พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ Developed an automatic hydroponic plant growing system นายกฤษณะ ส้วนเส้ง นางสาวอรษา ศรีถัด รายงานโครงการฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาโครงงาน หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขางาน เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ พ. ศ. 2566
ชื่อโครงงาน พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ ชื่อผู้จัดทำ นายกฤษณะ ส้วนเส้ง นางสาวอรษา ศรีถัด ชื่อครูที่ปรึกษาโครงงาน นายสุริยา พรหมราช นางวันวิสา บุญช้าง นางสาวธัญรัตน์ ทวีศรี นายธนดล เข็มพรหยิบ สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขางาน เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระอนุมัติให้รายงานโครงการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 ......................................... (นายปณชัย เพชรปาน) ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ คณะกรรมการสอบรายงานโครงการวิจัย ……………………………….………ประธานกรรมการ (นางวันวิสา บุญช้าง) ……………………………….………กรรมการ (นางสาวธัญญรัตน์ ทวีศรี) ……………………………….………กรรมการ (นายสุริยา พรหมราช)
ชื่อโครงการ พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ ชื่อผู้จัดทำ นายกฤษณะ ส้วนเส้ง นางสาวอรษา ศรีถัด ชื่อที่ปรึกษาโครงงานวิจัย นายสุริยา พรหมราช สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขางาน เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 2) เพื่อศึกษา ประสิทธิภาพของระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจระบบปลูกพืชไฮโดรโป นิกส์แบบอัตโนมัติได้มีการทำแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์หาข้อมูล โดยกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียน นักศึกษา จำนวน 30 คน ทดสอบใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติโดยทำแบบสอบถามหาความพึงพอใจด้วย ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติที่จัดทำ มีค่า ผลสัมฤทธิ์คะแนนเฉลี่ยโดยการเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 5 ระดับ ได้รับคะแนนเฉลี่ย 4.51 และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.38 โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดผลการดำเนินงานระบบปลูกพืชไฮโดร โปนิกส์แบบอัตโนมัตินี้สามารถทำให้ผู้ที่สนใจศึกษาไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ทดลองใช้ หรือกลุ่มแม่บ้าน ได้เช่นกัน และระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติยังมีข้อคิดดีๆให้ผู้ที่ได้ทดลองใช้สามารถนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน
Project Title Developed an automatic hydroponic plant growing system. By Mr. Kritsana Suanseng Miss. Orasa Srithat Project Advisors Mr. Suriya Promrach Major Field Business Computer Major of Job digital business technology Academic Year 2023 Abstract The objectives of this research are 1) to develop an automatic hydroponic plant growing system 2) to study the efficiency of an automatic hydroponic plant growing system 3) to study satisfaction with the hydroponic plant growing system. Automated droponics has a questionnaire to analyze the data. The sample group consisted of 30 students Test the use of the automatic hydroponic growing system by completing a satisfaction questionnaire with the mean and standard deviation. The results of the research found that the automatic hydroponic plant growing system created There is an average achievement score by comparing with 5 levels of standard criteria. Received a mean score of 4.51 and a standard deviation of 0.38. Overall satisfaction was at the highest level. The performance of this automatic hydroponic plant growing system can please those who are interested in studying whether they are students or not. Students who tried it out or a group of housewives as well And the automatic hydroponic plant growing system also has good ideas that those who have tried it can use in their daily life.
กิตติกรรมประกาศ สำหรับโครงงานวิจัยนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่งสำหรับผู้จุดประกายความคิด คือ นายสุริยา พรหมราช ซึ่งเป็นอาจารย์ที่คอยให้คำแนะนำตลอดจนเป็น ที่ปรึกษาเสนอแนะแนวทางในโครงงานวิจัยนี้ ตลอดจน แก้ไขข้อพกพร้องต่าง ๆ ของงานวิจัย จนกระทั้งงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ นายสุริยา พรหมราช ที่ได้ให้ความรู้ คำปรึกษาช่วยเสนอแนะแนวทางตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ ในการทำโครงงานวิจัยส่งผลให้ งานวิจัยนี้ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณคณะอาจารณ์ภาควิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจทุกท่าน ที่ได้มอบ การอบรมสั่ง สอนอย่างดีมาโดยตลอด รวมถึงบุคลากรทุกท่าน ที่ได้มอบความช่วยเหลือ และ คำแนะนำต่าง ๆ อย่าง ดีมาโดยตลอด สุดท้ายนี้ประโยชน์และคุณงามความดีทั้งหลาย พึงจะได้รับจากโครงงานพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโป นิกส์แบบอัตโนมัติผู้จัดทำขอมอบให้แด่ ผู้ที่มีพระคุณทุกท่านและคณะอาจารย์ที่ได้ประสิทธิประสาทความรู้ ความสามารถต่าง ๆ ให้แก่ผู้จัดทำจนประสบความสำเร็จในการศึกษา คณะผู้จัดทำ
สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย บทคัดย่อภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1-2 3. สมมติฐานการวิจัย 2 4. ขอบเขตของการวิจัย 2 5. นิยามศัพท์ 2-4 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ 6 2. พืช 6 3. ไฮโดรโปนิกส์ 6 4. ระบบ Automation 6-7 5. ความชื้น 7 6. อุณหภูมิ 7 7. กรด 7 8. ด่าง 7 9. Arduino 8
สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า 10. IOT 8-9 11. ระบบ 9-14 12. Relay Model 14-19 13. ปั๊มน้ำ 19 14. ปั๊มพ่นหมอก 19 15. การควบคุม 19-20 16.ค่าประสิทธิภาพของผู้เชี่ยวชาญ 20-22 17. ทฤษฎีความพึงพอใจ 22-25 18. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 25-27 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 28 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 28 3. ขั้นตอนในการวิจัยและพัฒนา 28-29 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 30 5. การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 31 6. วิธีดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 31 7. การวิเคราะห์ข้อมูล 31-32 บทที่ 4 ผลการวิจัย 1. ผลการดำเนินงาน 33 2. การวิเคราะห์ข้อมูล 33-39 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 1. สรุปผล 40-41 2. อภิปรายผล 41 3. ข้อเสนอแนะ 41 บรรณานุกรม ภาคผนวก ภาคผนวก ก. แบบคง.01-06 ภาคผนวก ข. แบบสอบถามความพึงพอใจ/แบบประเมินประสิทธิภาพ ภาคผนวก ค. รูปภาพกิจกรรมดำเนินการ ภาคผนวก ง. ใบโอน ภาคผนวก จ. ประวัติครูที่ปรึกษา ภาคผนวก ฉ. ประวัติผู้วิจัย
บทที่1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันการปลูกพืชไร้ดินกําลังเป็นนิยมอย่างแพร่ หลายเนื่องจากเป็นวิธีการปลูกพืชที่สามารถควบคุม ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ เช่น ศัตรูพืช ดิน การให้อาหารพืชเป็นต้น ให้สามารถลดปริมาณสารเคมี คือ กลุ่มที่นิยมเลือกพืชที่ปลอดสารพิษในการทําอาหารหรือ กลุ่มที่รักสุขภาพการที่่เกษตรกรจะปลูกพืชไร้ดินให้ ได้ผลผลิตสูงสุดนั้นเกษตรกรหรือผู้ดูแลต้องมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่จําเป็นต่อการเจริญเติบโต ของพืชแต่ละชนิด ยกตัวอย่าง เช่น ค่าความเป็นกรด - ด่าง (pH) ค่าการนําไฟฟ้า (Electrical Conductivity:EC) ค่าอุณหภูมิความชื้น อากาศและค่าแสงเป็นต้นยิ่งไปกว่านั้นการผสมสารละลายธาตุอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสมก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่ ต้องควบคุมทำให้เกษตรกรเกิดปัญหาในการควบคุมปัจจัยดังกล่าว ให้เหมาะสมและแม่นยําอยู่ตลอดเวลามีการ ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการปลูกพืชไร้ดินหลายประเด็น เช่น การตรวจจับธาตุอาหารหลักของการปลูกพืชไร้ดินแบบ อัตโนมัติโดยใช้อะเรย์ของIon-Selective Electrodes (Hak-jin Kim,2012) การศึกษาเกี่ยวกับความเหมาะสมของ การเพาะปลูกสมุนไพรแบบไฮโดรโปนิกส์ในสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุม (R.M.GIURGIU,2014), การกําจัด สารอาหารความเข้มข้นตามในพื้นที่ชุ่มน้ำของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์บูรณาการกับซีโอไลท์และแคลเซียมซิลิ เกตไฮเดรต (ChunjieLia,2014), การเปรียบเทียบความต้องการของที่ดินน้ำและพลังงานความต้องการของ ผักกาดหอมที่ปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์กับวิธีปลูกแบบธรรมดา (Guilherme LagesBarbosa, 2015), แบคทีเรียและ เชื้อราที่มีประโยชน์ในระบบการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ : ประเภทและลักษณะของวิธีการผลิตอาหารของปลูก พืชแบบไฮโดรโปนิกส์ (Seungjun Leea,2015), สำหรับในปัจจุบันเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internetof Things) ได้เข้ามามีบทบาทต่อภาค เกษตรกรรมมาก เกษตรกรสามารถรับรู้ ค่าสภาพแวดล้อมในบริเวณที่กำหนดได้อย่างแม่นยํา สามารถเก็บข้อมูล เพื่อนํามาวิเคราะห์ในภายหลังอีกทั้งยังควบคุมหรือสั่งการอุปกรณ์ได้จากระยะไกล ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี้มาเพิ่ม ผลผลิตทางการเกษตรสำหรับการปลุกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จึงเป็นหัวข้อวิจัยที่ท้าทายอย่างมากปัจจุบันมีงานวิจัยที่ ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวร่วมกับการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์และระบบโรงเรือน ดังนั้น กลุ่มผู้วิจัยจึงได้พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ เพื่อทำให้การปลูกพืชแบบไร้ดินเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Internet of Things ร่วมกับการปลูกพืชไร้ดินซึ่งเครื่องที่ถูก พัฒนาจะสามารถให้น้ำและปุ๋ยพืชต้องการรวมไปถึงปรับอุณหภูมิ และความชื้นและอากาศ ให้อยู่ในสภาวะที่ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยที่เกษตรกรไม่ต้องมาดูแลตลอดเวลาจากการแก้ปัญหาดังกล่าว ยังส่งผลให้ สามารถใช้ทรัพยากรน้ำและปุ๋ยได้อย่างคุ้มค่าและยังสามารถควบคุมปัจจัยทางด้านศัตรูพืช ได้อีกด้วยเนื่องจากเป็น การปลูกแบบระบบปิดและจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพและปริมาณที่สูงขึ้น 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1 เพื่อพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 1.2.2 เพื่อศึกษาประสิทธิภาพระหว่างผักที่ปลูกในระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติกับผักที่ปลูกใน ระบบไร้ดินแบบปกติ
2 1.2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 1.3 สมมุติฐาน 1.3.1 ได้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 1.3.2 ประสิทธิภาพระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์อยู่ในระดับมาก 1.3.3 นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 พึงพอใจต่อระบบ ปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติอยู่ในระดับมาก 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ด้านประชากร 1.4.1.1 ประชากร คือ นักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยการอาชีพ เวียง สระ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 144 คน 1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่างของโครงงานวิจัยครั้งนี้หาได้จากการคำนวณกลุ่มตัวอย่างด้วย สูตร ทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) เมื่อแทนค่าลงในสมการแต่ตัวแปรจะได้เป็น n=144/(1+(144*0.1^2))=59 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้จึงเป็น นักเรียน นักศึกษา 59 คน โดยวิธีเจาะจง 1.4.2 ตัวแปร 1.4.2.1 ตัวแปรต้น ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 1.4.2.2 ตัวแปรตาม 1.ประสิทธิภาพของระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ 2.ความพึงพอใจของนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 144 คน ที่มีผลต่อระบบ ปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 1.4.3 ด้านเนื้อหา 1.4.3.1 ระบบควบคุม 4 ระบบ 1.4.3.2 ระบบปรับค่าความชื้นและอุณหภูมิ 1.4.3.3 ระบบปรับค่าความเข้มข้นสารอาหาร 1.4.3.4 ระบบปรับค่าความเป็นกรดด่าง 1.4.3.5 ระบบปรับค่าระดับน้ำ 1.4.3.2 การทำงานของระบบ 1.4.3.2 PLC เป็นอุปกรณ์ประมวลผลและสั่งการรับข้อมูลที่อ่านค่าได้จากเซนเซอร์และ ส่งข้อมูลไปยัง Arduino เพื่อเก็บไว้ในฐานข้อมูล 1.4.3.3 รับข้อมูลจาก Arduino มาเก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อรอการประมวลผล 1.4.3.4 ประมวลผลข้อมูลจาก PLC เพื่อควบคุมระบบต่างๆ ในการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ โดยใช้รีเลย์ตัดต่อทางไฟฟ้าควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ 1.4.4 ด้านเวลา 1.4.4.1 ระยะเวลาในการทำโครงงาน ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 - กุมภาพันธ์ 2567 1.5 นิยามศัพท์
