The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ :สมเด็จพระรามาธิบดี ที่1
สมัยรัตนโกสินทร์ : พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (ร.8)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-01-29 11:51:56

พระราชกรณียกิจของกษัตริย์ไทย

ก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ :สมเด็จพระรามาธิบดี ที่1
สมัยรัตนโกสินทร์ : พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (ร.8)

ประวัติศาสตร์ มัธยมปีที่4

พระราชกรณียกิจ จัดทำโดย
ของพระมหา- นางสาว ปณัฐฌา บุญวานิชย์
กษัตริย์ไทย ชั้นม.4/8 เลขที่44

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) เสนอ
อาจารย์ ศศธร เรืองวิริยะชัย

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 1

สมเด็จ
พระรามาธิบดีที่ 1

พ ร ะ เ จ้ า อู่ ท อ ง
( ก่ อ น ส มั ย รั ต น โ ก สิ น ท ร์ )

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทอง ทรงเป็น สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงนำลักษณะการปกครองทั้งของ
พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา เสด็จพระ- ไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งของกรุงสุโขทัย และของขอม มา
ราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 1857 ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา ประยุกต์ใช้กับกรุงศรีอยุธยา ได้จัดการปกครองบรรดา
เป็นราชธานีของอาณาจักรอยุธยา เมื่อ จุลศักราช 712 ปี หัวเมืองต่าง ๆ ในราชอาณาจักร ออกเป็น หัวเมืองชั้น
ขาล โทศก วันศุกร์ เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ เวลา 3 นาฬิ กา 9 ใน หัวเมืองชั้นนอก และหัวเมืองประเทศราช ทรงโปรด
บาท (ตรงกับ พ.ศ. 1893) มีพระนามเต็มว่า สมเด็จ-พระ เกล้า ฯ ให้สมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรส ไปครอง
รามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตร พระเจ้าอยู่หัว และเสด็จ เมืองลพบุรี และขุนหลวงพะงั่ว ผู้เป็นพี่พระมเหสี ไป
สวรรคต เมื่อ ปีระกา เอกศก จุลศักราช 731 (ตรงกับ ครองเมืองสุพรรณบุรี
พ.ศ. 1912) ครองราชสมบัติ 20 ปี ผู้สืบราชพระราช
บัลลังก์ต่อคือ สมเด็จพระราเมศวร

สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงตั้งกรุงศรีอยุธยา ณ ชัยภูมิที่
เอื้ออำนวยทั้งในด้านความมั่นคงปลอดภัยจากข้าศึกและ
ความอยู่ดีกินดีของชาวอยุธยา คือตั้งอยู่บน
ดินดอนสามเหลี่ยมที่มีแม่น้ำล้อมรอบ ตัวเมืองมีลักษณะ
เป็นเกาะ สะดวกในการป้องกันตัวเมืองจากผู้เข้ามารุกราน
และพื้นที่เหมาะแก่การเกษตรกรรม เป็นศูนย์กลาง
ทางการค้าและการคมนาคม อันเนื่องจากมีแม่น้ำสามสาย
คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ไหลมา
บรรจบกัน ควบคุมเส้นทางคมนาคมทางน้ำของบรรดา
บ้านเมืองที่ อยู่เหนือขึ้นไปที่จะออกสู่ทะเล

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 2

ที่มาของ
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

พระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี และ
เสวยราชย์ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์แรก จึงเป็นที่สงสัยกันว่า
พระเจ้าอู่ทองเป็นใครมาจากไหน จึงมาสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้น
ได้ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อ ๖๖๙ ปีมาแล้ว ทั้งยังไม่มี
การบันทึกไว้อย่างศิลาจารึกของกรุงสุโขทัย เรื่องราวของ
พระเจ้าอู่ทองจึงมีข้อสันนิษฐานกันมากมาย ส่วนใหญ่ก็เหมือน
นิยายที่ต่างคนต่างแต่ง นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีจึง
ต้องค้นคว้าหาหลักฐานมาพิสูจน์กันว่า แท้ที่จริงแล้วพระเจ้า
อู่ทองเป็นใคร มาจากไหนกันแน่

