E-Book
การพยาบาลผู้คลอด
ที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
การคลอดยาก หรือ การคลอดลำบาก
(difficult childbirth, abnormal labor, dystocia)
คือ การคลอดผิดปกติทุกรูปแบบ ซึ่งมีความก้าวหน้าของการคลอดที่ล่าช้า
และไม่เป็นไปตาม labour curve ที่ปกติ
การคลอดติดขัด (obstructed labour)
คือ การคลอดที่ไม่สามารถดําเนินต่อไปได้ตามปกติ
และจําเป็นต้องแก้ไข หากไม่แก้ไขจะคลอดไม่ได้
การคลอดเนิ่นนาน (prolonged labour)
คือ การคลอดยากที่มีการเจ็บครรภ์คลอดนานกว่า 24 ชั่วโมง
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
1. แรง (power) มี 2 แรง
*การหดรัดตัวของมดลูก (uterine contraction, primary power)
การหดรัดตัวที่มีประสิทธิภาพ ทําให้การคลอดก้าวหน้า
*แรงเบ่งของผู้คลอด (bearing down effort, secondary power)
จากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องและกะบังลม แรงเบ่งดีจะทําให้ ระยะ ที่ 2
ของการคลอดดําเนินไปด้วยดี
ความผิดปกติของแรงผลักดัน ได้แก่
1. มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ (uterine dysfunction)
1.1 มดลูกหดรัดตัวน้อยกว่าปกติ (hypotonic uterine dysfunction or uterine
inertia) เป็นการหดรัดตัวของมดลูกตามปกติ แต่ไม่แรง และไม่ถี่มากพอที่จะทําให้ปาก
มดลูกเปิดขยายได้ในอัตราปกติ มักพบในช่วง phase of maximum slope ในระยะปาก
มดลูกเปิดเร็ว และระยะที่ 2 ของการคลอด
ลักษณะที่พบ
- ความนาน (duration) < 40 วินาที
- ความถี่ (frequency) < 3 ครั้งใน 10 นาที หรือระยะห่าง มากกว่า 3 นาที
- ความแรง (intensity or severity) ระดับน้อย (+1) หรือปานกลาง (+2) หรือแรงดัน
ในถุงน้ําคร่ํา < 15 มิลลิเมตรปรอท
- ระยะพัก มีแรงดันในถุงน้ําคร่ํา < 10 มิลลิเมตรปรอท
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
1.2 มดลูกหดรัดตัวมากผิดปกติ (hypertonic uterine dysfunction)ได้แก่
1.2.1 มดลูกหดรัดตัวไม่ประสานกัน (in-coordinated uterine contraction)
คือมดลูกหดรัดตัวแรง ถี่ แต่ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทําให้
ปากมดลูกเปิดขยายได้
ลักษณะที่พบ มีดังนี้
- มดลูกหดรัดตัวแรงมาก แต่ไม่ได้หดรัดตัวแรงที่ยอดมดลูก
- ลักษณะการหดตัวไม่ได้เริ่มขึ้นที่มุมของยอดมดลูก (cornu) แล้วแผ่กระจายไปที่
ยอดมดลูกและลงมาที่ตอนล่างของมดลูก
- ระยะพัก มดลูกไม่คลายตัวเต็มที่ ผู้คลอดจะรู้สึกเจ็บปวดตลอดเวลา แรงดันใน
ถุงน้ําคร่ําเกิน 15 มิลลิเมตรปรอท
- มดลูกหดรัดตัวไม่สม่ําเสมอ คือ ความถี่บางครั้งห่างนาน 5 นาทีหรือมากกว่า
- ถ้าเกิดในระยะที่ 2 ของการคลอด แรงหดรัดตัวของมดลูก จะไม่สามารถจะดันทารก
ให้เคลื่อนต่ํา และทําให้แรงเบ่งไม่มี
1.2.2 มดลูกหดรัดตัวไม่คลาย (general tonic contraction or Bandl’s ring or
