The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by n.intakool, 2021-08-19 07:49:33

วารสารราเมือก

วารสารราเมือก

Preface

วารสารเลม่ นี เปนสว่ นหนึงของรายวชา ว 33241 ชีววทยา 4 ระดับชนั
มธั ยมศึกษาปที 6 ภาคเรยนที 1 ปการศกึ ษา พ.ศ.2564 โดยมจี ดุ ประสงค์
เพอื การศกึ ษาและนําเสนอความรู้ทไี ด้รับจากเรองราเมือก(slime mold) ซงึ
วารสารฉบับนมี ีเนือหาเกยี วข้องกับความรู้ทัวไปของราเมอื ก ลักษณะและชนิด
อนุกรมวธาน วงจรชวี ต การดํารงชีวต การเพาะเลยี งและการสบื พนั ธ์ุ ตลอด
จนโรคทเี กดิ จากราเมอื ก

ผจู้ ัดทาํ ไดจ้ ดั ทาํ วารสารเลม่ นดี ้วยความตังใจ เพือให้ผทู้ สี นใจได้ศกึ ษา
และเขา้ ใจไดง้ ่ายขนึ ผจู้ ัดทําขอขอบคุณอาจารยก์ ิจจา อภิรักษเ์ สนา ผใู้ ห้ความ
รูู้และคาํ ปรกษา เพือนๆทกุ คนทใี หค้ วามชว่ ยเหลือมาโดยตลอด ผจู้ ดั ทาํ หวงั ว่า
วารสารฉบบั นจี ะใหค้ วามรู้และเปนประโยชนแ์ กผ่ ูอ้ ่านทกุ ทา่ น

คณะผูจ้ ดั ทํา

Contents

Article page

Slime Mold 1
Types of Slime Mold 2
Taxonomy 4
Life Cycle 6
Living Conditions 8
Reproduction 9
Culture Methods 10
Effects 12
etc. 14

Slime Mold 1

ราเมือก (slime mold) เปนเชือราชนดิ

หนึงทมี ีลักษณะทวั ไปกํากงึ ระหวา่ งสตั วแ์ ละ

พืช มีเซลลร์ ่างกายคลา้ ยตัวอะมีบา ไม่มผี นัง

เซลลห์ อ่ หุ้ม โครงร่างภายในมแี ต่เยอื ห้มุ เชลล์

จึงทาํ ใหร้ ูปร่างของเซลล์ไมค่ งทีแน่นอน

สามารถเปลยี นแปลงไปตามสภาพแวดลอ้ มที

เชือราชนิดนเี จรญเตบิ โต

การดํารงชวี ตทวั ไปมีเชลล์ร่างกายอยู่รวม

กันเปนกอ้ น plasmodium ในสภาพ Ceratiomyxa fructiculosa (Mull.) Macbr.
แวดล้อมทีผิดปรกติราเมือกพยายามสร้างส
ปอร์เพือใช้เปนหน่วยขยายพนั ธุ์ และสปอร์ที 3.Class Myxomycetes
สร้างขนึ นีถูกห่อหุม้ ด้วยผนงั ทมี ีสารพวก เปนราเมือกทีเซลล์มีโพรโทพลาซมึ ประกอบ
เซลลโู ลสรวมอยู่ด้วย ซึงอาจมโี ครงสร้าง
พิเศษหอ่ ห้มุ สปอร์อีกตอ่ หนงึ ด้วยหลายนวิ เคลียสเจรญเปนตาข่าย เรยกวา่
พลาสโม-เดียม (Plasmodium) มลี ักษณะ
เปนเมอื กข้น สขี าว
สเี หลือง สีสม้ หรอไม่มสี ี เมือต้องการกิน

อาหาร พลาสโมเดียมจะยืนสว่ นของโพรโทพลา

สามารถจําแนกราเมือกได้ 4 ชนั (Class) ซมึ ไปโอบลอ้ มแบคทีเรย อวยั วะสบื พนั ธุล์ ดรูป