3 1.5.1 การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponic) คือ การปลูกพืชในน้ำที่ผสมสารละลายอาหารปลูก เลี้ยงหรือที่เรียกกันตามท้องตลาดว่าปุ๋ยน้ำโดยผักที่ปลูกแบบ Hydroponic ส่วนมากจะเป็นผักกินใบ และเป็นพืช ระยะสั้นที่เก็บเกี่ยวในระยะเวลาอันรวดเร็ว ที่นิยมปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ได้แก่ เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค ร็อคเก็ต ฟิลเลย์ กรีนคอส บัตเตอร์เฮด ผักกาดหอม 1.5.2 พืช เป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มใหญ่ประเภทหนึ่งอยู่ในอาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) ประกอบด้วย ไม้ ยืนต้น ไม้ดอก พืชล้มลุก และเฟิร์น พบได้ทั้งบนบกและในน้ำ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เนื้อเยื่อส่วนใหญ่ประกอบด้วยหลาย เซลล์ นิวเคลียสมีผนังเซลล์ ห่อหุ้ม เคลื่อนที่ไม่ได้ ได้แค่เอียงตัว จะสามารถเห็นได้ชัดเจน เมื่อมีแดดส่อง พืชจะเอียง ตัวไปที่แดด ไม่มีอวัยวะเกี่ยวกับความรู้สึก มีคลอโรฟิลล์ซึ่งเป็นสารสีเขียว ช่วยในการสังเคราะห์และเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีลักษณะพิเศษที่ต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นก็คือการสังเคราะห์ด้วยแสงแต่มีพืชจำพวกปรสิต ประมาณ 300 ชนิดที่ไม่สังเคราะห์ด้วยแสงเอง แต่เกาะดูดอาหารจากพืชชนิดอื่น 1.5.3 ไฮโดรโปนิกส์ (hydroponic) หมายถึง “น้ำทำงาน” (ไฮโดรหมายถึงน้ำและโพนอสหมายถึง แรงงาน) ในประวัติศาสตร์อารยธรรมต่างๆ มากมายใช้เทคนิคการปลูกพืชไร้ดิน แม้ว่าการปลูกพืชไร้ดินเป็นวิธีการ ปลูกพืชแบบโบราณแต่ก็มีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในด้านนวัตกรรมทางการเกษตร 1.5.4 ระบบ Automation คือการใช้เทคโนโลยีให้ทำงาน หรือหน้าที่ต่างๆได้โดยไม่ต้องมีคนช่วยเหลืออยู่ เบื้องหลัง หรือมีคนช่วยเหลือเป็นจำนวนน้อยที่สุด ธุรกิจในอุตสาหกรรมใดก็ตามที่มีงานในรูปแบบที่ต้องทำ แบบเดิมๆ ซ้ำๆไปมา สามารถนำระบบ Automation ไปใช้งานได้หมด ถึงแม้ว่า Automation จะเป็นที่แพร่หลาย ในอุตสาหกรรมการผลิต วิทยาการหุ่นยนต์ และยานยนตร์ รวมถึงเป็นที่นิยมในโลก ของเทคโนโลยี ได้แก่ระบบ IT และซอฟต์แวร์ทางธุรกิจที่ต้องใช้สำหรับการตัดสินใจ เช่นกัน 1.5.5 ความชื้น คือ ความเข้มข้นของไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศยิ่งน้ำระเหยมากเท่าไหร่ความชื้นในอากาศมาก ขึ้นเท่านั้นและMoistureในบริเวณนั้นก็ยิ่งสูงขึ้น สถานที่ร้อนมักจะชื้นมากกว่าสถานที่เย็นเพราะความร้อนทำให้น้ำ ระเหยได้เร็วขึ้น humidityหมายถึงโอกาสที่จะเกิดฝน น้ำค้างหรือหมอก ปริมาณของไอน้ำที่จำเป็นต่อการเพิ่ม ความอิ่มตัวเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดลงมันจะไปถึงจุดอิ่มตัวในที่สุดโดยไม่ต้องเพิ่มหรือ สูญเสียมวลน้ำ ปริมาณของไอน้ำในอากาศอาจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 1.5.6 อุณหภูมิ คือ ปริมาณทางฟิสิกส์ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางการถ่ายเทพลังงานความร้อน โดยความร้อนจะ ถ่ายเทจากที่มีอุณภูมิสูง ไปยังที่ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า จนกระทั่งอุณหภูมิเท่ากันจึงหยุดถ่ายเทความร้อน ประเด็น สำคัญ คือ ขณะที่อุณหภูมิเท่ากัน ปริมาณความร้อนในวัตถุไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ตัวอย่างเช่น หากนำแก้วน้ำร้อนมา แช่น้ำอุณภูมิห้องในกะลังมังขนาดใหญ่ ความร้อนจะถ่ายเทจากน้ำในแก้วซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่ามายังน้ำในกะละมัง จนกระทั่งน้ำทั้งสองมีอุณหภูมิเท่ากันจึงหยุดการถ่ายเทความร้อน ณ จุดนี้ในทางฟิสิกส์กล่าวว่าวัตถุทั้งสองอยู่ที่จุด “สมดุลความร้อน” (thermal equilibrium) ต่อมาหากเราแยกแก้วน้ำออกมาวางข้างนอกใกล้ๆกับกะละมังใส่ เทอร์โมมิเตอร์ลงไปในภาชนะทั้งสอง หากต้องการดึงความร้อนออกจากน้ำในภาชนะทั้งสองจนมีอุณหภูมิลดลงจน เป็น 0 องศาเซลเซียส โดยการใส่น้ำแข็งลงไป แน่นอนว่าต้องใส่น้ำแข็งลงไปในน้ำในกะละมังมากกว่าในแก้วน้ำ อย่างแน่นอนจึงสรุปได้ว่าน้ำในกะละมังมีความร้อนสะสมอยู่มากกว่าน้ำในแก้วที่มีอุณหภูมิเท่ากัน 1.5.8กรด หมายถึง สารประกอบที่มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบและเมื่อละลายน้ำแล้วสามารถแตกตัว ให้ไฮโดรเจนไอออน (H+) 1.5.9 ด่าง หมายถึง สารประกอบที่ทำปฏิกิริยากับกรดแล้วได้เกลือกับน้ำจะสามารถแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์ ไอออน (OH-)
4 1.5.10 Arduino เป็นบอร์ดไมโครคอนโทรเลอร์ตระกูล AVR ที่มีการพัฒนาแบบ Open Source คือมีการ เปิดเผยข้อมูลทั้งด้าน Hardware และ Software ตัว บอร์ด Arduino ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ดังนั้นจึง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา Arduino ถูกใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกับ MCU (Microcontroller Unit) อื่นๆ คือ ใช้ติดต่อสื่อสารและควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ด้วยการเขียนโปรแกรมให้กับ MCU เพื่อควบคุมการรับส่งสัญญาณ ทางไฟฟ้าตามเงื่อนไขต่างๆ โดยตัวอย่าง การประยุกต์ใช้ Arduino ในชีวิตประจ้าวัน เช่น ระบบเปิด/ปิดไฟอัตโนมัติ ระบบเปิดปิดประตูอัตโนมัติ ระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ หรือใช้ควบคุมความเร็วและทิศทางการหมุนของมอเตอร์ เป็นต้น 1.5.11 กลุ่มตัวอย่าง หมายถึง นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ ปีการศึกษา 2566 โดยใช้ วิธีการสุ่ม 1.5.12 ความพึงพอใจ หมายถึง นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ ปีการศึกษา 2566 1.5.13 ประสิทธิภาพ หมายถึง กระบวนการ วิธีการ หรือการกระทำใด ๆ ของระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ ที่มีคุณภาพสูงสุดในการดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 สามารถเพิ่มผลผลิตจากการปลูกพืชในระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 1.6.2 สามารถลดเวลาในการดูแลพืชที่ปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ 1.6.3 สามารถใช้ทรัพยากรน้ำและปุ๋ยได้อย่างคุ้มค่า 1.6.4 สามารถใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์เพื่อใช้สำหรับวิเคราะห์ปัจจัยที่มีต่อผลผลิตได้
บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากปัญหาดังกล่าวคณะผู้วิจัยมีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีเรานี้มาประยุกต์ใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า ภายในระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ซึ่งบางครั้งระยะทางหรือเวลาที่จำกัดการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆอาจเป็นไป ได้ยากและเสี่ยงหรืออาจทำให้เสียเวลายกตัวอย่างเช่น สภาพดินปลูกที่ไม่เหมาะสม สภาพอากาศแปรปรวน รวม ไปถึงขนาดของพื้นที่ในการปลูก เป็นต้น ซึ่งการควบคุมปัจจัยทางสภาพแวดล้อมได้อย่างถูกต้องและแม่นยําจะ ส่งผลให้พืช มีผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพสูงขึ้น ข้อดีสำหรับการปลูกพืชไร้ดิน คือ เกษตรกรสามารถปลูกพืชใน สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชได้ซึ่งสามารถปลูกพืชได้ตลอดปีสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเตรียมดิน ปลูกและลดภาระในการกําจัดวัชพืช นอกจากนี้พืชจะเจริญเติบโตเร็วและให้ผลผลิตมากกว่าการปลูกแบบธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้นเกษตรกรยังสามารถใช้น้ำและธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกันข้อเสียของการปลูกพืช แบบไฮโดรโปนิกส์คือ การใช้ต้นทุนในการผลิตสูงอีกทั้งยังต้องมีผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการควบคุมดูแล อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้วัสดุปลูกบางชนิดยังย่อยสลายยาก เช่น ไนเตรท ซึ่งอาจจะส่งผลกับคุณภาพน้ำได้โดยทั่วไป พืชจะพยายามใช้เอม ไซด์ในพืชมาเร่งปฏิกิริยาเพื่อเปลี่ยนไนเตรทให้เป็นแอมโมเนียและกรดอะมิโนซึ่งกระบวนการ นี้จะมีแสงแดดเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ซึ่งถ้าควบคุมอากาศให้เหมาะสมจะทำให้ไนเตรทของพืชลด น้อยลงสำหรับผักที่นิยมปลูกแบบไร้ดิน แบ่งเป็นหลายกลุ่ม ดังนี้กลุ่มผักสลัดไฮโดรโปนิกส์เช่น บัตเตอร์เฮด กรี นโอ๊ค เรดโอ๊ค กรีนคอส เรดคอรอล เป็นต้น และกลุ่มผักสวนครัว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้งจีน กวางตุ้ง ผักกาดขาวได โตเกียว ผักกาดฮ่องเต้ผักโขม เป็นต้น ปัจจัยที่ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีนั้นมีหลายปัจจัย เช่น แสง น้ำ ธาตุอาหาร อุณหภูมิความ เป็นกรดด่าง ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งการปลูกพืชบนดินจะมีปัจจัยเหล่านี้ครบแต่ดินใน แต่ละพื้นที่จะมีคุณสมบัติ ไม่แน่นอนทำให้ปัจจัยที่กล่าวมาสามารถเปลี่ยนแปลงได้สำหรับการปลูกพืชไร้ดินนั้นพืชจะได้รับสารละลายที่มีธาตุ อาหารที่จําเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันทีเพราะมีการปรับค่าการนําไฟฟ้าและ ความเป็นกรดด่างให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว สารละลายนี้เรียกว่า “สารละลายธาตุอาหารพืช” ที่เป็นการ ละลายมาจากปุ๋ยเคมีในน้ำส่วนการปลูกพืชโดยทั่วไปจะมีสารอาหารในน้ำและในดินผสมกันจะเรียกว่า “สารอาหาร ในดิน” รากของพืชจะสัมผัสกับสารละลายดังกล่าวเพื่อดูดเอาไปใช้ในการเจริญเติบโตคณะผู้วิจัยได้รวบรวมแนวคิด และทฤษฎีและหลักการต่างๆ จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 2.1 การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ 2.2 พืช 2.3 ไฮโดรโปนิกส์ 2.4 ระบบ Automation 2.5 ความชื้น 2.6 อุณหภูมิ 2.7 กรด 2.8 ด่าง 2.9 Arduino
6 2.10 IOT 2.11 ระบบ 2.12 Relay Model 2.13 ปั๊มน้ำ 2.14 ปั๊มพ่นหมอก 2.15 การควบคุม 2.16 ค่าประสิทธิภาพของผู้เชี่ยวชาญ 2.17 ทฎษฎีความพึงพอใจ 2.18 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์(Hydroponic) การปลูกพืชในน้ำที่ผสมสารละลายอาหารปลูกเลี้ยงหรือที่เรียกกันตามท้องตลาดว่าปุ๋ยน้ำโดยผักที่ปลูก แบบ Hydroponic ส่วนมากจะเป็นผักกินใบ และเป็นพืชระยะสั้นที่เก็บเกี่ยวในระยะเวลาอันรวดเร็ว ที่นิยมปลูก แบบไฮโดรโปนิกส์ได้แก่ เรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค ร็อคเก็ต ฟิลเลย์ กรีนคอส บัตเตอร์เฮด ผักกาดหอม 2.2 พืช เป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มใหญ่ประเภทหนึ่งอยู่ในอาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) ประกอบด้วย ไม้ยืนต้น ไม้ ดอก พืชล้มลุก และเฟิร์น พบได้ทั้งบนบกและในน้ำ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เนื้อเยื่อส่วนใหญ่ประกอบด้วยหลายเซลล์ นิวเคลียสมีผนังเซลล์ ห่อหุ้ม เคลื่อนที่ไม่ได้ ได้แค่เอียงตัว จะสามารถเห็นได้ชัดเจน เมื่อมีแดดส่อง พืชจะเอียงตัวไป ที่แดด ไม่มีอวัยวะเกี่ยวกับความรู้สึก มีคลอโรฟิลล์ซึ่งเป็นสารสีเขียว ช่วยในการสังเคราะห์และเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีลักษณะพิเศษที่ต่างไปจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นก็คือการสังเคราะห์ด้วยแสงแต่มีพืชจำพวกปรสิต ประมาณ 300 ชนิดที่ไม่สังเคราะห์ด้วยแสงเอง แต่เกาะดูดอาหารจากพืชชนิดอื่น 2.3 ไฮโดรโปนิกส์ (hydroponic) หมายถึง “น้ำทำงาน” (ไฮโดรหมายถึงน้ำและโพนอสหมายถึงแรงงาน) ในประวัติศาสตร์อารยธรรมต่างๆ มากมายใช้เทคนิคการปลูกพืชไร้ดิน แม้ว่าการปลูกพืชไร้ดินเป็นวิธีการปลูกพืชแบบโบราณแต่ก็มีความก้าวหน้า อย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในด้านนวัตกรรมทางการเกษตรตลอดศตวรรษที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์และนักพืช สวนได้ทดลองวิธีการปลูกพืชไร้ดินแบบต่างๆ การประยุกต์ใช้ไฮโดรโปนิกส์ที่มีศักยภาพขับเคลื่อนการวิจัยคือการ ปลูกผลสดในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกของโลกและพื้นที่ที่มีดินเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ไฮโดรโปนิกส์ ถูกใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อจัดอาหารสำหรับกองทหารที่ประจำการอยู่บนเกาะที่ไม่สามารถทำการ เพาะปลูกต่อมาในศตวรรษที่ผ่านมาไฮโดรโปนิกส์ถูกรวมเข้ากับโครงการอวกาศ เมื่อนาซาพิจารณาถึงการปฏิบัติ จริงในการค้นหาดาวเคราะห์ดวงอื่น การปลูกพืชไร้ดินก็เข้ากับแผนความยั่งยืนขององการ NASA ในช่วงทศวรรษ 1970 ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืชไร้ดิน ชาวนาดั้งเดิมและผู้ที่ชื่นชอบงาน อดิเรกเริ่มสนใจการปลูกพืช Hydroponic แบบไร้ดินนี้ 2.4 ระบบ Automation คือ การใช้เทคโนโลยีให้ทำงาน หรือหน้าที่ต่างๆได้โดยไม่ต้องมีคนช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง หรือมีคน ช่วยเหลือเป็นจำนวนน้อยที่สุด ธุรกิจในอุตสาหกรรมใดก็ตามที่มีงานในรูปแบบที่ต้องทำแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ไปมา