tetanic contraction) คือ มดลูกหดรัดตัวนานและถี่ ระยะพักสั้น หรือแทบไม่มีระยะ
พัก ผู้คลอดเจ็บปวดมาก ตลอดเวลา มักทําให้เกิดการคลอดเฉียบพลัน (precipitate
labor and delivery)
ลักษณะที่พบ มีดังนี้
- ความนาน > 90 วินาที
- ระยะห่าง < 90 วินาที
- ความแรง ระดับมาก (+4)
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
มดลูกหดรัดตัวเป็นวงแหวนบนรอยคอดของทารก (constriction ring) คือการที่
กล้ามเนื้อมดลูกสว่นที่ เรียงตัวเป็นวงกลม (circular muscle) จะหดรัดตัว ไม่คลายเฉพาะที่
จนเกิดเป็นวงแหวนรอบรอยคอดบนตัวทารก
ลักษณะที่พบมีดังนี้
- มีวงแหวนบนรอยคอดของทารก พบได้โดยการสอดมือเข้าไปในโพรงมดลูกทางช่องคลอด
คลําพบผนังมดลูกเป็นวงตึงรัดรอบคอทารกไว้ ทําให้ทารกไม่สามารถเคลื่อนต่ําได้
- มดลูกหดรัดตัวแรง ไม่สม่ําเสมอ ระยะพักสั้น
สาเหตุที่ทําให้มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ
อายุ จำนวนครั้งการคลอด อายุครรภ์ การตั้งครรภ์ผิดปกติ (twins Oligohydramnios)
ทารกส่วนนำผิดปกติ ความกลัว ยา กระเพาะปัสสาวะเต็ม เนื้องอกมดลูก CPD ขาดน้ำตาล
ในกระแสเลือด แรงเบ่งผิดปกติ
สาเหตุที่ทําให้แรงเบ่งผิดปกติ
-เบ่งไม่ถูกวิธี หรือเบ่งไม่เป็น เนื่องจากไม่ได้รับการเตรียมเพื่อคลอดอย่างถูกวิธี
-แรงเบ่งไม่มี เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ใช้เวลาในการเจ็บครรภ์คลอดระยะที่ 1 นานเกิน
ทําให้รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรงเบ่ง
- ความพิการของร่างกาย หรือมีโรคประจําตัว
- ไม่ร่วมมือในการเบ่งคลอด
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
2.หนทางคลอด (passages)
ได้แก่ หนทางคลอดอ่อน หรือหนทางคลอดส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อ (soft passage)
เป็นส่วนกล้ามเนื้อและเอ็นยึดยืดขยายได้มาก ได้แก่ มดลูกส่วนล่าง ปากมดลูก
ช่องคลอด กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ปากช่องคลอด และฝีเย็บ และส่วนที่เป็น
กระดูกเชิงกราน (bony passage) ซึ่งเป็นส่วนที่ยืดขยายได้น้อยมากแต่มีอิทธิพลต่อการคลอด
มาก
ความผิดปกติของหนทางคลอด ได้แก่
2.1หนทางคลอดส่วนที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อนผิดปกติ ได้แก่
- การหย่อนของพื้นเชิงกราน (pelvic floor) มีส่วนทําให้ศีรษะทารกไม่ก้ม และไม่หมุนเอาส่วน
ของท้ายทอยมาอยู่ทางด้านหน้า
- แรงต้านจากช่องคลอดและฝีเย็บ ถ้ามีมากเกินไป จะทําให้การเคลื่อนต่ําลงของส่วนนําในระยะ
ที่ 2 ของการคลอดล่าช้า แต่ถ้าแรงต้านมีน้อยกว่าปกติจะทําให้คลอดเร็วเฉียบพลันได้
- เนื้องอกมดลูก ถุงน้ํารังไข่ มดลูกคว่ําหลัง คว่ําหน้า และมดลูกมีผนังกั้น
- ปากมดลูกแข็ง ตีบ บวม
- มะเร็งปากมดลูก
- ปากช่องคลอดและช่องคลอดตีบแคบ มีก้อนขัดขวางช่องคลอด เช่น ติ่งเนื้อหงอนไก่
