ค. เม็ดเลือดขาว ง. เมด็ เลือดแดง หอ้ งล่างซ้าย --> ปอด --> หวั ใจห้องบนขวา -->
หัวใจหอ้ งล่างขวา --> สว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย
ค. เลือดจากร่างกาย --> หวั ใจห้องล่างขวา --> หัวใจ
ห้องบนขวา --> ปอด --> หัวใจห้องลา่ งซา้ ย -->
3. จากภาพเลือดที่มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ หมายเลข หวั ใจห้องบนซ้าย --> ส่วนต่างๆ ของรา่ งกาย
ใดเปน็ เม็ดเลือดขาว ง. เลอื ดจากรา่ งกาย --> หัวใจห้องล่างซ้าย --> หวั ใจ
ตวั เลือกคำตอบ หอ้ งบนซา้ ย --> ปอด --> หัวใจหอ้ งลา่ งขวา -->หวั ใจ
ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4 ห้องบนขวา --> สว่ นต่างๆ ของรา่ งกาย
4. ขอ้ ความใดกลา่ วถกู ต้องเกี่ยวกับเกล็ดเลอื ด 8. สิง่ ใดกั้นอยูร่ ะหว่างหัวใจห้องบนและห้องล่าง
ก. กำจดั เชอื้ โรค ก. ตบั ข. ปอดิ
ข. ลำเลียงออกซเิ จน ค. ลนิ้ หวั ใจ ง. เส้นเลือด
ค. ชว่ ยใหเ้ ลอื ดแข็งตวั 9. เลือดที่ออกจากปอดมปี ริมาณแก๊สออกซเิ จนสูงจะ
ง. รักษาระดบั อณุ หภมู ิของร่างกาย ไหลกลับเขา้ สู่หัวใจห้องใด
5. เม่ือเชื้อโรคเข้าสู่รา่ งกาย ส่วนประกอบของเลือดท่ี ก. หัวใจหอ้ งบนขวา ข. หวั ใจหอ้ งล่างขวา
ทำหนา้ ท่ีตอ่ ตา้ นและทำลายเชอื้ โรคคืออะไร ค. หัวใจหอ้ งบนซา้ ย ง. หวั ใจหอ้ งล่างซ้าย
ก. น้ำเลอื ด ข. เกล็ดเลือด 10. ข้อความใดกล่าวถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างกะบังลม
ค. เมด็ เลอื ดขาว ง. เม็ดเลือดแดง กับกระดกู ซโ่ี ครงในขณะท่ีเราหายใจเขา้ ได้ถูกต้อง
6. หลอดเลือดทน่ี ำเลือดเข้าสูห่ วั ใจคืออะไร ก. ท้ังกะบงั ลมและกระดูกซีโ่ ครงเลื่อนสงู ข้ึน
ก. หลอดเลือดเวน ข. ทัง้ กะบังลมและกระดกู ซีโ่ ครงเล่อื นต่ำลง
ข. หลอดเลอื ดฝอย ค. กะบงั ลมเลื่อนสงู ขึ้น กระดูกซ่โี ครงเลอ่ื นต่ำลง
ค. หลอดเลอื ดอารเ์ ตอรี ง. กะบงั ลมเล่ือนตำ่ ลง กระดูกซ่โี ครงเล่อื นสูงขึ้
ง. หลอดเลือดฝอย และ หลอดเลอื ดอารเ์ ตอรี
80
11. แก๊สชนดิ ใดท่ีมีส่วนบงั คับใหเ้ ราต้องสดู ลมหายใจ 17. การทำงานของระบบขบั ถา่ ยปสั สาวะทถ่ี ูกต้องคอื อะไร
ก. เลอื ด --> หนว่ ยไต --> ทอ่ ปัสสาวะ --> กระเพาะ
เข้าออกโดยอตั โนมัติ
ปสั สาวะ
ก. ออกซิเจน ข. ไนโตรเจน ข. เลอื ด --> หน่วยไต --> หลอดไต --> กระเพาะ
ค. คาร์บอนไดออกไซด์ ง. คารบ์ อนมอนอกไซด์ ปสั สาวะ --> ทอ่ ปัสสาวะ
ค. เลือด --> หลอดไต --> หน่วยไต --> กระเพาะ
