ความสมั พนั ธไ์ ทย กัมพูชา :
ในมติ ขิ องพระพุทธศาสนาและการศึกษาสงฆ์
Thai-Cambodian Relations:
In the Dimension of Buddhism and Sangha Education
พระปลดั ระพนิ พทุ ธิสาโรIPhrapalad Raphin Buddhisaro
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
Corresponding Author, E-mail: [email protected]
บทคดั ย่อ
บทความนี้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ไทย กัมพูชา ในมิติของพระพุทธศาสนาและการศึกษาสงฆ์ ใช้วิธีการ
ศึกษาจากเอกสาร งานวิจยั การสังเกตเกบ็ ขอ้ มูลเชงิ พน้ื ท่ี เขียนเปน็ ความเรียงในรปู แบบบทความวชิ าการ
ผลการศึกษาพบว่า ไทย กัมพูชา มีความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนานผ่านลักษณะรว่ ม
ทางวฒั นธรรม การเมอื ง สังคม เศรษฐกจิ และวัฒนธรรม ศาสนา เมอื่ เฉพาะไปท่ีศาสนาการข้ามแดนทางวฒั นธรรม
ไดก้ ลายเปน็ จดุ เช่อื มท่ีสำคญั ทำใหศ้ าสนาของอารยธรรมเขมรท้งั พราหมณฮ์ นิ ดู พุทธมหายาน และเถรวาท รวมท้ัง
ในปจั จุบันมหาวทิ ยาลัยสงฆไ์ ดก้ ลายเป็นจดุ เช่ือมของพระพุทธศาสนากัมพูชาไทยในระดับองคก์ ร บคุ คล และการ
เตมิ เต็มสนบั สนุนการศึกษาพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ทางศาสนาดังปรากฏเปน็ ขอ้ มลู สถิตใิ นปจั จุบนั
คำสำคัญ: ความสัมพันธ์ไทย-กมั พชู า,พระพุทธศาสนา,การศกึ ษาสงฆ์
Abstract
This article examines the relationship between Thailand and Cambodia in terms of
Buddhism and Sangha education. The study was conducted by using documentary study, research
and observations for collecting data in area study. Data was analyzed and written as essay in the
form of an academic article.
The results of the study revealed that Thailand and Cambodia have a long relationship
with Buddhism through cultural, political, social, economic and cultural integration, religion,
especially when it comes to religion of cultural crossing has become an important link that making
the religion of both Khmer civilizations, Hindu Brahmins, Mahayana Buddhists and Theravada.
Buddhist Universities have also become the connecting point of Thai-Cambodian Buddhism at
the organizational level and individual level in order to support for education and development
of religious human resources as shown in current statistics.
Keywords : Thai-Cambodian Relations, Buddhism, Sangha Education
1.บทนำ
ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชาเกิดขึ้นทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยทั้งหมดเป็น
องคป์ ระกอบในความสัมพันธ์ไทย กัมพูชาท่ีวา่ ด้วยรัฐ เขตแดน และอำนาจอธปิ ไตย ในส่วนมหาวิทยาลยั มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย ซงึ่ เปน็ สถาบนั การศกึ ษาทางดา้ นพระพทุ ธศาสนา ที่จดั การศึกษาเพื่อพัฒนาคน ใหไ้ ด้ความรู้
ทั้งทางพระพุทธศาสนา และในทางศาสตร์สมัยใหม่ตามมโนปณิธาน ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ผู้สถาปนา
มหาวิทยาลยั เม่อื พ.ศ.2430 ท่แี ถลงไวเ้ ปน็ เจตนารมณ์คือให้จดั การศกึ ษา “พระพทุ ธศาสนาและวิชาการชั้นสงู ”
เป้าหมายเพื่อพัฒนาคน โดยคนในความหมายที่ยกมานี้ ไม่ได้เฉพาะคนไทย หรือชาวพุทธไทยแต่หมายถึง
พระพุทธศาสนาในแบบนานาชาติ ดังที่ในปัจจุบันมีนิสิตมาศึกษาแสวงหาความรู้ในมหาวิทยาลัยสงฆ์จากนานา
ประเทศเกินกว่า 20 ประเทศในปัจจุบัน (พ.ศ.2564) เมื่อจำเพาะไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชามี
ความสัมพนั ธ์กับสยามหรอื ไทยต้ังแตอ่ ดตี ท้ังในทางการเมือง สงั คม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม ศาสนา ซึ่งในการเขียน
บทความนี้จะได้นำเสนอภาพรวมความสัมพันธ์ร่วมกันในด้านต่าง ๆ โดยเน้นไปที่บทบาทความสัมพันธ์ทาง
พระพุทธศาสนา และบทบาทของมหาวิทยาลยั สงฆ์ ซึ่งหมายเอามหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่ีทำ
หนา้ ท่ีจดั การศึกษา และได้เชือ้ เชิญลกู หลานชาวกมั พชู าให้มาศึกษาในมหาวทิ ยาลยั สงฆใ์ นสาขาวิชาหรือหลักสูตร
ต่าง ๆ และหวังวา่ ในอนาคตอนั ใกล้ผู้เรยี นเหลา่ น้ันจะได้นำความรู้เหล่านั้นไปพฒั นาสังคม ประเทศชาติ กลับไป
เป็นบุคลากรให้กับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในองค์กรศาสนา วัดในพระพุทธศาสนา รวมทั้งภาครัฐ เอกชน ทำให้เกดิ
ภาพลักษณท์ ่ีดีต่อความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศไทย กัมพูชา และต่อมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนในแบบนานาชาติ ซึ่งในบทความนี้จะได้นำเสนอ ให้ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ของไทย กัมพูชารวมไปถึงบทบาทของมหาวิทยาลยั สงฆต์ ่อความสัมพันธ์ทางด้านพระพุทธศาสนา
และการพฒั นาศาสนทายาทให้กบั กัมพูชาเปน็ ลำดับต่อไป
2.ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งประเทศไทยกัมพูชา อาจมใี นหลายมติ ิ ซ่ึงจะได้นำมาแบง่ จำแนก เปน็ ภาพรวม ๆ
เพื่อให้เห็นว่าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ของเราที่มีพื้นที่ชายแดนติดต่อกันเริ่มตั้งแต่จังหวัดตราด ไปจนถึง
ประเทศอุบลราชธานี รวมทง้ั ในปจั จุบันกมั พูชามแี รงงานเข้ามาทำงานในประเทศที่สำรวจตามระบบของกระทรวง
แรงงานจำนวนหลายแสนคนทั่วประเทศ (กลุ่มงานพัฒนาระบบควบคุมการทำงานของคนต่างดา้ ว สำนักบริหาร
แรงงานตา่ งด้าว,กรมแรงงาน,2563) อีกทั้งการคา้ ชายแดนไทย กมั พชู า ท่นี ำรายไดเ้ ขา้ ประเทศมีมูลค่ารวมหลาย
แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งในการศึกษานี้จะได้ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์นับแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน เพื่อเชื่อมให้เห็น
ปฏิสัมพันธ์ทางศาสนาและบทบาทของพระพุทธศาสนาไทยกับการพัฒนาศาสนทายาทในกัมพูชา ซึ่งจำแนก
ความสมั พนั ธ์ไดค้ ือ
1. ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีข้อมลู ว่า อาณาจักรเขมรโบราณ
เคยปกครองอาณาจักรสุโขทัย ทีถ่ กู กลา่ วถงึ ในฐานะเมอื งปฐมราชธานใี นประวตั ิศาสตรร์ ฐั ไทย ดงั มีตำนานเก่ยี วกับ
ขอมดำดนิ ในประวตั ิศาสตรร์ ว่ มกันระหว่างสโุ ขทยั และประวตั ิศาสตรก์ มั พูชา
ตำนานเรื่องพระร่วงปรากฏเปน็ ลายลักษณอ์ กั ษรในภาษาไทยคร้ังแรกใน “พงศาวดาร
เหนือ” ฉบับพระวิเชียรปรีชา (น้อย) ซึ่งเรียกขุนนางขอมที่ดำดินมาว่า “ขอมดำดิน” ยังไม่
เรียกว่า “พญาเดโช” หลักฐานฝ่ายไทยที่ระบุชื่อพญาเดโชคร้ังแรกคอื “บทกลอนประกอบการ
ขับร้องเรื่องขอมดำดิน” ซึ่งทรงนิพนธ์โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แต่ไม่
ทราบว่าได้ข้อมลู มาจากทใี่ ด สว่ น “เดโชดำดนิ ” ปรากฏเปน็ ลายลักษณอ์ ักษรในภาษาเขมรครั้ง
แรกในพงศาวดารเขมรฉบบั วดั โกกกาก ทีเ่ รยี บเรยี งในสมยั สมเด็จพระนโรดม...จารึกสโุ ขทยั หลกั
ที่ ๒ (วัดศรีชุม) ออกชื่อ “ขอมสบาดโขลญลำพง” ที่ปกครองเมืองสุโขทัยอยู่ในราวต้นพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๙ และถกู “พ่อขนุ ผาเมอื ง” กับ “พ่อขุนบางกลางหาว” มาชว่ ยกนั รบชิงเมืองไว้ได้
ในอำนาจแทน “ขอมสบาดโขลญลำพง” นี้คงเป็นชื่อของบุคคลที่มีอำนาจเกีย่ วพันโดยตรงกับ
ขอม-เขมร ทอ่ี ยู่ทเี่ มืองลพบุรที างภาคกลางและเมอื งพระนครหลวงในกมั พชู าดว้ ย ในฐานะผู้เก็บ
รวบรวมทรพั ยากรจากดินแดนแควน้ สุโขทยั โบราณลงไปยังศนู ยก์ ลางที่เมืองพระนครหลวง
ล่วงมาจนถึงสมัยลงแวก (ค.ศ.1525-1593/2068–2136) พระยาละแวก (สมเด็จพระบรมราชาที่ 3,ค.ศ.
1566–1576/2109-2119) หรือพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.2098-2148) แห่งกรุงศรอี ยุธยา กับพิธีปฐมกรรม ซ่ึง
เป็นข้อถกเถียงในทางประวัติศาสตร์ (บุญเตือน ศรีวรพจน์, 2543) หรือการที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พ.ศ.
