The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by watana rassadornwijit, 2020-04-15 08:26:04

วิทย์พื้นฐาน ม.1

P996194001_SampleUnit

ัตวอ ่ยาง หนังสอื เรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน 1ม.

วทิ ยาศาสตร์

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1

ตามมาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชวี้ ดั กล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

ผู้เรียบเรยี ง เน้ือหาเสริมบทเรียน
ผา่ น AR Technology
ศรลี ักษณ์ ผลวฒั นะ ในรปู แบบ 3D และ Multimedia
เจียมจิต กุลมาลา
ตวั อยา่ งองคป์ ระกอบ

ในแผนจดั การเรียนรู้
ใบงาน
เฉลยใบงาน
ใบความรู้
ใบกจิ กรรม
เฉลยใบกิจกรรม
แบบทดสอบก่อนเรียน
แบบทดสอบหลงั เรยี น
เฉลยแบบทดสอบ

หนงั สอื เรย� น MAC 4.0

หนังสือเร�ยน MAC 4.0 จัดทำ�ขึ้นเพื่อใช้เป็นส่ือก�รเรียนรู้เพ่ือพัฒน�นักเรียนให้มีคุณภ�พต�มม�ตรฐ�นก�รเรียนรู้และตัวชี้วัด
ส�ระก�รเรียนรู้แกนกล�ง (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ต�มหลักสูตรแกนกล�งก�รศึกษ�ขั้นพ้ืนฐ�น พ.ศ. 2551 ท่ีกำ�หนดไว้
รวมทง้ั พฒั น�นกั เรยี นใหม้ ที กั ษะแหง่ ศตวรรษท ่ี21 และสมรรถนะส�ำ คญั ต�มทตี่ อ้ งก�ร ทง้ั ด�้ นก�รสอ่ื ส�ร ก�รคดิ ก�รแกป้ ญ˜ ห� ก�รสร�้ งสรรค ์ ก�รใช้
เทคโนโลยสี �รสนเทศและก�รสอ่ื ส�ร และทกั ษะชวี ติ โดยออกแบบหนว่ ยก�รเรยี นรใู้ หแ้ ตล่ ะหนว่ ยก�รเรยี นรปู้ ระกอบดว้ ย 9 องคป์ ระกอบส�ำ คญั

หนงั สอื เร�ยน MAC 4.0 มเี คร่ืองมือสนบั สนนุ ก�รจดั ก�รเรียนรสู้ ำ�หรับครแู ละนักเรียนทส่ี �ม�รถเข�้ ถึงและใชง้ �นไดง้ ่�ยบนเวบ็ ไซต์
MACeducation.com ซ่งึ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

1. “ส�ำ หรบั คร”ู ประกอบด้วย คมู่ ือครู MACTIVE แผนก�รจดั ก�รเรยี นร ู้ MAC PLC และก�รบ้�นและก�รทดสอบออนไลน์ ครสู �ม�รถ
เลือกใช้ง�นในแตล่ ะสว่ นเพอ่ื น�ำ ไปจดั ก�รเรียนรูท้ ั้งในและนอกหอ้ งเรยี นไดอ้ ย่�งมีประสิทธภิ �พ และยงั ได้แลกเปลี่ยนเรยี นรกู้ บั ครดู ว้ ยกนั
ซ่งึ จะท�ำ ให้หนงั สือเรียน MAC 4.0 ใหม้ �กกว่�คว�มรู ้ แต่รวมถึงประสบก�รณท์ ่ีมีคณุ ค่�

2. “สำ�หรับนักเรยี นและผ้ปู กครอง” ประกอบดว้ ย MAC SLC และก�รบ้�นและก�รทดสอบออนไลน์ นกั เรยี นและผปู้ กครองส�ม�รถ
รว่ มเรยี นรู้ส่ิงต่�งๆ นอกเหนือจ�กบทเรียนได้อย�่ งสนกุ สน�นไปกบั MAC 4.0 ทจ่ี ะชว่ ยทำ�ให้โลกทัง้ ใบกล�ยปน็ แหลง่ เรยี นรูด้ ว้ ยเทคโนโลยี
เพื่อก�รศกึ ษ�อันทันสมยั

หMนังAสCือเ4ร.ย� 0น

MACeducation.com แหลงความรนู ักเรียน

ครู และนผักูป เรก�ยคนรอง

การบานและคลังขอ สอบออนไลน

MAC PLC MAC SLC

คูมอืMคAรCูแมTIค็VE4.0 แผนการจัดการเรียนรู

MACeducation.com

ครู นักเรยี นและผูป้ กครอง

สว่ นประกอบ สว่ นประกอบ
“สำ�หรบั ครู” “ส�ำ หรบั นกั เรยี นและผปู้ กครอง”

1. คูม่ อื ครูแมค็ 4.0 MACTIVE 1. MAC SLC (Student Learning
คมู่ อื ส�ำ หรบั ครใู ชใ้ นการจดั การเรยี นรตู้ ามแบบ Active Teaching Community)
4 ขั้นตอน (4I) เพ่ือให้ครสู อนให้นอ้ ยลง (Teach Less) และ Active “แหลง่ ความร”ู้ คอื คลงั บทความและสอ่ื มลั ตมิ เี ดยี
Learning2 ขน้ั ตอน(2L) เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นเรยี นรไู้ ดม้ ากขน้ึ (LearnMore) ท่ีจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เสริมสร้างจินตนาการ
2. แผนการจัดการเรียนรู้ และแรงบันดาลใจสำ�หรับนักเรียน นักเรียนสามารถ
แผนการจัดการเรียนการสอนสำ�หรับครูใช้เตรียมการจัดการ ค้นคว้าและเรียนรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากบทเรียนได้
เรียนรู้ให้แก่นักเรียน โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้รูปแบบ อย่างอิสระ
Active Learning “iSMART Club” คอื คลบั ออนไลนส์ �ำ หรบั นกั เรยี น
3. MAC PLC (Professional Learning Community) ไดเ้ ขา้ มาแลกเปลยี่ นประสบการณแ์ ละเรยี นรรู้ ะหวา่ งกนั
แบ่งเปน็ 2 สว่ น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะสำ�คัญแห่งศตวรรษที่ 21
“แหลง่ ความร”ู้ คอื คลงั บทความและสอื่ มลั ตมิ เี ดยี เพอ่ื การจดั การ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นที่มีความ
เรียนรู้ครอบคลุมทกุ กลมุ่ สาระฯ ครูสามารถเข้าไปเลอื กชมและน�ำ ไป แตกตา่ ง
ใช้สนบั สนุนการจดั การเรยี นร้ไู ดต้ ลอดเวลา 2. การบ้านและการทดสอบออนไลน์
“ห้องพกั ครู” คอื ชมุ ชนออนไลนส์ �ำ หรบั แลกเปลี่ยนประสบการณ์ MAC Level+ (แม็ค เลเวลอพั ) คือ แอปพลเิ คชนั
และเรยี นรรู้ ะหวา่ งครดู ว้ ยกนั ครสู ามารถน�ำ ความรู้ เทคนคิ วธิ กี ารสอน การบา้ นและการทดสอบออนไลนท์ คี่ รเู ปน็ ผมู้ อบหมาย
และการจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระฯ ท่ีตนเองอยู่มาแลกเปลี่ยนและ การบ้านและข้อสอบให้แก่นักเรียน เม่ือนักเรียนทำ�
เรียนรู้กนั ได้ การบ้านหรอื ขอ้ สอบเสรจ็ จะทราบผลได้ในทนั ที
4. การบ้านและการทดสอบออนไลน์
MAC Level+ (แมค็ เลเวลอัพ) คอื แอปพลเิ คชันการบา้ นและ
การทดสอบออนไลน์ที่ครูสามารถเลือกและมอบหมายการบ้าน
และข้อสอบให้แก่นักเรียน โดยครูสามารถเลือกแบบฝึกหัดเพ่ือเป็น
การบา้ น เลอื กขอ้ สอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นหรอื ขอ้ สอบแนวO-NET
เพ่อื เปน็ แบบทดสอบยอ่ ยระหวา่ งเรยี น หรือแบบทดสอบระหว่างภาค
และปลายภาคได้ เม่ือนักเรียนเข้ามาทำ�การบ้านและแบบทดสอบ
ออนไลน์ที่ไดร้ บั มอบหมาย นักเรียนจะทราบผลทนั ทีเมื่อทำ�เสร็จ

หนงั สือเรย� น MAC 4.0

ACTIVE BOOK, ACTIVE TEACHING, ACTIVE LEARNING

การนําเสนอเนือ้ หาแตล ะหนวยการเรย� นรู

1. บทน�า (Introduction) 6. กจิ กรรมบรู ณาการ / กจิ กรรมสะเตม็ ศกึ ษา
ภาพรวมของเนอ้ื หาในหนว่ ยการเรยี นรดู้ ว้ ยภาพ (Integrated Activities/STEM Activities)

หรือสถานการณ์ หรือคำาถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียน 6.1 กิจกรรมบรู ณาการ
สนใจอยากเรยี นรเู้ น้ือหาในหนว่ ยการเรียนรนู้ นั้ ๆ
2. แนวคดิ สา� คญั (Key Idea) กิจกรรมหรือโครงงานท่ีบูรณาการการเรียนรู้
ท่ีหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน โดยวัตถุประสงค์หลัก
เน้ือหาสำาคัญในแต่ละเรื่องหรือหัวข้อเพ่ือให้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง
ผเู้ รยี นจดจาำ หรอื เขา้ ใจอยา่ งลกึ ซง้ึ จนเกดิ ชน้ิ งานหรอื นวตั กรรม (กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
3. MAC iLink / SnapLearn สงั คมศึกษาฯ)
(Multimedia & AR)
6.2 กิจกรรมสะเตม็ ศึกษา (STEM)
3.1 MAC iLink
กิจกรรมที่บูรณาการความรู้และทักษะ 4 สาขา
เนอื้ หาเสรมิ จากบทเรยี นในรปู แบบของมลั ตมิ เี ดยี วชิ าหลกั คอื วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วศิ วกรรมศาสตร์
ผา่ นการสแกน QR Code โดยใช้สมาร์ทโฟน หรือ และคณิตศาสตร์ เพื่อนำาความรู้เหล่าน้ันไปใช้
ผ่านเว็บไซต์ MACeducation.com เพอ่ื ใหผ้ ู้เรียน แก้ปัญหาและสร้างสรรค์ช้ินงานท่ีเป็นประโยชน์
เข้าใจเนื้อหาในเรือ่ งน้นั ๆ มากย่งิ ขึ้น ในชีวิตจริงและพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
(กล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร)์
3.2 SnapLearn
6.3 กจิ กรรมเพ�อสง เสรม� ความคดิ สรา งสรรค
เน้ือหาเสริมจากบทเรียนในรูปแบบมัลติมีเดีย
และ 3D Models ผ่าน AR Technology กจิ กรรมทบี่ รู ณาการความรดู้ า้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
บนแอปพลิเคชัน SnapLearn ในสมาร์ทโฟน ความรูใ้ นกลมุ่ สาระการเรียนรอู้ ืน่ ๆ โดยนาำ มาสร้าง
เพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาในเร่ืองน้ันๆ มากยิ่งขึ้น ผลงานที่มีคุณภาพและความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
(เฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์) เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ละพฒั นาทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี21
4. กจิ กรรมตรวจสอบการเรย� นรู้ (กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร)์
(Recheck & Review) 7. สรปุ องค์ความรู้
(Conclusion of Knowledge)
กิจกรรมที่มีความหลากหลายซ่ึงออกแบบมา
เพอื่ ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจเนอ้ื หาในแตล่ ะเรอ่ื ง การสรุปองค์ความรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้
ของผู้เรยี น ซงึ่ ประกอบไปด้วยการสรปุ เนื้อหา 3 ด้าน คอื

5. กจิ กรรมตามธรรมชาตวิ �ชา • ด้านความรู้ (Knowledge)
(Activity Based-Learning) • ดา้ นทักษะกระบวนการ (Process)
• ด้านคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (Attribute)
กจิ กรรมทใ่ี หผ้ เู้ รยี นไดฝ้ ก ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ใหเ้ กดิ ทกั ษะ 8. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์
ในวิชานั้นๆ (Achievement Test)
คาำ ถามทเ่ี นน้ ทกั ษะกระบวนการคดิ เพอื่ ตรวจสอบ
ความรรู้ วบยอดของผเู้ รยี นใหเ้ ปน็ ไปตามแนวคดิ หลกั
ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
9. อภธิ านศัพท์ (Glossary)
คาำ สาำ คญั คาำ ยาก หรอื คาำ คน้ ทส่ี มั พนั ธก์ บั เนอื้ หา
ในหนว่ ยการเรยี นรู้ต่างๆ ในหนงั สือเรียน MAC 4.0
โดยจะมกี ารอธบิ ายความหมายหรอื ใหค้ าำ จาำ กดั ความ

MAC iLink

MAC iLink เป็นเนื้อหาเพ่มิ เตมิ นอกเหนอื จากหนงั สือเรียน MAC 4.0 เพื่อให้ครแู ละผูเ้ รียนทมี่ ีความสนใจทีจ่ ะศึกษาคน้ คว้า
เพิม่ เตมิ หาข้อมูลได้จากฐานขอ้ มูลทบี่ รษิ ัทได้จัดท�ำ ขนึ้ โดยผา่ น 2 ชอ่ งทาง ดงั นี้

1 ใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR code จากหนา้ หนังสอื ทีม่ ีสัญลกั ษณ์ MAC iLink

2 เปิดเว็บไซต์ MACeducation.com เพ่ือเข้าเมนู การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน MAC iLink และเลือกเปิดดูส่วนเสริม
ของบทเรยี นในหนังสือแตล่ ะเลม่ ได้

ทั้งนี้เนื้อหาเสริมเพม่ิ เตมิ นำ�เสนอหลายรปู แบบ เชน่ แอนิเมชัน วดิ โี อ เสียง ภาพ และข้อความ

12

MACeducation.com

DIGITAL CONTENT DIGITAL CONTENT

SnapLearn

1. ดาวน์โหลดแอปพลเิ คชนั SnapLearn ไดฟ้ รีที่ Google Play Store สาำ หรบั Android หรอื

App Store สาำ หรบั IOS

2. เปิดใช้งานแอปพลเิ คชนั SnapLearn ค้นหาหนงั สือเรยี น MAC โดย

2.1 การกดปุม เพือ่ สแกนบาร์โค้ด หรอื QR Code

2.2 เข้าไปท่ี Bookstore แลว้ กรอกช่ือหนังสอื เรยี น MAC ลงในช่องคน้ หาด้านบน

3. กดดาวน์โหลดหนังสอื เร�ยน MAC เลม่ ท่ีต้องการมาไวใ้ น Bookshelf

4. กดเขา้ ไปในหนงั สอื เร�ยน MAC บน Bookshelf แลว้ ทำาการสแกนหน้าหนงั สอื เรียน MAC ทมี่ ีสญั ลักษณ์

เพอื่ เขา้ ส่โู ลกเสมือนจรงิ หรอื มัลตมิ ีเดีย

1 ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน SnapLearn 2 เปิดใชง้ านแอปพลิเคชนั SnapLearn
2.1 กดปมุ ตรงกลาง เพอ� สแกนบาร์โคด้ หรอ� QR Code

