The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทักษะการทำงานเป็นเนื้อหาประกอบการเรียนวิชาการงานอาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Busaba Suebsing, 2020-06-22 03:51:52

ทักษะการทำงาน

ทักษะการทำงานเป็นเนื้อหาประกอบการเรียนวิชาการงานอาชีพ

Keywords: ทักษะการทำงาน

ทกั ษะในการทาํ งานเพือ่ การดาํ รงชีวิต

ทักษะเพ่ือพฒั นาการทํางาน หมายถงึ การนาความรู้ ความสามารถ เทคนคิ และวธิ กี ารต่างๆ มาใชใ้ น
ชวี ติ ประจาวนั มีทักษะกระบวนการทางาน มีทกั ษะกระบวนการแกป้ ัญหา มีทักษะการวิเคราะหง์ าน มีการ
วางแผนในการทางานอย่างเป็นขนั้ ตอนสามารถสอื่ สารได้อย่างมีประสิทธภิ าพ มีความคิดรเิ ริ่ม ใชท้ ักษะการจดั การ
ในการบริหารงาน ใช้กระบวนการทางานร่วมกนั สามารถปรับตัวเข้ากับบคุ คลอืน่ และสถานที่ได้เป็นอยา่ งดี ใช้
ทักษะการแสวงหาความรใู้ นการพัฒนางานอยา่ งต่อเนอื่ ง มีคุณธรรม มีลักษณะนิสัยท่ดี ใี นการทางาน เป็นต้น ซ่ึง
ทักษะเพื่อพัฒนาการทางานท่ีสาคญั มดี งั นี้

1.2.1 ทักษะกระบวนการทาํ งานเพ่อื ดํารงชวี ิต

ทักษะกระบวนการทาํ งาน หมายถงึ การลงมือทางานต่างๆด้วยตนเองหรือการทางานกลมุ่ ใหบ้ รรลตุ าม
เป้าหมายที่ต้ังไว้ โดยมีขน้ั ตอนดงั นี้

1. วิเคราะห์การทาํ งาน เป็นการกาหนดภาวะของงานหรือแจกแจงงานทีจ่ ะทาวา่ เป็นงาน
ประเภทใด หรือลักษณะงานท่ีจะต้องทา ต้องใช้อปุ กรณ์อะไรบ้าง และมลี าดับข้นั ตอนใน
การปฏิบัติงาน2เป็นอยา่ งไรบ้าง

2. วางแผนในการทํางาน วา่ จะใช้กาลังคนในการทางานจานวนเท่าไร จะทาคนเดยี วหรือจะ
ทาเป็นกลมุ่ ใชร้ ะยะเวลาในการปฏบิ ัตงิ านนานเทา่ ใด ใช้สถานท่ีใด จะต้องใช้วัสดุ อปุ กรณ์
อะไรบ้าง ปรมิ าณเท่าไร มีใครรบั ผิดชอบอะไรบา้ ง เป็นต้น

3. การลงมือทํางาน เป็นการทางานตามข้ันตอนที่ไดว้ างแผนไวเ้ ป็นการฝึกให้มนี สิ ยั รักใน
การทางาน มีความรับผดิ ชอบในหน้าที่การมคี วามอดทนและขยนั หมนั่ เพียรในการทางาน
จึงจะทาให้งานประสบผลสาเร็จได้

4. การประเมินการทํางาน เปน็ การตรวจสอบและการประเมินผลในการทางานทกุ ขั้นตอน
โดยจะตอ้ ง วเิ คราะห์ถึงสภาพปญั หาการทางานท่ีเกดิ ขนึ้ การประเมนิ การทางานนั้น
สามารถทาได้ 2 ชว่ งคือ ชว่ งแรก เปน็ การประเมินในขณะการปฏิบัติงานวา่ การ
ปฏิบัติงานเป็นไปตามข้นั ตอนหรือไม่ อย่างไร ส่วนในช่วงที่ 2 เป็นการประเมนิ ผลงาน
หลงั จากทไ่ี ด้ทางานตามทวี่ างแผนไวท้ ั้งหมดแล้ว

รูปท่ี 1.5 ทักษะกระบวนการทางาน
(ทม่ี า : https://images.app.goo.gl/SJri4UsN3ZUpi2xF9)

1.2.2 ทกั ษะการทาํ งานร่วมกันใหม้ ปี ระสิทธภิ าพ

รูปที่ 1.6 ทกั ษะการทางานร่วมกนั
(ที่มา : https://images.app.goo.gl/BKbEfkbEU7UmjVNR8)