2380-2352) กับภารกิจศึกสงครามข้างเขมร ญวน ในช่วงสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ.2310-2325) ก่อนมีการ
ปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 (พ.ศ.2325-2352) พร้อมสถาปนากรุง
รตั นโกสนิ ทร์ (นธิ ิ เอยี วศรีวงศ์, 2562) ลว่ งมาจนถึงเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสน,ี พ.ศ.2318-2392) กับ
ศกึ ในกมั พชู า การขดุ คลองแสนแสน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ด้วยพระราชประสงคเ์ พื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง
อาวธุ ยทุ ธภัณฑ์ กำลังรบ และเสบยี งอาหารไปยังญวน (เวยี ดนาม) ในราชการสงครามไทย-ญวน ซึ่งใชเ้ วลาสรู้ บกวา่
14 ปี (บดนิ ทร์เดชา, เจ้าพระยา, 2550) การสร้างวดั เทพลีลา กรงุ เทพ ฯ (พ.ศ.2381) การสรา้ งวดั ชยั ชนะสงคราม
(กทม.) การสร้างวดั ราชโยธา (กทม) การสร้างวัดแก้วพิจติ ร (จ.สระแก้ว) หรือการสร้างโรงพยาบาลอภัยภูเบศ
(จ.สระแก้ว) ล้วนเป็นปฏิสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกัมพูชาทั้งสิ้น ดังปรากฏในงานวิจัยเช่นเรื่อง
คลองแสนแสบ : ความสำคัญในฐานะเส้นทางเดินทัพไทย-กัมพูชา (ศานติ ภกั ดีคำ, 2553) หรอื ในงานวิจัยเร่ือง
“ความสัมพนั ธ์ระหว่างไทย เขมร ญวนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตน้ ” (ถนอม อานามวัฒน์, 2514) รวมไปถึงอีก
หลายเหตุการณ์ ที่สัมพันธ์กับแนวคิดทางรัฐศาสตร์ อาทิ “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ในช่วงสมัย
รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (พ.ศ.2463-2541) (สุณัย ผาสุก,2539) ขณะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
(พ.ศ.2531-2534) เหล่านี้เป็นประเด็นเกี่ยวข้องในทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์
ระหว่างไทยกัมพูชาในทางประวัติศาสตร์ท่ีมีมาอย่างยาวนาน
2. ความสัมพันธ์ทางการเมือง การที่ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับกัมพูชา มีความยาวกว่า 798
กโิ ลเมตร ตั้งแต่จงั หวดั ตราด จนั ทบุรี สระแก้ว บรุ ีรัมย์ ศรีษะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี ดว้ ยความที่เป็นประเทศ
ชดิ ติดกันจงึ มปี ระเดน็ ทางการเมืองระหว่างประเทศร่วมกนั สยามเคยเปน็ รัฐบรรณาการของกมั พูชา จนกระท่ังรัฐ
เขมรโบราณอ่อนแอ สยามได้มีอิทธิพลขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และมีอำนาจเหนือกัมพูชา จนกระทัง่
เปลย่ี นสถานะเป็นรัฐในแบบสมัยใหม่ (New State) ท่มี เี ขตแดนชัดเจน การเสยี ดนิ แดนใน “คต”ิ ของรัฐสมัยใหม่
ในช่วงฝรั่งเศสปกครองกัมพูชาเป็นอาณานคิ ม (ค.ศ.1884-1953/2427-2496) การคืนพระตะบอง เสียมราฐ ศรี
โสภณ เพอื่ แลกกับจังหวัดตราด จนั ทบรุ ี ในกรณี ร.ศ.112 ในปี พ.ศ.2436 หรือการทีร่ ฐั สยามภายใตก้ ารสนบั สนุน
โดยญีป่ นุ่ ในสงสงครามโลกครงั้ ท่ี 2 เหตกุ ารณ์ “สงครามอนิ โดจนี ” ระหวา่ งสยามกบั ฝรงั่ เศส ในปลายปี พ.ศ.2483
ทำให้ญี่ปุน่ ต้องเข้ามาไกลเ่ กลย่ี จนเกิด “อนุสญั ญากรงุ โตเกียว พ.ศ. 2484” สยามไดเ้ ขา้ ยึดครอง “เสียมราฐ พระ
ตะบอง ศรีโสภณ” และได้เปลี่ยนชื่อจังหวัด “เสียมราฐ” เป็นจังหวัด “พิบูลสงคราม” แม้จะคืนกลับไปหลัง
สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 เมือ่ พ.ศ.2488 ก็ตาม หรือล่วงมาจนกระท่ังสยามได้เข้าไปมีบทบาท ในสงครามกลางเมือง
ในชว่ งการปกครองแบบราชาธปิ ไตยในสมยั พระบาทนโรดม สหี นุ (Norodom Sihanouk,ค.ศ.1941-1955/2484-
2498) หลังจากได้เอกราชจากฝรั่งเศส จนกระทั่งเปลี่ยนการปกครองเป็นระบบสาธารณรัฐ (République
Khmère)/ค.ศ.1970-1975/พ.ศ.2513-2518) (Kiernan, Ben,2004,300-301) ที่มีนายพลลอน นอล (Lon
Non) เป็นประธานาธิบดี นักองคร์ าชวงศ์ สสี ุวตั ถิ์ สริ มิ ตะ (Sisowath Sirik Matak,ค.ศ.1914-1975/2457-2518)
ผู้นำพรรคสาธารณรัฐและอดีตนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐเขมร (David Chandler,2008) จนกระทั่งมีการ
เปลี่ยนแปลงเป็นระบบคอมมวิ นสิ ต์แบบชาตินิยม ทีเ่ รียกวา่ “กมั พชู าประชาธปิ ไตย (Democratic Kampuchea/
ค.ศ.1975-1979/2518-2522) (Francois Ponchaud,1978) ที่รู้จักกันในชื่อยุคเขมรแดง (Khmer Rough)
(Kiernan, Ben,2002) ที่มีผู้นำสูงสุดเป็นพล พต (Pol Pot,ค.ศ.1925-1998/2468-2541) (Chandler, David
P.,1992) หรือต่อมาเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบ “สาธารณรัฐประชามานิต” (People's Republic of
Kampuchea: PRK,ค.ศ.1979-1989/พ.ศ.2522-2532) (Margaret Slocomb,2004) เปน็ รฐั บาลทจ่ี ัดตงั้ โดยแนว
รว่ มปลดปลอ่ ย ของกลมุ่ กัมพชู าฝา่ ยซา้ ยท่ีอยูต่ รงขา้ มกบั กลมุ่ ของเขมรแดง ซึ่งไดร้ บั การสนับสนนุ จากเวียดนาม
อย่างเฮง สัมริน (Heng Samrin,ค.ศ.1934/2477-) และมีรัฐมนตรีต่างประเทศที่ชื่อฮุน เซ็น (Hun Sen,ค.ศ.
1955/2498-) (Sebastian Strangio,2014) จากนั้นเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นรัฐกัมพูชา (State of
Cambodia: SOC,ค.ศ.1989-1993/2532-2536) (Michael Vickery,1999) ในช่วงสี่ปีสุดท้าย เพื่อให้เกิดการ
ยอมรบั ในระดับนานาชาติ การเจรจายตุ ิการสู้รบของเขมร 3 ฝา่ ย เพ่อื ใหม้ ีการยุตสิ งครามกลางเมือง และนำไปสู่
การเลือกตั้งได้ในปี ค.ศ.1993/2536 มีการรื้อฟื้นระบบกษัตริย์คืนมาโดยมีพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
(Sihanouk,ค.ศ.1922-2012/2465-2555) ได้กลับมาเป็นกษัตริย์ครั้งที่สอง (ระหว่าง ค.ศ.1993-2004/) ฟื้นฟู
ประเทศเป็นระบบประชาธิปไตย เปิดเสรีในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งพระพุทธศาสนา เปลี่ยนประเทศเป็น
“ราชอาณาจกั รกัมพูชา” (Kingdom of Cambodia,ค.ศ.1993/2536-ปัจจบุ นั ) (วชั รนิ ทร์ ยงศิร,ิ 2545,284–288)
จนกระทั่งเป็นการเมืองท่ีมีเสถียรภาพดงั ปรากฏในปจั จุบนั ท่ีปกครองโดยรัฐบาลพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP-
Cambodian People’s Party) ซึ่งครองอำนาจโดยนายกรัฐมนตรีฮุน เซ็น (Hun Sen) นับแต่มีการเลือกตั้งโดย
องคก์ รสหประชาชาติ เม่ือ ค.ศ.1993/2536 กระทง่ั ปัจจบุ นั รวมเวลากว่า 27 ปี จากเหตุการณ์ทย่ี กมาสะท้อนให้
เหน็ ถงึ สยาม หรอื ไทยกบั การมีสว่ นร่วมในประเด็นทางการเมอื งระหวา่ งประเทศในแต่ละเหตุการณ์ ไปจนถงึ ความ
ขัดแย้งในประเด็นทางประวตั ิศาสตรแ์ ละการเมือง และเขตแดน เช่น กรณีศาลโลกพิพากษาใหเ้ ขาพระวหิ ารตก
เป็นของกัมพชู า เมอ่ื พ.ศ.2505 (ขรพรรษ สุรนาถ และคณะ,2561) กรณีการเผาสถานทูต ใน พ.ศ.2546 (ชนกพร
พัวพัฒนกุล,2548) หรือการปะทะกันทางชายแดนเนื่องกรณีพื้นที่ทบั ซ้อนของเขาพระวิหาร ในช่วงสมัยรัฐบาล
อภสิ ทิ ธ์ิ เวชชาชีวะ (ดำรงตำแหน่งนายกรฐั มนตรีระหวา่ ง พ.ศ. 2551−2554) เชน่ เมษายน 2552 มกราคม 2553
กุมภาพันธ์ 2554 และช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2554 มีการ ขยายวงปะทะนอกเหนือบริเวณปราสาทพระวิหาร
จังหวัดศรีสะเกษ (ทรงเกียรติ กุลวุฒิวิลาศ,2554) รวมไปถึงกรณีกัมพูชายื่น คำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่าง
ประเทศ ในวันท่ี 28 เมษายน 2554 เพอื่ ตีความคำพิพากษาคดี ปราสาทพระวหิ าร พ.ศ.2505 และย่ืนคำรอ้ งขอให้
ศาลออกมาตรการคุม้ ครองชว่ั คราวแก่กัมพชู า ในวนั ที่ 7 กรกฎาคม 2554 ศาลยุติธรรมระหวา่ งประเทศ ไดม้ ีมติให้
กองกำลังทั้งสองฝ่ายถอนทหารจากออกจากพื้นที่ และกำหนดเขตปลอดทหารชั่วคราว (ชาญวิทย์ เกษตรศิ
ริ,2552) หรอื การปะทะกันทางชายแดนด้วยสงครามกลางเมืองในการเปล่ียนผ่านการปกครองในกัมพูชาแต่เป็น
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศของไทยกัมพูชาด้วย ซงึ่ ไทยลว้ นเข้าไปมสี ว่ นเก่ยี วข้องในฐานะทม่ี พี ืน้ ทที่ างภมู ิศาสตร์
เนอ่ื งกัน
3. ความสัมพนั ธท์ างเศรษฐกจิ กัมพชู ามคี วามสำคญั ทางเศรษฐกิจตอ่ สยามนับแต่อดตี ดังปรากฏเป็น
เส้นการค้าผา่ นเส้นทางสายปลาแดก หรอื เส้นทางสายเกลือจากแหล่งโคราช (เนตรนภา รัตนโพธานันท์,2558) ท่ี
ใหข้ อ้ มลู เส้นทางการค้าระหวา่ งสยามและกมั พูชา (จตุพร สังธิกุล,2559) และความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศ ดัง
ปรากฏข้อมูลในจดหมายเหตุ ร.3 จศ. 1204 (2385) วา่ “...เกลือยังเป็นสงิ่ ท่ีทำให้เกดิ ความสมั พันธท์ างการเมือง
ระหว่างประเทศ เช่น ใน พ.ศ.2385 เขมรขาดแคลนเกลือในการบริโภคและถนอมอาหารเป็นอย่างมาก
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอย่หู ัว ทรงห่วงใยชาวเขมรเปน็ อย่างย่งิ พระองคจ์ งึ ทรงโปรดให้ส่งขา้ วและเกลือ
จำนวนมากไปยังเขมรเพื่อให้เจ้าพระยาบดินทรเดชานำไปแจกจ่ายให้ชาวเขมรและกองทัพไทย ...” หรือใน
จดหมายเหตุ ร.3 จศ. 1205 (2386) ให้ข้อมูลว่า “...ในปีตอ่ มาพระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้าเจ้าอยูห่ ัวก็โปรด
พระราชทานขา้ วสารและเกลอื จำนวนมากให้แก่กองทัพและชาวเขมรทีม่ คี วามอดอยากอยา่ งตอ่ เนอื่ งเปน็ ปีทส่ี อง
...” กมั พูชาเปน็ แหลง่ ผลิตอาหารโดยเฉพาะข้าว ปลา และสินคา้ ทส่ี ำคญั ในชว่ งรัตนโกสินทร์ตอนต้น (David P.
