The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้เบื้อต้นเกี่ยวกับความเป็นครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ความรู้เบื้อต้นเกี่ยวกับความเป็นครู

ความรู้เบื้อต้นเกี่ยวกับความเป็นครู

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นครู ครูหรือผู้ประกอบวิชาชีพครูหากมีความรู้ความเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้และเพียงพอ ดังกล่าวที่ว่า “มองตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น เห็นตัวเองให้ถูก” แล้วย่อมส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ การงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ผู้ประกอบวิชาชีพครูจ าเป็นต้องมีความเข้าใจถึงความส าคัญ ของครู รู้ว่าครูคือใคร มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอะไร ต้องปฏิบัติตอนอย่างไรจึงเป็นที่ต้องการ ของสังคม และจะพัฒนาตนเองและพัฒนางานวิชาชีพครูอย่างไรจึงจะบังเกิดความเจริญก้าวหน้าทั้งแก่ตนเอง และงานวิชาชีพครูดังนั้นผู้เขียนจะได้อธิบายให้นักศึกษาครูและผู้ที่ก าลังประกอบวิชาชีพครูและผู้ที่ก าลัง ประกอบวิชาชีพครูได้เข้าใจบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นครู ซึ่งมีเรื่องที่ควรท าความเข้าใจ ดังต่อไปนี้ 1.องค์ประกอบของความเป็นครู 2.ความหมายของค าว่า “ครู” 3.ความหมายของค าว่า “อาจารย์” 4.ความหมายของค าที่เกี่ยวข้องกับค าว่า “ครู-อาจารย์” 5.งานท้าทายในการเป็นครู 6.สาเหตุที่ท าให้ครูเกิดความเครียดในการท างาน 7.ประเภทของครู 8.อานิสงส์ของความเป็นครู ส าหรับรายละเอียดของแต่ละประเด็นมีสิ่งที่ควรศึกษาดังต่อไปนี้ 1.องค์ประกอบของความเป็นครู ภารกิจที่ส าคัญยิ่งของผู้ประกอบวิชาชีพครู คือ การสอน การสอนเป็นกระบวนการเฉพาะตัวและมี ความซับซ้อน โดยปกติการสอนเป็นกระบวนการที่ผสมผสานระหว่าง “ศาสตร์และศิลป์” กระบวนการ บางอย่างต้องอาศัยองค์ประกอบทางจิตวิสัย (Subjective Factors) และบางส่วนต้องอาศัยข้อมูลทางวัตถุ วิสัย (Objective data) การใช้องค์ประกอบทางด้านจิตวิสัยหรือศิลปะและ ข้อมูลทางวัตถุวิสัยหรือศาสตร์ นั้นจะเห็นได้จากผู้เป็นครูอาจารย์บางคนที่เข้าท าการสอนใหม่ๆ ซึ่งยังขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ ครู อาจารย์เหล่านั้นได้ใช้วิธีการบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการแต่ก็สามารถท าให้นักเรียนทุกคนในชั้น สามารถอ่านออกเขียนได้ นี่แสดงว่าครูได้น าศิลปะและความสามารถและบุคลิกภาพเฉพาะตัวมาใช้ในการสอน ขณะเดียวกันครูที่มีความรู้ในหลักวิชาการอย่างเพียงพอ ก็จะน าเอาหลักวิชาการมาใช้ในการจัดการเรียนการ สอนเพื่อประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นั่นคือ ครูได้น าเอาทั้งหลักวิชาการหรือความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนและคุณสมบัติ เฉพาะตัวของครูมาใช้ในการสอนนั่นเอง


การเป็นครูนั้นมิใช่เพียงแต่มีความรู้ในหลักวิชาการก็สามารถเป็นครูที่ดีได้ แต่จะต้องอาศัยแรงจูงใจใน ด้านอื่นๆ มาประกอบอีกมากมาย เช่น ความมีศรัทธาในวิชาชีพ มีวิญญาณความเป็นครูหรือความรักในการ สอน ความเต็มใจที่จะรับใช้บริการ (Service Mind) และความรักความเมตตาต่อเด็กๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตามขอย้ าในทีนี้ว่าการเป็นครูนั้นจะต้องอาศัยองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ประการ คือ ประการแรก คือ องค์ประกอบทางด้านความสามารถและบุคลิกภาพส่วนตัว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “องค์ประกอบทางจิตวิสัย” ประการที่สอง เป็นองค์ประกอบทางด้านความรู้ในหลักวิชาที่ได้ศึกษาเล่าเรียน มาจากสถาบันการศึกษาหรือจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ องค์ประกอบด้านนี้เรียกว่า “องค์ประกอบทางด้านวัตถุ วิสัย” กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะเป็นครูสอนวิชาใดหรือในระดับใด สิ่งส าคัญที่ผู้ประกอบวิชาชีพครู จ าเป็นต้องมีอย่างยิ่ง ความรู้ในหลักวิชาที่จะสอนและความสามารถในการสอน 2.ความหมายของค าว่า “ครู” ขอให้นักศึกษาท าความเข้าใจในเบื้องต้นว่า “ทุกคนเกิดมาต้องมีครู” และ “ทุกคนต้องเป็นครู” ครูคนแรก ของทุกคน คือ บิดา มารดา ในกรณีที่บุคคลเกิดมาแล้วไม่ได้พบหน้าบิดา มารดา ก็ให้ถือว่าผู้อุปการะ เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดนั้นเป็นครูคนแรกของตน ส่วนที่กล่าวว่า “ทุกคนต้องเป็นครู” นั้น เพราะทุกคนสามารถ สอนตนเองได้ทุกขณะที่มีสติสัมปชัญญะ เช่น เตือนให้ตนเองระมัดระวังในการเดินทางไปท างานหรือไป ศึกษาเล่าเรียน เตือนให้ตนเองรู้จักประหยัดการใช้จ่ายเงิน หรือการให้ค าแนะน าบุคคลอื่นในการกระท าบาง สิ่งบางอย่าง เป็นต้น เมื่อนักศึกษาเข้าใจแล้วว่า “ทุกคนเกิดมาต้องมีครู ทุกคนต้องเป็นครู” ดังนั้นต่อ จากนี้ไปผู้เขียนจะได้อธิบายความหมายของค าว่า “ครู“ เป็นพื้นฐานเพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นของ ประกอบวิชาชีพครูและผู้ที่ก าลังจะเข้าสู่วิชาชีพครูในโอกาสต่อไป นักวิชาการ นักการศึกษา พระภิกษุสงฆ์ที่ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งหน่วยราชการต่างๆได้ให้ความหมายของ ค าว่า “ครู” ไว้อย่างหลากหลาย ดังเช่น 2.1 ความหมายของครูตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2542 อธิบายว่า ค าว่า “ครู” นั้น มาจากศัพท์ในภาษา บาลีว่า “คุรุ - ครุ” หรือจากภาษาสันสกฤตว่า “คุรุ” ในความหมายที่เป็นค านาม แปลว่า “ผู้สั่งสอน ศิษย์หรือถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์” ส่วนในความหมายที่เป็นค าวิเศษณ์ในภาษบาลี แปลว่า หนัก สูง ส่วนภาษาสันสกฤต แปลว่าใหญ่ หรือหนัก (ราชบัณฑิตสถาน, 2546 : 225) 2.2 ความหมายดั้งเดิมของครู พระธรรมโกศาจารย์หรือพุทธทาสภิกขุได้อรรถาธิบายความหมายของ “ครู” ไว้ว่า ในสมัยโบราณ ค าว่า “ครู” เป็นค าที่สูงมาก “ครูเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณ” และน าวิญญาณไปสู่คุณธรรมชั้นสูง เป็นเรื่องทาง จิตใจโดยเฉพาะ ครูเป็นผู้ควรเคารพหรือมีความหนักที่เป็นหนี้อยู่เหนือศีรษะ เป็นเจ้าหนี้อยู่เหนือศีรษะคนทุก คน (พุทธทาสภิกขุ, 2529 : 92) จากความหมายนี้จึงพอสรุปได้ว่า ค าว่าครูนั้น คือ “ ผู้เปิดประตู ทางวิญญาณของศิษย์เพื่อน าศิษย์ไปสู่คุณธรรมชั้นสูง “ ค าว่า “วิญญาณ” ในที่นี้หมายถึงความรู้สึกนึก คิดนั้นเอง 2.3 ความหมายของครูจาก Dictionary of Education