7 สามารถนำระบบ Automation ไปใช้งานได้หมด ถึงแม้ว่า Automation จะเป็นที่แพร่หลายในอุตสาหกรรมการ ผลิต วิทยาการหุ่นยนต์ และยานยนตร์ รวมถึงเป็นที่นิยมในโลก ของเทคโนโลยี ได้แก่ระบบ IT และซอฟต์แวร์ทาง ธุรกิจที่ต้องใช้สำหรับการตัดสินใจ เช่นกัน 2.5 ความชื้น คือ ความเข้มข้นของไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศยิ่งน้ำระเหยมากเท่าไหร่ความชื้นในอากาศมากขึ้นเท่านั้นและ Moistureในบริเวณนั้นก็ยิ่งสูงขึ้น สถานที่ร้อนมักจะชื้นมากกว่าสถานที่เย็นเพราะความร้อนทำให้น้ำระเหยได้เร็ว ขึ้น humidityหมายถึงโอกาสที่จะเกิดฝน น้ำค้างหรือหมอก ปริมาณของไอน้ำที่จำเป็นต่อการเพิ่มความอิ่มตัวเมื่อ อุณหภูมิเพิ่มขึ้น เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดลงมันจะไปถึงจุดอิ่มตัวในที่สุดโดยไม่ต้องเพิ่มหรือสูญเสียมวลน้ำ ปริมาณของไอน้ำในอากาศอาจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 2.6 อุณหภูมิ คือ ปริมาณทางฟิสิกส์ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางการถ่ายเทพลังงานความร้อน โดยความร้อนจะถ่ายเทจากที่มี อุณภูมิสูง ไปยังที่ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า จนกระทั่งอุณหภูมิเท่ากันจึงหยุดถ่ายเทความร้อน ประเด็นสำคัญ คือ ขณะที่ อุณหภูมิเท่ากัน ปริมาณความร้อนในวัตถุไม่จำเป็นต้องเท่ากัน ตัวอย่างเช่น หากนำแก้วน้ำร้อนมาแช่น้ำอุณภูมิห้อง ในกะลังมังขนาดใหญ่ ความร้อนจะถ่ายเทจากน้ำในแก้วซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่ามายังน้ำในกะละมัง จนกระทั่งน้ำทั้ง สองมีอุณหภูมิเท่ากันจึงหยุดการถ่ายเทความร้อน ณ จุดนี้ในทางฟิสิกส์กล่าวว่าวัตถุทั้งสองอยู่ที่จุด “สมดุลความ ร้อน” (thermal equilibrium) ต่อมาหากเราแยกแก้วน้ำออกมาวางข้างนอกใกล้ๆกับกะละมังใส่เทอร์โมมิเตอร์ลง ไปในภาชนะทั้งสอง หากต้องการดึงความร้อนออกจากน้ำในภาชนะทั้งสองจนมีอุณหภูมิลดลงจนเป็น 0 องศา เซลเซียส โดยการใส่น้ำแข็งลงไป แน่นอนว่าต้องใส่น้ำแข็งลงไปในน้ำในกะละมังมากกว่าในแก้วน้ำอย่างแน่นอนจึง สรุปได้ว่าน้ำในกะละมังมีความร้อนสะสมอยู่มากกว่าน้ำในแก้วที่มีอุณหภูมิเท่ากัน 2.7 กรด หมายถึง สารประกอบที่มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ และเมื่อละลายน้ำแล้วสามารถแตกตัวให้ ไฮโดรเจนไอออน (H+) 2.8 ด่าง หมายถึง สารประกอบที่ทำปฏิกิริยากับกรด แล้วได้เกลือกับน้ำจะสามารถแตกตัวให้ไฮดรอกไซด์ ไอออน (OH-)
8 2.9 Arduino เป็นบอร์ดไมโครคอนโทรเลอร์ตระกูล AVR ที่มีการพัฒนาแบบ Open Source คือมีการเปิดเผยข้อมูลทั้ง ด้าน Hardware และ Software ตัว บอร์ด Arduino ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้ เริ่มต้นศึกษา Arduino ถูกใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกับ MCU (Microcontroller Unit) อื่นๆ คือใช้ติดต่อสื่อสาร และควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ด้วยการเขียนโปรแกรมให้กับ MCU เพื่อควบคุมการรับส่งสัญญาณทางไฟฟ้าตาม เงื่อนไขต่างๆ โดยตัวอย่าง การประยุกต์ใช้ Arduino ในชีวิตประจ้าวัน เช่น ระบบเปิด/ปิดไฟอัตโนมัติ ระบบเปิด ปิดประตูอัตโนมัติ ระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ หรือใช้ควบคุมความเร็วและทิศทางการหมุนของมอเตอร์ เป็นต้น Arduino คือโครงการที่นำ ชิปไอซีไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูลตต่างๆมาใช้ร่วมกันในภาษา C ซึ่งภาษา C นี้เป็น ลักษณะเฉพาะ คือมีการเขียนไลบารี่ของ Arduino ขึ้นมาเพื่อให้การสั่งงานไมโครคอนโทรลเลอร์ที่แตกต่างกัน สามารถใช้งานโค้ดตัวเดียวกันได้โดยตัวโครงการได้ออกบอร์ดทดลองมาหลายๆรูปแบบ เพื่อใช้งานกับ IDE ของ ตนเอง สาเหตุหลักที่ทำให้ Arduino เป็นนิยมมาก เป็นเพราะซอฟแวร์ที่ใช้งานราวมกันสามารถโหลดได้ฟรี และตัว บอร์ดทดลองยังถูกแปลนให้ผู้ผลิตจีนนำไปผลิตและขายออกตลาดมาในราคาที่ถูกมากๆ โดยบอร์ดที่ถูกที่สุด ในตอนนี้คือบอร์ด Arduino ที่มีราคาเพียง 120-150 บาท เท่านั้น เป็นบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ตระกูล AVR ที่มี การพัฒนาแบบ Open Source คือมีการเปิดเผยข้อมูลทั้งด้าน Hardware และ Software ตัวบอร์ด Arduino ถูก ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาทั้งนี้ผู้ใช้งานยังสามารถดัดแปลง เพิ่มเติม พัฒนา ต่อยอดทั้งตัวบอร์ด หรือโปรแกรมต่อได้อีกด้วย ความง่ายของบอร์ด Arduino ในการต่ออุปกรณ์เสริมต่างๆ คือ ผู้ใช้งานสามารถต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์จากภายนอกแล้วเชื่อมเข้ามาที่ขา I/O ของบอร์ด (ดูตัวอยํางรูปที่1) หรือ เพื่อความสะดวกสามารถเลือกต่อกับบอร์ดเสริม (Arduino Shield) ประเภทต่างๆ (ดูตัวอยํางรูปที่2) เช่น Arduino XBee Shield, Arduino Music Shield, Arduino Relay Shield, Arduino GPRS Shield เป็นต้น มาเสียบกับ บอร์ดบนบอร์ด Arduino แล้วเขียนโปรแกรมพัฒนาต่อได้เลยจากที่ได้กล่าวไปแล้ว Arduino นั้นได้ใช้ชิป AVR เป็น หลักใน Arduino 2.10 IOT ในยุคที่ทุกๆสิ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและไม่หยุดหยั้ง Internet of Things หรือ IOT คือสิ่งสำคัญที่ เข้า มามีบทบาททั้งในด้านการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือในการทำงานก็ตามซึ่ง IOT นั้นเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและ น่าสนใจมากๆ เพราะเป็นการเชื่อมทุกสิ่งเข้าหากันผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งในส่วนของโทรทัศน์ เครื่อง คอมพิวเตอร์ นาฬิกา หลอดไฟ รถยนต์ ไปจนถึงการรับส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตและส่งข้อมูลไปยังระบบ คลาวด์ หรือแม้กระทั่ง
9 การควบคุมระบบหรือแอปพลิเคชันผ่านทางสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น Internet of Things คือ เทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงและรับส่งข้อมูล ระหว่างกันได่อย่างง่ายดายและ สามารถสั่งการเพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้ผ่านทางระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น Smart Device, Smart Home, Smat Network เป็นต้น ซึ่งการเชื่อมโยงนั้น จะสามารถเก็บและรวบรวมได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้แล้ว ยังมีระบบคลาวด์ที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ผ่านออนไลน์ โดยที่เราสามารถควบคุมหรือ กำหนดความเป็นส่วนตัวและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา ประโยชน์ในการใช้งาน IOT คือ การที่สามารถนำ เทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็น การรับส่งข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลตลอดเวลาและสามารถทำงาน ได้ทันที อีกทั้งยังช่วยในการลดภาระงานของ บุคลากร รวมไปถึงการเข้าไปตรวจสอบในจุดที่อาจตกหล่น ทั้งนี้ เพื่อ ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้ว สิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกับ Internet of Things คือการจัดการข้อมูลและวิเคราะห์สิ่งต่างๆได้อย่างท่วงทัน และในรูปแบบเรียลไทม์ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล ขนาดใหญ่หรือจัดการข้อมูล ระดับย่อยการเชื่อมต่อระบบอุปกรณ์ต่างๆด้วย AI การทำงานในยุคปัจจุบันนี้ Internet of Things คือตัวช่วยที่เข้ามาทำให้การทำงานนั้นง่ายขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาทำงานในด้านธุรกิจ เพื่อ ตอบโจทย์การพัฒนาและการนำข้อมูลที่รวบรวมไว้เป็น Big Data ที่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์เพื่อทำความ เข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง และเพื่อพัฒนาระบบธุรกิจให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับ องค์กรธุรกิจ สิ่งสำคัญคือ การปรับตัวให้พร้อมกับโลกแห่งอนาคตที่จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการทำงาน โดยเฉพาะการทำงาน ระบบคลาวด์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Internet of Things ที่สำคัญในการทำงานอย่างมาก เพื่อการ รวบรวมข้อมูลและ วิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีต่างๆมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบ ต่างๆเพื่อให้สามารถทำงานผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย 2.11 ระบบ ก่อนที่จะทำการวิเคราะห์ระบบนั้น ควรทำความเข้าใจและทำความรู้จักกับระบบก่อนว่าระบบคืออะไร หมายถึงอะไร มีส่วนประกอบหรือองค์ประกอบที่จะประกอบเป็นระบบได้อย่างไร ซึ่งได้มีผู้ให้คำกำจัดความ และ ความหมายของระบบเอาไว้หลายความหมายด้วยกันดังนี้ระบบ (System) มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า ระบบ คือระเบียบเกี่ยวกับการรวมสิ่งต่างๆ ซึ่งมีลักษณะ ซับซ้อนให้เข้าลำดับประสานเป็นอันเดียวกันตามหลักเหตุผลทางวิชาการ หรือหมายถึงปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติ ซึ่งมีความสัมพันธ์ประสานเข้ากันโดยกำหนดรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระบบ (System) คือ กระบวนการต่างๆที่ อยู่ในเครือข่ายเดียวกันและมีความสัมพันธ์กันระหว่างกระบวนการเหล่านั้น และเชื่อมต่อ กันเพื่อทำงานใดงานหนึ่ง ให้บรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ระบบ (System) คือกลุ่มขององค์ประกอบต่างๆที่ทำงาน ร่วมกันเพื่อจุดประสงค์อัน เดียวกันและเพื่อให้เข้าใจในความหมายของคำว่าระบบที่จะต้องทำการวิเคราะห์จึง ต้องเข้าใจลักษณะของระบบ ก่อน ลักษณะของระบบมีลักษณะที่ควรรู้และศึกษาดังนี้ 2.11.1 ระบบ หมายถึง การรวมของสิ่งย่อยๆที่เกี่ยวข้องกันตั้งแต่หนึ่งส่วนขึ้นไปเป็นหน่วยเดียวกัน เพื่อ วัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน เช่น ระบบราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย กระทรวง ทบวง กรม และ กองต่างๆ เป็นต้น หรือระบบสุริยจักรวาล (Solar System) 2.11.2 ระบบ หมายถึง ระบบการทำงานขององค์การต่างๆ ที่ประกอบด้วยระบบย่อยๆ หลายระบบ ร่วมกัน และทำงานร่วมกันซึ่งจะต้องมีการปฎิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อประโยชน์หรือวัตถุประสงค์ร่วมกันหรือ อย่าง เดียวกัน เช่น ระบบโรงเรียน ระบบโรงพยาบาล ระบบธนาคาร ระบบบริษัท ระบบห้างร้าน เป็นต้น การ
10 ทำงานของหน่วยงานย่อยต่างๆ ของระบบจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องประสานกันโดยมีวัตถุประสงค์ หรือความ มุ่งหมายร่วมกันหรืออย่างเดียวกัน เช่น ในองค์กรหนึ่งอาจแบ่งออกเป็นหลายฝ่ายหรือหลายแผนก โดยแต่ละฝ่าย หรือแต่ละแผนกจะมีหน้าที่ในการทำงานร่วมประสานเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน ระบบอาจถูกจำแนกแยกเป็น ประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายประเภท ทั้งนี้สุดแต่ใครเป็นผู้จำแนกและผู้ที่ทำการจำแนกจะเห็นว่าควรแบ่งหรือ ควรจะจัดเป็นประเภทใด เช่น เป็นระบบเปิดหรือระบบปิด ระบบเครื่องจักร หรือระบบกึ่งเครื่องจักร เป็นต้น องค์ประกอบของระบบการที่จะกล่าวหรืออธิบายถึงองค์ประกอบของระบบว่าประกอบด้วยอะไรบ้างนั้นขึ้นอยู่กับ ความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกันระบบซึ่งจะไม่เหมือนกันแต่โดยทั้งครั้งไปแล้วมักจะแปลงองค์ประกอบ ออกเป็น สององค์ประกอบใหญ่ๆ คือ 1.องค์ประกอบแบบ 6 M คือ Man, Money, Material, Machine, Management, และ Morale ดังรายละเอียดต่อไปนี้ Man หมายถึง บุคลากร คือผู้ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับระบบงาน หรือหมายถึงคนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับระบบ นั้นเอง อาจจะประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับต่างๆ ซึ่งจะมีทั้งผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง และระดับปฏิบัติงาน และ อาจประกอบด้วยนักวิชาการในระดับต่างๆแต่จะนับรวมลูกค้าหรือผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญไม่น้อยของ ระบบด้วยหรือไม่ก็ย่อมสุดแล้วแต่นักวิชาการทางด้านบริหารระบบจะตัดสินใจ Money หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินที่มีคําเป็นเงินของระบบซึ่งนับเป็นหัวใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของระบบ เช่น เงินทุน เงินสด เงินหมุนเวียน เงินคําใช้จ่าย หรือเงินรายรับ-รายจ่ายต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าการเงินของระบบ ไม่ดีพอแล้วระบบนั้นย่อมจะประสบกับความยุ่งยากหรืออาจถึงแก่การหายได้เพราะฉะนั้นระบบธุรกิจทุกชนิด จะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องของการเงินเป็นพิเศษ Material หมายถึง ตัวสินค้าหรือวัสดุที่ใช้ในการผลิตสินค้าซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญของ ระบบไม่น้อยปัญหาในเรื่อง Material หรือสินค้าและวัสดุนี้มีสองประเภทใหญ่ๆ ประการแรก เป็นการขาดแคลนวัสดุ เช่น การขาดวัตถุดิบสำหรับใช้ในการผลิตสินค้าของโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อ ขาดวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตก็จะทำให้ไม่มีสินค้าสำหรับขาย ผลก็คือการขาดทุน ประการที่สอง คือ การมีวัตถุดิบมากเกินไป เช่น มีสินค้าที่จำหน่ายหรือขายไม่ออกมากเกินไปทำให้เงินทุนไป จมอยู่ กับวัตถุดิบทำให้เกิดการขาดทุนเช่นเดียวกัน Machine หมายถึง เครื่องจักรอุปกรณ์และเครื่องมือในโรงงานหรือในสำนักงานซึ่งนับว่าเป็นองค์ประกอบ ที่สร้างปัญหาให้กับระบบอย่างสำคัญประการหนึ่งเหมือนกันปัญหาที่ทำให้ได้กำไรหรือขาดทุนมากที่สุดของธุรกิจ มักเกิดจากเครื่องจักรและอุปกรณ์การทำงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น เครื่องมีกำลังผลิตไม่พอ เครื่องเก่า หรือ เป็นเครื่อง ที่ล้าสมัยทำให้ต้องเสียคําซ่อมบำรุงสูงมีกำลังผลิตน้อยประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง หรือทำงานที่ล่าช้าทำงานไม่ทันเวลาที่กำหนดไว้ทำให้เกิดความเสียหายและขาดรายได้หรือขาดทุน เป็นต้น Management หมายถึง การบริหารระบบซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ระบบเกิดปัญหา เพราะการบริหารที่ ไม่ดีหรือการบริหารที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ของสภาวะแวดล้อม หรือไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เรียกกันว่าไม่เป็นไปตามโลกานุวัฒน์หรือการได้ผู้บริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพมาบริหารงาน ซึ่งส่วนมากมักเกิดขึ้นในระบบราชการสำหรับระบบทางธุรกิจเอกชนจะถือว่าการบริหารงานเป็น เรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าการบริหารไม่ดีแล้วธุรกิจนั้นก็ไม่สามารถที่จะอยู่ได้กิจการต้องล้มเลิกไปในที่สุด Morale หมายถึง ขวัญและกำลังใจของบุคคลในระบบ หรือหมายถึง คํานิยมของคนที่มีต่อระบบหรือต่อ องค์กรมากกว่า ซึ่งเป็นคํานิยมของคนในระบบที่มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็น คํานิยมของผู้บริโภคหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนให้ระบบอยู่รอดและกระตุ้นจูงใจด้วยวิธีต่างๆ ก็มี
