กจิ กรรมการเรียนรู้ (สปั ดาห์ที่ 6/18, คาบท่ี 16-18/54)
1. เตรียมความพร๎อมในการเรียน โดยการเรียกชื่อ สํารวจการแตํงกายพร๎อมบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมีวนิ ัย และความรบั ผดิ ชอบ
2. ขน้ั นําเข๎าสบํู ทเรียน
2.1 ครูทบทวนบทเรียนคร้ังที่แล๎วเก่ียวกับโครงสร๎างอะตอมวําประกอบด๎วย อนุภาคมูลฐาน
3 ชนดิ คือ โปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ลก็ ตรอน ตลอดจนการเขยี นสญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ของธาตุ
2.2 ครูฉายภาพการเขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุชนิดเดียวกันที่มีเลขอะตอมเทํากันแตํเลข
มวลตํางกันให๎นักเรียนรู๎และต้ังคําถามให๎นักเรียนตอบวํา ธาตุเหลํานี้มีจํานวนอนุภาคใดตํางกันเพื่อโยงเข๎าสูํ
ความหมายของไอโซโทป และแจ๎งจดุ ประสงค์การเรียนรู๎ ข๎อ 6–9 ใหน๎ กั เรยี นทราบ
3. ขั้นสอน
3.1 นกั เรยี นจัดกลมุํ กลุมํ ละ 4-5 คน คละเพศ และความสามารถ
3.2 นักเรียนแตํละกลํุมศึกษาเนื้อหาในหัวข๎อ ไอโซโทป ไอโซโทน และไอโซบาร์ และให๎ทําใบ
กิจกรรมที่ 5.4 ครูสังเกตการทํากจิ กรรมกลมํุ
3.3 ครูและนักเรียนแตํละกลุํมรํวมกันสรุปผลการทําใบกิจกรรมของแตํละกลุํม โดยครูให๎ความร๎ู
เพ่ิมเติมเกยี่ วกับไอโซโทป ไอโซโทน และไอโซบาร์ โดยใช๎ส่ือ PowerPoint
3.4 ครูให๎ความร๎ูเกี่ยวกับการจัดเรียงอิเล็กตรอนในระดับพลังงานตําง ๆ ของธาตุ ตามสูตร 2n2
และรวํ มสนทนาซักถามจนนกั เรียนเขา๎ ใจเก่ียวกับการจัดเรียงอิเลก็ ตรอนโดยใช๎สื่อ PowerPoint ประกอบในการ
สอน
3.5 ให๎นกั เรยี นทําใบกจิ กรรมท่ี 5.5 เร่ืองการจัดเรียงอิเล็กตรอน จากน้ันครูให๎นักเรียนตัวแทนใน
แตลํ ะกลุมํ สงํ ตัวแทนนําแสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนา๎ ชั้นเรยี น
4. ข้ันสรปุ
ครูและนักเรียนรํวมกนั สรปุ บทเรยี นและมอบหมายให๎นกั เรียนทําแบบฝึกหัด ขอ๎ 7-9
กิจกรรมการเรียนรู้ (สปั ดาห์ที่ 7/18, คาบที่ 19-21/54)
1. เตรียมความพร๎อมในการเรียน โดยการเรียกช่ือ สํารวจการแตํงกายพร๎อมบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมวี นิ ยั และความรบั ผิดชอบ
2. ขนั้ นําเขา๎ สํูบทเรียน
2.1 ครูทบทวนบทเรียนคร้ังที่แล๎วเกี่ยวกับไอโซโทป ไอโซบาร์ และไอโซโทน ตลอดจนการจัดเรียง
อิเลก็ ตรอนในอะตอม
2.2 ครูฉายภาพสญั ลกั ษณธ์ าตใุ หน๎ กั เรียนร๎ูและต้ังคําถามให๎นักเรียนตอบวํา สัญลักษณ์ของธาตุคือ
อะไร มีความสําคัญอยาํ งไร และแจง๎ จุดประสงคก์ ารเรยี นร๎ู ข๎อ 10–14 ใหน๎ ักเรยี นทราบ
3. ข้ันสอน
3.1 นกั เรียนจัดกลมํุ กลํมุ ละ 4-5 คน คละเพศ และความสามารถ
3.2 นกั เรยี นแตํละกลุมํ ศึกษาเนื้อหาในหัวข๎อ ธาตุและสัญลักษณ์ธาตุ และให๎ทําใบกิจกรรมท่ี 5.5
ครสู งั เกตการทาํ กจิ กรรมกลุํม
3.3 ครูและนักเรียนแตํละกลํุมรํวมกันสรุปผลการทําใบกิจกรรมของแตํละกลุํม โดยครูให๎ความร๎ู
เพม่ิ เติมเกย่ี วกับธาตแุ ละสญั ลกั ษณธ์ าตุ โดยใช๎สอื่ PowerPoint
3.4 ครใู ห๎ความร๎ูเก่ียวกับตารางธาตุ และรํวมสนทนาซักถามจนนักเรียนเข๎าใจเกี่ยวกับตารางธาตุ
โดยใช๎สอื่ PowerPoint ประกอบในการสอน
3.5 ให๎นักเรียนทําใบกิจกรรมท่ี 5.7-5.8 เร่ืองสมบัติของธาตุในตารางธาตุ และความสัมพันธ์ของ
หมูํและคาบกับการจัดเรียงอิเล็กตรอน จากนั้นครูให๎นักเรียนตัวแทนในแตํละกลํุมสํงตัวแทนนําแสนอ
ผลการทํากิจกรรมหนา๎ ชนั้ เรียน
4. ขั้นสรุป
4.1 ครูและนักเรยี นรํวมกนั สรุปบทเรยี นและมอบหมายใหน๎ กั เรยี นทําแบบฝึกหดั ข๎อ 10-15
4.2 นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนหนํวยที่ 5 เร่ือง โครงสร๎างอะตอมและตารางธาตุ โดยเน๎น
ให๎นกั เรยี นซื่อสัตย์ตอํ ตนเอง ไมลํ อกคําตอบผอ๎ู นื่
สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้
1. ส่อื การเรียนร๎ู หนังสือเรียน หนวํ ยที่ 5 เรอ่ื ง โครงสรา๎ งอะตอมและตารางธาตุ ใบกิจกรรมท่ี 5.1–5.8
แบบฝึกหดั หนํวยที่ 5 และแบบทดสอบกํอนเรียนและหลงั เรียน และ PowerPoint ประกอบการสอน
2. แหลํงการเรียนร๎ู หนังสือ วารสาร เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต
www.google.com
การวดั และการประเมนิ ผล
1. การวัดผลและการประเมินผล
1.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ความมีวินัย และความรับผิดชอบ ต๎องได๎คะแนนไมํน๎อยกวํา ร๎อยละ
70 ผาํ นเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ๎ บบทดสอบกอํ นเรียนและหลังเรียน
1.3 สงั เกตการปฏิบัติกจิ กรรมกลุํมโดยใชแ๎ บบประเมินผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมกลํุม
1.4 ตรวจใบกจิ กรรม ตรวจแบบฝึกหัด
2. เกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบประเมินพฤติกรรมความมีวินัยและความรับผิดชอบ ต๎องได๎คะแนน ไมํน๎อยกวํา
รอ๎ ยละ 70 ผํานเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรยี น ต๎องไดค๎ ะแนนไมนํ อ๎ ยกวํารอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.3 แบบประเมินพฤติกรรมปฏิบัติกิจกรรมกลุํม ต๎องได๎คะแนนไมํนอ๎ ยกวํารอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.4 ใบกิจกรรม ต๎องไดค๎ ะแนนไมนํ อ๎ ยกวํารอ๎ ยละ 60 ผํานเกณฑ์
2.5 แบบฝึกหดั ต๎องไดค๎ ะแนนไมํน๎อยกวาํ ร๎อยละ 60 ผํานเกณฑ์
งานทีม่ อบหมาย
งานที่มอบหมายนอกเหนือเวลาเรียน ให๎ทบทวนเน้ือหารวมท้ังความสมบูรณ์ของแบบฝึกหัดและ
ใบกจิ กรรม
ผลงาน/ชนิ้ งาน/ความสาเรจ็ ของผเู้ รียน
1. ผลการนําเสนองานจากใบกจิ กรรม
2. ผลการทาํ แบบฝกึ หดั หนวํ ยท่ี 5
3. คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน (Post-test) หนวํ ยท่ี 5
เอกสารอา้ งองิ
