The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-02-22 07:21:27

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

Keywords: ลิลิตโองการแช่งน้ำ

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

จัดทำโดย

นายชิติพัทธ์ ไชยธงรัตน์ เลขที่6
นายจักรวรรดิวัตร ไชยวิเศษ เลขที่15
นางสาวชนิกานต์ วงศ์พรหม เลขที่20

นางสาวนิตยา ราชสีห์ เลขที่28
นางสาวศิรภัสสร ร่วมสุข เลขที่42

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/9

คำนำ

ลิลิตโองการแช่งน้ำบางทีเรียกว่า ประกาศโองการแช่งน้ำ หรือประกาศ
แช่งน้ำโคลงห้า หนังสือเรื่องนี้เป็นวรรณคดีเรื่องเดียวในรัชสมัยสมเด็จ
พระรามาธิบดีที่๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ที่มีอยู่ในปัจจุบันและต้นฉบับจารึกเป็น
ตัวอักษรขอม สันนิษฐานว่าผู้แต่งคงจะเป็นพราหมณ์ผู้กระทำพระราชพิธี
ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพระราชพิธีศรีสัจจปานกาล ในสมัยสมเด็จพระ
รามาธิบดีที่ ๑ พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีที่ข้าราชการทหารพลเรือนและ
เจ้าประเทศราชแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เป็นพระราชพิธี

ในราชสำนักขอมอันมีอินเดียเป็นต้นเค้าในสมัยรัชกาลที่๔ แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระ
แสงศรปลัยวาต พระแสงศรอัคนิวาตและพระแสงศรพรหมมาสตร์ขึ้น
และใช้พระแสงศรทั้ง ๓ องค์นี้ แทงน้ำตอนท้ายบทสรรเสริญเทพเจ้า

แต่ละองค์

ลิลิตโองการแช่งน้ำ

ผู้แต่ง


สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าอาจแต่งในสมัยสมเด็จพระรา
มาธิปดีที่๑ (อู่ทอง) ผู้แต่งคงจะเป็นผู้รู้พิธีพราหมณ์ และรู้วิธีประพันธ์ของไทยเป็นอย่างดี

สมเด็จพระรามาธิปดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงอยุธยาสมเด็จฯกรมพระยา
ดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานส่าสมเด็จพระรามาธิปดีที่ ๑เป็นเชื้อสายของพระเจ้าสิริชัยเชียงแสน
แห่งแคว้นสิริธรรมราช จึงเป็นต้นวงศ์เชียงรายเป็นราชบุตรเขยของพระเจ้าอู่ทองเมื่อพ.ศ.๑๘๘๗ได้เป็น
เจ้าเมืองอู่ทองซึ่งขณะนั้นขึ้นต่อเมืองสุโขทัยต่อมาเกิดโรคระบาดจึงทรงย้ายราชธานีมาตั้งตำบลหนอง
โสนแขวงเมืองอโยธยา เมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓ ขนานนามใหม่ว่า กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาและพระองค์ได้
รับพระนามใหม่ว่า สมเด็จพระรามาธิปดีที่๑ ทรงตั้งพระองค์เป็นใหญ่ไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัยนับแต่
สถาปนาราชธานี ในรัชกาลนี้ได้รับวัฒนธรรมขอมและพราหมณ์เป็นอันมากภาษาไทยจึงเริ่มมีคำเขมร
เข้ามาปะปนมากขึ้นมีการประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหรือพิธีศรีสัจปานกาลตามแบบเขมร ซึ่ง
ถ่ายทอดมาจากพราหมณ์อีกต่อหนึ่ ง

