<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพ ัฒนาและประเมินประสิทธิภาพแหล่งพล ังงานไฟฟ้ าไฮบริดแบบเคลือ่นที่ชือ่ผูว้จิยันางกมลพรรณ เมืองมาส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนครฐานข้อมูล TCIบทน าในภาวะ ที่มีการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่อุปกรณ์ไอทีและอุปกรณ์ไฟฟ้ าเป็ นปัจจัยส าคัญและอุปกรณ์ไฟฟ้ าเป็ นปัจจัยส าคัญในการด ารงชีวิตประจ าวัน [1] ซึ่งอุปกรณเ์หล่านี้ตอ้งการแหล่งจ่ายไฟในการชารจ์แบตเตอรี่เมือ่ประชาชนหรอืเกษตรกรตอ้งไปดูแลเรอืกสวนไรน่า หรอืไปสถานทีท่ี่ระบบส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าเขา้ไม่ถงึเพือ่อ านวยความสะดวกในการใชเ้ครือ่งใช้ไฟฟ้าตา่งๆที่เกีย่วขอ้งโดยตรงหรอืโดยออ้มทางเกษตรกร หรอืการตดิตอ่ สือสารกับ่บุคคลอืน่ตลอดจนความปลอดภยัต่อชวีติและทรพัยส์ิน ดงันั้นแหล่งจ่ายไฟที่มีก าลงัดงันั้นแหล่งจ่ายไฟทีม่กี าลงัไฟฟ้าเหมาะสมและจ่ายกระแสไฟฟ้าไดย้าวนานต่อเนื่อง จงึมคีวามจ าเป็นความจ าเป็นอย่างยิ่งในสถานที่ที่ระบบส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้ าเข้าไม่ถึง [2]-[4] ผูว้จิยัเล็งเห็นความส าคญัตรงจุดนี้จงึมคีวามประสงคท์ีจ่ะพฒันาแหล่งจ่ายไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ที่สามารถพกพาเคลือ่นยา้ยไดต้ามที่ผูใ้ช้ตอ้งการ และสามารถชารจ์กระแสไฟฟ้าคืนกลบัมาทั้งผ่านระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าและโซลา่เซลล์อกีทั้งเกพลงังาน สงูกวา่ Power Bank ทั่วไปว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยเพื่อพัฒนาแหล่งจ่ายไฟฟ้าไฮบรดิแบบเคลื่อนที่ประเมินประสิทธิภาพและคมุ้ทุนของแหลง่พลงังานไฟฟ้าไฮบรดิแบบเคลือ่นที่สรุปผลการท าวิจ ัยพบว่าชดุตน้แบบที่พฒันาขึน้ติดตั้งที่จบัและลอ้ ส าหรบัพบว่าชดุตน้แบบที่พฒันาขึน้ติดตั้งที่จบัและลอ้ส าหรบัความสะดวกในการเคลือ่นยา้ย สามารถชารจ์แบตเตอรี่ไดท้ ั้งระบบไฟฟ้าในบา้นและระบบโซล่าเซลลโ์ดยมปีระสทิธภิาพการแปลงาน พลงังานเฉลี่ยเท่ากบัรอ้ยละ78.70+_ 1.79 ส าหรับระบบไฟฟ้ าในบ้านและร ้อยละ 77.92+_2.05 ส าหรับระบบโซล่าเซลล์
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพัฒนาระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หตัถกรรมจกั สานในพืน้ทีต่าบลทุ่งตอ้มอ าเภอสันป่ าตอง จังหวัดเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรนุช พันโทสังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนรู ้ทางไกลเชิงนวัตกรรมฐานข้อมูล TCIบทน าหตัถกรรมจกั สานเป็นภูมปิัญญาทอ้งถิน่ทีม่คีวามส าคญัต่อวถิ ชีวีติและเศรษฐกจิของชมุชน โดยเฉพาะในต าบลทุ่งตอ้ม อ าเภอสนั ป่าตอง จงัหวดัเชยีงใหม่ ซึ่งมกีารรวมกลุ่มกนัเพื่อผลิตและจ าหน่ายหตัถกรรมจกั สาน ทั้งในระดบัครวัเรอืนและเพื่อการส่งออก มีรูปแบบผลิตภณัฑท์ี่หลากหลายเชน่ตะกรา้เบรก ตวัล็อคนิ้วกระเชา้ด าหวัผีเสือ้นก และดอกไม้ผูว้ิจยัจงึมีแนวคิดที่จะน าเทคโนโลยีเขา้มาประยุกต์ใช ้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสาน ต าบลทุ่งตอ้ม อ าเภอสนั ป่าตอง จงัหวดัเชยีงใหม่เพือ่ ใหเป็ นการจัดการข้อมูลให้เป็ นระบบ ้มีการท างานเป็ นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว สืบค้นข้อมูลได้ง่าย และเผยแพร่ผลติภณัฑจ์กั สานใหร้จู้กักนัแพรห่ลายมากยิ่งขึน้วัตถุประสงค ์การท าวิจัย1 เพื่อพัฒนาระบบฐานขอ้มูลหัตถกรรมเครือ่งจกั สาน ในพืน้ที่ต าบลทุ่งต้อม อ าเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผูใ้ชง้านระบบฐานขอ้มูลหัตถกรรมเครือ่งจกั สานทีพ่ฒันาขึน้สรุปผลการท าวิจัยหัตถกรรมจักสานเป็นภูมิปัญญาทอ้งถิ่นที่มีความส าคัญต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชน โดยเฉพาะในต าบลทุ่งต้อม อ าเภอสันป่าตอง จังหวัดเชยีงใหม่ ซึ่งมีการรวมกลุ่มกนัเพือ่ผลติและจ าหน่ายหตัถกรรมจกั สาน ทั้งในระดบัครวัเรอืนและเพือ่การส่งออก ผูว้จิยัไดพ้ฒันาระบบฐานขอ้มูลผลติภณัฑ์หตัถกรรมจกั สานในพืน้ที่ต าบลทุ่งตอ้ม อ าเภอสนั ป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเครือ่งมือที่ใชค้อื 1) ระบบฐานขอ้มูลผลติภณัฑห์ตัถกรรมจกั สานในพืน้ที่ต าบลทุ่งตอ้ม อ าเภอสนั ป่าตอง จงัหวดัเชยีงใหม่ทีป่ระกอบดว้ย ส่วนหนา้บา้น(Frontend) ใช ้ Angular และส่วนหลังบ้าน (Backend) ใช ้ Java Spring Boot เชือ่มต่อกบัฐานขอ้มูล MySQLขัน้ตอนการด าเนินงานวจิยัตามแนวคดิSDLC 2) แบบสอบถามการประเมินประสิทธิภาพ และ 3) แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจของผูใ้ช้กลุ่มตวัอย่างที่ใชใ้นการวจิยัครั้งนีแ้บ่ง 2 กลุ่มได้แก่ ผูเ้ชีย่วชาญจ านวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ใช ้ระบบ จ านวน 35 คน คดัเลือกกลุ่มตวัอย่างวิธีการสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใชใ้นการวิเคราะห์ขอ้มูลไดแ้ก่ค่ารอ้ยละ ค่าเฉลีย่และส่วนเบีย่งเบนมาตรฐาน ผลการวจิยัพบว่า1) ระบบฐานขอ้มูลผลติภณัฑห์ตัถกรรมจกั สานทีพ่ฒันาขึน้ โดยผูดู้แลระบบสามารถจัดการข้อมูลต่างๆ ได้ ส่วนสามาชิกสามารถดูรายละเอียดและท าการสั่งจองผลิตภัณฑห์ ัตถกรรมจักสานได้และผูใ้ชท้ ั่วไปสามารถดูขอ้มูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานและเขียนรีวิวได้ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพจากผูเ้ชีย่วชาญอยู่ในระดบัมากทีสุ่ด และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจจากผูใ้ชร้ะบบที่พัฒนาขึน้อยู่ในระดบัมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.30 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพฒันาศกัยภาพการท่องเทีย่วโดยชุมชนแบบมีส่วนร่วมหมู่บ้านเปี ยงหลวง ต าบลเปี ยงหลวง อ าเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัอาจารย์โฆษิต ไชยประสทิธิ์สังกัดคณะมนุษยศาสตร ์และสังคมศาสตร ์ได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารล้านนาวิจัยปริทรรศน์ (Journal of Lanna Research Review)ฐานข้อมูล TCIบทน าการท่องเทีย่วเป็นกลไกส าคญั ในการขบัเคลือ่นเศรษฐกจิและสงัคมของประเทศไทยทั้งดา้นการสรา้งรายได้กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสรมิอตัลกัษณ์วัฒนธรรม โดยในในปี 2025 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 32.9 ลา้นคน สรา้งรายไดจ้ากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.53 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพและความส าคัญของภาคการท่องเที่ยวต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ใหค้วามส าคญักบัคุณค่าและความยั่งยืนแนวคดิการท่องเทีย่วโดยชมุชน (CBT) จงึเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสใหค้นในพืน้ทีม่ีส่วนร่วมบริหารจัดการและได้รับประโยชน์โดยตรง ช่วยเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก จงัหวดัเชยีงใหม่แมเ้ป็นศูนยก์ลางการท่องเที่ยว แต่พืน้ที่ชายแดนอย่างต าบลเปี ยงหลวงยังพัฒนาไม่เต็มศักยภาพจากข้อจ ากัดด้านโครงสรา้งพืน้ฐานและบุคลากร การวจิยันีจ้งึมุ่งพฒันาการท่องเทีย่วโดยชมุชนผ่านกระบวนการมีส่วนรว่ม เพื่อวเิคราะหศ์กัยภาพ ออกแบบรูปแบบการด าเนินงานที่เหมาะสม และสงัเคราะหข์อ้เสนอเชงินโยบายเพือ่ยกระดบัรายได้อนุรกัษอ์ตัลกัษณ์และสรา้งการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยนืวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพือ่วเิคราะหป์ัญหาการท่องเทีย่วชมุชนบา้นเปียงหลวงแบบมสีว่นรว่ม2. เพื่อศึกษาความเป็นไปไดข้องโครงการและกิจกรรมการส่งเสรมิการท่องเทีย่วชมุชน3. เพือ่ศกึษารูปแบบการด าเนินโครงการและกจิกรรมส่งเสรมิการท่องเทีย่วชุมชน4. เพื่อศึกษาการประเมินผลโครงการและกจิกรรมส่งเสรมิการท่องเที่ยวชุมชนสรุปผลการท าวิจัยพืน้ทีบ่า้นเปียงหลวงมทีุนทางวฒันธรรม วถิ ชีวีติและทรพัยากรธรรมชาตทิ ี่โดดเด่นแต่ยังเผชิญขอ้จ ากัดดา้นโครงสรา้งพืน้ฐาน การจัดการความรู้และบุคลากร , การพฒันาที่ยั่งยืนควรด าเนินการแบบบูรณาการทั้งดา้นการอนุรกัษท์รพัยากร การยกระดบัมาตรฐานแหล่งท่องเทีย่ว การพฒันาทกัษะคนในชมุชน และการสรา้งผลิตภณัฑท์อ้งถิ่นที่มีคุณภาพ , โครงการตน้แบบที่เกดิขึน้ประกอบดว้ยการส่งเสรมิการท่องเทีย่วเชงิวฒันธรรมและประวตั ศิาสตร์การเผยแพรอ่าหารพืน้ถิน่และการพฒันาทกัษะสือ่สารภูมปิัญญาทอ้งถิน่ผ่านเยาวชน 4) การตดิตามและประเมินผลรว่มกบัภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้งสะทอ้นใหเ้ห็นว่าโครงการเหล่านี้ช่วยยกระดับการท่องเที่ยวเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และสรา้งความภาคภูมิใจในอัตลกัษณ์ทอ้งถิ่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมี 6 ด้าน ได้แก่ 1) พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้มควบคู่การสรา้งจติ ส านึกการอนุรกัษ์2) ส่งเสรมิและขยายศกัยภาพแหล่งท่องเทีย่วเชือ่มโยงวฒันธรรมและเศรษฐกจิชมุชน 3) พฒันาโครงสรา้งพืน้ฐานและสิ่งอ านวยความสะดวกใหไ้ดม้าตรฐาน 4) พฒันาศกัยภาพบุคลากรและผลติภณัฑช์มุชนเพือ่สรา้งรายไดอ้ย่างยั่งยนื 5) ส่งเสรมิการบรหิารจดัการแบบมีส่วนรว่มเพือ่สรา้งความเขม้แข็งใหช้มุชน และ 6) พฒันาการตลาดและการอนุรกัษค์วบคกู่นัเพือ่เผยแพรอ่ตัลกัษณท์อ้งถิน่และรกัษาสิ่งแวดลอ้ม
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)PHYSIOLOGICAL PROFILING AND BREED SUITABILITY MODELING OF SLOW-GROWING THAI NATIVE CHICKENS: COMPARATIVE INSIGHTS WITH FAST-GROWING BROILERS FOR SUSTAINABLE POULTRY PRODUCTIONชือ่ผูว้จิยัผศ.สพ.ญ.ดร.กุลิสรา มรุปัณฑ์ธรส ังก ัดคณะเทคโนโลยีการเกษตรได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Italian Journal of Animal Scienceฐานข้อมูล Scopus Quartile = 1บทน าไก่พืน้เมืองมีบทบาทส าคญั ในระบบเกษตรของเกษตรกรรายย่อย โดยชว่ยเสรมิความมั่นคงทางอาหาร สรา้งรายได้และสะทอ้นอตัลกัษณท์างวฒันธรรม อกีทั้งยงัมีความสามารถในการปรบัตวัต่อสภาพแวดลอ้มที่รอ้นและโรคในทอ้งถิ่นไดด้ ีตัวชี้วัดทางโลหิตวิทยาและชีวเคมีในเลือดจึงถูกใชป้ระเมินสุขภาพ ภาวะโภชนาการ และความทนทานของไก่ในระบบการเลีย้งดงักล่าว ในประเทศไทยไก่แม่ฮ่องสอน (MHS) และไก่ประดู่หางด า (PHD) เป็นสายพนัธุพ์ืน้เมืองทีส่ าคญัโดย PHD มีศกัยภาพดา้นการเจรญิเติบโตและการผลิตที่สูงกว่า ขณะที่ MHS เด่นดา้นคุณภาพเนือ้และเหมาะกบัระบบการเลีย้งในพืน้ทีสู่ง อย่างไรก็ตาม ขอ้มูลพืน้ฐานทางสรรีวทิยาของไกพ่ ืน้เมอืงไทยยงัมจี ากดัว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยศึกษาลักษณะทางโลหิตวิทยา ชีวเคมีในเลือด และการเจริญเติบโตของไก่ MHS และ PHD เปรยีบเทยีบกบั ไกเ่นือ้ภายใตส้ภาวะเดยีวกนัพรอ้มใชก้ารวิเคราะห์ PCA และแบบจ าลองถดถอยเพือ่ระบุตวัชี้วดัจากเลอืดที่เกีย่วขอ้งกบัการเจรญิเติบโตและความทนทาน รวมทั้งพฒันาดชันีความเหมาะสมของสายพันธุเ์พื่อประเมินศักยภาพของไก่พืน้เมืองในระบบการผลิตในเขตร ้อนสรุปผลการท าวิจ ัยผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะหข์อ้มูลการเจรญิเติบโตรว่มกบัตวัชี้วดัทางโลหิตวิทยาและชวีเคมีชว่ยอธบิายความแตกต่างดา้นสรรีวิทยาระหว่างไก่พืน้เมืองไทยและไก่เนื้อเชงิพาณิชยไ์ดอ้ย่างชดัเจน โดยไก่ประดู่หางด า (PHD) มีความสมดุลดา้นสรรีวิทยาเหมาะกบัระบบกึ่งเขม้ขน้ ไก่แม่ฮ่องสอน (MHS) มีความทนทานสูงเหมาะกบัระบบปล่อยหรอืเกษตรอนิทรยี ์ขณะที่ไก่เนือ้มีการเจรญิเติบโตสูงที่สุดแต่มีความทนทานต่อความเครยีดจากความรอ้นต ่ากว่าผลลพัธน์ีช้ี้ใหเ้ห็นศกัยภาพของไก่พืน้เมืองในการพฒันาระบบการผลิตสตัว์ปีกที่ยั่งยืนในเขตรอ้น และเป็นขอ้มูลส าคญัต่อการปรบั ปรุงพนัธุใ์นอนาคตที่ค านึงถงึทั้งผลผลติ สวสัดภิาพสตัว์และความสามารถในการปรบัตวัต่อสภาพภูมิอากาศ
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)IMPROVED DIELECTRIC, MAGNETIC, AND MULTIFERROIC PROPERTIES OF (BI0.5NA0.5)0.7LA0.3(TI0.7FE0.3)O3 CERAMICS SYNTHESIS BY THE SOLID-STATE COMBUSTION TECHNIQUEชือ่ผูว้จิยัรองศาสตราจารย์ ดร.จิตรกร กรพรมส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Phys. Status Solidi Aประเทศ Germanyฐานข้อมูล Scopus Quartile = 2บทน าเซรามกิไรส้ารตะกั่ว (Bi0.5Na0.5)0.7La0.3(Ti0.7Fe0.3)O3 (เรียกย่อว่า BNLTF) ถูกสงัเคราะหข์ ึน้ โดยเทคนิคการเผาไหมแ้บบของแข็งโดยใชไ้กลซนีเป็นเชือ้เพลงิแสดงโครงสรา้งเพอรร์อฟสไกตบ์รสิุทธิท์ี่มีเฟสรอมโบฮีดรลัขนาดเกรนเฉลี่ยเพิม่ขึน้ตามอณุหภมูกิารเผาผนึกที่เพิม่ขึน้ โครงสรา้งจลุภาคทีอ่ดัแน่นอย่างดีทีม่ีความหนาแน่ นสูงสุด (5.98 g cm⁻³), คุณสมบัติทางไดอิเล็กทริกที่ดีที่อุณหภูมิห้อง (εr ≈589 และ tanδ≈0.572), พฤติกรรมเฟอร ์โรอิเล็กทริกแบบอ่อน และคุณสมบัติทางแม่เหล็กที่ยอดเยี่ยม (Ms ≈ 0.091 emu g⁻¹, Mr ≈0.0026 emu g⁻¹) ไดร้บัจากเซรามิกที่เผาผนึกที่ 875 °C เป็ นเวลา 2 ชั่วโมงเซรามิกมัลติเฟอร ์โรอิก BNLTF ที่เผาผนึกที่ 875 °C มคีา่ สมั ประสทิธิก์ารเชือ่มตอ่แม่เหล็กไฟฟ้ าสูงสุด (αE ≈2.08 mV cm⁻¹ Oe⁻¹) เมื่อสนามแม่เหล็กอยู่ใกล้4500 Oeว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยงานวจิยันี้ไดพ้ยายามสงัเคราะหเ์ซรามกิ BNLTF โดยใช ้เทคนิคการเผาไหม้แบบของแข็ง และศึกษาผลของอุณหภูมิการเผาต่อการก่อตัวของเฟส สัณฐานวิทยา คุณสมบัติทางไฟฟ้ า คุณสมบัติทางแม่เหล็ก แล ะคุณสมบัติมัลติเฟอร ์โรอิกของเซรามิก BNLTFสรุปผลการท าวิจ ัยโดยสรุป ได้มีการศึกษาผลของอุณหภูมิการเผาต่อการก่อตัวของเฟส โครงสร ้างจุลภาค คุณสมบัติทางไฟฟ้ าและแม่เหล็กของเซรามิก BNLTF ทีสังเคราะห์โดยเทคนิคการเผาไหม้แบบของแข็ง ่ โดยใชไ้กลซนีเป็นเชือ้เพลงิผง BNLTF ที่มีเฟสเพอรร์อฟสไกตบ์รสิุทธิถ์ูกสงัเคราะหไ์ดส้ าเร็จโดยใช้อุณหภูมิการเผาที่750 °C เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เซรามิก BNLTF ที่เผาที่อุณหภูมิ 800–900 °C เป็นเวลา 2 ชั่วโมง แสดงใหเ้ห็นเฟสเพอรร์อฟสไกต์บรสิุทธิท์ีม่เีฟสรอมโบฮดีรลัทีส่อดคลอ้งกนัซึ่งไดร้บัการยนืยนั โดยเทคนิคการปรับแต่งแบบ Rietveld เซรามิก BNLTF ที่เผาทีอุ่ณหภูมิ875 °C เป็ นเวลา 2 ชั่วโมง แสดงใหเ้ห็นถงึโครงสรา้งผลกึทีด่ีความหนาแน่นสูงสุด (5.98 g cm⁻³) คุณสมบตัทิางไดอเิล็กทรกิทีด่ที ีอุ่ณหภูมหิอ้ง (εr ≈ 589 และ tanδ ≈ 0.572) พฤตกิรรมเฟอรโ์รอเิล็กทรกิอ่อน คุณสมบตัทิางแม่เหล็กที่ยอดเยี่ยม (Ms ≈ 0.091 emu g⁻¹, Mr ≈ 0.0026 emu g⁻¹) และค่าสมั ประสิทธิก์ารเชือ่มต่อแม่เหล็กไฟฟ้ าสูง (αE ≈ 2.08 mV cm⁻¹ Oe⁻¹) ทีอุ่ณหภูมิหอ้ง การศกึษานี้ประสบความส าเร็จในการสังเคราะห์เซรามิก BNLTF โดยใช ้อุณหภูมิการเผาต ่าและเวลาการคงตวัสัน้ซึ่งมคีุณสมบตัทิางไฟฟ้า แม่เหล็ก และแม่เหล็กไฟฟ้าสงูซึ่งอาจเป็นประโยชนส์ าหรบัการประยุกตใ์ชว้สัดแุม่เหล็กไฟฟ้าตอ่ ไป