1. หนังสอื เรยี นวิชา วทิ ยาศาสตรเ์ พือ่ พัฒนาทักษะชวี ติ (20000–1301)
2. เวบ็ ไซตแ์ ละสื่อสิ่งพมิ พท์ ี่เกี่ยวข๎องกบั เนื้อหาบทเรียนตามบรรณานุกรม
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 6 หน่วยที่ 6
ชอ่ื วิชา วทิ ยาศาสตร์เพื่อพฒั นาทกั ษะชีวิต (20000–1301) เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
ชอ่ื หน่วย สารและการเปล่ยี นแปลง สอนครัง้ ท่ี 8–10/18
ชอ่ื เร่ือง สารและการเปลย่ี นแปลง จาํ นวน 9 คาบ
หวั ข้อเร่อื ง ใบปฏบิ ตั งิ านที่ 6.1 สารละลาย
6.1 สาร ใบปฏบิ ัตงิ านท่ี 6.2 สมบัตบิ างประการของคอลลอยด์
6.2 สมบัติของสาร ใบปฏิบตั ิงานท่ี 6.3 ประเภทของสาร
6.3 การจําแนกสาร ใบปฏิบตั ิงานที่ 6.4 การเปลยี่ นแปลงของสาร
6.4 การเปลี่ยนแปลงของสาร ใบปฏิบัติงานที่ 6.5 การเปลีย่ นสถานะของสาร
ใบปฏิบัตงิ านที่ 6.6 การละลายของสาร
ในตัวทาํ ละลายตาํ ง ๆ
แนวคดิ สาคญั
สารตําง ๆ ในโลกมีมากมายหลายชนิด การศึกษาเก่ียวกับสารจึงต๎องจัดหมวดหมูํเพื่อประโยชน์ตํอ
การศกึ ษาคน๎ คว๎าโดยการกาํ หนดเกณฑ์เพอ่ื ใช๎ในการจําแนกสาร เมื่อใช๎เนื้อสารเป็นเกณฑ์จะจําแนกสารออกเป็น
2 ประเภท ได๎แกํ สารเน้ือเดียว และสารเนื้อผสม สารเนื้อเดียวยังแบํงออกเป็นสารละลายและสารบริสุทธิ์ และ
สารบรสิ ทุ ธยิ์ ังแบํงออกเปน็ ธาตุกบั สารประกอบ การจดั จาํ แนกสารเมื่อใช๎อนุภาคเป็นเกณฑ์จะแบํงได๎ 3 ประเภท
เรียงลําดับตามขนาดของอนุภาคจากใหญํไปเล็ก ได๎แกํ สารแขวนลอย คอลลอยด์ และสารละลายสารตําง ๆ มี
การเปลี่ยนแปลงได๎ตลอดเวลา อาจเป็นการเปล่ียนแปลงทางกายภาพหรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ซึ่งการ
เปลี่ยนแปลงทั้งสองอยํางน้ีจะแตกตํางกันโดยการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจะมีสารใหมํเกิดข้ึนทําให๎การยึดเหนี่ยว
ของอะตอมในโครงสรา๎ งเปล่ยี นไป
สมรรถนะย่อย
แสดงความร๎ูและปฏบิ ัตเิ ก่ียวกบั สารและการเปลย่ี นแปลง
จุดประสงค์การปฏิบตั ิ ด้านทักษะ
ด้านความรู้ 1. แยกตัวทําละลายและตวั ละลาย เมือ่ กาํ หนด
องค์ประกอบของสารละลายมาให๎
1. บอกความแตกตาํ งของสมบัติทางกายภาพและ 2. บอกความแตกตํางทเ่ี กิดจากการที่แสงสํองผาํ น
ทางเคมี สารแขวนลอย คอลลอยด์ และ สารละลาย
2. จาํ แนกความแตกตํางระหวํางสารเนือ้ เดยี วกบั 3. ใช๎สมบตั กิ ารกระเจิงของแสงเพ่ือตรวจสอบสารที่
สารเน้อื ผสม
3. ระบุสมบตั ขิ องธาตทุ ี่เป็นโลหะ อโลหะ และก่ึง
ด้านความรู้ ดา้ นทักษะ
โลหะ เปน็ คอลลอยด์
4. แยกตวั ทาํ ละลายและตวั ละลาย เมอ่ื กําหนด 4. จําแนกประเภทของสาร เม่ือกาํ หนดสารมาให๎
องคป์ ระกอบของสารละลายมาให๎ 5. จาํ แนกการเปล่ียนแปลงของสารในชีวติ ประจาํ วนั
5. จําแนกประเภทของสาร เมอ่ื กําหนดสารมาให๎ 6. อธิบายสัมพันธ์ของพลงั งานความร๎อนทเ่ี ก่ยี วข๎อง
6. ระบุสมบตั ขิ องสารประเภทสารแขวนลอย กับการเปลย่ี นสถานะ
คอลลอยด์ และสารละลาย 7. ทําการทดลองการละลายของสารในตวั ทําละลาย
7. จําแนกการเปล่ียนปลงทางกายภาพ และทางเคมี ตาํ ง ๆ
ของสารในชีวิตประจําวัน 8. อธิบายการละลายแบบดูดความร๎อน และคาย
8. อธบิ ายแรงยดึ เหน่ยี วของสารทมี่ สี ถานะของแขง็ ความรอ๎ น
ของเหลว และแกส๏ 9. ใชเ๎ ครือ่ งมือตามการทดลอง
9. อธิบายสัมพนั ธ์ของพลังงานความรอ๎ นทเ่ี ก่ยี วข๎อง
กบั การเปลี่ยนสถานะ
10. ระบปุ จั จยั ทม่ี ผี ลตํอการละลายของสาร
11. บอกสารตงั้ ต๎นและผลติ ภณั ฑ์ในปฏิกริ ิยาเคมี
ดา้ นคณุ ธรรมจริยธรรม/บูรณาการปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
แสดงออกด๎านการตรงตํอเวลา ความสนใจใฝุร๎ู ไมหํ ยดน่ิงที่จะแก๎ปัญหา ความซื่อสตั ย์
ความรํวมมือ ใช๎อปุ กรณท์ ดลองอยํางฉลาดและรอบคอบ
เนอ้ื หาสาระ
6.1 สาร
สาร (Substance) หมายถึงส่งิ ตําง ๆ ท่อี ยํูรอบตวั ของเราซงึ่ สามารถสัมผัสได๎ด๎วยประสาทท้ัง 5
6.2 สมบัตขิ องสาร
สมบัติของสาร แบงํ เป็น 2 ประเภท ไดแ๎ กํ สมบัติทางกายภาพ และสมบตั ิทางเคมี
6.3 การจาํ แนกสาร
6.3.1 การจําแนกสารเมื่อใช๎ลักษณะเน้ือของสารเป็นเกณฑ์ สารเนื้อเดียวยังแบํงเป็น 2 ชนิด ได๎แกํ
สารบริสุทธิ์และสารละลาย
6.3.2 การจัดกลุํมสารเมื่อใช๎ขนาดของอนุภาคเป็นเกณฑ์ จะแบํงได๎ 3 กลํุม คือ สารแขวนลอย
คอลลอยด์ และสารละลาย
6.4 การเปล่ียนแปลงของสาร
การเปลี่ยนแปลงของสาร หมายถึง การที่สารมีสมบัติตํางไปจากเดิม เชํน มีสีกลิ่น รส รูปรําง หรือ
สถานะเปลี่ยนไป การเปล่ียนแปลงบางอยํางอาจทําให๎มีสารใหมํเกิดข้ึน หากใช๎สมบัติของสารเป็นเกณฑ์จะ
สามารถจําแนกประเภทของการเปล่ียนแปลงได๎ 2 ประเภท คือ การเปล่ียนแปลงทางกายภาพ และการ
เปล่ียนแปลงทางเคมี
กิจกรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ที่ 8/18, คาบที่ 22–24/54)
1. เตรยี มความพร๎อมในการเรียน โดยการเรียกชื่อ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมท้ังบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมีวินยั และความรบั ผิดชอบ
2. ขนั้ นําเขา๎ สูํบทเรยี น ครแู จ๎งจดุ ประสงคก์ ารเรียนร๎ู ข๎อ 1–6 และให๎นักเรียนทําแบบทดสอบกํอนเรียน
หนํวยที่ 6 สารและการเปล่ียนแปลง เน๎นใหท๎ าํ ด๎วยความซ่อื สตั ย์
3. ขั้นสอน ครูให๎ความรู๎ บรรยาย อธิบาย สาร สมบัติของสาร และการจําแนกสาร โดยใช๎สื่อ
PowerPoint ประกอบ และใหน๎ กั เรยี นทาํ ใบกิจกรรมที่ 6.1–6.3
4. ขั้นสรุป ครูและนกั เรยี นรํวมสรปุ กจิ กรรมท่ีทาํ
กจิ กรรมการเรียนรู้ (สัปดาห์ที่ 9/18, คาบท่ี 25–27/54)
1. เตรียมความพร๎อมในการเรยี น โดยการเรียกชื่อ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมท้ังบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมีวนิ ัยและความรบั ผิดชอบ