ในหนังสือ Dictionary of Education ของกู๊ด (Good, 1973 : 586) ได้ให้ความหมายของครูไว้ หลายนัยด้วยกันดังนี้ 2.3.1 ครู คือ บุคคลทางราชการจ้างไว้เพื่อท าหน้าที่ให้ค าแนะน าหรืออ านวยการในการจัด ประสบการณ์การเรียนการเรียนส าหรับนักเรียนหรือนักศึกษาในสถาบันการศึกษาไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือ เอกชน 2.3.2 ครู คือ บุคคลที่มีประสบการณ์หรือมีการศึกษามากหรือดีเป็นพิเศษ หรือมีทั้งประสบการณ์ และการศึกษาดีเป็นพิเศษในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งที่สามารถช่วยท าให้บุคคลอื่นๆ เกิดความเจริญงอกงามและ พัฒนาก้าวหน้าได้ 2.3.3 ครู คือ บุคคลที่ส าเร็จหลักสูตรวิชาชีพจากสถาบันฝึกหัดครู และฝึกอบรมนั้นได้รับการรับรอง อย่างเป็นทางการ โดยการมอบประกาศนียบัตรทางการสอนให้แก่บุคคลนั้น 2.3.4 ครู คือ บุคคลที่สั่งสอนอบรมคนอื่นๆ 2.4 ความหมายของค าว่าครูตามทัศนะของบุคคลอื่นๆ เปลื้อง ณ นคร (2516 : 89) หึความหมายว่า “ครู” ไว้ดังนี้ 1.ผู้ความหนักแน่น 2.ผู้ควรแก่การเคารพของศิษย์ 3.ผู้สั่งสอน สอดคล้องกับความเห็นของมานิต มานิตเจริญ (2519 : 195) ที่ให้ความหมายของค าว่า “ครู” ไว้ดังนี้ 1.ผู้สั่งสอนศิษย์ 2.ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ 3.เครื่องเตือนใจ เช่น ผิดเป็นครู พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ (2524 : 46 - 47, 49 - 50) ให้ความหมายของ “ครู” ไว้ใน หนังสือ “มงคลชีวิต” ว่า ค าว่า “ครุ” หรือ “ครู” นี้ซึ่งแผลงไปเป็น “คารวะ” แต่เดิมแปลว่า “ตระหนัก” เพราะค าว่า “หนัก” เฉยๆ มันชวนให้โยนทิ้ง ส่วนค าว่า “ตระหนัก” หมายถึง การเอา ใจจดจ่อหรือใส่ใจชวนให้เดินเข้าหา ชวนให้รับไว้ … ความตระหนัก ซึ่งเป็นความหมายของ “คารวะ” นั้น หมายถึง ตระหนักในความดีอันมีอยู่ในตัวคนอื่นหรือในสิ่งอื่น คุณความดีที่มีอยู่ในตัวคนใดหรือใน สิ่ง ใดก็ตาม ถ้าเราไปใส่ใจสนใจ ปลงใจในคนนั้นสิ่งนั้น เรียกว่า ตระหนักในความดี ความตระหนักในความ ดีนี้แหละที่เป็นเนื้อแท้ของความธรรมหรือความเคารพ จากความหมายของค าว่า “ครู” ตามทัศนะนี้ท าให้พอสรุปความได้ดังนี้ 1. ค าว่า “ครู” ที่แปลว่า “หนัก” นั้น หมายถึง คนที่จะมาเป็นครูนั้นจะต้องผ่านการศึกษาเล่า เรียนมาอย่างหนัก เมื่อต้องสอนนักเรียนก็ต้องรับภาระอันหนัก กล่าวคือ ต้องหนักทั้งกายและหนักทั้งจิตใจ หนักทางกาย หมายความว่า ต้องศึกษาค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ มาสอนศิษย์ให้มี ความรู้ทันโลกทันเหตุการณ์ในขณะที่สอนศิษย์ก็ต้องคอยตรวจสอบประเมินผลการเรียนการสอนเพื่อให้ศิษย์


เกิดความเจริญงอกงามอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่กล่าวว่าหนักทางจิตใจด้วยนั้น หมายความว่า ผู้ที่มีวิญญาณ ความเป็นครูจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ในความทุกข์สุขของลูกศิษย์อยู่ตลอดเวลายามใดศิษย์ของตนต้องเจ็บป่วย หรือได้รับความเดือดร้อนใดๆ ผู้เป็นครูก็พลอยทุกข์ใจหนักไปด้วย อย่างนี้เป็นต้น 2.ค าว่า “ครู” ที่แปลว่า “ตระหนัก” นั้น หมายถึง การตระหนักในคุณงามความดีของครูที่ได้สั่ง สมไว้ ผู้ที่เป็นศิษย์ทุกคนควรน้อมกายน้อมใจเข้าไปแสดงความเคารพหรือศึกษาเล่าเรียนด้วยความเคารพ เป็นต้น 2.5 ความหมายของครูตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 นิยามความหมายของค าว่าครูไว้ว่า “ครู” หมายความว่าบุคลากรวิชาชีพซึ่งท าหน้าทีหลัก ทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและ เอกชน ตามกฎหมายนี้ครูมีองค์ประกอบที่ส าคัญ คือ (1) ท าหน้าทีหลักทางด้านการเรียนการสอนและ ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ (2) ท าการสอนในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน (3) เป็น บุคลากรวิชาชีพ เพื่อให้นักศึกษาได้เกิดความเข้าใจในความหมายของค าว่า “ครู” ยิ่งขึ้น จึงขอสรุปความหมายของค า ว่า “ครู” เฉพาะประเด็นส าคัญๆ ไว้ดังนี้ 1.ค าว่า “ครู” มาจากรากศัพท์ในภาษาบาลีว่า “คุรุ - ครุ” หรือจากภาษาสันสกฤตว่า “คุรุ” ซึ่งเป็นรากศัพท์เดิมของค าว่า “คารวะ” แผลงไปเป็น “เคารพ” 2. การคารวะหรือเคารพ หมายถึง การตระหนัก ซึ่งหมายถึงการเอาใจจดจ่อในความดีอันมีอยู่ในตัวคน หรือสิ่งของ ครูเป็นผู้ตระหนักโดยใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ ในสิ่งที่ดี - ชั่ว ถูก - ผิด ควร - มิควร และเป็นบุคคลที่ศิษย์ควรตระหนัก 3.ค าว่า “ครู” ในสมัยโบราณ หมายถึง เป็นผู้น าทาง หรือเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณของศิษย์เพื่อ น าศิษย์ไปสู่คุณธรรมชั้นสูง และมักใช้กับผู้สอนที่เป็นคฤหัสถ์หรือบุคคลทั่วไป 4.ปัจจุบัน ครู หมายถึง ผู้ประกอบวิชาชีพอย่างหนึ่งที่สอนคน คือ เป็นผู้สั่งสอนศิษย์หรือถ่ายทอด ความรู้ให้แก่ศิษย์ และจะใช้กับผู้ที่สอนในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนระดับต่ ากว่าปริญญา ความหมายของค าว่า “ครู” ตามที่ผู้เขียนได้น ามาเสนออย่างหลากหลายข้างต้นนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ก าลัง ศึกษาวิชาชีพครูและผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคนได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของความเป็นครู ทั้งนี้เพราะผู้ ที่ก าลังจะก้าวสู่ถนนขิงวิชาชีพครูในโอกาสต่อไปนั้น ถ้าหากมีความเข้าใจในตนเองอย่างถ่องแท้แล้ว จะช่วย ท าให้ตนเองศึกษาเล่าเรียนและท างานได้อย่างมมีประสิทธิภาพในโอกาสต่อไป ในขณะเดียวกันผู้ที่ก าลังปฏิบัติ ภารกิจในวิชาชีพครูอยู่ก็ได้ตระหนักในภารกิจการงานของความเป็นครูอยู่เสมอ 3.ความหมายของค าว่า “อาจารย์”


