The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความวิจัยทักษะปฏิบัติเดวีส์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gogilovefather, 2024-01-30 10:33:01

บทความวิจัยทักษะปฏิบัติเดวีส์

บทความวิจัยทักษะปฏิบัติเดวีส์

ผลของรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ต่อสมรรถนะรายวิชา งานเครื่องยนต์เล็ก และความสามารถในการถอดประกอบเครื่องยนต์เล็ก ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคการอาชีพกุมภวาปี THE EFFECTS OF DEVIE’S PERFORMANCE SKILL INSTRUCTIONAL MODEL ON SMALL ENGINE JOB ACHIEVEMENT AND ENGINE DISASSEMBLY ABILITY OF VOCATIONAL CERTIFICATE IN FRIST YEAR STUDENTS AT KUMPHAWAPI INDUSTRIAL AND COMMUNITY EDUCATION COLLEGE นายอริยะ บรรจง1 และชญานนท์ แสงมณี2 Ariya Banchong1 and Chayarnon Saengmanee2 1นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเครื่องกล คณะครุศาสตร์ หมาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 1 Student in Bachelor of Science in Technical Education (Mechanical Engineering) , Faculty of Education, UdonThani Rajabhat University 2อาจารย์ประจำหลักสูตรหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะครุศาสตร์ Assistant Professor, Bachelor of Science in Technical Education (Mechanical Engineering) , Faculty of Education, UdonThani Rajabhat University บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วย รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 2) เพื่อศึกษา ความสามารถในการถอดประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วยรูปแบบการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 3) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางาน เครื่องยนต์เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วยรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักศึกษาประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ นักศึกษาประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 จำนวน 14 คน ภาคการเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม แบบ แผนการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 1 แผน แบบวัดทักษะการปฏิบัติงาน จำนวน 8 หัวข้อ แบบทดสอบ 1 ผู้ประสานงาน : อริยะ บรรจง E-Mail : [email protected]


สมรรถนะวิชา ดำเนินการทดลองใช้ระยะเวลา 7 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ทดสอบที่แบบกลุ่มเดียว และ ทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. สมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 15.07 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 75.36 เมื่อเปรียบเทียบหลังเรียนกับเกณฑ์ พบว่า นักเรียนมีสมรรถนะรายวิชาหลังเรียน สูงกว่าเกณฑ์ 2. ผลวิเคราะห์คะแนนทักษะการถอดประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 เทียบคะแนนทักษะการปฏิบัติงานหลังเรียนกับ เกณฑ์ร้อยละ 75 มีค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 33.64 คะแนน และ 3.10 ตามลำดับ เมื่อ เปรียบเทียบกับเกณฑ์ พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการถอดประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก หลังเรียน สูงกว่าเกณฑ์ 3. ผลเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ที่โดยใช้ รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 8.64 คะแนน และ 15.07 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนกับ หลังเรียน คำสำคัญ : รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก ความสามารถในการถอด ประกอบโครงสร้างเครื่องยนต์เล็ก บทนำ ปัจจุบันเครื่องยนต์เล็กเป็นปัจจัยที่สำคัญใน ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป จะมีการอำนวยความสะดวก ในการใช้งานได้ดีแต่ในทางตรงข้ามก็มักเกิดปัญหาเรื่อง ความปลอดภัยในการใช้เครื่องยนต์เล็กเสมอ เครื่องยนต์ เล็กเป็นเครื่องยนต์ที่สามารถใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นงานทางการเกษตร งานยานยนต์ ก็สามารถ สร้างสรรค์ปรับปรุง ดัดแปลงให้เข้ากันได้กับการใช้งานได้ เป็นอย่างดี โดยในวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เป็นการ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับ ความ ปลอดภัยในการทำงาน การใช้เครื่องมือช่างยนต์ การ ทำงานของเครื่องยนต์ โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์เล็ก ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์เล็กแก๊สโซลีน ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ เล็กดีเซล ระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์เล็ก ระบบระบาย