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)รูปแบบการเสริมสร้างคุณลักษณะครูพลศกึษาในศตวรรษที่ 21 ส าหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจร ตรีโสภณากรสังกัดคณะครุศาสตร ์ได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสาร Journal of Education and Innovationฐานข้อมูล TCIบทน าครูมีบทบาทส าคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู ้ (Learning skills) ในการเรยีนรูใ้นศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเต็มศักยภาพ (Ministry of Education, 2010; Panich, 2013; Office of the Education Council, 2017) หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยีงใหม่มุ่งผลติครูพลศกึษาทีม่ีความสามารถจดัการเรยีนรูพ้ลศกึษา เป็นผูน้ าวชิาการ ประยุกตใ์ชค้วามรู้หลกัการ ทฤษฎีและทกัษะปฏบิตัทิ ีส่อดคลอ้งกบัการเรยีนรูใ้นศตวรรษที่ 21 (Chiang Mai Rajabhat University, 2017) การพัฒนารูปแบบการเสรมิสรา้งคุณลกัษณะครูพลศกึษาในศตวรรษที่ 21 ส าหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงมีความส าคญัต่อการพฒันานักศึกษาใหม้ีความพรอ้มทั้งดา้นวิชาการและทกัษะกีฬา การจัดการเรียนรู ้ การใช ้เทคโนโลยี การสร ้างนวัตกรรม และสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพครู ช่วยยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาให้มีความเป็ นเลิศและสร ้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามเป้ าหมายยุทธศาสตร ์ชาติวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพื่อพฒันารูปแบบการเสรมิ สรา้งคุณลกัษณะครูพลศึกษาในศตวรรษที่ 21 ส าหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่2. เพือ่ทดลองใชรู้ปแบบการเสรมิสรา้งคุณลกัษณะครูพลศกึษาในศตวรรษที่21 ส าหรบันักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลยัราชภัฏเชียงใหม่สรุปผลการท าวิจัยรูปแบบการเสรมิ สรา้งคุณลักษณะครูพลศึกษาในศตวรรษที่21 ส าหรบันักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (PE Model) เป็ นการเสริมสร ้างคุณลักษณะด้านการจัดการเรียนรู ้พลศึกษา ประกอบดว้ย 2 ขัน้ตอน คอืขัน้เตรยีมความพรอ้ม (Preparation) และขัน้การเสริมสร ้าง (Enhancement) มีความเหมาะสม ความเป็ นประโยชน์ ความเป็ นไปได้ความถูกตอ้ง โดยภาพรวมอยู่ในระดบัมากทีสุ่ด , นักศึกษากลุ่มทดลองมีคุณลกัษณะครูพลศกึษาในศตวรรษที่21 ดา้นการจดัการเรยีนรูพ้ลศกึษาสูงกวา่กลมุ่ควบคมุแตกตา่งกนัอย่างมนี ัยส าคญัทางสถติทิ ี่ระดบั.05
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การวิเคราะห ์เชิงองค ์ประกอบของสาเหตุการพ้นสภาพนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ประจําปี การศึกษา 2561 – 2565ชือ่ผูว้จิยันายเจษฎา มีทรัพย์สังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารสังคมศาสตร ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกประเทศ Germanyฐานข้อมูล TCIบทนําการวิเคราะหน์ีจ้ะเป็นขอ้มูลสาเหตุของการพน้ สภาพนักศึกษาจากสาเหตุต่าง ๆเช่น การพ้นสภาพตามข้อบังคับว่าด้วยการประเมินผลการศึกษา การพ้นสถานภาพนักศกึษาตามระเบยีบทางการเงนิการลาออก ฯลฯ เพือ่ ใหผู้บ้รหิารและผู้รับผิดชอบหลักสูตร น าไปพัฒนากลไก ปรับปรุงการบริหารและการจัดการศึกษาใหม้นี ักศกึษาออกกลางคนัลดลง และนักศกึษาส าเรจ็การศกึษาไดต้ามมุ่งหวงัเพือ่เป็ นประโยชน์ต่อการก าหนดนโยบายเชิงรุก และการดูแลนักศึกษาให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้ าหมาย การดูแลเอาใจใส่นักศึกษาให้มีคุณภาพและส่งเสริมการบริหารงานวิชาการของคณะฯ สู่นักศึกษาของคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ต่อไปวัตถุประสงค ์การทําวิจัย1. เพื่อส ารวจขอ้มูลสาเหตุของการพน้ สภาพนักศึกษาระดบั ปรญิญาตรีคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ระหว่างปีการศึกษา 2561 – 25652. เพื่อจ าแนกและวิเคราะหส์าเหตุของการพน้ สภาพนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ระหว่างปีการศึกษา 2561 – 2565สรุปผลการทําวิจัยองค์ประกอบสาเหตุการพ้นสภาพของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ระหว่างปี การศึกษา 2561–2565 พบว่า สาเหตุการพ้นสภาพสามารถจัดล าดับความส าคัญได้แก่ การพ้นสภาพตามข้อบังคับด้านผลการศึกษา รองลงมาคือปัญหาทางการเงิน การลาออก และสาเหตุอื่น ๆ โดยนักศึกษาส่วนใหญ่พน้สภาพในชว่งชัน้ปีที่ 1 สะท้อนถึงปัญหาความพร ้อมทางวิชาการและการปรับตัวในระดับอุดมศึกษา ผลการศึกษาสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า ซึ่งชี้ว่าปัจจยัดา้นผลสมัฤทธิท์างการเรยีน พืน้ฐานความรู้ความถนัดในสาขา และสถานะทางการเงิน เป็นปัจจยั ส าคญัที่เพิ่มความเสีย่งต่อการพน้ สภาพของนักศกึษาองคค์วามรูท้ ี่ไดส้ามารถน าไปใชใ้นการวางแผนบริหารจัดการเชิงรุกพัฒนาการดูแลนักศึกษาและปรับปรุงนโยบายด้านวิชาการเพื่อลดอตัราการพ้นสภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การลู่เข้าแบบเข้มของอัลกอริทึมประเภท HALPERN แบบเฉื่อยสา หรบัการหาค่าต ่าสุดและปัญหาจุดศูนย์แยกส่วนในปริภูมิฮิลเบิร ์ตชือ่ผูว้จิยัรองศาสตราจารย์ ดร.จกัรพงศ์เตีย้มมีสังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสาร Journal of Nonlinear and Convexฐานข้อมูล Scopus Quartile = 2บทน าปัญหาการหาค่าต ่าสุดของฟังกช์นันูน (Convex Minimization) และปัญหาจุดศูนย์แยกส่วน (Split Null Point Problems - SNPP) เป็ นหัวใจส าคัญในงานวิเคราะหแ์บบไม่เชงิเสน้และมีประยุกตใ์ชใ้นหลายดา้น เชน่การเรยีนรูข้องเครือ่ง(Machine Learning), การประมวลผลสัญญาณ, และการฟื้นฟูภาพ โดยปกติแล้ว อัลกอริทึมมาตรฐานอย่าง Proximal Point Algorithm (PPA) มักจะรับประกันเพียงการลู่เข้าแบบอ่อน (Weak Convergence) เท่านั้น ผูว้ิจยัจงึไดน้ าแนวคดิInertial Method ของ Polyak ซึ่งเป็นเทคนิคการเร่งความเร็วในการลู่เขา้มาประยุกต์ใช ้ร่วมกับวิธีการประมาณค่าแบบ Halpern เพือ่สรา้งอลักอรทิมึใหม่ที่สามารถรับประกันการลู่เข้าแบบรุนแรง (Strong Convergence) ซึ่งมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากกว่าวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพื่อน าเสนออัลกอริทึมใหม่ที่ชื่อว่า Inertial Modified Halpern Approximation Method (IMHAM) 2. เพื่อแกป้ัญหาการหาค่าต ่าสุดและปัญหาจุดศูนยแ์ยกส่วนในปรภิูมิฮิลเบิร ์ตไปพร ้อมกัน 3. เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีการลู่เขา้แบบรุนแรง (Strong Convergence) ของอลักอรทิมึภายใตเ้งือ่นไขที่เหมาะสม4. เพือ่แสดงใหเ้ห็นถงึการประยุกตใ์ชแ้ละประสทิธภิาพของอลักอรทิมึผ่านตวัอย่างเชงิตวัเลขและการเปรยีบเทยีบกบัวธิที ีม่อียู่เดมิสรุปผลการท าวิจัยงานวิจยันีป้ระสบความส าเร็จในการน าเสนออลักอรทิ ึม IMHAM ซึ่งเป็นการรวมเทคนิคความเฉื่อย (Inertial technique) เข้ากับการประมาณค่าแบบ Halpern เพื่อใชแ้กป้ัญหาการหาค่าต ่าสุดและปัญหาจุดศูนยแ์ยกส่วนในปริภูมิฮิลเบิร ์ตไปพร ้อมกัน โดยผู้วิจัยได้พิสูจน์ทางทฤษฎีว่าล าดับการค านวณจะลู่เข้าแบบเข้ม (Strong convergence) สู่ค าตอบร่วมภายใตเ้งื่อนไขที่เหมาะสม อีกทั้งผลการทดลองเชงิตวัเลขยงัยืนยนัว่าอลักอรทิ ึมที่พฒันานี้มีประสิทธิภาพสูงและสามารถลู่เขา้สู่ค าตอบไดร้วดเร็วกว่าวิธีดั้งเดิมอย่างมีนัยส าคัญ
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การประเมินการระบายอากาศของห้องปฏิบัติการภายใต้ความปรกติใหม่ ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์เวียงบัวชือ่ผูว้จิยัอาจารย์ ดร.ชุติพันธุ์ แสงโสดาสังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร ์ฐานข้อมูล TCIบทน างานวจิยันีม้ีวตัถุประสงคเ์พือ่ประเมินการระบายอากาศของหอ้งปฏบิตักิารภายใต้แนวคิดความปรกติใหม่ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์เวียงบัว โดยท าการศึกษาการระบายอากาศภายในหอ้งปฏิบตั ิการที่มีการระบายอากาศดว้ยเครือ่งจกัร จา นวน 17 หอ้ง ท าการเก็บขอ้มูลผ่านเครือ่งมอืวดัค่าความเขม้ขน้ของก๊าซคาร ์บอนไดออกไซด์ (CO2) ใช ้หลักการดูดกลืนแสงอินฟาเรด (NonDispersive Infrared (NDIR))ก าหนดค่าความเข้มข้น CO2 ที่แนะน าในสภาวะคงที่คือ ไม่เกิน 800 ส่วนในลา้นส่วน (ppm) ในการ และต้องมีค่าอัตราการหมุนเวียนของอากาศ (Air Change Rate) อย่างน้อย 3.5 ACH เพื่อสะทอ้นเงือ่นไขที่ว่า เมื่อผูใ้ชง้านสวมใส่หน้ากากอนามัยเข้าใช ้งานภายในห้องดังกล่าวจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชือ้ COVID-19 ไม่เกิน 0.5% เมื่อผูใ้ชง้านสวมใส่หน้ากากอนามัยเข้าใช ้งานภายในห้องวัตถุประสงค ์การท าวิจัยเพื่อประเมินการระบายอากาศของหอ้งปฏิบัติการภายใตแ้นวคิดความปรกติใหม่ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์เวียงบัวสรุปผลการท าวิจัยผลการศึกษา พบว่าหอ้งปฏบิตักิารทีม่กีารระบายอากาศดว้ยเครือ่งจกัร 2 หอ้งมีอัตราการหมุนเวียนอากาศเหมาะสม 4 ห้อง มีอัตราการหมุนเวียนอากาศไม่เพียงพอ และ 11 ห้อง มีอัตราการหมุนเวียนอากาศไม่เหมาะสม ตามจ านวนผูใ้ชง้านสูงสุดที่มหาวิทยาลยัก าหนดไว้จ าเป็นตอ้งเพิ่มอตัราการหมุนเวียนอากาศจากพดัลมระบายอากาศ ในปรมิาณที่เหมาะสมตามแนวทางการปรบั ปรุงการใช ้หอ้งปฏบิตักิารภายใตแ้นวคดิความปรกตใิหม่ทีผู่ว้จิยัน าเสนอ
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันบันทึกการเข้าท างานด้วยวิธีการเปรียบเทียบใบหน้า โรงเรียนอนุบาลเทศบาลต าบลหนองแหย่ง ต าบลหนองแหย่ง อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์จุฬาวลี มณีเลิศสังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารแม่โจ้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมฐานข้อมูล TCIบทน าโรงเรยีนอนุบาลเทศบาลต าบลหนองแหย่ง ตั้งอยู่ในอ าเภอสันทราย จงัหวัดเชยีงใหม่เด็กนักเรยีนตอ้งอยู่ภายใตก้ารดูแลของครูตลอดเวลาตั้งแต่เขา้โรงเรยีนจนเลิกเรยีน จงึจ าเป็นที่ครูตอ้งมาปฏิบตั ิงานตรงเวลา ปัจจุบนั โรงเรยีนใชเ้ครือ่งตอกบัตรแบบประทับเวลาลงบนกระดาษในการบันทึกเวลาเข้า–ออกงาน ครูและพนักงานตอ้งเสียบบัตรประจ าตัวกับเครื่องเพื่อบันทึกเวลาเชา้และเย็นการตรวจสอบเวลาท างานตอ้งน าบตัรมาสรุปผลภายหลงัและเมือ่บนัทกึดว้ยมือจะเกิดขอ้ผิดพลาดไดง้่าย ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวส่งผลต่อการเบิกจ่ายค่าตอบแทนและการพิจารณาผลการปฏิบัติงาน เทคโนโลยีจดจ าใบหน้า (Face Recognition) ไดร้บัการพัฒนาอย่างกา้วหน้า ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบDeep Learning เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช ้ในงานควบคุมการเข้าออก ความปลอดภยัและงานดา้นการเงนิรวมถึงการเช็คชือ่เขา้เรยีนและระบบลงเวลาเข้า–ออกงานของพนักงานเทคโนโลยนีีช้ว่ยเพิม่ความถกูตอ้งความน่าเชือ่ถอืและลดขัน้ตอนการด าเนินงาน ดงันั้น ผูจ้ดัท าจงึออกแบบและพฒันาระบบบันทึกเวลาเข้า–ออกงานดว้ยการเปรยีบเทียบใบหน้า เพื่อจดัเก็บขอ้มูลในฐานขอ้มูลและออกรายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพือ่พฒันาเว็บแอปพลเิคชนับนัทกึการเขา้ท างานดว้ยวธิกีารเปรยีบเทยีบใบหน้า2. เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบบนัทึกการเขา้ท างานดว้ยวิธีการเปรียบเทียบใบหน้า3. เพือ่ประเมินความพึงพอใจของผูใ้ชง้านเว็บแอปพลิเคชนับนัทกึการเขา้ท างานด้วยวิธีการเปรียบเทียบใบหน้าสรุปผลการท าวิจัยการวิจยัและพฒันาเว็บแอปพลิเคชนัลงชือ่เขา้–ออกงานด้วยการเปรียบเทียบใบหน้าโดยใช ้โมเดล MobileNetV1 บนสถาปัตยกรรม CNN ผ่าน TensorFlow.js พบว่าระบบมีความเหมาะสมอย่างยิ่งส าหรบับรบิทโรงเรยีนที่มีทรพัยากรจ ากดัเนื่องจากตวั โมเดลมีขนาดเล็กและประมวลผลไดร้วดเร็วโดยผลการทดสอบประสิทธิภาพจากการใชง้านจรงิรวม 484 ครั้ง พบความแม่นย าในการจ าแนกใบหน้าสูงถึง 88.02% และมีค่า Recall เฉลีย่ที่77.62%แมจ้ะมีอุปสรรคดา้นแสงสว่างในชว่งเย็นที่ส่งผลต่อการตรวจจบัแต่สามารถแกไ้ขไดด้ว้ยการปรบั ปรุงสภาพแสงใหเ้หมาะสม นอกจากนี้ผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้ใช ้งานจริงอยู่ในระดับ \"มาก\" โดยผู้ใช ้เห็นพ้องว่าระบบมีความรวดเร็ว แม่นย า และช่วยเพิ่มความสะดวกคล่องตัวในการปฏิบัติงานได้ดีกว่าระบบตอกบัตรแบบเดิมอย่างมีนัยส าคัญ