1.Class Acrasimycetes เปนสปอร์คล้ายฝนุ ผงแห้ง มักพบตามท่อนไม้ผุ

มีโครงสร้างคล้ายอะมีบา ไมม่ ผี นงั เซลล์ กนิ ๆ ในชว่ งฤดใู บไม้ร่วง
4.Class Plasmodiophoromycetes
อาหารโดยเอาเซลล์โอบล้อมแบคทีเรย เรยกวา่ เปนราเมือกพวก naked plasmodium
pseudoplasmodium และสร้างอวยั วะสืบพนั ธ์ุ
มักเจรญเติบโตอยภู่ ายในเซลล์พืช และเปน
(fruiting body) เชน่ Dictyostelium
สาเหตุของโรค clubroot พืชตระกลู ผกั
discocystis
(Cruciferous plants) เช่น
2.Class Hydromyxomycetes
เปนราเมือกทีมเี ซลลร์ ูปกระสวย มี 1 นวิ เคลยี ส Plasmodiophora brassicae ถกู ปล่อย
และมีเสน้ สายยดื ยาวออกจากเซลล์ ราเมือกจะก่อ จากเซลลข์ องชนั cortex ของรากในระยะ
ตวั เปนตาข่ายทีแตล่ ะเซลลส์ ามารถลืนไถลได้ เช่น สร้างสปอร์ (resting spore)

Labyrinthela macrocystis เปนปรสติ ใน

Zosera marina(Celgrass) บางชนดิ เปนปรสติ

(parasite) ในสาหร่าย (algae) หรอพืชชนั สูง

2

Types ราเมอื กมีมากกวา่ 900 สปชสี ์
of Slime พบมากในเขตร้อนแต่ก็สามารถ
Molds พบในเขตอบอุ่นดว้ ย สามารถจดั
จาํ แนกไดเ้ ปน 2 กล่มุ

1.ราเมอื กชนิดพลาสโมเดยี ม

(plasmodial slime mold)

เปนราเมือกทีหนงึ เซลลม์ หี ลายนิวเคลียส ใน

วฏั จกั รชวี ตจะพบระยะพลาสโมเดยี มและระยะ

สร้างสปอร์เมือสปอร์งอกแล้วจะเปนราเมอื ก

เซลล์เดียวทมี ลี กั ษณะคล้ายอะมีบา ซงึ ไมม่ ผี นงั

เซลล์ จะเคลือนทีและกินอาหารโดยการล้อมจบั

(phagocytosis) เชน่ เดียวกบั อะมบี า ในบาง

กรณีเซลล์ทเี กิดจากสปอร์อาจเปนเซลล์ทีมี

แฟลกเจลลาซงึ จะเปนเซลลแ์ บบใด ขึนอยกู่ บั

ความชืนของสิงแวดลอ้ มทีอาศัยอยู่ ถ้าอยู่ในที

ทมี คี วามชนื มาก เซลล์ของมนั จะมีแฟลกเจลลา

ซึงสามารถวา่ ยนําได้ แต่ถ้าอยใู่ นทที มี ีความชืน

นอ้ ยจะเปนเซลลค์ ล้ายอะมีบา

เซลลเ์ ดยี วเหล่านีจะมีโครโมโซมเพียงชดุ เดียว

(haploid;n) เมืออยใู่ นสิงแวดล้อมทีเหมาะสม

และมีอาหารจํานวนมากกจ็ ะเจรญและเพิม

จํานวนได้ จากนนั จะจบั ค่เู กิดการสืบพนั ธแุ์ บบ

อาศยั เพศ มีการปฏิสนธไิ ด้เปนไซโกตทมี ี

โครโมโซม 2 ชุด (diploid;2n) และแบง่ เซลล์

เจรญไปเปนพลาสโมเดียมซงึ อาจมขี นาดใหญ่

มากได้ เกดิ จากการทเี ซลล์จาํ นวนมากเคลือนที

มารวมกลุ่มกนั จากนนั ไซโทพลาซมึ ของแตล่ ะ

เซลล์จะรวมตวั กนั ไดเ้ ปนเซลลข์ นาดใหญท่ มี ี

นวิ เคลยี สจํานวนมาก พลาสโมเดียมมักจะมสี ี

สดใส เช่น เหลอื ง สม้ มลี กั ษณะเปนเมอื ก ซึง

เปนทีมาของชอื ราเมอื ก และสามารถเคลอื นที

บนพนื ผิวของวตั ถทุ ีพลาสโมเดยี มนันอาศัยได้

แต่เมอื สิงแวดลอ้ มไม่เหมาะสมทจี ะดํารงชวี ตในระยะพลาสโมเดียม ราเมือกจะเปลยี นไปเปนระยะทีสร้าง
สปอร์ โดยสร้างสปอร์ในอับสปอร์ทีอยบู่ นกา้ น (stalk) สปอร์เหล่านจี ะมผี นังแข็งแรงทนตอ่ ความแห้ง
แล้งได้ดี และเมอื อยใู่ นสิงแวดล้อมทีเหมาะสมหรอไดร้ ับความชนื กจ็ ะงอกและเจรญตอ่ ไป