ทกั ษะการทาํ งานร่วมกัน เป็นเร่ืองของการทางานรว่ มกันหลายๆ คน ซง่ึ เกยี่ วกับการติดตอ่ กับบุคคลหรือ
สังคม ความสาคัญของการทางานรว่ มกนั ก็คือการทางานร่วมกนั หลายๆ คนแล้วทาให้งานออกมามีคณุ ภาพ แสดง
ใหเ้ หน็ ถึงความสามารถในการสื่อสาร ซ่ึงการตดิ ต่อสือ่ สารท่ีมีประสทิ ธภิ าพนัน้ ข้ึนอยู่กับสถานการณ์การยอมรับ
และการโตต้ อบอย่างมเี หตุผล

1. วิธีการทาํ งานร่วมกนั ให้ประสบผลสาํ เร็จ ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี
1. รจู้ กั บทบาทหน้าทภ่ี ายในกลุ่ม

2. มีทกั ษะในการฟงั พูด แสดงความคิดเหน็ และอภิปรายในกลุ่ม ในการทางานร่วมกับคนอ่ืนควร
ฝกึ ฝนท่จี ะเป็นผู้ฟงั ที่ดี ยอมรับความคิดเหน็ ของคนอ่ืน และมีวธิ ีการพูดที่ประนีประนอมกนั
พูดจามีหลักการและเหตผุ ล

3. มีคณุ ธรรมและจริยธรรมในการทางานรว่ มกนั การทางานรว่ มกนั หลายๆคนนน้ั แต่ละคนย่อมมี
ความแตกต่างกนั ในหลายๆด้าน โดยเฉพาะลกั ษณะนิสยั เราจึงควรหลีกเลย่ี งไม่ให้เกดิ ความ
ขัดแยง้ กันในทท่ี างาน การสร้างลักษณะนสิ ยั ที่ดีและคุณธรรมในการทางานรว่ มกนั มีคณุ ธรรมใน
การทางานรว่ มกัน เชน่ มคี วามซ่ือสัตย์ มีความเสยี สละ มีความยตุ ธิ รรม มคี วามประหยัด มี
ความขยันและอดทน มคี วามรับผดิ ชอบ มีความตรงต่อเวลา เป็นต้น

4. สร้างบรรยากาศทดี่ ีในท่ีทางาน ให้มคี วามเป็นกันเองซงึ่ จะทาใหเ้ พ่ือนรว่ มงานรสู้ ึกดีตอ่ กันและ
กัน ไม่รู้สึกกดดนั ในการทางาน

5. สรปุ การทางานรว่ มกัน ควรมีการสรปุ ผลงานออกมาอยา่ งเปน็ รูปประธรรม อาจอยใู่ นรูปแบบ
ของการจดั ทารายงาน การอภิปรายภายในกลุ่ม การชี้แจงผลของการทางานโดยใช้วธิ ีการ
ประชุมเพื่อใหส้ มาชิกในกลุม่ ทร่ี ว่ มงานกนั ได้ทราบความเคลอื่ นไหวของงานหรือทราบถึงปัญหา
จะทาใหส้ มาชิกในกลุ่มดาเนินงานรว่ มกนั ได้อยา่ งมี พร้อมท่ีจะพัฒนาทีมงานและองค์กรใหด้ ี
ยงิ่ ขนึ้

เทคนิคในการทาํ งานรว่ มกัน
1. มีทัศนคติทีด่ ีต่อเพ่ือนร่วมงาน คดิ บวกในทางที่ดีๆ
2. มีความจรงิ ใจและเตม็ ท่ีที่จะทางานรว่ มกับผู้อืน่ ไม่แก่งแย่งชิงดกี ัน
3. สร้างความร้สู กึ ที่ดีต่อสมาชิกร่วมงานทุกคน และมองเห็นคุณค่าของคนอื่น
4. รับฟังและยอมรับความคิดเห็นของคนอ่นื ยอมรบั ข้อบกพร่องของตนเองและเพ่ือนร่วมงาน
5. ให้ความรกั และความเสยี สละต่อเพื่อนท่ีร่วมงานกัน
6. มีมนษุ ยสมั พนั ธแ์ ละเปน็ กนั เอง เชน่ ไมใ่ ช้อานาจหนา้ ท่กี ารทางานบังคับข่มเหงเพ่ือนร่วมงาน
การใหเ้ กียรติซึง่ กนั และกัน
7. สร้างความช่ืนชมเมอื่ เพื่อนรว่ มงานทางานไดด้ ี อาจจะใหร้ างวัลเป็นสิง่ ตอบแทนหรือกล่าวคา
ชมเชยเสรมิ กาลังให้

1.2.3 ทกั ษะการแสวงหาความรูเ้ พือ่ พัฒนาการเรียนและการทาํ งาน

รปู ที่ 1.7 การแสวงหาความรู้
(ทีม่ า : https://images.app.goo.gl/BcRx7ctRv1kdHs3u5)