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Academic Article(บทความ)ดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา: การศึกษาประวัติศาสตร ์สังคมจากค าให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวงชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ทรงพล เลิศกอบกุลสังกัดคณะมนุษยศาสตร ์และสังคมศาสตร ์ได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารไทยคดีศึกษาฐานข้อมูล TCIบทน าการศึกษาประวัติศาสตร ์ปัจจุบันก้าวหน้าและลุ่มลึกมากกว่าในอดีตการค้นพบหลกัฐานโบราณคดีเพิ่มขึน้สรา้งทั้งขอ้สนับสนุนและถกเถียงตลอดจนมุมมองแตกต่างหลากหลายต่องานประวตั ศิาสตรย์ุคก่อนหนา้ตั้งแต่ความหมายปรชัญาและแนวทางการศกึษาดงัที่ธงชยัวนิิจจะกูลเสนอความหมายของประวตั ิศาสตรท์ี่ต่างกันถึง 4 แบบและชี้ให้เห็นวิถีทัศน์ทางประวัติศาสตร์(Historical Perspective) อันมีได้หลายหลากและไม่จําเป็ นต้องกลายเป็ นอุดมการณ์ (Winichakul 2019: 3 - 4) ประวตั ิศาสตรจ์ากการตีความหลกัฐานหนึ่งใดจึงไม่จํากดัความเป็นไปไดเ้พียงแบบเดียวซึ่งตลอดมาการอธิบายเหตุการณ์ทางประวตั ศิาสตรถ์ูกขยายขอบเขตดว้ยแนวคดิจากหลายสาขาวชิาทั้งมานุษยวิทยาสงัคมวิทยาเศษฐศาสตรค์ติชนวิทยาภูมิศาสตรศ์ิลปะดนตรแีละอืน่ๆจํานวนมากกระทั่งแยกศกึษาเป็นประวตั ศิาสตรเ์ฉพาะสาขาวชิาอนัเป็นมุมมองสําคญัหนึ่งที่สามารถสะท้อนพลวัตของสังคมได้เช่นกันวัตถุประสงค ์การท าวิจัยบทความนี้มีวตัถุประสงคเ์พื่อศึกษาประวตั ิศาสตรส์งัคมที่แสดงออกผ่านดนตรีไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาจากคําให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมเอกสารจากหอหลวงซึ่งยงัไม่แพรห่ลายในการศกึษาประวตัดินตรไีทยสรุปผลการท าวิจัยจากการศึกษาพบว่าเอกสารดังกล่าวบรรยายสัณฐานและเหตุการณ์ช่วงปลายกรงุศรอียุธยาโดยมเีนือ้หากลา่วถงึดนตรแีละสว่นทีส่มัพนัธก์นั 43 แห่งแบ่งเป็ น 5 ประเด็นได้แก่ 1) ดนตรกีบัชือ่บา้นนามเมอืง 2) ดนตรีกับการค้า 3) ดนตรีในฐานะเครือ่งสญัญาณ 4) ดนตรีประโคมในพิธีหลวง 5) มหรสพบันเทิงและดนตรีประเพณีราษฎรข์อ้มูลเหล่านีแ้สดงใหเ้ห็นความรุม่รวยและแพรห่ลายของดนตรีไทยสมยั ปลายกรุงศรอียุธยาที่มีบทบาทต่างกนั 2 กลุ่มได้แก่ 1) วัฒนธรรมดนตรีประเพณีหลวง 2) วัฒนธรรมดนตรีประเพณีราษฎร
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพัฒนาชุดการเรียนรู ้ด้วยตนเองส าหรับอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชน: แนวทางการส่งเสริมอนามัยครอบครวัผ่านการตรวจวดัคุณภาพน ้าอุปโภคบริโภค (นวตักรรมเพือ่การเฝ้าระวังสุขภาพชุมชน) ชุมชนสะลวง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัอาจารย์ ดร. ดร.ฉัตรศิริ วิภาวินสังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิตฐานข้อมูล TCIบทน าการวิจัยครั้งนี้ใชร้ะเบียบวิธีวิจยัแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบดว้ยอาสาสมัครสาธารณสุขจ านวน 40 คน และครัวเรือนในชุมชน 120 ครัวเรือน ผลการวิจยัพบว่า การพฒันาชดุการเรยีนรูด้ว้ยตนเองชว่ยเพิ่มศกัยภาพในการตรวจวิเคราะหค์ุณภาพน ้าของอาสาสมัครสาธารณสุขอย่างมีนัยส าคัญอาสาสมคัรสามารถตรวจวเิคราะหค์ุณภาพน ้าไดอ้ย่างถูกตอ้งและแม่นย า คุณภาพน ้าอุปโภคบรโิภคในชมุชนไดร้บัการปรบัปรุงอย่างเห็นไดช้ดัจากเดมิทีม่นี ้าไม่ได้มาตรฐานร ้อยละ 65.4 ลดลงเหลือร ้อยละ 8.3 หลงัการใชช้ดุการเรยีนรู้นอกจากนี้อัตราการเจ็บป่ วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหารในชุมชนลดลงถึงร ้อยละ 78.3 และนวัตกรรมชุดการเรียนรูไ้ดร้บัการประเมินประสิทธิภาพในระดับดีเยี่ยมดว้ยคะแนนเฉลี่ย 4.85 จากคะแนนเต็ม 5 ทั้งยงัสามารถขยายผลไปยงัชุมชนใกลเ้คยีงได้แสดงใหเ้ห็นถงึศกัยภาพในการน าไปประยุกตใ์ชเ้พือ่พฒันาศกัยภาพอาสาสมคัรสาธารณสุขและส่งเสรมิสุขภาพชมุชนอย่างยั่งยนืวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. ศึกษาเอกสารและงานวิจยัที่เกี่ยวขอ้งกบัการตรวจสอบคุณภาพน้ําและการพฒันาสือ่การเรยีนรู้2. ส ารวจบริบทและความต้องการของ อสม. ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม3. ร่างต้นแบบชุดการเรียนรู ้ด้วยตนเอง คือ คู่มือการเรียนรู ้ แบบฝึกปฏิบัติและวิดีโอสาธิต4. น าชดุการเรยีนรูเ้ขา้สู่กระบวนการปรกึษาผูเ้ชีย่วชาญเพือ่ปรบั ปรุงก่อนน าไปใชจ้รงิในพืน้สรุปผลการท าวิจัยชุดการเรยีนรูด้ว้ยตนเองที่เน้นเนื้อหาเขา้ใจง่ายและใชง้านไดจ้รงิ ประสบความส าเร็จในการเสรมิศกัยภาพ อสม. ในพืน้ที่ชนบทใหส้ามารถตรวจสอบคุณภาพน ้าเบือ้งตน้ไดอ้ย่างมีประสิทธิภาพ โดยพบว่าการใหค้วามรูแ้ละการฝึ กอบรมมีผลต่อพฤติกรรมมากกว่าปัจจัยส่วนบุคคล (เช่น อายุหรือระดับการศกึษา) แมใ้นระยะสัน้จะยงัไม่เห็นผลต่อการลดอตัราการเจ็บป่วยทีช่ดัเจนแต่การเปลีย่นแปลงพฤติกรรมของ อสม. ถือเป็นสญัญาณที่ดีในการชว่ยลดความเสีย่งดา้นสุขภาพและสรา้งการมีส่วนรว่มในการดูแลสุขภาวะของชมุชนอย่างยั่งยนืในระยะยาว
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)INVESTIGATING THE TEMPORAL DYNAMICS OF TOPIC VARIATION, CONSISTENCY, AND DIVERSITY IN FUNDING AND FUNDED PAPERS: EVIDENCE FROM CHINESE LIS PROJECTSชือ่ผูว้จิยัรองศาสตราจารย์ดร.ทัศวรรณ ธิมาค าส ังก ัดคณะมนุษยศาสตร ์และสังคมศาสตร ์ได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Scientometricsประเทศ Hungaryฐานข้อมูล Scopus Quartile = 1บทน าResearch funding is carefully peer reviewed to ensure that proposed projects align with stated research objectives before approval. However, when the topics of resulting publications differ substantially from the funded research, this may indicate funding misattribution or the emergence of disruptive innovations that shift research directions. Traditional evaluation methods that rely mainly on publication counts are insufficient for assessing whether funded research and published outputs remain thematically consistent.ว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยTo quantitatively examine how research topics in Chinese Information Science & Library Science (LIS) evolve, align, and diversify between funded projects and publications across funders, institutions, and funding periods.สรุปผลการท าวิจ ัยThe results indicate that higher education institutions display varying levels of thematic consistency and diversity in their funded publications. “Double First-Class” universities show high diversity alongside strong consistency, while vocational collegesdemonstrate the highest consistency. Over time, all institution types improved their research consistency, suggesting more effective use of funding. At the funding level, national grants maintained high consistency while encouraging diversity. Ministry- and local-level funds balanced research depth and scope, whereas institutional funds primarily addressed internal priorities. The National Natural Science Foundation of China supported a broader range of topics than the National Social Science Fund of China and Humanities and Social Science Major Engineering Projects, which focused on more specific research areas. Projects that exceeded their planned timelines tended to show lower consistency, highlighting the need for improved project management and accurate registration of project information. Overall, these findings provide insights for optimizing research fund management and improving alignment between funding priorities and research outcomes.
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)THE DEVELOPMENT OF A SMART SUBURBAN TRANSIT SYSTEM FOR PUBLIC TRANSPORTATION SERVICE PROVIDERS AND SERVICES USERS IN CHIANG MAIชือ่ผูว้จิยัรองศาสตราจารย์ดร.ณัฏฐ ์ฤทัย อรุณศิโรจน์ส ังก ัดคณะมนุษยศาสตร ์และสังคมศาสตร ์ได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Journal of Community Development Research (Humanities and Social Sciences)ฐานข้อมูล TCIบทน าThis study explores the perspectives of service providers and users to propose a SMART suburban transit system that enhances service quality, supports social equity, and contributes to Chiang Mai’s Smart Mobility development.ว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยTo investigate the public transportation service drivers’ and users’ opinions on current suburban public transportation services in Chiang Mai, to develop a SMART Suburban Transit System for Public Transportation Service Providers and Services Users in Chiang Mai, and to explore the level of user satisfaction with the implementation of the SMART Suburban Transit System.สรุปผลการท าวิจ ัยThis study examined the opinions of both users and service providers regarding suburban public transportation in Chiang Mai and proposed a SMART suburban transit system to address existing problems. Survey data from 1,000 users revealed a very low level of satisfaction (mean = 1.89), with the greatest concerns related to frequency and reliability, travel time, accessibility and convenience, driver behavior, and pricing. Passengers also reported issues such as inconsistent schedules, long waiting times, limited service coverage, unclear fares, and the absence of effective complaint channels. Interviews with 20 drivers indicated a significant decline in income, largely due to competition from ride-hailing services and the impact of COVID-19. Drivers expressed interest in using mobile applications to improve service efficiency but lacked financial resources to adopt such technologies. In response, the study developed a SMART suburban transit system consisting of a web-based management platform and two mobile applications for drivers and users. Evaluation results from 150 users showed moderate satisfaction (mean = 3.34), indicating improved service quality and usability.
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)ACKNOWLEDGED ORGANIZATIONS IN BIOMEDICAL AND LIFE SCIENCES RESEARCH: A LARGE-SCALE ANALYSIS OF CLASSIFICATION, CITATION, AND TOPIC EVOLUTIONชือ่ผูว้จิยัรองศาสตราจารย์ดร.ทัศวรรณ ธิมาค าส ังก ัดคณะมนุษยศาสตร ์และสังคมศาสตร ์ได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Research Evaluationประเทศ Japanฐานข้อมูล Scopus Quartile = 1บทน าFunding support plays a crucial role in advancing research, particularly in biomedicine and the life sciences. However, the influence of different types of acknowledged organizations on academic recognition and citation impact remains underexplored. Acknowledgements in scholarly articles offer valuable insight into institutional contributions and the collaborative nature of research, revealing the often-hidden support structures behind scientific outputs.ว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยTo evaluate how acknowledged organizations influence citation impact and research trends in biomedical and life sciences.สรุปผลการท าวิจ ัยThe findings show that government agencies and universities are the most frequently acknowledged contributors, while industry collaborations demonstrate a notable positive effect on citation impact. The National Institutes of Health (NIH) emerges as a central node in co-acknowledgement networks, highlighting its pivotal role in biomedical research funding. Furthermore, the alignment between funding mandates and research topics illustrates the strategic influence of funding agencies in shaping scientific priorities. These results deepen understanding of the role of acknowledgements in research evaluation and provide evidence-based guidance for funding bodies, universities, and policymakers. By clarifying the structure of research support networks, the study offers a data-driven perspective for assessing funding effectiveness and understanding the academic ecosystem that supports scientific progress.