(Google Play) (App Store) หรอ�

2.2 กรอกช�่อหนงั สือเรย� นลงในช่องคน้ หา
Search in SnapLearn

3 กดดาวน์โหลดหนังสือเร�ยน MAC 4 สแกนหนา้ หนงั สือเร�ยน MAC

18 วิทยาศาสตร์ ม.2
ทบ่ี รเิ วณทอ่ ของหนว่ ยไตจะมกี ารดดู ซมึ สารทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ รา่ งกาย เชน่ แรธ่ าตุ นา้ำ ตาลกลโู คส
กรดอะมิโน รวมทั้งน้ำากลับคืนสู่หลอดเลือดฝอยและเข้าสู่หลอดเลือดดำา ส่วนของเสียอ่ืน ๆ ท่ีเหลือ
ก็คอื ปัสสาวะจะถูกส่งมาตามท่อไตเขา้ สู่กระเพาะปสั สาวะ ซ่งึ มีความจปุ ระมาณ 500 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร
แตก่ ระเพาะปสั สาวะสามารถทจ่ี ะหดตวั ขบั ปสั สาวะออกมาได้ เมอื่ มปี สั สาวะมาขงั อยปู่ ระมาณ 250ลกู บาศก์
เซนตเิ มตร ซึ่งในวนั หนง่ึ ๆ รา่ งกายจะขับปสั สาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลติ ร

เวนา คาวา ไต กรวยไต เมดลั ลา
คอร์เทกซ ์
หลอดเลอื ดรนี ลั อารเ์ ตอเอรแีอลอะรเ์ตวาน
ทอ่ ไต คอรเ์ ทกซ ์
กระเพาะปสั สาวะ ทอ่ ไต

ท่อปัสสาวะ โกลเมอรูลัส
ท่อขดส่วนตน้
โบว์แมนส์แคปซูล

หลอดเลอื ดฝอย

ทอ่ ขดสว่ นปลาย

ห่วงเฮนเล ทอ่ รวม ทอ่ รวม
เมดัลลา

ไปกรวยไต

รปู ท่ี 1.8 ระบบการทาำ งานของไตและอวยั วะทีเ่ ก่ยี วข้อง
- เวนา คาวา (vena cava) หลอดเลอื ดดาำ ใหญท่ ลี่ าำ เลยี งเลอื ดจากรา่ งกายเขา้ สหู่ วั ใจโดยตรง
- รีนัลอาร์เตอรี (renal artery) หลอดเลือดแดงทแ่ี ตกแขนงออกจากเอออรต์ าเพ่ือไปยังไต
- รนี ัลเวน (renal vein) หลอดเลอื ดดำาทีน่ าำ เลอื ดออกจากไตไปยงั หวั ใจ
- เอออร์ตา (aorta) หลอดเลือดแดงใหญ่ที่นำาเลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายไปหล่อเล้ียง
รา่ งกาย

ตรวจสอบรายการหนังสอื เรย� น MAC กลมุ่ สาระการเร�ยนรูว้ ท� ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ทใ่ี ชแ้ อปพลิเคชัน SnapLearn ได้ท่ี www.MACeducation.com

หนาตวั อยา งการใชง าน SnapLearn

18 วิทยาศจาาสกตตร์ัวมอ.2ยางหนงั สือเรย� น รายว�ชาพน� ฐานว�ทยาศาสตร ม.2

ทบี่ รเิ วณทอ่ ของหนว่ ยไตจะมกี ารดดู ซมึ สารทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ รา่ งกาย เชน่ แรธ่ าต ุ นา้ำ ตาลกลโู คส
กรดอะมิโน รวมท้ังน้ำากลับคืนสู่หลอดเลือดฝอยและเข้าสู่หลอดเลือดดำา ส่วนของเสียอ่ืน ๆ ที่เหลือ
ก็คอื ปัสสาวะจะถูกสง่ มาตามทอ่ ไตเขา้ สู่กระเพาะปัสสาวะ ซ่ึงมีความจุประมาณ 500 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร
แตก่ ระเพาะปสั สาวะสามารถทจี่ ะหดตวั ขบั ปสั สาวะออกมาได ้ เมอ่ื มปี สั สาวะมาขงั อยปู่ ระมาณ 250ลกู บาศก์
เซนติเมตร ซงึ่ ในวันหนง่ึ ๆ ร่างกายจะขับปัสสาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลิตร

เวนา คาวา ไต กรวยไต เมดัลลา
คอรเ์ ทกซ์
หลอดเลอื ดรนี ลั อารเ์ ตอเอรแีอลอะรเต์ วาน
ทอ่ ไต คอรเ์ ทกซ ์
กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต

ทอ่ ปัสสาวะ โกลเมอรลู ัส
ท่อขดส่วนต้น
โบว์แมนส์แคปซลู

หลอดเลือดฝอย

ทอ่ ขดส่วนปลาย

ห่วงเฮนเล ท่อรวม ท่อรวม
เมดลั ลา

ไปกรวยไต
Ëҧ¡Ò¢ºÑ »˜ÊÊÒÇÐ䴌͋ҧäÃ

รูปที่ 1.8 ระบบการทำางานของไตและอวัยวะท่ีเก่ยี วข้อง

- เวนา คาวา (vena cava) หลอดเลอื ดดาำ ใหญท่ ล่ี าำ เลยี งเลอื ดจากรา่ งกายเขา้ สหู่ วั ใจโดยตรง
- รนี ัลอารเ์ ตอร ี (renal artery) หลอดเลือดแดงท่แี ตกแขนงออกจากเอออรต์ าเพอ่ื ไปยังไต
- รนี ัลเวน (renal vein) หลอดเลอื ดดำาที่นาำ เลือดออกจากไตไปยังหวั ใจ
- เอออร์ตา (aorta) หลอดเลือดแดงใหญ่ที่นำาเลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายไปหล่อเล้ียง
รา่ งกาย

สารบัญ

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 1 ความร้พู น้ื ฐานเกย่ี วกับสาร สมบัติ และการเปลีย่ นแปลง
1. สารและสสาร
2. สมบตั สิ าร
3. การจ�ำแนกสาร
4. สารละลาย คอลลอยด์ และสารแขวนลอย
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ ิ
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 โครงสร้างอะตอม

(ว 2.1 ม.1/8)

1. การพฒั นาแบบจ�ำลองอะตอม
2. อนุภาคมูลฐานของอะตอม
3. การเกิดไอออน
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ ิ์
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 3 สมบตั ขิ องสารบรสิ ุทธแิ์ ละสารผสม

(ว 2.1 ม.1/4, 5, 6)

1. สารบรสิ ทุ ธ์ิและสารผสม
2. สมบตั ขิ องสารบรสิ ทุ ธิ์และสารผสม
3. การตรวจสอบสารบรสิ ทุ ธิ์และสารผสม
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ ์ิ
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 4 ธาตแุ ละสารประกอบ

(ว 2.1 ม.1/1, 2, 3, 7)

1. ธาตแุ ละสัญลักษณ์ของธาตุ
2. สารประกอบ
3. ประโยชน์ของธาตแุ ละสารประกอบ
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ ์
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 5 สถานะของสารและการเปล่ียนสถานะ

(ว 2.1 ม.1/9, 10)

1. สถานะและสมบตั สิ าร
2. การเปลีย่ นสถานะของสาร
3. ปจั จัยที่มผี ลต่อการเปลย่ี นสถานะของสาร
4. ประโยชน์ของการเปล่ยี นสถานะของสาร
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 6 ความรอ้ น

(ว 2.3 ม.1/1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 )

1. ความรอ้ นกบั อณุ หภูมิ
2. การถา่ ยโอนความร้อน
3. ปริมาณความร้อนกับการเปล่ียนอณุ หภมู ิและสถานะของสาร
4. สมดุลความร้อน
5. การดดู กลืนความร้อน การคายความร้อนของวัตถุ และประโยชน์
6. ความร้อนกบั การขยายตวั และหดตวั ของวตั ถุ และประโยชน์
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ ิ์
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 7 เซลล์ : หนว่ ยของสิง่ มชี ีวติ

(ว 1.2 ม.1/1, 2, 3, 4)

1. สิ่งมีชวี ติ เซลล์เดยี วและสงิ่ มีชีวติ หลายเซลล์
2. กลอ้ งจลุ ทรรศน์
3. เซลลพ์ ืชและเซลลส์ ัตว ์
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ ิ์
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 8 พืช

(ว 1.2 ม.1/5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18)

1. สว่ นประกอบของพชื
2. การเจริญเตบิ โตของพชื
3. การสรา้ งอาหารของพืช
4. การล�ำเลยี งในพชื
5. การสืบพนั ธุข์ องพชื
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ ์
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 9 ปรากฏการณ์เกยี่ วกับอากาศในชวี ติ ประจ�ำวนั

(ว 2.2 ม.1/1 และ ว 3.2 ม.1/1, 2, 3, 4, 5, 6, 7)

1. บรรยากาศ
2. สมบตั ขิ องอากาศ
3. เมฆ หมอก และน�ำ้ ค้าง
4. ฝน
5. ลมและพายุ
6. การพยากรณ์อากาศ
7. ปจั จัยทางธรรมชาติและกจิ กรรมของมนุษยท์ ีม่ ผี ลกระทบต่อสงิ่ มชี วี ติ สง่ิ แวดลอ้ ม และการปอ้ งกนั
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ

หนว ยก�รเรยี นรทู ่ี 6

มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1 2. การถ่ายโอนความร้อน
(ว 2.3 ม.1/6, 7)
คว�มรอ น
2.1 การนาำ ความรอ้ น
1. ความรอ้ นกบั อุณหภูมิ 2.2 การพาความร้อน
(ว 2.3 ม.1/2) 2.3 การแผ่รังสคี วามรอ้ น

1.1 ความร้อน
1.2 อณุ หภมู ิ

6. ความรอ้ นกับการขยายตัว
และหดตวั ของวตั ถุ และประโยชน์

(ว 2.3 ม.1/3, 4)

5. การดูดกลืนความร้อน การคาย คว�มรอน 3. ปริมาณความร้อนกบั การเปลยี่ น
ความรอ้ นของวัตถุ และประโยชน์ อุณหภมู ิและสถานะของสาร
(ว 2.3 ม.1/1, 2)
(ว 2.3 ม.1/3, 4) 3.1 ปริมาณความร้อนท่ีเก่ียวข้อง
กับการเปล่ียนอุณหภูมิและ
4. สมดุลความร้อน สถานะของสาร
(ว 2.3 ม.1/5) 3.2 คำานวณปริมาณความร้อน
ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การเปลย่ี นอณุ หภมู ิ
และสถานะของสาร

ตวั ช้วี ดั ชนั้ ป

1. วเิ คราะหแ ปลความหมายขอ้ มลู และคาำ นวณปรมิ าณความรอ้ นทที่ าำ ใหส้ สารเปลย่ี นอณุ หภมู แิ ละเปลย่ี นสถานะ
โดยใชส้ มการ Q  mct และ Q  mL (ว 2.3 ม.1/1)

2. ใช้เทอรมอมเิ ตอรในการวัดอณุ หภมู ขิ องสสาร (ว 2.3 ม.1/2)
3. สรา้ งแบบจำาลองท่อี ธบิ ายการขยายตัวหรอื หดตัวของสสารเน่ืองจากไดร้ ับหรือสญู เสยี ความร้อน (ว 2.3 ม.1/3)
4. ตระหนักถึงประโยชนของความร้อนของการหดหรือขยายตัวของสสารเน่ืองจากความร้อน โดยวิเคราะห

สถานการณปญหา และเสนอแนะวธิ ีการนำาความรมู้ าแกป้ ญหาในชวี ิตประจำาวนั (ว 2.3 ม.1/4)
5. วเิ คราะหส ถานการณก ารถา่ ยโอนความรอ้ นและคาำ นวณปรมิ าณความรอ้ นทถ่ี า่ ยโอนระหวา่ งสสารจนเกดิ สมดลุ

ความรอ้ นใชส้ มการ Qสญู เสยี = Qไดร้ บั (ว 2.3 ม.1/5)
6. สร้างแบบจำาลองที่อธิบายการถ่ายโอนความร้อนโดยการนำาความร้อน การพาความร้อน การแผ่รังสี (ว 2.3

ม.1/6)
7. ออกแบบ เลอื กใช้ และสร้างอุปกรณเพ่ือแก้ปญหาในชวี ิตประจาำ วันโดยใช้ความรเู้ กยี่ วกบั การถ่ายโอนความร้อน

(ว 2.3 ม.1/7)

2 วิทยาศาสตร์ ม.1
ความรอ้ นจากวตั ถหุ นง่ึ ถา่ ยเทไปสอู่ กี วตั ถหุ นง่ึ ได้
อยา่ งไร และมีผลตอ่ วตั ถอุ ยา่ งไร

แนวคิดหลัก

ความร้อนเป็นพลังงานที่ถ่ายโอนจากวัตถุหรือระบบท่ีมีอุณหภูมิสูงกว่าไปยังวัตถุหรือระบบท่ีมีอุณหภูมิต�่ำกว่า
สว่ นระดบั ความรอ้ น เรยี กว่า อณุ หภูมิ ซึ่งวดั ได้ด้วยเทอรม์ อมิเตอร์ การถ่ายโอนความร้อนมี 3 วิธี การน�ำความร้อนเปน็
การถา่ ยโอนความรอ้ นผา่ นอนภุ าคทเ่ี ปน็ ตวั กลาง การพาความรอ้ นเปน็ การถา่ ยโอนความรอ้ นโดยอนภุ าคของตวั กลางเคลอื่ นที่
และพาความรอ้ นไปดว้ ย สว่ นการแผร่ งั สคี วามรอ้ นเปน็ การถา่ ยโอนความรอ้ นทไ่ี มต่ อ้ งมตี วั กลาง ความรอ้ นจะทำ� ใหส้ ารเปลย่ี น
อุณหภมู หิ รือสถานะของสารได้ และสามารถคำ� นวณหาปริมาณความร้อนที่ใช้ได้จาก Q  mct และ Q  mL วัตถสุ เี ข้ม
มีสมบัติในการดูดกลืนและคายความร้อนมากกว่าวัตถุสีอ่อน การถ่ายโอนความร้อน การดูดกลืนและการคายความร้อน
น�ำไปใช้ประโยชน์ไดห้ ลายดา้ น

1. ความรอ้ นกบั อุณหภมู ิ

แนวคดิ สำ�คัญ 1.1 ความร้อน

ความรอ้ นเปน็ พลงั งานทถี่ า่ ยโอนจาก ความร้อน (heat) หมายถึง พลังงานท่ีถ่ายโอน
วัตถุหรือระบบที่มีอุณหภูมิสูงกว่าไปยังวัตถุ จากวัตถุหรือระบบท่ีมีอุณหภูมิสูงกว่าไปยังวัตถุหรือ
หรือระบบทม่ี ีอณุ หภมู ติ ำ่� กวา่ ระบบทม่ี ีอณุ หภูมิต่ำ�กว่า เชน่ ถ้าใสก่ ้อนหินทมี่ อี ุณหภมู ิ
อณุ หภมู เิ ปน็ ระดบั ความรอ้ นของวตั ถุ 40 องศาเซลเซียส ลงในน้ำ�ท่ีมีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส
วดั ไดโ้ ดยใชเ้ ทอรม์ อมเิ ตอร์ อณุ หภมู สิ ามารถ จะเกิดการถ่ายโอนความร้อนจากก้อนหินไปยังน้ำ�
ใชเ้ ปรยี บเทยี บระดบั ความรอ้ นของวัตถุ การถ่ายโอนความร้อนระหว่างวัตถุหรือระบบจะเกิดข้ึน
เมอ่ื วตั ถุหรือระบบมีอณุ หภมู ิแตกต่างกนั

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 6 ความรอ้ น 3

การเปรียบเทยี บปริมาณความร้อนมหี ลักการดงั นี้
ปรมิ าณความร้อนขึน้ อยกู่ ับชนดิ ของวตั ถุ มวล และอุณหภมู ิ เช่น

กขค

นาำ้ 10 g นาำ้ 10 g น้ำา 5 g

80C 30C 30C

1. วตั ถุชนิดเดียวกัน
- ก กบั ข ตัวแปรควบคุม คือ มวลเท่ากนั แต่ ก อณุ หภูมิสูงกว่า ข ดงั นั้น ก จงึ มีปริมาณ