12. ข้อใดเรียงลำดับการเดินทางของอากาศเข้าสู่
ปัสสาวะ --> ท่อปัสสาวะ
ร่างกายได้ถกู ต้อง ง. เลอื ด --> กรวยไต --> หลอดไต --> หน่วยไต -->
ก. จมูก --> หลอดลม --> หลอดลมฝอย กระเพาะปัสสาวะ --> ทอ่ ปัสสาวะ
18. หากไตไมส่ ามารถทำงานได้ตามปกตจิ ะสง่ ผล
--> แขนงปอด --> ถงุ ลม อยา่ งไรต่อร่างกาย
ก. ปัสสาวะไม่สะดวก
ข. จมกู --> หลอดลม --> ปอด --> หลอดลมฝอย ข. ปสั สาวะบ่อยกวา่ ปกติ
ค. ปสั สาวะมปี รมิ าณของกรดยรู ิกมากเกนิ ไป
--> ถงุ ลม ง. รา่ งกายสญู เสียสารทเี่ ปน็ ประโยชนแ์ ก่ร่างกาย
19. การท่ีคนปกติไมม่ ีกลโู คสอยู่ในปัสสาวะเป็นเพราะเหตุใด
ค. จมูก --> แขนงปอด --> หลอดลม ก. ไมไ่ ด้กรองกลโู คสเข้าไปอยู่ในไต
ข. ท่อของหนว่ ยไตย่อยสลายกลโู คสจนหมดสน้ิ
--> หลอดลมฝอย --> ถุงลม ค. ท่อของหนว่ ยไตดูดกลูโคสกลบั เข้าสเู่ สน้ เลอื ดหมด
ง. กลโู คสไม่สามารถผา่ นเขา้ ไปยังโบว์แมนส์แคปซูล
ง. จมกู --> แขนงปอด --> หลอดลมฝอย 20. เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าสรู่ า่ งกาย มีระบบ
ใดบา้ งทต่ี อ้ งทำงานประสานกันเพอ่ื เปลยี่ นอาหารเปน็
--> หลอดลม --> ถงุ ลม พลังงาน ให้รา่ งกายนำไปใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โต
ก. ระบบย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนเลอื ด ระบบหายใจ
13. อตั ราการเต้นของหัวใจคนทอ่ี ยใู่ นชว่ งปกติคือ ข. ระบบหมุนเวยี นเลือด ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบขับถา่ ย
ค. ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบสบื พันธุ์ ระบบหมนุ เวยี นเลือด
ประมาณเท่าใด ง. ระบบยอ่ ยอาหาร ระบบหมนุ เวียนเลอื ด ระบบประสาท
21. ระบบประสาทของมนุษยม์ ีองค์ประกอบสำคัญใดบ้าง
ก. 50–80 ครง้ั /นาที ข. 60–100 คร้งั /นาที ก. สมอง ไขสนั หลงั เสน้ ประสาท
ข. สมอง ปมประสาท เสน้ ประสาท
ค. 80–120 ครัง้ /นาที ง. 110–120 คร้ัง/นาที ค. สมอง ไขสนั หลงั รา่ งแหประสาท
ง. สมอง เสน้ ประสาท เซลลป์ ระสาท
14. ของเสียทก่ี ำจัดออกทางไตประกอบด้วยสารตาม
ขอ้ ใด
ก. น้ำและยูเรยี ข. น้ำและเกลือแร่
ค. เกลอื แรแ่ ละยเู รีย ง. น้ำ เกลือแร่ และยูเรีย
15. ของเสียท่ีได้จากกระบวนการกรองของหน่วยไตจะ
ถกู ส่งไปเก็บไว้ที่ใด
ก. ไต ข. กรวยไต
ค. หลอดไต ง. กระเพาะปัสสาวะ
16. ผิวหนงั มีสว่ นเกี่ยวข้องกับระบบขับถา่ ยในลกั ษณะใด
ก. ขบั ถ่ายน้ำออกจากรา่ งกาย
ข. ช่วยลดอุณหภูมิในรา่ งกาย