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)COMPARATIVE STUDY OF CARCASS TRAITS, MEAT QUALITY, AND FLAVOR COMPOUNDS IN CHINESE GEESE WITH DIFFERENT GENOTYPES AND GENDERSชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิราภรณ์ ชัยวังส ังก ัดคณะเทคโนโลยีการเกษตรได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Poultry Scienceฐานข้อมูล Scopus Quartile = 1บทน าMeat is an important source of dietary protein and is valued for its nutritional and sensory qualities, including tenderness, juiciness, and flavor (Park et al., 2025; Santos et al., 2021). Among poultry species, goose meat is appreciated for its distinctive taste and favorable fatty acid composition. Globally, goose production is concentrated mainly in China and parts of Europe, with China accounting for more than 90% of total production (FAO, 2022). Carcass and meat quality traits in geese are influenced by factors such as genotype and sex, which affect muscle development, fat deposition, and flavor characteristics. However, limited information is available regarding these effects in Chinese geese raised under tropical conditions in Thailand.ว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยInvestigate the effects of genotype and gender on carcass traits, meat quality, and flavor characteristics of Chinese geese raised in Thailand, to provide insights that support breeding, management, and product development strategies for sustainable goose production.สรุปผลการท าวิจ ัยThis study demonstrated that genotype and gender significantly influence carcass traits, chemical composition, lipid oxidation, and volatile compounds in Chinese geese. White Chinese geese showed higher chilled carcass weight, while males had greater carcass weight and percentage than females. However, higher fat content in females and WCG increased lipid oxidation and reduced oxidative stability. Alcohols and aldehydes dominated the volatile profile, and taste analysis indicated strong saltiness and umami characteristics. PCA revealed clear associations between compounds, muscle type, genotype, and sex. These findings highlight the importance of genetic and sex-related factors in determining goose meat quality and can support breeding, management, and product differentiation strategies for improved meat stability and consumer acceptance.
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)INFLUENCE OF TEACHER DISPOSITIONS ON TPACK: INSIGHTS FROM PRE-SERVICE EFL TEACHER EDUCATIONชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปณชนก ชาญไววิทย์ส ังก ัดคณะมนุษยศาสตร ์และสังคมศาสตร ์ได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร INDONESIAN JOURNAL OF APPLIED LINGUISTICSประเทศ Indonesiaฐานข้อมูล Scopus Quartile = 1บทน าถึงแมจ้ะเป็นที่ยอมรบักนัอย่างกวา้งขวางว่าความรูใ้นเนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยี (TPACK) มีความส าคัญต่อการศึกษาในยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังขาดความเขา้ใจในเรือ่งผลกระทบของคุณลกัษณะภายในของครูที่มีต่อการบูรณาการเทคโนโลยีในการสอนภาษาอังกฤษเป็ นภาษาต่างประเทศ (EFL) งานวิจยันีจ้งึมุ่งศกึษาอทิธพิลของปัจจยั ส่วนบุคคลทีม่ีต่อการพฒันาความรูใ้นเนือ้หาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยี ของนักศึกษาครู จ านวน 29 คนทีผ่่านการอบรมเชงิปฏบิตักิารจ านวน 20 ชั่วโมง โดยการประเมินตนเองก่อนและหลงัการอบรมเพือ่แสดงผลการพัฒนา การสังเกตการสอนในห้องเรียนและการสัมภาษณ์นักศึกษาครู จ านวน 10 คน ทีค่ดัเลอืกจากคะแนนการประเมนิตนเองสงูสดุและต ่าสดุว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. เพื่อศึกษาผลกระทบของปัจจยั ส่วนบุคคลที่มีต่อการพฒันาความรูใ้นเนือ้หาผนวกวิธสีอนและเทคโนโลยีในการศึกษาของครูภาษาองักฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ2. ใหข้อ้เสนอแนะส าหรบัการสอนเพื่อเพิ่มพูนความรูใ้นเนือ้หาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยีของนักศึกษาครูดังกล่าวสรุปผลการท าวิจ ัยหลงัการอบรม นักศึกษาครูมีการพฒันาความรูใ้นเนื้อหาผนวกเทคโนโลยี(TCK) อย่างมีนัยส าคัญ (81.67%) แต่ความรู ้ในวิธีสอนผนวกเทคโนโลยี (TPK) (24.67%) และความรูใ้นเนือ้หาผนวกวธิ สีอนและเทคโนโลยี(TPACK) (28.67%) ยงัอยู่ในระดบัต ่า ผลการสมัภาษณพ์บวา่ ปัจจยัสว่นบุคคลทีข่ดัขวางการพัฒนาความรูใ้นเนื้อหาผนวกวิธีสอนและเทคโนโลยี(TPACK) ได้แก่ กรอบความคิดแบบยึดติด การขาดความเชือ่มั่นในความสามารถของตนเองและการพึ่งพาแหล่งขอ้มูลที่ไดร้บัการจดัเตรยีมไวใ้ห้ซึ่งจ ากดัความรูใ้นเนือ้หาผนวกวิธีสอน (PCK); ความระแวงเทคโนโลยีส าหรบัช่วยถ่ายทอดเนื้อหาซึ่งขดัขวางการพฒันาความรูใ้นเนือ้หาผนวกเทคโนโลยี(TCK); และการยึดความสะดวก รูปแบบการสอนและสือ่การสอนที่คุน้เคย ตลอดจนการประเมินความสามารถของนักเรยีนต ่าเกนิไป ซึ่งท าใหข้าดการพฒันาความรูใ้นวธิสีอนผนวกเทคโนโลยี (TPK) นอกจากนี้การไม่เห็นความจ าเป็นของการใช้เครือ่งมอืดจิทิลัเพือ่สง่เสรมิการเรยีนแบบรว่มมอืและความลงัเลทีจ่ะใชเ้ครือ่งมอืดจิทิลัเพือ่การประเมนิผลการเรยีนรูแ้ละใหข้อ้มูลป้อนกลบัแก่ผูเ้รยีน ยงัจ ากดัการพฒันาความรูใ้นเนือ้หาผนวกวิธสีอนและเทคโนโลยี(TPACK) โดยรวม อย่างไรก็ตาม ทศันคติเชงิบวกต่อเทคโนโลยีและการเปิดใจต่อวิธกีารสอนที่แตกต่างหลากหลายชว่ยส่งเสรมิการบูรณาการเทคโนโลยีในการสอน ดงันั้นเพื่อเป็นการส่งเสรมิการพฒันาความรูใ้นเนือ้หาผนวกวธิ สีอนและเทคโนโลยีของนักศึกษาครูภาษาอังกฤษเป็ นภาษาต่างประเทศครู หลักสูตรผลิตครูจึงจ าเป็ นต้องแก้ไขค่านิยมเชิงลบและส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อเทคโนโลยีและส่งเสรมิ ใหน้ ักศึกษาครูน าคุณลักษณะเหล่านี้ไปใชใ้นทางปฏิบัติในห้องเรียน
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพัฒนาระบบสารสนเทศพรรณไม้ ในพืน้ที่เสน้ทางศกึษาธรรมชาตนิ ้าตกมณฑาธาร อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์พรวนา รัตนชูโชคสังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารแม่โจ้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมฐานข้อมูล TCIบทน างานวจิยันีม้วีตัถุประสงคเ์พือ่ สร ้างระบบสารสนเทศพรรณไม้พัฒนาแอปพลิเคชันความเป็ นจริงเสริมแสดงข้อมูลพรรณไม้ และประเมินความพึงพอใจต่อการใช ้งานระบบสารสนเทศพรรณไม้กลุ่มตวัอย่างที่ใชใ้นการศึกษาครั้งนี้ประกอบดว้ยกลุ่มตัวอย่างให้ข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลพรรณไม้ ได้แก่ ตัวแทนจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ านวน 2 คน ซึ่งไดม้าจากวิธีการแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างประเมินประสิทธิภาพของระบบ ได้แก่ ตัวแทนจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ านวน 2 คน ตัวแทนนักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาจ านวน 3 คน ซึ่งไดม้าจากวธิกีารแบบเจาะจง กลุ่มตวัอย่างประเมินความพึงพอใจของระบบ ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และตัวแทนจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ านวน 30 คน ซึ่งไดม้าจากวิธีการสุ่มอย่างง่ายเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย การสัมภาษณ์ การใช ้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลดว้ยสถติ ิความถี่รอ้ยละวัตถุประสงค ์การท าวิจัย2.1 เพื่อสรา้งระบบสารสนเทศพรรณไม้บรเิวณเสน้ทางศึกษาธรรมชาติน ้าตกมณฑาธาร2.2 เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชนัความเป็นจรงิเสรมิแสดงขอ้มูลพรรณไม้บรเิวณเสน้ทางศกึษาธรรมชาตนิ ้าตกมณฑาธาร2.3 เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใชง้านระบบสารสนเทศพรรณไม้บรเิวณเสน้ทางศกึษาธรรมชาตนิ ้าตกมณฑาธารสรุปผลการท าวิจัยผลการวจิยัครั้งนี้พบว่า 1) ระบบสารสนเทศพรรณไม้สามารถแสดงรายละเอยีดข้อมูลพรรณไม้ จ านวน 92 ชนิด 2) แอปพลิเคชันความเป็ นจริงเสริมแสดงข้อมูลพรรณไม้ จ านวน 6 ชนิด ระบบสารสนเทศ ผ่านการประเมินจากผูเ้ชีย่วชาญมีค่าเฉลี่ยเท่ากบั 4.75 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช ้งานต่อระบบสารสนเทศพรรณไม้ทีพ่ฒันาขึน้ โดยผลการประเมนิภาพรวมอยู่ในระดบั 4.26 อยู่ในระดบัมาก
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)เทคนิคการแยกส่วนประกอบ และ โฮลต ์-วนิเทอรท์ ีไ่ดร้บัการปรบัปรุงดว้ยขัน้ตอนวธิกีารหาคา่เหมาะทีสุ่ดแบบวาฬ: กรณีศึกษาการพยากรณ์ PM2.5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทยชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดร.ปรารถนา มินเสนสังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยี (Thai Science and Technology Journal)ฐานข้อมูล TCIบทน าการพยากรณ์อนุกรมเวลาเป็ นกระบวนการในการคาดการณ์ค่าในอนาคตของอนุกรมเวลา วิธีการพยากรณอ์นุกรมเวลามีมากมายหลายวธิีหนึ่งในวธิกีารพยากรณ์อนุกรมเวลาที่ไดร้บัความนิยม คือ วิธีการโฮลต-์วินเทอร ์ (HoltWinters: HW) ซึ่งเป็นวิธกีารพยากรณท์ ี่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามวิธีการHW จ าเป็นตอ้งก าหนดค่าพารามิเตอรห์ลายตวัซึ่งอาจท าใหก้ารพยากรณ์ไม่แม่นย าถา้ก าหนดค่าพารามิเตอรไ์ม่ดีเพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธภิาพในการประมาณ ค่าพารามิเตอร ์ของ HW ไดม้ีการศึกษาเกีย่วกบัการผสานรวมวธิกีารHW กับเมตาฮิวริสติกส์(Metaheuristics) ซึ่งเป็นวธิกีารคน้หาผลลพัธท์ี่เหมาะสมทีสุ่ดจากพืน้ทีค่น้หาขนาดใหญ่ท าใหต้วัแบบ HW สามารถสรา้งตวัแบบทีม่คีวามคลาดเคลือ่นไปจากขอ้มูลจรงินอ้ยลง วธิกีารเมตาฮิวรสิตกิ สเ์หล่านีจ้งึถูกน ามาทดลองใช ้กับ HW เมือ่มกีารน าเสนอวธิกีารเมตาฮวิรสิตกิ ส์วธิกีารใหม่ๆอยู่เสมอในปี ค.ศ. 2016 ขัน้ตอนวธิกีารหาคา่เหมาะทีส่ดุแบบวาฬ (Whale Optimization Algorithm: WOA) ไดร้บัความสนใจอย่างมากในฐานะขัน้ตอนวิธีการหาค่าเหมาะสมที่ไดแ้รงบนัดาลใจจากธรรมชาตทิ ีส่ามารถประยุกตใ์ชไ้ดอ้ย่างดใีนการใช้งานด้านต่างๆวัตถุประสงค ์การท าวิจัยเพือ่ประเมนิ ประสทิธภิาพของตวัแบบ การผสานขัน้ตอนวธิกีารหาค่าเหมาะทีสุ่ด แบบวาฬกบั โฮลต-์วินเทอร ์ (WOA-HW) และการแยกส่วนประกอบ (WOA-D) ในการพยากรณ์ความเข้มข้น PM2.5 รายสัปดาห์ใน 8 จังหวัดภาคเหนือของไทย เมื่อเทียบกบัตวัแบบแยกส่วนประกอบแบบคลาสสิก(Classic-D) และค้นหาแบบกริดของโฮลต์-วินเทอร ์ (Classic-HW)สรุปผลการท าวิจัยผลการศึกษาพบว่า WOA-HW และ WOA-D มีประสิทธิภาพสูงกว่าตัวแบบคลาสสิกโดย WOA-D แสดงค่ารากของค่าคลาดเคลื่อนก าลงัสองเฉลี่ย(RMSE) ทีต่ ่ากวา่ Classic-D อย่างชดัเจน ในขณะที่ WOA-HW มีค่า RMSE ที่ใกลเ้คยีงกบั Classic-HW แตใ่ ชเ้วลาในการคน้หาค่าพารามเิตอรท์ี่เหมาะสมทีส่ดุเรว็กวา่
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพฒันาเกมโรบล็อกซเ์พือ่น าเสนอแหล่งเรียนรู ้คูเมืองเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์ชนก สุวรรณศรีส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสารแม่โจ้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมฐานข้อมูล TCIบทน าเกมโรบล็อกซ ์เป็นหนึ่งในแพลตฟอรม์เมตาเวริส์(Metaverse) ทีม่กีารเตบิ โตอยา่งรวดเร็ว โรบล็อกซเ์ป็นแพลตฟอรม์ที่มีชมุชนเกมแบบมลัติเพลเยอรข์นาดใหญ่ที่สุดในโลก ผูเ้ล่นสามารถสรา้งเกมและโลกเสมือนตามความตอ้งการของตนเองการน าโลกเสมือนทางประวัติศาสตร ์มาผสมผสานกับการเรียนรู ้โดยใช ้รูปแบบเกมเป็นสือ่ ในการน าเสนอเนือ้หาท าใหผู้เ้รยีนมีความตระหนักมากขึน้ ในการเรยีนรูใ้นเรือ่งของมรดกในประวตั ิศาสตร์เมืองเชยีงใหม่เป็นเมืองที่มีอายุมากกว่า 700 ปี มีพญามงัรายเป็นผูส้ถาปนาขึน้มีภูมิศาสตรใ์นการตั้งเมืองที่เรยีกว่า “หนัหลงัให้เขา หนัหนา้ใหน้ ้า”เป็นการสรา้งเมืองโดยมีคูน ้าลอ้มรอบก าแพงเมือง และมีการสรา้งประตูเมืองเชยีงใหม่ทั้ง 5 ประตูรวมทั้งแจ่ง(มุม) ของเมืองก็ถูกสรา้งในฤกษ์เดียวกันด้วย มีด้วยกัน 4 แจ่ง การพฒันาเกมโรบล็อกซเ์พือ่น าเสนอแหล่งเรยีนรูคู้เมืองเชียงใหม่ เป็ นการจ าลองเมืองเชียงใหม่ในรูปแบบเสมือน 3 มิติที่มีการน าเสนอบรเิวณโดยรอบของคูเมืองเชยีงใหม่ผูเ้ล่นสามารถเดนิ ส ารวจสถานทีต่่างๆ ไดค้ลา้ยกบัการเดินเที่ยวในสถานที่จรงิและมีสื่อน าเสนอความรูป้ระวตั ิความเป็นมาของแต่ละสถานที่ในรูปแบบกราฟิกว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. เพื่อพฒันาและประเมินคุณภาพของเกมโรบล็อกซเ์พื่อน าเสนอแหล่งเรียนรู ้คูเมืองเชียงใหม่2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อการใชง้านเกมโรบล็อกซเ์พือ่น าเสนอแหล่งเรยีนรูคู้เมอืงเชยีงใหม่สรุปผลการท าวิจ ัยเกมโรบล็อกซเ์พื่อน าเสนอแหล่งเรยีนรูคู้เมืองเชยีงใหม่เป็นการจ าลองเมืองเชียงใหม่ในรูปแบบเสมือน 3 มิติที่มีการน าเสนอบรเิวณโดยรอบของคูเมืองเชียงใหม่ ประกอบไปด้วย 5 ประตูเมือง 4 แจ่ง และ วัดภายในคูเมืองเชียงใหม่ โดยแต่ละแห่งน าเสนอเป็นโมเดลจ าลองทีผู่เ้ล่นสามารถเดนิ ส ารวจสถานที่ต่างๆ ไดค้ลา้ยกบัการเดนิเทีย่วในสถานทีจ่รงิและมีสือ่น าเสนอความรูป้ระวตัคิวามเป็นมาของแต่ละสถานที่ในรูปแบบกราฟิก รวมทั้งผูเ้ล่นสามารถทดสอบความรู้จากการท าแบบทดสอบ โดยเกมโรบล็อกซ ์ได้ผ่านการประเมินคุณภาพโดยผูเ้ชีย่วชาญ ซึ่งมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด (X ̅= 4.70, S.D. = 0.33) และ ผลการประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มเป้ าหมาย พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X ̅= 4.48, S.D. = 0.59)