ปัจจุบัน ค าว่า “ครู” กับ “อาจารย์” มักจะใช้ปะคนหรือควบคู่กันเสมอจนบางครั้งดูเหมือนจะมี ความหมายเป็นค าค าเดียวกัน แต่ตามความเป็นจริงแล้วรากศัพท์เดิมของค าทั้งสองนี้แตกต่างกัน และเมื่อ พิจารณาความหมายดั้งเดิมของทั้งสองแล้วยิ่งมีความแตกต่างกันมากขึ้น นอกจากนี้ในทางกฎหมายก็ยังได้ ก าหนดความหมายของครูและอาจารย์ในลักษณะที่แตกต่างกันด้วย อย่างไรก็ตาม นักการศึกษา นักวิชาการ หน่วยงานทางการศึกษา รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ได้อธิบายความหมายของค าว่า “อาจารย์” ไว้อย่างหลากหลายเช่นกัน 3.1 ความหมายดั้งเดิมของอาจารย์ รากศัพท์เดิมของค าว่า “อาจารย์” มาจากภาษาบาลีว่า “อาจารฺย” และภาษาสันสกฤตว่า “อา จาริย” พระธรรมโกศาจารย์หรือพุทธทาสภิกขุ (2529 : 93) อธิบายว่าความหมายดั้งเดิมของ อาจารย์ หมายถึง ฝึกมารยาทหรือควบคุมให้อยู่ในระเบียบวินัยเป็นผู้รักษาระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ อาจารย์เป็นผู้วาง เป็นผู้ดูแลให้อยู่ในระเบียบ 3.2 ความหมายตามพจนานุกรม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 (ราชบัณฑิตสถาน, 2546 : 1,361) อธิบายว่า อาจารย์ คือ ผู้สั่งสอนวิชาความรู้ ใช้เรียกน าหน้าชื่อบุคคลเพื่อแสดงความยกย่องว่ามีความรู้ในทางใดทาง หนึ่ง ส่วนใน Webster’ Third New International Dictionary (Gove, 1965 : 1,172) และ ในหนังสือ Dictionary of Education (Good, 1973 : 307) ให้ความหมาย ของค าว่า “อาจารย์” (Instructor ) ไว้ตรงกัน คือ เป็นผู้สอนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่มีต าแหน่งต่ ากว่าระดับศาสตราจารย์ และเป็นผู้สอนที่ต้องรับผิดชอบต่อการสอนนักศึกษาให้เกิดความก้าวหน้าตามจุดประสงค์เฉพาะของการศึกษา ที่ก าหนดไว้ 3.3 ความหมายโดยทั่วไปของอาจารย์ ปัจจุบัน ค าว่า “อาจารย์” หมายถึง ฐานะชั้นสูงหรือชั้นหนึ่งของผู้ที่เป็นครู (พุทธทาสภิกขุ, 2529 : 93) ส่วนพระพรหมคุณาภรณ์สมัยเมื่อยังด ารงสมณศักดิเป็นพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) (2538ก) อธิบายค าว่า “อาจารย์” ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ไว้ดังนี้ 1.ผู้ประพฤติอันเกื้อกูลแก่ศิษย์ 2.ผู้ที่ศิษย์พึงประพฤติด้วยความเอื้อเฟื้อ 3.ผู้สั่งสอนวิชาและอบรมดูแลความประพฤติ นอกจากนี้ กวี อิศริวรรณ (2429 : 56 - 59) อธิบายความหมายและที่มาของค าว่า “อาจารย์” สรุปความได้ว่า ชาวอินเดียเรียกหัวหน้านักบวชในศาสนาพราหมณ์ว่า “อาจาระ” ค าว่า “อาจารย์” หมายถึง ผู้ที่สามารถจัดท าค าสอนให้ผู้ประสงค์จะบรรพชาหรือสามารถท่องจ าพระสูตรพระ


คาถา หรือสามารถจัดพิธีกรรมในพระอุโบสถได้ ส่วนในญี่ปุ่นจะเรียกพระสงฆ์ระดับพระเถระผู้ใหญ่กว่า “อาจารย์” ค าว่า “อาจารย์” นอกจากปรากฏอยู่ในภาษาไทยแล้ว ยังปรากฏอยู่ในภาษาอื่นๆ อีก เช่น ภาษาละติน (Archa (อาร์ชา) แปลว่า แม่พิมพ์ ภาษากรีก Archos (อาร์โชส์) แปลว่า ตัวอย่างในแบบพิมพ์ ภาษาญี่ปุ่น Artos (อาร์โตส์) แปลว่า หัวหน้าพระในนิกายเซน ภาษาฮินดี Arjarye (อาร์จารยี) แปลว่า หัวหน้าพระในศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤต Arjariya (อาจาริยะ) แปลว่า หัวหน้าพระในศาสนาพุทธ ภาษาบาลี Arjara (อาจาระ) แปลว่า หัวหน้าพระในศาสนาพุทธ ภาษาทิเบต Lamahojan (ลามาโฮจาน) แปลว่า หัวหน้าพระในนิกายมหายาน ภาษาอิหร่าน Ayah (อาย่าห์) แปลว่า หัวหน้าพระในศาสนาอิสลาม 3.4 ความหมายของค าว่าอาจารย์ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ไม่ได้ก าหนดค าว่า “อาจารย์” ไว้ แต่จะใช้ค าว่า “คณาจารย์” และให้ความหมายไว้ว่า “คณาจารย์ หมายความว่า บุคคลากรซึ่งท าหน้าที่หลักทางด้านการสอนและวิจัยในสถานศึกษาระดับ ปริญญาของรัฐและเอกชน” 3.5 อาจารย์ 5 ประเภท ในทางพระพุทธศาสนา ในทางพระพุทธศาสนาได้จ าแนกอาจารย์ออกเป็น 5 ประเภทดังต่อไปนี้ 3.5.1 บรรพชาจารย์ - อาจารย์ในบรรพชา คือ ท่านผู้ท าหน้าที่ให้สิกขาบทในบรรพชา (บวช เณร) 3.5.2 อุปสัมปหาจารย์ - อาจารย์ในอุปสมบท คือ ผู้สวดกรรมวาจาในอุปสมบทกรรม 3.5.3 นิสสยาจารย์ - อาจารย์ผู้ให้นิสัย คือ ท่านที่ตนไปขอถือนิสัยในอันตวาสิก คือ ยอมตน เป็นศิษย์ในปกครอง 3.5.4 อุเทศาจารย์หรือธรรมาจารย์ - อาจารย์ผู้ให้อุเทศหรือสอนธรรม คือ ท่านที่สั่งสอนให้ วิชาความรู้ โดยหลักวิชาก็ดี เป็นที่ปรึกษาค้นคว้าก็ดี 3.5.5 โอวาทาจารย์ - อาจารย์ผู้ให้โอวาท คือ ท่านที่ท าหน้าที่อบรมตักเตือนแนะน าเป็นครั้ง คราว จากที่กล่าวมานี้สามารถสรุปความเกี่ยวกับความหมายของค าว่า “อาจารย์” ได้ดังต่อไปนี้ 1. ค าว่า “อาจารย์” มาจากภาษาบาลี - ภาษาสันสกฤตว่า “อาจารฺย,อาจาริย” และ ในภาษอังกฤษ ใช้ “Instructor” 2.เดิมใช้เรียกพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นหัวหน้าพระหรือพระที่ท าหน้าที่สอนนักธรรมหรือเปรียญธรรมแก่ พระภิกษุสามเณร