ตวั อย่าง ราเมอื กชนิดพลาสโมเดียม 3

Physarum Lycogala Types
of Slime

Molds

Fuligo Tubifera

2.ราเมอื กชนดิ เซลลลู าร์ ตวั อย่าง ราเมือกชนดิ เซลลูลาร์
Polysphondylium
(cellular slime mold)

เปนราเมอื กทีเซลล์มี 1 นิวเคลยี ส ส่วนใหญ่

ของวัฏจักรชีวตจะดาํ รงชีวตเปนเซลลเ์ ดียว มี

ลักษณะคลา้ ยอะมบี า อยเู่ ปนอสิ ระ แตเ่ มอื สงิ

แวดล้อมไม่เหมาะสม จะมกี ารปลอ่ ยสารเคมี

ออกมาเปนสัญญาณเพือให้เซลล์มารวมกลุ่ม

เรยกวา่ กลมุ่ ของเซลล์นีวา่ slug ซึงเซลลเ์ หลา่ นี

จะมาเกาะกล่มุ กนั เทา่ นัน ส่วนของไซโทพลาซมึ

ของแตล่ ะเซลลจ์ ะไมร่ วมตัวกนั ไดเ้ ปนเซลล์

ขนาดใหญ่เชน่ เดยี วกับราเมือกชนิดพลาสโมเดีย

ม slugทีเกิดขนึ มีลักษณะคลา้ ย fruiting

body ของฟงไจ จะสร้างสปอร์ผนังแข็งแรง

ทนต่อความแห้งแลง้ ได้ดี และเมืออย่ใู นสงิ

แวดล้อมทเี หมาะสมหรอได้รับความชืนก็จะงอก

และเจรญตอ่ ไป

Dictyostelium

Taxonomy 4

ในอดตี การจดั หมวดหมูส่ งิ มีชีวตศึกษาจาก อย่างไรก็ตามในปจจบุ นั จากการจดั หมวด
ลักษณะทางสัณฐานวทยาทสี ามารถมองเห็นได้ หมขู่ องสงิ มีชีวตนอกจากจะใช้ลกั ษณะทาง
จากภายนอก นกั วทยาศาสตร์จึงจัดใหร้ าเมือก สณั ฐานวทยาแลว้ ยงั ใช้การวเคราะห์ลาํ ดับนวิ
(slime mold) เปนรา เนอื งจากมันมลี ักษณะ คลีโอไทด์ของ rRNA เพือหาความสมั พนั ธท์ าง
คลา้ ยกับรา คือ มีการสร้างสปอร์ในอบั สปอร์ สายววฒั นาการด้วย ทาํ ให้พบวา่ ราเมือกมสี าย
หรอ สปอร์แรงเจียม (sporangium) ซงึ มี ววฒั นาการแยกออกมาจากสงิ มชี วี ตในอาณา-
รูปร่างคล้ายฟรุตตงิ บอดี (fruiting body) จกั รฟงไจแต่มคี วามสมั พนั ธใ์ กลช้ ิดกบั สิงมชี วี ต
ของสิงมชี ีวตในอาณาจักรฟงไจ ในอาณาจกั รโพรทสิ ตามากกวา่ จึงจัดราเมือก
ให้เปนสิงมชี ีวตทีอยู่ในอาณาจักรโพรทิสตา
แต่ในชว่ งหนงึ ของวฏั จกั รชีวต ราเมือกมี
การเคลอื นทแี ละกินอาหารคล้ายอะมบี า ทาํ ให้
มีลกั ษณะบางประการทคี ล้ายกบั สงิ มีชีวตใน
อาณาจักรโพรทสิ ตาด้วย จากการทีราเมือกมี
ลักษณะทีคลา้ ยทงั กับราและโพรทิสต์ จึงมขี ้อ
สงสัยวา่ ควรจะจัดราเมอื กใหอ้ ยูใ่ นอาณาจักร
ฟงไจหรออาณาจักรโพรทิสตา