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)จากประสบการณ์สู่วิถีใหม่: การพัฒนาทรพัยากรมนุษยเ์พือ่การเกษยีณทีย่ั่งยนืผ่านกระบวนการสุนทรียสาธกชือ่ผูว้จิยัอาจารย์ ดร.ปริวัตร ศิระเกียรติสกุลสังกัดคณะวิทยาการจัดการได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ (Human Resource and Organization Development Journal)ฐานข้อมูล TCIบทน าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก่อนเกษียณในมิติชีวิตส่วนตัว และการท างาน ของอาจารยม์หาวทิยาลยัจากการสมัภาษณผ์ูบ้รหิารเบือ้งตน้ในบรบิทของอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือ 8 แห่งพบว่า ปัจจุบันสภาพการจ้างงานของอาจารยม์หาวิทยาลัยราชภัฏที่เปลี่ยนจากขา้ราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลยัไดส้่งผลกระทบต่อการด าเนินชวีิตของอาจารยท์ี่เกษียณอายุการท างานไปแลว้เชน่ภาระหนี้สิน การขาดการวางแผนดูแลสุขภาพ การปรบัตวัในการใชช้วีติหลงัเกษียณ อกีทั้งการ เตรยีมตวักอ่นเกษียณอายุการท างานยงัเป็นเรือ่งใหม่ในบรบิทของมหาวิทยาลยัราชภฏักลุ่มภาคเหนือ เป็นประเด็นที่ควรด าเนินการวางแผนตั้งแต่ช่วงวยัท างาน อย่างน้อย 10 ปี ก่อนเกษียณอายุการท างาน หรอืควรด าเนินการตั้งแต่เริม่บรรจุเขา้ท างาน ซึ่งจะชว่ยใหส้ามารถวางแผนการด าเนินชวีติทั้งในเรือ่งสว่นตวัและเรือ่งงานไดอ้ย่างทนัการณ์วัตถุประสงค ์การท าวิจัยงานวิจยันี้มุ่งศึกษาการพฒันาหลกั สูตรเตรยีมความพรอ้มก่อนเกษียณของอาจารย์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือ ด้วยกระบวนการสุนทรียสาธกสรุปผลการท าวิจัยผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร ้อมก่อนเกษียณของอาจารย์ ประกอบด้วย 4 ขัน้ตอน ไดแ้ก่ 1) ค้นหาองค์ความรู ้ด้านการท างานและประสบการณช์วีิตของอาจารยท์ี่ก าลงัจะเกษียณอายุและคน้หาความตอ้งการคุณลกัษณะและบทบาทของทีป่รกึษา 2) ก าหนดเป้ าหมายการเตรียมความพรอ้มก่อนเกษียณตั้งแต่เริม่เขา้ท างานรว่มกนัระหว่างอาจารย์ผูบ้รหิารและทีป่รกึษา 3) ออกแบบหลักสูตร และกระบวนการเรียนรู ้ตามความต้องการของอาจารย์ผู้เกษียณอายุ และ 4) การขบัเคลือ่นการเตรยีมความพรอ้มก่อนเกษียณของอาจารยไ์ปสู่เป้าหมายที่ก าหนดอย่างยั่งยืน การถ่ายทอดองค์ความรูจ้ากประสบการณข์องอาจารยท์ี่จะเกษียณสู่วิถีใหม่ในการก าหนดแผนพฒันาทรพัยากรมนุษยโ์ดยเฉพาะอาจารยม์หาวิทยาลยัที่มีการเตรยีมความพรอ้มตั้งแต่เริม่ปฏิบตั ิงานดว้ยการมุ่งเป้าหมายเพื่อการเกษียณอย่างมีความสุขและยั่งยนืจะชว่ยใหก้ารวางแผนและการตดั สนใจในชีวิตส่วนตัวและ ิการท างานมแีนวปฏบิตัทิ ีด่ีเป็นแนวทางน าไปสู่นโยบายการดูแลรกัษาบุคลากรใหม้สีมดลุทั้งในชวีติ สว่นตวัและชวีติการท างานตอ่ ไป
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพ ัฒนานว ัตกรรมดูแลผู ้สูงอายุเพือ่หาเสน้ทางกลบับา้นโดยใชเ้ทคนิคปัญญาประดิษฐ ์ชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รสลิน เพตะกรส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Journal of SciTech-ASEANฐานข้อมูล TCIบทน าการพฒันานวตักรรมนีแ้บ่งเป็น2 ส่วน คอื ส่วนหนา้บา้น(Frontend) ใช ้ Flutter เป็ นเฟรมเวิร ์กในการพัฒนา UI และส่วนหลังบ้าน (Backend) ใช ้ภาษา Python ในการประมวลผลข้อมูลและสร ้าง API เพือ่ตดิต่อฐานขอ้มูล MySQL การพัฒนามุ่งเน้นการใช ้เทคโนโลยีส าหรับจัดเก็บข้อมูลผู้สูงอายุ โดยใช ้เทคนิคปัญญาประดษิฐเ์พือ่วเิคราะหเ์ปรยีบเทยีบขอ้มูลที่ไดจ้ากการถ่ายภาพใบหนา้ผ่านแอปพลเิคชนัเพือ่ ใชส้ าหรบัคน้หาขอ้มูลและชว่ยในการน าทางผูสู้งอายุกลบับา้นโดยใช ้เทคนิค Principal Component Analysis (PCA) และ Support Vector Machine (SVM) ซึ่งเป็นอลักอรทิ ึม Machine Learning ที่มีประสิทธภิาพสูงในการจ าแนกขอ้มูลที่มีมิติสูง เครือ่งมือที่ใชใ้นการวิจยั ไดแ้ก่แบบสอบถามและระบบนวตักรรมทีพ่ฒันาขึน้วเิคราะหข์อ้มูลดว้ยสถติพิรรณนา ไดแ้ก่ความถี่รอ้ยละ ค่าเฉลีย่และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวจิยัพบว่า ระบบที่พฒันาขึน้สามารถแสดงข้อมูลและต าแหน่งพิกัดบ้านของผู้สูงอายุได้ โดยผลการทดลองการตรวจสอบใบหน้ามีความถูกต้องคิดเป็ นร ้อยละ 89 และผู้ใช ้มีระดับความพึงพอใจต่อระบบทีพ่ฒันาขึน้อยู่ในระดบัมากว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. เพือ่พฒันานวตักรรมดูแลผูส้งูอายุเพือ่หาเสน้ทางกลบับา้นโดยใชเ้ทคนิคปัญญาประดิษฐ ์ 2. เพือ่ประเมนิ ประสทิธภิาพและความพงึพอใจของนวตักรรมทีพ่ฒันาขึน้สรุปผลการท าวิจ ัยการท างานของระบบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คอื ส่วนของผูใ้ชท้ ั่วไป และ ส่วนของผู้ดูแลระบบ โดยใช ้ Flutter ซึ่งเป็นเฟรมเวิรก์ในการพฒันา UI ในส่วนหน้าบ้าน (Frontend) ส่วนหลังบ้าน (Backend) ใช ้ภาษา ไพทอน (Python) ในการประมวลผลข้อมูลและสร ้าง API และใช ้ MySQL เป็ นระบบจัดการฐานขอ้มูลในส่วนของผูใ้ชท้ ั่วไป สามารถคน้หาขอ้มูลของผูสู้งอายุไดโ้ดยวธิกีารถ่ายภาพใบหนา้เพื่อคน้หา และระบบจะแสดงขอ้มูลดงักล่าวบนจอภาพทั้งนีผู้ใ้ชจ้ะตอ้งท าการตดิตั้งแอปพลเิคชนัลงในเครือ่งสมารต์โฟนกอ่น ส าหรบัผูดู้แลระบบ สามารถเพิม่หรอืลบขอ้มูลของผู้สูงอายุในระบบได้ผ่านทางสมาร ์ตโฟนหรือแท็บเล็ตจากการน าระบบไปทดลองใช ้งานโดยการตรวจจับใบหน้าผูสู้งอายุจ านวน 10 คน คนละ 10 รอบ หากระบบมีความแม่นย าไม่ต ่ากว่ารอ้ยละ 80 ถือว่าระบบสามารถใช ้งานได้จริง ผลการทดสอบพบว่าภาพรวมของการตรวจจับใบหน้ามีความถูกต้องคิดเป็ น ร ้อยละ 89 ส าหรับการประเมินประสิทธิภาพโดยผูเ้ชีย่วชาญ พบว่าอยู่ในระดับ \"มาก\" โดยมีค่าเฉลี่ย($\\bar{x}$) เท่ากบั 4.31 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ($S.D.$) เท่ากับ 0.34 ในส่วนความพึงพอใจของผูใ้ชท้ ั่วไปที่มีต่อระบบที่พัฒนาขึน้ดา้นเนื้อหาและการออกแบบอยู่ในระดับมาก ($\\bar{x} = 4.38, S.D. = 0.38$) ด้านประสิทธิภาพของระบบและการน าไปใช ้ประโยชน์อยู่ในระดับมาก ($\\bar{x} = 4.33, S.D. = 0.51$) โดยภาพรวมความพึงพอใจต่อระบบมคี่าเฉลีย่อยู่ที่4.36 และส่วนเบีย่งเบนมาตรฐานอยู่ที่0.45
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)BOOSTING BRASSICA RAPA L. YIELD WITH BIO-POTS MADE FROM COCONUT COIR AND AZOLLA MICROPHYLLA FOR SUSTAINABLE AGRICULTURE PRACTICESชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์พันธุ์ ลีฬหเกรียงไกรส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร GMSARN International JournalAsian Institute of Technologyฐานข้อมูล Scopus Quartile = 3บทน าSustainable agriculture is vital for addressing global challenges like poverty, hunger, and environmental degradation, as outlined in the UN SDGs. Bio-pots made from alternative growing media offer a promising waste reduction strategy. While various biodegradable materials have been studied—such as rice straw, coconut coir, water hyacinth, and banana peel—limited research exists on combining coconut coir with Azolla microphylla. Coconut coir is a sustainable, renewable material with high water-holding capacity and ideal pH. A. microphylla, a nitrogen-fixing aquatic fern, enhances soil fertility. This study investigates their combined use as a bio-pot medium for Brassica rapa L. (pak choi)—a fast-growing, nutrient-rich crop suitable for container gardening. The aim is to evaluate this growing medium's effects on plant growth and yield, assessing its potential as an ecofriendly alternative to conventional methods.ว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. To investigate the growth and yield of Brassica rapa L. grown in bio-pots made from a mixture of coconut coir and Azolla microphylla.2. To evaluate the effectiveness of the coconut coir and A. microphylla bio-pot as a sustainable alternative growing medium.สรุปผลการท าวิจ ัยIn conclusion, the study found that bio-pots containing A. microphylla offer several benefits, such as easy transplantation without pot removal, enhanced growth potential from increased nutrient absorption, improved soil fertility through degradation of nitrogen compounds, strong structure with slower degradation rate when combined with coconut coir, positive impact on plant height, leaves, and greenness, and additional nitrogen to the soil leading to improved growth and yield. However, this research studied only one plant species and was studied in a simulated environment. As a result, additional research on different plants and should be done in a natural environment setting.
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การผลติ สือ่การต์ูนแอนิเมชนั STOP CYBERBULLYING: หยุดการกลัน่แกลง้บนโลกไซเบอร ์ส าหรับนักเรียนในระดับประถมศึกษาชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัตนวัชร ์ เพ็ญรัตนหิรัญสังกัดคณะครุศาสตร ์ได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสาร Journal of Information and Learningฐานข้อมูล TCIบทน าปัญหาการกลั่นแกลง้บนโลกไซเบอร์(Cyberbullying) ทวีความรุนแรงในยุคดิจิทัล ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพจิต พฤติกรรม และสังคมของผูถู้กกระท า โดยเฉพาะนักเรยีนระดบั ประถมศกึษาตอนปลาย ซึ่งเป็นชว่งวยัส าคญัของการพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม สถานการณ์ในประเทศไทยน่าเป็ นห่วง เนื่องจากมีนักเรยีนจ านวนมากเคยตกเป็นเหยื่อการกลั่นแกลง้ออนไลน์ผู้วิจัยจงึเสนอการใชส้ือ่การต์ูนแอนิเมชนัซึ่งมีศกัยภาพในการดงึดูดความสนใจ สรา้งความตระหนัก และปรบัเปลีย่นพฤตกิรรมของเด็กไดอ้ย่างมปีระสทิธภิาพ จงึพฒันาสือ่การต์ูนแอนิเมชนัเรือ่ง“Stop Cyberbullying: หยุดการกลั่นแกลง้บนโลกไซเบอร”์ ส าหรบันักเรยีนระดบั ประถมศึกษา เพื่อเสรมิ สรา้งภูมิคุม้กนัทางจิตใจลดพฤติกรรมการกลั่นแกลง้และส่งเสรมิการใชส้ื่อออนไลน์อย่างปลอดภยัและเหมาะสมวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1.เพื่อศกึษาพฤตกิรรม รูปแบบ และกลยุทธก์ารป้องกนัการกลั่นแกลง้บนโลกไซเบอร ์ (Cyberbullying) ส าหรับนักเรียนในระดับประถมศึกษา2.เพื่อพฒันาและผลิตสือ่การต์ูนแอนิเมชนัเรือ่ง \"Stop Cyberbullying: หยุดการกลัน่แกลง้บนโลกไซเบอร\"์ ส าหรบันักเรยีนในระดบั ประถมศกึษา3.เพื่อประเมินประสิทธิผลของการใชส้ื่อการต์ูนแอนิเมชนั \"Stop Cyberbullying: หยุดการกลั่นแกลง้บนโลกไซเบอร\"์กบันักเรยีนในระดบัประถมศึกษาสรุปผลการท าวิจัยพฤติกรรม รูปแบบ และการป้ องกัน นักเรียนประถมศึกษาตอนปลายพบการกลั่นแกลง้บนโลกไซเบอรห์ลกั 3 ลกัษณะ ไดแ้ก่การลอ้เลยีน การกดีกนัจากกลุ่มออนไลน์และการแอบอา้งตวัตน โดยพฤตกิรรมทีพ่บเป็นครั้งคราวสูงสุดคอืการนินทา ด่าทอ หรอืยั่วยุ (รอ้ยละ 43.6) รูปแบบการกลั่นแกลง้จ าแนกได้8 รูปแบบ และมีกลยุทธร์บัมือ 4 วิธีคือ หลีกเลี่ยงความขดัแยง้ขอความช่วยเหลือ ป้ องกันตนเอง และรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน , การพัฒนาและคณุภาพสือ่สือ่การต์นูแอนิเมชนั “Stop Cyberbullying: หยุดการกลัน่แกลง้บนโลกไซเบอร”์จ านวน 8 ตอน ผ่านการประเมินจากผูเ้ชีย่วชาญ 5 ท่านอยู่ในระดบัเหมาะสมมากทีสุ่ด (ค่าเฉลีย่4.78) , ประสิทธิผลและความพึงพอใจหลงัใชส้ือ่กบันักเรยีน 170 คน พฤตกิรรมการกลัน่แกลง้ลดลงอย่างมนี ัยส าคญั(ค่าเฉลีย่ลดจาก 53.64 เป็น 51.44) และนักเรยีนมีความพึงพอใจต่อสื่อในระดบัมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.54) โดยช่วยเพิ่มความตระหนัก ความเขา้ใจและความมั่นใจในการรบัมอืบนโลกออนไลน์