- กระเพาะปัสสาวะเต็ม หรือมีอุจจาระมาก จะขัดขวางการเคลื่อนต่ําลงของส่วนนํา
2.2 กระดูกเชิงกรานผิดปกติ
2.2.1 ขนาดกระดูกเชิงกราน
- ช่องเข้าแคบ (inlet contraction) หมายถึง มี diagonal conjugate diameter น้อยกว่า
11.5 เซนติเมตร และ transverse diameter น้อยกว่า 12 เซนติเมตร ทําให้ศีรษะทารก
ไม่เคลื่อนสู่ช่องเข้าของเชิงกราน มักสิ้นสุดการตั้งครรภ์โดยการผ่าตัดคลอด
- ช่องกลางแคบ (midpelvic contraction) หมายถึง มี interspinous diameter น้อยกว่า
9 เซนติเมตร ทําให้ระยะที่ 1 และ 2 ของการคลอดล่าช้า ยาวนาน ไม่มีการหมุนของศีรษะทารก
(transverse arrest of head) และส้ินสุดการคลอดด้วยสูติศาสตร์หัตถการ
- ช่องออกแคบ (outlet contraction) หมายถึง intertuberous diameter น้อยกว่า
8 เซนติเมตร และมุมใต้โค้งกระดูกหัวเหน่า (subpubic arch) น้อยกว่า 85 องศา ทําให้
คลอดยาก ศีรษะทารกจะ ถอยกลับขึ้นไปทุกครั้งที่หยุดเบ่ง อาจคลอดปกติได้หรือ
อาจต้องช่วยเหลือการคลอดด้วยสูติศาสตร์หัตถการ
- เชิงกรานแคบทุกส่วน (contracted pelvis)
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
2.2.2 ลักษณะปุ่มกระดูกที่ยื่นเข้ามาในช่องเชิงกราน เช่น ปุ่มอิสเชียล (ischial spine)
ยื่นแหลมมาก เส้นผ่าศูนย์กลางขวางของช่องกลางแคบ ปุ่มกระดูกก้นกบ (sacrum) ยื่นมาก
เส้นผ่าศูนย์กลางหน้า-หลังของช่องออกแคบ เป็นต้น
2.2.3 ลักษณะเชิงกราน ส่งผลต่อการคลอด ดังนี้
- (gynecoid) เป็นเชิงกรานแบบผู้หญิงจะมีการคลอดปกติ
- (anthropoid) ศีรษะผ่านยาก ส่วนมากทารกอยู่ท่าท้ายทอยอยู่หลัง
(occiput posterior position, OPP) จะใช้สูติศาสตร์หัตถการ เช่น ใช้คีมช่วยคลอด
- (android) เป็นเชิงกรานแบบผู้ชาย มักเกิดภาวะศีรษะทารกและช่องเชิงกรานไม่ได้
สัดส่วนกัน ต้องผ่าตัดคลอด
- (platypelloid) ช่องเข้าแนวหน้าหลังแบน และแนวขวางกว้างศีรษะทารกผ่านได้อาจ
คลอดปกติได้
2.2.4 ความผิดปกติของกระดูกเชิงกราน เช่น กระดูกร้าว หัก พิการแต่กําเนิด เป็นโรค
ติด เชื้อของกระดูกเชิงกราน ข้อสะโพกเคลื่อน โปลิโอ เป็นต้น
สาเหตุที่ทําให้เชิงกรานแคบผิดปกติ
- การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ อายุน้อยกว่า 18 ปี
- การยืดขยายลําบาก อายุมากกว่า 35 ปี
- การเจริญเติบโตผิดปกติ
- ความพิการของกระดูกสันหลังและขา
- ฮอร์โมนเพศหญิงไม่สมบูรณ์
- อุบัติเหตุต่อกระดูกเชิงกราน และโรค เช่น
โรคกระดูกอ่อน วัณโรคกระดูกเชิงกราน
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
3. สิ่งที่คลอดออกมา (passengers)
ได้แก่ ทารก รก เยื่อหุ้มทารก และน้ําคร่ํา ซึ่งขนาดของศีรษะ ความกว้างของไหล่ ทรง (attitude)
แนว (lie) ส่วนนํา(presentation) ท่าของทารก (position) และตําแหน่งการฝังตัวของรกจะมีผล
ต่อความก้าวหน้าของการคลอด