Taxonomy 5

การจดั จําแนกแบบเกา่ และยังมรี าเมอื กทีเปนกลุ่มทไี ม่ได้อยูไ่ ฟลัม
Amoebozoa ไดแ้ ก่
ราเมือกเปนพวก polyphetic เดิมถูกจัด
อยู่ใน subkingdom Gymnomycota ใน Acrasids: เปนกลมุ่ Heterolobosea
อาณาจักรเหด็ รา รวมทังไฟลัมทียกเลิกไปแล้ว ใน supergroup Excavata ใชช้ ีวต
อย่าง Myxomycota, Acrasiomycota, คลา้ ย Dictyostelids แตม่ ี eruptive
และ Labyrinthulomycota pseudopodia
Plasmodiophorids: ปรสติ ใน
ราเมือกถกู แบบออกเปน 2 กลุ่ม คือ supergroup Rhizaria กอ่ ใหเ้ กิดโรค
1.ราเมอื กชนิดพลาสโมเดยี ม (plasmodial บางชนิดในพืช
Labyrinthulomycota: เปนร่างแห อยู่
slime mold) หลายนิวเคลยี ส ใน superphylum Heterokonta
2.ราเมือกชนิดเซลลลู าร์ (cellular slime Fonticula เปน cellular slime mold
ทีสร้าง fruiting body ทมี ลี ักษณะคลา้ ย
mold) นวิ เคลยี สเดียว ภเู ขาไฟปะทุ

การจัดจําแนกแบบใหม่ Acrasids

ราเมอื กไม่ไดถ้ กู จัดในอาณาจักรเห็ดรา แต่ Plasmodiophorids
รวมเปนกลุ่ม Mycetozoa ในไฟลมั
Amoebozoa

Mycetozoa แบ่งออกเปน 3 กลมุ่ ได้แก่
Myxogastria/Myxomycetes:
syncytial plasmodial และ acellular
slime molds
Dictyostelid/Dictyostelids:
cellular slime molds
Protosteloids: amoeboid slime-
molds ทสี ร้าง fruiting bodies

Dictyostelid Labyrinthulomycota

Myxogastria Protosteloids Foticula

Life Cycle 6

ราเมือกนนั เรมต้นชีวตจากการเปนเซลล์ทีมีลกั ษณะคลา้ ยอะมบี า อะมบี าเซลล์เดยี วมักจะ
เปน haploid และกนิ แบคทีเรยเปนอาหาร

สามารถผสมพนั ธ์ุได้และกอ่ ตวั จาก zygote เจรญเติบโตไปเปน plasmodia ภายใน
ประกอบไปด้วยนวิ เคลียสทไี มม่ เี ยือหุ้มเซลลจ์ าํ นวนมาก และสามารถขยายขนาดไดถ้ ึงระดบั
เมตร พลาสโมเดียมกั จะเตบิ โตเปนร่างแหของเสน้ ใย protoplasm เชอื มตอ่ กนั

ภายในมี cytoplasm ทเี คลอื นทีอย่างรวดเร็ว เส้นใย protoplasm สามารถเคลอื นที
ไดร้ ะยะทาง 1.35 เมตรตอ่ วนาที ซึงนับเปนอตั ราเร็วทีเร็วทีสุดของจลุ ินทรย์การยา้ ยถินของ
ราเมือกจะเกดิ ขนึ เมือ cytoplasm ไหลไปยังพืนทขี า้ งหนา้ และเสน้ ใย protoplasm จะถอน
ออกจากพนื ทีทมี ีอาหารน้อยลง ราเมือกจะเคลอื นทีไปยงั ทีทมี ีสารอาหารอยมู่ าก จากนันจะ
เปลยี นรูปไปเปน fruiting body ทําหน้าทสี ร้างสารสปอร์เพือการสืบพนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศ
และจะปลอ่ ยออกมาเพือฟกเปนราเมอื กเพอื เรมตน้ วงจรชวี ตใหม่

วฏั จักรชีวตของ Plasmodial slime mold

Life Cycle 7

วฏั จักรชวี ตของ Cellular slime mold

Living Conditions 8

ทอี ย่อู าศัย : บรเวณทมี ีความชืนสูง

ตามพนื ดนิ บนไม้ผุทีมีความชืน

บนกงิ ไมท้ ีเนา่ เปอยผุพงั บนก้อนเหด็ ในโรงเพาะเห็ด

อาหาร :

ระยะทีเปนเซลล์คล้ายอะมีบา

แบคทีเรย โพรทิสตข์ นาดเล็ก ฟงไจ

ราเมือกสว่ นใหญด่ าํ รงชีวตเปนผูส้ ลายสารอินทรย์ เเต่ก็มบี างชนิดทีเปนปรสิตใน
พชื เช่น ทาํ ใหเ้ กิดโรครากบวมของพืชตระกลู กระหลํา