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังทางสงัคมทีม่ผีลตอ่วถิชีวีติพอเพยีงของกลุ่มชาติพันธุ ์ : กรณีศึกษาชนเผ่าลีซูในเขตอ าเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ชือ่ผูว้จิยัอาจารย์พิชญพรพรรณ ศรีมูลเรืองสังกัดคณะมนุษยศาสตร ์และสังคมศาสตร ์ได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารพิฆเนศวร ์สารฐานข้อมูล TCIบทน าเมื่อชุมชนลีซูตอ้งเผชิญกับปัญหาและตอ้งรกัษาวิถีชีวิตแบบพอเพียงไว้การพฒันารปูแบบการเสรมิสรา้งพลงัทางสงัคมจงึเป็นสิ่งจ าเป็น โดยการสรา้งความเขม้แข็งในการปรบัตวัและรกัษาประเพณีทีม่คีุณค่า การเสรมิสรา้งพลงัทางสงัคมสามารถท าได้ผ่านการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือภายในชุมชน ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการส ารวจความคิดเห็นของสมาชิกชุมชนถูกน ามาวิเคราะห์เพื่อสรา้งรูปแบบที่ตอบสนองต่อปัญหาและความทา้ทายที่เผชิญ รูปแบบที่พฒันาขึน้ประกอบดว้ยขัน้ตอนการรว่มมอืและการมสี่วนรว่มของชมุชน การสรา้งเครอืข่ายการสนับสนุน และการพฒันาทกัษะในการตอบสนองต่อการเปลีย่นแปลงการทดลองใช ้รูปแบบในชุมชนแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและการเพิม่ความมั่นคงทางสงัคมขึน้การวจิยันีมุ้่งพฒันารปูแบบการเสรมิสรา้งพลงัทางสงัคมทีม่ผีลต่อวถิ ีชีวิตพอเพียงของกลุ่มชาติพันธุ์ : กรณีศึกษาชนเผ่าลีซูในเขตอ าเภอเวียงแหง จงัหวดัเชยีงใหม่ดงันั้นการพฒันารูปแบบการเสรมิสรา้งพลงัทางสงัคมที่เนน้การมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบและด าเนินโครงการ จงึมเีป้าหมายเพือ่ส่งเสรมิใหช้มุชนลซี สูามารถด าเนินชวีติแบบพอเพยีงไดอ้ย่างยั่งยนืวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพือ่ศกึษาขอ้มูลพืน้ฐานทั่วไปของกลุ่มชาตพินัธลุ์ซีแูละความตอ้งการในการเสรมิสรา้งพลงัทางสงัคมทีม่ผีลตอ่วถิ ชีวีติพอเพยีงของกลมุ่ ชาตพินัธลุ์ซีู2. เพือ่สรา้งรูปแบบการเสรมิ สรา้งพลงัทางสงัคมทีม่ีผลต่อวถิ ชีวีติพอเพียงของกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู 3. เพื่อน ารูปแบบไปใชเ้สรมิ สรา้งพลงัทางสงัคมทีม่ีผลต่อวถิ ีชวีิตพอเพียงของกลุ่มชาติพันธุ์ลีซูในเขตอ าเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ สรุปผลการท าวิจัยการเสริมสร ้างพลังทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ลีซูในอ าเภอเวียงแหง จังหวัดเชยีงใหม่เนน้การประยุกตใ์ชห้ลกั ปรชัญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสรา้งความมั่นคงในชวีิตผ่านวิถีเกษตรกรรมและครอบครวัขยาย โดยใชรู้ปแบบLISHU Model ซึ่งประกอบดว้ย 5 ขัน้ตอนส าคญั ไดแ้ก่การวิจยัเชงิพืน้ที่( Local Research Engine), ก า ร เ ก็ บ ข้อ มู ล เ ชิง ลึ ก ( Interview for Information), การวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคม ( Social Impact), การปรบัเปลี่ยนพฤติกรรม (Humanity Behavior Change) และการสร ้างความสามคัคีที่เป็นเอกลกัษณ์(Unique Unity) ซึ่งผลการด าเนินงานพบว่ารูปแบบดังกล่าวสามารถยกระดับศักยภาพของชุมชนให้มีความรอบรู ้ มีภูมิคุม้กนัต่อการเปลี่ยนแปลง และด าเนินชวีิตบนพืน้ฐานของคุณธรรมและสตปิัญญาไดอ้ย่างยั่งยนื
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การประยุกตใ์ชพ้ ชืทอ้งถิน่เพือ่ตรวจวดัฟอรม์าลนิ ปนเปื้อนในอาหารชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา เขาดีส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Journal of Applied Science and Emerging Technologyฐานข้อมูล TCIบทน า“สารฟอร ์มาลิน” ถูกน ามาใช ้ในการถนอมอาหารและยืดอายุของอาหาร โดยผู้จ าหน่ายมีการน าฟอรม์าลีนผสมน ้า แลว้ราดใส่หรอืแช่อาหารบางชนิด เช่นอาหารทะเล เพือ่ป้องกนัการเน่าเสยีมีความสดไดน้านฟอรม์าลนิทีป่นเปื้อนมาในอาหารทะเลเป็นสารอนัตรายมีพิษต่อรา่งกายและอาจเพิ่มความเสีย่งที่ก่อใหเ้กิดโรคมะเร็งได้ หากผู้บริโภคได้รับในปริมาณมาก สารประกอบอัลดีไฮด์ (Aldehyde) สามารถท าให้โปรตีนตกตะกอนด้วยวิธี alkylation โดยจะท าปฏิกิริยากับหมู่ amino, carbonyl และ hydroxyl จากการศกึษาพบว่าในพืชทั่วไปส่วนใหญ่จะมีสารอะดีโนซีน (Adenosine) เป็นองคป์ระกอบ ซึ่งอะดีโนซีนมีหมู่ amine และ hydroxyl ในโครงสร ้าง จึงคาดว่าจะมีความสามารถท าปฏิกิริยากับฟอร ์มาดีไฮดห์รอืฟอรม์าลนิตกตะกอนไดเ้ชน่เดียวกนัทั้งนีผู้ว้ิจยัไดเ้ลอืกพืชที่หาง่ายในทอ้งถิ่นมาประยุกตเ์พื่อใชใ้นการตรวจวดั ฟอรม์าลินตกคา้งในอาหารอย่างง่ายโดยสงัเกตจากการตกตะกอน โดยเลอืกพืชทอ้งถิน่ทีม่ีรายงานว่ามีสารอะดโีนซนีคือ มะยม และ ผักหวานบ้าน รวมถึงคัดเลือกพืชในวงศ์ Phyllanthaceae เดียวกันอีก 2 ชนิด ได้แก่ มะเม่า และ มะขามป้ อมว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยเพือ่ประยุกตใ์ชพ้ ชืทอ้งถิน่ตรวจวดั ฟอรม์าลนิ ปนเปื้อนในอาหารสรุปผลการท าวิจ ัยจากการทดลองการตรวจสอบหาฟอรม์าลินปนเปื้อนในอาหาร โดยวิธกีารใช้พชืทอ้งถิน่มาทดสอบ และสงัเกตการเปลีย่นแปลงดว้ยการตกตะกอน พบว่าสารสกดัจากพืชทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ใบผักหวานบ้าน มะยม มะเม่า และมะขามป้ อม มีเพียงชนิดเดียวที่สามารถตกตะกอนฟอรม์าลินได้คือ สารสกดัจากใบผกัหวานบา้น ซึ่งไดน้ ามาผ่านกระบวนการท าใหแ้หง้แบบแชเ่ยือกแข็งไดส้ารสกดัในรูปแบบผง ซึ่งสามารถตรวจวดั ฟอรม์าลนิไดท้ีข่ดีความเขม้ขน้ต ่าสุดคอื5 % w/v ซึ่งยงัมีค่าสูงยงัคงตอ้งพฒันาต่อไป อย่างไรก็ตามเมือ่น ามาทดสอบกบัตัวอย่างอาหารทะเล พบว่าใหผ้ลใกลเ้คียงกบัชุดทดสอบที่มีขายตามทอ้งตลาด จากงานวจิยันีท้ าใหเ้ห็นการพฒันาการตรวจวดั ฟอรม์าลนิ สามารถท าไดด้ว้ยวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว สามารถน าไปวิเคราะหเ์บือ้งตน้ท านอกห้องปฏิบัติการได้โดยไม่มีของเสียหลังการทดสอบ มีความปลอดภัยต่อผู้ท าการตรวจสอบ เนื่องจากมีการใชส้ารสกดัที่มาจากธรรมชาติและช่วยลดค่าใช ้จ่ายในการวิเคราะห์ สามารถเก็บใช ้งานได้ประมาณ 5 เดือน อาจต่อยอดพฒันาเป็นชดุทดสอบหาสารฟอรม์าลนิไดใ้นระดบัเบือ้งตน้ได้
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)ความส ัมพ ันธ ์ระหว่างพฤติกรรมการเปิดรบัสือ่ดจิทิลักบัการใชป้ระโยชน์จากสือ่ดจิทิลัของประชาชนในพืน้ที่จ ังหว ัดเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัอาจารย์พิเชษฐ ์ ศิริรัตนไพศาลกุลส ังก ัดคณะวิทยาการจัดการได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสารวิทยาการจัดการและการบัญชีฐานข้อมูล TCIบทน าผูว้จิยัจงึสนใจทีจ่ะศกึษาพฤตกิรรมการเปิดรบัสือ่ดจิทิลัของประชาชนทั่วไป ในเขตพืน้ที่จงัหวดัเชยีงใหม่ ศึกษาพฤติกรรมการใชป้ระโยชน์จากสื่อดิจิทัลของประชาชนทั่วไป ในเขตพืน้ทีจ่งัหวดัเชยีงใหม่และเพือ่ศกึษาความสมัพนัธร์ะหว่างพฤตกิรรมการเปิดรบัสือ่ดจิทิลักบัการใชป้ระโยชนจ์ากสือ่ดจิทิลัว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรบั สื่อดิจิทลัของประชาชนทั่วไป ในเขตพืน้ทีจ่งัหวดัเชยีงใหม่2. เพือ่ศกึษาพฤตกิรรมการใชป้ระโยชนจ์ากสือ่ดจิทิลัของประชาชนทั่วไปในเขตพืน้ทีจ่งัหวดัเชยีงใหม่3. เพือ่ศกึษาความสมัพนัธร์ะหว่างพฤตกิรรมการเปิดรบั สือ่ดจิทิลักบัการใช้ประโยชนจ์ากสือ่ดจิทิลัสรุปผลการท าวิจ ัยผลการวิจัย พบว่า 1) กลมุ่ตวัอย่างสว่นใหญ่มคีวามถีแ่ละรอ้ยละของการเปิดรบัสือ่ดจิทิลัในชวีติ ประจ าวนั โดยใชทุ้กวนัรอ้ยละ 86.50 มจี านวนชั่วโมงในการเปิดรบั สือ่ดจิทิลัมากทีสุ่ด มากกว่า 5 ชั่วโมง รอ้ยละ 40.50 2) กลุ่มตัวอย่างในการใชป้ระโยชนจ์ากสื่อดิจิทัล มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดบัมาก (x̄= 3.95, S.D.=0.74) โดยกลุ่มตวัอย่างค่าเฉลีย่และส่วนเบีย่งเบนมาตรฐาน ใชป้ระโยชน์จากสือ่ดิจทิลัเพื่อความบนัเทิง 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ ์ระหว่างการเปิดรบัสือ่ดจิทิลักบัการใชป้ระโยชนจ์ากสือ่ดจิทิลัพบวา่มคีวามสมัพนัธก์นั ในเชิงบวก (r=0.228)
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การใช้เกม HOTEL STARS เพือ่พฒันาทกัษะการคดิอย่างมีวิจารณญาณ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัอาจารย์วัชรงค์ วงศนุรักษ์สังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารการศึกษาและนวัตกรรมพัฒนาการเรียนรู ้ฐานข้อมูล TCIบทน าทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็ นสมรรถนะส าคัญของผู้เรียนระดับอุดมศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพราะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ ประเมินข้อมูล และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล แนวคิดของ Ennis และ Facione ชี้ว่าการคิดเชงิวิพากษค์รอบคลุมการตีความ วิเคราะห์ประเมิน อนุมาน อธบิาย และการก ากบัตนเอง ซึ่งสอดคลอ้งกบัตวัชี้วดั 6 ด้านของรายวิชา GEN1401 อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนยังเน้นทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ ท าให้ผู้เรียนขาดโอกาสฝึกคิดอย่างเป็ นระบบ การใช ้เกมเพื่อการเรยีนรู้เชน่เกม Hotel Stars ซึ่งเป็นเกมจ าลองการบรหิารโรงแรมจึงเป็ นแนวทางพัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์และการตัดสินใจ ผ่านสถานการณ์จ าลองที่ใกลเ้คยีงความจรงิและส่งเสรมิการเรยีนรูเ้ชงิรุกในระดบัอุดมศกึษาวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพื่อเปรยีบเทียบพฤติกรรมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาก่อนและหลังการเรียนรู ้ด้วยเกม Hotel Stars ผ่านแบบสอบถามเชิงสถานการณ์ (Pre-test และ Post-test)2. เพื่อวิเคราะหล์กัษณะของกระบวนการคดิเชงิวิพากษข์องนักศกึษาตามตวัชี้วดัการคดิอย่างมวิจารณญาณ 6 ด้าน ีสรุปผลการท าวิจัยผลการวิจยัชี้ว่า การใชเ้กม Hotel Stars ในรายวิชา GEN1401 การคิดและการตัดสินใจ ช่วยพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาอย่างมนี ัยส าคญัค่าเฉลีย่หลงัเรยีน (8.13 ± 1.32) สูงกว่าก่อนเรียน (6.27 ± 1.41) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (t(149) = 12.45, p < .001) และมีขนาดผลสูง (Cohen’s d = 1.36) สะท้อนว่าเกมมีบทบาทเด่นในการยกระดับการคิด โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเมื่อพิจารณารายดา้น พบพัฒนาการเพิ่มขึน้ครบทั้ง 6 มิติไดแ้ก่การระบุปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินเหตุผล การสร ้างทางเลือก การตัดสินใจ และการสะท้อนคิดเชิงระบบ ข้อมูลเชิงคุณภาพแสดงว่านักศึกษาสามารถใช ้หลักฐานวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะปัจจัย และประเมินผลกระทบของทางเลอืกไดล้กึซึ้งขึน้พรอ้มทั้งเชือ่มโยงผลการตดั สนิใจกบับรบิทจรงิเชน่การบริหารพนักงาน คุณภาพบริการ ความพึงพอใจของลูกค้า และภาพลักษณ์ระยะยาวผลลัพธ ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู ้เชิงประสบการณ์ของ Kolb รวมถึงกรอบการคิดอย่างมีวิจารณญาณของ Ennis และ Facione ที่เนน้การสังเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์เหตุผล และตัดสินใจภายใต้ข้อจ ากัด สรุปได้ว่า เกม Hotel Stars เป็นนวตักรรมทีส่่งเสรมิการคดิขัน้สูงและสามารถประยุกตใ์ช้ในรายวชิาอืน่ ไดอ้ย่างมปีระสทิธภิาพ