Chandler,2008) หรือเมื่อเวลาผ่านมาเชื่อมมายังเศรษฐกิจร่วมสมัย เศรษฐกิจร่วมสมยั ของไทย ไม่ว่าจะเปน็
การค้าชายแดน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการพนัน หรือสินค้าอปุ โภคบริโภค แรงงานข้ามชาติ
ไทยกมั พูชาเหลา่ นเ้ี ป็นภาพลกั ษณ์ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหวา่ งไทยกมั พชู า
จากขอ้ มูลความรว่ มมือการคา้ และการลงทุนของ กรมการค้าตา่ งประเทศ (2562) ท่ใี ห้ข้อมูลว่าการค้า
ชายแดนรอบประเทศไทย (กัมพูชา มาเลเซีย ลาว เมียนมาร์) มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมวลรวมใน 5 ปีย้อนหลัง
(พ.ศ.2558-2562) เกนิ กว่าปลี ะ 1 ล้านล้านบาท ดังเชน่ ในปี พ.ศ.2560 มมี ลู ค่ารวม 1,319,068.59 ล้านล้าน
บาท ใน พ.ศ.2561 มีผลดำเนินการรวม 1,384,709.40 ล้านล้านบาท ใน พ.ศ.2562 มีรายได้ครึ่งปีแรก
686,437.09 ล้านบาท เมื่อเจาะจงไปที่ผลการดำเนนิ การการค้าชายแดนเฉพาะประเทศกมั พูชา (สุรินทร์ ด่าน
ช่องจอม/บรุ ีรัมย์ ด่านช่องสายตะกู/ศรีษะเกษ ด่านชอ่ งสะงำ/ตราด ด่านบา้ นคลองลกึ /จันทบรุ ี ด่านบ้านแหลม
ด่านบา้ นผกั กาด/สระแกว้ ด่านปอยเปต/ อุบลราชธานี ดา่ นช่องอานม้า เปน็ ต้น) ในปี พ.ศ.2560 มรี ายได้มวล
รวมอยู่ที่ 125,268.31 ล้านบาท ผลการส่งออก 101,727.60 ล้านบาท นำเข้า 23,540.71 ล้านบาท ได้
ดุลการค้า 78,186.90 ล้าน หรือในปี พ.ศ.2561 มีรายได้มวลรวมอยู่ที่ 145,382.33 ล้านบาท ส่งออก
122,602.57 ล้านบาท นำเข้า 22,779.76 ล้านบาท ได้ดุลการค้า 99,822.82 ล้านบาท หรือเฉพาะในครึ่งปี
แรกของ พ.ศ.2562 มรี ายได้มวลรวมอยูท่ ่ี 80,221.23 ลา้ นบาท เปน็ ต้น ดงั น้นั กัมพชู ามีความสำคัญต่อมูลค่าทาง
เศรษฐกิจ หรอื มคี วามสัมพันธ์ทางเศรษฐกจิ กับประเทศไทยอย่างตอ่ เนอ่ื งยาวนานกระทัง่ ปัจจบุ ัน
4. ความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนา เป็นปฏิสัมพันธ์ทางศาสนาระหวา่ งกัมพูชาและไทยซึ่งทำใหเ้ กิด
ความเชื่อมโยงระหวา่ งดนิ แดนท่ีอยู่ภายใตอ้ าณัติของอาจกั รขอมโบราณ ปฏิสัมพันธ์ทางศาสนาจึงเปน็ การส่งออก
ในวถิ ที างวฒั นธรรมรว่ มกัน ไทยกมั พชู า จงึ เป็นวัฒนธรรมรว่ ม เม่อื เจาะจงไปทปี่ ระเด็นทางศาสนา มีหลักฐานว่า
สุโขทัย ลพบุรี ได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ในสมัยนครวัต และพระพุทธศาสนามหายานจาก
อาณาจักรนครธม จนกระทง่ั กัมพูชาไดก้ ลายประเทศราช ภายใตอ้ ทิ ธิพลของสยาม ปฏสิ ัมพันธ์ข้ามแดนทางศาสนา
ระหวา่ งดินแดนก็ยงั เกิดขึน้ อย่างตอ่ เนอ่ื ง การท่ีพระสงฆ์กัมพชู ามาศกึ ษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอยา่ งกรณี
พระมหานิล เตยี ง สวุ ณฺณเกสโร (Nil Teang, ค.ศ.1823-1913/2368-2456) (ศานติ ภกั ดคี ำ,2556) (ต่อมาได้เป็น
สมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกาย ระหว่าง ค.ศ.1859-1913/2402-2456) ที่เคยมาศึกษาบาลีที่วัดมหาธาตุ
ยุวราษฎร์รังสฤษดิ์ จนเป็นมหาเปรียญ หรือพระมหาปาน ปญฺญาพโล (ค.ศ.1825-1895/2368-2438) ท่ีอยู่จำ
พรรษาเรยี นอยูท่ ีว่ ดั สระเกศ จนกระท่งั วชริ ญาณภกิ ขุ (ตอ่ มาคอื รัชกาลที่ 4 พ.ศ.2394-2411) ได้ก่อกำเกิดนิกาย
ธรรมยตุ ินกิ าย พระมหาปานไดบ้ วชแปลงโดยมีพระวชริ ญาณภิกขุ (พ.ศ.2367-2394) เปน็ พระอปุ ัชฌาย์ และย้าย
ไปอยวู่ ดั บวรนเิ วศวิหาร รวมทัง้ เชอ้ื พระวงศอ์ ย่างองคพ์ ระนโรดม (Norodom,ค.ศ.1860-1904/2403-2447) องค์
พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถ์ิ (Sisowath ค.ศ.1904-1927/2403-2470) ล้วนเคยบวชเรียนที่วัดบวรนิเวศวิหาร
ทั้งสิน้ ดังทศี่ านติ ภกั ดคี ำ ได้เคยศกึ ษาไว้ในเรื่อง “ผนวช “กษัตรยิ ก์ ัมพูชา” สมยั รัชกาลท่ี 4 : พระพุทธศาสนากับ
การเมอื งสองราชสำนักสยาม-กัมพูชา” และให้ข้อมูลเกยี่ วกบั เหตุการณใ์ นชว่ งนว้ี า่
จดหมายเหตุเรื่อง “ร่างศุภอักษร ถึงเมืองอุดงค์มีชัย” ที่กล่าวถึงเรื่องการผนวชของ
พระองคร์ าชาวดี ซงึ่ ตอ่ มาไดข้ ึ้นครองราชยเ์ ป็นสมเดจ็ พระนโรดมบรมรามเทวาวตาร และ “ร่าง
จดหมายเจ้าพระยา (ศรี) สุริยะวงศ์” ที่กล่าวถึงการผนวชของพระหริราชดนัยไกรแก้วฟ้า ซ่ึง
ต่อมาคือสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ ให้เข้ามาผนวชเป็นนาคหลวง ...จดหมายเหตุทั้งสองฉบบั นี้เปน็
เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีความน่าสนใจมาก เพราะแสดงถึงแนวพระราชดำริทางการเมือง
ของพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทีท่ รงมตี อ่ กัมพูชาไว้อย่างชัดเจน แมจ้ ะเปน็ ศภุ อกั ษร
ที่เกี่ยวขอ้ งกับพระพทุ ธศาสนาก็ตาม เพื่อใหเ้ กิดความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ความสมั พันธ์ระหว่างไทย-
กมั พูชา ในสมัยรัชกาลท่ี 4 ไดช้ ัดเจนยง่ิ ขึ้น (ศานติ ภกั ดคี ำ,2555)
เนื่องต่อมาจนกระทั่งมีการส่งพระมหาปาน ปญฺญาพโล (ค.ศ.1825-1895/2368-2438) หรือต่อมาคือ
สมเด็จพระมหาสุคนธาธบิ ดี สังฆราชรูปแรกแห่งธรรมยุติกนิกายในกัมพูชา ไปพร้อมกับองค์พระบาทสมเด็จพระ
นโรดม บรมรามเทวาวตาร (ครองราชย์ 19 ตลุ าคม ค.ศ. 1860/2403 – 24 เมษายน ค.ศ. 1904/2447) กษัตริย์
กมั พูชา “องค์ประกนั แห่งบางกอก” ทีต่ รัสภาษาไทยชดั กว่าภาษาเขมรท่ีใชช้ ีวิตอยใู่ นสยามเกนิ กว่า 20 ปี ดังนั้น
นกิ ายธรรมยตุ กิ นิกายจึงถือกำเนิดและกลายเป็นส่วนหนง่ึ ของกัมพูชาตลอดมา แมจ้ ะหายไปในช่วงสงครามกลาง
เมอื ง รวมทง้ั ในปจั จุบนั ปฏสิ มั พันธ์ทางศาสนาได้กลบั คืนมา พระสงฆก์ ัมพูชาได้มาศกึ ษาและบวชเรียนในประเทศ
ไทยจำนวนมาก
5. ความสมั พนั ธ์ทางสงั คมและวฒั นธรรม มีข้อถกเถียงดงั ที่เราไดย้ นิ เชน่ นครวตั เปน็ ของไทย หรือเขมร
? ละครโขน ภาษาไทยกบั ภาษาเขมร เลขไทยเลขเขมร ใครลอกใคร ? ซง่ึ ในข้อเทจ็ จรงิ เหลา่ นีล้ ว้ นเป็นลักษณะร่วม
ในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยลักษณะร่วมนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านมาผสานกันจนเป็นอัตลักษณ์และ
ลกั ษณะร่วมกระท่ังปจั จบุ ัน ไม่ว่าจะเป็นวฒั นธรรมทางภาษา ทป่ี รากฏหลกั ฐานวา่ ภาษาไทยจดั เป็นส่วนหน่ึงของ
ตระกูลภาษา “มอญ-เขมร” ในภาษาไทยมีคำยืมจากภาษาเขมรจำนวนมาก หรืออักษรเขมรถูกดัดแปลงมาเปน็
อักษรไทยในสมยั พอ่ ขนุ รามคำแหง (ครองราชย์ พ.ศ. 1822- 1842) แห่งอาณาจกั รสโุ ขทยั (ราว พ.ศ.1792-2006)
ดงั นั้นไทยกัมพชู าจึงเปน็ ปฏิสมั พันธท์ ง้ั ทางสังคมและวัฒนธรรม ศาสนา ดังกรณภี าษาเขมรยังคงมีอิทธิพลในราช
สำนกั และยังถูกใชใ้ นสว่ นของพิธีกรรมและความเชื่อ รวมทงั้ คัมภีร์ใบลาน อกั ษร “ขอม” ยังเป็นส่วนหน่ึงในการ
“จาร” ในพธิ กี รรมในประเทศไทย ในส่วนดนตรี มโหรี ละคร โขน ลว้ นเป็นมรดกทางวฒั นธรรมร่วมกันทีเ่ รียกว่า
การข้ามผ่านทางวัฒนธรรม จากรัฐสรู่ ัฐ จนกระทั่งกลายเป็นวิถรี ่วมในเชิงวัฒนธรรม แตน่ ยั หนึ่งก็ปรากฏบ่อยครั้ง
ถกู นำมาเปน็ ประเดน็ ความขดั แยง้ ระหวา่ งกัน โดยมีฉากการเมอื งภายในประเทศกมั พูชา ไทยเปน็ สว่ นผสม ดงั กรณี
การเผาสถานทูตไทยใน พ.ศ.2546 (ชนกพร พัวพัฒนกุล,2548) ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในช่วงเดือนมิถนุ ายน
พ.ศ. 2551 กรณีพื้นที่ทับซ้อนที่ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งได้มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารทัง้ สองฝ่าย
หลายครั้ง พร้อมการอ้างสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายเหนือดินแดนพิพาทดังกล่าว (สัญญารัตน์ มีสุวรรณ,2559) หรือ
ประเด็นขัดแย้งอนั ว่าด้วยโขนไทย-เขมร ในช่วง พ.ศ.2560 ภายใต้แนวคิดใครขโมยใคร (พิพัฒน์ กระแจะจันทร์