2. ข้ันนาํ เข๎าสํบู ทเรยี น ครูแจง๎ จุดประสงคก์ ารเรยี นร๎ู ข๎อ 7–11
3. ข้ันสอน ครูให๎ความร๎ู บรรยาย อธิบาย การเปล่ียนแปลงของสาร โดยใช๎ส่ือ PowerPoint ประกอบ
และให๎นกั เรยี นทาํ ใบกจิ กรรมท่ี 6.4–6.5
4. ขั้นสรปุ ครแู ละนกั เรยี นรํวมสรปุ กิจกรรมที่ทํา
กิจกรรมการเรียนรู้ (สัปดาห์ที่ 10/18, คาบท่ี 28–30/54)
1. เตรยี มความพร๎อมในการเรียน โดยการเรียกช่ือ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมท้ังบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมวี นิ ัยและความรบั ผิดชอบ
2. ขน้ั นําเขา๎ สูํบทเรียน ครแู จ๎งจดุ ประสงค์การปฏบิ ตั ิ ใบกจิ กรรมท่ี 6.6
3. ขั้นสอน ครูให๎ความรู๎ บรรยาย อธิบาย เพ่ือทบทวนความร๎ู สาร สมบัติของสาร การจําแนกสาร การ
เปลีย่ นแปลงของสาร โดยใช๎ส่ือ PowerPoint ประกอบ และให๎นกั เรียนทาํ ใบกิจกรรมที่ 6.6
4. ขัน้ สรุป ครแู ละนักเรียนรํวมสรปุ กจิ กรรมทีท่ ํา
5. ครูใหน๎ กั เรยี นแตํละกลํุมสรุปบทเรียน โดยการจัดทําแผนที่ความคิด และมอบหมายให๎ทําแบบฝึกหัด
ท๎ายบท
6. ใหน๎ ักเรยี นทําแบบทดสอบหลงั เรียนหนวํ ยท่ี 6
สอ่ื และแหล่งการเรียนรู้
1. ส่ือการเรียนรู๎ หนังสือเรียน หนํวยท่ี 6 เร่ือง สารและการเปล่ียนแปลง ใบกิจกรรมที่ 6.1–6.6
แบบฝกึ หัดหนวํ ยที่ 6 และแบบทดสอบกอํ นเรยี น และหลังเรยี น และ PowerPoint ประกอบการสอน
2. แหลํงการเรียนรู๎ หนังสือ วารสาร เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต
www.google.com
การวัดและการประเมินผล
1. การวัดผลและการประเมินผล
1.1 แบบประเมนิ พฤติกรรม ความมวี นิ ยั และความรับผดิ ชอบ ต๎องไดค๎ ะแนน ไมํน๎อยกวํา ร๎อยละ
70 ผาํ นเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ๎ บบทดสอบกํอนเรียนหลงั เรียน
1.3 สังเกตการปฏิบตั ิกจิ กรรมกลุํมโดยใชแ๎ บบประเมินผล การปฏบิ ัติกจิ กรรมกลุํม
1.4 ตรวจใบกจิ กรรม ตรวจแบบฝกึ หดั
2. เกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล
2.1 แบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัยและความรับผิดชอบ ต๎องได๎คะแนนไมํน๎อยกวํา
รอ๎ ยละ 70 ผาํ นเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรียน ตอ๎ งไดค๎ ะแนนไมํนอ๎ ยกวําร๎อยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.3 แบบประเมินพฤตกิ รรมปฏบิ ัตกิ ิจกรรมกลํุม ต๎องได๎คะแนนไมํนอ๎ ยกวํารอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.4 ใบกจิ กรรม ต๎องไดค๎ ะแนนไมํนอ๎ ยกวาํ รอ๎ ยละ 60 ผํานเกณฑ์
2.5 แบบฝกึ หดั ต๎องได๎คะแนนไมนํ อ๎ ยกวาํ รอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
งานทม่ี อบหมาย
งานที่มอบหมายนอกเหนือเวลาเรียน ให๎ทบทวนเนื้อหารวมทั้งความสมบูรณ์ของแบบฝึกหัดและ
ใบกจิ กรรม
ผลงาน/ช้นิ งาน/ความสาเรจ็ ของผ้เู รียน
1. ผลการนาํ เสนองานจากใบกจิ กรรม
2. ผลการทําแบบฝกึ หดั หนํวยท่ี 6
3. คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน (Post-test) หนํวยที่ 6
เอกสารอา้ งองิ
1. หนงั สือเรยี นวิชา วิทยาศาสตร์เพือ่ พฒั นาทักษะชีวิต (20000–1301)
2. เวบ็ ไซต์และสอ่ื สิ่งพิมพท์ ี่เกี่ยวขอ๎ งกบั เนื้อหาบทเรียนตามบรรณานกุ รม
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 7 หน่วยท่ี 7
ช่อื วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพฒั นาทักษะชวี ิต (20000–1301) เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
ชือ่ หน่วย ปฏกิ ิรยิ าในชวี ติ ประจาํ วนั สอนครั้งที่ 11–13/18
ชอ่ื เร่ือง ปฏกิ ิริยาในชีวิตประจาํ วนั จํานวน 9 คาบ
หวั ข้อเรือ่ ง การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี ใบกิจกรรมท่ี 7.1 การดลุ สมการเคมี
7.1
7.2 พลงั งานกบั การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี ใบกิจกรรมที่ 7.2 อัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
7.3
ปัจจัยที่มีผลตํอการเกิดปฏิกิริยา ใบกจิ กรรมท่ี 7.3 ปฏกิ ริ ยิ าเคมใี นชีวิตประจําวัน
เคมี
7.4 ปฏิกริ ยิ าเคมีในชีวิตประจาํ วนั
แนวคดิ สาคญั
รอบ ๆ ตัวเราและในรํางกายเรามีปฏิกิริยาเคมีเกิดข้ึนอยูํตลอดเวลา ปฏิกิริยาเคมีเกิดจากกระบวนการ
เปลย่ี นแปลงโครงสรา๎ งของสารตําง ๆ มีผลให๎พลังงานของระบบเปลี่ยนไป และให๎ผลิตภัณฑ์หรือสารใหมํเกิดขึ้น
ปฏิกริ ยิ าเคมีบางชนิดเกดิ ข้ึนเอง แตํบางชนิดต๎องไดร๎ ับพลังงานจาํ นวนหนึง่ กอํ นจงึ จะเกิดปฏิกิริยาได๎ปฏิกิริยาเคมี
หลายชนิดสามารถนํามาใช๎ประโยชน์ในชีวิตประจําวันในอุตสาหกรรมเกษตรกรรม และทางการแพทย์ ใน
ขณะเดียวกันปฏิกิริยาบางชนิดก็ให๎ผลลบตํอส่ิงแวดล๎อมและชีวิตของมนุษย์เองปฏิกิริยาเคมีแตํละชนิดมี อัตรา
การเกิดปฏิกิริยาที่แตกตํางกัน ขึ้นอยํูกับปัจจัยหลัก 5 ประการ ได๎แกํ ความเข๎มข๎น พ้ืนท่ีผิวอุณหภูมิ ตัวเรํง
ปฏิกิรยิ า และธรรมชาติของสาร ผลของปัจจัยดังกลําวหาได๎จากการทดลองการที่มนุษย์สามารถปรับเปล่ียนและ
ควบคุมปัจจัยตําง ๆ ดงั กลาํ ว ทาํ ใหม๎ นุษย์สามารถใช๎ประโยชนจ์ ากปฏกิ ิรยิ าเคมไี ด๎
สมรรถนะย่อย
แสดงความรแ๎ู ละปฏิบตั ิเก่ียวกบั ปฏิกริ ยิ าเคมีในชีวิตประจาํ วนั
จุดประสงคก์ ารปฏิบัติ ดา้ นทกั ษะ
ดา้ นความรู้
1. ดุลสมการเคมี
1. อธบิ ายการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี
2. อธบิ ายการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีแบบดูดความรอ๎ น 2. ระบุสารตง้ั ต๎น และผลติ ภัณฑ์
และคายความรอ๎ น พรอ๎ มระบสุ ถานะ
3. ระบสุ ารต้ังต๎นและผลิตภณั ฑ์ในสมการเคมี 3. อธบิ ายปจั จยั ทีม่ ีผลตอํ การเกิด