3.ความหมายดั้งเดิมของอาจารย์ หมายถึง ผู้ฝึกอบรมมารยาท หรือควบคุมให้อยู่ในระเบียบวินัย เป็นผู้รักษาระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ 4.ความหมายในปัจจุบันสรุปได้ดังนี้ 4.1 ผู้สั่งสอนวิชาความรู้และอบรมดูแลความประพฤติของศิษย์ เป็นผู้ที่มีความเอื้ออาทรแก่ศิษย์ และศิษย์พึงพฤติด้วยความเอื้ออาทร 4.2 ผู้สอนในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยสถานภาพสูงกว่าต าแหน่ง “ครู” แต่ต่ ากว่าผู้สอนใน ระดับศาสตราจารย์ 4.3 ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ไม่มีค าว่า “อาจารย์” แต่ใช้ “คณาจารย์” ซึ่ง หมายถึงอาจารย์ของหมู่คณะหรือคณะอาจารย์ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันผู้ที่ท าหน้าที่ทางการสอนไม่ว่าจะมีคุณวุติระดับใดหรือท าการสอนในระดับไหน สังคมมักนิยมเรียกน าหน้าว่า “อาจารย์” เหมือนกันหมดซึ่งความจริงก็มิได้เป็นการเสียหายแต่ประการใด ในทางตรงข้าม กลับเป็นการยกย่องเชิดชูเกียติและศักดิ์ศรีเพื่อความเสมอเหมือนกันของบุคคลที่ประกอบ วิชาชีพเดียวกันและที่ส าคัญที่สุดความส าคัญหรือคุณค่าของความเป็นครูหรืออาจารย์นั้นมิใช่อยู่ที่จะเรียกว่า อย่างไร แต่อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด 4. ความหมายของค าที่เกี่ยวข้องกับค าว่า “ครู - อาจารย์” ค าที่มีความหมายของเกี่ยวข้องกับค าว่า “ครู - อาจารย์” มีหลายค าต่อไปนี้ 4.1 อุปัชฌาย์ ผู้ที่เป็นอุปัชฌาย์ หมายถึง อาจารย์ผู้รับประกันผู้บวชใหม่ว่าจะรับประกันต่อสงฆ์ว่าจะดูแลพระภิกษุ รูปนี้ไม่ให้กระท าผิด ให้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของหมู่สงฆ์ได้ ส่วนในสมมัยโบราณ หมายถึง ผู้สอนวิชาชีพ เช่น สอนดีดพิณ เป็นต้น (พุทธทาสภิกขุ, 2529 : 93) ปัจจุบัน หมายถึง พระเถระผู้เป็นประธานการ บวชกุลบุตรในพระพุทธศาสนานั่นเอง 4.2 ทิศาปาโมกข์ ทิศาปาโมกข์ หมายถึง อาจารย์ผู้มีความรู้และชื่อเสียงโด่งดัง ในสมัยโบราณผู้มีอันจะกินจะต้องส่ง บุตรหลานของตนไปสู่ส านักทิศาปาโมกข์เพื่อให้เรียนวิชาชีพ หรือวิชาชั้นสูงในสาขาต่างๆ เพื่อกลับไปรับ หน้าที่การงานที่ส าคัญๆ 4.3 บุพพาจารย์ บุรพาจารย์ หรือ บูรพาจารย์ คือ อาจารย์เบื้องต้น ซึ่งหมายถึง บิดา มารดา ซึ่งถือว่าเป็นคุณครูคนแรกของบุตรธิดา 4.4 ปรมาจารย์ คือ อาจารย์ผู้เป็นเอกหรือยอดเยี่ยมในทางวิชาใดวิชาหนึ่งจนยากที่จะหาผู้ใดมี ความรู้ความสามรถเสมอเหมือนได้ 4..5 ปาจารย์ หมายถึง อาจารย์ของอาจารย์ 4.6 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (Assistant Professor) ใช้อักษรย่อว่า “ผศ.” (Asst.Prof.) เป็นต า แน่งทางวิชาการส าหรับผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ความช านาญในสาขาวิชาที่สอนสูงกว่าอาจารย์ แต่ต่ ากว่าต าแหน่งรองศาสตราจารย์และศาสตราจารย์


4.7 รองศาสตราจารย์ (Associated Professor) ใช้อักษรย่อว่า “รศ.” (Assoc.Prof.) เป็น ต าแหน่งทางวิชาการส าหรับผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่สอนสูงกว่าผู้ ต าแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ แต่ต่ ากว่าต าแหน่งศาสตราจารย์ 4.8 ศาสตราจารย์ (Professor) ใช้อักษรย่อว่า “ศ.” (Prof.) เป็นต าแหน่งทางวิชาการส าหรับ ผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ความช านาญอย่างยอดเยี่ยมในสาขาวิชาที่สอนสูงกว่าผู้ต าแหน่งรอง ศาสตราจารย์ และถือว่าเป็นต าแหน่งสูงสุดทางวิชาการ 5. งานท้าทายในการเป็นครู ผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้วตั้งแต่ต้นบทนี้ว่า “ทุกคนเกิดมาต้องมีครูและทุกคนต้องเป็นครู” เหตุที่กล่าว ไว้เช่นนั้นก็เพราะต้องการเน้นให้นักศึกษาวิชาชีพครูทุกคนได้ตระหนักถึงความส าคัญของการเป็นครู อย่างไร ก็ตามถ้าจะพิจารณาเฉพาะงานของครูโดยอาชีพการเป็นครูนั้นมิใช่จะมีแต่ความรู้ในหลักวิชาการที่จะสอน นักเรียนก็จะเป็นครูที่ดีได้ การที่บุคคลจะประกอบวิชาชีพครูได้อย่างมีความสุขนั้น จะต้องอาศัยองค์ประกอบ อื่นๆ อีกหลายประการ ถึงแม่ว่าครูจะแตกต่างกันในด้านบุคลิกภาพบางอย่าง แต่ครูก็ต้องมีคุณลักษณะ บางอย่างที่คล้ายคลึงกันบ้าง เป็นต้นว่า การมีสติปัญญาไหวพริบดี มีความเมตตากรุณา มีอารมณ์ขัน ยิ้ม แย้มแจ่มใส จิตใจกว้าง ยอมรับความคิดเห็นและการแสดงออกของนักเรียน และมีความอดทนต่อค าพูด หรือการกระท าของนักเรียนบางคนสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นส่วนประกอบที่ส าคัญยิ่งส าหรับการเป็นครูที่ดี อย่างไรก็ตามในกระบวนการทางการเรียนการสอนนั้นครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ อีกหลายๆ อย่างเช่น การมีความรู้ในเรื่องวุฒิภาวะของนักเรียน รู้หลักจิตวิทยาการเรียนการสอน รวมทั้งการมีความรู้ ในด้านสังคมที่มีผลต่อการท างานทั้งในและนอกห้องเรียนอีกด้วย บุคคลที่จะมาเป็นครูนั้นจะต้องมีแรงจูงใจหรือศรัทธาที่จะสอนเด็กๆ เพราะความปรารถนาที่จะ ท างานร่วมกับเด็กๆ เป็นความต้องการพื้นฐานที่จ าเป็นมากกว่าสิ่งอื่นๆส าหรับบุคคลที่จะมาเป็นครูในอนาคต จะต้องมีความรู้หรือปรารถนาที่จะสอน ต้องมีความรักในตัวเด็กๆ ต้องมีความอดทนต่อความแตกต่างระหว่าง บุคคล ยอมรับในวัฒนธรรมเชื้อชาติของเด็กๆ และมีความแตกต่างในความเชื่อของเด็กๆ การยอมรับในตัว เด็กนั้นหมายความว่าครูจะต้องรักเด็กทุกคนเสมอเหมือนกันหมด เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์แล้วจะใคร คนใดคนหนึ่งรักทุกๆ คนเหมือนกันหมดย่อมท าได้ยาก อย่างไรก็ตามการยอมรับนับถือในตัวเด็กย่อมท าให้ครู มีอัธยาศัยอันงดงาม มีความยุติธรรม และมีความเชื่อว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการเรียนรู้ การ ท างานกับเด็กๆ นั้นครูต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่ง ดูเหมือนจะต้องใช้ความอดทนมากกว่าผู้ประกอบวิชาชีพ อื่นๆ ทั้งนี้เพราะครูอาจได้รับความร าคาญหรือการได้รับความขุ่นเคืองจากเด็กๆได้ตลอดเวลา วิธีการที่ครูในอนาคตหรือนักศึกษาวิชาชีพครูในปัจจุบันจะเพิ่มพูนศักยภาพเพื่อความเป็นครูที่ดีมีอยู่ 2 ประการ ประการแรก คือ จะต้องพยายามพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ การเรียนที่มีคุณค่า การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งในและนอกห้องเรียน ผู้ที่จะเป็นครูจะต้องคิดอยู่เสมอว่า ความเป็นผู้คงแก่ เรียนนั้นเป็นสิ่งที่ตนจะต้องกระท าให้บังเกิดขึ้นในตนเองจงได้ ประการที่สอง ครูในอนาคตจะต้องแสวงหา โอกาสเพื่อท างานกับเด็กๆ ทั้งเป็นการเฉพาะตัวและส่วนรวม เช่น หาโอกาส สอนเด็กๆ และการมีส่วน ร่วมกับเด็กๆ ในชุมชนเป็นต้น