,2558; กรินทร์ กรินทสทุ ธ์ิ,2558) ซ่งึ ข้อพิพาททเ่ี กดิ ขน้ึ เหลา่ น้นี ยั หนง่ึ เนอื่ งด้วยด้วยวิถีของสงั คม วัฒนธรรม อันมี
ฉากผสมเป็นประวัติศาสตร์ การเมอื ง และเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบรว่ มกนั ด้วยแตท่ ัง้ หมดรวมเป็นความสัมพันธ์
ทางสังคมและวฒั นธรรมของไทยกัมพูชานบั แตอ่ ดีตกระทงั่ ปจั จุบนั
จากข้อมูลท่ียกมา ในความสมั พนั ธ์ระหว่างไทยกมั พชู าอาจมีหลายมิติทอ่ี าจจำแนกไดอ้ กี นอกเหนือจากที่
ผู้เขยี นยกมานำเสนอ แต่ท่ยี กมาเพื่อใหเ้ ห็นภาพรวมของปฏิสมั พันธร์ ะหว่างไทยกัมพูชา เพือ่ เชอื่ มไปสู่ปฏิสัมพันธ์
ทางพระพทุ ธศาสนาของทั้งสองประเทศไทย กมั พชู า ซึ่งจะไดน้ ำเสนอเปน็ ลำดบั ไป
3.ความสัมพนั ธพ์ ระพทุ ธศาสนาไทยกัมพูชา
ในประเด็นความสัมพนั ธ์ทางศาสนาและพระพทุ ธศาสนาระหว่างไทยกมั พชู า นับเป็นความสมั พันธใ์ นกรณี
ของวฒั นธรรมรว่ ม ที่เรียกวา่ มรดกทางวัฒนธรรม ทำใหเ้ กดิ ปฏิสัมพันธแ์ ละการยอมรบั รว่ มกันระหวา่ งกนั โดยตรง
ซ่ึงสามารถจำแนกได้เป็นประเดน็ ความสมั พันธ์ทางศาสนาและพระพุทธศาสนา ได้คอื
1.ความสัมพันธ์ทางศาสนา วัฒนธรรมทางศาสนาระหว่างไทยกัมพูชา จะเป็นศาสนาพราหมณ์ฮนิ ดู ท่ี
ปรากฏหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ดงั กรณีของอาณาจกั รสโุ ขทัย ที่วดั ศรีสวาย อ.เมอื ง วดั พระปรางค์ อ.ศรีสัชนา
ลัย จ.สุโขทัย หรือปรางค์สามยอด จ.ลพบุรี หรือปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา และปราสาทหินพนมรุ้ง จ.
บรุ ีรัมย์ และการเหลื่อมทับของพระพทุ ธศาสนามหายานทเ่ี ป็นความเจรญิ เติบโตในสมัยหลงั เมืองมหานคร ทเี่ จริญ
ขีดสุดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งมหาอาณาจักรนครธม การเชื่อมระหว่างศาสนาพุทธมหายานกับรัฐ
บรรณาการในลุม่ แม่น้ำเจ้าพระยา การเช่ือมโยงแนวคดิ ของศาสนา พราหมณ์ฮินดู ที่ปรากฏในราชสำนักกับท่ีมา
ของกษตั รยิ ใ์ นสมัยอยุธยา ดังปรากฏเป็นชอ่ื ของกษตั รยิ อ์ ยุธยา เชน่ พระราเมศวร (พ.ศ.1912-1913) ท่สี ัมพันธก์ บั
แนวคิดในเรื่อง “เทวราชา” อันมีคติจากศาสนาพราหมณ์ฮินดูจากรัฐมหานครเดิม หรือการใช้แนวคิดคัมภีร์มนู
ธรรมศาสตรเ์ ป็นหลกั ในการบริหารราชการเมอื งในสมยั อยุธยา (ดเิ รก อทุ รทวกิ าร ณ อยธุ ยา,2557) หรอื สมยั หลัง
ปฏิสัมพันธ์ทางศาสนาระหว่างกันยงั คงมีอยูแ่ ละดำเนินไปพร้อม ๆ กัน ที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหวา่ งไทย
กัมพูชาในช่วงต่อมาจนกระทัง่ ปจั จบุ ัน
2.ความสัมพนั ธ์ทางพระพุทธศาสนา หากดใู นอดีตจะเห็นวา่ มพี ระสงฆข์ า้ มแดนระหว่างไทยกมั พชู า ที่
สืบค้นได้ อาทิ พระตามลินทะ (Tamalinda) ที่มีหลักฐานว่าเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
(Jayavarman VIIครองราชย์ ค.ศ. 1181-1218/พ.ศ. 1724-1761) ซง่ึ น่าจะผ่านสยามรว่ มกับพระจากเมืองมอญ
ไปศึกษาพระพทุ ธศาสนาเถรวาทที่มหาวหิ ารของศรีลงั การะหว่าง ค.ศ.1180–1190/พ.ศ.1723-1733 (Charles
F. Keyes,1994) และนำพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทมาเผยแผย่ ังดินแดนกมั พูชาในสมัยหลงั จากอาณาจักรมหา
นคร หรอื พระสงฆ์กัมพูชาที่มีหลักฐานวา่ ร่วมเดินทางกบั รว่ มเดินทางกบั พระจากเมืองมอญ พม่า อยธุ ยาและหัว
เมืองล้านนา ไปศึกษายังลังกาด้วย หรือกรณีของสมเด็จพระสังฆราชจวน นาถ (Chuon Nath, ค.ศ.1948–
1969/2491-2512) พระสังฆราชฮวต ตาต (Huot Tat,ค.ศ.1969–1975/2512-2518) แห่งวัดอุณาโลม ที่ใช้
ภาษาต่าง ๆ ได้ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เวียดนาม และภาษาไทย เป็นพระเถระท่ีมีปฏิสัมพันธเ์ ช่ือต่อระหว่างไทย
กัมพูชา สามารถใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี รวมทั้งพระมหาปาน ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนิกาย
ธรรมยุติกนิกาย ก็เคยมาศึกษาที่วัดสระเกศ และบวชแปลงท่ีวดั บวรนเิ วศวิหาร เป็นต้น หรือ ญก แถม (Nhok
Them,ค.ศ.1923-1975/2446-2517) นักประพันธ์เลื่องชื่อของกัมพูชา ที่มีหลักฐานเคยบวชและมาศึกษา
จนกระทงั่ ไดเ้ ปรยี ญธรรม 5 ประโยคในประเทศไทย ท้ังไดแ้ ปลคัมภรี ท์ างพระพุทธศาสนาจากภาษาไทยไปสู่ภาค
ภาษาเขมรจำนวนมาก เช่น ปัญญาสชาดก (ภาษาเขมร) ประชุมนานาภาษิต (ภาษาเขมร) ทั้งได้นิพนธ์
วรรณกรรมเด่นเรอ่ื ง “กุหลาบไพลนิ ” ท่ถี ูกนำไปแปลเป็นภาษาภาษาฝรั่งเศส ในชอื่ La Roses de Pailin โดย
Gerard Groussin (Thaérn Gnok,2018) ตพี มิ พ์ในปี ค.ศ. 1995/2538 และแปลเปน็ ภาษาไทย ทั้งถกู ใชใ้ นการ
เรียนการสอนวรรณกรรมเขมร ของสาขาภาษาเขมร หรอื เขมรศึกษา ในระดับมหาวทิ ยาลยั ในประเทศไทยหลาย
แห่ง (บัญญตั ิ สาลี,2551)
3.ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งนิกายทางศาสนา ธรรมยุตกิ นิกาย เป็นนิกายส่งออกจากสยาม (อเุ ทน วงศส์ ถิตย์
,2549) โดยมีความสมั พนั ธก์ นั ในทางประวตั ิศาสตร์ โดยอดตี กษตั ริย์อย่างน้อย 2 พระองค์เคยบวชที่วัดบวรนิเวศ
วิหาร การทอี่ ดตี สมเดจ็ พระสังฆราชฝา่ ยธรรมยุตกิ นิกายบวชแปลง ในสยามประเทศและนำพระพุทธศาสนาแบบ
ธรรมยุตไิ ปประดิษฐานในกมั พูชาในสมัยรัชกาลท่ี 4 (ศานติ ภักดคี ำ,2555) หรอื ลว่ งมาในสมยั สงครามกลางเมือง
ในประเทศกัมพูชาพระพุทธศาสนาหายไปจากประเทศไมน่ อ้ ยกวา่ 20 ปี พระสงฆ์ในนกิ ายธรรมยตุ ิจากไทยไดก้ ลบั
เขา้ ไปบวชให้กบั คณะสงฆธ์ รรมยุติกัมพชู าในชว่ งเรมิ่ ต้นสมัยใหม่และทำให้พุทธศาสนานกิ ายธรรมยุติกลับคืนมาอีก
ครั้งในช่วง ค.ศ.1993/2536 เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นความสัมพันธ์ทางศาสนาร่วมกัน โดยเป็นความสัมพนั ธ์
ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักกัมพูชา และพระพทุ ธศาสนาที่ก่อตั้งโดยราชสำนักในสมัยรชั กาลที่ 4 ไปยัง
ราชสำนกั กมั พูชาด้วย โดยกัมพูชาจัดธรรมยุติในประเทศไทยเปน็ สัญลักษณข์ องความ "ทันสมัย" ดังปรากฏวา่ มี
การตีความพระพทุ ธศาสนาแบบใหม่ มีการพิมพ์คมั ภีรท์ างพระพทุ ธศาสนา และอน่ื ๆ ทเ่ี น่อื งด้วยพระพุทธศาสนา
ในประเทศไทย ซง่ึ เปน็ ภาพสะท้อนถึงความเจริญก้าวหน้าในช่วงเวลานน้ั และเป็นเหตุผลรว่ มของกมั พูชาทร่ี ับและ
นำพระพุทธศาสนาแบบธรรมยตุ เิ ข้าไปยังกัมพชู า นับเป็นความสมั พนั ธ์ระหวา่ งนิกายทางพระพทุ ธศาสนาจากไทย
สู่กมั พชู า
4.ความสัมพันธ์ผ่านการศึกษา และมหาวิทยาลัยสงฆ์ การศึกษาหรือมหาวิทยาลัยสงฆ์นับเป็นก้าว
สำคัญของการแลกเปล่ียนบคุ ลากรระหวา่ งกันของกัมพชู านบั แต่อดตี จนกระทั่งปจั จบุ นั ปรากฏว่าพระสงฆก์ มั พชู า
หลายทา่ นขา้ มไปมาระหว่างสยามกบั กมั พชู าดงั ปรากฏขอ้ มูลตามท่ยี กมา เช่น พระมหาปาน ปญญฺ าสีโล (พระมหา
สุคนธาธิบดี สังฆราชฝ่ายธรรมยุติกนิกาย องค์แรก) ญก แถม อดีตมหาเปรียญจากสยาม นักปราชญ์ผู้สร้าง
วรรณกรรมเขมรทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับพระพุทธศาสนาและวรรณกรรมเดน่ อาทิ กุหลาบไพลิน รวมไปถึงกรณพี ระเขยี ว จมุ
(Khieu Chum) พระปาง ขัติ (Pang Khat) (Ian Harris,2005) เป็นต้น ล่วงมาสมัยปัจจุบัน การศึกษาที่มี
ความสำคัญทำให้พระสงฆ์หนุ่มสามเณรน้อย จากประเทศกัมพูชา รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่ มีพรมแดนติดกับ
ประเทศไทย (ลาว/เวียดนาม/เมียนร์มา/กัมพูชา) ลว้ นเขา้ มาศึกษาหาความรู้ แต่ในกัมพูชาการศึกษาการศึกษาใน
มหาวิทยาลัยสงฆ์ของไทย พระภิกษุสามเณรก็มีความสำคัญไม่น้อย ดังปรากฏข้อมูลสถิติที่ปรากฏมีพระภิกษุ
สามเณรชาวกมั พชู ามาศึกษาจำนวนมาก ซงึ่ จะได้สะท้อนให้เหน็ ความสัมพันธผ์ า่ นการศกึ ษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์