ค. ปล่อยสารต่าง ๆ ท่รี า่ งกายไมต่ ้องการออกมาพร้อม
กบั เหงอ่ื
ง. ไม่มขี ้อถูก
81
22. สัญญาณประสาทในรา่ งกาย เปน็ สญั ญาณ 25. ข้อใดหมายถงึ สิง่ เร้า
ประเภทใด ก. พฤติกรรมทเ่ี กดิ ข้ึน
ก. คล่นื ข. สารเคมี ข. สิง่ แวดลอ้ มทีเ่ ข้ามากระตนุ้
ค. กระแสไฟฟา้ ง. พลงั งานความร้อน ค. อวยั วะทรี่ บั สมั ผัสท่ีมากระตนุ้
23. จงเรียงลำดบั การทำงานของระบบประสาทให้ ง. สารสอื่ ประสาทจากสง่ิ แวดล้อม
ถกู ตอ้ ง 26. พฤติกรรมโดยกำเนดิ ในคน คืออะไร
ก. เซลลป์ ระสาทสั่งการ >> สมอง >> ไขสนั หลัง >> ก. สะดุ้ง ข. ว่ายนำ้
กลา้ มเนอื้ ค. รอ้ งเพลง ง. เดินหลบแสงแดด
ข. สัญญาณประสาท >> สารสือ่ ประสาท >> สมอง >> 27. อวัยวะที่ทำหน้าท่ีเปน็ เซลลส์ บื พนั ธ์เพศชายคอื
ไขสันหลงั ก. ต่อมลกู หมาก ข. อณั ฑะ
ค. สมอง >> ไขสันหลงั >> เซลล์ประสาทสั่งการ >> ค. อสุจิ ง. ตอ่ มคาวเปอร์
เซลลป์ ระสาทรับความรู้สึก 28. บริเวณทมี่ กี ารปฏิสนธริ ะหว่างอสจุ กิ ับไขค่ ือ
ง. เซลล์ประสาทรับความรสู้ กึ >> ไขสนั หลัง >> เซลล์ ก. มดลูก ข. ปกี มดลูก
ประสาทสัง่ การ >> กลา้ มเนื้อ ค. รังไข่ ง. ช่องคลอด
24. เซลล์ประสาทรับความรู้สึกมหี น้าที่สำคญั ต่อ 29. ประจำเดือน เกิดจาก
ร่างกายอยา่ งไร ก. การผสมระหวา่ งไขก่ ับอสจุ ิ
ก. รับความรสู้ ึกจากสงิ่ กระตุ้นภายนอก ข. การสลายตัวของหลอดเลือด
ข. สั่งการให้ร่างกายรบั รู้ถึงความรูส้ กึ ที่เกิดข้ึน ค. การหดตวั ของมดลกู
ค. สง่ ผา่ นกระแสประสาทจากสมองไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ง. การขาดสารอาหาร
ง. รับความรู้สกึ จากสมองหรอื ไขสนั หลงั ไปยังอวยั วะ 30. การคมุ กำเนิดชนิดใด ใช้กับเพศชายได้
ตา่ ง ๆ ก. การฉีดยา ข. การทำหมนั
ค. ใส่หว่ งอนามยั ง. กินยาคมุ กำเนดิ
82
แบบสอบถามวดั เจตคติ
การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ โดยใช้การจดั การเรียนรู้สบื เสาะแบบ 5E
และเกมวิทยาศาสตร์ เรอ่ื ง ร่างกายมนุษย์
ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบา้ นป่าแดง(ไชยอุปถมั ภ์)
คำชแ้ี จง
1. แบบสอบถามน้ีเป็นแบบวัดความรสู้ กึ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์ในด้านการเรยี น การ
สอน เนอ้ื หาและประโยชนท์ ีไ่ ด้รบั จากการเรียน
2. การตอบแบบสอบถามไม่มีคำตอบที่ถูกหรอื ผดิ คำตอบของนกั เรียนไมม่ ีผลต่อการเรยี นของ นักเรยี นแต่
อย่างใด
3. ใหพ้ ิจารณาวา่ ข้อความใดในแต่ละข้อทต่ี รงกบั ความร้สู ึกพงึ พอใจ และความคิดเหน็ ของนกั เรยี น มากน้อย