11 มุ่งหมายในสิ่งนี้ระบบที่ขาดคํานิยมหรือขาดความเชื่อมั่นของบุคคลระบบนั้นก็มักจะอยู่ต่อไปไม่ได้จะต้อง ประสบ กับความล้มเหลวในที่สุด องค์ประกอบแบบสี่ส่วนซึ่งศรีสุวรรณนี้ประกอบไปด้วย input Processing Output และ Feedback Input หมายถึง ข้อมูลหรือระบบข้อมูลที่ใช้เข้าสู่ระบบ เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในสารสนเทศเพื่อการ บริหาร หรือเพื่อการตัดสินใจ ข้อมูลดังกล่าวมีอยู่ในหลายลักษณะด้วยกัน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อสินค้า เป็น ต้น Processing หมายถึง ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจจะแบ่งได้เป็นการปฏิบัติงานตามขั้นตอนต่างๆ ตามที่ กำหนดไว้ การควบคุมการปฏิบัติงาน การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล การ Update ข้อมูล การประมวลผลข้อมูลเพื่อให้ได้Output Output หมายถึง ผลการปฏิบัติงานต่างๆ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น ข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงาน ข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลข้อมูล ใบรายงานต่างๆจากการปฏิบัติงาน ใบบันทึกการปฏิบัติงาน การทำทะเบียนและบัญชีต่างๆ เป็นต้น Feedback หมายถึง ข้อมูลย้อนกลับ หรือผลสะท้อนที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน เช่น ความนิยมในผลงานที่ ได้ปฏิบัติความเจริญหรือความเสื่อมของธุรกิจ เป็นต้น กระบวนการ (Procedure) คือ การแสดงถึงการทำงานแต่ละขั้นตอน ซึ่งอธิบายให้เห็นถึง สิ่งที่ถูกกระทำ (What) จะทำเมื่อไร (When) ใครเป็นคนทำ (Who) จะทำอย่างไร (How) ซึ่งในการที่จะทำการศึกษาระบบใด ก็ตามจะต้องทำความเข้าใจการทำงานของระบบนั้นๆ ให้ดีก่อนโดย การ อาศัยคำถามข้างต้น 4 ข้อมาถ้าตนเองอยู่ตลอดเวลา ประเภทของระบบ ยังสามารถที่จะแบ่งแยกออกได้หลายลักษณะด้วยกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะความ ต้องการ ของผู้ใช้ระบบว่าต้องการแบ่งระบบออกมาในลักษณะใด การแบ่งประเภทของระบบแบ่งได้เป็น ระบบธรรมชาติ(Natural System) และระบบที่คนสร้างขึ้น (Manmade System) ระบบธรรมชาติ(Natural System) หมายถึง ระบบที่เป็นไปตามธรรมชาติหรือปล่อยให้เป็นไป ตามธรรมชาติหรือโดยการอาศัยธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ เช่น ระบบไฟฟ้าน้ำตก ระบบการค้าขายของ เอกชนที่เป็นไปโดย ธรรมชาติต่างคนต่างทำซึ่งไม่มีการจัดระบบหรือระเบียบอย่างใดอย่างหนึ่งไว้
12 ระบบที่คนสร้างขึ้น (Manmade System) หมายถึง ระบบที่สร้างขึ้นซึ่งอาจเป็นการสร้างจาก ระบบธรรมชาติเดิมหรืออาจจะไม่ได้อาศัยธรรมชาติเดิมก็ได้เช่น ระบบบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นไป ตามกฎหมาย ระบบธนาคาร ระบบบริษัท ระบบเครื่องจักร เป็นต้น ระบบปิด (Close System) และระบบเปิด (Open System) ระบบปิด (Close System) หมายถึง ระบบที่มีการควบคุมการทำงาน และการแก้ไขด้วยตัวของ ระบบเองอย่างอัตโนมัติโดยระบบไม่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง หรือไม่เปิด โอกาสให้บุคคลภายนอกได้เข้าร่วม ระบบเปิด (Open System) หมายถึง ระบบที่ไม่มีการควบคุมการทำงานด้วยตัวระบบเอง จะต้อง ควบคุมดูแลโดยมนุษย์ ระบบที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าไปปฏิบัติงานได้เช่น ยอมให้ บุคคลภายนอกเข้าไปทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตนเอง เป็นต้น ระบบคน (Man System) ระบบเครื่องจักร (Machine System) และระบบคน-เครื่องจักร (ManMachineSystem) ระบบคน (Man System) หมายถึง ระบบที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคน หรือระบบที่ใช้ แรงงานคนในการทำงานโดยตรงอาจจะมีเครื่องจักรช่วยในการทำงานบ้างก็ได้แต่จะต้องเป็นเครื่องจักรที่มี อยู่ภายใต้การควบคุมของคนโดยตรง เช่น ระบบการประมวลผลด้วยเครื่องมือ ระบบการลงบัญชีหรือ ลงทะเบียนโดยใช้คน เป็นผู้ทำได้แก่ การรับ-ส่งหนังสือ การพิมพ์หนังสือ การลงทะเบียน ระบบการ ควบคุมการจราจรโดยใช้เจ้าหน้าที่ไปทำการโบกรถที่ถนน การทำงานอุตสาหกรรมในครัวเรือนโดยใช้ให้คน ทำการเย็บเสื้อผ้าด้วยมือ เป็นต้น ระบบเครื่องจักร (Machine System) หมายถึง ระบบการทำงานที่ใช้เครื่องจักรโดยตรง คือ เครื่องจักรจะเป็นผู้ทำงานให้ซึ่งอาจจะใช้คนบ้างเพื่อควบคุมให้เครื่องจักรทำงานไปได้เท่านั้น เช่น การ ฝาก-ถอนเงินโดยเครื่อง ATM การทอผ้าด้วยเครื่องทอผ้า การพิมพ์หนังสือของโรงพิมพ์การบรรจุขวด น้ำอัดลม ยา หรือ อาหาร กระป๋อง การบรรจุหีบห่อที่ทำโดยตรงด้วยเครื่องจักร เป็นต้น ระบบหลัก (Main System) และระบบรอง (Minor System) ระบบหลัก (Main System) หมายถึง ระบบที่วางไว้เป็นหลัก หรือแนวทางสำหรับการกำหนด หรือสำหรับการจัดระบบรองเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์บางอย่างหรือเพื่อให้เหมาะสมกับหน่วย ปฏิบัติงานย่อย ระบบรอง (Minor System) หมายถึง ระบบที่ช่วยซื้อระบบหลักให้สมบูรณ์หรือมีประสิทธิภาพ มากขึ้น เช่น การทำงานที่มีแผนระบบสั้นและแผนระบบยาว ระบบใหญ่ (System) และระบบย่อย (Sub System) ระบบใหญ่ (System) หมายถึง ระบบรวม หรือระบบรวมที่ระบบย่อยๆ ตั้งแต่หนึ่งระบบขึ้นไป เพื่อปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเดียวกันหรือร่วมกัน เช่น ระบบบริหาร ราชการแผ่นดินทีประกอบด้วยกระทรวงและทรวง หรือระบบองค์ประกอบธุรกิจที่ประกอบด้วยฝ่ายหรือ แผนกงานต่างๆ ระบบย่อย (Sub System) หมายถึง ระบบย่อยของระบบใหญ่เพื่อปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ของระบบใหญ่หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ซึ่งถ้าขาดระบบย่อยส่วนใดส่วนหนึ่งแล้ว ระบบใหญ่จะ ดำเนินการต่อไปไม่ได้และระบบย่อยเหล่านี้อาจจะแบ่งออกเป็นระบบย่อยๆ ต่อไปได้อีกเป็นลำดับๆ ไป
13 ระบบธุรกิจ (Business System) และระบบสารสนเทศ (Information System) ระบบธุรกิจ (Business System) หมายถึง ระบบที่ทำงานเพื่อจุดประสงค์ด้านธุรกิจ โรงงาน อุตสาหกรรม เป็น ระบบธุรกิจเพื่อจุดประสงค์ด้านการผลิต ระบบขนส่ง ระบบโรงแรม ระบบการพิมพ์ ระบบธนาคาร และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นระบบธุรกิจทั้งนั้นแต่ละระบบมีจุดประสงค์แตกต่าง กันออกไป ระบบสารสนเทศ (Information System) หมายถึง ระบบที่ช่วยในการจัดการข้อมูลที่ต้องการใช้ ในการจัดการ ข้อมูลที่ต้องการใช้ในระบบธุรกิจ ช่วยเก็บตัวเลขและข่าวสารเพื่อช่วยในการนำเนินธุรกิจ และการตัดสินใจ เช่น ระบบการเก็บข้อมูลลูกค้า อันได้แก่ชื่อ ที่อยู่ สินค้าที่ซื้อขาย การจ่ายเงินของลูกค้า เป็นอย่างไร มีการติดหนี้หรือหนี้สูญหรือไม่อย่างไร ระบบงานประมวลผลข้อมูล (Data-Processing System) หมายถึง ระบบข้อมูลของคอมพิวเตอร์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจเพื่อใช้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากเป็นประจำ เช่น การประมวลผลเงินเดือน สินค้าคงคลัง เป็นต้น ระบบสารสนเทศเพื่อบริหาร (Management Information System) หมายถึง ระบบที่นำข้อมูล มาทำงานวิเคราะห์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างข้อมูลให้กับนักบริหารเพื่อประกอบการตัดสินใจ หรือเรียก ระบบนี้ว่า MIS ระบบนี้เป็นระบบงานข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Information System) แบบหนึ่ง ซึ่งต้องการ ปัจจัย 3 ประการ คือ คน (People) ฮาร์ดแวร์(Hardware) ซอฟแวร์ (Software) ระบบช่วยการตัดสินใจ (Decision Support System) หมายถึง ระบบการทำงานที่มีลักษณะ โครงสร้างการทำงานคล้ายกับระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร จะแตกต่างกันตรงที่ระบบนี้ไม่ได้มีการ นำ ข้อมูลมาใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น แต่ระบบนี้จะนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์พร้อมกับพิจารณา ถึงทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมดของธุรกิจและรายงานผลให้นักบริหารทราบว่าทางเลือกที่ระบบเห็นว่าดี ที่สุดและทางเลือกไหนที่แย่ที่สุดลดหลั่นกันไปตามลำดับ ถึงแม้ว่าระบบนี้จะทำการเสนอทางเลือกต่างๆ ให้กับผู้ใช้แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจเลือกขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหาร ประเภทของผู้ใช้ระบบ สามารถแบ่งออกตามขอบเขตหน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างกว้างๆ เป็น 4 กลุ่ม คือ เสมียนพนักงานและผู้ให้บริการ หมายถึง พันธุ์นักงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมหรือ จัดทำข้อมูลในลักษณะที่ใช้ประจำวันในธุรกิจหรือในหน่วยงานที่สังกัดอยู่ เช่น การพิจารณาข้อมูลการให้ สินเชื่อสำหรับลูกค้าแต่ละราย การบันทึกและการตัดสต็อกหรือการพิมพ์จดหมายโต้ตอบ จะเห็นได้ว่า พนักงานกลุ่มนี้มักจะเป็นพนักงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อมูลที่เป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะนำไปสู่ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ต่อฝ่ายบริหารต่อไป หัวหน้าหน่วยซุปเปอร์ไวเซอร์ หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมกิจกรรมที่เกิดขึ้นประจำวันของธุรกิจ หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ บุคคลกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติการในกลุ่มของพนักงานเสมียน และผู้ให้บริหาร
14 ผู้จัดการหรือผู้บริหารระดับกลาง หมายถึง บุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับแผนงานธุรกิจซึ่งโดยส่วนใหญ่ จะเป็นแผนงานระยะสั้นทำหน้าที่คอยควบคุมและจัดการให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานที่มีเป็นไปตาม แผนงานระยะสั้นที่ได้วางไว้ ผู้อำนวยการหรือผู้บริหารระดับสูง หมายถึง บุคคลที่รับผิดชอบต่อการวางแผนงานระยะยาวและ การกำหนดนโยบายเพื่อให้ธุรกิจนั้นดำเนินไปได้อย่างมีเป้าหมาย เป็นบุคคลที่มองธุรกิจไปข้างหน้าเสมอ โดยปกติมักจะเป็นแผนงานระยะยาวกว่าแผนของผู้บริหารระดับกลางเป็นแผนตั้งแต่ 1 ปีหรือมากกว่านั้น โดยจะนำข้อมูลในอดีตมาใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาถึงแนวโน้มต่างๆ เพื่อกำหนดแผนงานระยะยาว และนโยบายของธุรกิจต่อไป 2.12 Relay Module รีเลย์ (Relay) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ตัดต่อวงจรแบบเดียวกับสวิตซ์ โดยควบคุมการ ทำงานด้วยไฟฟ้า Relay มีหลายประเภท ตั้งแต่ Relay ขนาดเล็กที่ใช้งานในอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป จนถึง Relay ขนาดใหญ่ที่ใช้งานในไฟฟ้าแรงสูงโดยมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันออกไปแต่มีหลักการทำงานที่คล้ายคลึงกัน สำหรับ การนำ Relay ไปใช้งานจะใช้ในการตัดต่อวงจร ทั้งนี้ Relay ยังสามารถเลือกใช้งานได้หลากหลาย รูปแบบ สัญลักษณ์ในวงจรไฟฟ้าของรีเลย์ภายใน Relay จะประกอบไปด้วยขวดลวดและหน้าสัมผัส หน้าสัมผัส NC (Normally Close) เป็นหน้าสัมผัสปกติปิด โดยในสภาวะปกติหน้าสัมผัสนี้จะต่อเข้ากับขา COM (Common) และจะลอยหรือไม่สัมผัสกันเมื่อมีกระแสไฟไหลผ่านขดลวด หน้าสัมผัส NO (Normally Open) เป็นหน้าสัมผัส ปกติเปิด โดยในสภาวะปกติจะลอยอยู่ ไม่ถูกต่อกับขา COM (Common) แต่จะเชื่อมต่อกันเมื่อมีกระแสไฟไหล ผ่านขดลวดขา COM (Common) เป็นขาที่ถูกใช้งานร่วมกันระหว่าง NC และ NO ขึ้นอยู่กับว่าขณะนั้นมี กระแสไฟฟ้าไฟผ่านขดลวดหรือไม่ หน้าสัมผัสใน Relay 1 ตัวอาจมีมากกว่า 1 ชุด ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตและลักษณะงาน ที่ถูกนำไปใช้จำนวนหน้าสัมผัสถูกแบ่งออก ดังนี้ สวิตซ์จะถูกแยกประเภทตามจำนวน Pole และจำนวน Throw ซึ่งจำนวน Pole (SP-Single Pole, DPDoble Pole, 3P-Teiple Pole, etc.) จะบอกถึงจำนวนวงจรที่เปิด-ปิด หรือจำนวนของขา COM นั่นเอง และ จำนวน Throw (ST,DT) จะบอกถึงจำนวนของตัวเลือก Pole ตัวอย่างเช่น STSP – Single Pole Single Throw สวิตซ์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally
15 Close) แต่ถ้าเป็น SPDT-Single Pole Double Throw สวิตซ์จะมีหนึ่งคูํเป็นปกติเปิด (NO) และอีกคู่เป็นปกติปิด เสมอ (NC) ดังรูปด้านล่าง SPST คือ Single Pole Single Throw DPST คือ Double Pole Single Throw SPDT คือ Single Pole Double Throw DPDT คือ Double Pole Double Throw จากส่วนประกอบข้างต้นที่ได้กล่าวไปในบทความนี้เราจะใช้งาน Relay แบบ SPDT (Single Pole Double Throw) หลักการทำงานของ Relay นั้น ในส่วนของขดลวดเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน จะทำให้ขดลวด เกิดการเหนี่ยวนำและทำหน้าที่เสมือนแม่เหล็กไฟฟ้า ส่งผลให้ขา COM ที่เชื่อมต่ออยู่กับหน้าสัมผัส NC (ในสภาวะ ที่ยังไม่เกิดการเหนี่ยวนำ) ย้ายกลับเชื่อมต่อกับหน้าสัมผัส NO แทนและปล่อยให้ขา NC ลอย เมื่อ มองที่ขา NC กับ COM และ NO กับ COM แล้วจะเห็นว่ามีการทำงานติด-ดับลักษณะคล้ายการทำงานของ สวิตซ์เราสามารถอาศัย คุณสมบัตินี้ไปใช้งานได้ ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงวิธีการนำ Relay Module ไปประยุกต์ใช้งานจริง แต่ก่อนอื่นเรามาดูวิธีอ่าน คุณสมบัติของ Relay ว่าสามารถรองรับการทำงานที่แรงดันและกระแสไฟฟ้าเท่าไร ใช้แรงดันไฟฟ้าในการ ทำงาน อย่างไร 1. ยี่ห้อ รุ่นของผู้ผลิต (แบรนด์) รวมถึงสัญลักษณ์มาตรฐานต่างๆ 2. รายละเอียดของไฟฟ้ากระแสสลับที่รองรับการทำงานได้(VAC)