ความร้อนมากกว่า
- ข กับ ค ตัวแปรควบคุม คือ อุณหภูมิ แต่ ข มีมวลมากกว่า ค ดังน้ัน ข จึงมีปริมาณ

ความรอ้ นมากกว่า
2. สารตา่ งชนิดกนั มีอณุ หภมู ิเท่ากัน จะมีปริมาณความรอ้ นไม่เท่ากนั

นำ้า 100 cm3 เอทานอล 100 cm3 นำ้ามันพืช 100 cm3

30C 30C 30C

หนวยของปรมิ �ณคว�มรอ น

ปรมิ าณความร้อนมหี นว่ ยเปน แคลอรี (calorie) และจูล (joule)
ปริมาณความร้อน 1 แคลอรี หมายถึง ปริมาณความร้อนที่ทำาให้นำ้าบริสุทธ์ิมวล 1 กรัม
มอี ุณหภมู เิ พม่ิ ขน้ึ 1 องศาเซลเซียส

1 แคลอรี  4.186 หรอื 4.2 จูล

4 วิทยาศาสตร์ ม.1

ความร้อนมผี ล ดงั นี้
1. ความร้อนทำาให้สารเปล่ียนสถานะจากของแข็งเปนของเหลวและแกส หรือในทางกลับกัน
ถา้ สารในสถานะแกส คายความร้อนออกกจ็ ะเปลยี่ นสถานะเปนของเหลวและของแขง็ ได้
2. ความร้อนทำาให้อุณหภมู ิของสารเปล่ยี นแปลง
3. ความร้อนอาจทำาให้เกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างสาร เช่น การจุดลวดโลหะแมกนีเซียมต้องใช้
ความร้อนจึงจะทาำ ให้โลหะแมกนเี ซียมทาำ ปฏกิ ริ ิยากบั แกสออกซเิ จนในอากาศ จะไดแ้ มกนเี ซยี มออกไซด

(MgO)

2Mg(s)  O2(g) ⎯→ 2MgO(s)

โลหะแมกนีเซยี ม แกสออกซเิ จน แมกนีเซียมออกไซด

1.2 อณุ หภูมิ

อุณหภูมิ (temperature) คือ ปริมาณท่ีบอกถึงระดับความร้อนของวัตถุหรือระบบ นักเรียน
ใชป้ ระสาทสัมผัสในการเปรยี บเทียบอณุ หภูมขิ องวตั ถไุ ดห้ รือไม่ เรยี นรู้ได้โดยการทำากิจกรรมที่ 6.1

กจิ กรรมการทดลอง

กิจกรรมท่ี 6.1 ความรสู ึกรอ นหรอื เย็นกับอุณหภมู ิ
วิธปี ฏบิ ตั ิ

1. นาำ บีกเกอรข นาด 250 ลูกบาศกเซนติเมตร 3 ใบ โดยที่
- ใบที่ 1 เติมนำ้าและน้ำาแข็งเลก็ นอ้ ยใหม้ ปี ริมาตรประมาณ 150 ลกู บาศกเ ซนตเิ มตร
- ใบท่ี 2 เตมิ นำ้าปริมาตร 150 ลกู บาศกเซนตเิ มตร
- ใบท่ี 3 เตมิ นำ้าเดอื ดปริมาตร 50 ลูกบาศกเ ซนติเมตร และนา้ำ ปริมาตร 100 ลกู บาศก
เซนติเมตร แลว้ ใช้แทง่ แกว้ คนให้ทว่ั

2. นำาบีกเกอรท้งั 3 ใบ มาวางเรยี งกนั ดงั รูป

นาำ้ แขง็ น้าำ 150 cm3 นำา้ ร้อน 50 cm3  น้าำ 100 cm3
น้ำาทีม่ นี ำ้าแข็ง 150 cm3 บีกเกอรใบท่ี 2 บกี เกอรใบที่ 3
บกี เกอรใ บท่ี 1

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 6 ความร้อน 5

3. ใช้นว้ิ ชี้ซ้ายจุ่มลงไปในบกี เกอรใบท่ี 1 และใชน้ ิ้วช้ีขวาจุ่มลงไปในบีกเกอรใ บท่ี 3 ประมาณ
1 นาที สงั เกตความรสู้ กึ รอ้ นหรอื เย็น แล้วบนั ทกึ ผล

4. ยกนวิ้ ชี้ทั้งสองขึน้ พร้อมกันแล้วจ่มุ ลงไปในบกี เกอรใบที่ 2 พร้อมกันทันทีเปนเวลา 1 นาที
สังเกตความรู้สกึ ร้อนหรอื เย็น แลว้ บันทกึ ผล

5. ใช้เทอรมอมิเตอรวัดอุณหภูมิของน้ำาในบีกเกอรท่ี 1 และ 3 ให้กระเปาะเทอรมอมิเตอร
อยู่ตรงกลางของนาำ้ เมอื่ ระดับของเหลวในเทอรมอมเิ ตอรค งท่ี อา่ นอณุ หภมู ิในระดับสายตา
แลว้ บันทึกผล

หมายเหตุ: การทดลองน้เี ปนการตรวจสอบอณุ หภูมิของนาำ้ แต่เตมิ น้าำ ในบีกเกอรใบที่ 1 2 และ
3 ในปรมิ าตรเท่ากันเพื่อเปนการควบคุมตัวแปร

น้าำ แข็ง

นำา้ ท่ีมนี ้ำาแขง็ 150 cm3 นำ้า 150 cm3 นำ้าร้อน 50 cm3  นา้ำ 100 cm3
บีกเกอรใ บท่ี 1 บกี เกอรใบที่ 2 บกี เกอรใบที่ 3

ตวั อยา่ งตารางบันทกึ ผลการทดลอง

การทดลอง ผลการทดลอง
1. จ่มุ นวิ้ ชซ้ี า้ ยลงในบีกเกอรใ บท่ี 1 ให้นกั เรียนบนั ทึกผลการทดลอง
2. จมุ่ น้วิ ชีข้ วาลงในบกี เกอรใ บที่ 3
3. จ่มุ น้วิ ช้ีขวาและซ้ายลงในบกี เกอรใ บท่ี 2 ลงในสมดุ ประจำาตวั นกั เรยี น

พรอ้ มกัน
4. วัดอุณหภมู ขิ องนา้ำ ในบกี เกอรใบที่ 1
5. วดั อณุ หภมู ขิ องน้ำาในบกี เกอรใบท่ี 3

6 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

คําถามทา้ ยกจิ กรรม
1. เมื่อจุ่มน้ิวชี้ลงในบีกเกอรใบที่ 1 ที่มีนำ้าแข็งจะรู้สึกอย่างไร และเมื่อนำามาจุ่มในบีกเกอร
ใบที่ 2 ทม่ี นี ้าำ จะรูส้ กึ อย่างไร
2. เม่ือจุ่มน้ิวชี้ลงในบีกเกอรใบท่ี 3 ที่มีน้ำาร้อนผสมกับน้ำาจะรู้สึกอย่างไร และเม่ือนำามาจุ่ม
ในบกี เกอรใ บท่ี 2 ทม่ี นี ้ำาจะรูส้ กึ อยา่ งไร
3. ความรสู้ กึ รอ้ นหรอื เยน็ โดยการสงั เกตจากผวิ สมั ผสั บอกระดบั ความรอ้ นหรอื เยน็ ไดเ้ ทยี่ งตรง
หรือไม่ เพราะเหตใุ ด
4. การบอกระดับความร้อนควรปฏบิ ัติอย่างไร
5. จากผลการทำากิจกรรมจะสรุปเก่ียวกับความรู้สึกร้อนหรือเย็นกับการเปรียบเทียบระดับ
ของความร้อนและวธิ ีการใชเ้ ทอรม อมเิ ตอรว ดั อุณหภมู ิไดอ้ ย่างไร

จากผลการทำากิจกรรมที่ 6.1 พบว่า
1. ถา้ ใชน้ วิ้ จุม่ ในน้ำาเย็นแลว้ มาจุ่มในน้ำาอณุ หภมู ิปกติจะรสู้ ึกอนุ่ หรอื ร้อนขน้ึ
2. ถา้ ใช้น้วิ จมุ่ ในนำ้าร้อนแลว้ มาจมุ่ ในนำ้าอุณหภูมิปกตจิ ะรู้สกึ เย็น
3. ผิวสัมผัสไม่สามารถบอกระดับของความร้อนหรือเย็นของส่ิงต่าง ๆ ได้เที่ยงตรง จึงต้องใช้
เทอรม อมิเตอรว ดั อณุ หภูมิของส่ิงตา่ ง ๆ จงึ จะทราบระดบั ความรอ้ นท่ีให้คา่ เที่ยงตรงได้
4. การใช้เทอรมอมิเตอรวัดระดับความร้อนหรืออุณหภูมิต้องจุ่มเทอรมอมิเตอรให้กระเปาะ
ของเทอรมอมิเตอรอยู่ตรงกลางของสาร และรอให้ระดับของเหลวในเทอรมอมิเตอรคงท่ีจึงจะอ่าน
คา่ อณุ หภมู ิ โดยใหต้ าำ แหนง่ ทอ่ี า่ นตรงกบั ระดบั สายตา และไมค่ วรใชว้ ดั สารทมี่ อี ณุ หภมู สิ งู เกนิ ขดี อณุ หภมู ิ
สูงสดุ ของเทอรม อมิเตอร เพราะหลอดแก้วภายในอาจถูกของเหลวทีข่ ยายตวั ดนั ให้แตกได้
เทอรมอมิเตอรมีท้ังแบบกระเปาะ แบบดิจิทัล และแบบที่มีหน้าปด ถ้าเปนเทอรมอมิเตอร
ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการท่ัวไปจะมีอุณหภูมิระหว่างจุดหลอมเหลวของน้ำากับจุดเดือดของน้ำา แต่ถ้าเปน
เทอรม อมิเตอรว ัดไข้แบบธรรมดาจะมอี ุณหภูมอิ ยู่ระหว่าง 35–42 หรอื 35–50 องศาเซลเซยี ส

หนวยบอกอณุ หภมู ขิ องเทอรม อมเิ ตอร

หนว่ ยบอกอณุ หภมู ขิ องเทอรม อมเิ ตอรท น่ี ยิ มใชม้ ี 3 แบบ คอื องศาเซลเซยี ส (C) องศาฟาเรนไฮต
(F) และเคลวนิ (K) ซงึ่ จาำ นวนขดี แสดงอณุ หภมู ริ ะหวา่ งจดุ เยอื กแขง็ กบั จดุ เดอื ดของนาำ้ ของเทอรม อมเิ ตอร
แต่ละแบบจะไม่เท่ากนั ดงั รูปท่ี 6.1

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 6 ความรอ้ น 7

องศาเซลเซียส (C) เคลวนิ (K) องศาฟาเรนไฮต (F) หน่วยของอณุ หภูมิ
มคี วามสัมพันธก ันดังน้ี
373
จดุ เดือด 100 212 C F32 K273
5 9 5
100 ่ชอง  
100 ่ชอง
180 ่ชอง

จดุ เยอื กแขง็ 0 273 32

รปู ที่ 6.1 หนว ยบอกอุณหภูมขิ องเทอรมอมิเตอร

ชนดิ ของเทอร์มอมิเตอร์ จุดเยือกแข็งของนํา้ จุดเดอื ดของน้าํ จาํ นวนชอ่ ง

แบบองศาเซลเซียส (C) 0C 100C 100
แบบเคลวิน (K) 273 K 373 K 100
แบบองศาฟาเรนไฮต (F) 32F 212F 180

ของเหลวที่บรรจุในหลอดแก้วท่ีอยู่ภายในเทอรมอมิเตอรจะใช้ของเหลวท่ีขยายตัวได้ง่าย
เม่อื ได้รบั ความรอ้ น และหดตัวไดง้ ่ายเมอื่ คายความรอ้ น เช่น ปรอท แอลกอฮอลผ สมสี (เพือ่ ให้สงั เกต
เห็นได้ง่าย)

ก. เทอรมอมเิ ตอรแบบกระเปาะ ข. เทอรม อมิเตอรแบบดจิ ทิ ัล ค. เทอรมอมเิ ตอรแบบทีม่ หี น้าปด
รปู ท่ี 6.2 เทอรม อมิเตอรชนดิ ตา งๆ

8 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

ตวั อยา่ งที่ 1 นักบินรายงานว่าอุณหภูมิภายนอกเครื่องบินเท่ากับ 85 องศาฟาเรนไฮต อุณหภูมิ
จะเทา่ กับเทา่ ไรในหนว่ ยองศาเซลเซียสและเคลวนิ
วิธที ํา 1. เปล่ยี นอณุ หภูมิในหน่วยองศาฟาเรนไฮตเ ปน องศาเซลเซยี ส
การวดั อุณหภมู ิ
จากสูตร C  F32 ของสาร
59
เปน การถา่ ยโอน
แทนค่า C  85 32 ความรอ้ น
5 9
ระหว่างสารกบั
C 117 5 ของเหลวทีบ่ รรจุ
9 ในเทอรมอมเิ ตอร
ซึ่งอาจเปน ปรอท
 65C หรือแอลกอฮอล

ดงั นน้ั อณุ หภูมิ 85 องศาฟาเรนไฮต จงึ เท่ากับ 65 องศาเซลเซยี ส ท่ีใส่สแี ดง

2. เปล่ยี นอณุ หภูมใิ นหนว่ ยองศาเซลเซยี สเปน เคลวิน

จะเปลี่ยนจากหนว่ ยองศาฟาเรนไฮต K  C273
เปน เคลวนิ ก็ได้  65273
F32  K273  208 K
9 5

ดังนน้ั อณุ หภูมิ 65 องศาเซลเซียส จงึ เทา่ กบั 208 เคลวนิ ตอบ

กจิ กรรมตรวจสอบการเรียนรูท้ ่ี 6.1

1. รนิ น้าำ ปรมิ าตร 10 ลูกบาศกเซนติเมตร อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส ลงในบีกเกอรท ่ีมนี ำ้าปริมาตร
40 ลูกบาศกเซนติเมตร อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส มีการถ่ายโอนความร้อนเกิดข้ึนหรือไม่
เพราะเหตใุ ด

2. ลูกเหล็กมวล 50 กรมั อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เม่อื นาำ ไปเผาจนมอี ุณหภมู ิ 80 องศาเซลเซียส
ลูกเหล็กหลังเผาจะมคี วามรอ้ นสงู กว่าลกู เหลก็ กอ่ นเผาหรือไม่ เพราะเหตใุ ด

3. กอ้ นหนิ อณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส กบั ลูกแก้วอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซยี ส วตั ถใุ ดมคี วามรอ้ น
สูงกว่า และเปรยี บเทียบปรมิ าณความรอ้ นไดห้ รือไม่ เพราะเหตใุ ด

4. ถ้าใช้เทอรมอมิเตอรวัดไข้โดยหนีบกระเปาะเทอรมอมิเตอรใต้รักแร้ เมื่ออ่านอุณหภูมิได้ 37
องศาเซลเซียส จะแปลความหมายวา่ อย่างไร เพราะเหตุใด

5. ถ้าอ่านอุณหภูมิทีห่ บุ เขาได้ 40 องศาเซลเซยี ส จะเท่ากับกอี่ งศาฟาเรนไฮต และกเ่ี คลวนิ