ความร้อนของเครื่องยนต์เล็ก ระบบสตาร์ตเครื่องยนต์ สาเหตุข้อขัดข้องของเครื่องยนต์เล็ก การบำรุงรักษา เครื่องยนต์เล็ก และการประมาณราคางานเครื่องยนต์เล็ก ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าวิชานี้มีความสำคัญต่อการใช้ ชีวิตประจำวัน ในรายวิชางานเครื่องยนต์เล็กของนักศึกษาชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยการอาชีพกุม ภวาปี พบว่า เนื้อหาที่นักศึกษายังได้คะแนนไม่เป็นที่น่า พอใจคือ เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ซึ่งมีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับเกณฑ์ที่กำหนด (วิทยาลัยการอาชีพกุมภวาปี, 2565) และนักศึกษาไม่มีความสามารถในการถอด ประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็กได้อย่างถูกต้องอาจ เนื่องมาจากผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่มีความ หลากหลาย หรือจัดทั้งนี้ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่ สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน ซึ่งทำ ให้ผู้เรียนไม่ได้แสดงออกเท่าที่ควร ขาดการคิดวิเคราะห์ และอาจเป็นเพราะวิชางานเครื่องยนต์เล็กเป็นวิชาที่ เนื้อหาบางเรื่องยากเกินที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย จึงยาก ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และยากต่อการทำความ เข้าใจอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้นักศึกษามีสมรรถนะไม่ เป็นไปตามเป้าหมาย รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ หมายถึง รูปแบบการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ ปฏิบัติ ทักษะส่วนใหญ่นั้นจะประกอบไปด้วยส่วนย่อยๆ จำนวนมาก การฝึกให้ผู้เรียนทำทักษะย่อยๆ ให้ได้ก่อน แล้วเชื่อโยงกันกลายเป็นทักษะใหญ่ จะช่วยให้ผู้เรียน ปฏิบัติทักษะได้ดีและรวดเร็วขึ้น ซึ่งรูปแบบการจัดการ เรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นสาธิตทักษะหรือการกระทำ ขั้นนี้เป็น ขั้นที่ให้ผู้เรียนได้เห็นทักษะหรือการกระทำที่ต้องการให้ ผู้เรียนทำได้ในภาพรวม โดยการสาธิตให้ผู้เรียนดูทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ ทักษะหรือการกระทำที่สาธิตให้ผู้เรียนดู นั้น จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ไม่ ช้าหรือเร็วเกินปกติ ก่อนการสาธิต ครูควรให้คำแนะนำ แก่ผู้เรียนในการสังเกต ควรชี้แนะจุดสำคัญที่ควรให้ความ สนใจเป็นพิเศษในการสังเกต ขั้นที่ 2 ขั้นสาธิตและให้ ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย เมื่อผู้เรียนได้เห็นภพร่วมของ การกระทำหรือทักษะทั้งหมดแล้ว ผู้สอนควรแตกทักษะ ทั้งหมดให้เป็นทักษะบ่อย ๆ หรือแบ่งสิ่งที่กระทำออกเป็น ส่วนย่อย ๆ และสาธิตส่วนย่อยแต่ละส่วนให้ผู้เรียนสังเกต และทำตามไปทีละส่วนอย่างช้า ๆ ขั้นที่ 3 ขั้นให้ผู้เรียน ปฏิบัติทักษะย่อย ผู้เรียนลงมือปฏิบัติทักษะย่อยโดยไม่มี การสาธิตหรือมีแบบอย่างให้ดู หากติดขัดจุดใด ผู้สอน ควรให้คำชี้แนะ และช่วยแก้ไขจนกระทั่งผู้เรียนทำได้ เมื่อ ได้แล้วผู้สอนจึงเริ่มสาธิตทักษะย่อยส่วนต่อไป และให้ ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยนั้นจนทำได้ ทำเช่นนี้เรื่อยไป จนกระทั่งครบทุกส่วน ขั้นที่ 4 ขั้นให้เทคนิควิธีการ เมื่อ ผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว ผู้สอนอาจแนะนำเทคนิควิธีการที่จะ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำงานนั้นได้ดีขึ้น เช่น ทำได้ ประณีตสวยงามขึ้นทำได้รวดเร็วขึ้น ทำได้ง่ายขึ้น หรือ สิ้นเปลืองน้อยลง เป็นต้น ขั้นที่ 5 ขั้นให้ผู้เรียนเชื่อมโยง ทักษะย่อย ๆ เป็นทักษะที่สมบูรณ์ เมื่อสามารถปฏิบัติแต่ ละส่วนได้แล้ว จึงให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อย ๆ ต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ และฝึกปฏิบัติหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งสามารถปฏิบัติทักษะที่สมบูรณ์ได้อย่างชำนาญ (ทิศนา แขมณี, 2564: 247)