3.1 ความผิดปกติด้านทารก ได้แก่
- ทารกอยู่ในแนวเฉียง (oblique lie) หรือท่าขวาง (transverse lie)
- ส่วนนําของทารกที่ไม่ใช่ศีรษะ เช่น ส่วนนําเป็นก้น (breech presentation) ส่วนนําเป็นไหล่
(shoulder presentation)
- ท่าของทารกไม่ใช่ท่าท้ายทอยอยู่ด้านหน้าของเชิงกราน เช่น ทารกท่าท้ายทอยเฉียงหลัง ศีรษะ
ทารกไม่ก้มเต็มที่ขณะคลอด ทําให้ยอดศีรษะ (vertex) ไม่ใช่ส่วนที่อยู่ต่ำสุด เช่น ส่วนนําเป็น
ศีรษะ (bregma presentation) ส่วนนําเป็นหน้าผาก (brow presentation) ส่วนนําเป็นหน้า
(face presentation) ทําให้การคลอดล่าช้า
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
3.1 ความผิดปกติด้านทารก ได้แก่
- ขนาดทารกมีรูปร่างใหญ่ผิดปกติ เช่น มีน้ําหนัก> 4,000 กรัม (fetal macrosomia) ทําให้
ทารกมีขนาดศีรษะใหญ่ เกิดภาวะ CPD
- ทารกในครรภ์มีจํานวน > 1 คน อาจผ่าตัดคลอด
- ทารกที่มีอายุครรภ์เกินกําหนด จะมีกะโหลกศีรษะแข็ง เกิดการเกยกัน (molding) ได้น้อย
- ทารกมีลักษณะผิดปกติ พิการ เช่น ทารกหัวบาตร (hydrocephalus)
แฝดตัวติดกัน (conjointed twins) เป็นต้น
3.2 ความผิดปกติของรก เช่น รกเกาะต่ํา (placenta previa)
3.3 ปริมาณของน้ําคร่ําผิดปกติ เช่น น้ําคร่ําน้อย (oligohydramnios)
4. ภาวะจิตสังคมของผู้คลอด (psychosocial condition)
-มีประสบการณ์ต่อการคลอดไม่ดี
-การรับรู้ต่อปัญหาตนเองไม่ถูกต้อง
-มีรูปแบบการเผชิญปัญหาไม่เหมาะสม
-มีปัญหาทางเศรษฐานะ
-ไม่พร้อมขณะตั้งครรภ์
-ไม่สามารถเผชิญความเจ็บปวดในระยะคลอดได้
-ให้ความร่วมมือในการคลอดลดลง
-ไม่ยอมเบ่งหรือเบ่งไม่ถูกวิธี
*มีผลทำให้มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ และมีแรงเบ่งน้อย เกิดการคลอดยาวนาน
และเกิดการคลอดล่าช้าได้
5. สภาวะร่างกายของผู้คลอด (physical condition)
-ลักษณะรูปร่างสัดส่วน สูงเตี้ย ตัวเล็ก ความพิการ
-สภาพของผู้คลอด ได้แก่ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หมดแรง ขาดน้ำ
และภาวะไม่สมดุลของสารน้ำและอิเลคโตรไลต์ แรงเบ่งคลอดน้อย
*ส่งผลให้เกิดการคลอดยาวนาน และเกิดการคลอดล่าช้าได้
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
6.ปัจจัยอื่นๆ
6.1 อายุของผู้คลอด ถ้าอายุน้อยกว่า 18 ปี เชิงกรานยัง เจริญไม่เต็มที่ จะเสี่ยงต่อภาวะศีรษะทารก
และช่องเชิงกรานไม่ได้สัดส่วนกัน ถ้าอายุมากกว่า 35 ปี มดลูกอาจหดรัดตัวไม่ประสานกัน พื้น
เชิงกรานยืดขยายได้น้อย อาจคลอดล่าช้า
6.2 น้ำหนัก น้ําหนักขึ้นมากเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์ เนื้อเยื่อพื้นเชิงกรานจะหนา
และ ยืดขยายยาก อาจคลอดล่าช้า
6.3 ระยะห่างของการมีบุตร ถ้าน้อยกว่า 1 ปีเสี่ยงต่อการคลอดเร็ว
6.4 การได้ยาระงับปวดหรือยานอนหลับในเวลาและปริมาณที่ไม่เหมาะสม
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