วุฒิสามารถ (talent) ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวบุคคลจะเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลนั้นได้พยายามค้นหาว่าตนเอง มีความถนัดในการสอนเพียงใด หากบุคคลที่จะมาเป็นครู ในอนาคตสามารถค้นพบว่าการสอนและการมีปฏิ พันธ์กับบุคคลอื่นๆ เป็นสิ่งที่น่ายินดี ได้เร็วเพียงใด นั่นย่อมหมายถึงว่าตัวบุคคลนั้นย่อมจะเป็นครูที่มี ประสิทธิภาพในอนาคตหากนักศึกษาครูไม่ชอบอยู่ร่วมกับเด็กๆ ไม่ชอบที่จะสอนเด็กๆ นั่นย่อมหมายความว่า นักศึกษาครูผู้นั้นจะพบกับความล้มเหลวต่อการเป็นครูในอนาคต ดังนั้นการมีส่วนร่วมในชุมนุมต่างๆ ใน สถาบันก็ดี การเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนฝูงก็ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยท าให้นักศึกษาครูเกิดความเข้าใจใน ตัวเองมากขึ้น บุคคลที่จะมาเป็นครูควรเป็นผู้ที่ชอบอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างดี ครูในอนาคตหรือ นักศึกษาวิชาชีพครูในปัจจุบันที่ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับงานสังคมที่ส าคัญๆ ก่อนส าเร็จการศึกษาจาก สถาบันการศึกษาอาจจะเสี่ยงต่อการเลือกเรียนวิชาชีพนี้ ทั้งในด้านความพึงพอใจในอาชีพและสวัสดิภาพของ เด็กๆ ที่ก าลังรอคอยรับการอบรมสั่งสอนจากผู้ที่จะมาเป็นครูในอนาคต จากที่กล่าวมานี้ขอสรุปประเด็นส าคัญเพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจว่างานท้าทายในการเป็นครูนั้นมี มากมาย ที่ส าคัญได้แก่ 1.เป็นผู้ปฏิภาณไหวพริบ 2.มีความเมตตากรุณา 3. มีความอดทน 4. มีอารมณ์ขัน 5. ยิ้มแย้มแจ่มใส 6.จิตใจกว้าง 7.ยอมรับความคิดเห็น 8.รู้หลักจิตวิทยาการเรียนการสอน 9.มีความรักที่จะสอนเด็กๆ 10.รักความยุติธรรม 11.ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ฯลฯ 6. สาเหตุที่ท าให้ครูเกิดความเครียดในการท างาน การสอนนักเรียนมิใช่งานที่สบายเหมือนอย่างที่บางคนคิด นอกจาการสอนนักเรียนแล้วครูยังมีงานอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบหรือต้องกระท าตามความคาดหวังของสังคม อุปสรรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุท า ให้ครูเกิดความเครียดมากมาย สรุปเฉพาะที่ส าคัญๆ ได้ดังต่อไปนี้ 6.1 นักเรียนชอบก่อนกวนความสงบ นักเรียนชอบก่อกวนความสงบนั้นภายในห้องเรียนและนอกห้องเรียนนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ส าคัญยิ่ง ของครูเกือบทุกคน ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาของครูอาจารย์และผู้บริหารที่ต้องช่วยกันแก้ไข ส่วนมากจะ เป็นปัญหาทางสังคมวิทยา เช่น ปัญหายาเสพติดและสุรา การใช้ค าไม่สุภาพต่อเพื่อนนักเรียนและต่อครู


อาจารย์ การพฤติกรรมการชู้สาว การสอบตก ความไม่สนใจศึกษาเล่าเรียนของนักเรียน และอื่นๆ อีก มากมาย ล าพังเฉพาะทางโรงเรียนฝ่ายเดียวไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ นักวิชาการศึกษาเพียงแต่หวัง ให้หน่วยงานต่างๆ รวมทางบ้านได้ร่วมกันช่วยปัญหา ส่วนทางด้านตัวครูก็ต้องพยายามศึกษาพฤติกรรมที่ เบี่ยงเบนและศึกษาหาวิธีการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวในสังคม และลดปัญหาที่อาจจะเกิด กับนักเรียนของตน 6.2 การมีเวลาที่ไม่เพียงพอ การมีเวลาที่ไม่เพียงพอเป็นปัญหาที่บีบคั้นความรู้สึกของครูอยู่ในระดับสูงอีกปัญหาหนึ่ง กล่าวคือ ครูมักได้รับการมอบหมายต่างๆ ให้ท านอกเหนือจาการสอนอีกมากมาย เช่น การควบคุมดูแลโครงการ อาหารกลางวัน การแข่งขันกีฬา การแนะแนว การดูแลสุขภาพอนามัยของนักเรียน เหล่านี้เป็นต้น ที่ ส าคัญ บางโรงเรียนครูต้องรับภาระสอนนักเรียนซึ่งมีขนาดห้องเรียนใหญ่ ท าให้ครูต้องใช้เวลามากเพื่อตรวจ การบ้านหรือแบบฝึกหัดของนักเรียน การที่ครูมีเวลาไม่เพียงพอเป็นมูลเหตุท าให้ครูไม่ชอบงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่ การสอนมากขึ้น และในที่สุดก็จะพลอยท าให้ครูเบื่อการสอนนักเรียนด้วย 6.3 ความเฉื่อยชาของนักเรียน ความเฉื่อยชาของนักเรียนเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ท าให้ครูเกิดความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ปัจจุบันมี องค์ประกอบหลายอย่างที่ท าให้นักเรียนมีความเฉื่อยชา เช่น นักเรียนที่เรียนช้าหรือหรือไม่มีความสามารถ ทางการเรียน บางครั้งจะละความพยายามในการเรียนหลังจากได้รับความข้องขัดใจและความล้มเหลวในการ เรียน นักเรียนบางคนเห็นว่าวิชาการที่สอนในโรงเรียนไม่สามารถน าไปใช้ในชีวิตจริงของตนได้ก็เลยไม่สนใจที่ จะเรียนนักเรียนบางคนไม่สนใจการเรียน เป็นเพราะให้ความสนใจรายการต่างๆ ในโทรทัศน์มากกว่า บางครั้งความเฉื่อยชาของนักเรียนอาจมาจากสภาพทางครอบครัวของนักเรียนที่มีปัญหา เช่น ความยากจน พ่อแม่มีเรื่องทะเลาะกันเป็นประจ า หรือพ่อชอบดื่มสุราอาละวาด เป็นต้น ไม่ว่าความเฉื่อยชาของนักเรียน จะมาจากเหตุใด ครูก็จ าเป็นต้องใช้ พลังงานมากขึ้นเพื่อเร่งเร้ากระตุ้นเตือนให้นักเรียนสนใจศึกษาเล่าเรียน 6.4 หน้าที่อื่นๆ นอกเหนือการสอน ภารกิจของครูมิใช่มีเฉพาะแค่การสอนนักเรียนเท่านั้น ชีวิตประจ าวันของครู ที่ท าการสอนใน โรงเรียนนั้น ครูจะต้องรับผิดชอบงานอื่นๆ อีกนานัปการ เช่น การปกครองดูแลทุกข์สุขของนักเรียน การ จัดกิจกรรมนอกหลักสูตรต่างๆ การจัดโครงการต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหาร เหล่านี้เป็นต้น เมื่อ ภารกิจมากท าให้ครูมีเวลาพักผ่อนหรือเวลาเป็นตนเองน้อยลง ซึ่งส่งผลไปถึงคุณภาพการสอนนักเรียนด้วย 6.5 ขาดการสนับสนุนจากผู้ปกครอง/ชุมชน ขาดการสนับสนุนจากผู้ปกครองชุมชนเป็นปัญหาส าคัญต่อการท างานของครูเพื่อพัฒนาการ เรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นครูทุกคนจะต้องเรียนรู้วิธีการที่จะจัดการกับปัญหานี้และต้องตระหนักอยู่ เสมอว่าเป็นปัญหาส าคัญ การที่โรงเรียนจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองและชุมชนมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างโรงเรียนกับชุมชนนั้นๆ ส าหรับวิธีการสร้าง สัมพันธภาพระหว่างโรงเรียนกับชุมชนนั้นสามรถกระท าได้หลายวิธี เช่น การเยี่ยมเยียนผู้ปกครองของ


นักเรียนการเชิญผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรมวันส าคัญๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้น การพานักเรียนร่วมพัฒนาชุมชน ใกล้เคียง และการร่วมงานที่ผู้ปกครองนักเรียนจัดขึ้น เป็นต้น 6.6 นักเรียนมีความสามารถไม่เท่ากัน ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน เป็นปัญหาส าคัญที่ครูทุกคนต้องเผชิญ ครูที่มี ความคาดหวังในผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมากเพียงใดก็ยิ่งมีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจมากเท่านั้น ความ แตกต่างของนักเรียนจะพบได้ในทุกระดับชั้น แม้แต่ในชั้นที่มีนักเรียนเรียนเก่งที่สุดเป็นพิเศษ ก็ยังสามารถ พบความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน การที่จะช่วยให้นักเรียนบรรลุความประสงค์ของแต่ละคนมิใช่เป็น งานที่ง่านแม้แต่ครูที่มีประสบการณ์ทางการเรียนการสอนมามากที่สุดก็ตาม การสอนให้นักเรียนให้นักเรียนมี ความเข้าใจในแนวคิดต่างๆ เป็นงานที่ครูต้องได้รับความข้องขัดใจอยู่เสมอ แม้จะอธิบายครั้งที่สองครั้งที่สาม ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจเหลืออยู่อีก เมื่อเป็นเช่นนี้ครูที่คาดหวังหรือตั้งความหวังไว้สูงจึงมีโอกาสเครียดมากกว่าครู ที่ตั้งความคาดหวังไว้ต่ ากว่า 6.7 การไม่มีส่วนร่วมในกานตัดสินใจในหลักสูตร/การตัดสินใจในทางการบริหาร โดยทั่วไปครูจะมีความยินดีที่มีส่วนในการตัดสินใจต่อการใช้หลักสูตร แต่โดยความเป็นจริงครูกลับไม่ ค่อยได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นในการท าและการใช้หลักสูตร ส่วนใหญ่ผู้บริหารเป็นผู้มีส่วนส าคัญ ในการตัดสินใจเกี่ยวกับหลักสูตรหรือนโยบายที่ส าคัญของโรงเรียน โดยบางที่ครั้งครูมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีส่วนร่วมเลย ดังนั้นครูซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามตัดสินใจของคนอื่นจึงไม่ค่อยพอใจครูหลายๆคน ต้องทน ทรมานกับความรู้สึกไม่พอใจ ซึ่งมีผลมาจากความข้องขัดใจจากการมีส่วนร่วมเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้มีส่วน ในการตัดสินใจเลย แต่ทว่ากาปฏิบัติงานนั้นๆ กลับมีผลกระทบต่อตัวครูเอง 6.8 การไม่ได้รับผลป้อนกับทางบวกและขาดการสนับสนุน ผลป้อนกลับทางบวกของครูและการสนับสนุนขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหาร เพื่อนร่วมงาน นักเรียนที่ครูสอน การขาดผลป้อนกลับในทางบวกจากผู้บริหารจะช่วยซ้ าเติมความรู้สึกที่ไม่สบายใจให้ครู ขึ้นมาอีก ตาสภาพความเป็นจริงที่ปรากฏว่าของโรงเรียนด าเนินต่อไป โดยมองข้ามสัมพันธภาพในการท างาน ของครู ครูมักไม่ค่อยได้รับค าชมเชยในการท างาน ตรงกันข้ามกลับได้ค าต าหนิเมื่อท างานผิดพลาดหรือ บกพร่อง นอกจากครูทุกคนปรารถนาจะได้รับผลป้อนกลับจากผู้บริหาร จากเพื่อนครูและจากนักเรียนแล้ว ได้รับหารสนับสนุนจากบุคคลต่างๆ ที่ครูท างานร่วมอยู่ด้วยก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ท าให้การท างานของครูมี ประสิทธิภาพ การได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมวิชาชีพในโรงเรียนเดียวกันหรือในกลุ่มโรงเรียนเดียว ถือได้ ว่าเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพการท างานของครูได้อย่างดีประการหนึ่ง เพราะท าให้เกิดผลผลิตมากมาย โดย นักเรียนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด 6.9 ความกดดันทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเงินของครอบครัวหรืด้านส่วนตัวของครูเป็นปัญหาที่ส าคัญยิ่งใน ปัจจุบัน ครูในฐานะที่เป็นผู้น าของสังคม แต่ทว่ามีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจหรือการเงิน มีรายได้ไม่เพียงพอ กับรายจ่าย เป็นสาเหตุส าคัญที่ท าให้ครูต้องเกิดความเครียด


7. ประเภทของครู การที่จะจ าแนกประเภทของครูออกเป็นลักษณะอย่างไรนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ส านึกคิดของแต่ละ บุคคล อย่างไรก็ตามไม่ว่าครูจะได้รับจ าแนกออกเป็นลักษณะอย่างไรก็มิท าให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องได้รับ ความเสียหาย ตรงกันข้ามกลับจะเป็นการช่วยกระตุ้นเตือนให้ผู้เป็นครูมีส านึกในความเป็นครูมากยิ่งขึ้น ในที่นี้ผู้เขียนขอจ าแนกประเภทของครูในลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้ 7.1 จ าแนกประเภทของครูตามลักษณะงาน ถ้าหากพิจารณาจากลักษณะการท างานของครู จะได้ครู 4 ประเภทดังต่อไปนี้ 7.1.1 ครูประจ าบ้าน ครูประจ าบ้าน หมายถึง ครูที่บ้าน ซึ่งได้แก่ บิดามารดา ซึ่งเป็นผู้ให้ก าหนดและถือว่าเป็นครูคน แรกของทุกคนที่เกิดมา เรียกว่า “บูรพาจารย์” หรืออาจารย์เบื้อต้นด้วยหน้าที่ทั่วไปแล้วครูคนแรกที่แท้จริง คือ มารดา รองลงมา คือ บิดา แต่ทว่าทั้งมารดาและบิดาเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับบุตรมากที่สุด และ บุคคลทั้งสองต้องคอยปกป้องดูแลลูกๆ ในเวลาที่พร้อมๆ กันเกือบตลอดเวลา ดังนั้นจึงยกย่องให้บิดามารดา เป็นครูคนแรกหรือบูรพาจารย์ของลูกเสมอเหมือนกัน นอกจากบิดามารดาจะเป็นครูประจ าบ้านแล้ว ในกรณีที่บางคนขาดซึ่งบิดาหรือมารดา ตั้งแต่ยังเยาว์ ให้ ถือว่าผู้อุปการะเลี้ยงดูเรานั้นเป็นครูประจ าบ้านแทนบิดามารดาของเรา 7.1.2 ครูประจ าโรงเรียน ครูประจ าโรงเรียน ได้แก่ ครูอาจารย์ที่ท าการสอนอยู่ตามโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ จะ กระท าโดยส านึกหรือด้วยวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง หรือจนกระท าตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจาก ทางราชการ ก็สามารถเรียกว่า “ครูประจ าโรงเรียน” ได้ทั้งนั้น ครูประเภทนี่ถ้าหากกระท าหน้าที่ของครู ด้วยวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง แล้วจะต้องรับภาระการงานอันหนักอยู่ตลอดเวลา เพราะการอบรมสั่ง สอนคนให้เป็นผู้มีความรู้และพฤติดีนั้นมิใช่เป็นงานที่ง่าย ทั้งนี้เพราะคนที่ครูจะต้องสั่งสอนอบรมนั้นมีหลาย ประเภทหรือที่เรียกกันว่า “บัวสี่เหล่า” กล่าวคือ มีทั้ง “โง่สุดกู่ พอรู้เรื่อง ใกล้เปรื่องปราดและฉลาด มาก” ประกอบกับนิสัยใจคอของนักเรียนที่ได้รับการปลูกฝังอบรมมาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน จึงเป็นการ เพิ่มความยากล าบากในการอบรมสั่งสอนให้แก่ครูมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีวิญญาณของความเป็นครู อย่างแท้จริงย่อมไม่หวั่นวิตกต่อความยากล าบากที่จะอบรมสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดีมีคุณธรรม 7.1.3 ครูประจ าวัด ครูประจ าวัด ได้แก่ พระภิกษุในพุทธศาสนาหรือนักบวรในศาสนาอื่นๆ ที่มีความรู้ความเข้าใจในหลัก ค าสอนในศาสนาของตนเองอย่างเพียงพอ แล้วน าค าสอนของพระศาสดามาเผยแผ่เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ เป็นคนดีมีศีลธรรม ท าให้สามารถในการด ารงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสงบสุข 7.1.4 ครูประจ าโลก ครูประจ าโลก ได้แก่ พระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา และศาสดาของศาสนาอื่นๆ ที่ได้ค้นพบ หลักธรรมค าสอนอันประเสริฐ แล้วน าหลักธรรมนั้นๆ มาเผยแผ่อบรมให้มวลมนุษย์ในโลกได้รู้ได้เข้าใจและ น าไปประพฤติปฏิบัติเพื่อความสุขความเจริญและความร่มเย็นในชีวิต และความสงบสุขของสังคมโลก