16 3. รายละเอียดของไฟฟ้ากระแสตรงที่รองรับการทำงานได้ (VDC) 4. โมเดล ระดับแรงดันฝั่งขดลวด ชนิดและโครงสร้าง และข้อมูลด้าน Coil Sensitivity คุณสมบัติแบบละเอียด ดูได้จากตารางด้านล่างนี้ จากตาราง สามารถสรุปได้ว่าเป็น Relay ยี่ห้อ Songle โมเดล SRD รองรับการทำงานแรงดันกระแสสลับ ที่ 250V@10A หรือ 125V@10A รองรับแรงดันกระแสตรงที่ 28VDC@10A ฝั่งขดลวดทำงานด้วยแรงดัน 5V โครงสร้างตัว Relay เป็นแบบซีลด์ มีคําความไวขดลวดที่ 0.36W หน้าสัมผัสเป็นรูปแบบ 1 from C หน้าสัมผัสแบบ A (Form A) หมายถึง หน้าสัมผัสของ Relay ในสภาพปกติจะเปิดอยู่ (Normally open) และหน้าสัมผัสเป็นแบบ SPST ถ้าจะเขียนเป็นสัญลักษณ์ได้คือ หน้าสัมผัสแบบ B (Form B) หมายถึง หน้าสัมผัสของ Relay ในสภาพปกติจะ ปิด (Normally close) และเป็นแบบ SPST เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้คือ หน้าสัมผัสแบบ C (Form C) แบบนี้เรียกว่า “break, make หรือ transfer” เป็นหน้าสัมผัสแบบ SPDT เขียน สัญลักษณ์ได้ดังนี้ หน้าสัมผัสแบบ C จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ขา ในขณะที่ Relay ยังไม่ทำงาน หน้าสัมผัส 1 และ 2 จะต่อกันอยู่ เมื่อ Relay ทำงานหน้าสัมผัส 1 และ 2 จะแยกกัน จากนั้นหน้าสัมผัส 1 จะมาต่อกับหน้าสัมผัส 3 แทน พอ Relay หยุด ทำงานหน้าสัมผัส 1 กับ 2 ก็จะกลับมาต่อกันตามเดิม
17 หลังจากที่เราทราบคุณสมบัติของ Relay กันไปแล้วในบทความนี้เราจะยกตัวอยํางการประยุกต์ใช้งาน โดย ใช้ Relay โดยจะใช้Relay Module 4 Channels แบบ OPTO-ISOLATED ดังภาพ Relay Module 4 Channels Relay Module 4 Channels มีเอาต์พุตคอนเน็คเตอร์ที่ Relay เป็น NO/COM/NC สามารถใช้กับโหลด ได้ทั้งแรงดันไฟฟ้า DC และ AC โดยใช้สัญญาณในการควบคุมการทำงานด้วยสัญญาณโลจิก TTL คุณสมบัติ (Features) รีเลย์เอาต์พุตแบบ SPDT จำนวน 4 ช่อง สั่งงานด้วยระดับแรงดัน TTL CONTACT OUTPUT ของ รีเลย์รับแรงดันได้สูงสุด 250 VAC 10 A, 30 VDC 10 A มี LED แสดงสถานะการทำงานของรีเลย์และแสดงสถานะ ของบอร์ดมีจัมพ์เปอร์สำหรับเลือกว่าจะใช้กราวด์ร่วมหรือแยกมี OPTO-ISOLATED เพื่อแยกกราวด์ส่วนของ สัญญาณควบคุมกับไฟฟ้าที่ขับรีเลย์ออกจากกัน ขาสัญญาณ (Pin Definition) ภาพและตารางแสดงขาที่ใช้ในการเชื่อมต่อของ Relay Module 4 Channels
18 ในบทความนี้ เราจะยกตัวอย่างการนำ Relay Module 4 Channels ไปใช้งานโดยมี ไมโครคอนโทรลเลอร์Arduino UNO R3 ในการควบคุมการสั่งงาน จะยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน 2 ตัวอย่างคือ ตัวอย่างที่1 ควบคุมมอเตอร์ DC ให้หมุนได้ทั้งซ้าย-ขวา โดยไม่ต้องการคุมความเร็วรอบ และ ตัวอย่างที่2 ควบคุม การปิด-เปิดเครื่องใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ 220 VAC ตัวอย่างที่1 ควบคุมมอเตอร์ให้หมุนได้ทั้งซ้าย-ขวา โดยไม่ต้องการคุมความเร็วรอบ มอเตอร์หมุนขวา มอเตอร์หมุนซ้าย จากวงจรนี้ เราจะเห็นได้ว่าในการจะควบคุมให้มอเตอร์หมุนไปกลับ หรือ ซ้าย-ขวา นั้นจะต้องใช้Relay 2 ตัวในการควบคุม วิธีการต่อวงจรเป็นดังนี้ • นำขั้ว + ของมอเตอร์ต่อเข้ากับขา COM ของรีเลย์ตัวที่ 1 • นำขั้ว – ของมอเตอร์ต่อเข้ากับขา COM ของรีเลย์ตัวที่ 2 • นำขา NC ของรีเลย์ทั้ง 2 ตัว ต่อเข้ากับไฟลบ (GND) • นำขา NO ของรีเลย์ทั้ง 2 ตัว ต่อเข้ากับไฟบวก (+5VDC) วิธีต่อใช้งานจริงตามภาพด้านล่างนี้ โดยมีอุปกรณ์ดังนี้ Arduino + Relay Module + DC Motor
19 หลักการการทำงานคือ มีบอร์ด Arduino UNO R3 ในการรับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์สื่อสารผ่านพอร์ต Serial แล้วนำคําที่ได้ไปตรวจสอบว่าตรงกับคําที่กำหนดไว้หรือไม่ ถ้าตรงกันก็สั่งให้ Relay ทำงานตามที่เราต้องการ 2.13 ปั๊มน้ำ ปั๊มน้ำ คือ เครื่องมือที่ช่วยในการส่งน้ำ ประกอบด้วย mechanic และ Electricity / engine มี 2 ส่วน มี หัวปั๊มและมอเตอร์ มอเตอร์ทำหน้าที่หมุนให้ตัวปั๊มเคลื่อนที่เพื่อผลักน้ำจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งไปโดยแรงดันและ ปริมาณน้ำ ตามการออกแบบของแต่ละการใช้งาน ช่วยเสริมน้ำให้แรงขึ้นไปถึงอีกจุดหนึ่งได้พร้อมกับปริมาณน้ำที่ เพิ่มมากขึ้น ถ้าเราต้องการปริมาณน้ำมาก แรงดันจะน้อย ถ้าเราต้องการปริมาณน้ำน้อย แรงดันจะมาก 2.14 ปั๊มพ่นหมอก ระบบพ่นหมอก คือ ระบบที่ให้น้ำละเลียดมากจนดูคล้ายไอหมอก โดยมากจะใช้แรงดันสูงฉีดผ่านหัวฉีดที่ มีรูขนาดเล็ก เพื่อให้ได้ละอองน้ำที่ฝอยละเอียดที่สุด อย่างไรก็ดีด้วยลักษณะของละอองน้ำที่ละเอียดมาก การติดตั้ง ส่วนมากจึงนิยมติดตั้งในที่ปิดเช่นกัน เช่นใน โรงเรือน เป็นต้น เพราะถ้าหากติดตั้งทีโล่งแจ้ง เมื่อมีลมพัดจะทำให้ ละอองน้ำถูกพัดกระจายไปตามแรงลม และอาจจะทำให้ไม่เกิดความชื่นขึ้นในบริเวณที่ต้องการได้ 2.15 การควบคุม การควบคุม (Control) หมายถึง ขั้นตอน กระบวนการ หรือกลไกซึ่งองค์กรกำหนด ขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า กิจกรรมในการดำเนินธุรกิจจะประสบความสำเร็จ และได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้การควบคุมเป็น นาที ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการบริหาร การควบคุมมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการวางแผน เพราะการควบคุมเป็น เครื่องมือสำคัญในการกำหนดแผนการดำเนินการตามแผนและการประเมินผลตอบแทนรูปแบบของการ ควบคุม รูปแบบของการควบคุมจะแสดงให้เห็นถึงวิธีการตอบสนองต่อความเสี่ยงซึ่งรูปแบบการควบคุมเหล่านี้ได้แก่การ
20 ป้องกัน (Preventive) ความพยายามที่จะสกัดไม่ให้เกิดความเสี่ยงขึ้นเป็นการควบคุมล่วงหน้าก่อนที่ จะเกิดความ เสี่ยงขึ้น เช่น การขออนุมัติใบสั่งซื้อก่อน หรือการใส่รหัสลับในเครื่องคอมพิวเตอร์ การตรวจสอบ/ ติดตาม (Detective) ความพยายามในการติดต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นถึงแม้จะมีการควบคุมแบบการป้องกัน แล้วนั่น คือเมื่อมีความเสี่ยงเกิดขึ้น บริษัทจัดให้มีระบบการควบคุมความเสี่ยงขึ้นมาซึ่งติดตามที่ดีต้องมีระบบการสื่อสารที่ดี ด้วยโดยต้องจัดให้มีระบบการสื่อสารที่รวดเร็วและสม่ำเสมอโดยมีวิธีการที่หลากหลาย การกำกับ(Directive) ความ พยายามหลีกเลี่ยงเรื่องความเสี่ยงโดยการกำหนดวิธีการเฉพาะที่เหมาะสมเป็นการ เสนอให้ทำสิ่งที่ถูกต้อง (เป็น แนวทางในการฝึกอบรม) สักรูปแบบการควบคุมข้างต้น จะเห็นได้ว่านอกจากการควบคุมจะเป็นการป้องกันแม้เกิด ความเสี่ยงขึ้นแล้วยังมีรูปแบบอื่นที่สามารถทำได้อีก เช่น การติดตามความเสี่ยงรีอาจเกิดขึ้นหรือการให้คำแนะนำ หรือฝึกอบรมพนักงานให้กับพนักงานเพื่อจัดการกับความเสี่ยงการทำความเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริง ของระบบ ควบคุมภายในจะช่วยให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของธุรกิจง่ายขึ้น โดยการประเมินความเสี่ยงเป็นวิธีการที่ง่าย ที่สุดในการบรรลุวัตถุประสงค์และสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุสำเร็จตามวัตถุประสงค์คือการระบุบ่งชี้ปัจจัยเสี่ยงโดย การระบุปัจจัยเสี่ยงนี้จะมีประโยชน์ในการออกแบบระบบการ ควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมกับความเสี่ยงนั้น มีการ กำหนดระบบการควบคุมที่มีต้นทุนประมวลผลที่ เหมาะสมมากที่สุดเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้น อันจะทำให้เราสามารถบรรลุผลสำเร็จตาม วัตถุประสงค์ได้นอกจากนี้ยัง ควรตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง วัตถุประสงค์ความเสี่ยงและการควบคุม ความเสี่ยงด้วยการควบคุมความเสี่ยงเกือบทั้งหมดจะใช้ในการบรรเทา ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอันจะมีผลต่อการ บรรลุวัตถุประสงค์การออกแบบการควบคุมภายในเพียงอย่างเดียว ไม่ สามารถนำไปใช้ในการบริหารความเสี่ยง ทุกประเภทได้การออกแบบการควบคุมความเสี่ยงโดยผู้ที่มีความรู้และ ประสบการณ์ใกล้ชิดกับงานที่ทำนำจะ สามารถทำได้ดีกว่าการออกแบบการควบคุมที่เกิดขึ้นจากผู้บริหารผู้ ตรวจสอบภายในหรือผู้ที่ทำหน้าที่ในการ ประเมินตนเองเพื่อการควบคุมภายในกรอบการควบคุมในการประเมิน ตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยงกรอบการควบคุมความเสี่ยง (แบบจำลองการควบคุมความเสี่ยง) เป็นความหมายและ โครงสร้างที่ใช้ในการอธิบายการควบคุมภายใน วิธีการนำเอาแบบจำลองการควบคุมความเสี่ยงไปปฏิบัติที่ดีที่สุดคือ เริ่มจากการสัมภาษณ์มุมมองเชิงลึกถึงวิธีการที่องค์กรจะนำเอาแบบจำลองการควบคุมไปใช้และข้อมูลสารสนเทศ เกี่ยวกับวิธีที่ใช้ในการประเมินตนเอง กรอบความคิดต่างๆจะถูกกำหนดขึ้นมาให้เหมาะกับวัตถุประสงค์เฉพาะ โค้ง แต่ละคน ตัวอย่างเช่น กรอบความคิด หนึ่งอาจถูกออกแบบมาเพื่อให้อธิบายความหมายและรายละเอียดของการ ควบคุมภายใน โดยมีพื้นฐานมาจาก วัตถุประสงค์ขององค์กร ส่วนกรอบอื่นๆที่มีอยู่อาจใช้ในการระบุความเสี่ยงและ การให้บริการลูกค้า ประโยชน์ของการใช้กรอบการควบคุมในการประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยงแสดงให้เห็น ถึงความครอบคลุมทั้งหมด ของการควบคุมความเสี่ยงใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามผลเพื่อรวบรวมเป็นชุดของ หน่วยงานที่มีลักษณะคล้ายกันใช้เป็นคำถามที่มีรูปแบบเพื่อเตรียมไว้สำหรับการจัดโครงสร้างและลักษณะทั่วไปของ หน่วยงานเรื่อง ของการประเมินตนเองเพื่อควบคุมความเสี่ยง –CSA 2.16 ค่าประสิทธิภาพของผู้เชี่ยวชาญ 2.16.1 ทฤษฎีประสิทธิภาพ กระบวนการ วิธีการ หรือการกระทำใด ๆ ที่นำไปสู่ผลสำเร็จ โดยใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อันได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติแรงงาน เงินทุน และวิธีการดำเนินการหรือประกอบการ ที่มีคุณภาพสูงสุดในการดำเนินการได้ อย่างเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตามการดำเนินการใด ๆ นั้นก็ขึ้นอยู่กับทรัพยากร ณ ขณะนั้นด้วยว่ามีคุณภาพและ ปริมาณเพียงใด หากมีคุณภาพมากการจะใช้อย่างเต็มศักยภาพได้นั้นจะต้องใช้ในปริมาณน้อยจึงจะเรียกได้ว่ามี
21 ประสิทธิภาพ ต่างกันกับทรัพยากรที่มีปริมาณมากแต่คุณภาพต่ำที่จะต้องเลือกวิธีการดึงศักยภาพของทรัพยากร ออกมาให้ได้มากที่สุดจึงจะเรียกว่ามีประสิทธิภาพ 2.16.2 ความหมายของค่าประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง สภาวะหรือคุณภาพของสมรรถนะในการดำเนินงาน เพื่อให้งานหรือ ค ว า ม สำเ ร ็ จ โ ด ย ใ ช ้ เ ว ล า ค ว า ม พ ย า ย า ม แ ล ะ ค ่ า ใ ช ้ จ ่ า ย ค ุ ้ ม ค ่ า ท ี ่ ส ุ ด ต า ม จ ุ ด ม ุ ่ ง ห ม า ย ที่กำหนดไว้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ โดยกำหนดเป็นอัตราส่วนหรือร้อยละระหว่างปัจจัยนำเข้ากระบวนการ และผลลัพธ์ (Ratio between input, process and output)ประสิทธิภาพเน้นการดำเนินการ ที่ถูกต้องหรือกระทำสิ่งใด ๆ อย่างถูกวิธี (Doing the thong right)คำว่าประสิทธิภาพ มักสับสน กับคำว่า ประสิทธิผล (Effectiveness)ซึ่งเป็นคำที่คลุมเครือ ไม่เน้นปริมาณ และมุ่งหวังให้บรรลุวัตถุประสงค์ และ เน้น การทำสิ่งที่ถูกที่ควร (Doing the right thing) ดังนั้น สองคำนี้จึงมักใช้คู่กัน คือประสิทธิภาพ และประสิทธิผล 2.16.3 ความหมายของผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในทางศิลปะ วิทยาศาสตร์ การฝีมือ การค้า หรือการงานที่ทำ หรือในกฎห มาย ต่างประเทศ ซึ่งความเห็นของ ผู้นั้นอาจเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยชี้ขาด ข้อความในประเด็นแห่งคดีแพ่งไม่ว่า นั้นจะมีอาชีพในการนั้นหรือไม่ก็ตาม การหาค่า IOC ของผู้เชี่ยวชาญจากการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแบบสอบถามกาวิจัย IOC คือ ค่าความ เที่ยงตรงของแบบสอบถาม หรือค่าสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ทดสอบความเที่ยงตรง แบบสอบถาม (Validity) ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีประสบการณ์ในการด้านระบบ Iot วิธี IOC: Item Objective Congruence Index (Rovinelli & Hambleton, 1977) รายละเอียดดังนี้ สูตร IOC = ΣR/N IOC = ค่าดัชนีความสอดคล้อง ΣR = ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จำนวนผู้เชี่ยวชาญ กำหนดเกณฑ์การประเมิน ให้คะแนน = + 1 หมายถึง เหมาะสม สอดคล้องตรงกับวัตถุประสงค์ ให้คะแนน = 0 หมายถึงไม่แน่ใจ มีความสอดคล้องวัตถุประสงค์ ให้คะแนน = -1 หมายถึงไม่สอดคล้องไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ เกณฑ์คัดเลือกค่าIOC ค่าIOC = 1.00เลือกใช้ ค่าIOC = 0.50-0.99 พิจารณาปรับปรุงเนื้อหา ค่าIOC = ต่ำกว่า 0.50 ให้ตัดทิ้ง
22 ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคการปฏิบัติงานฯ นำมาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)โดยสรุปนำเสนอเป็นข้อมูลเปรียบเทียบเป็นตารางและข้อความ ประกอบ ซึ่งเกณฑ์ในการประเมินผล ดังนี้ เกณฑ์การวัดแบ่งตามระดับความสำคัญของปัจจัยต่างๆโดยการให้คะแนน (ratingscale) สำหรับ ลักษณะคำถามมีคำตอบให้เลือก 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน แบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับปัญหาและอุปสรรค คะแนน มากที่สุด 5 มาก 4 ปานกลาง 3 น้อย 2 น้อยที่สุด 1 เกณฑ์การแปลความหมายของข้อมูล คะแนนสูงสุด−คะแนนต่ำสุด จำนวนระดับ = 5−1 5 = 0.8 สามารถแปลความหมายตามคะแนนเฉลี่ยได้ดังนี้ ระดับคะแนน คะแนนเฉลี่ย แปลความ 5 4.21 -5.00 มีปัญหาและอุปสรรคมากที่สุด 4 3.41 -4.20 มีปัญหาและอุปสรรคมาก 3 2.61 -3.40 มีปัญหาและอุปสรรคปานกลาง 2 1.81 -2.60 มีปัญหาและอุปสรรคน้อย 1 1.00 -1.80 มีปัญหาและอุปสรรคน้อยที่สุด 2.17 ทฤษฎีความพึงพอใจ 2.17.1 ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจหมายถึงสภาวะทางอารมณ์ของบุคคลเมื่อได้รับการตอบสนองความต้องการตามความ คาดหวังความพึงพอใจในงานเป็นทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานที่มีต่องานที่เขากระทำซึ่งแสดงออกมา เป็นความชอบอความไม่ชอบคุณลักษณะของงนในรางวัลที่ได้รับจากการทางาน และในสภาพแวดล้อมซึ่ง ช่วยส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ และความร่วมมือร่วมใจ ระบบงานดำเนินไปด้วยมราบรื่นเรียบร้อย มี บรรยากาศในการทำงานที่ดีและภาพลักษณ์ที่น่าประทับใจ โดยเฉาะผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ องค์ประกอบ ของการเกิดความพึงพอใจในงาน ประกอบด้วย ความพึงพอใจที่เกิดจากการตอบสนองความต้องการของร่างกาย จิตใจ และการเรียนรู้การประเมินความ 2.17.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ Kotler and Armstrong (2002) รายงานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นต้องมีสิ่งจูงใจ (motive) หรือแรงขับดัน (drive) เป็นความต้องการที่กดดันจนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความ
23 ต้องการของตนเอง ซึ่งความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความต้องการบางอย่างเป็นความต้องการทาง ชีววิทยา(biological) เกิดขึ้นจากสภาวะตึงเครียด เช่น ความหิวกระหายหรือความลำบากบางอย่าง เป็นความ ต้องการทางจิตวิทยา (psychological) เกิดจากความต้องการการยอมรับ (recognition) การยกย่อง (esteem) ห ร ื อ ก า ร เ ป ็ น เ จ ้ า ข อ ง ท ร ั พ ย ์ ส ิ น ( b e l o n g i n g ) ค ว า ม ต ้ อ ง ก า ร ส ่ ว น ใ ห ญ ่ อ า จ ไ ม ่ ม า ก พ อ ที่จะจูงใจให้บุคคลกระทำในช่วงเวลานั้น ความต้องการกลายเป็นสิ่งจูงใจ เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างเพียงพอ จนเกิดความตึงเครียด โดยทฤษฎีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มี2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีของอับราฮัม มาสโลว์ และทฤษฎีของซิกมันด์ ฟรอยด์ 1.ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s theory motivation) อับราฮัม มาสโลว์ (A.H.Maslow) ค้นหาวิธีที่จะอธิบายว่าทำไมคนจึงถูกผลักดันโดยความต้องการ บางอย่าง ณ เวลาหนึ่ง ทำไมคนหนึ่งจึงทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมากเพื่อให้ได้มาซึ่งความปลอดภัยของตนเอง แต่อีกคนหนึ่งกลับทำสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น คำตอบของมาสโลว์ คือ ความต้องการของมนุษย์จะถูกเรียงตามลำดับจากสิ่งที่กดดันมากที่สุดไปถึงน้อยที่สุด ทฤษฎีของมาสโลว์ ได้จัดลำดับความต้องการตามความสำคัญ คือ บุคคลพยายามที่สร้างความพึงพอใจให้กับความต้องการที่สำคัญที่สุด เป็นอันดับแรกก่อนเมื่อความต้องการนั้นได้รับความพึงพอใจ ความต้องการนั้นก็จะหมดลง และเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลพยายามสร้างความพึงพอใจให้กับความต้องการที่สำคัญที่สุดลำดับต่อไป ตัวอย่าง เช่น คนที่อดอยาก (ความต้องการทางกาย) จะไม่สนใจต่องานศิลปะชิ้นล่าสุด (ความต้องการสูงสุด) หรือไม่ต้องการยกย่องจากผู้อื่น หรือไม่ต้องการแม้แต่อากาศที่บริสุทธิ์ (ความปลอดภัย) แต่เมื่อความต้องการแต่ละ ขั้นได้รับความพึงพอใจแล้วก็จะมีความต้องการในขั้นลำดับต่อไป 2.ทฤษฎีแรงจูงใจของฟรอยด์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ( S. M. Freud) ตั้งสมมุติฐานว่าบุคคลมักไม่รู้ตัวมากนักว่าพลังทางจิตวิทยามีส่วนช่วย สร้างให้เกิดพฤติกรรม ฟรอยด์พบว่าบุคคลเพิ่มและควบคุมสิ่งเร้าหลายอย่าง สิ่งเร้าเหล่านี้อยู่นอกเหนือ การควบคุมอย่างสิ้นเชิง บุคคลจึงมีความฝัน พูดคำที่ไม่ตั้งใจพูด มีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผลและมีพฤติกรรมหลอก หลอนหรือเกิดอาการวิตกจริตอย่างมาก 2.17.3 การวัดความพึงพอใจ การวัดความพึงพอใจ เป็นการวัดความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในลักษณะหนึ่งลักษณะใด การที่ เราจะทราบว่าบุคคลนั้นมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงเป็นการยากที่จะวัดความพึงพอใจได้โดยตรง การที่จะวัดความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นจะต้องตรงกับความรู้สึก ที่แท้จริงจึงจะสามารถวัดความพึงพอใจที่แท้จริงได้ มีนักวิชาการได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการวัดความพึงพอใจไว้หลาย ท่าน ดังนี้ Parasuraman, Zeithaml & Berry, 1988 (อ้างในปราณี เอี่ยมละออภักดี, 2550) ได้กล่าวถึง การวัด คุณภาพบริการ (SERVQUAL) ในกระบวนการของการให้บริการสิ่งที่ธุรกิจคาดหวัง คือ ความพึงพอใจของลูกค้าที่มี ต่อการบริการที่ได้รับ ดังนั้นเพื่อให้ผู้ใช้บริการรับรู้ถึงคุณภาพของการบริการ ธุรกิจสามารถพิจารณาตัวชี้วัดคุณภาพ ของบริการ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
24 1) ความสามารถ (Competence) หมายถึง ความสามารถ ทักษะ และความรู้ของผู้ให้ บริการ และ สามารถใช้สิ่งเหล่านั้นในการดําเนินการด้านบริการ 2) ความน่าเชื่อถือ (Reliability) หมายถึง ความสม่ำเสมอในการบริการได้อย่างถูกต้องเป็นที่น่าเชื่อถือหรือ เป็นที่ไว้วางใจของผู้รับบริการ 3) การตอบสนอง (Responsiveness) หมายถึง ความพร้อมที่จะให้บริการเพื่อเป็นการตอบสนองลูกค้าได้ ตรงเวลาหรือภายในเวลาที่ลูกค้าต้องการ 4) ความเข้าถึงได้ (Accessibility) หมายถึง ผู้รับบริการสามารถที่จะติดต่อกับผู้ให้บริการได้สะดวก 5) ความเข้าใจผู้รับบริการ (Understanding) หมายถึง ผู้ให้บริการจะต้องมีความเข้าใจ ความต้องการของ ผู้รับบริการและพร้อมที่จะเสนอตอบความต้องการดังกล่าว 2.17.4 การวิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลมาประมวลผลและวิเคราะห์ด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปโดยวิธีทางสถิติที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลดำเนินการดังนี้ 1. ตรวจสอบแบบประเมินที่ได้รับคืนมาทุกฉบับและให้คะแนนตามแนวทางที่กำหนดไว้ 2. นำแบบประเมินฉบับที่สมบูรณ์มาวิเคราะห์ข้อมูล นำคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปใช้ ค่าทางสถิติซึ่งประกอบด้วยแบบประเมิน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบประเมิน เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบประเมิน ลักษณะคาถามเป็นแบบให้เลือกตอบ (Checklist) โดยสอบถามเกี่ยวกับ เพศ อายุ อาชีพ ตอนที่ 2 ความพึงพอใจต่อสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และการบริการ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแนวคิดของ Likert 3. เกณฑ์การประเมินค่าระดับความพึงพอใจของนักศึกษาต่อคุณภาพสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และการ บริการของหลักสูตร คณะผลิตกรรมการเกษตร เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)5 ระดับ โดย การ ตรวจให้คะแนนใช้เกณฑ์ดังนี้ มากที่สุด ให้ 5 คะแนน มาก ให้ 4 คะแนน ปานกลาง ให้ 3 คะแนน น้อย ให้ 2 คะแนน น้อยที่สุด ให้ 1 คะแนน นำคะแนนที่ได้มาแปลความหมายโดยนำไปเทียบกับเกณฑ์แปลความหมาย ดังนี้ (โยธิน แสวงดี,2551:9) ค่าเฉลี่ย 4.20 - 5.00 หมายถึง เห็นด้วยและพึงพอใจในระดับดีที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.40 - 4.19 หมายถึง เห็นด้วยและจงพอใจในระดับดี ค่าเฉลี่ย 2.60 - 3.39 หมายถึง เห็นด้วยและพึงพอใจในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.80 - 2.59 หมายถึง เห็นด้วยและพึงพอใจในระดับต่ำ ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.79 หมายถึง เห็นด้วยและพึงพอใจในระดับต่ำสุด
25 สรุปในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การวัดค่าความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ของโยธิน แสวงดีดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.20 - 5.00 หมายถึง เห็นด้วยและพึงพอใจในระดับดีที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.40 - 4.19 หมายถึง เห็นด้วยและจงพอใจในระดับดี ค่าเฉลี่ย 2.60 - 3.39 หมายถึง เห็นด้วยและพึงพอใจในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.80 - 2.59 หมายถึง เห็นด้วยและพึงพอใจในระดับต่ำ ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.79 หมายถึง เห็นด้วยและพึงพอใจในระดับต่ำสุด 2.18 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สุธีร์ก่อบุญขวัญ และคณะ (บทคัดย่อ : 2563) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง หาประสิทธิภาพ และความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบควบคุมฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรที่ปลูกผัก ไฮโดรโปนิกส์ม.1 ต.หัวเตย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานีจำนวน 10 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย คือ ระบบควบคุมฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติแบบบันทึกการหาประสิทธิภาพ และแบบประเมินความพึง พอใจ วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยสร้างระบบควบคุมฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติจากนั้นทำการทดสอบการทำงาน เพื่อหาประสิทธิภาพ และดำเนินการให้เกษตรกรทดลองใช้ระบบควบคุมฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์อัตโนมัติและตอบ แบบประเมินความพึงพอใจ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพการทำงานของระบบควบคุมอุณหภูมิเมื่อกำหนดอุณหภูมิไว้ที่ 25 °C ปรากฏว่า ที่อุณหภูมิ20-24 °C ระบบควบคุมอุณหภูมิไม่สั่งพ่นละอองน้ำ และเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 25-29 °C ระบบสั่งพ่น ละอองน้ำ ระบบทำงานถูกต้องคิดเป็น 100 % 2) ประสิทธิภาพการทำงานของระบบน้ำไหลวน โดยการสั่งงานผ่าน สมาร์ตโฟน จากการสั่งเปิดระบบจ่ายน้ำ 5 ครั้ง และสั่งปิดระบบจ่ายน้ำ 5 ครั้ง ระบบน้ำไหลวนทำงานได้ถูกต้องทุก ครั้ง คิดเป็น 100 % 3) ประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งข้อมูลภาพถ่ายผ่านแอปพลิเคชันไลน์สั่งงานผ่าน สมาร์ตโฟน สามารถทำงานได้ถูกต้องทั้ง 10 ครั้ง คิดเป็น 100 % ส่วนผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมมี ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยด้านประสิทธิภาพในการใช้งานมีค่าความพึงพอใจอยู่ในระตับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านโครงสร้างและการออกแบบกับด้านการบำรุงรักษาและความปลอดภัย มีค่าความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมาก อมรเพชร ตลับทอง และคณะ (บทคัดย่อ : 2563) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและพัฒนา ชุดควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยเทคโนโลยีIoT โดยแสดงค่าในแปลงผักไฮโดรโปนิกส์สถานะของอุปกรณ์ ต่าง ๆ ผ่านหน้าเว็บไซต์ เพื่อให้เกษตรกรที่ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น และยังสามารถสั่งงานผ่าน หน้าเว็บไซต์ได้เครื่องมือที่ใช้พัฒนาประกอบไปด้วยฮาร์ดแวร์ได้แก่ บอร์ด Arduino Uno R3, บอร์ด Node MCU ESP8266, เซ็นเซอร์pH, เซ็นเซอร์TDS, ปั๊มน้ำ 12V, Dosing Pump 12V, Switching Power Supply 12V, จอ LCD แบบ I2C, หลอดไฟ LED, Selector Switch, และ Relay 5V 4 ช่อง และซอฟต์แวร์ได้แก่ Arduino IDE, NETPIE IoT Cloud Platform และระบบปฏิบัติการ Windows 10 2) ศึกษาผลการทดลองใช้ชุดควบคุมการปลูก ผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยเทคโนโลยีIoT ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยสมองกลฝังตัว ผ่าน NETPIE สามารถอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในการให้ปุ๋ยผักไฮโดรโปนิกส์และปรับสภาพน้ำ แล้วยัง สามารถแสดงสถานะค่า EC และ ค่า pH ของแปลงผักไฮโดรโปนิกส์ได้แบบ Real–Time 2) การศึกษาผลการ ทดลองใช้ชุดคอนโทรลเลอร์ในการควบคุมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยเทคโนโลยีIoT โดยแยกเป็นจำนวน
26 ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์5 คน และเกษตรกรปลูกผักไฮโดรโปนิกส์20 คน โดยมีการสอบถาม ความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญ และเกษตรกรปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่มีผลต่อระบบจากนั้นนำผลมาวิเคราะห์ด้วย ค่าสถิติพื้นฐานเทียบกับเกณฑ์ด้านเว็บแอปพลิเคชัน (NETPIE Freeboard) ด้านชุดคอนโทรลเลอร์และด้าน ภาพรวมของระบบ พบว่าการใช้งานระบบในส่วนของผู้เชี่ยวชาญ และเกษตรกรไฮโดรโปนิกส์มีค่าเฉลี่ยที่ 4.32 อยู่ ในเกณฑ์ระดับมาก วิชัย นระมาตย์(บทคัดย่อ : 2564) บทความนี้เป็นการนำเสนอ การควบคุมอุณหภูมิและระบบการให้น้ำ ในโรงเรือนอัตโนมัติด้วยพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ในการควบคุมอุณหภูมิและการให้น้ำในโรงเรือนอัตโนมัติโดยมี วัตถุประสงค์1.เพื่อออกแบบและสร้างระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ในการควบคุมอุณหภูมิและการให้น้ำใน โรงเรือนอัตโนมัติ2.เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงาน 3.เพื่อหาค่าความพึงพอใจของเกษตรกรผู้ใช้งานจริงต่อ ระบบ การทำงานของระบบควบคุมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ระบบตั้งเวลา 2.ระบบเปิด – ปิด ด้วยสวิตช์ สำหรับควบคุมการทำงานของโซลีนอย์วาล์วไฟฟ้า 24 V เพื่อการให้น้ำด้วยการพ่นหมอกและสปริงเกอร์ในโรงเรือน ขนาด 3x6x21 เมตร ของ นายอลงกรณ์บุญสังข์แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้ขนาด 300 วัตต์ประสิทธิภาพสูงสุด 6 ชั่วโมง แรงสูงสุด39 โวลล์กระแส 9.5 แอมป์การทำงานของระบบพ่นหมอกสามารถปรับอุณหภูมิภายในโรงเรือน 3-5 องศา ภายใน 7-10 นาทีระบบปริงเกอร์สามารถทำงานได้ทั้งรระบบตั้งเวลาและระบบเปิด – ปิด ด้วยสวิตช์ ทำให้เกษตรกรจัดตารางการทำงานได้ลดเวลาการอยู่ในโรงเรือนให้ลดลง 2-3 ชั่วโมงต่อวัน เกษตรกรบริหารจัดการ เวลาในการทำกิจกรรมอื่นได้ความพึงพอใจของเกษตรกรผู้ใช้งานที่มีต่อระบบ อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 4.42 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. 0.55) มลฤดีจันทรัตน์(บทคัดย่อ : 2565) งานวิจัยเรื่องการจัดการธุรกิจครบวงจรของบริษัท สวนละออ จำกัด กรณีศึกษาผักสลัดไฮโดรโพนิกส์มีวัตถุประสงค์ดังนี้1) เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการจัดการด้านการผลิตผัก สลัดไฮโดรโพนิกส์ของบริษัทสวนละออ จำกัด ได้แก่ ต้นทุนการผลิต และจุดคุ้มทุนในการผลิต และ 2) เพื่อ วิเคราะห์ประสิทธิภาพในการจัดการด้านการตลาดผักสลัดไฮโดรโพนิกส์ของบริษัท สวนละออ จำกัด ได้แก่ ต้นทุน การตลาดและส่วนเหลื่อมการตลาด จากนั้นจึงวิเคราะห์ในภาพรวมของการประกอบธุรกิจผักสลัดไฮโดรโพนิกส์ของ บริษัท สวนละออ จำกัด ด้วยอัตรากำไรและอัตราผลตอบแทนการลงทุน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา โดยใช้ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ประชากรที่ใช้ศึกษาในการวิจัยนี้คือ เจ้าของกิจการ 1 คน และผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตผัก สลัดไฮโดรโพนิกส์ทั้งส่วนงานการผลิตคือ ผู้จัดการฟาร์ม 1 คน พนักงานฝ่ายผลิต1 คน และการตลาดของบริษัท สวนละออ จำกัด จังหวัดตาก คือ พนักงานฝ่ายบัญชี1 คน และพนักงานฝ่ายการตลาด 1 คน ผลการวิเคราะห์หา ต้นทุนการผลิตผักสลัดพบว่า ต้นทุนการผลิตผักสลัดเป็นดังนี้บริษัทมีต้นทุนทั้งหมดของผักแต่ละชนิดต่อโต๊ะปลูก ต่อรอบการผลิตเป็นดังนี้เรดโอ๊คมีต้นทุนสูงที่สุด 582.31 บาท รองลงมาคือ กรีนโอ๊ค มีต้นทุน 565.06 บาท ฟิล เลย์มีต้นทุน 502.11 บาท และคอสมีต้นทุน 440.50 บาท ตามลำดับ และเมื่อวิเคราะห์ผลการดำเนินงานเมื่อ พิจารณา ณ ราคาขายที่ 84.11 บาท พบว่า บริษัท สวนละออ จำกัด มีส่วนเหลื่อมตลาดร้อยละ 50.85 มีกำไรสุทธิ และจุดคุ้มทุนของบริษัท สวนละออ จำกัด ในช่วง เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2562 จำแนกตาม ชนิดผักสลัด โดย คำนวณจากนํ้าหนักเฉลี่ยต่อโต๊ะพบว่า คอสมีกำไรสูงสุด คือ 32.53 บาทต่อกิโลกรัม รองลงมาคือกรีนโอ๊ค มีกำไร 29.53 บาทต่อกิโลกรัม เรดโอ๊ค มีกำไร 26.90 บาทต่อกิโลกรัม และฟิลเลย์มีกำไร 20.62 บาทต่อกิโลกรัม ปริมาณ การผลิตที่คุ้มทุนของผักแต่ละชนิดควรเป็นดังนี้กรีนโอ๊ค 11.78 กิโลกรัมต่อโต๊ะ เรดโอ๊ค 11.73 กิโลกรัม ต่อโต๊ะ ฟิลเลย์9.47 กิโลกรัมต่อโต๊ะ และคอส 9.60 กิโลกรัมต่อโต๊ะ จากต้นทุนการผลิตและปริมาณผลผลิตเฉลี่ยข้างต้น ราคาขายที่เป็นราคาขายคุ้มทุนของผักสลัดแต่ละชนิดเป็นดังนี้กรีนโอ๊ค 54.58 บาทต่อกิโลกรัม เรดโอ๊ค 57.21