1. พบก้อนโนจากการคั่งของน้ำใต้หนังศีรษะทารก (caput succedaneum)
2. น้ำครำมีขี้เทาปน ทารกขาดออกซิเจนนาน
3. อัตราการเต้นหัวใจทารกผิดปกติ
(น้อยกว่า 110 ครั้ง/นาที หรือมากกว่า 160 ครั้ง/นาที)
4. มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ
5. การคลอดไม่ก้าวหน้า
6. ถุงน้ำคร่ำแตก หรือรั่วก่อนที่จะเข้าสู่ระยะคลอด น้ำคร่ำแห้ง (dry labor)
7. ปากมดลูกบวม (incarcerated cervix)
8. ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ หรือทารกตัวโต
1. ตรวจคัดกรองค้นหาความเสี่ยง ให้คำแนะนำและการดูแลที่ดีในช่วงตั้งครรภ์
2.จำแนกภาวะเจ็บครรภ์เตือนออกให้ได้
3.สังเกตและบันทึกการหดรัดตัวของมดลูก สังเกตความนาน ระยะห่าง และความแรงของ
การหดรัดตัวของมดลูก
4.ใช้กราฟการคลอดพาร์โทกราฟ (partograph) หรือฟรีดแมน (Friedman curve)
เป็นเครื่องมือประเมินความก้าวหน้าของการดำเนินการคลอดในระยะที่ 1
5.ดูแลสภาวะและสุขภาพของผู้คลอดและทารกในครรภ์
6.ให้การดูแลการคลอดแบบตื่นตัว (active management of labor) เพื่อให้การ
คลอดสิ้นสุดภายใน 12 ชั่วโมง
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
ผลกระทบต่อการดำเนินการคลอด
- ความก้าวหน้าของการคลอดในระยะที่ 1 ล่าช้า ไม่เป็นไปตามกราฟเฝ้าคลอด หรือเกิด
ความล่าช้าในระยะที่ 2 ของการคลอด
- มีผลทำให้เกิดการคลอดที่ยาวนาน ล่าช้ากว่าปกติ หรือมีการชะงักงันของการคลอด หรือ
การคลอดเฉียบพลัน
ผลกระทบต่อผู้คลอด
1. ภาวะเครียด ความเหนื่อยล้า ภาวะคับขัน และหมดแรงเกิดภาวะขาดน้ำ และภาวะไม่สมดุล
ของเกลือแร่
3. เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Ketoacidosis)
4. ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำลง (Hypoglycemia)
5. การติดเชื้อ (intrapartal infection)
6. การบาดเจ็บต่อหนทางคลอด (birth canal trauma)
7. ตกเลือด (hemorrhage)
8. ความเสี่ยงจากการทำสูติศาสตร์หัตถการ และการให้ยาระงับความรู้สึก
หรือการให้ยาสลบที่ต้องให้ร่วมเมื่อทำสูติศาสตร์หัตถการ
9. ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดภายหลัง เช่น รูรั่ว (genital fistula)
10. ผลด้านจิตใจเช่น เกิดความฝังใจที่ไม่ดีในการคลอด เป็นต้น
11. เสียชีวิตจากการตกเลือด ติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ ภาวะน้ำคร่ำอุดตัน
หลอดเลือด เป็นต้น
ผลกระทบต่อทารก
1. ภาวะคับขัน จากการขาดออกซิเจนนาน
2. การสำลักน้ำคร่ำ
3. การติดเชื้อของทารกในทางเดินหายใจ สะดือ ตา และหู
จากภาวะเยื่อหุ้มทารกอักเสบติดเชื้อ บาดเจ็บจากการคลอด
5. ภาวะแทรกซ้อนในระยะแรกคลอด เช่น คะแนนแอพการ์ต่ำ
พิการ ปัญญาอ่อน ตัวเหลือง เป็นต้น
6.การตายของทารกปริกำเนิด จากการขาดออกซิเจน ติดเชื้อ
อวัยวะต่างๆ ได้รับบาดเจ็บ