01 แนวความคิดที่ 1

พระเจ้าอู่ทองมาจากอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแนวความคิดของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุ
ภาพ แต่ในปัจจุบันแนวความคิดนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วเนื่องจากการสำรวจหลักฐานทางโบราณคดีของ
อ.มานิต วัลลิโภดม ที่เมืองอู่ทองแล้วพบว่า เป็นศิลปกรรมสมัยทวารวดีตอนปลาย ราวพุ ทธศตวรรษที่ 16-
โ1ค7รงทั้กงาสิร้นขนแาล้ดวใปหรญะ่มจาะณเกี่อยาวยขุ้เอมืงอกงับนี้กว่าารต้ดอูแงลร้ชาิ้งนไสป่วกน่อทีน่เคสลมืั่อยนสไมหเวด็ไจด้พบร่ะอรยามคารั้ธงิบที่ดมีีกผูา้สรรดู้าแงลพจราะกนผูค้ครนศทรี่ีแอตยุกธยต่าารงาว
ก2ัน00ในปกีาศรเาปสิดตตรัวาจใหา้รปยร์ชะสอบงคบวาวมสสเซำอเร็ลจิเยผู่้จแัดห่งกมารหโาควิรทงยกาาลรัยจปะพาึ่รงีสพปาแรผะเนทโศคฝรรงั่งกเาศรสที่มอาอร่กวแมบขุบดมค้านเปท็นางอโยบ่ารงาดณี คดี
เทพีื่เอมืใอห้งแอนู่่ทใจอวง่าจอะำบเภรรอลอุูว่ทัตอถงุปจรัะงสหงวัคด์ตสุรพงรตราณมเบวุรลี าตแ่อลมะงาบเมืป่อระพมา.ศณ. 2511 สรุปว่าเมืองอู่ทองโบราณนี้ร้างไปแล้ว
เป็นเวลาถึง 300 ปีก่อนยุคของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

02 แนวความคิดที่ 2

สืบเชื้อสายมาจากกลุ่มผู้ปกครองทางเหนือ ในตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า พระเจ้าอู่ทองสืบเชื้อสายมาจาก
โพครรงะเกจ้าารพขรนหามดกใุหมญา่รจมะีเตก้ี่นยววงข้ศอ์องยกูั่ทบี่เกมืาอรงดูเแชีลยชิง้นแสส่วนนหทรีื่เอคแลืค่อว้นนไโหยวนไดก้นบค่อรยตค่อรั้มงทาี่พมีรกะาเรจ้ดาูพแลรหจมากไดผู้้อคพนทยี่แพตมกาตส่รา้งาง
กเัมนือใงนทกี่เาชรียเปงิดราตัยวหใหร้ือปเรวีะยสงบไคชวยาปมรสาำกเรา็จร กผู้ษจััตดรกิยา์รที่โเควีรยงงกไชารยจปะรพึา่งกพาราทแี่ปผกนคโครรองงกสืาบรตท่ี่ออมอากถแูกบเบมืมอางเสปุ็ธนรอรยม่าวงดดีี
รุกราน จึงอพยพอยู่แถบบริเวณเมืองไตรตรึงส์สืบต่ออายุมาหลายชั่วคน จนถึงพระเจ้าอู่ทองหรือสมเด็จพระ
เพรื่าอมใาห้ธแิบน่ดใีจที่ว่1าจทีะ่บไดร้สรถลุาวัปตนถุาปกรรุะงสศงรคี์อตยรุธงยตาาเมป็เนวรลาาชแธลาะนงี บประมาณ

03 แนวความคิดที่ 3

แนวความคิดที่ว่าพระเจ้าอู่ทองเป็นชาวจีน เป็นเพียงการอ้างอิงจากพงศาวดารฉบับวันวลิต อีกทั้งก็ไม่มีหลัก
โฐคารนงทกาางรโขบนราาดณใหคญด่ีมจะาเสกี่นยับวสข้นอุนงกขั้บอกสัานรนดิูษแฐลาชิน้นนีส้่จวึงนไทมี่่เมคีนล้ื่ำอหนนัไกหมวไาดก้ พบ่ออเยช่คนรกั้ังนที่มีการดูแลจากผู้คนที่แตกต่าง
กัน ในการเปิดตัวให้ประสบความสำเร็จ ผู้จัดการโครงการจะพึ่งพาแผนโครงการที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี
เพื่ อให้แน่ใจว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ตรงตามเวลาและงบประมาณ