ปฏิกริ ิยาเคมี
ด้านความรู้ ดา้ นทกั ษะ
4. ใชส๎ ญั ลักษณ์ระบสุ ถานะของสารในสมการเคมี 4. เปรยี บเทยี บอตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
5. ดุลสมการเคมี
6. เขียนสูตรความสัมพนั ธ์ในการหาอัตราการ ของสารตง้ั ต๎นทีม่ ีพืน้ ท่ผี วิ ตํางกนั
5. เปรยี บเทียบอตั ราการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
7. ระบปุ ัจจัยทม่ี ีผลตํออัตราการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี ของสารตงั้ ต๎นระหวํางการใช๎ตวั เรงํ
8. อธบิ ายสมบตั ขิ องตวั เรํงปฏิกิรยิ าเคมี ปฏิกิรยิ าเคมกี บั ไมใํ ช๎ตัวเรงํ ปฏกิ ิริยา
9. ระบผุ ลติ ภัณฑ์ทเ่ี กิดขน้ึ จากการเผาไหมท๎ ่สี มบูรณ์ เคมี
และไมสํ มบรู ณ์ 6. ใชเ๎ ครอ่ื งมือตามการทดลอง
10. อธบิ ายปฏิกิรยิ าเคมที ี่พบเห็นในชวี ิตประจาํ วนั
7. อธิบายปฏิกริ ิยาเคมีในชีวิตประจําวนั
ดา้ นคุณธรรมจริยธรรม/บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
แสดงออกด๎านการตรงตํอเวลา ความสนใจใฝุร๎ู ไมํหยดุ นิ่งที่จะแกป๎ ัญหา ความซื่อสัตย์
ความรํวมมือ ใช๎อุปกรณ์ทดลองอยํางฉลาดและรอบคอบ
เนื้อหาสาระ
7.1 การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
ปฏิกิริยาเคมี (Chemical Reaction) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่ทําให๎เกิดสารใหมํ มีสมบัติตํางจาก
สารเดิม สารในการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะต๎องมีสารที่เข๎าทําปฏิกิริยาซ่ึงเรียกวํา สารต้ังต๎น (Substrate) และมีสารท่ี
ใหมํท่ีเกิดข้ึนจากปฏิกิริยาเคมีซ่ึงเรียกวํา ผลิตภัณฑ์ (Product) การเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจสังเกตได๎จากการ
เปลยี่ นแปลงตาํ ง ๆ เชนํ สงั เกตจากสีทเ่ี ปล่ยี นไป สงั เกตจากการเกิดตะกอน สังเกตจากกลิ่นทเ่ี กิดขนึ้ เปน็ ต๎น
การดุลสมการ คือ การเติมตัวเลขที่เหมาะสมหน๎าสัญลักษณ์หรือสูตรของสาร เพ่ือทําให๎จํานวน
อะตอมของแตํละธาตใุ นสารต้งั ต๎นเทาํ กับในผลติ ภณั ฑ์
7.2 พลังงานกบั การเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
การเกิดปฏิกิริยาเคมีจะมีพลังงานเข๎ามาเกี่ยวข๎องด๎วยเสมอ ถ๎าใช๎การถํายเทพลังงานเป็นเกณฑ์
จะแบํงปฏกิ ริ ิยาเคมีออกเป็น 2 ชนิด ได๎แกํ ปฏิกิริยาคายความร๎อน ปฏกิ ิรยิ าดดู ความรอ๎ น
7.3 ปัจจยั ที่มีผลตํอการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
ปฏิกริ ยิ าเคมจี ะเกิดข้ึนได๎เร็วหรือไมํสามารถวัดได๎จากอัตราการเกิดปฏิกิริยา ซ่ึงพิจารณาจากปริมาณ
ของสารตั้งต๎นที่ลดลงหรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เพ่ิมมากข้ึนตํอหนํวยเวลา ซึ่งอาจดูได๎จากความเข๎มข๎น
ปรมิ าตร หรือมวลของสารทีเ่ ปล่ียนแปลงไปหลงั จากเกดิ ปฏิกริ ยิ า
7.4 ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจาํ วนั
ปฏกิ ริ ยิ าเคมีจะเกิดขึ้นเร็วหรือช๎าข้ึนอยูํกับปัจจัยตําง ๆ หลายประการ พื้นที่ผิว ความเข๎มข๎นของสาร
ตั้งตน๎ ตวั เรํงปฏิกริ ยิ า ตวั หนวํ งปฏิกิรยิ า อณุ หภมู ิ ความดัน
กิจกรรมการเรียนรู้ (สัปดาห์ที่ 11/18, คาบท่ี 31–33/54)
1. เตรยี มความพร๎อมในการเรียน โดยการเรียกช่ือ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมท้ังบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมีวนิ ยั และความรบั ผิดชอบ
2. ขน้ั นําเขา๎ สูํบทเรยี น ครูแจง๎ จุดประสงค์การเรียนร๎ู ข๎อ 1–3 และให๎นักเรียนทําแบบทดสอบกํอนเรียน
หนํวยที่ 7 ปฏกิ ิริยาในชีวิตประจําวัน เนน๎ ให๎ทําด๎วยความซอ่ื สตั ย์
3. ข้นั สอน ครูให๎ความรู๎ บรรยาย อธิบาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยใช๎สื่อ PowerPoint ประกอบ และ
ให๎นักเรยี นทําใบกิจกรรมที่ 7.1
4. ครแู ละนักเรยี นรํวมสรุปกจิ กรรมที่ทาํ
5. ข้ันสรุป ครูให๎นักเรียนแตํละกลํุมสรุปบทเรียน โดยการจัดทําแผนที่ความคิด และมอบหมายให๎ทํา
แบบฝกึ หัดทา๎ ยบท
กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สปั ดาห์ที่ 12/18, คาบท่ี 34–36/54)
1. เตรยี มความพร๎อมในการเรียน โดยการเรียกช่ือ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมทั้งบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมวี นิ ยั และความรับผิดชอบ
2. ข้ันนาํ เข๎าสูบํ ทเรยี น ครแู จง๎ จุดประสงคก์ ารเรยี นร๎ู ข๎อ 4–6
3. ขั้นสอน ครูให๎ความร๎ู บรรยาย อธิบาย พลังงานกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยท่ีมีผลตํอการ
เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี โดยใช๎สื่อ PowerPoint ประกอบ และใหน๎ กั เรียนทาํ ใบกจิ กรรมท่ี 7.2
4. ครูและนกั เรียนรํวมสรปุ กจิ กรรมทที่ าํ
5. ข้ันสรุป ครูให๎นักเรียนแตํละกลํุมสรุปบทเรียน โดยการจัดทําแผนท่ีความคิด และมอบหมายให๎ทํา
แบบฝึกหัดทา๎ ยบท
กจิ กรรมการเรียนรู้ (สปั ดาห์ท่ี 13/18, คาบที่ 37–39/54)
1. เตรยี มความพร๎อมในการเรยี น โดยการเรียกชื่อ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมทั้งบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมวี นิ ยั และความรบั ผดิ ชอบ
2. ข้นั นําเขา๎ สํบู ทเรยี น
3. ครูแจ๎งจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู๎ ขอ๎ 7–10
4. ข้ันสอน ครูให๎ความรู๎ บรรยาย อธิบาย ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจําวัน โดยใช๎ส่ือ PowerPoint
ประกอบ และใหน๎ ักเรยี นทําใบกจิ กรรมที่ 7.3
5. ครูและนักเรียนรํวมสรปุ กิจกรรมท่ที าํ
6. ข้ันสรุป ครูให๎นักเรียนแตํละกลํุมสรุปบทเรียน โดยการจัดทําแผนที่ความคิด และมอบหมายให๎ทํา
แบบฝกึ หดั ท๎ายบท