27 บาทต่อกิโลกรัม ฟิลเลย์63.49 บาทต่อกิโลกรัม และคอส 51.58 บาทต่อกิโลกรัม จากการวิเคราะห์อัตรากำไร พบว่า คอสมีอัตรากำไรสูงที่สุดร้อยละ 38.68 รองลงมาคือ กรีนโอ๊คมีอัตรากำไรร้อยละ 35.11 ฟิลเลย์มีอัตรากำไร ร้อยละ 31.98 และเรดโอ๊คมีอัตรากำไรร้อยละ 24.52 ตามลำดับ และผักสลัดแต่ละชนิดมีอัตราผลตอบแทนดังนี้ กรีนโอ๊คมีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดร้อยละ 271.60 รองลงมาคือ คอสมีอัตราผลตอบแทนร้อยละ 258.14 เรดโอ๊คมี อัตราผลตอบแทนร้อยละ 235.14 และฟิลเลย์มีอัตราผลตอบแทนร้อยละ 131.03 ตามลำดับ ภาณุพงศ์บุญรมย์และคณะ (บทคัดย่อ : 2566) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ผลการพัฒนาการ ปลูกผักผักไฮโดรโปนิกส์โดยอาศัยคอมพิวเตอร์ควบคุมอัตโนมัติตามทฤษฎีคอนสตรัคติสต์ 2) เพื่อประเมิน ประสิทธิภาพระหว่างการปลูกผักด้วยน้ำด้วยวิธีปกติกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาทำการควบคุมการเพาะปลูก กลุ่ม ตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และ 2) กลุ่มเกษตรกร ชุมชนบ้านคูเมือง จำนวน 15 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสอบถามประเมินประสิทธิภาพของระบบ และ 2) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาระบบแปลงผักไฮโดรโป นิกส์โดยใช้การตรวจจับและปรับเหมาะอัตโนมัติเริ่มทำงานเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสจะเริ่มทำการพ่น หมอกเพื่อปรับอุณหภูมิและหยุดทำงานเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 28 องศาเซลเซียส 2) คุณภาพของระบบแปลงผักไฮโดร โปนิกส์โดยใช้การตรวจจับและปรับเหมาะอัตโนมัติพบว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับดี( = 4.00, S.D = 0.63) และ ความพึงพอใจสำหรับผู้ใช้งานระบบแปลงผักไฮโดรโปนิกส์โดยใช้การตรวจจับและปรับเหมาะอัตโนมัติพบว่ามี คุณภาพอยู่ในระดับดี( = 4.00, S.D = 0.70)
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ เพื่อออกแบบควบคุมอุณหภูมิในโรงเพาะผัก โดยได้ กำหนดขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนในการวิจัยและพัฒนา 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การสร้างเครื่องมือในการวิจัย 6. วิธีดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 7. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร คือ นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 59 คน โดยวิธีสุ่ม 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 2.2 ตัวแปรตาม 1. ประสิทธิภาพของพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 2. ความพึงพอใจของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 59 คน ที่มีผลต่อระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 3. ขั้นตอนในการวิจัยและพัฒนา 3.1 ศึกษาเอกสาร งานวิจัย และรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบ IOT ที่เกี่ยวข้องกับระบบปลูกพืช ไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติโดยค้นหาจากอินเทอร์เน็ตเป็นกระบวนการศึกษาค้นคว้า คิดค้น อย่างเป็นระบบ น่าเชื่อถือมีเป้าหมายในการพัฒนาผลผลิต เทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ สื่อ อุปกรณ์ เทคนิควิธีหรือการรูปแบบการ ทำงานของระบบ IOT โดยนำไปสู่การออกแบบและพัฒนาต่อไป
29 3.2 วางแผนในการวิจัยและพัฒนา เริ่มต้น ศึกษาทฤษฎีและหลักการเพื่อพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ ศึกษาเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ วิเคราะห์และออกแบบระบบ พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ นำระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์มาใช้ในการทำโครงงาน ตรวจสอบโดย ผู้พัฒนา จบ ตรวจสอบเกม โดยครูที่ปรึกษา ปรับปรุง ปรับปรุง ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน
30 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย ระบบปลูกพืชไฮโดรโป นิกส์แบบอัตโนมัติแบบประเมินความพึงพอใจเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IOT รวมถึงการพัฒนาอุปกรณ์ ต่างๆ เพื่อความสะดวกในการดำเนินชีวิต กลุ่มผู้จัดทำจึงได้พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 4.2 แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความพึงพอใจ พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ (Automated Hydroponics System) คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ลงใน หน้าข้อความ ตอนที่ 1 : ข้อมูลทั่วไป 1. เพศ ชาย หญิง 2. อายุ 13-15 ปี 16-20 ปี 21 ปีขึ้นไป ตอนที่ 2 : พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ รายการการประเมิน ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด 5 มาก 4 ปานกลาง 3 น้อย 2 น้อยที่สุด 1 1. งานด้านการออกแบบ 1.1 ความเหมาะสมของขนาดอุปกรณ์ที่ออกแบบเหมาะแก่ การใช้งาน 1.2 ความเหมาะสมของวัสดุ วัสดุที่ใช้ใความปลอดภัย 1.3 เทคนิคการออกแบบ และระบบการทำงานไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะดวกต่อผู้ใช้งาน 2. ด้านเนื้อหา 2.1 อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมไม่ซับซ้อน กะทัดรัด เข้าใจง่าย 2.2 ชิ้นงานมีความเหมาะสมสำหรับการนำมาใช้งาน 2.3 ชิ้นงานมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ใช้งานสะดวก 3. ประโยชน์ที่ได้รับ 3.1 ชิ้นงานสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานได้ 3.2 สามารถนำความรู้ของชิ้นงานไปเผยแพร่/ถ่ายทอดได้ 3.3 ชิ้นงานความสะดวกมากในการใช้งานของโรงเพาะผัก ตอนที่ 3 : ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
31 5 การสร้างเครื่องมือในการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการสร้าง เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยดังนี้ 5.1 ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเพื่อใช้ในการ กำหนดประเด็นการสัมภาษณ์ด้านต่างๆ 5.2 ข้อมูลพื้นฐานของผู้ทำแบบสอบถาม 5.3 ด้านระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 5.4 นำผลการวิเคราะห์ข้อมูลไปวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเพื่อใช้ในการสอบถามความ คิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 5.5 นำแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างที่สร้างขึ้น ให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องและความ เหมาะสมทางด้านของคำถาม ภาษาที่ใช้ในการสร้างแบบสัมภาษณ์ ประเมินแบบสัมภาษณ์ 5.6 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จากอาจารย์ มาศึกษาวิเคราะห์ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 6. วิธีดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้มีการกำหนดขั้นตอนในการดำเนินการทดลองไว้เป็น 2 ขั้นตอน 6.1 ขั้นตอนเตรียมการทดลอง 6.1.1 เตรียมสถานที่ในการทดลอง 6.1.2 เตรียมผู้เรียนในการทำวิจัย โดยกำหนดประชากรและเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้ในการ ทดลอง 6.1.3 เตรียมเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการทดลองโดยเครื่องมือดังกล่าวได้ผ่านการประเมิน และเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 6.2 ขั้นตอนดำเนินการทดลอง 6.2.1 ผู้วิจัยแนะนำทำความเข้าใจ และอธิบายระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 6.2.2 กลุ่มตัวอย่างทำแบบสำรวจความพึงพอใจ 6.2.3 ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ - ผู้วิจัยแจกแบบประเมินความพึงพอใจ และนำข้อมูลที่ได้มาหาค่าทางสถิติ ต่อไป 7. การวิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดการข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวม ตามขั้นตอนดังนี้ 7.1 ตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์แบบของแบบสอบถาม
32 7.2 หลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจึงได้นำข้อมูลมาประมวลผลและวิเคราะห์หาค่า ประสิทธิภาพโดยใช้สูตร E1/E2 การหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) โดยยึดเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้ - เนื้อหาที่เกี่ยวกับความรู้ ความจำ ควรตั้งเกณฑ์ให้สูงไว้ คือ 80/80 , 85/85 , 90/90 - เนื้อหาที่เกี่ยวกับทักษะหรือเจตคติ ควรตั้งเกณฑ์ให้ต่ำลงมาเล็กน้อย คือ 70/70 , 75/75 7.3 ผู้วิจัยจึงได้นำข้อมูลมาประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS (Statistical Package for Social Science) ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยแปล ความหมายของค่าเฉลี่ยในแต่ละด้าน โดยใช้เกณฑ์การประเมินผลแบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้ 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับมาก 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด
บทที่ 4 ผลการวิจัย การศึกษาค้นคว้าการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาตวามพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่ได้ ร่วมประเมินการทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติโดยผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 4.1 ชุดพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 4.2 ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการชุดพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 4.1 ผลการดำเนินงาน ผลที่ได้รับจากโครงงานพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติเป็นไปตามขอบเขต ที่กำหนดไว้ คือ ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติจะอธิบายโครงสร้างของระบบแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ระบบปรับค่าความชื้นและอุณหภูมิ ส่วนที่ 2 ระบบปรับค่าแสง ส่วนที่ 3 ระบบปรับค่าระดับน้ำ 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้วิจัยดำเนินการโดยการนำข้อมูลที่ใช้ในแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์หาค่าด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป โปรแกรม SPSS V.17 ทั้งนี้ได้ดำเนินการดังนี้ 1.ตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของผลการตอบแบบสอบถามที่ได้รับคืนมา
34 2.นำเสนอข้อมูลจากผลแบบสอบถามที่สมบูรณ์มาวิเคราะห์ดังนี้ วิเคราะห์ข้อมูล SPSS(Statistics Package Social Science) โดยหาค่าเฉลี่ย (̅) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (.) ตามรายการ ใน แบบสอบถามรายข้อ นำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบของตารางและการบรรยาย โดยใช้เกณฑ์การแปล ความหมายของระดับคะแนนเฉลี่ยดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง เห็นด้วยแลtพึงพอใจในระดับดีมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง เห็นด้วยแลtพึงพอใจในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 – 2.49 หมายถึง เห็นด้วยแลtพึงพอใจในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายถึง เห็นด้วยแลtพึงพอใจในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง เห็นด้วยแลtพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด 4.2.1 การประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ 1. ผลสรุปการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป 1.1 เพศ เพศ Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid ชาย 13 22.0 22.0 22.0 หญิง 46 78.0 78.0 100.0 Total 59 100.0 100.0 1.2 อายุ อายุ Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid 16-20 ปี 59 100.0 100.0 100.0 ตารางที่4.2.1-1.1 เพศ ตารางที่4.2.1-1.2 อายุ