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)EFFECT OF ANTIMONY OXIDE INCORPORATION ON THE STRUCTURAL, OPTICAL, ANDELECTRICAL PROPERTIES OF MULTIPHASE BISMUTH TELLURIDE THIN FILMSชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดร.เพ็ญศรี ประมุขกุลส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Optical Materialsประเทศ Netherlandsฐานข้อมูล Scopus Quartile = 1บทน าบิสมัทเทลลูไรด์ (Bi₂Te₃) เป็นวสัดุชาลโคเจไนดท์ี่มีศกัยภาพสูงดา้นเทอรโ์มอิเล็กทรกิและออปโตอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากมีค่า Seebeck สูง การน าไฟฟ้ าดี และค่าการน าความรอ้นต ่า ส่งผลใหม้ีค่า figure of merit (ZT) สูง เหมาะส าหรับการผลิตไฟฟ้ าจากความร ้อนและระบบท าความเย็นแบบโซลิดสเตต อย่างไรก็ตาม สมบัติเชิงแสงและเชิงไฟฟ้ าของฟิล์มบาง Bi–Te ยงัตอ้งไดร้บัการปรบัปรุงเพิม่เตมิเพือ่เพิม่ประสทิธภิาพการใชง้านงานวจิยันีมุ้่งเนน้การปรบัปรุงสมบตัขิองฟิลม์บางBi–Te แบบหลายเฟส โดยการเติมสารเจือแอนติโมนีออกไซด์ (Sb oxide) ผ่านกระบวนการสะสมแบบ Chemical Bath Deposition (CBD) ซึ่งเป็นเทคนิคทีต่น้ทุนต ่า ควบคุมง่าย และเหมาะส าหรบัการเคลอืบพืน้ทีข่นาดใหญ่การเตมิ Sb ซึ่งมีรศัมีไอออนเล็กกว่า Bi สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสรา้งผลึก ระดบัพลงังานและความเข้มข้นพาหะ ส่งผลโดยตรงต่อสมบัติทางแสงและทางไฟฟ้ าความใหม่ของงานวจิยันีอ้ยู่ทีก่ารออกแบบการเตมิ Sb oxide ในโครงสร ้างสองมิติของฟิล์มบาง Bi–Te และศึกษาผลของความเข้มข้น Sb หลายระดับต่อโครงสร ้าง จุลโครงสร ้าง สมบัติเชิงแสง และสมบัติเทอร ์โมอิเล็กทริกอย่างเป็ นระบบว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. เพื่อสงัเคราะหฟ์ิลม์บาง Bi–Te เจือด้วย Sb ที่ความเขม้ขน้ 0–4 wt% ด้วยเทคนิค Chemical Bath Deposition2. เพื่อวิเคราะห์โครงสรา้งผลึก สมบัติเชิงแสง สมบัติทางไฟฟ้าและพารามิเตอร ์เชิงเทอร ์โมอิเล็กทริกสรุปผลการท าวิจ ัยด้านโครงสร ้างผลึก ฟิล์มบางแสดงโครงสร ้างหลายเฟส ได้แก่ rhombohedral Bi₂Te₃ และ hexagonal BiTe การเติม Sb ท าใหข้นาดผลึกลดลง และเพิ่มความบิดเบือนของโครงสร ้าง (microstrain และ dislocation density เพิ่มขึน้) โดยเฉพาะทีค่วามเขม้ขน้ สูง , ด้านสัณฐานวิทยาการเติม Sb ท าให้พืน้ผวิฟิลม์มคีวามสม ่าเสมอและหนาแน่นมากขึน้แต่ทีค่วามเขม้ขน้ สูงเกนิไปอาจเกิดความไม่เป็นเนื้อเดียวและเพิ่มความไม่เป็นระเบียบของโครงสรา้ง ,สมบัติเชิงแสง ค่าการส่งผ่านในช่วงแสงมองเห็นอยู่ที่ประมาณ 74–84%ค่าแบนด์แกปลดลงจาก 2.86 eV เหลือ 2.28 eV เมือ่เพิม่ Sb ดชันีหกัเหเพิม่จาก 1.4 เป็ น 1.8 Urbach energy เพิม่ขึน้ทีค่วามเขม้ขน้ สูง สะทอ้นถงึความไม่เป็นระเบยีบของโครงสรา้งทีม่ากขึน้, สมบัติทางไฟฟ้ าและเทอร ์โมอิเล็กทริกความน าไฟฟ้ าสูงสุดประมาณ 65.57 S/cm ในช่วง 1–4 wt% Sb ค่า Seebeck coefficient ประมาณ 257–265 µV/K ค่า ZT อยู่ในช่วง ~1.11–1.18 ซึ่งถอืว่าอยู่ในระดบัดใีกลอุ้ณหภูมิหอ้ง ความเข้มข้นพาหะและพลังงานเฟอรม์ลีดลงเมือ่เพิม่ Sb
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)FOLATE DERIVATIVE PROFILING AND ASSOCIATED MOLECULAR MARKERS IN RICE (ORYZA SATIVA L.)ชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรัณย์ จีนะเจริญส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Agriculture and Natural ResourcesKasetsart Universityฐานข้อมูล Scopus Quartile = 3บทน าโฟเลต (Folate) หรือวิตามิน B9 เป็นสารอาหารที่มีความส าคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการเผาผลาญในร่างกายมนุษย์ เช่น ช่วยในการสร ้างเม็ดเลือดแดง การแบ่งเซลล์ และป้ องกันความพิการแต่ก าเนิดในทารก แม้ว่าข้าวจะเป็ นอาหารหลกัของประชากรในเอเชยีแต่ในเมล็ดขา้วมปีรมิาณโฟเลตต ่ามาก และจะยิ่งลดลงเมือ่ผ่านกระบวนการขดัขาวหรอืการหุงตม้ ส่งผลใหเ้กดิภาวะขาดโฟเลตในหลายประเทศ ดงันั้น การระบุสายพนัธุข์า้วที่มีโฟเลตสูงและการพฒันาเครือ่งหมายโมเลกุลเพือ่ชว่ยในการคดัเลอืกพนัธุ์จงึเป็นแนวทางส าคญัทีจ่ะชว่ยเพิม่คุณค่าทางโภชนาการในข้าวได้อย่างแม่นย าและรวดเร็วว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. เพือ่ตรวจวดั ปรมิาณโฟเลตและอนุพนัธช์นิดต่างๆ ในตวัอย่างขา้วจา นวน65 สายพันธุ์2. เพื่อระบุสายพนัธุข์า้วที่มีปรมิาณโฟเลตสูงส าหรบั ใชเ้ป็นพ่อแม่พนัธุ์ในอนาคต3. เพือ่พฒันาและทดสอบความเชือ่มโยงของเครือ่งหมายโมเลกลุทีอ่ยู่ในยนีที่เกีย่วขอ้งกบักระบวนการสงัเคราะหโ์ฟเลตกบั ปรมิาณโฟเลตทีพ่บในขา้วสรุปผลการท าวิจ ัยปริมาณโฟเลตในข้าว: จากการวิเคราะห์ข้าว 65 สายพันธุ์ พบปริมาณโฟเลตทั้งหมดอยู่ในช่วง 10.27–53.73 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม โดยพบว่า 5-methyltetrahydrofolate (5-MTHF) เป็นอนุพนัธห์ลกัทีพ่บมากที่สุดในทุกตัวอย่าง , สายพนัธขุ์า้วโฟเลตสูง: สายพนัธขุ์า้วทีม่ โีฟเลตสูง ไดแ้ก่กข14, กข21, สันป่าตอง, ดอกเกิม้, ไรซเ์บอรร์ี่, กข10, ปทุมธานี 80, เจ้าแดง, หันตรา 60, เหนียวด า, หอมนิล, ปลายงามปราจีนบุรี, ข้าวยาย (ต้นม่วง), กข15, Nipponbare และ กข35 , การคน้พบเครือ่งหมายโมเลกุล: พบ 5 เครือ่งหมายโมเลกุลหลกัที่มีความสมัพนัธก์บั ปรมิาณโฟเลต ซึ่งเชือ่มโยงกบัยีนส าคญั3 ยีน คือ ADCL, DHNA และ DHFR-TS , ขอ้เสนอแนะ: ขา้วสายพนัธุท์ีม่ีโฟเลตสูงและเครือ่งหมายโมเลกุลที่คน้พบนี้เป็นทรพัยากรที่มีค่าส าหรบัการปรบั ปรุงพนัธุข์า้วดว้ยเครือ่งหมายโมเลกุล (Marker-Assisted Selection) เพือ่ผลติขา้วเพือ่สุขภาพในอนาคต นอกจากนีย้งัแนะน าใหบ้รโิภคขา้วกลอ้งแทนขา้วขาวเพือ่ ใหไ้ดร้บั โฟเลตในปรมิาณทีส่งูกวา่
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การศึกษาความส ัมพ ันธ ์ระหว่างปริมาณและประเภทของเมฆก ับอุณหภูมิอากาศบริเวณโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยันางสาววิภา เก่งกาจส ังก ัดโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสารการศึกษาและนวัตกรรมพัฒนาการเรียนรู ้ฐานข้อมูล TCIบทน าปัจจุบัน การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร ์ยังเน้นทฤษฎีมากกว่าการเรียนรู ้จากประสบการณจ์รงิท าใหผู้เ้รยีนขาดทกัษะการสงัเกต ทดลอง และเชือ่มโยงความรูก้ ับบรบิทชีวิตประจ าวัน การใชส้ิ่งแวดลอ้มใกลต้ ัวเป็นแหล่งเรยีนรู้จึงมีความส าคญั โดยเฉพาะการศึกษา “เมฆ” ซึ่งมีบทบาทต่อสมดุลพลงังานและการเปลีย่นแปลงสภาพอากาศอย่างมีนัยส าคญั โรงเรยีนสาธติมหาวิทยาลยัราชภฏัเชยีงใหม่ตั้งอยู่ในพืน้ที่ที่มีความหลากหลายทางภูมิอากาศ จงึเหมาะสมต่อการศกึษาความสมัพนัธร์ะหว่างปรมิาณเมฆกบัอณุหภูมิการศกึษานีมุ้่งพฒันาทักษะการสังเกตและการใช ้ข้อมูลเชิงประจักษ์ของผู้เรียน ผ่านการจ าแนกประเภทเมฆ ประมาณการปริมาณเมฆ และวัดอุณหภูมิตามแนวทางโครงการ GLOBE เพื่อเสรมิสรา้งความเขา้ใจพืน้ฐานเกีย่วกบัระบบภูมิอากาศและการประยุกตใ์ช้ในชีวิตประจ าวันอย่างเป็ นรูปธรรมว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. เพือ่ ใหผู้เ้รยีนไดเ้รยีนรูส้าระ และทกัษะวชิาวทิยาศาสตรผ์่านกระบวนการปฏิบัติ2. เพื่อใหผู้เ้รยีนไดจ้ าแนกและบอกสกุลของเมฆ ประมาณปรมิาณเมฆปกคลุมท้องฟ้ า และวัดอุณหภูมิอากาศตามหลักการของโครงการ GLOBE3. เพือ่ศกึษาความสมัพนัธร์ะหว่างปรมิาณเมฆปกคลุมทอ้งฟ้ากบัอุณหภูมิอากาศสรุปผลการท าวิจ ัยผูเ้รยีนสามารถจ าแนกประเภท และบอกชือ่เมฆทีส่งัเกตพบ โดยเมฆทีพ่บส่วนใหญ่คือ Nimbostratus และสามารถประมาณ ปริมาณของเมฆปกคลุมทอ้งฟ้าได้และสามารถใชเ้ครือ่งมือในการวัดอุณหภูมิไดอ้ย่างถูกตอ้งโดยช่วงเวลาที่สังเกตมีปริมาณเมฆปกคลุมทอ้งฟ้ารอ้ยละ 69 – 78 และอุณหภูมิอากาศ อยู่ระหว่าง 29 - 31 องศาเซลเซียส และผลการวิเคราะห์ดว้ยค่าสมั ประสทิธิส์หสมัพนัธเ์พียรส์นัพบว่า มีความสมัพนัธเ์ชงิลบค่อนขา้งสูง (r ≈ -0.73) ระหว่างปรมิาณเมฆและอุณหภูมิหมายความว่า เมื่อปรมิาณเมฆเพิ่มขึน้อุณหภูมิจะลดลงอย่างชดัเจน ผลการศึกษาท าใหผู้เ้รยีนเขา้ใจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกบับทบาทของเมฆ ในการสะทอ้นรงัสีดวงอาทิตย์ และควบคุมอุณหภูมิของบรรยากาศได้อย่างเป็ นรูปธรรม และยังสามารถเชือ่มโยงขอ้มูลที่ไดก้บัฐานขอ้มูลระดบั ประเทศจากกรมอุตุนิยมวทิยาท าใหก้ารเรยีนรูม้ีความน่าเชือ่ถือมากขึน้และมีศักยภาพในการต่อยอดสกู่ารศกึษาดา้นสภาพอากาศในระดบัทีล่กึขึน้ ในอนาคต
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การสรา้งสรรคแ์ละผลติ สือ่อนิ โฟกราฟิกแบบเคลือ่นไหว(MOTION INFOGRAPHIC)ชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิโรช แท่นรัตนกุลสังกัดคณะวิทยาการจัดการได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารวทิยาการจดัการและการสือ่สารคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ฐานข้อมูล TCIบทน ายุคดิจิทัลเป็นยุคที่ขอ้มูลมีจ านวนมหาศาลและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วการสือ่สารทีม่ปีระสทิธภิาพจงึจ าเป็นตอ้งมรีูปแบบทีส่ามารถสรุปขอ้มูลทีซ่บัซอ้นใหง้่ายต่อการเขา้ใจและจดจ า หนึ่งในรูปแบบสื่อที่ไดร้บัความนิยมและมีประสิทธิภาพสูงคือ “สื่ออินโฟกราฟิก” ซึ่งเป็นการผสมผสานขอ้มูล ขอ้ความและภาพกราฟิกเขา้ไวด้ว้ยกนัเพื่อถ่ายทอดสารอย่างชดัเจน รวดเร็ว และกระชบัจึงสนใจศึกษาการสรา้งสรรคแ์ละผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหวเพื่อสงัเคราะหอ์งคค์วามรูท้ี่เกี่ยวขอ้งกบัการสรา้งสรรคแ์ละผลิตสื่อสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว เพื่อเป็นแนวทางในการพฒันาคุณภาพสื่อใหม้ีประสบความส าเรจ็ไดเ้ป็นอย่างดีซึ่งผลลพัธง์านวจิยันีค้าดว่าจะชว่ยยกระดบัการผลติสือ่อนิ โฟกราฟิกแบบเคลือ่นไหว ท าใหผู้ผ้ลติ สือ นักศึกษา นักวิชาการ นักวิชาชีพ ่และหน่วยงานต่าง ๆ มีแนวทางเชงิวิชาการที่สามารถน าไปใชไ้ดจ้รงิทั้งในการออกแบบและการประเมินคุณภาพสือ่และยงัเป็นการต่อยอดองคค์วามรูด้า้นขอ้มูลในมิติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพื่อสังเคราะหอ์งคค์วามรูเ้กี่ยวกบัการสรา้งสรรคแ์ละผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลือ่นไหว2. เพือ่คน้หาเทคนิคการสรา้งสรรคส์ือ่อนิ โฟกราฟิกแบบเคลือ่นไหว3. เพื่อระบุปัจจัยแห่งความส าเร็จในการผลิตสื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลือ่นไหวสรุปผลการท าวิจัยการสรา้งสรรคส์ื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว (Motion Infographic) ตอ้งค านึงถึงเป้าหมายของเนื้อหาและทฤษฎีการเรยีนรูด้ว้ยสื่อเชงิปัญญาอารมณ์ (CATLM) หรอืการผสานทั้งปัจจยัเชงิปัญญาและอารมณ์ท าใหผู้ร้บัสารสามารถเขา้ใจเนื้อหาและมีส่วนรว่มกบั สื่อไดเ้ป็นอย่างดีการสรา้งความน่าสนใจและการมีส่วนรว่มของผูร้บัชมในสือ่อนิ โฟกราฟิกแบบเคลือ่นไหวเป็นสิ่งส าคญัตอ้งอาศยัการเล่าเรือ่งผ่านภาพ การดงึดูดดว้ยอารมณ์และการสราง้ความสม ่าเสมอขององคป์ระกอบภาพ การเลือกใชโ้ทนสีฟอนต์และภาพประกอบตอ้งสอดคลอ้งกับจิตวิทยาการรบัรูข้องผูร้บั สาร เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการสื่อสาร สามารถสรา้งการมีส่วนรว่มและสรา้งการรบัรูแ้ละจดจ าแบรนด์ได้เป็ นอย่างดี
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)ETHNIC PREDICTORS OF PROTECTIVE AND RISKY BEHAVIORS IN THE 2025 MAE HONG SON EARTHQUAKE: A MIXED-METHODS STUDYชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิวาพร มหาท านุโชคส ังก ัดวิทยาลัยแม่ฮ่องสอนได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Social Sciences & Humanities Openประเทศ United Kingdomฐานข้อมูล Scopus Quartile = 1บทน าEarthquakes disrupt lives beyond physical damage, yet communitylevel behavioral responses in culturally diverse rural settings remain underexplored in Northern Thailand.ว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยThis mixed-methods study examined lived experiences and immediate behavioral responses following the 2025 Mae Hong Son earthquake, focusing on how ethnic and cultural contexts shaped coping and preparedness.สรุปผลการท าวิจ ัยQuantitative results showed widespread disaster exposure and similar household vulnerabilities across groups, but significant ethnic variation in protective and risky/uncertain behaviors. Prior exposure and positive attitudes were associated with greater protective actions, while risky/uncertain behaviors were linked to sociodemographic factors, exposure, knowledge, and attitudes, although explained variance was modest. Qualitative findings contextualized these patterns, highlighting family-centered coping, community networks, and culturally embedded interpretations of risk and safety. Together, the findings demonstrate that earthquake responses are socially and culturally embedded rather than purely individual behaviors. Disaster preparedness strategies should therefore integrate cultural knowledge, family structures, and community networks alongside evidence-based safety practices to strengthen resilience in multiethnic, earthquake-prone settings.