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 3

04 แนวความคิดที่ 4

พระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองเพชรบุรี(พริบพรี) ที่กล่าวถึงในจดหมายเหตุลาลูแบร์ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
รวมถึงยังมีตำนานที่กล่าวอ้างอิงถึงอยู่บ้าง โดยกล่าวว่า สมเด็จพระบรมราชาสถาปนาพระพุ ทธไตรรัตน
นายกได้ 1 ปีก็เสด็จออกผนวช แล้วสถาปนาเจ้าชายวรเชษฐ์ ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ครั้นลา
สิกขาแล้ว ก็โปรดให้เจ้าชายวรเชษฐ์ไปครองเมืองเพชรบุรี ซึ่งตำนานระบุว่าต่อมาคือสมเด็จพระรามาธบดีที่ 1

05 แนวความคิดที่ 5

พระเจ้าอู่ทองอยู่ที่บริเวณอยุธยานี้เดิมอยู่แล้ว เดิมเป็นเจ้าเมืองอโยธยา เมื่อมีโรคระบาดดัง
โคกรลง่ากวากร็ขไดน้าเสดดให็จญม่จาะสเกรี้่ยางวเขม้อืองงกัใบหกม่าทรี่ดบูแริลเวชิ้ณนส่ทวี่เนป็ทีน่เคกลรืุ่องนศไรหีอวไยดุ้ธยบ่อาใยนคปัรั้จงจทุี่บมัีนการดูแลจากผู้คนที่แตกต่าง
กัน ในการเปิดตัวให้ประสบความสำเร็จ ผู้จัดการโครงการจะพึ่งพาแผนโครงการที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี
เพื่ อให้แน่ใจว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ตรงตามเวลาและงบประมาณ

06 แนวความคิดที่ 6

พระเจ้าอู่ทองสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองลพบุรี โดยอ้างหลักฐานทางลายลักษณ์อักษรจากชินกาลมาลี
โคปรกงรกณา์รขทีน่กาลด่าใวหถญึง่จกะษเักตี่ยริวย์ขจ้อากงกเมัืบอกงาอรโดยูแธลยชิปุ้นรสะ่เวสนด็ทีจ่เมคาลืจ่อานกไเหมืวอไงด้กับม่โอพยชคหรั้รงือทีล่มีพกบาุรรีดใูนแปลัจจจาุกบัผนู้มคานยทึีด่แเตมืกอตง่าง
กันชัยในนากทาหรเรืปอิดพิตษัวณใุห้โปลรกะใสนบปัคจวจุาบมันสำแเลร็้จวตัผู้ง้จัขุดนกนาารงโคชื่อรงวักฏาเดรจชะหพึร่ืงอพขุนาแหผลนวโงคพระงงัก่วาครรที่อองอเกมืแอบงบสุมพารเปร็ณนอภยู่มาิ งญดีาติ

ของวัฏเดชได้อภิเษกกับพระเจ้าอู่ทองแล้วพระองค์ก็ได้เสด็จกลับไปที่เมืองอโยธยปุระ
เพื่ อให้แน่ใจว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ตรงตามเวลาและงบประมาณ

ตามหลักฐานและโบราณคดี
ทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ในแนวคิดที่ 4 5
และ 6 สามารถผนวกรวมกันได้ กล่าวคือ เมื่อพิจารณาตำนานทั้ง
หลายแล้ว เจ้าชายวรเชษฐ์ ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมราชา
กษัตริย์แห่งอาณาจักรละโว้ (แนวความคิดที่ 6) ต่อมาพระราชชนก
โปรดให้ไปครองเมืองพริบพรี (แนวความคิดที่ 4) และหลังจากพระ
ราชชนกเสด็จสวรรคตแล้ว ทรงกลับมาครองเมืองอโยธยา (แนว
ความคิดที่ 5) จากนั้นจึงเกิดโรคระบาด จึงทรงย้ายที่ตั้งเมืองมายัง

ตำแหน่งปัจจุบัน

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 4

พระราชกรณียกิจ

การสงครามกับเขมร

ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระองค์ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับ

แวข่ัน้นแตคอวน้นแตร่กางในๆกมาารกสมร้ายงแแผมน้กโครระทงั่งกาขรอที่มมีปซึร่งะสกิ็ทเปธ็ิภนามพาดค้ือวกยาดีรจตัน้งกระทั่ง
กษบัตรรริทยั์ดขฐอามนทรบงรสรทวัดรรฐคานตคือพรราะกรฐาชานโอสรำสหนรับามกาพรสรระ้บางรอมงลคำ์ปพรงะศก์อทบรอืง่นขึ้ๆนครอง
รราาขมชอยา์งธิโซบึค่งดรีพทงี่รก1ะาบรจึรงมมลีบำัญพงชศา์ใกห็้แปสรมพเัด็กจตพร์รไมะ่รเาป็เนมไศมวตรรีดยักงทแัตพ่กไ่ปอตนีกัสมมพูเดช็าจพแลระะให้

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือ ขุนหลวงพะงั่ว ทรงยกทัพไปช่วย จึง
สาซึม่งาจระถต้ตอีเงมืมอีคงำนชี้คแรจธงมเกีแ่ยตวกกัไบด้ขพอบรเะขบตรงมาลนำอพยูง่ด้ศว์ทยรงเริส่มวต้รนรดค้วตยใกนาศึรกรคะบรุั้สงิ่งนี้

สมที่เธดุ็รจกิพจรต้ะอบงรกมารราเชพื่าอธิจระาใชช้ทโีค่ ร1งจกึงาแรเตข่้งาไตัป้งแกป้ปัาญสัตหาพให้รแะลระาวชิธโีอที่รบสริษขัอทงจะพไดร้ะบรม
ลำปพรงะโศย์เชป็นน์จกาษกัโตครริยง์ขกอารม จากนั้นสร้างเป้าหมายตามความเหมาะสมกับ

ขนาดของโครงการ จากนั้น สร้างโครงสร้างแบบแยกย่อยงาน (WBS)

กาโรดศยาแสบ่นงางานใหญ่เป็นงานย่อย ๆ ท้ายสุด จัดทำแผนการจัดการรายการ

ทรฐงาพนซรึ่งะกมีรรุณายาลโะปเอรียดดเกว่ลา้ผาู้ใมหี้สส่วร้นางไดว้ัสด่วตน่าเงสีๆยจเะชท่นบทวนและอนุมัติการ
• ททเปรรลงงี่ยพพนรรแะะปกกลรรุุณณงราาาโโยปปกรราดดรเเฐกกาลลน้้าาอฯฯย่าใใหหง้้สสไรรร้้าาโคงงรววัังดดกพปุ่าารทแขไกธน้วสาดวเใรมหื่รอญยป่์ีจเพะมืเ่กอ.ีศ่ยปี.ว1พข9้อ.0ศง0.กั1บ8ก7า6ร

• ทดูรแงลพชิ้นระส่กวรนุณที่เาคโปลื่อรดนไเหกวล้ไาดฯ้ บใ่หอ้สยรค้ารัง้งวทัีด่มีพกราระรดูาแมลจเมาื่กอผปูี้คพนท.ีศ่แ.ต1ก9ต1่2างกัน


ในการเปิดตัวให้ประสบความสำเร็จ ผู้จัดการโครงการจะพึ่งพาแผน

โครงการที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่ อให้แน่ใจว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์
•พพรตะรรโอะงรตราสาเมมศเววลราแพลระงะมบหปารกะมษัาตณริย์พระองค์ที่ 2 แห่งกรุงศรีอ
ยุธยา

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 5

พระราชกรณียกิจ

ตรากฎหมาย
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงประกาศใช้กฎหมายถึง 10 ฉบับ ในรัชสมัย
ของพระองค์ ได้แก่
• พระราชบัญญัติลักษณะพยาน
• พระราชบัญญัติลักษณะอาญาหลวง
• พระราชบัญญัติลักษณะรับฟ้อง
• พระราชบัญญัติลักษณะลักพา
• พระราชบัญญัติลักษณะอาญาราษฎร์
• พระราชบัญญัติลักษณ์โจรพระราชบัญญัติเบ็ดเสร็จว่าด้วยที่ดิน
• พระราชบัญญัติลักษณะผัวเมีย
• พระราชบัญญัติลักษณะโจรว่าด้วยโจร
ในประวัติศาสตร์บางแหล่งบอกว่ามีมากกว่านี้ แต่เท่าที่หาหลักฐานได้ มี
เพี ยงเท่านี้เท่านั้น

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 6

รัชกาลที่ 8

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
มหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามา
ธิบดินทร (สมัยรัตนโกสินทร์)

พระบรมนามาภิไธย :หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล
พระปรมาภิไธย :พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอา

วนันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
ราชวงศ์ :ราชวงศ์จักรี
ครองราชย์ :2 มีนาคม พ.ศ. 2477
ระยะครองราชย์ :12 ปี 99 วัน
รัชกาลก่อนหน้า :พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลถัดไป :พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล

อดุลยเดช
วัดประจำรัชกาล :วัดสุทัศนเทพวราราม (โดยอนุโลม)

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 7

ข้อมูลส่วน พระราชสมภพ :20 กันยายน พ.ศ. 2468
พระองค์ สวรรคต :9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 (20 ปี)
พระราชบิดา :สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม
พระราชมารดา :สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

พ ร ะ ร า ช ป ร ะ วั ติ ข ณ ะ ท ร ง พ ร ะ เ ย า ว์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุน
สงขลานครินทร์ กับ หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่
20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมืองไฮเดลแบร์ก สาธารณรัฐไวมาร์ (ปัจจุบันคือประเทศเยอรมนี)

ขณะที่สมเด็จพระราชบิดาทรงศึกษาการแพทย์ที่ประเทศเยอรมัน โดยได้รับพระราชทานพระนามจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัวว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระมารดาออกพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า นันท

พระองค์ทรงมีสมเด็จพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช-
นครินทร์ และ สมเด็จพระอนุชา 1 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อทรงพระเยาว์ได้ตามเสด็จสมเด็จพระราชบิดาและสมเด็จพระราชชนนี
ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ
สหรัฐอเมริกา ซึ่งสมเด็จพระราชบิดาทรงเข้าศึกษาวิชาแพทย์ ณ
มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา ในระหว่างปี พ.ศ. 2469 - 2471
แล้วจึงเสด็จกลับประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อพระชนมายุได้ 3 พรรษา
ประทับ ณ วังสระปทุม ในระหว่างนั้นสมเด็จพระราชบิดาทรงพระประชวร
และสิ้นพระชนม์ ดังนั้น พระองค์จึงอยู่ในความดูแลของสมเด็จพระราชา
ชนนีเพี ยงพระองค์เดียว

พระองค์ทรงเริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี และเข้าศึกษาต่อที่
โรงเรียนเทพศิรินทร์ (ท.ศ.2329 ป.) หลังจากเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลง
การปกครองใน พ.ศ. 2475 นั้น สมเด็จพระราชชนนีได้ขอพระราชทานพระรา
ชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการที่จะทรงนำพระ
โอรส และพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดย
พระองค์ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมีเรมองต์ ต่อมาย้ายไปศึกษาที่โรงเรียน
นูแวลเดอลา ซูวิสโรมองต์ และ ทรงศึกษาภาษาไทย ณ ที่ประทับ โดยมีพระ
อาจารย์ตามเสด็จไปจากกรุงเทพ

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 8

การขึ้นทรงราชย์

ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ป ร เ ม น ท ร ม ห า อ า นั น ท -
ม หิ ด ล

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเมื่อยังทรงพระ
เยาว์ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระ
ปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ และมิได้ทรงสมมติเจ้า
นายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นรัชทายาท ดังนั้น คณะ
รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้
อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันมหิดลซึ่งเป็น
เจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติ
วงศ์แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.
2467 ขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์ต่อไป ตั้งแต่วันที่ 2
มีนาคม พ.ศ. 2477 โดยได้รับการเฉลิมพระนามเมื่อวันที่ 25
มีนาคม พ.ศ. 2477 ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

ในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 8 พรรษา และยังคงประทับ
อยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์เพื่ อบริหารราชการแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุ
นิติภาวะ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ
เจ้าพระยายมราช (ปั้ น สุขุม)

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2478 พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรม
หมื่นอนุวัตรจาตุรนต์สิ้นพระชนม์ สภาผู้แทนราษฎรจึงได้แต่ง
ตั้งให้นายพลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน)
เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเมื่อเจ้าพระยายมราช (ปั้ น
สุขุม) ถึงแก่อสัญญกรรม จึงมีการแต่งตั้งให้นายปรีดี พนม
ยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แทน หลังจากนั้น เมื่อ
เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ถึงแก่อสัญญ
กรรม รวมทั้ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพ
อาภาได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง นายปรีดี พนม
ยงค์ จึงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้
เดียว จนกว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จกลับสู่พระนคร