Reproduction 9

การสบื พันธ์ขุ อง การสืบพันธ์ุของ

Plasmodial slime mold Cellular slime mold

ภายใตส้ ภาวะทีเอืออํานวย ราเมือก ราเมอื กชนดิ เซลลลู าร์สบื พันธุ์ลักษณะ
ชนดิ พลาสโมเดียมจะสบื พันธ์โุ ดยการ-
สร้างก้านสปอร์ทมี ีลักษณะเปนทรงกลม เดียวกบั ราเมอื กชนิดพลาสโมเดียม แตม่ ี
หรอคล้ายกบั ไอศกรมอยู่ด้านบน
ความแตกต่างทีสาํ คัญอย่างหนึงระหวา่ ง
เมอื ถงึ เวลาทเี หมาะสมคอื มคี วามชนื
เพียงพอ และมอี ณุ หภูมิมีเหมาะสม กา้ น การสืบพันธ์ุของของทงั สองชนดิ
เหลา่ นจี ะปลอ่ ยสปอร์ และราเมอื กทีเกดิ
ขนึ ใหมจ่ ะแพร่กระจายออกไป เวลาทีเกิด เซลล์แตล่ ะเซลล์ของราเมอื กชนดิ -
ขนึ มกั เกิดในฤดใู บไมผ้ ลิและฤดูใบไม้ร่วง
เซลลูลาร์ทงั หมด เปนเซลลท์ มี ีนิวเคลียส

เดียว ในขณะทรี าเมือกชนิดพลาสโมเดยี ม

เปนเซลล์ขนาดใหญ่ทีมีนิวเคลียสนับล้าน

ราเมอื กแต่ละเซลล์ เคลือนทีไปตามพนื

ผวิ ด้วยความเร็ว 1 มิลลเิ มตรตอ่ ชัวโมง

โดยทิงร่องรอยของสารเคมีซงึ ดึงดูดรา

เมอื กอืน ๆ เขา้ หามัน

เมือมีราเมือกเดนิ ทางผ่านทางเดยี วกัน

มากขนึ เรอยๆ สารเคมกี ็จะยงิ เขม้ ขน้ มาก

ขึนไปอกี ในทสี ุดราเมือกทังหมดก็จะ

รวมตัวกันทจี ุดหนึงและกลายเปน

"pseudoplasmodium" เพราะเซลล์

ทงั หมดยงั คงเปนปจเจก พวกมันถูกรวม

กลมุ่ เข้าดว้ ยกัน เมอื ทากรวมกนั เซลล์

ประมาณหนึงในสามมารวมกนั เพือสร้าง

ร่างกายทเี หมอื นก้านดอก จากนนั เซลล์

อืนๆ จะถกู เปลยี นเปนสปอร์ ซงึ อยู่

ภายในร่างกายทีออกผล เมือระดับ

ความชืนและอุณหภูมิเหมาะสม สปอร์จะ

ถูกปลดปล่อยออกมาและ กําเนิดราเมอื ก

เซลลใ์ หมห่ ลายๆเซลล์

Culture Methods 10

การเพาะเลียงในหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร

ราเมอื กจากแหล่งตา่ งๆ เชน่ ขอนไม้หรอก้อนเห็ดนนั สามารถนาํ มาเลียงในหอ้ งปฏิบตั ิการ
เพือศึกษาลกั ษณะต่างๆได้ อาหารของราเมือกทีสามารถเพาะเลยี งไดง้ า่ ยในหอ้ งปฏิบตั ิการคอื
แบคทเี รย โดยใชข้ า้ วโอ๊ตเปนอาหารของแบคทเี รย มขี นั ตอนดังนี

1.เตรยมจานเพาะเชอื จากการเพาะเลียงราเมือกในห้องปฏบิ ตั ิ
พบวา่ ราเมือกทแี ยกไดจ้ ากกอ้ นเหด็ จะสร้าง
1.1 วางกระดาษกรองลงในจานเพาะเชอื พลาสโมเดียมสเี หลือง

1.2 โรยขา้ วโอต๊ อบแหง้ บนกระดาษกรอง พลาสโมเดียมสีเหลอื งแผ่ออกเปนร่างแห
ภายในระยะเวลา 3 วนั