ทกั ษะการแสวงหาความรู้ คอื การค้นคว้าหาความรู้โดยสรา้ งความรู้ใหมเ่ พิ่มเติมข้ึนจากการคิด การศึกษา
การทดลอง การคน้ คว้า การฝึกอบรม หรือการลงมอื ปฏบิ ัติดว้ ยตนเองแล้วนาความรู้นนั้ มาวเิ คราะหเ์ พ่ือใหเ้ กิด
ความรู้ใหมๆ่ ซ่ึงสัมพนั ธก์ บั ความร้เู ดิมท่ีมีอยแู่ ล้ว ด้วยวธิ กี ารศึกษาคน้ ควา้ โดยไม่จากดั ว่าจะมาจากแหล่งความรู้
ใดบา้ ง เช่น ความร้ใู นห้องเรยี น ความรตู้ ามป้ายนเิ ทศหรอื สถานที่ต่างๆและสื่ออ่ืนๆ

นักเรียนสามารถฝกึ ฝนทักษะการแสวงหาความรู้ไดห้ ลายวิธกี าร โดยเร่มิ จากความสนใจหรือความ
ตอ้ งการของตนเอง อาจจะปรึกษาหรือขอความช่วยเหลอื จากบคุ คลอ่ืนๆ รอบข้าง เช่น ครปู ระจาชัน้ ครแู นะแนว
ครปู กครอง ผูร้ ู้ เพ่ือให้ได้ข้อมูลทตี่ วั เองสนใจหรอื ต้องการ

1. ขนั้ ตอนในการแสวงหาความรู้ มดี งั นี้
1. กาหนดปัญหาในการสืบคน้ ข้อมลู ความรู้ คือ การตัง้ หวั ขอ้ และการตั้งประเดน็ ทจ่ี ะทาการศึกษา
คน้ คว้าความรูน้ ้ัน กาหนดขอบเขตของหัวขอ้ หรือประเดน็ ท่ีตอ้ งการจะคน้ คว้าความรู้ การ
วางแผนในการสบื คน้ ข้อมูลความรู้นนั้ เมอื่ คิดหาหวั ข้อหรือประเด็นทเ่ี ราต้องการจะสืบค้นไดแ้ ลว้
ตอ้ งวางแผนกาหนดเปา้ หมายในการสบื คน้ ข้อมูล เช่น จะศึกษาความรจู้ ากท่ีใดบ้าง จะศึกษาหา
ความรอู้ ยา่ งไร ควรเรมิ่ ตน้ เม่ือใด สถานท่ีได เป็นต้น
2. การวางแผนในการสบื ค้นข้อมูลความรู้ เม่ือกีถ้ ามหวั ข้อหรือประเดน็ ที่จะศึกษาคน้ ควา้ ได้แลว้ ก็
ต้องวางแผนกาหนดเป้าหมายว่าจะทาการสืบค้นข้อมลู จากแหล่งใดวิธกี ารอย่างไร ควรเริ่มต้น
เม่ือใดเปน็ ต้น

3. การดาเนนิ การสืบค้นข้อมลู เป็นการดาเนินการสืบคน้ ข้อมูลความรตู้ ามหัวข้อทต่ี ้องการและทา
ตามแผนงานท่วี างไว้ตามลาดับขัน้ ตอน

4. การวเิ คราะห์ข้อ คือ การนาเอาข้อมลู ความรู้ต่างๆที่ได้จากการศกึ ษาคน้ หาหรือไดร้ ับมา แล้ว
นาเอาข้อมลู มาพจิ ารณาอยา่ งละเอียด จดั ลาดบั ข้อมลู ความนา่ เช่อื ถือ ความถกู ต้องและชัดเจน
ของข้อมูล

5. การสรุปผล คือ การนาเอาข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากการศึกษาค้นควา้ หาความรมู้ าทาการบนั ทึกและจดั เก็บ
ใหเ้ ป็นหมวดหมู่ เพื่อใหง้ า่ ยและสะดวกต่อการค้นหาในคร้งั ต่อไป มีวิธกี ารบันทกึ จัดเก็บข้อมลู ท่ี
รวบรวมมาได้หลากหลายรปู แบบที่ง่ายต่อการคน้ หา เชน่ จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ การจด
บนั ทกึ ข้อมลู ชนดิ ต่างๆ ลงในสมุด การถ่ายสาเนาเอกสารไว้ในแฟ้ม การจัดเกบ็ ลงในแผ่น CD
เป็นต้น