เพียงใด โดยทำเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งว่างทีเ่ ปน็ ความคดิ เหน็ ของนักเรียน โดย
5 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ 2 หมายถึง ไม่เห็นด้วย
4 หมายถึง เหน็ ด้วย 1 หมายถงึ ไม่เห็นดว้ ยอย่างยิ่ง
3 หมายถงึ ไมแ่ น่ใจ
รายการ 543
21
ดา้ นพทุ ธิพิสัยทไ่ี ด้จากการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์
1 วทิ ยาศาสตร์เปน็ วชิ าที่เก่ยี วข้องกับการใชช้ วี ติ ประจำวนั
2 วิทยาศาสตร์เป็นวิชาท่ที ันสมัย ทันเหตกุ ารณ์
3 วิชาวทิ ยาศาสตร์สามารถนำไปประยุกต์ใชใ้ นวิชาอ่นื ๆ ได้
4 วิทยาศาสตร์เปน็ วิชาท่ไี ม่เก่ียวขอ้ งกับชีวติ ประจำวัน
5 วทิ ยาศาสตร์เปน็ วิชาทล่ี า้ สมยั ศกึ ษาแตเ่ รอ่ื งโบราณ
6 วิชาวทิ ยาศาสตร์นำไปประยุกต์ใชใ้ นวชิ าอ่นื ๆ ไม่ได้
ดา้ นความรูส้ ึกจากการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
1 ฉันชอบเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์
2 ฉันรสู้ กึ สนุกเม่ือเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์
3 ถ้าใหเ้ ลอื กเรียนฉันจะเลือกวชิ าวิทยาศาสตร์เป็นอนั ดับแรก
4 ฉนั รู้สึกว่าอยากเรยี นวชิ าอ่ืนแทนวชิ าวทิ ยาศาสตร์
5 ฉันร้สู กึ งว่ งนอนทุกครั้งในขณะทเ่ี รยี นวิชาวิทยาศาสตร์
6 ถา้ ฉนั เลือกได้ฉนั จะไมเ่ ลือกเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์
83
ดา้ นการกระทำในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
1 ฉันจะรีบมาเรยี นในชวั่ โมงวิชาวทิ ยาศาสตร์เสมอ
2 ฉันตัง้ ใจเรยี นมากในการเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์
3 ฉนั กระตือรือรน้ ในการค้นควา้ หาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์
4 ฉนั ไม่อยากมาเรยี นในช่วั โมงวิชาวทิ ยาศาสตร์
5 ฉนั รู้สกึ กังวลมากถา้ เรียนวชิ าวิทยาศาสตร์
6 เรียนวิชาวิทยาศาสตรแ์ ล้วไม่สามารถนำไปใชพ้ ฒั นาตนเองได้
ข้อเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...…………
………………………………………………………………………………………………………….....................................................................
............................................................................................................................. ..............................................................