7. ให๎นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรยี นหนํวยท่ี 7
สอื่ และแหล่งการเรยี นรู้
1. ส่ือการเรียนร๎ู หนังสือเรียน หนํวยที่ 7 เร่ือง ปฏิกิริยาในชีวิตประจําวัน ใบกิจกรรมท่ี 7.1–7.3
แบบฝึกหดั หนํวยที่ 7 และแบบทดสอบกํอนเรยี น และหลังเรียน และ PowerPoint ประกอบการสอน
2. แหลํงการเรียนร๎ู หนังสือ วารสาร เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต
www.google.com
การวัดและการประเมนิ ผล
1. การวัดผลและการประเมินผล
1.1 แบบประเมินพฤตกิ รรม ความมวี นิ ยั และความรบั ผิดชอบ ต๎องไดค๎ ะแนน ไมํน๎อยกวํา ร๎อยละ
70 ผํานเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใช๎แบบทดสอบกํอนเรยี นและหลังเรยี น
1.3 สงั เกตการปฏิบัตกิ จิ กรรมกลุํมโดยใช๎แบบประเมนิ ผล การปฏิบัตกิ ิจกรรมกลมุํ
1.4 ตรวจใบกิจกรรม ตรวจแบบฝึกหดั
2. เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัยและความรับผิดชอบ ต๎องได๎คะแนนไมํน๎อยกวํา
รอ๎ ยละ 70 ผํานเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลังเรียน ต๎องไดค๎ ะแนนไมนํ อ๎ ยกวาํ รอ๎ ยละ 60 ผํานเกณฑ์
2.3 แบบประเมินพฤตกิ รรมปฏิบัตกิ ิจกรรมกลุํม ตอ๎ งไดค๎ ะแนนไมํน๎อยกวําร๎อยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.4 ใบกจิ กรรม ต๎องได๎คะแนนไมนํ อ๎ ยกวํารอ๎ ยละ 60 ผํานเกณฑ์
2.5 แบบฝึกหัด ต๎องไดค๎ ะแนนไมนํ อ๎ ยกวํารอ๎ ยละ 60 ผํานเกณฑ์
งานท่ีมอบหมาย งานท่ีมอบหมายนอกเหนือเวลาเรียน ให๎ทบทวนเน้ือหารวมทั้งความสมบูรณ์ของแบบฝึกหัด
และใบกจิ กรรม
ผลงาน/ช้นิ งาน/ความสาเร็จของผเู้ รียน
1. ผลการนาํ เสนองานจากใบกิจกรรม
2. ผลการทาํ แบบฝึกหัดหนํวยท่ี 7
3. คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน (Post–test) หนํวยท่ี 7
เอกสารอ้างองิ
1. หนังสือเรียนวิชา วทิ ยาศาสตรเ์ พอ่ื พัฒนาทักษะชีวิต (20000–1301)
2. เว็บไซต์และสอ่ื สิง่ พมิ พ์ท่เี ก่ียวข๎องกบั เนื้อหาบทเรียนตามบรรณานุกรม
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 8 หนว่ ยท่ี 8
ชื่อวิชา วิทยาศาสตรเ์ พ่ือพัฒนาทักษะชีวติ (20000–1301) เวลาเรียนรวม 54 คาบ
ช่ือหน่วย เทคโนโลยชี ีวภาพ สอนครั้งที่ 14–15/18
ชื่อเรอ่ื ง เทคโนโลยชี วี ภาพ จาํ นวน 6 คาบ
หวั ข้อเรอื่ ง ใบกิจกรรมท่ี 8.1 การผสมเทียมและการถาํ ยฝาก
ตัวออํ น
8.1 ความหมายของเทคโนโลยชี วี ภาพ ใบกจิ กรรมท่ี 8.2 การถํายฝากตวั อํอน
8.2 ประวัติการพัฒนาทางเทคโนโลยีชวี ภาพ ใบกจิ กรรมท่ี 8.3 การดดั แปรพันธกุ รรม
8.3 เทคโนโลยีชวี ภาพในการขยายพันธ์ุ ปรบั ปรุง ใบกิจกรรมที่ 8.4 การถาํ ยฝากตวั อํอน
ใบกิจกรรมที่ 8.5 การโคลน (Cloning)
พนั ธุ์ และเพิ่มผลผลิต ใบกจิ กรรมท่ี 8.6 การโคลน (Cloning)
8.4 การนําเทคโนโลยีชวี ภาพมาใช๎ประโยชน์
8.5 ขอ๎ กังวลเกี่ยวกับการใช๎เทคโนโลยชี ีวภาพ
แนวคดิ สาคญั
เทคโนโลยีทางชีวภาพเป็นการศึกษาและใช๎ประโยชน์จากเทคโนโลยีท่ีเก่ียวข๎องกับสิ่งมีชีวิต ไมํวําจะเป็น
จุลินทรีย์ พืช สัตว์ คน เชํน การใช๎เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมดัดแปรพันธุกรรมของส่ิงท่ีมีชีวิตให๎มีลักษณะตามท่ี
ต๎องการ การทําโคลน การถํายฝากตัวอํอน การปลูกถํายเนื้อเยื่อ และอ่ืน ๆ ท้ังน้ีเพื่อนําไปใช๎ประโยชน์ในการ
ปรับปรุงพันธ์ุพืช พันธุ์สัตว์ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ สาธารณสุข การเกษตร อุตสาหกรรม สิ่งแวดล๎อม แตํ
ขณะเดียวกันก็เกิดความกังวลตํอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช๎เทคโนโลยีที่มีตํอส่ิงแวดล๎อม และความ
หลากหลายทางชวี ภาพในอนาคตระยะยาว
สมรรถนะย่อย
แสดงความรู๎และปฏิบตั ิเกีย่ วกับเทคโนโลยีชวี ภาพ
จดุ ประสงค์การปฏบิ ัติ ดา้ นทักษะ
ด้านความรู้ 1. อธบิ ายขน้ั ตอนการผสมเทียมและการถาํ ยฝากตัว
ออํ น
1. อธบิ ายความหมายของเทคโนโลยีชีวภาพ 2. อธิบายข้นั ตอนการถํายฝากตัวออํ น
2. อธิบายการนาํ เทคโนโลยีชวี ภาพไปใช๎ประโยชน์ 3. อธบิ ายขน้ั ตอนการดัดแปรพันธุกรรม
ในการปรับปรงุ พันธ์ุพืชและพันธ์สุ ตั ว์ 4. ระบลุ กั ษณะของส่งิ มีชวี ิตที่เกิดจากการดดั แปร
3. อธบิ ายการผสมเทียมสตั ว์ พนั ธุกรรม
4. อธบิ ายการถํายฝากตวั อํอนสัตว์ 5. อธิบายขัน้ ตอนการตัดตํอยนี
5. อธบิ ายการโคลนสิ่งมชี วี ติ
6. อธิบายพันธุวิศวกรรม
ด้านความรู้ ดา้ นทักษะ
7. ยกตวั อยาํ งการนําเทคโนโลยีชวี ภาพมาใช๎
ประโยชน์ในด๎านตาํ ง ๆ และในชวี ิตประจาํ วนั 6. อธบิ ายขัน้ ตอนวธิ ีการโคลน
8. ยกตวั อยาํ งขอ๎ กังวลเก่ยี วกับการใช๎ 7. บอกลกั ษณะของสิ่งมีชีวติ ทีเ่ กิดขึน้ จาก
เทคโนโลยชี ีวภาพ
การโคลน
8. อธบิ ายข้นั ตอนวธิ ีการโคลน
9. บอกลกั ษณะของสงิ่ มีชีวิตทเี่ กิดข้ึนจาก
การโคลน
ด้านคุณธรรมจรยิ ธรรม/บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
แสดงออกดา๎ นการตรงตํอเวลา ความสนใจใฝรุ ๎ู ไมหํ ยดุ นงิ่ ที่จะแก๎ปัญหา ความซื่อสตั ย์
ความรํวมมอื ใช๎อปุ กรณท์ ดลองอยํางฉลาดและรอบคอบ
เน้ือหาสาระ
8.1 ความหมายของเทคโนโลยีชีวภาพ
เทคโนโลยชี ีวภาพ (Biotecnology) คือ เทคโนโลยีซ่ึงนําเอาความร๎ูทางด๎านตําง ๆ ของวิทยาศาสตร์
มาประยกุ ตใ์ ชก๎ ับส่งิ มีชีวติ หรอื ชิ้นส่วนของสงิ่ มชี วี ิต เพอื่ ให๎ใชป๎ ระโยชนเ์ ฉพาะอยํางตามที่ต๎องการ
8.2 ประวัติการพฒั นาทางเทคโนโลยชี วี ภาพ
เทคโนโลยีชีวภาพที่เกําแกํท่ีสุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ คือ เทคโนโลยีการหมัก มักนําไปใช๎
กบั ทางดา๎ นอาหารและดา๎ นการเกษตร
8.3 เทคโนโลยชี ีวภาพในการขยายพนั ธุ์ ปรับปรงุ พันธุ์ และเพ่มิ ผลผลิต