ประวัติ

ต้นฉบับเดิมที่เหลืออยู่เขียนด้วยอักษรขอม ข้อความที่เพิ่มขึ้นในรัชกาลที่๔ ตามหลักฐานซึ่งรัชกาลที่
๕ ทรงยืนยันไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน คือ "แทงพระแสงศรประลัยวาต" "แทงพระแสงศรอัคนิ
วาต" และ "แทงพระแสงศรพรหมมาสตร์"คำประพันธ์ที่ใช้คือโคลงห้าและร่ายโบราณหนังสือเรื่องนี้นับ
ว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของคนไทย ที่แต่งเป็นร้อยกรองอย่างสมบูรณ์แบบ ชื่อเรียกแต่เดิมว่า
โองการแช่งน้ำบ้าง ประกาศแช่งน้ำโคลงห้าบ้าง ต้นฉบับที่ถอดเป็นอักษรไทยจัดเป็นวรรคตอนคำ
ประพันธ์ไว้ค่อนข้างสับสน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าอยู่หัว ทรงสอบทานและพระราชวินิจฉัยเรียบ
เรียงวรรคตอนใหม่

ทำนองแต่ง

มีลักษณะเป็นลิลิต คือ มีร่ายกับโคลงสลับกันร่ายเป็นร่ายโบราณ ส่วนโคลงเป็นโคลง
แบบโคลงห้าหรือมณฑกคติ ถ้อยคำ ถ้อยคำที่ใช้ส่วนมากเป็นคำไทยโบราณ นอกจาก
นั้นมีคำเขมร และบาลี สันสกฤต ปนอยู่ด้วย คำสันสกฤตมีมากกว่าคำบาลี

ความมุ่งหมาย

ใช้อ่านในพิธีถือพระพิพัฒน์สัตยาหรือพิธีศรีสัจปานกาล ซึ่งกระทำตั้งแต่
รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอู่ทองสืบต่อกันมาจนเลิกไปเมื่อประเทศไทย
เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตย ใน พ.ศ.๒๔๗๕

เรื่องย่อ

เริ่มต้นด้วยร่ายดั้นโบราณ ๓ บท สรรเสริญพระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม
ตามลำดับต่อจากนั้นบรรยายด้วยโคลงห้าและร่ายดั้นโบราณสลับกัน กล่าวถึง
ไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์แล้วพระพรหมสร้างโลกใหม่ เกิดมนุษย์ ดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ การกำหนดวัน เดือน ปี และการเริ่มีพระราชาธิบดีในหมู่คนแล้ว
อัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้ามาร่วมเพื่ อความศักดิ์สิทธิ์ตอนต่อไปเป็ นการ
อ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เรืองอำนาจมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดา
อสูร ภูตปีศาจ ตลอดจนสัตว์มีเขี้เล็บเป็นพยานลงโทษผู้คิดคดกบฏต่อพระเจ้า
แผ่นดินส่วนผู้ซื่อตรงภักดีขอให้มีความสุขและลาภยศ ตอนจบเป็นร่ายยอพระ
เกียรติพระเจ้าแผ่นดิน

เนื้อหาในลิลิตโองการแช่งน้ำอาจแบ่งได้เป็น 5 ส่วนด้วยกัน ดังนี้
1.สดุดีเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ ตามความเชื่อของฮินดู ได้แก่ พระผู้ประทับ
เหนือหลังครุฑ "สี่มือถือสังข์จักรคธาธรณี"(พระนารายณ์) พระผู้
ประทับบนวัวเผือก "เอาเงือกเกี้ยวข้าง อ้างทัดจันทรเปนปิ่น" (พระ
ศิวะ) และผู้ประทับ "เหนือขุนห่าน" (พระพรหม) เป็นร่ายสามบทสั้น ๆ

2.กล่าวถึงกำเนิดโลก และสังคมมนุษย์ อัญเชิญเทพยดา พระรัตนตรัย
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภูตผีต่างๆ มาเป็นพยาน ทั้งหมดนี้พรรณนาด้วย
โคลงห้า

3.คำสาปแช่งผู้ทรยศคิดไม่ซื่อต่อเจ้าแผ่นดินให้ประสบภยันตราย
นานา ทั้งหมดนี้พรรณนาด้วยโคลงห้า เป็นเนื้อหาที่ยาวที่สุดใน
บรรดา 5 ส่วน