จากเหตุผลที่นำเสนอข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึง ต้องการศึกษารูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของ เดวีส์ว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ จะทำให้ นักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีสมรรถนะ รายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก และความสามารถในการถอด ประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก เป็นไปตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 หรือไม่ และนักศึกษามี สมรรถนะรายวิชางานขับรถยนต์หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนหรือไม่ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์ เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วยรูปแบบการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้น ปีที่ 1 2. เพื่อศึกษาความสามารถในการถอดประกอบ โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วยรูปแบบการ เรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 3. เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางาน เครื่องยนต์เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วยรูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักศึกษาประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สมมติฐานการวิจัย 1. นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มี สมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วย รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ หลัง เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2. นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มี ความสามารถในการถอดประกอบโครงสร้างของ เครื่องยนต์เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วยรูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ หลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 3. นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มี สมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก ที่แก้ปัญหาด้วย รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา เปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก และ เพื่อศึกษาความสามารถในการถอดประกอบโครงสร้าง เครื่องยนต์เล็ก ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์โดยมีหัวข้อในการดำเนินการวิจัยดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การ วิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักศึกษาประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 จำนวน 5 ห้องเรียน จำนวน 70 คน ภาคการเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยการ อาชีพกุมภวาปี ซึ่งจัดห้องเรียนในแต่ละห้องเรียนเป็น แบบคละความสามารถ 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 จำนวน 14 คน ภาคการเรียนที่ 1 ปี


การศึกษา 2566 วิทยาลัยการอาชีพกุมภวาปี ที่ได้มา จากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลองแบบ กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน X แทน รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติ ของเดวีส์ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์จำนวน 1 แผน 2.แบบทดสอบสมรรถนะวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็กเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 3. แบบวัดทักษะการปฏิบัติงาน เรื่อง การถอด ประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก เป็นรายการ ตรวจสอบการปฏิบัติงาน จำนวน 8 หัวข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชา งานเครื่องยนต์เล็ก โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักศึกษาชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ดังนี้ 1. ศึกษาสมรรถนะรายวิชางานขับรถยนต์และ ความสามารถในการถอดประกอบโครงสร้างของ เครื่องยนต์เล็ก โดยหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยง เบน มาตรฐาน และร้อยละ 2. เปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางาน เครื่องยนต์เล็กและความสามารถในการถอดประกอบ โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ของคะแนนหลังเรียนกับ เกณฑ์ร้อยละ 75 ด้วยการทดสอบที่แบบกลุ่มเดียว (ttest For One Sample) 3. เปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางาน เครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ของ คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการทดสอบทีแบบไม่ อิสระ (t-test For Dependence Sample) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย ( X ) ร้อยละ และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ 2. สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของ สมรรถนะรายงานเครื่องยนต์เล็ก และความสามารถใน การถอดประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก คือ ร้อยละ และการทดสอบที่แบบกลุ่มเดียว 3. สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของ สมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้าง ของเครื่องยนต์เล็ก ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ


การทดสอบที่แบบไม่อิสระโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 การศึกษาสมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็กโดยใช้รูปแบบ การสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 หลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ดัง ตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ผลสมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก โดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 หลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 รายการประเมิน จำนวน นักเรียน คะแนน เต็ม คะแนน รวม คะแนนเฉลี่ย ประสิทธิภาพ คะแนนสมรรถนะ รายวิชาหลังเรียน 14 20 211 15.7 75.36 ตอนที่ 2 ผลวิเคราะห์คะแนนทักษะการถอดประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ที่โดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลวิเคราะห์คะแนนทักษะการบริการถอดประกอบโครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก โดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 (n=14) การทดสอบ X S.D. df t Sig. (2-tailed) ความสามารถในการบริการ ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์เล็กดีเซล 33.64 3.10 13 5.25 .000 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ตอนที่ 3 การเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็กที่โดย ใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียน ดัง


ตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ผลเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับ หลังเรียน (n=14) การทดสอบ X S.D. df S.D.D t Sig. (2-tailed) ก่อนเรียน 8.64 3.34 13 2.07 11.649 .000 หลังเรียน 15.07 3.08 * มีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ .01 อภิปรายผล 1. สมรรถนะรายวิชางานเครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก โดยใช้ รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ของนักเรียนชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 15.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 75.36 เมื่อ เปรียบเทียบหลังเรียนกับเกณฑ์ พบว่า นักเรียนมี สมรรถนะรายวิชาหลังเรียน สูงกว่าเกณฑ์อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ข้อที่ 1 ทั้งนี้เพราะ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม รูปแบบของเดวีส์และรูปแบบที่เน้นทักษะกระบวนการ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการประดิษฐ์บายศรี ความคิดสร้างสรรค์และเจตคติต่อการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่าแผนการจัดการ เรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์และรูปแบบที่เน้นทักษะ กระบวนการกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาบีที่ 1 โรงเรียนบ้านโคก สะอาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชัยภูมิเขต 3 เรื่องการประดิษฐ์บายศรีมี ประสิทธิภาพ 83.18/82.29 และ 84.02/83.77 นักเรียนที่เรียนตามรูปแบบของเดวีส์และรูปแบบที่เน้น ทักษะกระบวนการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความคิด สร้างสรรค์และเจดคติต่อการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (วิริยะสมร บัว ทอง, 2554) 2. ผลวิเคราะห์คะแนนทักษะการถอดประกอบ โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก โดยใช้ รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ของนักเรียนชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 เทียบคะแนนทักษะการ ปฏิบัติงานหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 มีค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 33.64 คะแนน และ 3.10 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการถอดประกอบโครงสร้าง ของเครื่องยนต์เล็ก หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมี


นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัย ของ อัญชลี สุขศรี (2554) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนตาม แนวคิดของเดวีส์ที่มีต่อทักษะกระบวนการเรื่องการทำ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากผักผลไม้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการจัดการเรียนรู้พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 86. 79/86.11 ประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนตามแนวคิดของเดวีส์ ที่มีต่อทักษะกระบวนการมีค่าเท่ากับ 0.5689 มีคะแนน การทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความพึงพอใจของ ผู้เรียนที่มีต่อแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิคการสอนตามแนวคิดของเดวีส์ (Davies) เมื่อ พิจารณาทั้ง 3 ด้านคือด้านเนื้อหาด้านการปฏิบัติ กิจกรรมการเรียนรู้ด้านการวัดผลประเมินผลพบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 3. ผลเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางาน เครื่องยนต์เล็ก เรื่อง โครงสร้างของเครื่องยนต์เล็ก ที่ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ การ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 8.64 คะแนน และ 15.07 คะแนน ตามลำดับ เมื่อ เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนกับหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับ งานวิจัยของ อนงด์ ทิวะสิงห์ (2554) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรม เรียนรู้ตามแนวของเดวีส์ที่มีต่อ การเรียนทักษะปฏิบัติ ของนักเรียน เรื่องการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในภาชนะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนกุดลิงวิทยาคม อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ จุดมุ่งหมายของ การศึกษาเพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามแนวของเดวีส์ที่มีต่อการเรียนทักษะปฏิบัติของ นักเรียน เรื่องการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในภาชนะ โดย ใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวของเดวีส์ที่ มีต่อการเรียนทักษะปฏิบัติของนักเรียน และเพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนที่มีต่อกิจกรรม เรียนรู้ตามแนวของเดวีส์ที่มีต่อการเรียนทักษะปฏิบัติ ของนักเรียน ผลการศึกษาปรากฏว่าแผนการจัดการ เรียนรู้ตามแนวของเดวีส์ที่มีต่อการเรียนทักษะปฏิบัติ ของนักเรียนเรื่องการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในภาชนะมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 89.94/88.93 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดไว้มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ0.7753 นักเรียนมี ทักษะปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับดีและมีความพึง พอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวของเดวีส์ เรื่องการปลูกไม้ดอกไม้ประดับในภาชนะโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก


ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะเพื่อใช้ในการจัดการเรียน การสอน 1.1 ผู้สอนต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ขั้นตอนแต่ละขั้นตอนของรูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติของเดวีส์เป็นอย่างดี มีความอดทนในการ รอฟังความคิดเห็นต่าง ๆ จากผู้เรียน ใส่ใจ และคอยให้ คำชี้แนะอย่างทั่วถึง ไม่ลำเอียงหรืออคติ สร้าง ความรู้สึกเป็นกันเองระหว่างผู้เรียนและครูผู้สอน 1.2 การจัดการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ เป็นรูปแบบการสอนที่ต้องใช้เวลาใน การจัดการเรียนรู้ ดังนั้นครูผู้สอนจำเป็นต้องวางแผน เรื่องเวลาให้ดีและปฏิบัติตามแผนที่กำหนดไว้เพื่อ ป้องกันการสอนเนื้อหาในเรื่องอื่น ๆ ไม่ทันกับเวลา 1.3 การจัดการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ จะทำให้นักเรียนเกิดทักษะจากการ ปฏิบัติจากส่วนเล็ก ไปสู่ทักษะที่มีความซับซ้อนมาก ดังนั้น กิจกรรมหรือสถานการณ์ที่ครูสร้างขึ้นต้องเป็น สถานการณ์ทั่วไปที่อยู่ในชีวิตประจำวันหรือเป็น สถานการณ์ที่นักเรียนจะได้พบในการปฏิบัติงาน 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาข้อมูลและงานวิจัย ที่ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ ที่มีการวัดความพึงพอใจ เพิ่มเติม เอกสารอ้างอิง กมลวรรณ ตังธนกานนท์. (2557). การวัดและประเมินทักษะการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เกษมณี พุกหน้า. (2555). ผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันเสริมด้วย เทคนิคระดมสมองต่อทักษะปฏิบัติงานผลงานความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนลาระงานประดิษฐ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. ทิวัตถ์ มณีโชติ. (2554) การพัฒนาสมรรถนะ ตัวชี้วัด และเครื่องมือวัดด้านการวัดและประเมินผล การศึกษาของครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร: กรุงเทพฯ. DOI:https://doi.nrct.go.th/ListDoi/listDetail?Resolve_DOI=10.14457/PNRU.res.20114 ทิศนา แขมณี. (2564). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 25. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธเนศ ขำเกิด (2555). สมรรถนะ คือ อะไร. สืบค้นเมื่อ 20 มกราคม 2566, จาก https://www.gotoknow.org/posts/30162.