โดยเฉพาะต่อไป
จากภาพรวมที่ยกมาทั้งหมดเป็นการะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ไทยกัมพูชาผ่านมิติทางศาสนา
พระพุทธศาสนา นิกายทางศาสนา และการศึกษา ซึง่ นับเป็นความสำคัญและมีประโยชน์ร่วมกันในประเดน็ ทาง
พระพุทธศาสนาและการส่งต่อเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางศาสนาระหวา่ งประเทศไทยและกัมพชู าร่วมกันได้ซึ่งมี
ท่ีมาแตอ่ ดีตและเน่อื งต่อมาจนกระทง่ั ปัจจุบัน
4.พระพุทธศาสนาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์กับคณะสงฆ์กมั พชู า
ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยสงฆ์ในความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชา ผ่านการศึกษาของ
พระภิกษุสามเณรจากประเทศกัมพูชาในเชิงบุคคลก่อน จากนั้นจึงเป็นเกิดขึ้นโดยผ่านองค์กรสงฆต์ ่อองคก์ รสงฆ์
จนกระทั่งกลายเป็นความสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกังองค์สงฆ์ไปด้วย โดยมีสาย
สมั พันธท์ ีด่ ี มีความแน่นแฟน้ กับผ้นู ำระดบั สูงของประเทศกมั พชู า ดังหลักฐานท่ีปรากฏคือ
1.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางศาสนาไทย-กัมพูชา นับแต่อดีตปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำประมขุ สงฆ์
ระดับสังฆราชของไทย และกัมพูชาได้พบปะปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ดังปรากฏภาพที่ สมเด็จพระสงั ฆราช
เทพ วงศ์ (Tep Vong,ค.ศ.1932/2475) และสมเด็จพระสังฆราช บัว คลี (Bour Kry,ค.ศ.1945/2488-) ประมุข
สงฆ์ทัง้ 2 นกิ าย เขา้ พบสมเด็จพระพฒุ าจารย์ (เก่ยี ว อุปเสโณ,พ.ศ.2471-2556) วัดสระเกศวรวิหาร ในขณะปฏิบตั ิ
หนา้ เปน็ ประธานผู้ปฏิบตั หิ นา้ ท่สี มเด็จพระสังฆราช (20 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ถงึ 10 สงิ หาคม พ.ศ.2556) (ภาพ
1 ด้านซ้าย) หรือการพบปะเข้าเฝา้ สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร,พ.ศ.2470-) สมเดจ็ พระสังฆราช
สกลสงั ฆปริณายก (สถาปนา 12 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2560-) วดั ราชบพธิ สถิตมหาสมี าราม เปน็ ตน้ (ภาพ 1 ดา้ นขวา)
ภาพเหล่านี้จึงเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางพระพุทธศาสนาระหว่างไทยและกัมพูชาทั้งสองประเทศในช่วง
ระยะเวลาที่ผา่ นมา เป็นการสรา้ งความสมั พนั ธ์ระหว่างศาสนาผ่านผู้นำหรอื ประมุขสงฆใ์ นระดับชาติ
ภาพท่ี 1 ความสมั พันธ์ทางพทุ ธศาสนาของผูน้ ำระดับสงู ของคณะสงฆไ์ ทย กัมพชู า (ภาพ : ออนไลน์
http://www.alittlebuddha.com/Sangharaja%20of%20Cambodia/002.jpg)
นอกจากน้ีการที่มหาวิทยาลัยได้จัดงานประชุมผู้นำชาวพุทธในชื่อ “Buddhist Summit” โดยมีพุทธ
ศาสนานิกาย Nenbutsushu เป็นเจ้าภาพร่วมใน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2543/2000 การจัดงาน The Asia-
Pacific Regional Summit (World Youth Peace Summit) ในเดอื นกุมภาพันธ์ พ.ศ.2547/2004 การจัดงาน
วิสาขบูชาโลก (Day of Vesak) เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2547/2004 และจัดต่อเน่ืองมาอีกหลายครั้ง การจดั
งานประชุมสัมมนานานาชาติมหายานและเถรวาท (the International Conference on Theravada and
Mahayana Buddhism) เมื่อกรกฎาคม พ.ศ.2547/2004 และอีกหลายกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ได้จัดข้ึน
นับเป็นความสมั พันธ์ระหว่างผู้นำชาวพุทธจากทั่วโลก การเชิญผูน้ ำทางศาสนาจากนานาประเทศ หรือผู้นำชาว
พุทธจากนานาประเทศทำให้เกดิ เครือขา่ ยทางการบริหาร การศึกษา และปฏสิ มั พนั ธ์เชงิ เครือข่ายระหว่างกันของ
ผู้นำชาวพุทธในแตล่ ะประเทศ ซ่งึ รวมท้ังผนู้ ำชาวพทุ ธจากประเทศกมั พูชาด้วย
ภาพที่ 2 การประชุมผู้นำชาวพุทธ และวิสาขบูชาโลก ที่มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพจัดงานในแต่ละปี
ตอ่ เนอ่ื งจนกระท่ังปัจจุบนั อันเป็นทมี่ าของความสัมพนั ธ์ระหว่างไทย กัมพชู าทางพระพทุ ธศาสนา (ภาพ : online
http://mcupress.mcu.ac.th/En/in_intl.php)
รวมทั้งการที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
พระพุทธศาสนาแลว้ ยังไดม้ ีการเชื่อมความสมั พันธใ์ นเชิงองคก์ รสงฆป์ กครองระดับประเทศ ดังกรณไี ด้มีการถวาย
ปรญิ ญากิตติมศักดิ์แดส่ มเดจ็ พระสังฆราชเทพวงศ์ และสังฆนายกของกมั พชู า (ภาพ 3 ซา้ ย) หรอื การทฝี่ ่ายกมั พูชา
ไดถ้ วายเครอื่ งราชอสิ รายาภรณ์แกผ่ บู้ รหิ ารระดับสงู ของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย อันมีพระธรรม
สุธี (นายกสภามหาวิทยาลัย) พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. อดีตอธิการบดี พระสุธีวีรบัณฑิต,รศ.ดร. เป็นต้น (ภาพ 3
ขวา) อันเปน็ การสะทอ้ นถึงความสัมพันธ์ระหวา่ งไทย กบั กมั พชู าผา่ นพระพุทธศาสนา การศกึ ษา และมหาวิทยาลยั
สงฆ์ เป็นการเชื่อมประสานไมตรีทางพระพทุ ธศาสนา สถาบนั กษตั รยิ ์และรฐั ทง้ั สองด้วยเช่นกัน และที่สำคัญผู้อัน
เชิญเครือ่ งราชอสิ รยิ าภรณ์ คือ พระองคเ์ จา้ ฤทธีราวงศ์ ศรสี ุวัสด์ิ ซ่งึ เป็นศษิ ยเ์ กา่ ท่ีเคยศกึ ษาในภาควิชารัฐศาสตร์
คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยดว้ ย (ภาพ 3 ดา้ นขวา)
ภาพที่ 3 ผนู้ ำระดบั มหาวิทยาสงฆถ์ วายปริญญากิตติมศกั ดติ์ อ่ ประมุขสงฆก์ มั พูชา สมเดจ็ พระสังฆราชเทพ วงศ์ วัด
อุณาโลม และสมเดจ็ โนน แงต สงั ฆนายก วัดปทมุ วดี กรงุ พนมเปญ (ภาพซ้าย) และ (ภาพขวา) พระพรหมบณั ฑติ
,ศ.ดร. อดีตอธิการบดี รับเคร่ืองราชยอ์ สิ รยิ าภรณจ์ ากผ้แู ทนราชสำนักกมั พูชา (ภาพ MCU ออนไลน์
https://www.watprayoon.com/files/news/2560-05-18-01-RoyalMaxPBD021.JPG)
2.ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมหาวิทยาลยั สงฆ์กับการจัดการศึกษาเพื่อพฒั นาศาสนทายาทในกัมพชู า ใน
ความหมายนี้หมายถึง มหาวิทยาลัยสงฆ์มีความเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนาของกัมพูชา กล่าวคือ
มหาวิทยาลัยสงฆใ์ นฐานะผูจ้ ัดงานประชุมในระดับนานาชาตหิ ลาย ๆ ครั้งท่ีผา่ นมา ได้นิมนต์สมเด็จพระสงั ฆราช
ผู้นำสูงสดุ ของพระสงฆ์เข้าร่วมประชุมวสิ าขบชู าโลก มกี ารถวายปรญิ ญาบตั รสำหรับประมขุ สงฆ์ของกมั พูชา การ
ถวายเครอื่ งราชอสิ ริยาภรณ์ โดยราชสำนกั ของประเทศกมั พูชาต่อผบู้ ริหารระดบั สูงของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลยั เป็นตน้ จึงเสมือนประหนึ่งเป็นการสร้างสัมพนั ธภาพระหว่างผู้นำสงฆ์ ซึ่งจะไปสัมพันธ์กับการ
เปิดโอกาสให้พระภิกษุ สามเณร ที่อยู่ภายใต้การปกครองคณะสงฆ์กัมพูชา ได้เข้ามารับการศึกษาพัฒนาตนเอง
ตามกลไกของมหาวิทยาลัย เพอ่ื ไปเปน็ ศาสนทายาท ในการทำงานใหก้ ับพระพทุ ธศาสนาและสังคม
ดงั นน้ั ทัง้ หมดทยี่ กมาจึงเปน็ การสะท้อนขอ้ มลู เหตุการณ์ ท่เี ชื่อมถงึ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งไทยกัมพูชา ใน
มิติของพระพุทธศาสนา การศึกษา ที่เกิดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยสงฆ์ อันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทาง
พระพุทธศาสนา ระหว่างมหาวิทยาลัยสงฆ์กับผู้นำองค์กรปกครองคณะสงฆ์ และหน่วยงานราชการภาครัฐ
สถานทูตกัมพชู าประจำเป็นประเทศไทย เป็นตน้
5.มหาวิทยาลยั สงฆก์ ับการพฒั นาศาสนาทายาทในพระพุทธศาสนาของประเทศกมั พูชา
การท่ีมหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั จัดการศกึ ษา ไดเ้ ปดิ โอกาสให้นิสิตจากประเทศตา่ ง ๆ เข้า
รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเป็นการจัดการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นหลกั
ให้กบั กลมุ่ ประเทศพระพทุ ธศาสนาตา่ ง ๆ และกลมุ่ ชาวพุทธทสี่ นใจมาศกึ ษาในประเทศไทย ผ่านมหาวทิ ยาลยั สงฆ์
จากสถิติของสำนักทะเบยี นและวัดผล ระหว่าง พ.ศ.2551 ถึงปีปัจจุบนั มีพระภิกษุ นิสิตจากประเทศต่าง ๆ เกิน
กว่า 20 ประเทศ เช่น เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา จีน เวียดนาม ทิเบต ไต้หวัน สิงคโปร์ บังคลาเทศ สหรัฐอเมรกิ า
แคนาดา เอสโตเนยี รัสเซีย เป็นตน้ ไม่นอ้ ยกว่าปลี ะ 1,200 รปู /คน เขา้ มารบั การศึกษาในสาขาวชิ าตา่ ง ๆ ทั้งภาค
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดงั นั้นเมือ่ จำเพาะไปทีบ่ ทบาทในการจัดการศึกษาเพอื่ พฒั นาศาสนาทายาททางด้าน
พระพุทธศาสนา ซ่งึ เป็นสว่ นหนึ่งของความสมั พันธ์ ไทยกัมพชู า ท่จี ะสะท้อนบทบาทมหาวิทยาลยั สงฆไ์ ทย ในการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษยใ์ ห้กับพระพทุ ธศาสนาในกัมพชู า ซึง่ จำแนกได้ คือ
1. การพัฒนาองค์ความรูเ้ ชิงบคุ คล จากนิสิตชาวกัมพูชา จำนวนเกินกว่า 2,000 รูป ระหว่าง 2551-
ปัจจุบัน ตามที่สำรวจพบ ทำให้เห็นว่ามพี ระพระภิกษชุ าวกัมพูชามาสำเร็จการศกึ ษาทั้งในระดับปริญญาตรี โท
และเอก ในสาขาต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาให้ ซึ่งผู้เขียนได้สำรวจผ่านงานวิจัยในระดับบณั ฑิตศึกษา
เช่น พระสุเธียร์ ยนต์ (2553) ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโทในสาขาวิชาพระพุทธศาสนา จากวิทยาเขต
อบุ ลราชธานี ทำวจิ ัยเร่อื ง “การศกึ ษาของพระสงฆ์ในราชอาณาจกั รกมั พชู า” พระมหาผลจิ เมียส (ธรรมรกฺขิโต)
(2557) นิสติ จากวิทยาเขตขอนแก่น ทไ่ี ด้ศกึ ษาเรื่อง “การศึกษาวิเคราะหท์ รรศนะเกย่ี วกบั การทำบญุ และบาปใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท จังหวดั กมั ปงจาม ประเทศกัมพูชา รวมทัง้ ในงานของพระสุขลมี ธมฺมรโต (วิน) (2560)
สาขาพระพทุ ธศาสนา พระสุฉนุ อคฺคโชโต (ฉอย) (2555) สาขาบริหารการศกึ ษา พระมิญ มตติ ฺโต (แดน) (2560)
สาขารัฐประศาสนศาสตร์ รวมไปในภาคภาษาอังกฤษเช่นในงานวิจัยของกิมพิเชด ชน (Kimpichet
Chhon,2012) ในงานวิจัยระดับปริญญาโทเรื่อง The Survival and the Development of Cambodian
Buddhism After Khme Rouge Regime up to 2000 C.E. และปริญญาเอกเรื่อง New Models Buddhist
Social Work In Cambodia (Kimpicheth Chhon,2017) หรืองานของสมโสเพียบ เปรียบ (Samsopheap
Preap,2004) ในงานวิจัยเรื่อง "A Comparative Study of Thai and Khmer Buddhism หรือในงานของ
ตรัน โสน ปัญญามุมนี (Tran Sone Pannamuni) นิสิตในสาขาพระพทุ ธศาสนา และทำวิจัยเร่ือง A study of
the influence and contribution of Theravada Buddhism to the Khmer community in the Mekong
Delta of Vietnam (Tran Sone Pannamuni,2010)รวมถึงนิสิตอุน สุวรรณี (Un Sovanny) ในระดับ
มหาบัณฑติ สาขาพระพทุ ธศาสนา ทไ่ี ดท้ ำการศกึ ษาวิจัยเร่ือง "The Buddhist Monks' Role in Development
of Buddhist Education in Cambodia' (Un Sovanny,2010) หรืองานของพระเต็ง ชำนาญ (Ven.Teng
Chamnan) ทำวิจัยเรื่อง An Analytical Study of English Speaking Skill of Cambodian Students of
Preah Sihanouk Raja Buddhist University Battambang Branch (Teng Chamnan,2017) หรืองานของ
วรรณะ ลิม (Vannak Lim) ทีท่ ำวจิ ยั เรือ่ ง A Study of The Influence of Mahayana Buddhism Over The
King Jayararman VII (Vannak Lim,2017) หรอื ทก่ี ำลงั ศึกษาในหลักสตู รของบณั ฑติ ศกึ ษา ภาควชิ ารัฐศาสตร์
คณะสงั คมศาสตร์ เช่น พระสุเธยี ริต ติกฺขวิโร (Sothearith Sum) พระสุชาติ สชุ าโต พระพุทเธีย ยนต์ (Puthea
Yon) พระจวน นาถ (Chuon Nat) ซ่งึ เป็นนสิ ติ สาขารฐั ศาสตรมหาบัณฑติ ประจำปีการศึกษา 2562 เปน็ ต้น ซ่ึง
โดยแนวทางเป็นไปเพ่ือการพฒั นาความรู้ในเชิงบุคคลเป็นเบื้องต้น จากน้ันหากนิสติ เหลา่ นัน้ นำความรู้ไปพัฒนา
ชุมชน สังคม องค์กร หน่วยงาน ที่ผู้สำเร็จการศึกษาจะไปดำเนินการสานต่อสร้างขึ้น ซึ่งจะเป็นขั้นตอนตาม
เปา้ ประสงค์ตอ่ ไป
2.การพฒั นาศาสนทายาท สำหรบั ศาสนา การท่มี หาวิทยาลยั จดั การศึกษาให้กบั พระสงฆช์ าวพุทธจาก
ทวั่ โลก นัยหนึ่งเปน็ การเสรมิ สรา้ งศักยภาพเชิงบคุ คล เพ่ือไปทำงานสนองใช้ หรือสรา้ งงานทางพระพุทธศาสนา ดงั
กรณีพระสงฆ์ที่ยกเป็นตัวอย่างได้ เช่นพระมหาปาน ปญฺญาพโล (สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุติกนิกาย) พระนิล
เตียง สุวณฺณเกสโร (ค.ศ.1824-1883/2367-2426) (สมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกาย,ดำรงตำแหน่งระหว่าง
พ.ศ.2402-2426) (ศานติ ภักดีคำ,2556) ที่มปี ระวตั ิวา่ เคยมาศึกษาในประเทศไทย ก็ได้กลับไปเป็นพลงั สำคญั ใน
การพัฒนาศาสนาในประเทศกัมพูชาในยุคที่มีศูนย์กลางอยู่ที่อุดงค์ และพนมเปญแล้ว เมื่อล่วงมาถึงปัจจุบัน
ภาพลกั ษณ์และแนวทางดงั กลา่ วกย็ ังเปน็ ส่งิ ท่สี ำคัญและเป็นหวั ใจสำคัญของการจดั การศกึ ษา การที่ตลอดเวลานับ
แต่พระสงฆ์หนุม่ สามเณรน้อยตามสถิติกว่า 2 พันรูป นับแต่ พ.ศ.2552-ปัจจุบัน ส่วนหนึ่งได้กลับไปทำกิจกรรม
แนวพระพทุ ธศาสนา เชน่ นำรปู แบบการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนไปจดั ในประเทศกัมพชู าในหลายพ้นื ที่หลาย
จังหวัดในประเทศกัมพูชา การกลับไปเป็นครสู อนในโรงเรียนท่ีวัดในชุมชนของนิสิตเคยอยู่อาศัยเช่น เสียมเรียบ
และพนมเปญ การกลับไปเป็นผู้บริหารคณะสงฆ์ระดับต้น เป็นเจ้าอาวาสวัดหลาย ๆ วัดในประเทศกัมพูชา ท่ี
สืบค้นได้เชน่ เจ้าอาวาสวดั อนิ ทรโ์ กษา เมอื งเสียมเรยี บ การตงั้ กลุ่มยวุ สงฆ์เพ่อื การพัฒนาสงั คม โดยท่านสุพรรณ
สภุ าโณ ทว่ี ดั ลงั กา ในพนมเปญ เป็นต้น เหล่านี้นบั การเตรียมบุคคลภายในประเทศ สู่การสร้างพทุ ธศาสนทายาท
ภายในกมั พชู า โดยเชอ่ื มต่อจากบทบาทของมหาวิทยาลยั สงฆ์ท่ดี ำเนนิ การให้มคี วามรู้ผา่ นการศกึ ษา ส่งต่อไปสูก่ าร
พัฒนาทรัพยากรมนุษยใ์ นศาสนาภายในประเทศกมั พชู าเอง
ภาพที่ 6 สถานะและบทบาทของนิสิตเขมรในประเทศไทย (ภาพซ้าย) การเรียนการสอนภายใน
มหาวิทยาลัยสงฆ์ของพระนสิ ิตกมั พูชา (ภาพขวา) ชมรมเขมรนิสิต ในประเทศไทย รายงานสถานภาพการศึกษาใน
ประเทศไทยตอ่ เอกอคั รราชทตู กัมพูชาประจำประเทศไทย (ภาพ : Khmer Student MCU, Club)
มหาวิทยาลยั สงฆก์ บั การ ความสมั พนั ธไ์ ทย
พฒั นาพทุ ธศาสนทายาท กมั พชู าในมิตทิ าง
พระพทุ ธศาสนา
• การศกึ ษาพระไตรปิฎกและวชิ าการชั้นสงู • ปฎิสมั พนั ธท์ างพระพทุ ธศาสนาระหวา่ งไทยกัมพชู า ผู้นาประมุขสงฆ์
• การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยส์ าหรบั ไทยและประชาคมนานาชาติ (ดา้ น • การสรา้ งเครือขา่ ยผา่ นสถาบันการศกึ ษา องคก์ รสงฆร์ ะหวา่ งไทยกมั พชู า
พระพทุ ธศาสนา)
• การเช่ือมโยงระหวา่ งประชาชนกบั ประชาชน และสมาชิกของทงั้ สองกลมุ่
• การสง่ เสรมิ ใหม้ หาวิทยาลยั เป็นศนู ยก์ ลางการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาโลก ระหวา่ งไทยกัมพชู าผา่ นนิสิตนกั ศกึ ษาในมหาวิทยาลยั
• การสรา้ งเครอื ขา่ ยผ่านมหาวิทยาลยั สงฆร์ ะสมาชิกในชมุ ชนไทยและชมุ ชนนา • เช่ือมโยงเป็นเครือข่ายระหวา่ งกนั ของกลุม่ สมาชิกศษิ ยเ์ กา่ กบั มหาวิทยาลัย
ชนานาชาติ
• การสรา้ งเจตนคติท่ีดีเป็นการสรา้ งภาพลักษณผ์ ่านการศกึ ษา และนิสิต
กมั พชู าในมหาวทิ ยาลยั พระพทุ ธศาสนา
ภาพ 7 การเชอื่ มโยงเป็นความสมั พันธร์ ะหวา่ งไทย-กัมพูชาในมิตทิ างศาสนาและมหาวทิ ยาลยั สงฆ์ (ผเู้ ขยี น)