82
ภาคผนวก ค
คะแนนนักเรยี น
85
ตารางคะแนนก่อนเรยี นและหลังเรยี น รายวิชาวิทยาศาสตร์
ของผ้เู รียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้การจัดการเรยี นรู้สบื เสาะแบบ 5E
และเกมวิทยาศาสตร์ เรอ่ื ง ร่างกายมนุษย์
ลำดบั รายช่อื นกั เรยี น คะแนน คะแนน ผลต่าง
กอ่ นเรียน หลังเรียน
1 เด็กชายชูศักดิ์ งาสาร Pre-test Post-test 8
2 เดก็ ชายสรวศิ ิษฎ์ สมใจ 5
3 เดก็ ชายวุฒนิ ันท์ ทรายสุข 10 18 13
4 เดก็ ชายภัทรดนัย สมี าคณู 7 12 7
5 เด็กชายโกสนิ ทร์ ลำเจียกเทศ 10 23 11
6 เด็กหญงิ อรวรรณ คาแว่น 5 12 9
7 เด็กชายธนโชติ สริ ิเลศิ กลุ 9 20 6
8 เด็กชายณฐั ภทั ร พลู เอย่ี ม 9 18 12
9 เดก็ ชายธนากร จำปหี อม 8 14 7
10 เดก็ ชายเอกกวี วชิ าสวสั ด์ิ 10 22 4
11 เดก็ หญิงกมลชนก เดือนเป็ง 6 13 14
12 เดก็ หญิงนงลักษณ์ จอ้ ยมาก 7 11 9
13 เด็กชายศภุ ชัย วรชมภู 14 28 9
14 เด็กหญงิ สุจิตรตา เอยี่ มเจริญ 12 21 8
15 เดก็ หญงิ อรภา สวสั ดี 10 19 10
16 เดก็ หญงิ ศลิษา มัน่ สีเขียว 8 16 11
17 เดก็ หญิงภคมนต์ แกว้ นำ้ มนต์ 7 17 7
18 เดก็ ชายธนดล แสงวันทอง 13 24 7
19 เด็กหญงิ ฉตั รปภสั สร นัทธี 5 12 7
20 เด็กชายพนั ธวชั ฉมิ พาลี 11 18 14
21 เด็กชายกฤษดา ควรรับส่วน 10 17 8
22 เด็กหญิงพิชญา เทวี 8 22 11
23 เด็กชายวรพงศ์ ลิ้มจ้อย 9 17 9
24 เดก็ ชายสหรัฐ จำปาทอง 8 19 7
5 14
12 19
86
ลำดบั รายชอื่ นักเรยี น คะแนน คะแนน ผลต่าง
ก่อนเรียน หลงั เรยี น
25 เด็กหญงิ ณฐิตา ชยั ณรงค์ Pre-test Post-test 11
26 เด็กหญงิ เบญญาภา แซ่จงึ 11
9 20 9.04
X̅ 10 21
8.92 17.96
ตารางคะแนนเจตคติกอ่ นเรยี น รายวชิ าวิท 1. วิทยาศาสตร์เป็นวชิ าทีเ่ กีย่ วข้อง
โดยใชก้ ารจัดการเรยี นร้สู ืบเสาะแบบ 5E แ กับการใช้ชีวิตประจำวัน
ขอ้ ท่ี เชงิ บวก เชิงลบ เชิงบวก2. วิทยาศาสตร์เป็นวิชาท่ีทนั สมยั
ทันเหตกุ ารณ์
คนที่
1 34433324 3. วชิ าวทิ ยาศาสตร์สามารถนำไป
2 34543443 ประยุกตใ์ ช้ในวิชาอนื่ ๆ ได้
3 33323423 4. วิทยาศาสตร์เปน็ วิชาทไี่ ม่
4 54433243 เกีย่ วขอ้ งกบั ชวี ติ ประจำวัน
5 34323332
6 33333343 5. วิทยาศาสตร์เป็นวิชาทล่ี า้ สมยั
7 33333422 ศกึ ษาแตเ่ รือ่ งโบราณ
8 23234221
9 24343411 6. วชิ าวิทยาศาสตร์นำไป
10 3 4 3 4 4 3 2 2 ประยุกตใ์ ชใ้ นวิชาอืน่ ๆ ไมไ่ ด้
11 3 5 4 5 2 4 1 1
12 2 4 3 3 3 3 3 2 7. ฉันชอบเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์
13 3 4 4 4 3 5 2 4