1.3 ใส่นําสะอาด 2 มลิ ลลิ ติ ร ทิงไวใ้ ห้ขา้ วโอ๊ด เมอื เลยี งไวป้ ระมาณ 7 วนั ราเมอื กจะ
ดูดซบั นาํ จนหมด เจรญจนเต็มจานเพาะเชือ

2.นําราเมือกทตี อ้ งการเลยี งจากดอกเหด็ หรอกอ้ นเห็ดหรอจากแหล่งอนื ๆ ทเี ปนระยะพลาส-
โมเดยี มมาวางในจานเพาะเชือ แบคทเี รยจะเพมิ จํานวนขึนโดยใช้สารอาหารจากขา้ วโอ๊ต

จากนันราเมือกจะกนิ แบคทเี รยเปนอาหาร ถ้าเปนราเมอื กระยะสร้างสปอร์จะใชร้ ะยะเวลา
ในการเจรญเตบิ โตนานกวา่ ระยะพลาสโมเดยี ม

Culture Methods 11

ราเมอื กส่วนใหญ่ทพี บพลาสโมเดียม
สเี หลืองบนกอ้ นเห็ดมกั จะเปน

Physarum sp. ซึงเราจะสามารถ
จาํ แนกชนิดได้เมอื มกี ารสร้างอับสปอร์

โดยเมอื เลยี งราเมอื กเปนระยะเวลา
14 วนั โดยไม่เตมิ นําและขา้ วโอ๊ตเพิมใน
จานเพาะเชอื

ราเมอื กจะเปลยี นสีเปนสนี ําตาลเขม้
และเข้าสรู่ ะยะสร้างสปอร์ เนอื งจากสภาพ
แวดล้อมไมเ่ หมาะสม ขาดนาํ และอาหาร
โดยจะสร้างอับสปอร์สีนาํ ตาลเขม้ หรอสีดาํ
บนก้านสเี หลอื ง เมืออบั สปอร์แก่จะแตก
ออกเพอื กระ-จายสปอร์ทีอยู่ภายใน

ADDITIONAL CONTENT มนั จงึ จะเปลยี นตวั เองให้กลายเปนร่างกาย
แบบสร้างสปอร์เพือหวงั ใหส้ ปอร์ปลวิ ไปตกใน
เขาวงกตเมอื ก ทีอืนทีเหมาะสมกวา่ ต่อไป

ราเมือกเพิมจาํ นวนนวิ เคลยี สโดยไมส่ ร้าง โดยเส้นใยทีมีขนาดศูนย์กลางใหญ่สุด คือ
เยือหุ้มเซลล์กันระหวา่ งกัน ทําให้แพร่กระจาย เส้นใยทีอยใู่ กล้อาหารมากทีสุด และลดหลันลง
ตัวเองออกไปหาอาหารไดเ้ รอย ๆ โดยราเมอื ก มาเมืออยูไ่ กลออกไปจากแหล่งอาหาร รูปแบบ
พลาสโมเดยี มจะใชร้ ่างกายของตัวเองในการ ของขนาดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลางของเส้นใยทีใหญ่
เข้ารหสั ความทรงจาํ เมอื มันรับรู้วา่ ทีใดมอี าหาร เลก็ ไม่เทา่ กนั นีเอง คือ
มันจะหลังสารเคมอี อกมาเพอื ทาํ ให้ระบบโครง
ขา่ ยเส้นใยขนาดจิวบรเวณนนั ออ่ นนุ่มลงและ "ความทรงจาํ ของราเมือก"
ขยายตัวใหใ้ หญข่ ึนได้ ของเหลวทอี ยภู่ ายใน นอกจากนีหนว่ ยความจําของราเมือกยังมไี ว้
ร่างกายจงึ ไหลไปยังทิศทางทีเสน้ ใยมเี สน้ ผ่าน เพือใช้ในการนําทางพวกมันไปยังสิงแวดลอ้ ม
ศูนย์กลางใหญก่ วา่ และเตบิ โตไปทางบรเวณ ใหม่หรอใชใ้ นการมองหาอาหาร และสามารถ
ดังกลา่ วจนกระทงั พนื ผวิ ทีมันเกาะอยู่เรม แลกเปลยี นขอ้ มูลเกียวกบั สภาพแวดล้อมนัน ๆ
ขาดแคลนอาหาร ไดด้ ้วยการหลอมรวมตนเองเขา้ กับราเมือก
อืน ๆ