จากภาพ 6-7 อธิบายได้ว่า มหาวิทยาลัยสงฆ์ทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากร และศาสนทายาททาง
พระพุทธศาสนา และการศึกษาให้กับประชาคมในภาพกว้างทั้งประเทศไทย และกลุ่มประเทศที่นับถือ
พระพทุ ธศาสนา จากสถติ ปิ ีการศกึ ษาลา่ สุด มนี สิ ิตจากประเทศต่าง ๆ รวมแลว้ ไมน่ อ้ ยกว่า 21 ประเทศ เชน่ เมยี น
มาร์ ลาว เวียดนาม กัมพูชา จนี ไต้หวนั สหรัฐอเมรกิ า รวมกนั ท้ังไม่น้อยกว่า 1500 รปู ในปีการศกึ ษา 2562 เมื่อ
เฉพาะไปทน่ี ิสติ กัมพูชา จากสถติ ิของสำนักทะเบยี นและวดั ผลตั้งแต่ พ.ศ.2551-2562 มีสถิตทิ พี่ บว่า ปีการศึกษา
2551 มีนสิ ติ กัมพูชา รวมทุกวิทยาเขตทั่วประเทศท่ี 468 รูป/คน ปกี ารศกึ ษา 2552 มีจำนวน 465 รปู /คน และปี
การศึกษา 2562 จำนวน 127 รูปคน และปีการศึกษา 2563 จำนวน 72 รูป/คน และล่าสุดปีการศึกษา 2564
จำนวน 70 รูป/คน แตเ่ มอื่ นับรวม ๆ ท่ัวประเทศนสิ ิตจากประเทศกัมพชู ารวมไมน่ ้อยกว่า 2,000 รปู คน (ตาราง 1
) ส่วนหนงึ่ กลบั ไปยงั ประเทศกัมพชู า ดำรงสถานะทำงานให้วดั และพระศาสนา ส่วนหนงึ่ เดนิ ทางไปปฏิบตั ิศาสนกิจ
เป็นพระธรรมทูตในชุมชนชาวชาวเขมรและชาวพุทธในต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส แคนนาดา สหรัฐอเมริกา และ
ออสเตรเลีย ฯ บางสว่ นลาสิกขาไปประกอบอาชีพในองคก์ ร หน่วยงานภาคราชการ และเอกชน เป็นตน้
ตาราง 1 ขอ้ มูลสถิตนิ สิ ติ จากสำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยลยั
(ท่มี าขอ้ มลู สำนักทะเบยี นและวัดผล,31 สิงหาคม 2564)
สถิตินิสิตจากประเทศกัมพชู า ระหว่าง พ.ศ.2551-2564
ป/ี พ.ศ. จำนวน/รูป/คน หมายเหตุ : จากข้อมูลที่พบ นิสิตจะ
2551 468 ศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรี โท และ
2552 465 เอก ในสาขาที่มหาวิทยาล ั ย จั ด
2553 394 การศึกษาในแต่ละคณะ ทั้งหลักสูตร
2554 350 ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ทั้งใน
2555 261 ส่วนกลาง (พระนครศรีอยุธยา) และ
2556 215 ส่วนภูมิภาคทั้งในวิทยาเขตและ
2557 273 วิทยาลัยสงฆ์ทั่วประเทศ เช่น สุรินทร์
2558 276 บรุ ีรมั ย์ ศรีษะเกษ เชยี งใหม่ เป็นตน้
2559 276 -
2560 137 ผล : เมื่อสำเร็จการศึกษาได้กลับไปยงั
2561 137 ประเทศกัมพูชา ยังคงทำงานให้พระ
2562 127 ศาสนาและหน่วยงานท้งั รัฐ และเอกชน
2563 74 ตามสาขาวิชาชีพท่ีสำเร็จการศกึ ษาไป
2564 70
3.การพฒั นาศาสนทายาทสู่การพัฒนาเครอื ขา่ ย ความสมั พันธ์แบบเช่อื มโยง เป็นความสมั พันธท์ ่เี กดิ ขึ้น
ระหว่างผู้เรียน ศิษย์เก่าของมหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ดังที่ได้มีการประสานทำกิจกรรมร่วมกัน
ของคณะสงฆ์กัมพูชากับไทย ดังที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และสมาคมศิษย์เก่า มีดำริประสานความร่วมมือผ่าน
เครอื ข่ายของนิสติ ทสี่ ำเรจ็ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซ่ึงสว่ นหนง่ึ กลบั ไปปฏิบตั ิงาน และทำหน้าท่ีทั้งในส่วน
วัดและศาสนา และหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ดังกรณีของเจ้าอาวาสอินท์โกษา เมืองเสียมเรียบ ก็สำเร็จ
การศึกษาและเป็นเครือข่ายคณะสงฆ์และชาวพุทธ พระองค์เจ้าฤทธรี าวงศ์ ศรีสุวัสดิ์ ศิษย์เก่าที่ไปทำงานในภาค
ราชการ และการประสานความรว่ มมือเพื่อจัดตง้ั สมาคมศิษยเ์ กา่ ประเทศกัมพูชา เป็นตน้
จากภาพรวมของบทบาทของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในมิติของศาสนสัมพันธ์ระหว่างไทย กัมพูชา นับเป็น
ความสมั พันธ์ที่ดรี ะหว่างท้ังสองประเทศท่ีใช้กลไกทางพระพุทธศาสนาอันเป็นมรดกร่วมทางวัฒนธรรมมาเป็นจุด
ในการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกัน ซึ่งกำลังดำเนินไปและจะถูกขับเคลื่อนต่อไป ซึ่งนับเป็นผลิตผลและ
บทบาทของมหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ไดด้ ำเนนิ การอยแู่ ละส่งตอ่ ไปอีกช่วงเวลาหนึง่
6.บทสรปุ
ความสัมพันธไ์ ทยกัมพูชา มหี ลากหลายมิติท้งั ในทางการเมอื ง เศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม และศาสนา แต่
ในบทความนน้ี ำเสนอประเดน็ ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชาผา่ นมติ ิทางศาสนา และการจดั การศกึ ษาของมหาวิทยาลัย
สงฆ์ ที่มุ่งเข้าไปส่งเสริมพัฒนาศาสนทายาทหรือบคุ ลากรในศาสนาให้ได้มีความรู้ มีความสามารถ และนำความรู้
เหล่านั้นกลับไปพัฒนากลไก ทางสังคม และพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา ดังทีศ่ ิษยเ์ กา่ ของมหาวิทยาลยั สำเร็จ
การศึกษาไปแล้วกลับไปทำงานทั้งในภาครัฐ เอกชน และองค์กรทางศาสนาดังปรากฏหลายท่านตามที่ยกมาเป็น
กรณีศกึ ษา นยั หนึ่งเป็นการสง่ เสรมิ ให้ศาสนทายาทเหล่าน้นั มคี วามเข้มแขง็ ทางศาสนา คือมคี วามรูใ้ นศาสนาตาม
เป้าประสงคข์ องมหาวิทยาลัย “จดั การศกึ ษาพระพุทธศาสนา” และ “วิชาการชน้ั สงู ” โดยมงุ่ ให้ใชศ้ าสตร์ในการ
ดำเนินชีวิตเป็นทางเลือกในแบบวิชาชีพ เพื่อไปใชใ้ นการดำเนินชีวิต รักษาชีวิตให้เป็นส่วนหน่ึงของสงั คมกมั พชู า
ดังกรณีหลายพระสงฆก์ ัมพูชาหลายรปู สำเรจ็ การศกึ ษาไปรบั ใชว้ ัด องคก์ รศาสนาภายในประเทศและนอกประเทศ
และศิษย์เก่าหลายคนไปทำงานในหน่วยราชการ เอกชน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของพระพุทธศาสนาผ่าน
มหาวิทยาลยั สงฆ์ สูส่ ังคม ให้สามารถทำงานเพ่ือส่งเสรมิ การพัฒนาพระพทุ ธศาสนา สงั คม ประเทศชาติในองคร์ วม
ไดด้ ังที่ปรากฏเป็นข้อมลู หลกั ฐานทยี่ กมา
เอกสารอา้ งองิ
กองความรว่ มมือการค้าและการลงทุน กรมการคา้ ตา่ งประเทศ. (2562). สถิตกิ ารคา้ ชายแดนและการค้าผา่ น
แดนของประเทศไทย ปี 2560-2562 (มกราคม-มิถนุ ายน).สบื ค้นเม่อื 12 ธันวาคม 2563,จาก
https://www.dft.go.th
กรนิ ทร์ กรินทสุทธิ์. (2558). ปจั จยั ต่อการเปลีย่ นแปลง พัฒนาการ และความหลากหลายของโขน (ทศวรรษท่ี
2480 ถึงปัจจบุ ัน) ดษุ ฎีนิพนธ์ปรัชญาดษุ ฎีบัณฑิต (สหวทิ ยาการ). กรุงเทพฯ: วทิ ยาลยั สหวทิ ยาการ
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์
กลมุ่ งานพฒั นาระบบควบคุมการทำงานของคนตา่ งดา้ ว. (2563). สถิติจำนวนคนต่างด้าวทไี่ ด้รบั อนุญาตทำงาน
คงเหลอื ทวั่ ราชอาณาจักร ประจำเดอื น มีนาคม 2563. กรุงเทพ ฯ: กลมุ่ งานพฒั นาระบบควบคมุ การ
ทำงานของคนต่างดา้ ว สำนักบรหิ ารแรงงานตา่ งด้าว,กรมแรงงาน.
ขรพรรษ สุรนาถ และคณะ. (2561). ปราสาทเขาพระวิหาร : ความทรงจำรว่ มของผคู้ นบนแนวตะเขบ็ ชายแดน
ไทย–กัมพูชาระหว่าง พ.ศ. 2501 – 2506 (รายงานการวิจัย). กรงุ เทพฯ: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
กระทรวงวฒั นธรรม. http://research.culture.go.th/medias/th041.pdf
จดหมายเหตุ ร. 3 จศ. 1204 หนังสือเจา้ พระยาจกั รถี ึงเจ้าพระยาบดนิ ทร.์ เมือ่ 24 กรกฎาคม 2385.
จดหมายเหตุ ร. 3 จ.ศ.1205 เลขท่ี 4/ก จดหมายเหตวุ ่าดว้ ยเร่อื งจดั ข้าวเกลือส่งกองทัพเจา้ พระยาบดินทร์.
2386.
จตุพร สังธกิ ุล. (2559). เกลือสนิ เธาว์กบั การพฒั นาอตุ สาหกรรมท่ีเกีย่ วเนือ่ ง (พ.ศ. 2512-2544). วิทยานพิ นธ์
การศึกษามหาบณั ฑติ (สาขาวิชาประวตั ศิ าสตร์). กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
ชนกพร พัวพัฒนกุล. (2548). อดุ มทรรศนเ์ กีย่ วกบั "เขมร" ในปริจเฉทหนังสือพิมพไ์ ทย : กรณีเหตจุ ลาจลเผา
สถานทตู ไทยในกมั พชู า พ.ศ.2546. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ชาญวิทย์ เกษตรศริ ิ. (2552). ลทั ธิชาตินิยมไทย/สยามกับกมั พูชา: และกรณีศึกษาปราสาทเขาพระวหิ าร.