2. วธิ กี ารแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง มีดงั นี้
1. การอ่าน เปน็ การศึกษาความรู้จากเอกสาร ตารา และส่ือต่างๆ เพ่ือเปน็ การเพม่ิ พูนความรู้ ทา
ใหเ้ ป็นคนมวี ิสัยทัศน์กวา้ งไกล ทันตอ่ สถานการณ์ และเป็นการพฒั นาดา้ นอารมณ์ ช่วยผอ่ น
คลายความตึงเครยี ดได้ เช่น การอ่านนยิ าย การอ่านบทความ หรือบทกวตี า่ งๆ
2. การฟงั เป็นการยอมรับฟังความคดิ เห็นของผ้อู ื่นด้วยใจทเ่ี ปดิ รับเมื่อรับฟงั ข้อมูลตา่ งๆ แล้วนามา
วิเคราะห์ ประมวลผลความคิดเปน็ ของตนเอง เปน็ การสะสมความร้ใู ห้กับตนเอง และ
แหลง่ ขอ้ มลู ในการฟงั ท่ดี ี เช่น การเข้ารว่ มอบรมฟังคาบรรยาย การเขา้ ร่วมอบรมความรู้ต่างๆ
เปน็ ต้น
3. การศึกษาคน้ ควา้ โดยการหา ขอ้ มลู ขา่ วสาร ความเขา้ ใจ ความคดิ เห็นในรปู แบบต่างๆ ด้วย
ตนเอง จากตาราเอกสารทางวชิ า การผลงานการวิจัย แหล่งการเรยี นรูจ้ ากครอบครวั ชุมชน ผู้
เท่ียวชาญเป็นต้น
4. การสงั เกตเปน็ การเฝ้าดูส่ิงท่เี ราพบเห็นอย่างเขา้ ใจ แลว้ นาข้อมลู นนั้ มาวเิ คราะห์ หรือหาความ
เป็นจรงิ ในสงิ่ ท่ีเกิดขน้ึ กับสิง่ ท่ตี ัวเองอยากรู้
5. การซักถาม เปน็ การรบั ฟังข้อมลู จากแหล่งต่างๆ แลว้ นาข้อสงสยั ไปซักถามกับผู้รู้ และ
ผเู้ ชยี่ วชาญ แตก่ ารซักถามนั้นจะตอ้ งมกี ารอนุญาต
6. การสมั ภาษณ์ เป็นการสนทนาพูดคยุ กับบุคคลอื่นอย่างมีจุดมงุ่ หมาย เพ่ือคน้ หาข้อมลู ความรู้
ความเปน็ จรงิ ตามวัตถุประสงคท์ ี่ต้องการจะศึกษาค้นควา้ ไว้ล่วงหนา้ และนาความรู้ทีไ่ ด้มาทา
การรวบรวมข้อมูล
7. การรวบรวมและการบนั ทกึ ข้อมูล เป็นการนาขอ้ มูลจากการแสวงหาความรู้ และบนั ทึกข้อมูลน้ัน
ให้อยใู่ นรูปแบบต่างๆ เช่นการจดบันทกึ ในสมดุ การบันทึกลงในแฟม้ เอกสาร การบนั ทึกลงใน

คอมพวิ เตอร์ การบันทึกไวใ้ นแผ่น CD เปน็ ต้น ซงึ่ สงิ่ เหลา่ น้ถี ือวา่ เป็นการจดั เกบ็ ฐานข้อมลู
สารสนเทศ

1.2.4. ทกั ษะกระบวนการแกป้ ัญหาในการทาํ งานเพ่อื การดํารงชีวิต

ทกั ษะกระบวนการแกป้ ัญหาในการทาํ งาน คือ การแก้ปญั หาในการทางาน เพ่ือให้ประสบความ สาเรจ็ เม่ือ
มีปญั หาเกดิ ข้นึ มาสามารถหาแนวทางในการแกป้ ัญหาได้อย่างเป็นระบบ ซง่ึ คือ จะตอ้ งวิเคราะหป์ ญั หาต้ังแต่ทีเ่ ป็น
ปญั หาเลก็ ๆ กล้าเผชิญกับปัญหา และพยายามหาหนทางใหม่ๆ ในการแก้ปญั หาอยา่ งไม่ย่อท้อและสามารถ
แกป้ ญั หาได้อยา่ งเดด็ ขาด