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 6 ความร้อน 9

2. การถา ยโอนความร้อน

แนวคิดส�ำ คญั การถ่ายโอนความร้อน (heat transfer)
เปนการถ่ายโอนความร้อนจากวัตถุหรือระบบท่ีมี
การถา่ ยโอนความรอ้ นเปน็ การถา่ ยโอน อุณหภูมิสูงไปสู่วัตถุหรือระบบที่มีอุณหภูมิต่ำากว่า
ความร้อนจากวัตถหุ รอื ระบบทีม่ ีอุณหภูมสิ ูง มี 3 วธิ ี ดังนี้
ไปยังวัตถุหรือระบบที่มีอุณหภูมิต่�ากว่า
จนกระท่ังอุณหภูมิท้ัง 2 บริเวณเท่ากัน 2.1 การนาํ ความรอ้ น
จงึ จะหยดุ ถา่ ยโอนความรอ้ น เรยี กภาวะนวี้ า่
สมดลุ ความรอ้ น ซงึ่ การถา่ ยโอนความรอ้ นมี การนําความร้อน (heat conduction)
3 วธิ ี คอื การนา� ความรอ้ น การพาความรอ้ น เปนการถ่ายโอนความร้อนจากวัตถุหรือระบบที่มี
และการแผ่รงั สีความร้อน อุณหภูมิสูงผ่านวตั ถทุ ีเ่ ปนตวั กลางซ่ึงอยู่กับท่ี โดยจะ
ส่งผ่านความร้อนต่อๆ กันไปจนถึงวัตถุหรือระบบ
ทม่ี อี ณุ หภูมติ า่ำ กวา่

วัตถทุ ่มี สี มบตั ิในการถา่ ยโอนความรอ้ นไดร้ วดเรว็ จัดเปน ตัวนาำ ทด่ี ี

ความร้อน ความร้อน ความร้อน

ตัวนำาความร้อน
วัตถุอยู่กบั ท่ี ความรอ้ นเคลอ่ื นทผี่ า่ นไป

รปู ที่ 6.3 การนําความรอน

นักเรยี นคิดว่าเหตใุ ดภาชนะทใี่ ช้หุงต้มอาหารจงึ ทาำ จากโลหะ

สารแตล่ ะชนดิ นาำ ความรอ้ นไดห้ รอื ไม่ และความสามารถในการนาำ ความรอ้ นแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
ศึกษาได้จากการทาำ กจิ กรรมท่ี 6.2

10 วิทยาศาสตร์ ม.1

กิจกรรมการทดลอง

กิจกรรมท่ี 6.2 การนําความรอน แทง่ ทองแดง แทง่ ไม้ แทง่ เหล็ก
วิธปี ฏิบตั ิ
1. ตัดกระดาษแข็งหรือฝากล่องกระดาษแข็งเปน กระดาษแขง็ ดนิ น้าำ มัน

รูปสี่เหลี่ยมให้มีขนาดใหญ่กว่าปากบีกเกอรขนาด
250 ลูกบาศกเซนตเิ มตร
2. นำาแท่งเหล็ก แท่งไม้ และแท่งทองแดงที่มีขนาด นำ้า

เท่ากัน ชนดิ ละ 1 อัน เสยี บทะลุกระดาษแขง็
3. ใส่น้ำาปริมาตร 150 ลูกบาศกเซนติเมตร ลงในบีกเกอรขนาด 250 ลูกบาศกเซนติเมตร
ปดปากบกี เกอรด ้วยกระดาษแขง็ ทีเ่ สียบดว้ ยแท่งเหลก็ แทง่ ทองแดง และแท่งไม้ที่มีขนาด
เทา่ กนั ดงั รปู
4. นำาดินน้ำามันปนเปนก้อนกลมขนาดเท่า ๆ กันจำานวน 12 ก้อน ติดไว้กับแท่งเหล็ก
แท่งทองแดง และแท่งไม้ใหม้ รี ะยะหา่ งเท่า ๆ กันชนดิ ละ 4 กอ้ น จดุ ตะเกยี งให้ความร้อน
เปน เวลา 5-7 นาที สงั เกตการรว่ งของดินนาำ้ มัน บนั ทกึ ผล

ตวั อยา่ งตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง

การรว่ งของดนิ นํา้ มัน วัตถุทใ่ี ช้เปนตัวนาํ

ลําดบั ท่ี ตาํ แหนง่ แทง่ ไม้ แท่งเหลก็ แทง่ ทองแดง

ให้นักเรียนบันทึกผลการทดลอง
ลงในสมดุ ประจาำ ตวั นักเรียน

คาํ ถามทา้ ยกิจกรรม
1. ดินน้ำามนั ทีร่ ว่ งเปน อันดบั แรก ร่วงจากวัตถตุ วั นำาชนดิ ใด
2. ดนิ นาำ้ มนั ท่ีรว่ งเปน อนั ดับแรกอยู่ทางด้านใดของวตั ถุ
3. การทด่ี ินนาำ้ มนั หลน่ จากวัตถุไดน้ นั้ เนือ่ งมาจากสาเหตุใด
4. การร่วงของดินน้ำามันที่ติดไว้กับแท่งเหล็กและแท่งทองแดงมีลำาดับการร่วงเหมือนกัน
หรอื ไม่ อยา่ งไร
5. จากผลการทดลองมีวตั ถุใดทีไ่ ดร้ บั ความรอ้ น แลว้ ดินน้ำามันไม่ร่วงบา้ งหรอื ไม่
6. การท่ปี ลายด้านหนึ่งของแทง่ ไมไ้ ดร้ ับความร้อนแล้วดนิ นำ้ามนั ไมร่ ว่ งนั้นเปนเพราะเหตุใด
7. จากผลการทดลอง วตั ถใุ ดบา้ งทม่ี สี มบตั นิ าำ ความรอ้ นได้

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 6 ความร้อน 11

ตวั นําความร้อน หมายถึง วตั ถทุ ี่ความรอ้ นสามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้ โลหะทุกชนดิ มีสมบัติ
เปน ตวั นาำ ความรอ้ นทด่ี ี โดยเฉพาะเงนิ นาำ ความรอ้ นไดด้ ที ส่ี ดุ โลหะทองแดงนาำ ความรอ้ นไดด้ ี แตน่ อ้ ยกวา่
โลหะเงิน อโลหะทม่ี ีสมบัตใิ นการนาำ ความร้อนได้ คอื แกรไฟตห รือไส้ดนิ สอดำา ส่วนอโลหะชนิดอืน่ ๆ
เปน ฉนวนความร้อน

ฉนวนความร้อน หมายถึง วัตถุท่คี วามรอ้ นเคล่อื นทผี่ ่านไดไ้ ม่ดหี รอื ไม่สามารถผา่ นได้ อโลหะ
ท้งั หลายมสี มบัตเิ ปนฉนวนความรอ้ น ไมว่ า่ จะเปนแกว้ ไม้ พลาสตกิ ยกเวน้ แกรไฟตเ ปนตวั นาำ ความร้อน

2.2 การพาความรอ้ น

การพาความร้อน (heat convection) เปนการถา่ ยโอนความรอ้ นทีต่ อ้ งมตี ัวกลางพาความรอ้ น
ไปกับอนุภาคของตัวกลางท่ีเคลื่อนที่ พาความร้อนจากวัตถุหรือระบบท่ีมีอุณหภูมิสูงไปสู่วัตถุหรือระบบ
ทมี่ อี ณุ หภมู ติ าำ่ การพาความรอ้ นมลี กั ษณะการถา่ ยโอนความรอ้ นอยา่ งไร ศกึ ษาจากการทาำ กจิ กรรมท่ี 6.3

กิจกรรมการทดลอง

กจิ กรรมท่ี 6.3 การพาความรอนมีลักษณะอยางไร
วิธปี ฏบิ ัติ
1. เตมิ นา้ำ ปรมิ าตร 150 ลกู บาศกเ ซนตเิ มตร ลงในบกี เกอร
ขนาด 250 ลูกบาศกเซนติเมตร ใส่ก้อนจุนสีลงไปที่ ความร้อน

กลางบกี เกอรแ ลว้ นาำ ไปใหค้ วามรอ้ น จนุ สี
2. นาำ มือไปองั เหนอื บกี เกอร และสังเกตสีที่ก้อนจนุ สี และ
สงั เกตความรอ้ นบนฝามือ ดังรูป ถ้ารูส้ กึ รอ้ นมากให้นำา
มอื ออก
3. การใส่จุนสีซ่ึงเมื่อละลายในน้ำาจะมีสีฟา ช่วยให้สังเกตเห็นการเคล่ือนที่ของน้ำาเมื่อได้รับ
ความรอ้ นได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างตารางบันทึกผลการทดลอง

การทดลอง ผลการสงั เกต

1. เตมิ นาำ้ ปรมิ าตร 150 cm3 ใสก่ อ้ นจนุ สี ให้นักเรยี นบันทกึ ผลการทดลอง
แล้วนำาไปใหค้ วามร้อน ลงในสมดุ ประจาำ ตัวนักเรียน

2. ใช้ฝามอื อังเหนือบกี เกอร

12 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

คําถามทา้ ยกิจกรรม
1. น้าำ จากด้านลา่ งของบีกเกอรเคลอ่ื นที่สูด่ ้านบนหรอื ไม่ สงั เกตจากอะไร
2. อนุภาคนา้ำ มีการพาความรอ้ นหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
3. เม่ือสังเกตท่ีฝา มอื จะรูส้ ึกอย่างไร เพราะเหตุใด
4. สารทพี่ าความร้อนได้ดอี ย่ใู นสถานะใด เพราะเหตุใด
5. สรุปการถา่ ยโอนความร้อนโดยวธิ พี าความรอ้ นจากการทาำ กจิ กรรมไดอ้ ยา่ งไร

จากการทาำ กจิ กรรมท่ี 6.3 สรปุ ไดด้ ังน้ี
1. การต้มน้ำา ความร้อนจากด้านล่างของภาชนะถูกพาข้ึนมาด้านบนของภาชนะได้เน่ืองจาก
อนภุ าคของของเหลวและอนภุ าคของแกส มพี ลงั งานจลน เคลอื่ นทไี่ ด้ เมอื่ ไดร้ บั ความรอ้ นจงึ พาความรอ้ น
จากดา้ นลา่ งขึ้นมายังดา้ นบนของภาชนะ สังเกตไดจ้ ากการเคลอ่ื นท่ีของสจี ุนสี
2. แกสมีสมบัติในการพาความร้อนได้ดีท่ีสุด เน่ืองจากอนุภาคของแกสเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า
ของเหลว จึงพาความร้อนไปได้ดี
ผลของการถา่ ยโอนความรอ้ นโดยการพาความรอ้ นทเี่ กดิ ขนึ้ ในธรรมชาติ เชน่ การเกดิ ลม ซงึ่ เปน
การเคลื่อนที่ของอากาศ โดยอากาศร้อนจะขยายตัวและลอยสูงข้ึน ในขณะท่ีอากาศเย็นจะเคล่ือนท่ี
เข้าไปแทนท่ี ทำาให้เกดิ ลมหรืออากาศเคลื่อนที่จากบริเวณหนงึ่ ไปสู่อกี บรเิ วณหนงึ่ ได้

2.3 การแผร งั สีความรอ้ น

การแผ่รังสีความร้อน (heat radiation) เปนการถ่ายโอนความร้อนจากจุดหน่ึงไปอีก
จุดหน่ึง ซึ่งความร้อนที่ออกจากแหล่งกำาเนิดจะอยู่ในรูปคล่ืนแม่เหล็กไฟฟาท่ีสามารถเคลื่อนท่ีไปยังอีก
จุดหนงึ่ โดยไม่ตอ้ งอาศยั ตวั กลาง และมีอตั ราเร็วในการเคลอื่ นท่สี ูง ดังนน้ั ในสญุ ญากาศกส็ ามารถเกดิ
การแผ่รังสีความร้อนได้ เช่น การแผ่รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย่ผ่านอวกาศซ่ึงเปนสุญญากาศมายงั
ชน้ั บรรยากาศของโลก

หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 ความรอ้ น 13

กจิ กรรมเพื่อการเรยี นรู้

กิจกรรมท่ี 6.4 การแผรงั สคี วามรอนมีลักษณะอยางไร
ศึกษาวิเคราะหร ปู ท่กี าำ หนดให้

มือ ตะแกรงโลหะ

B

C

ถุงมอื A
เตาถ่าน
ก้อนถ่านทต่ี ิดไฟ

คาํ ถามทา้ ยกจิ กรรม
1. บรเิ วณเหนอื กอ้ นถา่ น คอื A มีอากาศหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
2. ปลาได้รับความร้อนจากถ่านท่ีกำาลังลุกไหม้หรือไม่ มีตัวกลางในการถ่ายโอนความร้อน
จากถ่านไปยังตวั ปลาหรอื ไม่
3. มอื ท่อี ังอยดู่ ้านขา้ งเตาถ่านบรเิ วณ C ได้รบั ความร้อนหรอื ไม่ และมตี ัวกลางในการถา่ ยโอน
ความร้อนหรือไม่ เพราะเหตุใด
4. มอื ที่อังเหนือเตาถ่านได้รับความร้อนหรอื ไม่ อยา่ งไร
5. เหตใุ ดจึงต้องใส่ถุงมอื จับตะแกรงโลหะ
6. สรุปการถ่ายโอนความร้อนจากการทำากจิ กรรมน้ี

จากการทำากิจกรรมที่ 6.4 สรุปไดด้ งั น้ี
1. บริเวณเหนือก้อนถ่าน (A) มีอากาศ เพราะก้อนถ่านติดไฟได้ แสดงว่า มีแกสออกซิเจน
ช่วยใหไ้ ฟตดิ เนือ่ งจากอากาศรอ้ นลอยขึน้ สงู อากาศภายนอกจะเข้าไดท้ างชอ่ งของเตาถา่ น
2. ปลาได้รบั ความรอ้ นจากถา่ นท่กี ำาลงั ลกุ ไหม้ 3 วิธี คือ

1) การพาความร้อนจากถ่านท่ีกำาลังลุกไหม้ โดยอนุภาคของอากาศพาความร้อนเคลื่อนที่
ลอยขน้ึ จากถา่ น

2) การแผร่ งั สคี วามรอ้ นจากเปลวไฟของถา่ นท่ีกำาลังลุกไหม้โดยไม่ตอ้ งอาศัยตัวกลาง
3) ตะแกรงโลหะที่ได้รับความร้อนถ่ายโอนความร้อนผ่านอนุภาคของโลหะที่ไม่เคล่ือนท่ี
ไปส่ปู ลา
3. มือที่อังอยู่ด้านข้างเตาถ่าน (C) ได้รับความร้อนจากเตาถ่านที่กำาลังลุกไหม้ โดยวิธีแผ่รังสี
ความร้อนเทา่ นัน้ เนือ่ งจากไม่มอี ากาศเคลอื่ นท่ผี ่านดา้ นข้างของเตาถา่ น

14 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

4. มอื ทีอ่ งั เหนอื เตาถ่าน (B) ไดร้ ับความร้อนจากการพาความรอ้ นของอากาศทลี่ อยขึน้ มา และ
การแผ่รังสคี วามรอ้ นจากเปลวไฟของถา่ นที่กำาลงั ลกุ ไหม้

5. การใส่ถุงมือจับตะแกรงโลหะ เน่ืองจากโลหะเปนตัวนำาความร้อนท่ีดี ยอมให้ความร้อน
ถ่ายโอนผ่านอนุภาคของโลหะท่ีไม่เคลื่อนท่ี จึงต้องใส่ถุงมือท่ีทำาด้วยผ้าซึ่งเปนฉนวนความร้อน
เพ่ือปองกันไมใ่ หค้ วามรอ้ นผา่ นมาสู่มอื หรอื ผ่านมาไดน้ ้อย

6. กิจกรรมท่ี 6.4 น้ี มกี ารถา่ ยโอนความร้อน 3 วิธี คือ
1) การนาำ ความรอ้ น เกดิ จากการถา่ ยโอนความรอ้ นจากเปลวไฟของถา่ นทลี่ กุ ไหมผ้ า่ นอนภุ าค