เทคโนโลยชี ีวภาพทน่ี าํ มาใชใ๎ นการขยายพนั ธุ์ ปรบั ปรงุ พนั ธุ์ และเพ่มิ ผลผลติ เชนํ การผสมเทยี ม การ
ถํายฝากตวั ออํ น พันธวุ ิศวกรรม การโคลน
8.4 การนาํ เทคโนโลยีชวี ภาพมาใชป๎ ระโยชน์
การใชป๎ ระโยชน์จากเทคโนโลยชี ีวภาพมีหลายด๎าน เชํน ด๎านการเกษตร ด๎านอาหาร ด๎านสิ่งแวดล๎อม
ดา๎ นทางการแพทย์
8.5 ข๎อกงั วลเก่ยี วกบั การใชเ๎ ทคโนโลยชี วี ภาพ
เชํน สารอาหารจาก GMOs อาจมีสิ่งปนเปื้อนท่ีเป็นอันตราย สารอาหารจาก GMOs อาจมีคุณคํา
ทางโภชนาการไมํเทําอาหารปกติในธรรมชาติ การตบแตํงพันธุกรรมในสัตว์ปลอดภัยตํอผู๎บริโภคหรือไมํ ความ
กังวลตอํ การถํายเทยีนออกสูํส่ิงแวดลอ๎ ม
กิจกรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ท่ี 14/18, คาบที่ 40–42/54)
1. เตรียมความพร๎อมในการเรยี น โดยการเรียกชื่อ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมท้ังบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมวี นิ ยั และความรับผิดชอบ
2. ขนั้ นาํ เข๎าสูํบทเรยี น ครแู จ๎งจุดประสงค์การเรียนรู๎ ข๎อ 1–6 และให๎นักเรียนทําแบบทดสอบกํอนเรียน
หนวํ ยท่ี 8 ปฏิกริ ยิ าในชวี ติ ประจําวนั เน๎นใหท๎ ําด๎วยความซื่อสตั ย์
3. ข้ันสอน ครูให๎ความร๎ู บรรยาย อธิบาย ความหมายของเทคโนโลยีชีวภาพ ประวัติการพัฒนาทาง
เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพในการขยายพันธ์ุ ปรับปรุงพันธ์ุ และเพิ่มผลผลิต โดยใช๎สื่อ PowerPoint
ประกอบ และให๎นกั เรียนทาํ ใบกิจกรรมที่ 8.1-8.6
4. ครูและนักเรยี นรํวมสรุปกิจกรรมท่ที าํ
5. ข้ันสรุป ครูให๎นักเรียนแตํละกลํุมสรุปบทเรียน โดยการจัดทําแผนท่ีความคิด และมอบหมายให๎ทํา
แบบฝึกหัดท๎ายบท
กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สปั ดาห์ท่ี 15/18, คาบที่ 43–44/54)
1. เตรยี มความพร๎อมในการเรยี น โดยการเรียกชื่อ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมท้ังบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมีวินยั และความรับผิดชอบ
2. ขั้นนําเขา๎ สํบู ทเรยี น
3. ครูแจ๎งจุดประสงคก์ ารเรียนร๎ู ข๎อ 7–8
4. ขนั้ สอน ครูให๎ความร๎ู บรรยาย อธิบาย การนาํ เทคโนโลยีชีวภาพมาใช๎ประโยชน์ ขอ๎ กงั วลเก่ียวกับการ
ใช๎เทคโนโลยีชวี ภาพ โดยใช๎สอื่ PowerPoint ประกอบ
5. ขั้นสรุป ครูให๎นักเรียนแตํละกลุํมสรุปบทเรียน โดยการจัดทําแผนที่ความคิด และมอบหมายให๎ทํา
แบบฝึกหดั ทา๎ ยบท
6. ใหน๎ กั เรยี นทําแบบทดสอบหลังเรียนหนํวยท่ี 8
สอ่ื และแหล่งการเรียนรู้
1. ส่ือการเรียนร๎ู หนังสือเรียน หนํวยที่ 8 เรื่อง เทคโนโลยีชีวภาพ ใบกิจกรรมท่ี 8.1–8.6 แบบฝึกหัด
หนวํ ยที่ 8 และแบบทดสอบกํอนเรียนและหลังเรยี น และ PowerPoint ประกอบการสอน
2. แหลํงการเรียนรู๎ หนังสือ วารสาร เก่ียวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต
www.google.com
การวัดและการประเมนิ ผล
1. การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1.1 แบบประเมนิ พฤตกิ รรม ความมีวินยั และความรับผดิ ชอบ ต๎องไดค๎ ะแนน ไมํน๎อยกวํา ร๎อยละ
70 ผาํ นเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ๎ บบทดสอบกอํ นเรียนและหลังเรยี น
1.3 สังเกตการปฏบิ ัติกจิ กรรมกลมํุ โดยใช๎แบบประเมนิ ผล การปฏบิ ตั ิกิจกรรมกลํุม
1.4 ตรวจใบกจิ กรรม ตรวจแบบฝกึ หดั
2. เกณฑก์ ารวดั และประเมินผล
2.1 แบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัยและความรับผิดชอบ ต๎องได๎คะแนนไมํน๎อยกวํา
ร๎อยละ 70 ผํานเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลงั เรียน ตอ๎ งได๎คะแนนไมนํ ๎อยกวํารอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.3 แบบประเมินพฤติกรรมปฏบิ ัติกิจกรรมกลํมุ ตอ๎ งไดค๎ ะแนนไมํน๎อยกวํารอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.4 ใบกจิ กรรม ตอ๎ งไดค๎ ะแนนไมํน๎อยกวําร๎อยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.5 แบบฝึกหัด ตอ๎ งได๎คะแนนไมํนอ๎ ยกวําร๎อยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
งานที่มอบหมาย
งานที่มอบหมายนอกเหนือเวลาเรียน ให๎ทบทวนเน้ือหารวมทั้งความสมบูรณ์ของแบบฝึกหัดและใบ
กิจกรรม
ผลงาน/ช้ินงาน/ความสาเรจ็ ของผูเ้ รียน
1. ผลการนาํ เสนองานจากใบกจิ กรรม
2. ผลการทําแบบฝกึ หดั หนํวยท่ี 8
3. คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน (Post–test) หนํวยท่ี 8
เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือเรียนวิชา วทิ ยาศาสตร์เพอื่ พัฒนาทักษะชวี ติ (20000–1301)
2. เว็บไซต์และสือ่ ส่งิ พิมพท์ เ่ี ก่ียวขอ๎ งกบั เนื้อหาบทเรยี นตามบรรณานกุ รม
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 9 หนว่ ยที่ 9
ช่อื วิชา วิทยาศาสตรเ์ พ่ือพัฒนาทักษะชวี ิต เวลาเรียนรวม 54
(20000–1301) คาบ
ช่ือหน่วย นาโนเทคโนโลยี สอนครง้ั ท่ี 16/18
ชอ่ื เรอ่ื ง นาโนเทคโนโลยี จํานวน 3 คาบ
หวั ขอ้ เรื่อง
9.1 ความหมายและความเป็นมาของนาโนเทคโนโลยี
9.2 หลกั การพื้นฐานของนาโนเทคโนโลยี
9.3 นาโนเทคโนโลยีในธรรมชาติ
9.4 ความเกี่ยวขอ๎ งระหวาํ งนาโนเทคโนโลยีกบั อุตสาหกรรม
9.5 ผลิตภณั ฑน์ าโน
แนวคดิ สาคัญ
นาโนเทคโนโลยีเป็นกระบวนการสร๎างและสังเคราะห์วัสดุอุปกรณ์เคร่ืองใช๎ตําง ๆ ให๎มี
ประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยการใช๎อนุภาคขนาดนาโนผสมเข๎าไปในเน้ือวัสดุด๎วยเทคโนโลยีขั้นสูงให๎เป็น
แบบซูเปอร์จิว๋ เชํน พลาสติกนาโนจะมีคุณสมบัติแข็งแรง เบา ทนตํอความร๎อนกวําเดิมหลายเทําตัว
เปน็ ตน๎
สมรรถนะยอ่ ย
แสดงความร๎ูเบอ้ื งต๎นเกีย่ วกับนาโนเทคโนโลยี
จดุ ประสงค์การปฏบิ ตั ิ
1. บอกความหมายของนาโนเทคโนโลยี