Effects 12

ร าเมือกมที งั ประโยชนแ์ ละโทษ โดยนกั วชาการแขนงจากต่าง ๆ สามารถ
นาํ ราเมือกไปศึกษาในสงิ ทตี นเองสนใจได้ เพือต่อยอดความรู้ทางด้าน
วทยาศาสตร์ให้กวา้ งไกลไปอีก แต่ราเมือกเองก็เปนพาหะกอ่ ใหเ้ กดิ โรคบางชนิดใน
พชื อีกดว้ ย

ตัวอย่างโรคพชื ทเี กิดจากราเมือก 2.)โรค Powdery Scab
: Spongospora subterra
1.)โรค Clubroot of Crucifers (รากบวม)
โรคตกสะเก็ดของมนั ฝรัง พบระบาดแพร่
: Plamodiophora brassicae หลายทวั ไปในแหลง่ ปลูกมนั ฝรัง
อาการโรค: ทหี ัวของมนั ฝรังจะเกิดลักษณะการ
โรครากบวมของพชื ตระกูลกระหลาํ พบ เจรญ คล้ายปมุ ปมบนผิวหวั มนั ฝรัง ตอ่ มาจะ
ระบาดแพร่หลายทัวไป ในประเทศต่าง ๆ ของ เกดิ การปรแตกออกเปนสะเก็ด ทาํ ให้ผวิ ของ
ทวปยุโรป และอเมรกาเหนือ โดยเฉพาะพนั ธ์ุที มันฝรังฉกี ขาด และเนอื เยอื บรเวณสะเก็ดแผล
อ่อนแอ หากปลกู ในดินทีมีเชอื อยู่ก่อนแลว้ จะแหง้ เปนผงคลา้ ยแปง
อาการโรค: พืชทีเปนโรคใบอาจมสี ีเขยี วออ่ น แหลง่ ของการเขา้ ทาํ ลายและแพร่ระบาด:
จนถงึ เหลอื งพชื จะเหยี วในเวลากลางวนั ขณะที
แสงแดดร้อนจดั แลว้ พืชจะฟนสสู่ ภาพปกติใน ทัวไปมักตดิ มากบั หัวพันธ์ุ และเมอื เชอื อยู่ใน
เวลากลางคนื หรอเมอื แสงแดดอ่อนในตอนเช้า ดินไดแ้ ลว้ จะมีชวี ตอยไู่ ปได้อกี หลายป สปอร์ที
และเย็นพชื เรมแคระแกรนการเหยี วจะรุนแรง ถูกสร้างขึนจํานวนมากบรเวณสะเกด็ แผล จะ
จนพืชไม่สามารถฟนได้ พืชทอี ายนุ ้อยจะตายใน แพร่กระจายโดยนําและสะสมอย่ใู นดนิ เชือนจี ะ
เวลาสนั หลังจากพชื เปนโรค ไม่เจรญในดินกรดที pH ตาํ กวา่ 4.5

อาหารของพชื ทรี าก และลาํ ตน้ ใต้ดิน ราก
จะบวมเปน ก้อน ปม ปลายแหลมมน มีขนาด
ตังแตเ่ ลก็ ถึงใหญ่ กลมหรอคลา้ ยกระบอง ต่อ
มารากอาจเปอยผุไปก่อนสินฤดูเพาะปลูก
เนอื งจากจลุ ินทรย์ในดนิ เขา้ ทําลายซําเตมิ

Breaking News 13

ใชร้ าเมือกเปนตน้ แบบ จําลองโครงขา่ ย “เสน้ ใยจักรวาล”
: Physarum polycephalum

เส้นใยทวี า่ นเี ปนโครงสร้างพืนฐานทสี ุดของเอกภพ ซงึ เรยกวา่ "เสน้ ใยจักรวาล" (cosmic
web) หรอ "ใยเอกภพ" ประกอบดว้ ยสสารมดื (dark matter)และกลุ่มกา๊ ซทีใหก้ าํ เนดิ ดาวฤกษ์
เปนส่วนใหญ่

แรงโนม้ ถ่วงจากสสารมืดในเสน้ ใยดงั กล่าว ไดด้ ึงดดู ให้สสารมารวมตัวกันและกลายเปนดารา
จักรต่าง ๆ ทีมเี ส้นใยจักรวาลยดึ โยงเอาไว้ ทําใหบ้ รรดากระจกุ ดาราจักรแยกตัวจากทวี า่ งในห้วง
อวกาศ และเชอื มตอ่ กันเปนโครงข่ายคลา้ ยหยากไย่