ของเหลก็ ซ่ึงเปน ตวั กลางทไ่ี มเ่ คลื่อนที่
2) การพาความรอ้ น เกดิ จากการถา่ นโอนความรอ้ นจากเปลวไฟของถา่ นทล่ี กุ ไหมโ้ ดยมอี ากาศ

เปนตวั กลางพาความร้อนไปกบั อนภุ าคของอากาศท่เี คลือ่ นท่ี
3) การแผ่รังสีความร้อน เปนการถ่ายโอนความร้อนจากเปลวไฟของถ่านท่ีกำาลังลุกไหม้

โดยไมต่ อ้ งมีตัวกลาง

กจิ กรรมตรวจสอบการเรยี นร้ทู ่ี 6.2

1. วเิ คราะหร ปู การทดลองจุ่มแท่งเหลก็ แทง่ พลาสติก และแท่งแกว้ ทม่ี ขี นาดเทา่ ๆ กนั ยาวเท่ากัน
และติดกอ้ นดนิ นำ้ามันระยะเดยี วกันลงในนำา้ ร้อน

แท่งพลาสตกิ ดนิ นา้ำ มนั

แท่งเหลก็ แท่งแกว้

ก้อนดินน้ำามันที่ติดอยู่ที่แท่งใดจะหลุดก่อนและ
แทง่ ใดจะหลดุ หลังสุด เพราะเหตใุ ด

นำ้า 100 C

2. จากรูป ระหว่างบ้านคุณโตกบั บา้ น ทศิ ทางลม บ้านคณุ กลาง
คุณกลาง บ้านหลังใดเหมาะสม บา้ นคณุ โต
กับสภาพอากาศในประเทศไทย
เพราะเหตุใด

หน่วยการเรียนรู้ท่ี 6 ความรอ้ น 15

3. การประกอบอาหารตามรา้ นอาหารจะทาำ ปลอ่ งควนั ไวเ้ หนอื เตาไฟเพอ่ื อะไร
4. จากรปู การตม้ นาำ้ บรเิ วณด้านบนของหลอดทดลอง เมือ่ ใช้มือสัมผัสบริเวณ

ก้นหลอดทดลองจะรู้สึกรอ้ นหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
5. ในการก่อกองไฟจะสังเกตเห็นควันไฟลอยสูงข้ึนสู่บรรยากาศด้านบนได้

เพราะเหตใุ ด
6. บ้านท่ีตั้งอยู่ในประเทศท่ีมีอากาศหนาวเย็นจะวางท่อน้ำาร้อนไว้ในห้อง

โดยรอบเพือ่ อะไร
7. การอบกล้วยโดยใช้เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ กล้วยได้รับพลังงาน

จากแหลง่ ใด และมกี ารถา่ ยโอนความรอ้ นวธิ ใี ด

3. ปริมาณความรอนกับการเปล่ียนอุณหภูมิ
และสถานะของสาร

3.1 ปริมาณความรอ น
ทเ่ี กี่ยวของกับ
แนวคดิ สาํ คัญ การเปลยี่ นอณุ หภูมิ
และสถานะของสาร
สารเมือ่ ไดร ับความรอ นจะทาํ ใหเกิด
การเปลี่ยนอณุ หภูมิและสถานะ โดยคาํ นวณ เมื่อของแข็งได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นจะมี
ปรมิ าณความรอ นทใี่ ชใ นการเปลยี่ นอณุ หภมู ิ พลังงานจลน์เพิ่มขึ้นจนกระทั่งเกิดการหลอมเหลว
ของสารดวยสูตร Q  mct และคํานวณ
ปริมาณความรอนที่ใชในการเปล่ียนสถานะ
ของสารดวยสูตร Q  mL

ณ จุดหลอมเหลวและเกิดการเดือด ณ จุดเดือด
ของของเหลวนั้น ซ่ึงขณะหลอมเหลวและเดือด
จะมีอุณหภูมิคงที่ท้ัง ๆ ท่ียังให้ความร้อนแก่สาร จึงควรศึกษาเกี่ยวกับปริมาณความร้อนที่เก่ียวข้องกับ
การเปล่ียนสถานะ ซ่ึงเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ให้ความร้อนแก่สารกับอุณหภูมิ
ของสารได้ดังนี้

16 วิทยาศาสตร์ ม.1

อุณหภมู ิ (C) F Q  mct และ Q  mL
จุดเดือด D Q  mL E เป็นสูตรท่ใี ชใ้ นการคาำ นวณ
ปริมาณความรอ้ นของสาร
Q ความรอ้ นแฝง
mct ของการกลายเป็นไอ

จุดหลอมเหลว B Q  mL C

A Q  mct ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว

สารเริ่มเดือด

สารหลอมเหลวหมด t4 เวลา
สารเปลี่ยนสถานะเปน็ ไอหมด
t1 t2 t3

เวลาท่ีสารเร่มิ หลอมเหลว

กราฟที่ 6.1 คว�มสัมพันธร์ ะหว� งเวล�ทีใ่ หคว�มรอนแกส �รกับอุณหภูมขิ องส�ร
และก�รเปล่ียนสถ�นะจ�กของแขง็ เปน แกส

จากกราฟที่ 6.1 แสดงวา่ เมอ่ื เรมิ่ ใหค้ วามรอ้ นแกข่ องแขง็ ชนดิ หนง่ึ ทจ่ี ดุ A อณุ หภมู จิ ะสงู ขนึ้ เรอ่ื ยๆ
จนถงึ จดุ B อุณหภูมจิ ะคงที่เรยี กวา่ จดุ หลอมเหลวของสาร (melting point) เมื่อให้ความรอ้ นต่อไป
อณุ หภมู จิ ะคงทช่ี ว่ งหนึ่งถึงจดุ C ความร้อนท่ีสารได้รบั ชว่ งเวลาจากจดุ B ถึงจุด C เรยี กวา่ ความร้อนแฝง
ของการหลอมเหลว จากจุด C ความร้อนจะทำาให้อุณหภูมิเพ่ิมขึ้นจนถึงจุด D สารจะเริ่มเดือดและ
อณุ หภมู จิ ะคงทเี่ รยี กวา่ จดุ เดอื ดของสาร (boiling point) จากจดุ D สารยงั ไดร้ บั ความรอ้ น โดยอณุ หภมู ิ
ไมเ่ ปล่ยี นแปลงจนถึงจุด E ช่วงความร้อน ทสี่ ารได้รบั จากจุด D ถงึ E เรียกวา่ ความรอ้ นแฝงของ
การกลายเปนไอ ท่ีจุด E ของเหลวจะเปล่ียนสถานะเป็นไอท้ังหมด ถ้าให้ความร้อนต่อไปอุณหภูมิ
ของไอก็จะสูงขน้ึ ได้

ความรอ้ นแฝงของการหลอมเหลว (enthalpy of fusion) หมายถึง ปริมาณความร้อนท่ใี ช้ในการเปลย่ี น
สถานะของของแขง็ ใหก้ ลายเปน็ ของเหลว โดยอณุ หภมู ไิ มเ่ ปลย่ี นแปลง มหี นว่ ยเปน็ จลู ตอ่ กรมั (J/g) หรอื กโิ ลจลู ตอ่
กิโลกรัม (kJ/kg)

ความรอ้ นแฝงของการกลายเปน ไอ (latent heat of vaporization) หมายถึง ปริมาณความร้อนที่ใช้
ในการเปลย่ี นสถานะของของเหลวใหก้ ลายเปน็ ไอ โดยอุณหภมู ไิ มเ่ ปลยี่ นแปลง มหี น่วยเป็น จลู ตอ่ กรัม (J/g) หรือ
กิโลจูลตอ่ กิโลกรมั (kJ/kg)

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 6 ความรอ้ น 17

ในทางกลับกันถ้าจะทำาให้ไอเปล่ียนสถานะเป็นของเหลว ไอน้ำาจะต้องคายพลังงานท่ีได้รับ
เข้าไปออกมาจึงจะเปล่ียนสถานะเป็นของเหลว และถ้าของเหลวจะเปล่ียนสถานะเป็นของแข็งจะต้อง
คายความร้อนออก ดงั กราฟท่ี 6.2

อุณหภมู ิ (C)

จดุ ควบแน่น Q Q = mL Q = mct ลดอณุ หภูมิ
mct
Q = mL
จุดเยอื กแขง็

เวลา

กราฟท่ี 6.2 คว�มสมั พนั ธ์ระหว� งเวล�ท่ีส�รค�ยคว�มรอนกับอุณหภูมขิ องส�ร
และก�รเปลย่ี นสถ�นะจ�กแกสเปน ของแขง็

3.2 คาํ นวณปรมิ าณความรอ นทเ่ี กยี่ วขอ งกบั การเปลย่ี น
อุณหภูมแิ ละสถานะของสาร

ปริมาณความร้อนที่ทำาให้อุณหภูมขิ องสารเพิ่มข้นึ หรอื ลดลง และปรมิ าณความรอ้ นท่ที ำาให้สาร
เปล่ียนสถานะโดยอุณหภมู ิของสารไม่เปลี่ยนแปลงหรือทีเ่ รยี กวา่ ความร้อนแฝง คำานวณไดด้ งั นี้

1. การคำานวณหาปริมาณความร้อนท่ีทำาให้อุณหภูมิของสารเปลี่ยนแปลงโดย
ไมเ่ ปลย่ี นสถานะ เชน่ ปรมิ าณความร้อนทใี่ ห้แกส่ ารจากจุด A ถงึ B และจุด C ถงึ D ดังกราฟที่ 6.1
สามารถคาำ นวณไดด้ ังนี้

Q = mct

เมอื่ Q = ปริมาณความรอ้ น มหี นว่ ยเป็น ความจคุ วามรอ้ นจาำ เพาะ หมายถงึ ปรมิ าณ
จลู (J) หรือกโิ ลจูล (kJ) ความรอ้ นทท่ี าำ ใหส้ ารมวล 1 กรมั มอี ณุ หภมู เิ ปลยี่ นไป
1 องศาเซลเซียส เช่น ความจุความร้อนจำาเพาะ
m = มวลของสาร มหี นว่ ยเปน็ กรมั (g) ของนา้ำ มคี า่ เทา่ กบั 1 แคลอรตี อ่ กรมั -องศาเซลเซยี ส
หรือกิโลกรมั (kg) (cal/gC) หรือ 4.2 จูลต่อกรัม-องศาเซลเซียส
(J/gC)
c = ความจุความรอ้ นจาำ เพาะของสาร
มีหน่วยเป็น จลู ต่อกรัม-องศา
เซลเซียส (J/gC) หรอื แคลอรี
ต่อกรัม-องศาเซลเซยี ส /(cal gC)

t = อุณหภมู ิที่เปลย่ี นแปลงไป มีหน่วย
เป็น องศาเซลเซยี ส (C)

18 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

ตวั อยา่ งที่ 2 เมือ่ ใหค้ วามรอ้ นแก่น้าำ 2 กิโลกรัม ท่ี 30 องศาเซลเซียส จนอณุ หภมู สิ งู ขนึ้ เปน็ 50 องศา

เซลเซยี ส นาำ้ จะไดร้ บั พลงั งานความร้อนเท่าไร กำาหนดให้คา่ ความจุความรอ้ นจำาเพาะของนำ้าเท่ากบั 4.2

จลู ตอ่ กรมั -องศาเซลเซยี ส

วธิ ีทำา คาำ นวณโดยใชส้ ูตร Q = mct

กำาหนดให้ m = 2 kg, c = 4.2 J/gC, t = 50-30 = 20C

แทนค่า Q = 24.220

เปลีย่ นหน่วยมวลใหเ้ ป็นกรมั = (21000)4.220

= 16,800 J

ดงั นัน้ นา้ำ ได้รับปรมิ าณความรอ้ นเทา่ กบั 16.8 กโิ ลจูล ตอบ
2. การคาำ นวณหาปรมิ าณความรอ้ นทใ่ี ช้ในการเปลีย่ นสถานะของสาร ได้ดงั นี้

Q = mL

เมอ่ื Q = ความรอ้ นแฝง มีหน่วยเปน็ จลู (J)
m = มวลของสาร มหี นว่ ยเปน็ กรมั (g) หรือกิโลกรมั (kg)
L = ความรอ้ นแฝงจำาเพาะ มีหน่วยเป็น จลู ตอ่ กรมั (J/g) หรือแคลอรีต่อกรมั (cal/g)

คา่ ความรอ้ นแฝงจาำ เพาะของการหลอมเหลว
ของนำ้าแข็ง มีค่าประมาณ 80 แคลอรี
ตอ่ กรัม หรอื 336 จูลตอ่ กรมั

ค่าความร้อนแฝงจำาเพาะของการกลาย
เปน็ ไอของนา้ำ มคี า่ ประมาณ 540 แคลอรี
ตอ่ กรัม หรือ 2,268 จลู ต่อกรัม

หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 6 ความร้อน 19

ตวั อยา่ งที่ 3 ตม้ นาำ้ 5 กรัม ทอี่ ุณหภูมิ 100 องศาเซลเซยี ส ใหเ้ ปลี่ยนสถานะเปน็ ไอทง้ั หมด ท่ีอุณหภูมิ
100 องศาเซลเซยี ส คา่ ความรอ้ นแฝงทใ่ี ชใ้ นการเปลย่ี นสถานะมคี า่ เทา่ ไร กาำ หนดใหค้ า่ ความรอ้ นแฝง

จาำ เพาะของการกลายเปน็ ไอของน้าำ เทา่ กบั 540 แคลอรตี ่อกรมั -องศาเซลเซียส
วิธที ำา คาำ นวณโดยใชส้ ตู ร Q = mL
กาำ หนดให้ m = 5 g, L = 540 cal/g
แทนคา่ 1 แคลอรี = 4.2 จลู
Q = 5540 1 กิโลแคลอรี = 1,000 แคลอรี

= 2,700 cal
ความรอ้ นแฝงท่ีนำา้ ได้รบั = 2.7 kcal

= 2.7 kcal4.2 J

= 11.34 kJ ตอบ

ดังนน้ั ความร้อนแฝงที่น้ำาไดร้ ับเพือ่ เปลย่ี นสถานะเปน็ ไอเท่ากับ 11.34 กโิ ลจูล

ตัวอย่างที่ 4 น้ำา 5 กรัม ที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ถ้าจะเปลี่ยนสถานะเป็นนำ้าแข็งท่ีอุณหภูมิ
0 องศาเซลเซยี ส จะคายความร้อนเทา่ ไร กำาหนดคา่ ความจุความร้อนจาำ เพาะของนำ้าเท่ากบั 4.2 จูลต่อ
กรมั -องศาเซลเซยี ส และคา่ ความรอ้ นแฝงจาำ เพาะของการหลอมเหลวเท่ากับ 336 จลู ต่อกรมั
วธิ ีทาำ การเปลย่ี นแปลงของนำา้ แขง็ มขี ั้นตอนดงั น้ี

นาำ้ 5 g คายความร้อน น้ำา 5 g คายความรอ้ น น้ำาแข็ง 5 g

10C Q1  mct 0C Q2  mL 0C

1) ปริมาณความรอ้ นที่นำา้ 5 g ที่ 10C คายออกมาเพ่อื ให้อณุ หภูมิลดลงเปน็ 0C

แทนคา่ Q1 = mct

-= 54.2(10 0)

= 54.210

= 210 J

2) ปรมิ าณความรอ้ นท่นี ำ้า 5 g ที่ 0C คายออกมาเพอ่ื เปลย่ี นสถานะเปน็ น้ำาแขง็ 5 g ที่ 0C
=Q2 mL
แทนค่า = 5336
= 1,680 J
3) ปรมิ าณความรอ้ นที่นา้ำ 5 g ท่ี 10C คายออกมาเพอื่ เปลี่ยนสถานะเปน็ นำา้ แขง็ 5 g ท่ี 0C
=Q1Q2
2101680