2. อธิบายหลักการพ้นื ฐานของนาโนเทคโนโลยี
3. ยกตัวอยาํ งและอธบิ ายนาโนเทคโนโลยใี นธรรมชาติ
4. บรรยายความเกีย่ วข๎องระหวาํ งนาโนเทคโนโลยกี ับอตุ สาหกรรม
5. ยกตัวอยาํ งผลิตภณั ฑน์ าโนและบอกคณุ สมบัตขิ องผลติ ภณั ฑ์
ดา้ นคณุ ธรรมจริยธรรม/บูรณาการปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
แสดงออกด๎านการตรงตํอเวลา ความสนใจใฝุรู๎ ไมํหยุดนิ่งท่ีจะแก๎ปัญหา ความซ่ือสัตย์ ความ
รวํ มมือชํวยเหลอื เกื้อกูล
เน้ือหาสาระ
9.1 ความหมายและความเป็นมาของนาโนเทคโนโลยี
“นาโนเทคโนโลยี” หมายถึง เทคโนโลยีที่เก่ียวข๎องกับกระบวนการสร๎าง การสังเคราะห์
วัสดุ อุปกรณ์ เคร่ืองจักรหรือผลิตภัณฑ์ซ่ึงมีขนาดเล็กมากในระดับนาโนเมตร เทียบเทํากับระดับ
อนุภาคของโมเลกุลหรืออะตอม รวมถึงการออกแบบ การใช๎เคร่ืองมือสร๎างวัสดุท่ีอยํูในระดับที่เล็ก
มาก หรือการเรียงอะตอมและโมเลกุลในตําแหนํงทตี่ ๎องการ ไดอ๎ ยาํ งแมนํ ยาํ ถกู ต๎อง ทําให๎โครงสร๎าง
ของวัสดุหรือสสารมีคุณสมบัติพิเศษ ไมํวําทางด๎านฟิสิกส์ เคมี หรือชีวภาพ สํงให๎มีผลประโยชน์ตํอ
ผ๎ใู ชส๎ อย
“นาโน (Nano)” มีรากศพั ท์มาจากภาษากรีกวํา “Nanos” แปลวํา “แคระ” อยํูในระดับ
10–9 (หน่ึงในพันล๎านสํวน) ซ่ึงศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟายน์แมน เป็นผ๎ูให๎ความคิดวํา วันหนึ่ง
นักวิทยาศาสตร์จะสามารถจัดเรียงอะตอมได๎ จากคํากลําวทําให๎มีการศึกษาค๎นคว๎าเก่ียวกับ
เทคโนโลยีขนาดเล็ก ถูกนํามาใชอ๎ ยํางกว๎างขวาง
9.2 หลกั การพื้นฐานของนาโนเทคโนโลยี
นาโนเทคโนโลยีเกิดขึ้นจากการผสมผสานระหวํางศาสตร์กับศิลป์หลายแขนง ที่เก่ียวข๎อง
กับการจัดการอะตอม หรือโมเลกุลโดยตรง พัฒนาการของนาโนเทคโนโลยีแบํงได๎เป็น 2 แบบ คือ
เทคโนโลยแี บบบนลงลาํ งและเทคโนโลยีแบบลาํ งขึ้นบน
9.3 นาโนเทคโนโลยใี นธรรมชาติ
ตัวอยํางนาโนเทคโนโลยีท่ีมีอยํูในธรรมชาติ ยกตัวอยํางเชํน ตีนต๏ุกแก ใบบัว (สารเคลือบ
นาโน) เปลอื กหอยเป๋าฮ้ือ (นาโนเซรามิกส์) ผเี สือ้ บางชนิด ใยแมงมมุ จงิ โจน๎ าํ้
9.4 ความเก่ยี วข๎องระหวาํ งนาโนเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรม
นาโนเทคโนโลยีเก่ยี วข๎องกับทุกอุตสาหกรรม เชํน ในด๎านการสื่อสาร โทรคมนาคม ไฟฟูา
อิเล็กทรอนิกส์ และยังใช๎ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เชํน เครื่องสําอาง หัวไม๎กอล์ฟ หรือแม๎แตํชุดชั้นใน
รวมทั้งนาโนเทคโนโลยียงั มีผลกระทบตอํ การเปล่ียนแปลงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทาง
การแพทย์
9.5 ผลติ ภณั ฑ์นาโน
ตัวอยํางผลิตภัณฑ์จากกระบวนการของนาโนเทคโนโลยี เชํน พลาสติกนาโน บรรณจุ
ภณั ฑอ์ าหารนาโน บา๎ นนาโน นาโนแบตเตอร่ี เส๎นใยนาโน
กิจกรรมการเรียนรู้ (สัปดาห์ท่ี 16/18, คาบที่ 46–48/54)
1. เตรยี มความพร๎อมในการเรียน โดยการเรียกชื่อ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมทั้งบันทึกลงใน
แบบสงั เกตความมีวนิ ยั และความรบั ผิดชอบ
2. ขั้นนําเข๎าสูํบทเรียน ครูแจ๎งจุดประสงค์การเรียนร๎ู และให๎นักเรียนทําแบบทดสอบกํอน
เรยี นหนวํ ยที่ 9 เนน๎ ให๎ทําดว๎ ยความซ่ือสัตย์
3. ขน้ั สอน ครใู ห๎ความร๎ู บรรยาย อธิบาย โดยใช๎ส่ือ PowerPoint ประกอบ
4. ขั้นสรุป ครูให๎นักเรียนแตํละกลํุมสรุปบทเรียน โดยการจัดทําแผนที่ความคิด และ
มอบหมายใหท๎ าํ แบบฝึกหัดท๎ายบท
5. ใหน๎ ักเรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี นหนวํ ยท่ี 9
ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้
1. สอื่ การเรยี นร๎ู หนังสือเรียน หนํวยที่ 9 เรื่อง นาโนเทคโนโลยี แบบฝึกหัดหนํวยที่ 9 และ
แบบทดสอบกํอนเรียนและหลงั เรยี น และ PowerPoint ประกอบการสอน
2. แหลงํ การเรยี นรู๎ หนงั สอื วารสาร เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต
www.google.com
การวัดและการประเมินผล
1. การวดั ผลและการประเมินผล
1.1 แบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัย และความรับผิดชอบ ต๎องได๎คะแนนไมํน๎อย
กวํา ร๎อยละ 70 ผาํ นเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใชแ๎ บบทดสอบกํอนเรยี นและหลงั เรียน
1.3 สงั เกตการปฏิบัติกิจกรรมกลํมุ โดยใชแ๎ บบประเมินผล การปฏบิ ตั ิกิจกรรมกลํมุ
1.4 ตรวจใบกจิ กรรม ตรวจแบบฝกึ หดั
2. เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบประเมนิ พฤติกรรม ความมวี ินยั และความรับผิดชอบ ตอ๎ งได๎คะแนนไมนํ ๎อย
กวํา รอ๎ ยละ 70 ผํานเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลังเรยี น ต๎องไดค๎ ะแนนไมนํ อ๎ ยกวาํ รอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
2.3 แบบประเมินพฤติกรรมปฏิบัติกิจกรรมกลุํม ต๎องได๎คะแนนไมํน๎อยกวําร๎อยละ 60
ผํานเกณฑ์
2.4 ใบกจิ กรรม ต๎องได๎คะแนนไมํนอ๎ ยกวําร๎อยละ 60 ผํานเกณฑ์
2.5 แบบฝึกหัด ตอ๎ งไดค๎ ะแนนไมนํ อ๎ ยกวํารอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
งานทมี่ อบหมาย
งานท่มี อบหมายนอกเหนือเวลาเรียน ให๎ทาํ รายงาน
ผลงาน/ชน้ิ งาน/ความสาเรจ็ ของผ้เู รยี น
1. ผลการทําแบบฝึกหัดหนํวยที่ 9
2. คะแนนแบบทดสอบหลังเรยี น (Post-test) หนํวยท่ี 9
เอกสารอา้ งองิ
1. หนงั สือเรยี นวิชา วิทยาศาสตรเ์ พอื่ พัฒนาทกั ษะชวี ติ (20000–1301)
2. เว็บไซตแ์ ละส่ือสิ่งพิมพ์ที่เก่ียวข๎องกบั เน้อื หาบทเรียนตามบรรณานกุ รม
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 10 หนว่ ยที่ 10
ช่อื วิชา วทิ ยาศาสตรเ์ พ่ือพัฒนาทกั ษะชีวิต (20000–1301) เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
ช่ือหน่วย ระบบนิเวศและการรกั ษาดุลยภาพของส่งิ มชี วี ติ สอนครัง้ ที่ 15/18