1. ขน้ั ตอนการแกป้ ญั หาในการทํางาน
1. สารวจปญั หา เปน็ วธิ ีการสังเกตการณ์ เฝา้ คอยดสู ถานการณต์ ่างๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ หรืออาจจะ
เกดิ ขึ้นจากการทางาน หรือการทดลอง และพยายามค้นหาผลลพั ธ์ทอี่ าจจะเปน็ ไปได้
2. วเิ คราะห์ปญั หา เป็นการกาหนดรายละเอียดของปัญหา คือ การทาความเข้าใจกับ
ปญั หาท่เี กิดข้ึน แยกแยะขอ้ มูลว่ามีปัญหาอะไรบา้ ง ลาดบั ปัญหาทีต่ อ้ งการแก้ไขก่อน
หลงั
3. สรา้ งทางเลือก เม่ือวเิ คราะห์ข้อมูลแล้ววิธกี ารทีจ่ ะต้องใช้ในการแกป้ ัญหามีอะไรบา้ ง
และดาเนินการคดิ ค้นหาวิธีการทางานที่จะนาไปสู่การแก้ปัญหาน้นั ได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพวา่ มที างเลอื กอะไรบา้ ง
4. ประเมนิ ทางเลือก เมือ่ สร้างทางเลือกไดห้ ลายวธิ แี ลว้ กต็ ้องสรปุ หรอื ประเมนิ วา่ วิธกี าร
ใดบา้ งที่เหมาะสมหรือดีท่ีสุดทจี่ ะนาไปใช้ในการแกป้ ัญหา เช่น การสร้างหรอื ผลติ
ช้นิ งาน การซ่อมแซม การปรับปรงุ แก้ไขชิน้ งานต่างๆใหม้ ีสภาพการใชง้ านท่ดี ี สามารถ
ตดั สนิ ใจได้วา่ จะเลือกทางานชนิดใด หรือทาในเรื่องใดบ้าง
5. วางแผนปฏบิ ัตงิ าน เป็นการกาหนดกรอบแนวความคดิ ในการทางาน การวางแผน การ
แบง่ ความรับผดิ ชอบงาน และลาดบั ขน้ั ตอนการทางานได้อยา่ งเหมาะสม ตามทักษะ
กระบวนการงานอาชีพ
6. ลงมือปฏิบตั ิงาน เปน็ การลงมือปฏบิ ตั ิงานตามแผนการทางานทไ่ี ด้วางไวอ้ ย่างเป็นระบบ
และถูกต้องตามขั้นตอนทกั ษะกระบวนการงานอาชีพด้วยความปลอดภัย
7. การประเมินผลและการแกป้ ัญหา เป็นการประเมินผลการปฏบิ ัติงาน การนาเสนอผล
การปฏิบัตงิ านที่เกดิ ขึ้นจากการทางาน ประเมนิ ว่าอยใู่ นระดับใด เปน็ ไปตามที่ได้
ต้งั เปา้ หมายไว้หรอื ไม่ หากผลการปฏิบตั ิงานไมเ่ ปน็ ไปตามเปา้ หมายหรือแผนการท่ีได้
กาหนดไว้ ให้นาไปปรบั ปรุงแก้ไขในการทางานครั้งตอ่ ๆไป
2. เทคนคิ การแกป้ ญั หาในการทาํ งานเพ่อื การดาํ รงชวี ิต

การทางานกบั ปัญหาในการทางานเปน็ ของคกู่ นั ปญั หาตา่ งๆในการทางานมหี ลากหลาย
ปญั หา เช่น ปญั หาในการประสานงานกบั ลกู ค้า กบั เพอ่ื นร่วมงาน กับนายจ้าง หรือปญั หาจากการทางานของ
ตนเองในการแกป้ ญั หาแตล่ ะเร่อื งจะมวี ิธีท่ีแตกตา่ งกัน เม่ือเกดิ ปญั หาข้นึ เราจะต้องมหี ลักคดิ ท่ีจะหาทางในการ
แกป้ ญั หา หรอื ช่วยให้การแก้ปัญหานนั้ งา่ ยข้ึนได้ ซ่งึ วิธกี ารคดิ ในการแกป้ ญั หามี ดงั น้ี

1. ทาไมสงิ่ นีจ้ ึงเป็นปัญหา ให้ถามตัวเองซ้าๆวา่ ทาไมสง่ิ นี้จึงเปน็ ปัญหา แลว้ หาสาเหตทุ ่ี
แท้จริงของปัญหาวา่ เกิดจากอะไรแลว้ ค่อยๆคิด หาสาเหตทุ ่เี รามั่นใจ เพ่ือจะได้คิดหา
วธิ ีการแกไ้ ข

2. คดิ แกป้ ัญหาไดจ้ ากหลายๆหนทางในการแก้ปัญหาอาจได้ความคิดมาจากคนหลายๆ คน
หลายๆวัย ทาให้ได้หลายทางเลือก เช่น จากตารา จากผ้รู ู้หรอื ผู้เชี่ยวชาญ จากพ่อแม่
จากเพ่ือนสนทิ เปน็ ต้น จะทาให้ไดร้ บั คาตอบจากมุมมองทแ่ี ตกต่างกนั ในท่สี ดุ กจ็ ะไดว้ ิธี
แกป้ ญั หาที่ตอ้ งการได้

3. คิดแบบยืดหยุ่นปญั หาในการทางาน บางปญั หาเราจาเปน็ ต้องคิดแบบยืดหยนุ่ คือให้
หลุดออกจากกรอบเดิมๆ จงึ จะพบวิธใี หมๆ่ ในการแกป้ ัญหา ซึง่ อาจจะดีกว่าวิธเี ดมิ ๆ ท่ี
เราสามารถใช้ในการแก้ปัญหาได้