14 4 5 3 3 4 3 3 5 8. ฉันรู้สึกสนุกเม่ือเรียนวชิ า
15 2 4 5 2 4 2 5 1 วิทยาศาสตร์
4332324433 9. ถา้ ให้เลอื กเรยี นฉนั จะเลอื กวิชา ทยาศาสตร์ของผู้เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2
4453443233 วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นอันดบั แรก และเกมวิทยาศาสตร์ เรอื่ ง ร่างกายมนษุ ย์
4432353333
3342432353 10. ฉนั รสู้ ึกว่าอยากเรียนวชิ าอ่นื เชิงลบ เชิงบวก
1343332334 แทนวชิ าวิทยาศาสตร์
3223423332 87
2323242334 11. ฉันรู้สึกงว่ งนอนทุกครัง้ ใน
2333123332 ขณะที่เรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ เชงิ ลบ
2343332334 12. ถ้าฉนั เลอื กได้ฉนั จะไมเ่ ลอื ก
3324333343
2342342333 เรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์
1343441233
3234334323 13. ฉันจะรีบมาเรียนในชัว่ โมงวิชา
4233252323 วทิ ยาศาสตร์เสมอ
4223233324
14. ฉันตง้ั ใจเรยี นมากในการเรียน
วชิ าวิทยาศาสตร์
15. ฉันกระตอื รอื ร้นในการค้นควา้
หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
16. ฉนั ไมอ่ ยากมาเรียนในชว่ั โมง
วิชาวิทยาศาสตร์
17. ฉนั ร้สู กึ กังวลมากถ้าเรยี นวิชา
วิทยาศาสตร์เรียนวชิ าวิทยาศาสตร์
18แ.ลเว้ รไยี มน่สวาิชมาาวรทิ ถยนาำศไปาสใชต้พรแ์ฒั ลนว้ าไม่
สามารถนำไตปนใเชอ้พงัฒไดน้ าตนเองได้
16 3 3 3 3 5 3 4 2
17 2 2 2 4 3 4 2 5
18 3 3 3 3 3 3 3 3
19 3 3 5 5 4 3 2 3
20 4 4 3 4 4 3 2 2
21 2 5 5 5 5 4 3 4
22 3 2 3 4 3 4 3 4
23 3 3 4 3 3 3 4 4
24 4 3 2 3 4 2 2 2
25 4 4 4 2 5 3 3 2
26 2 3 3 4 3 5 1 2
2.96 3.58 3.42 3.38 3.46 3.31 2.65 2.69
SD 0.77 0.81 0.90 0.90 0.76 0.84 1.06 1.19
แปลผล ปาน มาก ปาน ปาน ปาน ปาน ปาน ปาน
กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง
88
2333323332
2333442323
4213332423
3234234232
2333422333
2323452344
5345234233
2343252334
5233352345
3234323433
4523334233
2.92 2.85 3.04 3.08 2.96 3.35 2.65 2.92 3.00 3.15
1.13 0.73 0.92 0.69 0.82 1.06 0.85 0.56 0.69 0.73
ปาน ปาน ปาน ปาน ปาน ปาน ปาน ปาน ปาน ปาน
กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง กลาง
ตารางคะแนนเจตคติหลังเรียน รายวชิ าวิท 1. วิทยาศาสตร์เป็นวชิ าทีเ่ กีย่ วข้อง
โดยใชก้ ารจดั การเรยี นร้สู ืบเสาะแบบ 5E แ กับการใช้ชีวิตประจำวัน
ขอ้ ท่ี เชงิ บวก เชงิ ลบ เชิงบวก2. วิทยาศาสตร์เป็นวิชาท่ีทนั สมยั
ทันเหตกุ ารณ์