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
การซักประวัติ
-ลักษณะการเจ็บครรภ์ เวลาที่เริ่มเจ็บครรภ์จริง ระยะเวลาของการเจ็บครรภ์แต่ละคร้ัง
ความถี่และความรุนแรงของการเจ็บครรภ์
-อาการอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วยกับการเจ็บครรภ์
-สังเกตปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเจ็บครรภ์
-ประวัติการคลอดยาก การคลอดเร็ว
การคลอดด้วยสูติศาสตร์หัตถการ
-ประวัติการเจ็บป่วย ภาวะเสี่ยงของครอบครัว
การตรวจร่างกาย
ตรวจสภาพร่างกายทั่วไป
-วัดสัญญาณชีพ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง สังเกตท่าเดินผิดปกติ หลังคดโกง ตัวเอียง
ประเมินสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และตรวจดูกระเพาะปัสสาวะ
การตรวจดูครรภ์
ดู : ขนาดท้องใหญ่/เล็กผิดปกติ ลักษณะกล้ามเนื้อหน้าท้อง ลักษณะมดลูก
คลำ : ประเมินการเคลื่อนต่ำของส่วนนำ ประเมินการหมุนของส่วนนำ คาดคะแนนน้ำหนัก
ทารกในครรภ์
ฟัง : ฟังเสียงหัวใจทารก นับจำนวนครั้งและความสม่ำเสมอ
ตรวจอวัยวะเพศสืบพันธุ์ภายนอก
-การกระจายของขนอวัยวะเพศ สิ่งที่หหลั่งทางช่องคลอด เป็นมูก เป็นเลือด ลักษณะสี กลิ่น
จำนวนน้ำคร่ำ
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
การตรวจช่องคลอด
1.ตรวจความนุ่มหรือแข็งตึง เพื่อประเมินความพร้อมต่อการคลอด
2.ตรวจลักษณะส่วนนํา ท่า ทรง และระดับส่วนนํา
3.ตรวจสภาพของถุงน้ําคร่ำ ยังมีถุงน้ําคร่ำ/ถุงน้ําคร่ำรั่ว
4.ตรวจความกว้างของเชิงกราน
-ช่องเข้า : ดูรูปร่าง และเส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้าหลัง ดูการมี engagement
ของศีรษะทารก
-ช่องเชิงกราน : การยื่น ความแหลมของปุ่มอิเชียล ความโค้งผนังด้านข้างของ
ช่องเชิงกราน ดูกระดูกก้นกบ และวัดระยะระหว่างปุ่มอิสเชียล
-ช่องออก : การเคลื่อนไหวข้อต่อระหว่างกระดูกก้นกบกับกระดูกปลายก้นกบ การวัด
เส้นผ่าศูนย์กลางแนวหน้าหลัง การวัดมุมใต้โค้งกระดูกหัวหน่าว และการตรวจด้วย
คลื่นเสียงความถี่สูง
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
5.การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การตรวจหาโปรตีนน้ําตาลในปัสสาวะ ตรวจดูความเข้มข้นของเลือด และตรวจ
เลือดดูอิเลคโตรไลท์กรณีที่ผู้คลอดอยู่ในภาวะคับขัน หรือสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อ
6.การตรวจน้ำคร่ำ
- ตรวจแบบไนตราซีนเทสต์ หรือ แบบเฟริ์นเทสต์
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
1. การป้องกันมดลูกหดรัดตัวผิดปกติ
ไม่ให้กลั้นปัสสาวะ ตรวจดูกระเพาะปัสสาวะทุก 2-4 ชั่วโมง
หากปัสสาวะเอง ไม่สวนปัสสาวะให้
กระตุ้นผู้คลอดให้ลุกเดิน เปลี่ยนท่านอนเป็นท่านอน
ศีรษะและลําตัวสูง นอนตะแคงศีรษะสูง
ให้ใช้เทคนิคการหายใจ เพ่งจุดสนใจ ลูบหน้าท้อง
และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกอย่างระมัดระวัง
และติดตามประเมินอย่างใกล้ชิด
อธิบายความก้าวหน้าของการคลอด สภาวะของภาวะเสี่ยง
ความผิดปกติ แนวทางการช่วยเหลือ แผนการรักษา
และแนะนําการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
สนับสนุนประคับประคองจิตใจ และอารมณ์ของผู้คลอดและครอบครัว
ด้วยการอยู่เป็นเพื่อน ปลอบโยนให้กําลังใจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ คลายความกลัว และวิตกกังวล
2. การพยาบาลผู้คลอดในระยะคลอด
ประเมิน ติดตาม และตรวจการหดรัดตัวของมดลูกให้เป็นไปตามการหดรัดตัวในภาวะปกติ
ตรวจทางช่องคลอดทุก 4 ชั่วโมงในระยะปากมดลูกเปิดช้า การประเมินระดับส่วนนําของทารก
อย่างถูกต้อง
การให้ออกซิโทซินต้องปรับจํานวนหยดให้สอดคล้องกับการหดรัดตัวของมดลูก โดยดูผลของ
อัตราการเต้นหัวใจทารกร่วมด้วย และรายงานแพทย์ทันทีถ้ามีความผิดปกติ หรือการคลอดไม่
ก้าวหน้า
ถ้ากระเพาะปัสสาวะเต็ม กระตุ้นให้ถ่ายปัสสาวะด้วยตนเองก่อน และสวนปัสสาวะทิ้งหากปัสสาวะ
เองไม่ได้
สอนเบ่งที่ถูกวิธี เพราะการเบ่งที่ถูกต้องทําให้เพิ่มแรงดันในโพรงมดลูก 2-3 เท่า
ให้ผู้คลอดเบ่งเมื่อปากมดลูกเปิดหมด มดลูกหดรัดตัว และรู้สึกอยากเบ่ง
เปิดโอกาสให้ผู้คลอดซักถามข้อสงสัยและควรให้ความรู้เกี่ยวกับการคาดคะเนเวลาคลอด
กระบวนการคลอด และบอกความก้าวหน้าของการคลอดให้ผู้คลอดทราบทุกระยะ
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
3. การพยาบาลผู้คลอดที่มีการหดรัดตัวของมดลูกผิดปกติ
ติดตามประเมินการเข้าสู่ระยะปากมดลูกเปิดเร็ว
กระตุ้นผู้คลอดลุกเดิน เปลี่ยนท่านอนเป็นท่านอนศีรษะสูง
หรือนอนตะแคง และให้อยู่ในท่าที่สบาย และเหมาะสม
กระตุ้นให้ผู้คลอดถ่ายปัสสาวะ ไม่กลั้นปัสสาวะ
ช่วยแพทย์เจาะเจาะถุงน้ำ ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก
สังเกตอาการเตือนของภาวะมดลูกใกล้แตก ได้แก่ ปวดท้องมาก
มดลูกแข็งตึงตลอดเวลา แตะบริเวณส่วนล่างมดลูกไม่ได้ และพบวงแหวน
ระหว่างมดลูกส่วนบนกับส่วนล่างสูงเกือบถึงระดับสะดือ
ติดตามประเมินอัตราการเต้นหัวใจทารกในครรภ์ เพื่อสังเกตภาวะทารกในครรภ์ขาด
ออกซิเจน จากการหดรัดตัวของมดลูก3.7ดูแลและประเมินบรรเทาอาการปวด เช่น
เทคนิคการหายใจหรือนวดลูบคลึงเบาๆบริเวณที่ปวด
4. การพยาบาลผู้คลอดที่มีแรงเบ่งผิดปกติ
สร้างสัมพันธภาพ เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ และความร่วมมือในการดูแลรักษา
ไม่ให้ผู้คลอดเบ่งก่อนเวลา โดยให้หายใจแบบเร็วตื้น และเป่าออกเพื่อลดลมเบ่ง
ให้สารน้ำและอาหารเพียงพอ
ประเมินแรงเบ่ง และส่งเสริมให้เบ่งคลอดอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้
ส่วนนําเคลื่อนต่ำศีรษะก้มและหมุนภายในช่องทางคลอดเป็นไปตามปกติ
กรณีผู้คลอดเบ่งไม่ถูกวิธี อธิบายให้ผู้คลอดทราบ พร้อมสอนวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ด้วย