4. ทกุ อย่างอยู่ทีใ่ จ รา่ งกายกับจิตใจนน้ั ถือวา่ มีความเชอ่ื มโยงและสัมพันธ์กนั ถ้าร่างกาย
เราถูกใช้งานหนักจนเกนิ ไป เคร่งเครียดกบั งานจนไมม่ ีเวลาพักผอ่ น จิตใจก็ไม่ได้พักผอ่ น
ตามไปด้วย เราควรให้เวลากับการผอ่ นคลายจิตใจบ้าง เช่น ฟงั เพลง ดูหนงั ออกกาลัง
กาย ว่ายน้า หรือทางานอดิเรกตา่ งๆ ท่ีเราช่ืนชอบ เพื่อทาใหจ้ ติ ใจของเราวา่ งและเปิด
กวา้ งพอที่จะเกิดความคดิ สร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆข้นึ มา รวมถงึ วิธีการแกป้ ญั หาอยา่ ง
สร้างสรรค์

1.2.5. ทักษะการจดั การทํางาน

รปู ที่ 1.8 ทักษะเกยี่ วกบั งาน
(ท่ีมา : https://images.app.goo.gl/1NxTCJW18bh4i6199)

ทักษะการจดั การ หมายถึง กระบวนการดาเนนิ งานอย่างใดอย่างหนึง่ ท่เี ป็นระบบโดยเรม่ิ ต้งั แต่การ
วางแผนดาเนนิ งาน การทากจิ กรรมต่างๆตามหน้าที่อย่างสร้างสรรค์และเปน็ ไปดว้ ยความเรียบร้อยราบรื่น มี
ประสิทธิภาพและเกิดประสทิ ธผิ ลสงู สดุ รวมไปถงึ การประเมินงานเพื่อปรบั ปรุง แกไ้ ขหรือพัฒนาให้ดขี ึน้ ซ่งึ ทักษะ
การจดั การสามารถจัดไดเ้ ปน็ 3 กลุ่ม ดงั น้ี

1. ทกั ทายเกยี่ วกบั คน (Human Skill) คอื การท่สี ามารถเข้าใจ และทางานรว่ มกบั ผู้อ่นื ได้ดี
เนอ่ื งจากผูจ้ ัดการคือบุคคลท่ีทางานสาเรจ็ โดยใชบ้ ุคคลอ่ืน ผู้จดั การจาเป็นต้องสามารถโน้มนา้ ว
จงู ใจและสอื่ สารกับผอู้ ืน่ ได้อย่างมปี ระสทิ ธิผล เช่น การพูดจาสุภาพ ใหเ้ กียรติซง่ึ กันและกันกบั
เพอื่ นร่วมงาน

2. ทักษะเกี่ยวกับงาน (Technical Skills) คือ ความสามารถและความเช่ียวชาญในงานเฉพาะ
อย่างการมอบหมายงาน และความรับผิดชอบในหน้าทก่ี ารทางานของแต่ละคน เช่นผจู้ ัดการฝา่ ย
บัญชมี คี วามรคู้ วามสามารถในหลักการบญั ชี รวมท้งั สามารถสรุปผลการดาเนนิ งานในรูปบัญชไี ด้
ในขณะท่ผี ูจ้ ดั การฝา่ ยผลิต มีความรคู้ วามสามารถในกระบวนการและขัน้ ตอนในการผลิตเป็นต้น

3. ทักษะเก่ียวกับการคดิ (conceptual Skill) ประกอบดว้ ยความรู้และความสามารถในการ
วเิ คราะห์ และสามารถมองเห็นภาพรวมของส่วนต่างๆ ในองค์การ การคดิ แกป้ ญั หาเพ่อื
ประโยชนส์ าหรับองค์การ

รปู ที่ 1.9 ทักษะเกยี่ วกับการคิด
(ทีม่ า : https://images.app.goo.gl/ZYb78Lw8uzTm3bUR8)

1.2.6 การใชท้ รพั ยากรในการปฏบิ ัตงิ านอย่างคุ้มค่าและยงั่ ยืน

การใชท้ รพั ยากรในการทางานจะต้องคานงึ ถงึ สง่ิ แวดล้อมเป็นหลกั มีคุณธรรมและจรยิ ธรรมในการปฏบิ ัตงิ าน
โดยการเลือกใชท้ รัพยากรทไี่ ม่ทาลายสิ่งแวดล้อม และเราควรช่วยกนั ใชท้ รพั ยากรในการปฏบิ ตั ิงานให้คมุ้ คา่ และ
เกิดประโยชนส์ ูงสดุ โดยมีหลกั การใช้ทรัพยากรอยา่ งค้มุ ค่า ดงั น้ี