= 1,890 J
= 1.89 kJ
ดังน้ัน นำ้า 5 กรัม ท่ี 10 องศาเซลเซียส จะต้องคายความร้อนทั้งหมด 1.89 กิโลจูล
เพ่ือเปลีย่ นสถานะเป็นนา้ำ แข็ง 5 กรมั ท่ี 0 องศาเซลเซียส ตอบ

20 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

นักเรียนสามารถคำานวณหาปริมาณความร้อนท่ีให้แก่สารได้ ถ้าทราบมวลของสาร อุณหภูมิ
ของสาร ค่าความจุความรอ้ นจำาเพาะของสาร และคา่ ความร้อนแฝงจำาเพาะของสาร

4. สมดุลความรอ น

แนวคดิ สําคัญ นกั เรียนจะไดศ้ กึ ษา
เกี่ยวกับสมดลุ ความร้อน
สมดลุ ความรอ นเกดิ จากภาวะทว่ี ตั ถุ จากการทาำ กิจกรรมท่ี 6.5
ทมี่ อี ณุ หภมู ติ า งกนั สมั ผสั กนั เกดิ การถา ยโอน
ความรอ นจากวตั ถทุ ม่ี อี ณุ หภมู ิสูงไปสวู ตั ถทุ ี่
มอี ณุ หภมู ติ า่ํ จนกระทง่ั วตั ถทุ ง้ั สองมอี ณุ หภมู ิ
เทา กัน จงึ หยุดการถา ยโอนความรอน

กจิ กรรมการทดลอง เทอรม์ อมเิ ตอร์
หลอดทดลอง
กิจกรรมที่ 6.5 ก�รเกดิ สมดลุ คว�มรอน
วิธปี ฏิบตั ิ นำา้ เดือด

1. นาำ บกี เกอรข์ นาด 250 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร นา้ำ อณุ หภมู ปิ กติ
ใส่นำ้าปริมาตร 200 ลูกบาศก์เซนติเมตร
วัดอณุ หภมู ิ บนั ทึกผล

2. หลอดทดลองขนาดใหญ่ ใส่นำ้าปริมาตร
10 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร นาำ ไปตม้ จนนาำ้ เดอื ด
แล้ววัดอณุ หภูมิ

3. นำาหลอดทดลองท่ีบรรจุนำ้าร้อนไปจุ่ม
ในบีกเกอร์ทบี่ รรจุนำ้าอณุ หภมู ิปกติ ดงั รูป
วดั อณุ หภมู ใิ นบกี เกอรแ์ ละในหลอดทดลอง
ขนาดใหญ่ โดยอ่านอุณหภมู ทิ กุ 1 นาที
จนนำ้าในภาชนะท้ังสองมีอุณหภูมิคงท่ี
บันทึกผล

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 6 ความร้อน 21

ตวั อยา่ งตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง

การทดลอง เร่ิมต้น 1 อุณหภูมิท่วี ดั ทุก 1 นาที (؇C) 8 ...

นำา้ ในบกี เกอร์ 2 3456 7
นาำ้ ในหลอดทดลอง
ให้นกั เรียนบนั ทึกผลการทดลองลงในสมดุ ประจาำ ตัวนกั เรียน

คาำ ถามท้ายกจิ กรรม
1. นำ้าในหลอดทดลองก่อนท่จี ะนาำ มาแชน่ ้าำ ในบกี เกอร์มอี ุณหภมู ิเทา่ ไร
2. เมอ่ื ใหค้ วามรอ้ นแกน่ า้ำ ในหลอดทดลอง ขณะทอ่ี ณุ หภมู เิ พมิ่ ขนึ้ จะสงั เกตพบปรมิ าตรของนาำ้
เป็นอย่างไร
3. นา้ำ ในบกี เกอรก์ อ่ นทีจ่ ะนำาหลอดทดลองบรรจนุ าำ้ ร้อนมาแชม่ ีอุณหภูมเิ ทา่ ไร
4. เมื่อนำาหลอดทดลองใส่น้ำาร้อนมาแช่ในบีกเกอร์เกิดการเปล่ียนแปลงของอุณหภูมิของนำ้า
ในภาชนะทั้งสองอย่างไร
5. เม่ือเวลาผ่านไป 3 นาที การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของนำ้าในภาชนะทั้งสองมีค่า
ความแตกต่างลดลงเพราะเหตุใด
6. เมื่อเวลาผ่านไป 8 นาที อุณหภูมิของนำ้าในบีกเกอร์กับนำ้าในหลอดทดลองเป็นอย่างไร
เพราะเหตุใดจึงเปน็ เช่นนัน้

นำ้าในหลอดทดลองมีความร้อนสูงกว่านำ้าในบีกเกอร์ จึงถ่ายโอนความร้อนให้กับนำ้าในบีกเกอร์
จนมอี ุณหภมู เิ ท่ากนั จึงหยุดถ่ายโอนเรียกสภาวะนีว้ า่ สมดุลความรอ้ น

การคำานวณหาค่าปริมาณความร้อนเม่ือมีการถ่ายโอนความร้อนจนเกิดสมดุลความร้อน
มีหลักการดังน้ี

ปรมิ าณความร้อนทีล่ ดลง  ปริมาณความรอ้ นท่เี พิ่มข้นึ

m1ct  m2ct

22 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

ตัวอย่างที่ 5 นำ้ามวล 50 กรัม อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ผสมกับนำ้ามวล 20 กรัม อุณหภูมิ 10
องศาเซลเซียส อุณหภูมิท่ีภาวะสมดุลความร้อนมีค่าเท่าไร กำาหนดค่าความจุความร้อนจำาเพาะของน้ำา
เท่ากับ 4.2 J/gC
วธิ ที าำ ปริมาณความรอ้ นที่ลดลง  ปรมิ าณความรอ้ นทเี่ พ่มิ ขน้ึ

m1ct  m2ct

สมมตใิ ห้อณุ หภมู ทิ ภี่ าวะสมดุลความร้อน  X C
แทนคา่
50c(802X)  20c(X210)

50(802X)  20(X210)

4000250X  20X2200

50X20X  4000200

X  4200
70
ดังนนั้ อณุ หภูมิทีภ่ าวะสมดลุ ความรอ้ นเท่ากับ 60 องศาเซลเซยี ส ตอบ

กจิ กรรมตรวจสอบการเรียนรทู ่ี 6.3

1. เม่อื ใชฝ้ า มอื จบั แก้วน้าำ อุ่นจะรสู้ กึ อุ่นแตเ่ มื่อจบั ไปนานๆ จะไมร่ ู้สกึ อุ่นเปน็ เพราะเหตใุ ด
2. รินนำ้าร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ปริมาตร 30 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใส่ลงในน้ำาอุณหภูมิ

20 องศาเซลเซยี ส ปริมาตร 50 ลกู บาศก์เซนติเมตร ณ สมดุลความรอ้ นนา้ำ จะมีอุณหภูมเิ ทา่ ไร
3. นำ้า 100 กรมั อณุ หภูมิ 70 องศาเซลเซยี ส ผสมกับน้าำ 50 กรมั มอี ณุ หภูมิ 10 องศาเซลเซียส

ที่สมดลุ ความรอ้ น น้าำ จะมีอณุ หภูมิเท่าไร
4. ลูกต้มุ เหลก็ มวล 20 กรัม อณุ หภูมิ 60 องศาเซลเซยี ส ลกู ตมุ้ อะลมู ิเนียม 20 กรมั อณุ หภูมิ 60

องศาเซลเซียส ถา้ นำาไปใส่ลงในน้าำ 100 กรมั อณุ หภูมิ 30 องศาเซลเซยี ส ลกู ตุ้มชนดิ ใดจะทำาให้
นาำ้ ทีอ่ ณุ หภมู ิหลงั ผสม ณ สมดุลความร้อนสูงกว่ากัน และสูงกวา่ เท่าไร
กาำ หนดให้ ความจคุ วามร้อนจาำ เพาะของน้ำา  4.2 J/gC

ความจุความรอ้ นจำาเพาะของเหล็ก  0.5 J/gC
ความจคุ วามร้อนจาำ เพาะของอะลมู เิ นยี ม = 0.88 J/gC

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 6 ความร้อน 23

5. การดูดกลนื ความรอน การคายความรอน
ของวตั ถุ และประโยชน

แนวคิดสําคัญ การแผ่รังสีความร้อนจะอยู่ในรูปของ รังสี
อินฟราเรด ซึ่งเป็นรังสีที่มองไม่เห็น เมื่อรังสีนี้
วตั ถสุ เี ขม ดดู กลนื และคายรงั สอี นิ ฟราเรด ตกลงบนวตั ถุ วตั ถนุ นั้ จะดดู กลนื ความรอ้ นบางสว่ นไว้
ไดดกี วาวัตถสุ อี อน ทำาให้อุณหภูมิวัตถุเพิ่มสูงขึ้น นักเรียนจะได้ศึกษา
เก่ียวกับการดูดกลืนและการคายความร้อนของวัตถุ
จากกจิ กรรมที่ 6.6

กิจกรรมการทดลอง

กิจกรรมที่ 6.6 ก�รดดู กลนื และก�รค�ยคว�มรอ นของวัตถุ หุ้มด้วยผา้ สีดำา
วธิ ีปฏบิ ัติ

1. นำาเทอร์มอมิเตอร์มา 3 อัน อันท่ี 1 หุ้มด้วย
ผา้ สขี าว อนั ที่ 2 หมุ้ ดว้ ยผา้ สดี าำ และอนั ที่ 3 ไมม่ ี
ผา้ หมุ้ อา่ นอณุ หภมู ขิ องเทอรม์ อมเิ ตอรท์ งั้ 3 อนั
บนั ทกึ ผล

2. นำาเทอรม์ อมเิ ตอรท์ งั้ 3 อัน ไปวางไวก้ ลางแดด
เป็นเวลา 10 นาที อ่านอุณหภูมแิ ละบนั ทกึ ผล

3. นำาเทอร์มอมิเตอร์ท้ัง 3 อัน มาวางไว้ในที่ร่ม
เป็นเวลา 10 นาที อ่านอุณหภมู แิ ละบันทกึ ผล ห้มุ ดว้ ยผ้าสีขาว

24 วิทยาศาสตร์ ม.1

ตัวอย่างตารางบันทกึ ผลการทดลอง

อุณหภมู ทิ สี่ งั เกตได้ (؇C)

การทดลองกบั หลงั วางไว้ อุณหภูมิ วางไว้ใน อณุ หภูมิ
เทอรม์ อมิเตอร์ เริ่มตน้ กลางแดด ที่เพิม่ ข้ึน ทีร่ ม่ 10 นาที ทลี่ ดลง
10 นาที
1. ไม่มีผ้าหุ้ม
2. มผี า้ สีดาำ หมุ้ ให้นักเรยี นบนั ทกึ ผลการทดลอง
3. มีผา้ สีขาวหมุ้ ลงในสมดุ ประจำาตวั นักเรียน

คำาถามทา้ ยกจิ กรรม
1. อณุ หภูมเิ รมิ่ ต้นของเทอร์มอมิเตอร์แตล่ ะอนั ในการทดลองเท่ากนั หรือไม่
2. หลงั จากนาำ เทอร์มอมิเตอร์ทั้ง 3 อันไปวางไวก้ ลางแดดเป็นเวลา 10 นาที อุณหภมู เิ พิ่มขึน้
เทา่ กันหรือไม่ อย่างไร
3. หลงั จากนำาเทอร์มอมเิ ตอร์ท้งั 3 อนั มาวางไว้ในท่รี ่มเปน็ เวลา 10 นาที อุณหภูมิลดลงเท่ากนั
หรือไม่ อย่างไร
4. เทอร์มอมิเตอรม์ อี ณุ หภมู ิสูงข้นึ ได้เนอ่ื งมาจากสาเหตุใด

วัตถสุ ีเขม้ ดดู กลนื รงั สอี นิ ฟราเรดทาำ ให้เกิดความรอ้ นได้ดีกวา่ วัตถสุ อี ่อน
ประโยชน์จากการดดู กลนื และคายความร้อนของวตั ถุ
1. ทำาตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้หลักการดูดกลืนความร้อนและการเก็บกักความร้อน
ทาำ ใหภ้ ายในตอู้ บมีอุณหภมู ิสูงกวา่ ปกติ
2. กล่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้หลักการรับความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยตรง
ด้วยการนำาผลิตภัณฑ์ท่ีต้องการทำาให้แห้งมาตากแดดเพื่อรับความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยตรง และ
จัดทำาอปุ กรณข์ ้ึนปอ้ งกนั ฝุน ผง และน้ำาคา้ งได้
3. เครื่องกล่ันนำ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยใช้หลักการดูดกลืนความร้อนจากแสงอาทิตย์
ด้านในตู้ทำาด้วยวัสดุสีดำา ซึ่งจะดูดกลืนความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้และทำาให้น้ำาที่บรรจุอยู่ภายใน
ระเหยสู่ด้านบน จากนั้นไอนำ้าจะคายความร้อนออกเม่ือกระทบกับกระจกด้านบนซึ่งมีอุณหภูมิต่ำากว่า
จะเกดิ การควบแน่นกลายเป็นหยดนำา้ บริสทุ ธ์ใิ นทส่ี ดุ

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 6 ความร้อน 25

แสงแดด

นํา้ กล่ัน ไอน้าํ นํา้ ดบิ
ถูกขเี้ ถ้าแกลบดดู ซมึ

ทางน้ํากล่นั น้าํ ดบิ เขา้
ไหลออก

ขาต้งั
รปู ที่ 6.4 เคร่อื งกล่นั นำ�้ พลงั งานแสงอาทติ ย์

4. การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงาน
แสงอาทิตย์ประกอบด้วยแผงเซลล์สุริยะซ่ึงเป็นสารกึ่งตัวนำ� เม่ือแสงซ่ึงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
และมีพลังงานตกกระทบสารกึ่งตัวนำ�จะเกิดการถ่ายทอดพลังงาน พลังงานจากแสงอาทิตย์จะทำ�ให้เกิด
การเคลอ่ื นทีข่ องอเิ ล็กตรอนซง่ึ กค็ อื กระแสไฟฟา้ ข้ึนในสารกึง่ ตัวนำ� เปน็ กระแสไฟฟา้ ตรง (direct current
: DC) สามารถต่อกระแสไฟฟ้าท่เี กิดขนึ้ ไปใช้งานได้ ถ้าจา่ ยกระแสไฟฟ้าผ่านตัวน�ำ เข้าสูอ่ ุปกรณท์ ่เี ปลีย่ น
ไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (alternator current : AC) ก่อนที่จะเช่ือมต่อกับระบบของ
การไฟฟ้า ก็จะสามารถใช้กับเคร่ืองใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับได้ จึงเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้น
ใชไ้ ด้เอง

รูปที่ 6.5 เซลลส์ รุ ิยะ

5. การเลือกสเี ส้อื ผ้าเพอื่ สวมใส่ในฤดรู ้อน ควรเลอื กเสื้อผ้าที่มีสอี อ่ น เพราะสีอ่อนจะ ไม่ดูด
ความรอ้ นมาก เมอื่ สวมใส่จะรู้สกึ สบายกวา่ เส้อื ผา้ ทมี่ สี ีเข้ม
6. การเลือกสีทาภายในบ้านหรืออาคาร ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น
บ้านในเขตรอ้ นควรเลอื กสีทีใ่ ช้ทาภายในบา้ นเป็นสีออ่ น จะดดู กลนื ความร้อนน้อย ทำ�ใหร้ ู้สกึ เย็นสบาย