35 2. ผลสรุปจากวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจรายข้อ 2.1 ด้านการออกแบบ 2.1.1 ความเหมาะสมของขนาดอุปกรณ์ที่ออกแบบเหมาะแก่การใช้งาน 1.1 ความเหมาะสมของขนาดอุปกรณ์ออกเเบบเหมาะเเก่การใช้งาน Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid ปานกลาง 1 1.7 1.7 1.7 มาก 3 5.1 5.1 6.8 มากที่สุด 55 93.2 93.2 100.0 Total 59 100.0 100.0 2.1.2 ความเหมาะสมของวัสดุวัสดุที่ใช้ใความปลอดภัย 1.2 ความเหมาะสมของวัสดุ วัสดุที่ใชความปลอดภัย Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid มาก 41 69.5 69.5 69.5 มากที่สุด 18 30.5 30.5 100.0 Total 59 100.0 100.0 2.1.3 เทคนิคการออกแบบ และระบบการทำงานไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะดวกต่อผู้ใช้งาน 1.3 เทคนิคการออกเเบบ เเละระบบการทำงานไม่ยุ่งยากซับซ้อน สะดวกต่อ ผู้ใช้งาน Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid ปานกลาง 8 13.6 13.6 13.6 มาก 17 28.8 28.8 42.4 มากที่สุด 34 57.6 57.6 100.0 Total 59 100.0 100.0 ตารางที่4.2.1- 2.1.1 ความเหมาะสมของขนาดอุปกรณ์ออกเเบบเหมาะเเก่การใช้ งานอาชีพ ตารางที่4.2.1- 2.1.2 ความเหมาะสมของวัสดุ วัสดุที่ใชความปลอดภัย ตารางที่4.2.1- 2.1.1 เทคนิคการออกเเบบ เเละระบบการทำงานไม่ยุ่งยากซับซ้อน สะดวกต่อผู้ใช้งาน อาชีพ
36 2.2 ด้านเนื้อหา 2.2.1 อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมไม่ซับซ้อน กะทัดรัด เข้าใจง่าย 2.1 อุปกรณ์ที่ควบคุมไม่ซับซ้อม กะทัดรัด เข้าใจง่าย Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid ปานกลาง 3 5.1 5.1 5.1 มาก 19 32.2 32.2 37.3 มากที่สุด 37 62.7 62.7 100.0 Total 59 100.0 100.0 2.2.2 ชิ้นงานมีความเหมาะสมสำหรับการนำมาใช้งาน 2.2 ชิ้นงานมีความเหมาะสมสำหรับการนำมาใช้งาน Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid ปานกลาง 3 5.1 5.1 5.1 มาก 24 40.7 40.7 45.8 มากที่สุด 32 54.2 54.2 100.0 Total 59 100.0 100.0 2.2.3 ชิ้นงานมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ใช้งานสะดวก 2.3 ชิ้นงานมีรูปลักษณ์ที่สวยงาน ใช่งานสะดวก Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid ปานกลาง 4 6.8 6.8 6.8 มาก 16 27.1 27.1 33.9 มากที่สุด 39 66.1 66.1 100.0 Total 59 100.0 100.0 ตารางที่4.2.1- 2.2.1 อุปกรณ์ที่ควบคุมไม่ซับซ้อม กะทัดรัด เข้าใจง่าย ตารางที่4.2.1- 2.2.2 ชิ้นงานมีความเหมาะสมสำหรับการนำมาใช้งาน ตารางที่4.2.1- 2.2.3 ชิ้นงานมีรูปลักษณ์ที่สวยงาน ใช่งานสะดวก
37 2.3 ด้านประโยชน์ที่ได้รับ 2.3.1 ชิ้นงานสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ 3.1 ชิ้นงานสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฎิบัติงานได้ Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid ปานกลาง 1 1.7 1.7 1.7 มาก 15 25.4 25.4 27.1 มากที่สุด 43 72.9 72.9 100.0 Total 59 100.0 100.0 2.3.2 สามารถนำความรู้ของชิ้นงานไปเผยแพร่/ถ่ายทอดได้ 3.2 สามารถนำความรู้ของชิ้นงานไปเผยเเพร่/ถ่ายทอดได้ Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid ปานกลาง 1 1.7 1.7 1.7 มาก 22 37.3 37.3 39.0 มากที่สุด 36 61.0 61.0 100.0 Total 59 100.0 100.0 2.3.3 ชิ้นงานมีสะดวกในการใช้งานมากในการใช้งานของโรงเพาะผัก 3.3 ชิ้นงานมีความสะดวกต่อการใช้งานในโรงเพาะผัก Frequency Percent Valid Percent Cumulative Percent Valid มาก 5 8.5 8.5 8.5 มากที่สุด 54 91.5 91.5 100.0 Total 59 100.0 100.0 ตารางที่4.2.1- 2.3.1 ชิ้นงานสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฎิบัติงานได้ ตารางที่4.2.1- 2.3.2 สามารถนำความรู้ของชิ้นงานไปเผยเเพร่/ถ่ายทอดได้ ตารางที่4.2.1- 2.3.3 ชิ้นงานมีความสะดวกต่อการใช้งานในโรงเพาะผัก
38 4.3 ผลสรุปจากการวิเคราะห์ข้อมูล ก. การประเมินความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ ที่ รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย S.D. แปลผล 1 1.ด้านการออกแบบ ความเหมาะสมของขนาดอุปกรณ์ที่ ออกแบบเหมาะแก่การใช้งาน 4.9153 0.33673 มากที่สุด เทคนิคการออกแบบ และระบบการ ทำงานไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะดวกต่อ ผู้ใช้งาน 4.3051 0.46440 มากที่สุด เทคนิคการออกแบบ และระบบการ ทำงานไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะดวกต่อ ผู้ใช้งาน 4.4407 0.72567 มากที่สุด 2 2.ด้านเนื้อหา อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมไม่ซับซ้อน กะทัดรัด เข้าใจง่าย 4.5763 0.59316 มากที่สุด ชิ้นงานมีความเหมาะสมสำหรับการ นำมาใช้งาน 4.4915 0.59807 มากที่สุด ชิ้นงานมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ใช้งาน สะดวก 4.5932 0.61919 มากที่สุด 3 3.ด้านประโยชน์ ชิ้นงานสามารถนำความรู้ที่ได้ไป ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ 4.7119 0.49308 มากที่สุด สามารถนำความรู้ของชิ้นงานไป เผยแพร่/ถ่ายทอดได้ 4.5932 0.52911 มากที่สุด ชิ้นงานมีสะดวกในการใช้งานมากใน การใช้งานของโรงเพาะผัก 4.9153 0.28089 มากที่สุด รวมด้านเนื้อหา 41.5425 4.6403 มากที่สุด ตารางที่ 4.2.2 (ก) พบว่าโดยรวมแล้วความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับระบบปลูกพืช ไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติมีความพึงพอใจอยู่ระดับมากสุด ตารางที่ 4.2.2 (ก) การแสดงตารางสรุปผลวิจัยความพึงพอใจ
39 ข. การประเมินประสิทธิภาพของผู้ทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ ที่ รายการประเมิน ค่าเฉลี่ย S.D. แปลผล 1 1.ด้านการออกแบบ ความเหมาะสมของขนาดอุปกรณ์ ที่ออกแบบเหมาะแก่การใช้งาน 4.9153 0.33673 มากที่สุด เทคนิคการออกแบบ และระบบ การทำงานไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะดวกต่อผู้ใช้งาน 4.3051 0.46440 มากที่สุด เทคนิคการออกแบบ และระบบ การทำงานไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะดวกต่อผู้ใช้งาน 4.4407 0.72567 มากที่สุด 2 2.ด้านเนื้อหา อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมไม่ซับซ้อน กะทัดรัด เข้าใจง่าย 4.5763 0.59316 มากที่สุด ชิ้นงานมีความเหมาะสมสำหรับ การนำมาใช้งาน 4.4915 0.59807 มากที่สุด ชิ้นงานมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ใช้ งานสะดวก 4.5932 0.61919 มากที่สุด 3 3.ด้านประโยชน์ ชิ้นงานสามารถนำความรู้ที่ได้ไป ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ 4.7119 0.49308 มากที่สุด สามารถนำความรู้ของชิ้นงานไป เผยแพร่/ถ่ายทอดได้ 4.5932 0.52911 มากที่สุด ชิ้นงานมีสะดวกในการใช้งานมาก ในการใช้งานของโรงเพาะผัก 4.9153 0.28089 มากที่สุด รวมด้านเนื้อหา 41.5425 4.6403 มากที่สุด ตารางที่ 4.2.2 (ข) พบว่าโดยรวมแล้วความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ตารางที่ 4.2.2 (ข) การแสดงตารางสรุปผลวิจัยความพึงพอใจ
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ โครงงานวิจัยเรื่อง พัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ จากการศึกษาในครั้งนี้สามารถ สรุปผลของข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาขั้นต่อไป 1. สรุปผลวิจัย 2. อภิปรายผล 3. ข้อเสนอแนะ 1. สรุปผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติและเพื่อศึกษาความ พึงพอใจของผู้ที่ทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรกลุ่ม ตัวอย่าง คือ นักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ เลือกโดยการสุ่ม จำนวน 59 คน ซึ่งเก็บข้อมูลมาได้ 59 ชุด โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ เพศ อายุ ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจในการทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ แบบอัตโนมัติ ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามข้อเสนอแนะต่างๆ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS/PC คำนวณหาค่าร้อยละ (Percentange) ค่าเฉลี่ย (̅) (Mean) และค่าวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) ผลการศึกษาวิจัย ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ สรุปผลได้ดังนี้ ปัจจัยส่วนบุคคล นักเรียน นักศึกษา เป็นเพศชาย จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 22 เป็นเพศหญิง จำนวน 46 คน คิดเป็นร้อยละ 78 มีอายุระหว่าง 16-20 ปี และยังเป็นนักเรียน นักศึกษา ทั้งหมด 59 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 นักเรียน นักศึกษามีความพอใจในการทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ ภาพรวม อยู่ในระดับมาก ที่สุด (̅= 41.54) ด้านการออกแบบ นักเรียน นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 13.66) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดทุกข้อ ตามลำดับ มีความเหมาะสมของขนาดอุปกรณ์ออกเเบบเหมาะเเก่การใช้งาน (̅= 4.92) ความเหมาะสมของ วัสดุวัสดุที่ใช้ใความปลอดภัย (̅= 4.31) เทคนิคการออกแบบและระบบการทำงานไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะดวก ต่อผู้ใช้งาน (̅= 4.44) ด้านเนื้อหา นักเรียน นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 13.66) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดทุกข้อ ตามลำดับ ได้แก่ อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมไม่ซับซ้อน กะทัดรัด เข้าใจง่าย(̅= 4.58) ชิ้นงานมีความเหมาะสมใน การใช้งาน (̅= 4.49) ชิ้นงานมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ใช้งานสะดวก(̅= 4.59) ด้านประโยชน์ที่ได้รับ นักเรียน นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการทดลองระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 14.22) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดทุก
41 ข้อตามลำดับ ได้แก่ ชิ้นงานสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้(̅= 4.71) สามารถนำความรู้ของชิ้นงานไปเผยแพร่/ถ่ายทอดได้(̅= 4.59) ชิ้นงานมีความสะดวกมากในการใช้งาน (̅= 4.91) 2. อภิปรายผล ผลการวิจัยเรื่อง ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ มีผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในการทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ มีประเด็นที่สามารถ นำมาอภิปรายผลได้ดังนี้ จากการวิจัยในครั้งนี้พบว่า นักเรียน นักศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้ระบบปลูกพืช ไฮโดรโปนิกส์ เป็นเพศชาย 13 คน และเพศหญิง 46 คน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน นักศึกษาแผนก วิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ของวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ และมีอายุในระหว่าง 16-20 ปี เมื่อพิจารณาในหลาย ด้าน คือ ด้านการออกแบบ ด้านเนื้อหา อละด้านประโยชน์ ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมาดกที่สุดทุกด้าน เช่นกัน ซึ่งสามารถอภิปรายเป็นหลายด้านได้ดังนี้ 2.1 ด้านการออกแบบ นักเรียน นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 13.66) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดทุก ข้อตามลำดับ มีความเหมาะสมของขนาดอุปกรณ์ออกเเบบเหมาะเเก่การใช้งาน (̅= 4.92) ความเหมาะสม ของวัสดุวัสดุที่ใช้ใความปลอดภัย (̅= 4.31) เทคนิคการออกแบบและระบบการทำงานไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะดวกต่อผู้ใช้งาน (̅= 4.44) 2.2 ด้านเนื้อหา นักเรียน นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการทดลองใช้ระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 13.66) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดทุกข้อ ตามลำดับ ได้แก่ อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมไม่ซับซ้อน กะทัดรัด เข้าใจง่าย(̅= 4.58) ชิ้นงานมีความเหมาะสมใน การใช้งาน (̅= 4.49) ชิ้นงานมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ใช้งานสะดวก(̅= 4.59) 2.3 ด้านประโยชน์ที่ได้รับ นักเรียน นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการทดลองระบบปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 14.22) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่ามีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดทุก ข้อตามลำดับ ได้แก่ ชิ้นงานสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้(̅= 4.71) สามารถนำ ความรู้ของชิ้นงานไปเผยแพร่/ถ่ายทอดได้(̅= 4.59) ชิ้นงานมีความสะดวกมากในการใช้งาน (̅= 4.91) 3.ข้อเสนอแนะ 3.1 เพิ่มการควบคุมหรือวัดค่าสารละลายแร่ธาตุเข้าไปยังระบบ เพื่อที่ผักจะได้สารอาหารที่ตรงกับ ความต้องการ 3.2 สร้างระบบที่รองรับกับการปลูกผักในพื้นที่ขนาดใหญ่ 3.3 ควรเพิ่มพัดลมดูดอากาศและพัดลมระบายอากาศ
บรรณานุกรม ภาษาไทย ธนเดช เปรมะศีโล.(2564).วิจัยระบบปลูกผักไฮโดรโปนิกส์.สืบค้นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 www.lib.buu.ac.th/st/25.b00243574.pdf. พรคิด อั้นขาว.(2562).ระบบควบคุมสารละลายธาตุอาหารแบบอัตโนมัติสำหรับปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ด้วย Internet of Things.สืบค้นวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 https://www.repository.rmutsv.ac.th/bitstream/handle/123456789/1082/FullText.pdf?sequence= 1&isAllowed=y. ภาคย์ สธนเสาวภาคย์.(2562).วิจัยการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์.สืบค้นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 http://research.rmu.ac.th/rdi-mis//upload/fullreport/1631595835.pdf. ศุภฤกษ์ เชาวลิตตระกูล.(2560).ระบบปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์แบบอัตโนมัติ.อสืบค้นวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 http://dspace.bu.ac.th/bitstream/123456789/3065/1/supalak_ chow.pdf.
ภาคผนวก