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 9

การเสด็จนิวัติพระนคร

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระราชชนนี และพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
เสด็จนิวัติพระนคร เมื่อปลายปี พ.ศ. 2477 เพื่อประกอบพระราชพิธี
บรมราชาภิเษก แต่เนื่องจากพระพลานามัยของพระองค์ไม่สมบูรณ์จึง
ได้เลื่อนกำหนดออกไปก่อน และได้กราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จฯ อีก
ครั้งในปี พ.ศ. 2478 แต่ก็ทรงติดขัดเรื่องพระพลานามัยอีกเช่นกัน

หลังจากนั้น รัฐบาลได้ส่งพลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (ม.ร.ว.สิทธิ์ สุทัศน์) ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชชนนีที่โลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เพื่อทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัติพระนครอีกครั้งในปี พ.ศ. 2479 อย่างไรก็ตาม ในระหว่างเตรียมการเสด็จนิวัติ
พระนครนั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ คณะรัฐบาลใหม่จึงขอเลื่อนการรับเสด็จออกไปอย่างไม่มีกำหนด

หลังจากนั้น รัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัติพระนครอีกครั้ง ในครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระราช
ชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เสด็จพระราชดำเนินจากเมืองโลซานที่ประทับโดยทางรถไฟมายังเมืองมาเชลล์
เพื่อประทับเรือเมโอเนีย ในการเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่ประเทศไทย และเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 เรือพระที่นั่งได้เทียบจอด
ทอดสมอที่เกาะสีชัง รัฐบาลได้จัดเรือหลวงศรีอยุธยาออกไปรับเสด็จมายังจังหวัดสมุทรปราการ ณ ที่นั้น

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้เสด็จไปคอยรับพระราชนัดดาและพระสุนิสาด้วย หลังจากนั้น จึงได้เสด็จโดย
เรือหลวงศรีอยุธยาเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งนับเป็นการเสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรกหลังจาก
เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ทรงใช้เวลาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน จึงได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่อ
ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง พระองค์จึงเสด็จนิวัติพระนครอีกครั้ง พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ซึ่งการเสด็จนิวัติประเทศในครั้งนี้ ทางราชการได้จัดพระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรม
มหาราชวังเป็นที่ประทับ และเนื่องจากพระองค์ทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงสามารถบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
อีกต่อไป

พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ ข อ ง พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ หน้า 10

สวรรคต แม้ว่าคุณจะวางแผนออกมาดีที่สุดเท่าที่คุณทำได้ แต่ความ
ไม่แน่นอนก็อาจเกิดขึ้นได้ในโลกธุรกิจ ดังนั้นคุณควรมีแผน
สำรองเพื่ อรองรับความเสี่ยง ซึ่งไม่เพี ยงจะช่วยให้ทีมของ
คุณคาดการณ์เหตุการณ์ไม่พึ งประสงค์ แต่ยังช่วยให้คุณมี
แผนดำเนินการหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นด้วย

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
ดูบทความหลักที่: การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอา
นันทมหิดล
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงตั้งพระทัยจะทรงศึกษาปริญญาเอก
สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซาน ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์จนเรียบร้อย
แล้วจึงจะเสด็จนิวัติพระนครเป็นการถาวรและทรงเข้ารับการบรม
ราชาภิเษกในภายหลัง

แต่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อนด้วยพระแสงปืนในวันที่ 9 มิถุนายน
พ.ศ. 2489 เวลาประมาณ 9 นาฬิ กา ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรม
พิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไป
ทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพียง 4 วัน ในชั้นต้นทางราชการ
ได้มีการแถลงข่าวสาเหตุการสววรคตว่าเป็นอุบัติเหตุจากพระแสงปืนลั่นแต่
การสอบสวนในภายหลังกลับพบสาเหตุว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ได้อัญเชิญ
พระบรมศพมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราช
วัง และจัดให้มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในระหว่างวันที่ 28-
29 มีนาคม พ.ศ. 2493 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง วันรุ่งขึ้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินเก็บ
พระบรมอัฐิ และอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิประดิษฐานที่บุษบงเหนือ
พระแท่นแว่นฟ้าทองภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มุขตะวันตก และจัด
ให้มีการพระราชกุศลพระบรมอัฐิขึ้น หลังจากนั้น ได้อัญเชิญพระโกศ
พระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานชั้นบน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จ
พระราชดำเนินอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ไปยังวัดสุทัศน์เทพวราราม และอัญเชิญพระ
บรมราชสริรางคารบรรจุลงในหีบ พร้อมทั้งเคลื่อนหีบพระบรมราชสรีราง
คารเข้าสู่พระพุ ทธบัลลังก์ พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวง
วัดสุทัศน์เทพวราราม