26 วิทยาศาสตร์ ม.1

กจิ กรรมตรวจสอบการเรียนรูท่ี 6.4

1. กุ๊กกับกิ๊บช่วยกันเล้ียงน้องกบ เม่ือน้องร้องไห้หิวนม กุ๊กไปชงนมด้วยน้ำาร้อนแล้วใส่ขวดให้น้อง
ถา้ ตอ้ งการให้นมเยน็ เร็วๆ ก๊กุ ควรทาำ อย่างไร เพราะเหตุใดจงึ ทำาเชน่ นนั้

2. จากขอ้ 1 นักเรยี นคิดวา่ มวี ิธใี ดอีกบา้ งที่จะช่วยทำาให้นมในขวดของน้องกบเย็นเรว็ กวา่ ปกติ
3. นักเรียนต้องการทำาน้ำาร้อนให้เป็นนำ้าอุ่นและสามารถนำามาดื่มได้โดยไม่ต้องรอนาน นักเรียน

จะทาำ อย่างไร
4. เนอื้ ไก่ท่ีใสไ่ ว้ในต้เู ยน็ ชอ่ งแชแ่ ขง็ เมอ่ื นำามาทาำ อาหารควรทำาอยา่ งไร
5. บ้านท่ีอยู่ริมนำ้าจะมีลมพัดจากแม่น้ำาไปสู่ชายฝังในตอนกลางวัน ทำาให้รู้สึกเย็นสบาย นักเรียน

จะใชค้ วามรเู้ กย่ี วกับการคายความร้อนมาอธิบายการเกดิ ลมได้อย่างไร
6. ในช่วงเดือนเมษายนอากาศจะร้อนมาก นักเรียนควรเลือกสวมเส้ือผ้าท่ีมีสีเป็นอย่างไรจึงจะช่วย

ให้ดดู กลืนความรอ้ นน้อย เพ่ือให้รู้สึกสบายขณะสวมใส่
7. ในกลอ่ งอบแหง้ พลงั งานแสงอาทิตยม์ ักทาสีดาำ ไว้ด้านในกล่องอบแหง้ เพอื่ อะไร
8. พลงั งานแสงอาทติ ย์ท่ีมองไม่เหน็ แต่ทาำ ใหเ้ กิดความร้อนได้ อยากทราบว่าเป็นรังสชี นิดใด
9. วตั ถุทด่ี ูดความรอ้ นได้เรว็ มักจะมกี ารคายความรอ้ นเปน็ อย่างไร

6. ความรอนกบั การขยายตวั และ
การหดตัวของวัตถุ และประโยชน

เม่อื วัตถุได้รับความร้อนจะขยายตัว และเม่อื วัตถุคายความร้อนจะหดตัว วัตถุต่างชนิดกัน
มสี มบตั กิ ารขยายตวั ไดต้ ่างกัน เมอ่ื ให้ความรอ้ นเท่ากนั ของแข็งจะขยายตวั ได้นอ้ ยกวา่ ของเหลวและแก๊ส
ตามลำาดับ ของแข็งและของเหลวต่างชนิดกันจะขยายตัวได้ไม่เท่ากัน แต่แก๊สต่างชนิดกันจะขยายตัว
ได้เทา่ กนั ซึ่งนกั วทิ ยาศาสตร์ชาวฝร่งั เศส ชอ่ื จ๊าค อะเล็กซองดร์ เซซา ชารล์ (Jacques Alexandre Cisar
Charles) ได้ทำาการทดลองกับแก๊สทุกชนิดที่ความดันเท่ากัน อุณหภูมิของแก๊สขณะเร่ิมต้นทดลองอยู่ที่
0 องศาเซลเซียส และมีปริมาตรแก๊สเร่ิมต้นท่ีค่าหน่ึง ถ้าทำาให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น 1 องศาเซลเซียส
ปจเทะร่าเิมพกาม่ิันตขรนน้ึ ขักจอาเงรกแียเกนด๊สิมจจะะ2ไเ27ดพ3้ศม่ิ กึเขทษ้ึนา่ าจขเาอกกง่ียเปวดรกมิ ิมบั าก2ต71า3รรเขดเยทิมา่ายแแตสลัวดะขงถอวา้ ง่าเวพแัติ่มกถอส๊ จุ ุณทากกุหกชภนาูมริดเิทขปาำ ย็นกาจิย2กตอรวั งรไศมดาท้เเทซี่ 6่าล.กเ7ซนั ยี จสึงมปีปรรมิ มิ าาตตรรขเอพงม่ิแกข้นึ๊ส

หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 6 ความร้อน 27

กิจกรรมการทดลอง 11
22
กจิ กรรมที่ 6.7 ก�รขย�ยตัวของวัตถเุ มอ่ื ไดรบั คว�มรอ น
วธิ ปี ฏิบัติ

1. นาำ ลกู เหลก็ กลมมาลอดผา่ นหว่ งเหลก็ สงั เกตผลการลอดผา่ น
บันทกึ ผล

2. นาำ ลกู เหลก็ กลมมาเผาไฟใหร้ อ้ นดว้ ยตะเกยี งแอลกอฮอล์

3. นำาลูกเหล็กกลมที่ร้อนไปลอดผ่านห่วงเหล็กอีกคร้ัง สังเกต 33
ผลการลอดผ่านหลงั ให้ความรอ้ น บนั ทกึ ผล

4. ปล่อยลูกเหล็กกลมท้ิงไว้จนลูกเหล็กเย็นลง นำาไปทดลอง
ลอดผา่ นห่วงเหล็กอีกครั้ง สังเกตและบนั ทึกผล

ตัวอยา่ งตารางบันทกึ ผลการทดลอง 44
การทดลอง
ผลการทดลองทสี่ ังเกตได้

1. เมื่อนำาลูกเหล็กกลมลอดผา่ นห่วงเหล็ก
ก่อนให้ความรอ้ น

2. เมอ่ื นาำ ลกู เหล็กกลมลอดผ่านหว่ งเหล็ก ใหน้ ักเรียนบนั ทึกผลการทดลอง
หลงั ให้ความรอ้ น ลงในสมดุ ประจาำ ตัวนักเรยี น

3. เม่ือนำาลกู เหลก็ กลมที่เยน็ ตวั แลว้ ลอดผา่ น
หว่ งเหล็ก

คาำ ถามท้ายกิจกรรม
1. ลูกเหล็กกลมท่ีมีอณุ หภมู ปิ กติลอดผ่านหว่ งเหลก็ ได้หรอื ไม่
2. ลกู เหลก็ กลมทไ่ี ดร้ บั ความรอ้ นลอดผ่านหว่ งเหล็กไดห้ รอื ไม่
3. การทีล่ กู เหล็กกลมได้รบั ความร้อนแลว้ ลอดผา่ นห่วงเหล็กไม่ไดเ้ ปน็ เพราะเหตใุ ด
4. ลกู เหล็กกลมมีขนาดใหญ่ขึ้นได้เนือ่ งมาจากสาเหตุใด

เมื่อลูกเหล็กกลมได้รับความร้อนจากตะเกียงแอลกอฮอล์จะขยายตัวมีขนาดใหญ่ข้ึน
ทาำ ใหล้ อดห่วงเหล็กไม่ได้ เม่อื ปลอ่ ยใหเ้ ย็นลงจะหดตัวลงลอดหว่ งเหลก็ ไดด้ ังเดมิ

28 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

สมบตั เิ ฉพาะของนำา้
นำ้ามีการขยายตัวและหดตัวต่างจากสารชนิดอื่น เน่ืองจากนำ้าจะมีความหนาแน่นมากท่ีสุด คือ
1 กรมั ตอ่ ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร ทอี่ ณุ หภมู ิ 4 องศาเซลเซยี ส ถา้ ทาำ ใหน้ า้ำ มอี ณุ หภมู เิ พมิ่ ขน้ึ นา้ำ จะขยายตวั

เพ่มิ ข้ึน ปรมิ าตรจึงเพ่มิ ขน้ึ ทาำ ใหค้ วามหนาแนน่ ลดลง ΂ D  m ΃ และถ้าลดอณุ หภมู ิของนา้ำ ให้ตาำ่ กวา่
V

4 องศาเซลเซยี ส นาำ้ จะขยายตวั เพม่ิ ขนึ้ ปรมิ าตรของนา้ำ จงึ เพม่ิ ขนึ้ ทาำ ใหค้ วามหนาแนน่ ลดลง นกั เรยี น
จะพบว่านา้ำ แข็งสามารถลอยน้ำาได้
การขยายตัวของวัตถุ
● วัตถุขยายตัวเม่อื เพ่มิ ความร้อน และหดตัวเมือ่ สญู เสยี ความรอ้ น
● วตั ถใุ นสถานะของแขง็ เมอ่ื เพมิ่ อณุ หภมู จิ ะเปน็ การเพม่ิ ขนาดหรอื ปรมิ าตร ถา้ ลดอณุ หภมู ขิ นาด
และปริมาตรจะลดลง

● วัตถุในสถานะของเหลวและแก๊ส เมื่อลดอุณหภูมิจะเป็นการลดปริมาตร ถ้าเพ่ิมอุณหภูมิ
ปริมาตรจะเพ่มิ ขนึ้

ประโยชนท์ ไี่ ด้จากการเรยี นร้เู ร่อื งการขยายตัวของวตั ถุเมือ่ ได้รับความร้อน เชน่
1. ใช้ในการผลิตเทอร์มอมิเตอร์ทั้งแบบธรรมดาและแบบท่ีใช้วัดไข้ โดยอาศัยหลักการขยายตัว
ของของเหลวเม่ือไดร้ ับความร้อนและหดตัวเมื่อสูญเสียความร้อน
2. ส่ิงกอ่ สรา้ งที่เปน็ ของแข็งและอยูท่ ่ามกลางแสงแดด เชน่ ถนนคอนกรตี รางรถไฟ ขณะสรา้ ง
จะต้องเวน้ ช่องวา่ งระหวา่ งชว่ งไวส้ ำาหรบั การขยายตวั เม่อื สิ่งกอ่ สรา้ งน้นั ไดร้ บั ความร้อน
3. ในการขึงสายโทรศัพท์จะต้องใหค้ วามร้อนแก่สายโทรศัพท์กอ่ นทจี่ ะนาำ ไปขงึ เพราะจะทำาให้
สายโทรศัพท์ตึงและขึงง่ายกว่าการขึงสายโทรศัพท์ที่มีอุณหภูมิปกติ เนื่องจากเมื่อให้ความร้อนแก่
สายโทรศัพท์จะเกิดการขยายตัว ทำาให้ความยาวของสายโทรศัพท์เพ่ิมข้ึน และเมื่อสายโทรศัพท์
มีอุณหภูมิลดลงเท่ากับอุณหภูมิปกติจะมีความตึงของสายพอดี แต่ถ้าขึงสายโทรศัพท์ที่อุณหภูมิปกติ
เมอ่ื สายโทรศัพท์ไดร้ บั ความร้อนจะขยายตวั ทาำ ให้สายโทรศพั ทห์ ย่อนได้
4. การเปดฝาขวดโลหะชนิดฝาเกลียวท่ีปดแน่นมาก เมื่อให้ความร้อนกับฝาเกลียวจนขยายตัว
จะทาำ ใหเ้ ปด ฝาไดง้ า่ ยขน้ึ
5. การรินนำ้าที่ร้อนจัดใส่แก้วต้องค่อยๆ รินทีละน้อย เพ่ือให้แก้วค่อยๆ ขยายตัวทีละน้อย
แก้วจะไม่แตกร้าว แต่ถ้ารินน้ำาที่ร้อนจัดลงในแก้วอย่างรวดเร็ว ผิวแก้วด้านในจะขยายตัวออก
ส่วนผวิ แกว้ ดา้ นนอกยังไม่ขยายตัวหรือขยายตวั ไดน้ อ้ ย จึงเกิดการแตกร้าวได้
6. การสรา้ งทอ่ี ยอู่ าศยั ควรสร้างให้มีหนา้ ต่าง ช่องระบายลม และปล่องควันเหนอื เตาไฟ ทาำ ให้
อากาศที่มีความร้อนสูงหรืออุณหภูมิสูงขยายตัวและลอยข้ึนสู่ด้านบน ซ่ึงอนุภาคของอากาศจะพา
ความรอ้ นไปด้วยจงึ ช่วยใหอ้ ากาศในตวั บ้านเย็นสบายหรือถ่ายเทสะดวก

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 6 ความร้อน 29

7. การควบคุมอุณหภูมิของเตารีดไม่ให้ร้อนเกินไป เรียกว่า เทอร์มอสแตตหรือสวิตช์
ความร้อนอัตโนมตั ิ มสี ว่ นประกอบเป็นโลหะต่างชนดิ กัน 2 แผ่น ประกบกัน ทำาให้เมอื่ ไดร้ บั ความร้อน
จะขยายตวั ได้ไมเ่ ท่ากัน เช่น เหล็กกบั ทองเหลือง โดยให้แผ่นเหลก็ ทขี่ ยายตวั น้อยอยู่ด้านบน ทองเหลอื ง
ซึ่งขยายตัวได้มากกว่าอยู่ด้านล่าง เม่ือกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแผ่นโลหะท้ังสองมากข้ึน อุณหภูมิจะสูงข้ึน
จนแผ่นโลหะท้ังสองขยายตัวต่างกัน โลหะที่ขยายตัวได้มากกว่าจะขยายตัวโค้งงอ ทำาให้จุดสัมผัส
แยกออกจากกัน ทำาให้วงจรไฟฟ้าเปด กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านไม่ได้ แต่เม่ือแผ่นโลหะทั้งสองเย็นลง
ก็จะสมั ผสั กนั เหมือนเดมิ ทาำ ให้วงจรไฟฟ้าปด กระแสไฟฟ้าจงึ ไหลผ่านได้

เหลก็

ทองเหลือง วงจรไฟฟา้ ปด

มกี ารขยายตวั ทาำ ให้โค้งงอ

วงจรไฟฟ้าเปด

ความรอ้ น

รูปที่ 6.6 ก�รทำ�ง�นของเทอรม์ อสแตต

กิจกรรมตรวจสอบการเรียนรูที่ 6.5

1. ประเทศไทยมีอากาศร้อน ในการขึงลวดให้ตึงเพ่ือทำาราวตากผ้ากลางแสงแดดสามารถนำาความรู้
เก่ยี วกับการขยายตัวของวัตถไุ ปใชไ้ ดอ้ ย่างไร
2. ขวดแก้วมีจุกแก้วปดปากขวดแน่นดังรูป ถ้าใช้มือดึงตามปกติ จุกแกว้ ปด แนน่

ไมส่ ามารถดงึ จกุ แกว้ ออกจากขวดได้ นกั เรยี นจะใชว้ ธิ ใี ดในการ
ดึงจุกแกว้ ออกจากขวดนี้
ขวดแก้ว

3. เล็กรินนำ้าร้อนจากกาต้มน้ำาที่กำาลังเดือดลงในแก้วนำ้า พบว่าแก้วน้ำาแตกร้าว จงอธิบายว่า
เป็นเพราะเหตุใด

30 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

ทบทวนเรือ่ งความรอ้ น

การถ่ายโอนความรอ้ น มี 3 วิธี ความรอ้ นเปน็ พลงั งานทถ่ี า่ ยโอนจาก อณุ หภมู ิ คอื ระดบั ของความรอ้ น
คือ วัตถุท่ีมีอุณหภูมิสูงไปยังอีกวัตถุที่มี ของวัตถุ เทอร์มอมิเตอร์เป็น
1. การนำ�ความรอ้ น ความรอ้ น อุณหภูมติ �ำ่ กว่าได้ เครอื่ งมอื ทใ่ี ชว้ ดั อณุ หภมู ิ มหี นว่ ย
จะส่งผ่านตัวกลางท่ีเป็นตัวนำ� ทน่ี ยิ มใช้ 3 หนว่ ย คอื องศาเซลเซยี ส
ความร้อนไปยังวัตถุหรือระบบ (C) องศาฟาเรนไฮต์ (F) และ
ทม่ี คี วามรอ้ นต�่ำ กวา่ โดยตวั กลาง เคลวิน (K)
ไมเ่ คลือ่ นท่ี การเปลยี่ นแปลงหนว่ ยของอณุ หภมู ิ
2. การพาความร้อน จะต้องมี ใช้สตู ร
ตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลาง
จะเคล่ือนที่และพาความร้อน C  F232  K2273
ไปดว้ ย 5 9 5
3. การแผ่รังสีความร้อน เป็น
การถ่ายโอนความร้อนท่ีไม่ต้องมี
ตัวกลาง