คนที่
1 5 4544554 3. วชิ าวทิ ยาศาสตร์สามารถนำไป
2 5 4555555 ประยุกตใ์ ช้ในวิชาอนื่ ๆ ได้
3 5 5555555 4. วิทยาศาสตร์เปน็ วิชาทไี่ ม่
4 4 5545455 เกีย่ วขอ้ งกบั ชวี ติ ประจำวัน
5 5 5555455
6 5 4545454 5. วิทยาศาสตร์เป็นวิชาทล่ี า้ สมยั
7 5 5555555 ศกึ ษาแตเ่ รือ่ งโบราณ
8 5 4544445
9 4 5454545 6. วชิ าวิทยาศาสตร์นำไป
10 5 5 5 5 5 5 5 5 ประยุกตใ์ ชใ้ นวิชาอืน่ ๆ ไมไ่ ด้
11 4 5 4 5 5 5 5 5
12 5 5 5 5 5 5 5 5 7. ฉันชอบเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์
13 5 4 5 3 5 4 5 4
14 3 4 5 3 5 4 5 4 8. ฉันรู้สึกสนุกเม่ือเรียนวชิ า
15 5 3 4 3 5 4 3 5 วิทยาศาสตร์
5555545454 9. ถา้ ให้เลอื กเรยี นฉนั จะเลอื กวิชา ทยาศาสตร์ของผู้เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2
5555555555 วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นอันดบั แรก และเกมวิทยาศาสตร์ เรอ่ื ง ร่างกายมนษุ ย์
5455555555
5545555554 10. ฉนั รสู้ ึกว่าอยากเรียนวชิ าอ่นื เชิงลบ เชงิ บวก
5545545554 แทนวชิ าวิทยาศาสตร์
5454545454 89
5555555555 11. ฉันรู้สึกงว่ งนอนทุกครัง้ ใน
5555545555 ขณะที่เรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ เชงิ ลบ
4545455555 12. ถ้าฉนั เลอื กได้ฉนั จะไมเ่ ลอื ก
5555555555
5455545555 เรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์
5555555554 13. ฉันจะรีบมาเรียนในชัว่ โมงวิชา
5555545555
5354354554 วทิ ยาศาสตร์เสมอ
4555545555
14. ฉันตง้ั ใจเรยี นมากในการเรียน
วชิ าวิทยาศาสตร์
15. ฉันกระตอื รอื ร้นในการค้นควา้
หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
16. ฉนั ไมอ่ ยากมาเรียนในชว่ั โมง
วิชาวิทยาศาสตร์
17. ฉนั ร้สู กึ กังวลมากถ้าเรยี นวิชา
วิทยาศาสตร์เรียนวชิ าวิทยาศาสตร์
18แ.ลเว้ รไยี มน่สวาิชมาาวรทิ ถยนาำศไปาสใชต้พรแ์ฒั ลนว้ าไม่
สามารถนำไตปนใเชอ้พงัฒไดน้ าตนเองได้
16 5 5 5 5 5 5 5 5
17 4 5 4 5 4 5 5 5
18 5 5 4 5 5 5 5 5
19 5 5 5 5 5 5 5 5
20 5 5 5 5 5 5 5 5
21 5 4 5 4 5 5 5 5
22 4 5 4 5 5 5 5 5
23 5 5 5 5 5 5 5 5
24 5 5 5 5 4 5 4 5
25 4 5 5 5 5 5 5 5
26 5 5 5 5 5 5 4 5
4.69 4.65 4.77 4.58 4.81 4.73 4.77 4.85 4
SD 0.55 0.56 0.43 0.70 0.40 0.45 0.51 0.37 0
แปลผล มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก มาก ม
ทส่ี ดุ ทีส่ ุด ท่ีสดุ ทส่ี ุด ท่สี ุด ทส่ี ุด ที่สดุ ทสี่ ุด ท