4.คำอวยพรแก่ผู้จงรักภักดีแก่ผู้ที่มีความจงรักภักดี มีเนื้อหาสั้นๆ

5.ถวายพระพรเจ้าแผ่นดิน เป็นร่ายสั้นๆ เพียง 6 วรรค

ตัวอย่างข้อความบางตอนสรรเสริญพระนารายณ์

โอมสิทธิสธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วฤตยู เอางูปนแท่น แกว่น
กลืนฟ้ ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่ถือสังข์จักรคธารณี ภีรุ
อวตาร อสุรแลงลาญทัก ทัคนียจรนายฯ แทงพระแสงศรป
ลัยวาดฯ

กล่าวถึงไฟประลัยกัลป์

นานเอนกน้ าวเดิมกัลป์ จักร่ำจักราพาฬเมื่อไหม้

กล่าวถึงตรวันเจดอันพลุ่ง น้ำแล้วไข้อดหาย

เจ็ดปลามันพุ่งหล้าเป็ นไฟวาบ จัตุราบบายแผ่นขว้ำ

ชักไตรตรึงษ์เปนผ้า แลบล้ำสีลอง




อัญเชิญพระพุทธ พระธรรม พ
ระสงฆ์ พระพรหม เทพยาดา

และภูตผีปีศาจ เป็นพยาน

ผู้ใดเภทจงคด ถือขันสรดใบพูตานเสียด มารเฟียดไททศพล ช่วย
ดู ธรรมารคประเตยก ช่วยดูอเนกกถ่องพระสงฆ์ ช่วยดู ขุนหงษ
ทองเกล้าสี่ ช่วยดู ฟ้ าฟัดพรีใจยังดู ช่วยดู สี่ปวงผรีหาวแห่ง ช่วยดู
ฟ้ าชรแร่งหกคลอง ช่วยดู ผองผี กลางหาวแอ่น ช่วยดู ฟ้ ากระแฉ่น
เรืองผยอง ช่วยดู เจ้าผาดำสามเส้า ช่วยดู แสนผีพึงยอมเท้า เจ้า
ผาดำผาเผือก ช่วยดูฯ

คำสาปแช่งผู้คิดกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน

จงเทพยดา ฝูงนี้ให้ตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี

อย่าให้มีศุขสวัสดิ์เมื่อใดฯ

ลิลิตโองการแช่งน้ำใช้ถ้อยคำสำนวนที่เข้าใจยากและเป็ นคำห้วนหนัก

แน่น เพื่อให้เกิดความน่าเคารพยำเกรง ความพรรณนาบางตอนละเอียดละออ เช่น

ตอนกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีอำนาจก็สรรหามากล่าวไว้มากมาย นอกจากนี้ยังใช้

ถ้อยคำประเภทโคลงห้าและร่ายดั้น ซึ่งมีจังหวะลีลาไม่ราบรื่น สะดุดเป็นตอนๆ ยิ่ง

เพิ่มความขลัง ขึ้นอีกเป็นอันมาก จึงนับได้ว่าลิลิตโองการแช่งน้ำเรื่องนี้แต่งได้เหมาะ

สมกับความมุ่งหมายสำหรับใช้อ่านหรือสวดในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่ง

มีความสำคัญแก่การเพิ่มพูนพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ในระบบ

สมบูรณาญาสิทธิราชย์

วรรณคดีเรื่องนี้มีกำเนิดจากพระราชพิธีในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แสดงถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมเขมร และพราหมณ์อย่างชัดเจน สมเด็จพระเจ้า

อู่ทองทรงรับการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระราชพิธีศรีสัจปาน

จากเขมรมาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ของบ้านเมืองที่ต้องการสร้างอำนาจ

ปกครองของพระเจ้าแผ่นดินและความมั่นคงของบ้านเมืองในระยะที่เพิ่งก่อสร้างราช

อาณาจักร

ในสมัยสุโขทัยไม่ปรากฏว่ามีพระราชพิธีศรีสัจปานกาลเนื่ องจาก

กษัตริย์สุโขทัยทรงปกครองบ้านเมือบแบบพ่อปกครองลูก ถึงแม้หลักศิลาจารึก

สุโขทัยหลักที่ ๔๕ มีเนื้อความเกี่ยวกับการสบถสาบานระหว่างกษัตริย์สุโขทัย ผู้เป็น

หลานกับเจ้าเมืองน่านผู้ปู่และถ้อยคำบางตอนคล้ายกับลิลิตโองการแช่งน้ำแต่ก็

เป็ นการสาบานระหว่างบุคคลเฉพาะกรณีไม่ใช่พิธีทางราชการทั่วไปกระทำต่อพระเจ้า

แผ่นดินเป็นการทั่วไปอย่างที่กรึงศรีอยุธยา อนึ่งข้อความนี้จารึกไว้ใน พ.ศ.๑๙๓๕ ซึ่ง