7.2 จ าแนกประเภทของครูตามลักษณะคุณธรรม ถ้าหากจะจ าแนกประเภทของครูตามลักษณะคุณธรรมของครู จะได้ดังต่อไปนี้ 7.2.1 ครูประเภทเปลือกครู ครูประเภทนี้เป็นครูที่ด้อยในคุณธรรมของความเป็นครูอย่างยิ่ง ทั้งนี้อาจจะเกิดจาการที่มิได้มีศรัทธาต่อ ความเป็นครู หรืออาจะเกิดจากสภาพแวดล้อมชักจูงให้มีพฤติกรราบางอย่างที่ท าลายภาพลักษณ์ของความ เป็นปูชนียบุคคล หรือไม่ก็เกิดจากนิสัยอันถาวรที่ติดตัวมาก็ย่อมเป็นได้ ครูประเภทเปลือกครูนี้มีวิญญาณ ของความเป็นครูน้อยมาก จะท าการสอนไปวันหนึ่งๆ เพียงเพื่อให้วันเวลาผ่านไป ไม่ค านึงว่าศิษย์ของตนจะ มีความรู้หรือไม่ จะดีหรือชั่งอย่างไรก็ไม่สนใจ ด้วยเหตุนี้จึงเปรียบครูประเภทนี้เสมือนเปลือกไม้ซึ่งด้อยด้วย คุณค่า บางครั้งอาจจะด้อยคุณค่ากว่าเปลือกไม้บางชนิดเสียด้วยซ้ าเพราะเปลือกไม้บางชนิดยังมีประโยชน์ใน การรักษาโรคได้ ต่อไปนี้จะยกตัวอย่างพฤติกรรมของครูประเภทเปลือกครูมาให้นักศึกษาครูเข้าใจ และขอย้ าในที่นี้ว่า พฤติกรรมที่กล่าวนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ความจริงมีมากกว่านี้อีกมากมาย เช่น 1) มาโรงเรียนสายเป็นประจ า 2) งานไม่ท าเอาแต่คุย 3) ท างานชุ่ยตลอดเวลา 4) ชอบดุด่าเด็กไร้เหตุผล 5) งานของตนท าไม่เป็น 6) เช้าจรดเย็นกินแต่เหล้า 7) ไม่สร่างเหล้าเข้าของสอน 8) หนีไปนอนยามเพื่อนเผลอ 9) พูดเพ้อเจ้อกับศิษย์ 10) ดัดจริตเจรจา 11) เจ้านายมาท าเป็นขยัน 12) วันทั้งวันไม่อยู่ที่ 13) หาความดีที่ไม่สอน 14) เล่นละครหลอกเจ้านาย 15) ไปค้าขายเวลาราชการ 16) ท าหย่อนยานเป็นพ่อพระ 17) เอาชนะระราน 18) ชอบซุกงานไว้ตลอด 19) บ่นออดจู้จี้ 20) เป็นหนี้เกินตัว 21) ชอบมั่วแต่อบาย


22) ไม่ขวนขวายหาความรู้ 23) อยู่เป็นครูไปวันๆ ฯลฯ 7.2.2. ครูประเภทเนื้อครู ครูประเภทเนื้อครูมีคุณธรรมของความเป็นครูสูงกว่าครูประเภทเปลือกครูนั่นคือ มีความ รับผิดชอบในหน้าที่หรือตามตารางสอน เมื่อเสร็จสิ้นจากการสอนแล้วไม่ผ่านใจในการอบรมสั่งสอนศิษย์ ศิษย์ จะดีจะเลวอย่างไรไม่สนใจ ถ้าเป็นนอกเวลาท าการสอนแล้วไม่สนใจทั้งสิ้น ขณะที่ท าการสอนก็จะเน้นเฉพาะ เนื้อหาวิชาตามที่ก าหนดในหลักสูตร ไม่มีการสอดแทรกคุณธรรม. จริยธรรม เช่น ถ้าสอนคณิตศาสตร์ก็จะเน้น เฉพาะเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ สอนศิลปะก็จะเน้นแต่หลักการทางศิลปะ หรือถ้าสอนดนตรีก็จะเน้นเฉพาะแต่ ความรู้ทางดนตรีเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็ตามครูประเภทนี้ยังนับว่าดีกว่าครูประเภทเปลือกครู เพราะ นักเรียนยังได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้มากขึ้นเหตุที่เปรียบครูประเภทนี้เป็นเนื้อครูก็เพราะมีลักษณะเหมือน เนื้อไม้ซึ่งไดประโยชน์ใช้สอยมากกว่าเปลือกไม้ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างพฤติกรรมบางประการของครูประเภทเนื้อครู เช่น 1) สอนหนังสือตามหลักสูตร 2) มักไม่พูดเรื่องจรรยา 3) ถึงเวลาก็มา 4) ได้เวลาก็กลับ 5) ไม่ส าทับคุณนิสัย 6) เรื่องวินัยไม่กล้าเน้น 7) ท าไม่เป็นแต่สอนได้ 8) ชอบแต่งกายน าสมัย 9) ของไทยๆ ไม่นิยม 10) ชอบชื่นชมกับของนอก 11) ใช้วิธีบอกเวลาสอน 12) ไม่เอื้ออาทรต่อศิษย์ 13) ไร้ความคิดสร้างสรรค์ 14) ท างานทุกวันตามหน้าที่ 15) ขนบธรรมเนียมประเพณีไม่สนใจ ฯลฯ 7.2.3. ครูประเภทแก่นครู ครูประเภทแก่นครูเป็นครูที่มีคุณธรรมของความเป็นครูสูง เป็นครูในอุดมคติเป็นครูเพราะมีศรัทธา ในวิชาชีพครูอย่างแท้จริง เมื่อเข้ามาศึกษาเล่าเรียนวิชาชีพครูก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชาชีพครูก็ตั้งใจศึกษาเล่า