เราไมอ่ าจจะมองเห็นเส้นใยจกั รวาลนไี ด้ แต่ก็รู้วา่ มีอยูจ่ ากหลักฐานทางฟสิกสด์ าราศาสตร์อนื ๆ
เชน่ ร่องรอยของการแผ่รังสีไมโครเวฟพนื หลังของเอกภพ (CMB)

แบบจําลองสามมติ ขิ องโครงข่ายเสน้ ใยจักรวาล ภายในระยะ 500 ล้านปแสงจากโลก
ภาพในกรอบเลก็ คือตําแหน่งของบางดาราจักร (จุดสเี หลอื ง) ซึงเชอื มตอ่ กนั ดว้ ยเส้นใยทีมองไม่เหน็ (เส้นสมี ่วง)

ลา่ สดุ ทมี นักดาราศาสตร์จากมหาวทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วทยาเขตซานตาครูซ (UCSC) ของ
สหรัฐฯ ไดค้ ิดหาวธีจินตนาการถงึ รูปร่างโครงสร้างของเสน้ ใยจกั รวาล โดยนําเอาราเมือก (slime
mold) สิงมชี วี ตเซลลเ์ ดยี วทเี ติบโตด้วยการแตกแขนงออกไปตามเสน้ ทางทีมอี าหารของมัน มา
เปนต้นแบบในการทําแผนทสี ามมิตขิ องเสน้ ใยจักรวาล ภายในระยะทาง 500 ล้านปแสงจากโลก
รายงานวา่ ดว้ ยการวจัยขา้ งตน้ นี กําลังจะตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal
Letters โดยทีมผู้วจยั ระบุวา่ ได้เขยี นอลั กอรทึมเลยี นแบบพฤตกิ รรมของราเมือก ซึงมันจะเลือก
เสน้ ทางทีมปี ระสิทธิภาพทีสดุ เพือเขา้ ถึงอาหาร

อลั กอรทึมหรอกระบวนวธีแกป้ ญหานี จะช่วยใหโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ตัดสินใจไดว้ า่ เส้นใย
จักรวาลทเี ชอื มโยงดาราจกั รตา่ ง ๆ ควรจะมเี ส้นทางการเชอื มต่อเปนอยา่ งไร เมือปอนขอ้ มูลพกิ ัด
ตาํ แหนง่ ของดาราจกั รจาํ นวน 37,000 กาแล็กซใี ห้

Breaking News 14

ภาพจาํ ลองแบบดังเดมิ ของเสน้ ใยจักรวาล ส่วนทเี ปนจุดสวา่ งคือบรเวณทมี ีดาราจักรอยูห่ นาแน่น

ดร. โจเซฟ บรู ์เชต็ ต์ ผู้นาํ ทมี วจัยบอกวา่
"ชา่ งน่าอัศจรรย์จรง ๆ ทีสิงมชี วี ตเล็ก ๆ ระดบั พืนฐานทสี ุด สามารถใหค้ วามกระจา่ งต่อ

เรองโครงสร้างขนาดมหาศาลทีใหญ่ทีสุดของจักรวาล"
"วธกี ารทรี าเมือกสร้างเส้นใยอนั ซับซ้อนเพือเขา้ ถึงแหลง่ อาหารใหม่ ๆ คลา้ ยกันอย่างมาก

กับการทแี รงโนม้ ถว่ งก่อรูปร่างของเอกภพด้วยเสน้ ใยจกั รวาล ซงึ เสน้ ใยนีจดั เรยงตัวตามโครงสร้าง
ทางคณิตศาสตร์ทเี หมาะสมมากทสี ดุ "

ก่อนหน้านี เคยมงี านวจยั ทใี ชพ้ ฤติกรรมของราเมือกเปนตน้ แบบ ในการแกไ้ ขปญหาจราจร
ตดิ ขัดในเมืองใหญ่ หาทางออกจากเกมเขาวงกต หรอคน้ หาเส้นทางอพยพหนีภยั ทดี ีทสี ุดมาแลว้
เนืองจากการใหม้ นษุ ยห์ รอปญญาประดิษฐค์ ิดแกป้ ญหาเหลา่ นีเองโดยลาํ พัง ถือวา่ เปนเรองทยี าก
จนสุดวสยั

ทีมา : https://www.bbc.com/thai/international-51877275

Member


Click to View FlipBook Version