อาจเป็นสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๒หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๓ (ไสยลือไท)ตรงกับ

รัชการสมเด็จพระราเมศวรแห่งกรุงรีอยุธยาเป็ นช่วงที่กรุงสุโขทัยเสียอิสระภาแก่

กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๒๑ ถ้าพระราชพิธีสัจปานกาลเคยกระทำที่สุโขทัยก็จะ

ต้องเป็ นเวลาภายหลังที่กรุงสุโขทัยตกอยู่ในอำนาจปกครองและอิทธิพลทาง

วัฒนธรรมของ กรุงศรีอยุธยาแล้ว

คุณค่า

๑. ด้านภาษาและสำนวนโวหาร ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้เป็นลิลิตเรื่องแรกในประวัติวรรณคดีไทย
ใช้ถ้อยคำภาษาที่เก่า คำภาษาเขมร บาลี สันสกฤต และคำไทยโบราณปนอยู่มาก คำบางคำต้อง
สันนิษฐานความหมาย ทำให้อ่านเข้าใจยาก ทั้งนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าคำมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์
เกิดอารมณ์หวาดกลัวไม่กล้าคิดคดทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดินลิลิตโองการแช่งน้ำนี้จึงมีคุณค่า สามารถ
ใช้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้คำในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นได้

๒. ด้านสังคมและวัฒนธรรม
๒.๑ ทางการปกครองเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับพระราชพิธีแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเป็นวรรณคดีที่มีคุณค่าต่อระบอบการปกครองแบบรา
ชาธิปไตยเพราะเป็นการให้สัตย์สาบานว่าจะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และบ้านเมือง ทำให้
เกิดความสามัคคีมีผลให้บ้านเมืองเป็ นปึ กแผ่น

๒.๒ ทางวัฒนธรรม วรรณคดีเล่มนี้เป็นหลักฐานแสดงถึงการได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากขอมและ
อินเดีย พิธีพราหมณ์ได้เข้ามาใช้ปะปนในพระราชพิธีต่าง ๆ และยังทำให้เห็นลักษณะการปกครองที่
พระมหากษัตริย์ทรงเป็ นสมมติเทวราชอีกด้วย

๒.๓ ความเชื่อถือทางศาสนา ลิลิตโองการแช่งน้ำนี้แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ในพิธีสาป
แช่งผู้ทุจิตโดยอาศัยอำนาจของเทวดาและภูตผี ตามความเชื่อถือของพราหมณ์ ซึ่งเป็นศาสนาของ
อินเดียและพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานี้ เป็นพิธีตามศาสนาพรามหมณ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงนำพิธีทางพุทธศาสนามาเพิ่มเติมในภายหลัง

๓. ด้านอิทธิพลต่อวรรณคดีอื่น ลิลิตโองการแช่งน้ำ เป็นวรรณคดีที่ใช้ในการสวดหรืออ่านโองการแช่ง
น้ำของพราหมณ์ผู้ทำพิธี ลิลิตโองการแช่งน้ำมีอิทธิพลต่อวรรณคดีสมัยหลัง ทำให้กวีเกิดความบันดาล
ใจแต่งวรรณคดีเรื่องอื่นขึ้น ได้แก่ โคลงพิธีถือน้ำแลคเชนทรัศวสนาน พระราชนิพนธ์ของพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวรรณคดีที่กล่าวถึงพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

อ้างอิง

https://sites.google.com/site/wannakhadeethaigzm
/wrrnkhdi-thiy-smay-xyuthya-txn-tn

https://vajirayana.org/ลิลิตโองการแช่งน้ำ

http://mangetae035.blogspot.com/2017/10/blog-post_17.html


Click to View FlipBook Version