1. การใช้ทรพั ยากรอย่างประหยัด คือ การใช้เทา่ ที่มีความจาเป็น เพ่อื ให้มีทรัพยากรใช้ได้
นานและเกดิ ประโยชนอ์ ยา่ งคุ้มคา่ มากทส่ี ุด เช่น ปิดสวติ ชไ์ ฟฟา้ ทุกครัง้ หลงั จากไม่ได้ใช้
งาน ปดิ ก๊อกน้าทุกคร้ังหลงั จากใชง้ านเสรจ็ เป็นต้น

2. การนําเอาทรพั ยากรกลบั มาใชซ้ ้าํ อีก เนือ่ งจากสงิ่ ของบางอย่างเมือ่ มีการใช้แลว้ ครงั้ หน่ึง
สามารถที่จะนากลบั ไปใชซ้ ้าได้อีก เช่น กระดาษเมอ่ื ใช้ไปแลว้ 1 หน้า จะสามารถนา
กลบั มาใชไ้ ด้อีกหน้าหน่ึงเ ปน็ ต้น หรือสามารถทจ่ี ะนามาใช้ใหมโ่ ดยผา่ นกระบวนการ
ต่างๆ เชน่ การนากระดาษหรือขวดพลาสติก ขวดโลหะ ทใ่ี ช้แลว้ ไปผา่ นกระบวนการ
ต่างๆ เพ่ือทาเปน็ กระดาษแข็ง ขวดพลาสตกิ เป็นต้น ซึง่ เป็นการลดปริมาณการใช้
ทรพั ยากร และการทาลายสง่ิ แวดล้อมได้

3. การใชส้ ิ่งอ่นื ทดแทน เปน็ วิธกี ารทีจ่ ะชว่ ยให้มีการใชท้ รัพยากรธรรมชาตินอ้ ยลงและไม่ทาลายสงิ่ แวดลอ้ ม
เช่น การใชถ้ งุ ผา้ แทนถุงพลาสตกิ การใชใ้ บตองใส่อาหารแทนใช้โฟม การใชพ้ ลังงานแสงแดดแทนแร่เชอื้ เพลิง การ
ใชป้ ุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยคอกแทนป๋ยุ เคมี เป็นต้น

รูปท่ี 1.10 การใช้พลังงานทดแทน
(ทมี่ า : https://images.app.goo.gl/gX82cfk6LgwxTTr7A)

4. การบูรณะซอ่ มแซม ส่งิ ของบางอย่างเม่ือใช้เปน็ เวลานานอาจเกิดการชารุด
เสยี หายได้ ถา้ มีการบรู ณะซ่อมแซมจะทาให้สามารถยืดอายุการใช้งานต่อไปได้

รปู ที่ 1.11 การซ่อมแซมสิ่งของเคร่อื งใช้ท่ชี ารุด
(ทม่ี า : https://images.app.goo.gl/gX82cfk6LgwxTTr7A)

5. การบาํ บัดและการฟืน้ ฟู เปน็ วธิ ีการทจ่ี ะช่วยลดความเสื่อมโทรมของทรพั ยากรด้วยการบาบดั ก่อนท่ีจะ
นาไปใช้ เช่น การบาบัดน้าเสียจากบ้านเรอื นหรือโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนท่ีจะปล่อยลงสแู่ หล่งนา้ สาธารณะ การ
ฟน้ื ฟธู รรมชาติให้กลับสูส่ ภาพเดิม เช่น การปลูกปา่ การปลูกปา่ ชายเลนเพ่ือฟน้ื ฟูความสมดลุ ของปา่ ชายเลนให้
กลบั มาอุดมสมบูรณ์เป็นตน้

รปู ที่ 1.12 การบาบดั และฟน้ื ฟูแหลง่ น้าธรรมชาติ
(ทมี่ า : https://images.app.goo.gl/q4dQaUYkkS1YKYSE9)

6. การเฝา้ ระวังดแู ลและป้องกัน เป็นวิธกี ารทจี่ ะไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทาลาย เช่น
การเฝา้ ระวงั การท้งิ ขยะหรือสงิ่ ปฏิกูลลงแม่นา้ ลาคลอง การจัดทาแนวปอ้ งกันไฟป่า

รูปที่ 1.13 การเฝ้าระวังปลกู ป่าชายเลน และการทิง้ ขยะ
(ท่มี า : https://images.app.goo.gl/mDMpSoeJoEqbVmYS8)

1.2.7 คุณธรรมและจริยธรรมในการทํางาน

การมีคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในการทางาน เปน็ การทางานอยา่ งมีจติ สานึก ถกู วิธี เป็นข้นั ตอน มปี ระสทิ ธภิ าพ
และเปน็ ท่ยี อมรบั ของผู้อน่ื ในสังคม ซ่ึงมีองค์ประกอบสาคัญ ดังน้ี

1. มีการประกอบอาชพี ท่ีสจุ ริต ในการทางานเราจะต้องเลือกประกอบอาชีพที่สุจรติ ไม่
เดือดร้อน ไมเ่ ปน็ ภัยต่อสงั คม และคนท่วั ไปเลือกท่ีจะประกอบอาชีพนั้น