กรงุ เทพฯ: มูลนธิ ิโครงการ ตำราสงั คมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร์
ดเิ รก อทุ รทวิการ ณ อยธุ ยา. (2557). พระธรรมศาสตร’์ กบั ความเปล่ียนแปลงโลกทัศน์ทางกฎหมายของชนชัน้
นำไทย. วารสารประวัตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. 39 (2557): 72-92.
ถนอม อานามวฒั น์. (2514). ความสมั พันธร์ ะหว่างไทย เขมร ญวนในสมัยรตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ , (ปริญญา
นิพนธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ (สาขาประวตั ิศาสตร)์ . กรงุ เทพฯ: วทิ ยาลยั วิชาการศกึ ษา.
ทรงเกียรติ กลุ วฒุ วิ ลิ าศ. (2554). ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพชู าในสมยั รฐั บาล อภสิ ทิ ธ์ิ เวชชา
ชวี ะ: วิเคราะห์ด้านผลกระทบตอ่ ธุรกิจไทยในกรงุ พนมเปญ (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรบัณฑติ ,สาขา
เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตศ้ ึกษา). คณะศิลปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
เนตรนภา รตั นโพธานันท์. (2558). ภมู ิปญั ญาการผลติ เกลือในแอง่ ดินโคราช. วารสารชุมชนวจิ ยั มหาวทิ ยาลยั
ราชภัฎนครราชสมี า.ปที ี่ 9 ฉบับท่ี 1 ( ตลุ าคม พ.ศ. 2557–มนี าคม พ.ศ. 2558). หนา้ 13-20.
นธิ ิ เอียวศรีวงศ.์ (2562). การเมืองไทยสมยั พระเจ้ากรุงธนบรุ ี. พมิ พค์ รั้งที่ 14. กรงุ เทพฯ: มตชิ น.
บดนิ ทร์เดชา, เจา้ พระยา. (2550). อานามสยามยุทธ: วา่ ดว้ ยการสงครามระหวา่ งไทยกบั ลาว เขมร และ
ญวน. กรงุ เทพฯ: โฆษิต,
บญุ เตือน ศรีวรพจน์. (2543). พระนเรศวร ตลี ะแวกแลว้ ทำ “พธิ ปี ฐมกรรม”…นำ “เลือดศัตรลู า้ งพระบาท” จรงิ
หรอื ?. ศิลปวฒั นธรรม ฉบับกนั ยายน 2543. สืบคน้ เม่ือ 15 ธันวาคม 2563. จาก https://www.silpa-
mag.com/history/article_26637
บัญญตั ิ สาลี. (2551). วรรณกรรมเขมรปัจจุบัน. มหาสารคาม: อภิชาติการพิมพ์.
พระสุเธยี ร์ ยนต์. (2553). การศกึ ษาของพระสงฆใ์ นราชอาณาจักรกมั พชู า” วิทยานพิ นธ์พุทธศาสตร
มหาบัณฑิต (สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา). พระนครศรีอยุธยา : บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลยั .
พระมหาผลิจ เมียส (ธรรมรกขฺ ิโต). (2557). การศกึ ษาวิเคราะห์ทรรศนะเกีย่ วกบั การทำบุญและบาปใน
พระพุทธศาสนาเถรวาท จงั หวดั กัมปงจาม ประเทศกัมพชู า (วทิ ยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ
,สาขาวิชาปรชั ญา). พระนครศรีอยธุ ยา : บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
พระสขุ ลีม ธมฺมรโต (วนิ ). (2560). ศึกษาอิทธิพลของประเพณี “บุญพจมุ บณิ ฑ์” ทีม่ ีตอ่ ชาวพทุ ธในกัมพชู า
(วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต,พระพุทธศาสนา). พระนครศรีอยุธยา : บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
พระสุฉุน อคฺคโชโต (ฉอย). (2555). การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์ของคณะสงฆใ์ นอำเภออฎุ งค์ จังหวัดกำพงสะพือ
ประเทศกัมพชู า (วิทยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต,รฐั ประศาสนศาสตร์). พระนครศรีอยธุ ยา : บณั ฑิต
วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย.
พระมญิ มติตโฺ ต (แดน). (2560). กลยทุ ธก์ ารพฒั นาทรพั ยากรบุคคลตามหลกั พุทธบริหารการศกึ ษา ของพทุ ธิก
มหาวิทยาลัยในราชอาณาจักรกมั พูชา (วทิ ยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบณั ฑติ ,พุทธบรหิ ารการศกึ ษา).
พระนครศรอี ยุธยา: บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
พพิ ฒั น์ กระแจะจนั ทร.์ (2561). โขนเปน็ ของใคร ไทยหรือเขมร หรือควรจะเลกิ เถียงกันได้แลว้ . สืบค้นเมื่อ 15
ธันวาคม 2563,จาก https://thestandard.co/khon-unesco-intangible-cultural-heritage-
conflicts/.
วัชรินทร์ ยงศริ ิ. (2545). สัมพนั ธภาพใหม่ไทย-กัมพูชา ใน กัมพูชา วนั วารทผ่ี นั เปล่ียน. กรงุ เทพฯ: ศรบี ูรณ์
คอมพวิ เตอรก์ ราฟกิ .
ศานติ ภักดีคำ. (2553). คลองแสนแสบ : ความสำคัญในฐานะเส้นทางเดินทัพไทย-กมั พชู า. วารสารหน้าจวั่ ว่า
ด้วยประวัตศิ าสตร์สถาปตั ยกรรม และสถาปตั ยกรรมไทย. ฉบบั ท่ี 6 (กันยายน 2552-สิงหาคม 2553)
:165-181.
ศานติ ภักดีคำ.(2555). ผนวช “กษัตริยก์ ัมพูชา” สมัยรชั กาลท่ี 4 : พระพทุ ธศาสนากับการเมืองสองราชสำนกั
สยาม-กมั พูชา. วารสารหน้าจ่วั : ว่าดว้ ยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และสถาปตั ยกรรมไทย.
ฉบบั ที่ 8 : กนั ยายน 2554-สงิ หาคม 2555: 379-389.
ศานติ ภักดคี ำ. (2555). ความสมั พันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหวา่ งสยามสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ วั กับกรุงกมั พชู า", วารสาร สงขลานครนิ ทร์ ฉบบั สงั คมศาสตรแ์ ละมนุษยศ์ าสตร.์ 18 (3),3-19.
ศานติ ภักดีคำ. (2556). เขมรสมัยหลงั พระนคร. กรงุ เทพ ฯ : มตชิ น.
สณุ ัย ผาสุก. (2539). นโยบายตา่ งประเทศของไทย : ศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายของรฐั บาลพลเอกชาติ
ชาย ชุณหะวณั ต่อปญั หากัมพูชา (4 สงิ หาคม ค.ศ. 1988 ถงึ 23 กมุ ภาพนั ธ์ ค.ศ. 1991) (วทิ ยานพิ นธ์
รัฐศาสตร์มหาบณั ฑิต,ความสมั พันธ์ระหวา่ งประเทศ). กรเุ ทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
สญั ญารัตน์ มีสุวรรณ. (2559). ความขดั แยง้ เหนือดนิ แดนปราสาทพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชา :
ผลกระทบ และแนวโน้มหลงั คําพพิ ากษาของศาลยุติธรรมระหวา่ งประเทศ พ.ศ. 2556
(รายงานการวิจัย). กรุงเทพ: สถาบนั พระปกเกล้า,2559.
สำนกั ทะเบียนและวัดผล. (2564). สถติ นิ สิ ติ ประจำปีการศกึ ษา 2564. พระนครศรีอยุธยา : สำนักทะเบยี นและ
วดั ผล มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย.
อุเทน วงศ์สถติ ย์. (2549). “ธรรมยุตกิ นกิ าย : ศาสนมรดกไทยในกัมพูชา”, หนงั สอื รวมบทความทางวิชาการ
จากการประชุม ทางวิชาการนานาชาติ เรื่อง : มรดกวฒั นธรรม : ไทยกับเพอ่ื นบา้ น". หอประชมุ
มหาวิทยาลัยศิลปากร วงั ทา่ พระ 21-23 มถิ ุนายน 2549.
Charles F. Keyes . (1994). The Golden Peninsula: Culture and Adaptation in Mainland
Southeast Asia. Hawaii : University of Hawaii Press.
Chandler, David P. (1992). Brother Number One: A political biography of Pol Pot. Chiang Mai
: Silkworm Books.
David Chandler. (2008). A history of Cambodia. Chiang Mai : Silkworm Books.
Francois Ponchaud. (1978). Cambodia: Year Zero. New York : Holt, Rinehart and Winston.
Ian Harris. (2005). Cambodian Buddhism History and Practice. Hawai : University of Hawai‘i
Press.
Kiernan, Ben. (2002). The Pol Pot regime : race, power, and genocide in Cambodia under
the Khmer Rouge, 1975-1979. London : Yale University Press.
Kiernan, Ben ( 2004) . How Pol Pot Came to Power: Colonialism, Nationalism, and
Communism in Cambodia, 1930–1975. Yale University Press.
Kimpichet Chhon.(2012). The Survival and the Development of Cambodian Buddhism After
Khme Rouge Regime up to 2000 C.E., (A Thesis for the Degree of Master of Arts,Buddhist
Studies). Ayutthaya: Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Kimpicheth Chhon. (2017). New Models Buddhist Social Work In Cambodia. A Dissertation of
Doctor of Philosophy (Buddhist Studies). Ayutthaya: Graduate School :
Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Margaret Slocomb. (2004). The People's Republic of Kampuchea, 1979-1989: The revolution
after Pol Pot. Chiang Mai : Silkworm Books.
Michael Vickery. (1999). Cambodia : 1975-1982. Chiang Mai : Silkworm Books.
Sebastian Strangio. (2014). Hun Sen's Cambodia. Chiang Mai : Silkworm Books.
Samsopheap, Preap (2004). A Comparative Study of Thai and Khmer Buddhism (Thesis of
Master of Arts,Buddhist Studies). Ayutthaya: Graduate School: Mahachulalorgkornrajavid
yalaya.
Thaérn Gnok . (1995). La rose de Pailin: Traduit du khmer par Gérard Groussin. (Editions
L'Harmattan.
Tran Sone Pannamuni. (2010). A study of the influence and contribution of Theravada Buddhism
to the Khmer community in the Mekong Delta of Vietnam (Thesis of Master of Arts
,Buddhist Studies). Ayutthaya: Graduate School : Mahachulalongkornrajavidyalaya
University.
Un Sovanny. (2010).The Buddhist Monks' Role in Development of Buddhist Education in
Cambodia' (Thesis of Master Arts, Buddhist Studies). Ayutthaya: Graduate School
Mahachulalorgkornrajavidyalaya Press.
Ven. Teng Chamnan. (2017). An Analytical Study of English Speaking Skill of Cambodian Students
of Preah Sihanouk Raja Buddhist University Battambang Branch (A Thesis of Master of
Arts, Buddhist Studies) . Ayutthaya: Graduate School Mahachulalongkornrajavidayalaya
University
Vannak Lim. (2018). A Study of The Influence of Mahayana Buddhist Over the King Jayavarman
VII ( Thesis of Master of Arts, Buddhist Studies) . Ayutthaya: Graduate School
Mahachulalongkornrajavidyalaya University.