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ หน้า 11

การเฉลิมพระปรมาภิไธย

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ไม่ได้ทรงประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณ
ราชประเพณี ดังนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระบรมขัติยราชอิสสริยยศ รวมทั้ง ยังได้ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์บางองค์
เช่น นพปฎลเศวตฉัตร ซึ่งใช้ในการกางกั้นพระบรมศพและพระบรมอัฐิ จึงได้มีการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นเป็น "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมล รามาธิบดี จักรีนฤ
บดินทร์ สยามินทราธิราช" โดยประกาศเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2489

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ในวโรกาสพระราชพิธีฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
มหาอานันทมหิดล เป็นพระปรมาภิไธยอันวิเศษตามแบบแผนโบราณราชประเพณีว่า

"พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลา
นเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดม จักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิ
บุณ อดุลยกฤษฎาภินิหารรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรค
ลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหด
มบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหา
รามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุ ทธาทิไตรรัตน สรณารักษ์วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมรามาธิ
บดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร"

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขานพระปรมาภิไธยอย่างมัธยมว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอา
นันทมหิดล สกลไพศาล มหารัษฎธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร" และอย่างสังเขปว่า
"พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร"

พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ ข อ ง พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ หน้า 12

พระราชกรณียกิจ

การปกครอง

พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.
2489 และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินทรง
เยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ และทรงเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นครั้งแรก ณ สำเพ็ง พระนคร พร้อมด้วย
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความขัด
แย้งกันระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนจนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่อง มี
พระราชดำริว่า หากปล่อยความขุ่นข้องบาดหมางไว้เช่นนี้ จะเป็นผลร้ายตลอดไป จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จ
พระราชดำเนินสำเพ็ง ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และพระองค์ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาทเป็นระยะ

ประมาณ 3 กิโลเมตร การเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็งในครั้งนี้จึงเป็นการประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นให้หมดไป



การศาสนา

ในการเสด็จนิวัติพระนครครั้งแรกนั้น พระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุ ทธมามกะ ท่ามกลางมณฑลสงฆ์ใน
พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรง

นมัสการพระพุ ทธรูปในพระอารามที่สำคัญ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
ราชวรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร และวัดเทพ
ศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยเฉพาะที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารนั้น พระองค์เคยมีพระราชดำรัสกล่าวว่า "ที่นี่
สงบเงียบน่าอยู่จริง" ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้นำพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์มาประดิษฐาน ณ

วัดแห่งนี้
พระองค์ยังทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุ ทธศาสนา โดยได้มีพระราชหัตเลขาถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรม
หลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2489 ทรงขอสังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำราทางพระพุ ทธศาสนา
เพื่อใช้ในการเตรียมพระองค์ในการที่จะอุปสมบท แต่ก็มิได้ผนวชตามที่ตั้งพระราชหฤทัยไว้ นอกจากนี้ยังได้พระราชทาน

พระราชทรัพย์บำรุงวัดวาอาราม กับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นตามสมควร

การศึกษา

ในการเสด็จนิวัติพระนครในครั้งที่ 2 พระองค์ทรงได้ประกอบพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศ
โดยเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ รวมทั้ง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสถาน
ศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทรงศึกษาขณะทรงพระเยาว์
นอกจากนี้ พระองค์ยังได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของพระองค์ ณ หอประชุม

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489
และอีกครั้งที่ หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.
2489 โดยในการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้ มีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่
จะช่วยเหลือประชาชน โรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 จึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในปัจจุบัน คือ คณะ

แพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลังจากนั้น ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระองค์ทรงหว่านข้าว ณ แปลงสาธิต ของมหาวิทยาลัย

เกษตรศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจสุดท้าย ก่อนเสด็จสวรรคต

-จบการนำเสนอ-
พระราชกรณียกิจของกษัตริย์ไทย


Click to View FlipBook Version