เรียนอย่างจริงจัง เมื่อส าเร็จการศึกษาออกไปประกอบวิชาชีพครูก็กระท าหน้าที่ด้วยส านึกในความเป็นครู ตลอดเวลา ครูประเภทนี้เปรียบเสมือนแก่นไม้ซึ่งมีความมั่นคงแข็งแกร่งและมีคุณค่าต่อการใช้สอยมากกว่า เนื้อไม้ หากสถาบันวิชาชีพครูทีครูประเภทนี้มากเท่าใดก็จะท าให้สถาบันวิชาชีพครูได้รับการยกย่องสรรเสริญ จากสังคมมากเท่านั้น ต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างพฤติกรรมบางประการของครูประเภทแก่นครู เช่น 1) มาโรงเรียนแต่เช้า 2) กลับถึงเหย้าเมื่อเย็น 3) สอนศิษย์ให้คิดเป็น 4) ท าตัวเช่นที่สอนศิษย์ 5) ไม่ติดสุรา 6) ไม่เป็นขี้ยาติดบุหรี่ 7) หนี้สินไม่มี 8) กินพอดีไม่ฟุ้งเฟ้อ 9) ไม่เพ้อเจ้อนินทา 10) ให้เวลาสอนเพิ่ม 11) สอนซ้อมเสริมเด็กเรียนช้า 12) มีเมตตากับทุกคน 13) ไม่ซุกซนมั่งโลกีย์ 14) ไม่เป็นผีการพนัน 15) ขยันอบรมสั่งสอนศิษย์ 16) เป็นมิตรกับทุกคน 17) เฝ้าก่นอ่านต ารา 18) ค้นคว้าหาความรู้ 19) กตัญญูกตเวที 20) เอื้ออารีมิตรสหาย 21) ไม่แต่งกายน าสมัย 22) ท าจิตใจเบิกบาน 23) พูดอ่อนหวานน่าฟัง 24) ยืนเดินนั่งเป็นผู้ดีฯลฯ 7.3 จ าแนกประเภทของครูตามลักษณะอัตตา (ตัวตน) การจ าแนกประเภทของครูออกตามลักษณะอัตตา หมายถึง การพิจารณาประเภทของครูตามตัวตน ของครู ซึ่งสามารถจ าแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 7.3.1. ครูที่เป็นบุคคล


ครูที่เป็นบุคคล หมายถึง ครูที่มีตัวตน ซึ่งได้แก่บุคคลต่างๆ ต่อไปนี้ 1). บิดามารดาซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกของบุตร 2). ผู้อุปการะเลี้ยงดูหรือญาติผู้ใหญ่ 3). ครูตามระเบียบประเพณีทางการศึกษาของสังคม เช่น ครูอาจารย์ตามสถาบันการศึกษาต่างๆ 4). พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงความรู้และคุณธรรม เป็นผู้อบรมจิตใจให้แก่ผู้ที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใส 5). เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้านเรือนเคียง หรือเพื่อนร่วมชั้นเรียน บุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นครูซึ่งกันและ กัน 6). ผู้ที่มีเมตตากรุณาหวังดีให้ค าแนะน าสั่งสอนหรือชี้น าทางที่ถูกควรแม้เพียงชั่วคราว 7). ผู้ที่ประสบการณ์มากกว่า ซึ่งตัวเราจ าเป็นต้องปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย 8). บุคคลที่เป็นศัตรูหรือผู้ไม่หวังดีต่อเรา เป็นครูให้เราได้ เพราะท าให้เราต้องคิดทบทวนใคร่ครวญถึง พฤติกรรมหรือการกระท าของบุคคลเหล่านั้น หรือแม้แต่พฤติกรรมของเราที่จะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น 9). ตนเองเป็นครูให้ตนเองได้โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่ได้สะสมไว้เป็นครูสอนใจตนเอง เช่น เคยกระท าความผิดสิ่งใดมาแล้วจะไม่ท าสิ่งนั้นอีกอย่างนี้เรียกว่า "ผิดเป็นครู" 7.3.2 ครูที่ไม่ใช่บุคคล ครูที่มิใช่บุคคล หมายถึง สิ่งของและพฤติกรรมต่างๆ ที่มีผลหรืออิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของตน ท าให้บุคคลนั้นน าไปเป็นแบบกระสวนพฤติกรรมในการท างานหรือการด ารงชีวิต เช่น 1) การงานที่ท าจนมีความเชี่ยวชาญ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามี "ทักษะ"สามารถน ามาเป็นครูได้ เพราะสามารถได้วิธีการท างานนั้นๆ มาเป็นบรรทัดฐานในการท างานต่อไป 2) ความผิดพลาดในการท างานหรือความผิดพลาดในอดีต น ามาเป็นครูได้เพราะเป็นเครื่องชี้น ามิให้ บุคคลกระท าในสิ่งนั้นอีก โบราณท่านเรียกว่า "ผิดเป็นครู" 3) ปัญหาหรืออุปสรรคในการท างานที่ผ่านมา เมื่อผ่านพ้นปัญหาหรืออุปสรรคนั้นๆได้ ย่อมใช้เป็น แนวทางในการท างานหรือแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกันได้หรือมิฉะนั้นเมื่อพบปัญหาหรืออุปสรรคในลักษณะ เดียวกัน ก็จะได้เลือกวิธีการใหม่ ไม่ต้องเสียเวลาในการคิดแก้ปัญหานั้นๆ อีกต่อไป 4) ประสบการณ์ทุกอย่างในชีวิต ทั้งที่สมหวังและไม่สมหวัง สามารถใช้เป็นครูให้ตนเองเพื่อการ ด าเนินชีวิตต่อไป 5) สิ่งแวดล้อมทางกายภาพทั้งหลายทั้งปวง เช่น ที่อยู่อาศัย ที่ท างานบริเวณอาคาร สถานที่ รวมทั้ง ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ย่อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยในที่นั้น เช่น ถ้าหากที่อยู่อาศัยสะอาด เรียบร้อย เป็นระเบียบสวยงาม ก็จะโน้มน้าวให้บุคคลที่อาศัยในที่นั้นๆ เป็นผู้ที่มีนิสัยประณีตบรรจง รัก ความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม เป็นต้น 6) ความเดือดเนื้อร้อนใจหรือความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจย่อมเป็นครูสอนให้บุคคลนั้นเป็นผู้มี ความอดทนอดกลั้น ต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อเอาชนะความเดือดร้อนนั้นๆทั้งนี้เพื่อให้ชีวิตของตนดีขึ้น สรุปท้ายบท


ภารกิจที่ส าคัญของครู คือ การสอนซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยกาผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ กระบวนการทางศาสตร์ หมายถึง ความรู้ตามหลักวิชาที่ต้องศึกษาเล่าเรียนให้แตกฉาน ส่วนกระบวนการ ทางศิลป์นั้นหมายถึงจะต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวร่วมทั้งบุคลิกลักษณะ วาทศิลป์ ลีลาในการสอน ซึ่ง เป็นสิ่งที่มีได้เฉพาะตัวบุคคล ค าว่า "ครู" มีความหมายได้หลายนัย ที่ส าคัญ คือ เป็นผู้อบรมสั่งสอนศิษย์หรือถ่ายทอดความรู้ ให้แก่ศิษย์ ในสมัยโบราณนิยมเรียกผู้สอนที่เป็นคฤหัสถ์หรือผู้ครองเรือนว่า "ครู" เพราะครูมีความหมายลึกซึ้ง ซึ่งหมายถึงเป็นผู้เปิดประตูทางวิญญาณของศิษย์ไปสู่คุณธรรมชั้นสูง ปัจจุบันค าว่า "ครู" กับ "อาจารย์" มักมีผู้เรียกปะปนกันจนดูเหมือนจะเป็นค าค าเดียวกัน ซึ่ง ความจริงทั้งรากศัพท์และความหมายดั้งเดิมของทั้งสองค านี้แตกต่างกันกล่าวคือ ค าว่า "ครู" มาจากรากศัพท์ ในภาษาบาลี - สันสกฤตว่า "ครุ - คุรุ" แปลว่า หนัก สูง หรือใหญ่ ส่วนค าว่า "อาจารย์" มาจาก ภาษบาลี - สันสกฤตว่า "อาจารฺย - อาจาริย" แปลว่า ผู้ฝึกอบรมมารยา ดูแลความประพฤติ อย่างไรก็ตาม ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ได้ก าหนดไว้ว่าผู้ที่สอนในสถานศึกษาซึ่งต ากว่าระดับปริญญาให้เรียกว่า "ครู" ส่วนผู้สอน ในสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญาให้เรียกว่า "คณาจารย์" คนที่จะมาเป็นครูนั้นจะต้องมีแรงจูงใจในการสอนเด็ก มีความรักเด็ก สนุกกับการท างานร่วมกับ เด็กๆ เเละเป็นผู้ที่ปรารถนาจะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ


Click to View FlipBook Version