ความรอ้ น

วตั ถเุ มอื่ ไดร้ บั ความรอ้ นจะขยายตวั วัตถุท่ีมีสีเข้มจะดูดกลืนและคาย สมดลุ ความรอ้ น เปน็ การถา่ ยโอน
มีปริมาตรเพิ่มข้ึน และจะหดตัว ความรอ้ นไดเ้ รว็ กว่าวัตถุสอี ่อน ความร้อนจากวัตถุที่มีความร้อน
เม่อื อณุ หภูมิลดลง สงู ใหก้ บั วตั ถทุ ม่ี คี วามรอ้ นต�่ำ กวา่
จนอณุ หภมู ขิ องวตั ถทุ ง้ั สองเทา่ กนั

m1ct  m2ct

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 6 ความรอ้ น 31

กจิ กรรมเพ่อื สงเสรมิ ความคิดสรางสรรค
“ความรอ น”

จดุ ประสงค์
ใหน้ กั เรยี นนาำ ความรเู้ กย่ี วกบั ความรอ้ นทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษามาคดิ วเิ คราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์

มาใช้แกป้ ัญหาหรือสร้างผลติ ภณั ฑท์ ีเ่ กิดประโยชน์
คำาช้แี จง

1. ใหน้ กั เรยี นจดั กลุม่ กลุม่ ละ 4 คน และตัง้ ช่ือกลุ่ม
2. ทำากิจกรรมเพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์หัวข้อที่กำาหนดให้หรือทำาตามความต้องการของ

นักเรยี นในกลมุ่ เพอื่ ทำากจิ กรรมเพื่อสง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรค์เพียง 1 เรอ่ื ง
3. การทำากิจกรรมนักเรียนต้องคิดสร้างสรรค์ ออกแบบวิธีทำากิจกรรมด้วยตนเอง มีครูเป็น

ทป่ี รึกษา และตอ้ งระดมสมองในการสืบค้นความรดู้ ้านวทิ ยาศาสตร์และความรู้ในกลุ่มสาระ
การเรยี นรอู้ น่ื ๆ โดยนาำ มาบรู ณาการสรา้ งผลงาน อภปิ รายเพอ่ื แสดงความคดิ เหน็ โดยใชเ้ หตผุ ล
ในการโต้แย้งจากประจักษ์พยานท่ีพบตลอดการทำากิจกรรม เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพ
มคี วามคิดริเริม่ สร้างสรรค์ โดยคำานึงถึงประโยชนท์ ี่จะไดร้ บั จากการทาำ กิจกรรม
4. นำาเสนอผลงานเพื่อการแลกเปลยี่ นเรยี นรู้

•หวั ขอ้ ท่กี ำาหนด
กลว้ ยอบดว้ ยเตาพลงั งานแสงอาทติ ย์
แนวคดิ
1. กลว้ ยเปน็ ผลไมท้ ม่ี คี ณุ คา่ ทางโภชนาการ มรี สหวานซง่ึ เปน็ นาำ้ ตาลจากผลไม้ นาำ้ ตาลจะใหพ้ ลงั งาน
4 กโิ ลแคลอรตี อ่ กรมั นอกจากนย้ี งั มวี ติ ามนิ เอ ซี และเกลอื แรท่ เ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ รา่ งกาย
2. ประเทศไทยอย่ใู นเขตร้อนได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ท่ใี ห้ความร้อน ดังน้นั ถ้านักเรียน
ออกแบบเตาอบโดยใช้ความร้เู ร่อื งการถ่ายโอนความร้อน การดูดกลืนและคายความร้อน
ออกแบบเตาอบและเลอื กใชว้ สั ดทุ ใ่ี ชท้ าำ เตาอบไดเ้ หมาะสม สามารถใชเ้ ปน็ เตาอบกลว้ ยหรอื
อาจอบอาหารชนดิ อน่ื ได้ และเปน็ การประหยดั พลงั งานอกี ดว้ ย

32 วทิ ยาศาสตร์ ม.1

• เครอ่ื งทาำ นาำ้ กลน่ั พลงั งานแสงอาทติ ย์
แนวคดิ
1. นาำ้ กลน่ั เปน็ นาำ้ บรสิ ทุ ธ์ิ ทาำ ไดโ้ ดยใชห้ ลกั การ คอื ใหน้ าำ้ ไดร้ บั ความรอ้ นแลว้ ระเหยกลายเปน็ ไอ
ขน้ึ ไปกระทบความเยน็ ในภาชนะระบบปด ไอนาำ้ จะควบแนน่ กลบั มาเปน็ ของเหลวทส่ี ะอาดและ
บรสิ ทุ ธใ์ิ ชด้ ม่ื ได้
2. ออกแบบเครอ่ื งทาำ นาำ้ กลน่ั โดยเลอื กวสั ดอุ ปุ กรณท์ เ่ี หมาะสม มขี นาดทเ่ี หมาะสมกบั การใชง้ าน และ
ใชค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การถา่ ยโอนความรอ้ น การดดู กลนื และคายความรอ้ น ความรเู้ กย่ี วกบั สมบตั ขิ อง
วสั ดแุ ตล่ ะชนดิ จะชว่ ยใหส้ ามารถออกแบบเครอ่ื งทาำ นาำ้ กลน่ั ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพได้

หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 6 ความร้อน 33

สรุป

หลงั จากศึกษาหนว่ ยการเรยี นรนู้ ี้แลว้ นกั เรียนจะเกดิ การเรียนร้คู รบทงั้ 3 ดา้ น ได้แก่ ความรู้
(Knowledge) ทกั ษะ/กระบวนการ (Process) และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (Attribute) ดงั นี้

K •• ความร้อนเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งท่ีสะสมอยู่ในวัตถุซึ่งเกิดจากการส่ันของอะตอม
หรือโมเลกุลภายในวตั ถุ ปรมิ าณความรอ้ นของสารขึน้ อย่กู บั ชนิดของวตั ถุ มวลของวัตถุ
และอุณหภูมิ
•• เทอรม์ อมเิ ตอรเ์ ปน็ เครอ่ื งมอื ใชว้ ดั อณุ หภมู ิ มหี นว่ ยทน่ี ยิ มใช้ 3 หนว่ ย คอื องศาเซลเซยี ส
องศาฟาเรนไฮต์ และเคลวิน
•• การถ่ายโอนความร้อนมี 3 วธิ ี คอื การน�ำ ความรอ้ น การพาความร้อน และการแผ่รังสี
ความร้อน การถา่ ยโอนความรอ้ นจะหยุดเม่อื เกดิ สมดลุ ความร้อน
•• สารเมอ่ื ได้รบั ความร้อนแลว้ จะเกิดการเปลย่ี นอณุ หภมู แิ ละสถานะ โดยคำ�นวณปรมิ าณ
ความร้อนได้จาก Q  mct และ Q  mL ตามลำ�ดับ
•• วัตถุทม่ี ีสเี ขม้ จะดดู กลนื ความร้อนได้มากกว่าวัตถุสอี ่อน
•• เม่ือวัตถุได้รับความร้อนจะเกิดการขยายตัวทำ�ให้มีปริมาตรเพิ่มข้ึน และจะหดตัว
เม่อื อุณหภูมิลดลง

P •• มที กั ษะกระบวนการวทิ ยาศาสตร์
•• ใช้เทอร์มอมเิ ตอร์ในการวัดอณุ หภมู ิของสสาร
•• สรา้ งแบบจ�ำ ลองทอี่ ธบิ ายการขยายตวั หรอื หดตวั ของสสารเนอ่ื งจากไดร้ บั ความรอ้ นและ
สญู เสยี ความรอ้ น
•• วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาในชีวิตประจำ�วัน โดยใช้ความรู้ของการหดและขยายตัว
ของสสารเน่ืองจากความรอ้ น
•• เสนอแนะวิธีการนำ�ความรู้ของการหดและขยายตัวของสสารเนื่องจากความร้อน
มาแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำ�วนั
•• วิเคราะหส์ ถานการณ์การถ่ายโอนความร้อนระหวา่ งสสารจนเกิดสมดุลความร้อน
•• คำ�นวณปริมาณความร้อนของการถ่ายโอนระหว่างสสารจนเกิดเป็นสมดุลความร้อน
โดยใชส้ มการ Qสญู เสีย  Qไดร้ บั
•• สรา้ งแบบจ�ำ ลองทอ่ี ธบิ ายการถา่ ยโอนความรอ้ นโดยการน�ำ ความรอ้ น การพาความรอ้ น
การแผร่ ังสีความรอ้ น
•• ออกแบบ เลือกใช้ และสร้างอุปกรณ์จากความรู้เกี่ยวกับการถ่ายโอนความร้อน
เพ่ือแก้ปญั หาในชวี ิตประจำ�วัน

34 วิทยาศาสตร์ ม.1

  •• มคี วามกระตือรอื ร้นในการเรยี นร้แู ละการแสวงหาความรู้เพิม่ เติม
•• มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ งานที่ไดร้ บั มอบหมายใหเ้ สร็จทนั กำ�หนด
A •• มีความมงุ่ ม่ันในการทำ�กิจกรรมเพอื่ ใหไ้ ด้ผลส�ำ เรจ็
•• มคี วามซอ่ื ตรงต่อการรายงานผลการท�ำ กิจกรรม
•• ตระหนกั ถึงประโยชนข์ องการหดและขยายตัวของสสารเน่อื งจากความรอ้ น

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 6 ความรอ้ น 35

แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ

1. เปรียบเทยี บปรมิ าณความร้อนของสารตอ่ ไปนี้
ก. ลูกเหล็กมวล 50 กรัม อุณหภมู ิ 30 องศาเซลเซียส
ข. ลกู เหล็กมวล 50 กรัม อณุ หภมู ิ 48 องศาเซลเซียส
ค. หินปนู มวล 100 กรมั อณุ หภูมิ 80 องศาเซลเซยี ส
2. การต้มน้�ำ ด้วยเตาแกส๊ มกี ารถา่ ยโอนความร้อนวธิ ใี ดบ้าง
3. นำ�ไอศกรีมไปใส่ในช่องท�ำ น�ำ้ แข็งจะมกี ารถา่ ยโอนความรอ้ นหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
4. อุณหภูมิของน้ำ�แข็ง 5 กรัม ท่ี 0 องศาเซลเซียส กับอุณหภูมิของน้ำ�แข็งขณะหลอมเหลว

เปน็ น้ำ�จนหมดต่างกันหรอื ไม่ อย่างไร
5. ถ้าอ่านอุณหภูมภิ ายในห้องได้ 26 องศาเซลเซยี ส จะเท่ากับอุณหภูมหิ นว่ ยเคลวินเท่าไร
6. รนิ น�้ำ รอ้ นอุณหภมู ิ 100 องศาเซลเซยี ส มวล 10 กรัม ลงในน�้ำ มวล 40 กรมั อณุ หภูมิ 5

องศาเซลเซียส อณุ หภูมิทภ่ี าวะสมดลุ ความร้อนมคี ่าเท่าไร
7. เมื่อให้ความร้อนแก่สาร A พบว่าสาร A มีอุณหภูมิคงท่ีท้ังท่ีให้ความร้อนตลอดเวลา

แสดงว่าสาร A นำ�ความรอ้ นท่ไี ด้รับไปใช้ทำ�อะไร
8. ในการทำ�กิจกรรมท่ามกลางแสงแดดจะรู้สึกร้อนมาก นักเรียนคิดว่าเป็นเพราะเหตุใด

และรา่ งกายมวี ธิ ีปรบั อณุ หภูมขิ องร่างกายให้คงทไี่ ดโ้ ดยวธิ ีใด
9. มนษุ ยไ์ ดน้ �ำ ความรเู้ รอื่ งความรอ้ นกบั การเปลยี่ นสถานะของสารมาประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์

ในดา้ นใดบ้าง

ตวั อยา่ งองค์ประกอบในแผนจดั การเรยี นรู้

ใบงาน
เฉลยใบงาน
ใบความรู้
ใบกจิ กรรม
เฉลยใบกิจกรรม
แบบทดสอบก่อนเรียน
แบบทดสอบหลงั เรยี น
เฉลยแบบทดสอบ

วิทยาศาสตร์ ม.1 37

ใบงานท่ี 1

การเปล่ียนหนว่ ยบอกอุณหภมู ิ

ให้นกั เรียนแสดงวธิ ีท�ำและหาคำ� ตอบทถ่ี ูกตอ้ ง
1. อณุ หภมู ปิ กตขิ องรา่ งกายคนเทา่ กบั 37 องศาเซลเซยี ส จะมคี า่ เทา่ กบั เทา่ ไรในหนว่ ยองศาฟาเรนไฮต์

และเคลวนิ ตามลำ� ดับ

..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

2. เบนซีนมีจดุ เดือดเท่ากับ 353.1 เคลวนิ ซง่ึ นอ้ ยกว่าบวิ ทานอลที่มจี ุดเดือด 211.86 องศาเซลเซียส
เท่าไร

..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

38 วิทยาศาสตร์ ม.1

3. ถา้ เมทานอลมีจุดเดือดที่ 148.4 องศาฟาเรนไฮต์ จะเท่ากบั กเี่ คลวนิ และองศาเซลเซียส ตามล�ำดับ

..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

4. ระดบั อณุ หภูมทิ ่เี ปน็ องศาเซลเซยี สกบั องศาฟาเรนไฮต์จะอา่ นอุณหภูมไิ ดต้ รงกันทคี่ า่ ใด

..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

วทิ ยาศาสตร์ ม.1 39

5. จดุ เยือกแขง็ และจุดเดอื ดของน้ำ� มีคา่ เทา่ กบั ก่อี งศาฟาเรนไฮต์

..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

40 วิทยาศาสตร์ ม.1

ใบงานที่ 2

ปริมาณความร้อนกับการเปล่ยี นอุณหภูมแิ ละสถานะของสาร

ให้นกั เรียนแสดงวธิ ที �ำและหาค�ำตอบทถ่ี ูกต้อง
1. ปริมาณความร้อนเท่าไรจึงจะท�ำให้น�้ำแขง็ มวล 500 กรมั ทอ่ี ณุ หภูมิ -5 องศาเซลเซยี ส กลายเปน็

น�้ำ และเดอื ดกลายเป็นไอ 50 กรมั ก�ำหนดให้ ความร้อนแฝงของการหลอมเหลวของนำ้� เทา่ กบั
80 แคลอรีตอ่ กรมั และความร้อนแฝงของการกลายเปน็ ไอเท่ากบั 540 แคลอรตี อ่ กรัม


..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

วิทยาศาสตร์ ม.1 41

2. นำ�้ แข็งมวล 50 กรัม ทอี่ ุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ได้รับความร้อนและกลายเป็นไอท่อี ุณหภมู ิ 100
องศาเซลเซยี ส เพียงครงึ่ เดียว น้�ำแข็งจะได้รับปริมาณความร้อนเท่าไร กำ� หนดให้ ความรอ้ นแฝง
ของการหลอมเหลวเทา่ กับ 80 แคลอรตี ่อกรัม และความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอเทา่ กบั 540
แคลอรตี ่อกรมั

..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version