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การออกแบบและพ ัฒนาเกมเสริมท ักษะการคดิวเิคราะหด์า้นการรูเ้ท่าทนั สือ่ส าหร ับนักเรียนระด ับประถมศึกษาชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจิรา อัมรักเลิศส ังก ัดคณะมนุษยศาสตร ์และสังคมศาสตร ์ได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสารวิจัยสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ฯฐานข้อมูล TCIบทน าการพัฒนาและน าเกมดิจิทัลเข้ามาใช ้ในการสอนทักษะการคิดวิเคราะห์ด้านการรูเ้ท่าทนั สือ่ โดยใชเ้กมเป็นฐานในระดบัการศึกษาขัน้พืน้ฐานในประเทศไทยยงัมีนอ้ย ดงันั้นผูว้จิยัจงึสนใจออกแบบและพฒันาเกมเสรมิทกัษะการคดิวเิคราะหด์า้นการรูเ้ท่าทันสื่โดยสอดแทรกเนื้อหาและกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหด์า้นการรูเ้ท่าทนั สือ่ส าหรบันักเรยีนระดบั ประถมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะชว่ยใหผู้เ้รยีนเกดิการเรยีนรูผ้่านกระบวนการเรยีนรูแ้บบไม่เป็นทางการในขณะที่เล่นเกมหรือภายหลังจากการเล่นเกมว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. ออกแบบและพฒันาเกมเสรมิทกัษะการคดิวเิคราะหด์า้นการรูเ้ท่าทนั สือ่2. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรยีนทีม่ีต่อเกมเสรมิทกัษะการคดิวเิคราะห์ดา้นการรูเ้ท่าทนั สือ่ส าหรบันักเรยีนระดบั ประถมศกึษาสรุปผลการท าวิจ ัยผูว้ิจยัพฒันาเกม “จรงิหรอืมั่ว ชวัรห์รอืไม่” ซึ่งเป็นเกมดิจิทลัเพื่อการศึกษาที่ชว่ยพฒันาทกัษะการคิดวิเคราะหด์า้นการรูเ้ท่าทนั สื่อส าหรบันักเรยีนชัน้ประถมศึกษาตอนปลาย ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรยีนที่มีต่อเกม“จรงิหรอืมั่ว ชวัรห์รอืไม่” พบว่า โดยรวมนักเรยีนพึงพอใจในการใชเ้กมในระดบัมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายดา้นพบว่านักเรยีนพึงพอใจในระดบัมากทุกดา้น โดยดา้นทีม่ีค่าเฉลีย่เลขคณิตสูงทีสุ่ดไดแ้ก่ดา้นการใชง้าน รองลงมาคอืดา้นการออกแบบ และดา้นเนือ้หาของเกมตามล าดบั
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)ผลกระทบสุขภาพชุมชนจากการจดัการทรพัยากรน ้าเพือ่การอปุโภคบริโภคในภาวะภัยแล้ง: กรณีศึกษาชมุชนลุ่มน ้าแม่เลาะอ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยัรองศาสตราจารย์ ดร.สามารถ ใจเตีย้สังกัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏร ์ธานีฐานข้อมูล TCIบทน าพืน้ทีป่ระสบภยัแลง้ส่วนใหญ่จะขาดแคลนน ้าเพือ่การอุปโภค บรโิภค ซึ่งมีปัจจยัจากนโยบายภาครัฐ ลักษณะชุมชน และสภาพทางกายภาพเป็ นปัจจัยส าคัญต่อการขาดแคลนน ้าอุปโภค บรโิภคในแต่ละพืน้ที่ความตอ้งการใชน้ ้าที่เพิม่สูงขึน้ในภาวะภยัแลง้ยงัส่งผลต่อระบบการผลติน ้าสะอาดของชมชนโดยเฉพาะระบบประปาุหมู่บา้นทั้งแรงดันน ้าที่ลดลง คุณภาพน ้าประปาที่ผลิตไดไ้ม่ผ่านมาตรฐานคุณภาพน ้าสะอาดตามเกณฑท์ี่ก าหนด การขาดแคลนแหล่งน ้าดิบ และตน้ทุนในการผลติน ้าสะอาดที่เพิ่มขึน้การจดัการทรพัยากรน ้าเพื่อการอุปโภค บรโิภคในภาวะภยัแลง้ที่ไม่มปีระสทิธภิาพยงัส่งผลกระทบต่อความชกุของโรคที่เกีย่วขอ้งกบัน ้าเป็นสือ่จากการทีป่ระชาชนในชมุชนน าน ้าที่ไม่สะอาดไปใชโ้ดยไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ ปรากฏการณ์ผลกระทบสุขภาพชุมชนจากการจัดการทรัพยากรน ้าเพื่อการอุปโภค บรโิภคในภาวะภยัแลง้ดงักล่าวขา้งต้นจึงจ าเป็ นต้องแสวงหาแนวทางการแกไ้ขปัญหาซึ่งแนวทางเหล่านั้นตอ้งสะทอ้นวถิ ชีมุชนที่เป็นองคค์วามรู้และประสบการณ์และลดกฎเกณฑใ์นการตดั สนิใจในการจดั สรรทรพัยากรน ้าสู่การสรา้งทางเลอืกในการแกไ้ขปัญหาที่เชือ่มโยงกบั สถานการณท์ ี่เกดิขึน้อย่างแทจ้รงิต่อไปวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพือ่ส ารวจปัญหาการจดัการแหลง่ทรพัยากรน ้าเพือ่การอปุโภค บรโิภค2. เพื่อวิเคราะหผ์ลกระทบสุขภาพชุมชนจากการจดัการทรพัยากรน ้าเพือ่การอปุโภค บรโิภค3. เพือ่สงัเคราะหข์อ้เสนอเชงินโยบายเพือ่ลดและป้องกนัผลกระทบสุขภาพชมุชนจากการจดัการทรพัยากรน ้าอุปโภค บรโิภคบนฐานการมีส่วนรว่มของทุกภาคส่วน สรุปผลการท าวิจัยผลกระทบสุขภาพชมุชนจากการจดัการทรพัยากรน ้าเพือ่การอุปโภค บรโิภคในภาวะภัยแล้งด้านการบริหารจัดการระบบประปาหมู่บ้านได้สะท้อนประสิทธิผลของการด าเนินการจดัการทรพัยากรน ้าที่ยงัไม่เหมาะสมในชมุชนถึงแมบ้างชมุชนจะมคีวามพยายามปรบั ปรุงกลไกที่ใชรู้ปแบบของคณะกรรมการ ทั้งการสบัเปลีย่นคณะกรรมการประปาหมู่บา้นเมือ่ประชาชนเห็นว่าการด าเนินการไม่สนองตอบสถานการณป์ ัญหาที่เกิดขึน้การใหค้ ่าตอบแทนคณะกรรมการประปาหมู่บา้นทั้งเงินและการใชน้ ้าโดยไม่เก็บค่าน ้า และการอบรมเพิ่มเติมความรูแ้ละทกัษะที่เกีย่วขอ้ง โดยมีขอ้เสนอแนะใหป้รบั ปรุงกลไกที่ใช ้อยู่ในชมุชนปัจจบุนัและแสวงหากลไกใหม่เพือ่การแกไ้ขปัญหาแต่ปัญหาไม่ไดล้ดลงรวมถึงการสนับสนุนเกีย่วกบังบประมาณเพื่อการปรบั ปรุงและซอ่มแซมระบบน ้าประปาหมู่บา้นจากองคก์รปกครองสว่นทอ้งถิน่ ในพืน้ที่
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การเตรียมและการศึกษาคุณสมบ ัติของน ้าดนิหล่อจากดนิเลนในบ่อดกัตะกอนในเหมอืงแม่เมาะจงัหวดัล าปางเพือ่ผลติผลิตภ ัณฑ ์เซรามิกชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุชีวัน อินทุ่งส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสารวิชาการวิทยสารบูรณาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรมประยุกต์ฐานข้อมูล TCIบทน าจากปัญหาปรมิาณดินเลนในบ่อดกัตะกอนในเหมืองเมาะ จงัหวดัล าปางที่เป็นผลจากกระบวนการท าเหมืองแร่ลิกไนตท์ี่มีปริมาณสะสมมากถึงประมาณปีละ1 แสนลูกบาศก ์เมตร ข้อมูลจากการไฟฟ้ าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เหมืองแม่เมาะปี2562 ส่งผลใหเ้กิดปัญหาในการจดัการดินตะกอนเหล่านี้ทั้งงบประมาณที่ค่อนขา้งสูง และตอ้งใชเ้วลานานที่จะท าการตกัดินออกทั้งบ่อจากการวจิยัทีผ่่านมาไดม้กีารน าดนิเลนมาผลติเป็นผลติภณัฑเ์ซรามกิพบว่าดนิเลนสามารถน ามาผลิตเป็ นผลิตภัณฑ์เซรามิกชนิดเอิร ์ทเทินแวร ์หรือเทอราคอตต้าได้โดยใชก้ารขึน้รูปแบบจิกเกอร์และแป้นหมุน เผาที่อุณหภูมิ1100 oC (Inthung et al., 2022) ว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัย1. เพือ่ศกึษาความเป็นไปไดใ้นการเตรยีมน ้าดนิหล่อจากดนิเลนที่เหลอืทิ้งในบ่อดักตะกอนในเหมืองแม่เมาะเพื่อใชข้ ึน้รูปแบบน ้าดินหล่อส าหรบัโรงงานเซรามิกโดยเฉพาะในจังหวัดล าปาง และเชียงใหม่2. เพือ่เป็นการศกึษาแนวทางในการใชด้นิตะกอนเหลอืทิ้งในบ่อดกัตะกอนในเหมอืงแม่เมาะทีม่ปีรมิาณมากใหเ้กดิ ประโยชนใ์นงานเซรามกิสรุปผลการท าวิจ ัยจากการทดลองเตรยีมน ้าสลิปจากดินเลนที่มีขนาดอนุภาคส่วนใหญ่เล็กกว่า352 เมช จะเตรียมโดยใช ้การผสมดินเลนกับดินขาวล าปางในอัตราส่วนดินเลนรอ้ยละ 30 โดยน ้าหนัก ดนิขาวล าปางรอ้ยละ 70 โดยน ้าหนัก ซึ่งโดยทั่วไปในการเตรยีมน ้าดินหล่อจากดินที่มีขนาดอนุภาคที่ละเอียดเช่น ดินบอลเคย์ หรอืดนิตะกอนก็มกัจะเตมิแรจ่ าพวกควอตซ ์ซลิกิา้ดนิขาว หรอืดนิเกาลนิทีม่ีอนุภาคใหญ่เขา้ไป หรอืเพิม่การไหลตวัของน ้าดนิและการเตมิ สารโซเดยีมซลิิเกตเพือ่ชว่ยกระจายตวัส่วนใหญ่จะใชใ้นปรมิาณรอ้ยละ 0.1-0.5 โดยน ้าหนัก(Duangkhachon et al., 2021) ขึน้อยู่กบัอตัราส่วนผสม และผลติภณัฑท์ี่จะขึน้รูป เชน่ผลิตภณัฑเ์ซรามิก หรอืสุขภณัฑ์ในการทดลองนี้ใชร้อ้ยละ 0.2อตัราการไหลตวั 15 วนิาทีต่อน ้าปรมิาตร 300 มิลลิติร ไดค้วามถ่วงจ าเพาะ1.6 ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่เหมาะสมของน ้ากินหล่อ และน าน ้าสลิปดินเลนมาทดลองขึน้รูปแท่งทดสอบคุณสมบตั ิพบว่า แท่งทดสอบดินเลนมีค่าการดูดซมึน ้าต ่ากว่ารอ้ยละ 3 สามารถทนไฟไดถ้งึ 1250 oC ซึ่งถอืว่า เป็นคุณสมบตั ิของเนื้อดินสโตนแวร์(มอก. เอส) มีค่าความแข็งแรงดัดโคง้ 23.53 MPa และสามารถจะน ามาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เซรามิกได้โดยผลติภณัฑท์ี่ไดม้เีนือ้ผลติภณัฑท์ี่ไดเ้รยีบเนียน มคีวามแข็งแรงดีเมือ่น ามาทดลองเผาบิสกิตแลว้เคลือบชนิดเคลือบใสที่อุณหภูมิ1200 oC เพื่อดูการรานตัว และการหลอมตัวของเคลือบ พบว่า ไม่พบการรานตัว และการหลอมของเคลือบ
<< มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)การพัฒนากิจกรรมดนตรีเพือ่ปรบัพฤตกิรรมการไม่อยู่นิ่งส าหรบัเดก็ทีม่คีวามตอ้งการพเิศษ: กรณีศกึษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ชือ่ผูว้จิยันางอทติยา ใจเตีย้สังกัดโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้รับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ์วารสารครุศาสตร ์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาฐานข้อมูล TCIบทน าเด็กทีม่คีวามตอ้งการพเิศษเป็นเด็กที่ไม่อาจพฒันาความสามารถไดเ้ท่าทีค่วรจากการเรยีนการสอนตามปกติทั้งนีม้ีสาเหตุมาจากสภาพความบกพรอ่งทางรา่งกายสติปัญญา และอารมณ์จ าเป็ นต้องจัดการศึกษาพิเศษให้เหมาะกับลักษณะ พฤตกิรรม และความตอ้งการของเด็กซึ่งในปัจจุบนัมจี านวนเด็กกลุ่มนี้เพิม่จ านวนมากขึน้การก าหนดจุดมุ่งหมายที่สอดคลอ้ง กนัระหว่าง ครูผูป้กครอง ในการพฒันาความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นแนวทางทีส่ามารถชว่ยแกไ้ขพฒันาการดา้นต่าง ๆ ที่เด็กทีม่คีวามตอ้งการพเิศษยงัเป็นผูท้ ีม่คีวามบกพรอ่งทางพฒันาการในด้านความล่าช ้า พัฒนาการด้านสงัคม การสือ่ความหมาย ภาษาและจนิตนาการมีพฤติกรรมบางประการที่ไม่พึงประสงคอ์ย่างชดัเจนเนื่องจากหนา้ที่ของสมองบางส่วน ท างานผดิปกติเด็กเหล่านีม้ปีัญหาในการใชค้วามคดิสตปิัญญาและการรบัรู้ซึ่งมีผลท าใหเ้ด็กสามารถเรยีนรูไ้ดไ้ม่ดเีท่าทีค่วร และจดัเป็นภาวะทีต่องการ้ความช่วยเหลือทุกด้านวัตถุประสงค ์การท าวิจัย1. เพือ่พฒันากจิกรรมดนตรเีพือ่ปรบัพฤตกิรรมการไม่อยู่นิ่งส าหรบัเด็กทีม่ีความต้องการพิเศษ 2. เพือ่ทดสอบกจิกรรมดนตรตีอ่การลดพฤตกิรรมการไม่อยู่นิ่งส าหรบัเด็กที่มีความต้องการพิเศษสรุปผลการท าวิจัยนักเรยีนทั้ง 4 คน มีลักษณะความต้องการพิเศษออทิสติค แต่ด้วยความแตกต่างทางอายุและพืน้ฐานการดูแลของครอบครวัท าใหเ้กดิ ปัญหาทางการเรยีนทีแ่ตกตา่งกนัทั้งการสือ่สาร การขาดสมาธิและการเคลือ่นไหวของรา่งกายทั้งนี้กิจกรรมการฟังเพลงบรรเลง การเล่นอิเล็กโทนโดยการกดตามปุ่มไฟจงัหวะเพลง และการเคลื่อนไหวร่างกายตามเพลงเป็นกิจกรรมที่นักเรียนสามารถปฏบิตั ไิด้ทั้งนีก้จิกรรมการเล่นอเิล็กโทนโดยการกดตามปุ่มไฟจงัหวะเพลงมีค่าคะแนนพฤติกรรมการไม่อยู่นิ่งลดลงจากก่อนด าเนินกจิกรรมมากที่สุด โดยพฤติกรรมการไม่อยู่นิ่งหลงัด าเนินกจิกรรมลดลงจากก่อนด าเนินกิจกรรมดนตรีอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ส่วนแนวทางการประยุกต์ใช ้กิจกรรมดนตรเีพื่อการปรบัพฤติกรรมการไม่อยู่นิ่งของเด็ก สรุปไดว้่า ควรมีการด าเนินการจดั สภาพสิ่งแวดลอ้มที่เกีย่วขอ้ง การสนับสนุนอุปกรณท์ ี่การเล่นดนตรทีี่ใชม้อืกดปุ่มและการแทรกกจิกรรมดนตรใีนการเรยีนการสอน
<< มหาวิทยาล ัยราชภ ัฏเชียงใหม่ : Chiang Mai Rajabhat University >>Research Article(บทความ)KINETICS AND ISOTHERMDS STUDY OF METHYLENE BLUE DYE ADSORPTION ON WATER HYACINTH STEM POWDER ADSORBENTชือ่ผูว้จิยัผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโนดาษ์ รัชเวทย์ส ังก ัดคณะวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีได้ร ับทุนกองทุนพัฒนาบุคลากรประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนครั้งที่1/2569เมือ่วนัที่17 กุมภาพันธ ์พ.ศ.2569ตีพิมพ ์วารสาร Engineering Accessฐานข้อมูล Scopus Quartile = 3บทน าThe textile industry represents one of the most significant sources of environmental pollution globally, contributing substantially to water contamination through the discharge of complex effluents containing synthetic dyes and auxiliary chemicals [1]. These operations consume enormous volumes of water and generate wastewater Malik [20] investigated water hyacinth roots for methylene blue removal, achieving a maximum adsorption capacity of 92.3 mg/g using Langmuir isotherm modelling. This study addresses these research gaps by providing the first comprehensive investigation of water hyacinth stem powder (WHSP) as a biosorbent for methylene blue removal.ว ัตถุประสงค ์การท าวิจ ัยThe novel contributions of this research include: (1) systematic characterization of WHSP using advanced analytical techniques (2) detailed thermodynamic analysis across multiple temperatures to evaluate the spontaneity and feasibility of the adsorption process; (3) comparative analysis with other biosorbents reported in literature to establish the competitive advantage of WHSPสรุปผลการท าวิจ ัยThis study demonstrates that water hyacinth stem powder (WHSP) is an effective, low-cost biosorbent for methylene blue removal from aqueous solutions. WHSP achieved 92.1% removal efficiency and 126.7 mg/g adsorption capacity, approaching the performance of commercial activated carbon (120.5 mg/g) while offering 10-20 fold cost reduction. The adsorption process follows pseudo-second-order kinetics (R² = 0.993), indicating chemisorption through chemical interactions between dye molecules and WHSP functional groups. Freundlich isotherm modeling (R² = 0.9706) confirms multilayer adsorption on heterogeneous surfaces with strong binding affinity (KF = 40.31, 1/n = 0.18). WHSP represents a viable, environmentally friendly solution for textile wastewater treatment with significant potential for real-world applications.