กิริยาท่าทางและคําพูดที่ไม่เป็นการตําหนิ หรือข่มขู่ผู้คลอด
ดูแลความสุขสบาย โดยใช้ผ้าชุบน้ําเย็นเช็ดตามใบหน้า คอและแขน ช่วยนวดต้นขา
เพื่อป้องกันอาการตะคริวและปวดเมื่อย
ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกทุก 15 นาที ดูแลให้มดลูกมีการหดรัดตัวเป็นไปตาม
ปกติ
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
5. การพยาบาลผู้คลอดที่ทารกผิดปกติ
ประเมินสภาวะทารก โดยตรวจครรภ์ ฟังเสียงหัวใจทารกในระยะปากมดลูกเปิดช้าทุก
2-4ชั่วโมง ระยะปากมดลูกเปิดเร็วทุก 30-60 นาที ระยะที่ 2 ของการคลอดทุกครั้งที่
มดลูกคลายตัว และทันทีที่ถุงน้ำคร่ำแตก สังเกตภาวะน้ำคร่ำมีขี้เทาปน (meconium
stained) หากพบให้ตั้งข้อสงสัยทารกว่าอาจมีภาวะ ขาดออกซิเจน และสังเกตลักษณะ
การเปลี่ยนแปลงการดิ้นของทารก
ให้ออกซิเจนแคนนูลา 4 ลิตร/นาที ถ้าอัตราการเต้นหัวใจทารกผิดปกติ พบขี้เทาใน
น้ําคร่ํา และ ทารกดิ้นน้อยลง
ดูแลให้มดลูกหดรัดตัวดี และติดตามประเมินความก้าวหน้าของการคลอด
จัดท่านอนศีรษะสูงให้ผู้คลอดสุขสบาย และทารกหมุนได้ง่าย
6 การพยาบาลผู้คลอดมีภาวะคลอดไหล่ยาก
รีบขอความช่วยเหลือจากแพทย์ เรียกทีมช่วยเหลือ ตามกุมารแพทย์และวิสัญญีแพทย์
สวนปัสสาวะ
ตัดฝีเย็บให้กว้างมากขึ้น และฉีดยาชาให้เพียงพอ
ลองดึงศีรษะทารกลงล่างอีกครั้ง
ให้ผู้คลอดเบ่งขณะมดลูกหดรัดตัว
การดูแลหลังคลอด
ด้านมารดา จะประเมินภาวะตกเลือดหลังคลอดจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดีและการฉีกขาดช่องทาง
คลอด และให้การดูแลสภาพจิตใจ
ด้านทารก ให้ประเมินภาวะขาดออกซิเจน การบาดเจ็บของเส้นประสาทไหล่ (brachial
plexus injuries) และกระดูกแขนหัก
การพยาบาลผู้คลอดที่มีความผิดปกติ
เกี่ยวกับปัจจัยการคลอด
การพยาบาลระยะหลังคลอด
ตรวจการฉีกขาดของหนทางคลอดและเย็บซ่อมแซม
ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกหลังคลอด ถ้ามดลูกหดรัดตัวไม่ดี ให้คลึงมดลูกให้หด
รัดตัว กลม แข็ง กดไล่ก้อนเลือดที่ค้างในโพรงมดลูก และประคบเย็น
ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกหลังคลอด
ดูแลกระเพาะปัสสาวะ และบริเวณแผลฝีเย็บ 11.5 ให้ได้รับสารน้ําและอาหารอย่าง
เพียงพอ
ให้ความอบอุ่นร่างกายผู้คลอด ให้ผู้คลอดได้รับการพักผ่อน
การพยาบาลทารกในครรภ์
ฟังเสียงหัวใจทารก
- ระยะปากมดลูกเปิดช้าทุก 1 ชั่วโมง
- ระยะปากมดลูกเปิดเร็วทุก 30-60 นาที
- ระยะที่ 2ของการคลอดทุกครั้งที่มดลูกคลายตัว - ทันทีที่ถุงน้ําทูนหัวแตก
สังเกตภาวะน้ําคร่ํามีขี้เทาปน (meconium stained) ถ้าพบให้สงสัยว่าทารกอาจมีภาวะ
ขาดออกซิเจน
สังเกตลักษณะการเปลี่ยนแปลงการดิ้นของทารก
ให้ออกซิเจนแคนูลา 4 ลิตร/นาที ถ้าอัตราการเต้นหัวใจทารกผิดปกติ พบขี้เทาใน
น้ําคร่ํา ทารกดิ้นน้อยลง