นพระพี ชูน้ำเที่ยง. (2557). ผลของรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อน ช่วยเพื่อนและการใช้วิดิทัศน์ที่มีต่อทักษะนาฎศิลปีและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี. บุสดี พงศาเจริญนนท์. (2558). ผลของการเรียนตามรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน เสริมด้วยเทคนิคการใช้คำถามตามแนวคิดหมวกหกใบต่อทักษะปฏิบัติการประดิษฐ์บายศรีและ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญา ครุสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. ปัญญา สังข์ภิรมย์ และสุนทร พานิชกุล. (2550). สุดยอดวิธีสอนการงานอาชีพและเทคโนโลยี: นำไปสู่การจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่. นนทบุรี: บริษัทไทยร่มเกล้าจำกัด. พูลสวัสดิ์ มาลา. (2559). ผลของรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยแบบฝึก ทักษะปฏิบัติต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะปฏิบัติคอมพิวเตอร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. มาลินี จุฑะลพ. (2537). จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: อักษรพิพัฒน์. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538), เทคนิคการวิจัยการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. วิริยะสมร บัวทอง. (2554). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์และรูปแบบที่เน้น ทักษะกระบวนการ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการประดิษฐ์บายสีความคิดสร้างสรรค์ และ เจตคติต่อการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2550). สุดยอดวิธีสอนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมนำไป การจัตการ เรียนรู้ของครูยุดใหม่. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์. สุณี กาญจนจันทร์. (2553). ผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติ ของเดวีส์ที่มีต่อระดับความรู้ความสามารถในการแยกเชื้อเห็ดบริสุทธิ์. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิซาหลักสูตรและการสอนมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์. สุวิมล ว่องวาณิช. (2547). การวิจัยปฏิบัติการในชันเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.


แสงจันทร์ หนองหารพิทักษ์. (2555). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะปฏิบัติตาม แนวคิดของเดวีส์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมคิด สร้อยน้ำ. (2542). หลักการสอน. อุดรธานี: สถาบันราชภัฏอุดรธานี. สมชาย วรกิจเกษมสกุล. (2553). การวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. อุดรธานี: โรงพิมพ์อักษรศิลป์. สมนึก ภัททิยธนี. (2546). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ. (2561). คู่มือการจัดทำแผนการจัดการเรียนมุ่งเน้น สมรรถนะเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ของสถนศึกษาอาชีวศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. ________. (2565). หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 (ปรับปรุง พ.ศ. 2565). กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. อัญชลี สุขศรี. (2554). การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนตามแนวคิด ของเดวีส์ ที่มีต่อทักษะกระบวนการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. อนงค์ ทิวะสิงห์. (2554). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวของเดวีส์ที่มีต่อการเรียนทักษะ ปฏิบัติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการ สอนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. อภิชาติ อนุกูลเวช. (2551). การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนฝึกปฏิบัติทางเทคนิคบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ตสำหรับนักเรียนอาชีวศึกษา. ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. Beasley, W. F. (1979). The Effect of Physical and Mental Practice of Psychomotor Skills on Chemistry Student Laboratory Performance. Dissertation Abstracts International, 39(9), 5428-A. Davies,I.K. (1971). The Management of learning. London: McGraw - Hill. Fitt, P. M. (1964). Categories of Human learning. London: Acadernic Press. Gagne', R. M. & Briggs, L. (1979). Principles of Instructional Design. New York: Holt Rinehartand Winston.


Garrison, K. C. & Magoon, R. (1972). Educational Psychology Ohio: Charies E Mornill Publishing Century-crofts. Glasson, G. E. (1989). The Effect of Hands-on and Teacher Demonstration Laboratory Method on Science Achievement in Relation to Reasoning Ability and Prior Knowledge. Journal of Research in Science Teaching, 2(26), 121-127.


Click to View FlipBook Version