2. มีความเสียสละ อปุ กรณ์ในการทางานรว่ มกับผู้อ่นื เราจะต้องเห็นแก่ประโยชน์สว่ นรวม
มากกวา่ ประโยชนส์ ว่ นตน ไมเ่ หน็ แก่ตวั ร้จู กั ใหแ้ ละการแบ่งปัน ช่วยคนอื่นโดยไม่หวัง
ผลตอบแทน

3. มคี วามซอ่ื สตั ย์ ในการทางานเราจะต้องมคี วามซอื่ สตั ยต์ ่อหนา้ ที่และงานทีเ่ ราได้รับ
มอบหมายปฏิบตั ิงานด้วยความจรงิ ใจ และไม่คดโกงหรอื หลอกลวงผู้อ่ืน

4. มีความขยันและอดทน จะต้องมีความม่งุ มั่นตอ่ งานท่ีเราได้รบั มอบหมาย เพื่อให้งานนนั้
บรรลเุ ปา้ หมาย เม่อื พบปัญหาหรอื อุปสรรคในการทางาน ใหน้ าปัญหาหรอื อปุ สรรคน้ัน
มาปรบั ปรุงและแก้ไขใหด้ ีย่ิงข้ึน

5. มคี วามยุตธิ รรม ในการทางานเราจะต้องไมล่ าเอยี ง ยึดถือความถูกต้องเปน็ หลัก ไม่
อคติกับเร่ืองต่างๆที่ได้ยนิ หรือรบั ฟงั จึงจะเปน็ ท่ีนา่ นบั ถือของเพ่ือนร่วมงาน

6. มีความรบั ผดิ ชอบ มีความรบั ผดิ ชอบต่องานท่ไี ดร้ บั มอบหมาย จากเพ่ือนรว่ มงาน
ลกู ค้า สงั คมและส่ิงแวดล้อม โดยใชว้ ัตถดุ บิ ที่มีคุณภาพมาผลติ สินค้า ไม่ทาลาย
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม

7. มีความตรงตอ่ เวลา เปน็ วนิ ยั พืน้ ฐานในการทางานมีความตรงต่อเวลา ไม่มาทางานสาย
และต้องสง่ งานท่ีได้รบั มอบหมายตามกาหนด และทาใหง้ านนั้นสาเรจ็ ตามเปา้ หมายที่
วางไว้

ประโยชนข์ องการตรงตอ่ เวลา
การพัฒนาตนเองใหเ้ ปน็ คนตรงตอ่ เวลา คอื เราต้องร้จู ักแบ่งเวลาใหเ้ หมาะสมกับกจิ กรรมต่างๆ
เป็นการจดั ระเบียบให้กบั ชีวติ สาหรบั ในการทางานหรือการเรยี น เป็นการพยายามทางานหรือสง่ งานใหก้ ่อนเวลา
เพอื่ ให้มีเวลาตรวจทานและส่งงานใหต้ รงตามกาหนด หากมกี ารนดั หมายกบั ผูใ้ ด ควรทีจ่ ะเผ่อื เวลาในการเดนิ ทาง
เพื่อไปให้ถึงจุดหมายก่อนเวลาสักเลก็ น้อย เพอ่ื จะได้ไมต่ อ้ งเรง่ รีบรวมถึงมีเวลาเตรยี มความพร้อมใหก้ ับตนเอง
การทเี่ ราเป็นคนตรงต่อเวลานัน้ จะช่วยให้เราเป็นคนที่ขยันขนั แขง็ มีความกระตือรือร้น มคี วามเอาใจใสต่ ่องาน
รักท่ีจะเรยี นรู้อย่เู สมอ จะช่วยให้เราไม่เฉ่อื ยชา ทันสมัย มีชีวติ ชีวา เปน็ คนมรี ะเบียบวินัย สามารถจดั การกับงาน
หรือส่ิงท่ีผ่านเข้ามาได้อยา่ งเป็นระบบ จึงทาใหเ้ ป็นคนท่ปี ระสบความสาเร็จในหนา้ ทกี่ ารงาน มคี วามกา้ วหนา้ ใน
ชวี ิตหลายๆ ดา้ น ทาให้เปน็ คนนา่ เช่ือถือ และผอู้ ืน่ ให้ความไว้วางใจ และท่สี าคญั คือจะช่วยใหต้ ัวเราเองสามารถ
จดั การกับชีวิตของเราไดอ้ ย่างราบรืน่ และมีความสุขท้งั เรื่องงานและการดารงชีวติ ในปจั จุบัน

ทม่ี า : https://sites.google.com/a/knw.ac.th/kar-ngan-xachiph-5/thaksa-ni-kar-thaa-ngan-pheux-ka-rdaa-

rng-chiwit


Click to View FlipBook Version