ชือ่ เร่อื ง ระบบนเิ วศและการรกั ษาดุลยภาพของสิ่งมชี วี ติ จํานวน 3 คาบ
หวั ข้อเร่ือง ใบกจิ กรรมที่ 10.1 องค์ประกอบของระบบนเิ วศ
10.1 ความหมายของระบบนิเวศ ใบกิจกรรมที่ 10.2 ความสัมพันธ์ระหวํางสิ่งมชี วี ิตใน
10.2 องค์ประกอบของระบบนเิ วศ ระบบนิเวศ
10.3 ปัจจยั ทีม่ ีอิทธิพลตํอสงิ่ มีชวี ติ ในระบบ ใบกิจกรรมท่ี 10.3 โซํอาหารและสายใยอาหาร
ใบกจิ กรรมที่ 10.4 การหมุนเวียนแรธํ าตุ
นเิ วศ ใบกิจกรรมท่ี 10.5 ดลุ ยภาพของระบบนิเวศ
10.4 ความสมั พันธข์ องสง่ิ มชี ีวิตในระบบนเิ วศ
10.5 การถํายทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
10.6 ดุลยภาพของระบบนเิ วศ
แนวคดิ สาคัญ
ระบบนิเวศเป็นระบบความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตกับสิ่งแวดล๎อมที่อาศัยอยูํ ระบบนิเวศอาจมีตั้งแตํขนาด
เล็กจนถงึ ขนาดใหญํครอบคลมุ ทั้งโลก ความสมั พนั ธท์ ี่เกิดข้ึนทําให๎สิง่ มชี ีวิตอยูํรวมกันได๎อยํางสมดุล โดยสิ่งมีชีวิต
ท่ี อ า ศั ย อ ยูํ ตํ า ง มี ก า ร ป รั บ ตั ว ท้ั ง ใ น ด๎ า น ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห วํ า ง ส่ิ ง มี ชี วิ ต ช นิ ด เ ดี ย ว กั น ห รื อ
ตํางชนิดกัน และต๎องปรบั ตวั เกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพของรํางกายใหค๎ งท่เี พ่ือการอยูรํ อด
สมรรถนะย่อย
แสดงความรู๎และปฏบิ ัติเกย่ี วกบั ระบบนิเวศและดุลยภาพของสิง่ มีชีวติ
จุดประสงคก์ ารปฏิบตั ิ ดา้ นทักษะ
ดา้ นความรู้
1. บอกองค์ประกอบของระบบนเิ วศได๎
1. อธบิ ายความหมายของระบบนิเวศ 2. บอกความสัมพันธ์ระหวํางแหลํงท่ีอยํูอาศัย
2. บอกถงึ ผลดี ผลเสยี ของการอยูํรวมกลุมํ กันของ กบั สง่ิ มชี ีวติ ท่ีพบในระบบนิเวศได๎
3. แสดงความสัมพันธ์ระหวํางส่ิงมีชีวิตตําง
ส่งิ มชี ีวิตในระบบนิเวศ ชนิดกนั
3. ยกตัวอยาํ งและสรุปความสัมพันธร์ ะหวํางสง่ิ มีชวี ติ 4. เขียนโซํอาหารและสายใยอาหารจาก
สิ่งมชี วี ติ ท่ีกําหนดให๎
ชนิดเดียวกนั และตํางชนิดกนั ในรปู แบบตําง ๆ 5. เขียนความสัมพันธ์แสดงการหมุนเวียนแรํ
4. อธิบายและเขียนโซํอาหาร และสายใยอาหาร ธาตุในระบบนเิ วศได๎
5. อธบิ ายการถํายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ
6. อธบิ ายการรกั ษาดลุ ยภาพของน้าํ
ด้านความรู้ ดา้ นทกั ษะ
7. อธิบายการรักษาดลุ ยภาพของกรดเบส
8. อธิบายการรักษาดลุ ยภาพของอณุ หภูมิ 6. อธิบายการหมุนเวียนแรํธาตุในระบบนิเวศ
ได๎
7. เมอื่ กาํ หนดสถานการณ์ให๎ สามารถอธิบาย
สาเหตุที่ทําให๎ดุลยภาพของระบบนิเวศเสีย
สมดุลได๎
8. สามารถพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงท่ี
เกิดข้นึ ในอนาคตได๎เมือ่ ระบบนเิ วศเสียสมดุล
ดา้ นคุณธรรมจริยธรรม/บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
แสดงออกดา๎ นการตรงตํอเวลา ความสนใจใฝุรู๎ ไมํหยุดนิ่งท่ีจะแก๎ปัญหา ความซื่อสตั ย์
ความรํวมมือชวํ ยเหลอื เก้อื กูล
เนื้อหาสาระ
10.1 ความหมายของระบบนเิ วศ
ระบบนเิ วศ (Ecosystem) หมายถงึ ระบบความสมั พันธ์ระหวํางกลมํุ สิง่ มีชีวติ กบั กลุํมส่ิงมีชีวิต และ
กลุํมสิง่ มีชวี ติ กบั ส่งิ แวดลอ๎ มในแหลงํ ทอ่ี ยบํู ริเวณหน่งึ ที่มอี าณาเขตแนํนอน
10.2 องค์ประกอบของระบบนเิ วศ
ในระบบนเิ วศหนึง่ ๆ จะประกอบด๎วยองคป์ ระกอบสําคัญ 2 สวํ น คือ องคป์ ระกอบที่ไมํมชี วี ติ และ
องคป์ ระกอบที่มีชวี ติ
10.3 ปัจจัยที่มอี ิทธิพลตํอสิง่ มชี ีวติ ในระบบนเิ วศ
ปจั จัยทีม่ ีอิทธิพลตอํ สงิ่ มีชีวติ ในระบบนิเวศ แบงํ ได๎ 2 ปจั จัย ได๎แกํ ปจั จยั ทางชีวภาพ และปัจจยั
ทางกายภาพ
10.4 ความสมั พันธข์ องสิง่ มชี ีวิตในระบบนิเวศ
ความสัมพนั ธ์ของส่ิงมชี วี ติ ในระบบนิเวศแบํงได๎ 2 ลกั ษณะ คือ ความสัมพันธ์ของส่งิ มีชวี ติ ชนิด
เดยี วกนั และความสัมพันธ์ของส่ิงมชี ีวติ ตํางชนิดกนั
10.5 การถาํ ยทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ
โซอ่ าหาร หมายถงึ กระบวนการถํายทอดพลังงานในรปู ของสารอาหาร จากผู๎ผลิตไปสํูผ๎ูบริโภคโดย
การกนิ กนั เป็นทอด ๆ
โซอํ าหารหลาย ๆ โซจํ ะสมั พันธ์กนั อยาํ งซบั ซอ๎ นเปน็ สายใยอาหาร (Food Web)
10.6 ดุลยภาพของระบบนเิ วศ
ถ๎าระบบนิเวศได๎รับพลังงานอยํางเพียงพอ และไมํมีอุปสรรคมาขัดขวางวัฏจักรการหมุนเวียนแรํ
ธาตุ จะทําให๎เกิดภาวะสมดุล ขน้ึ มาในระบบนเิ วศ
กิจกรรมการเรยี นรู้ (สัปดาหท์ ี่ 17/18, คาบท่ี 49–51/54)
1. เตรียมความพรอ๎ มในการเรียน โดยการเรียกช่ือ สํารวจการแตํงกาย พร๎อมทั้งบันทึกลงในแบบสังเกต
ความมีวนิ ยั และความรบั ผดิ ชอบ
2. ข้ันนําเข๎าสํูบทเรียน ครูแจ๎งจุดประสงค์การเรียนร๎ู และให๎นักเรียนทําแบบทดสอบกํอนเรียนหนํวยที่
10 เนน๎ ใหท๎ าํ ด๎วยความซอ่ื สตั ย์
4. ข้ันสอน ครูให๎ความร๎ู บรรยาย อธิบาย โดยใช๎สื่อ PowerPoint ประกอบ และให๎นักเรียนทําใบ
กจิ กรรมที่ 10.1–10.5
5. ครแู ละนักเรียนรํวมสรุปกจิ กรรมทีท่ ํา
6. ขั้นสรุป ครูให๎นักเรียนแตํละกลุํมสรุปบทเรียน โดยการจัดทําแผนที่ความคิด และมอบหมายให๎ทํา
แบบฝกึ หัดทา๎ ยบท
7. ให๎นกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียนหนํวยที่ 10
ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้
1. ส่ือการเรียนร๎ู หนังสือเรียน หนํวยท่ี 10 เรื่อง ระบบนิเวศ ใบกิจกรรมท่ี 10.1–10.5 แบบฝึกหัด
หนํวยที่ 10 และแบบทดสอบกํอนเรยี นและหลงั เรียน และ PowerPoint ประกอบการสอน
2. แหลํงการเรียนร๎ู หนังสือ วารสาร เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ต
www.google.com
การวัดและการประเมินผล
1. การวัดผลและการประเมนิ ผล
1.1 แบบประเมนิ พฤติกรรม ความมวี ินยั และความรบั ผิดชอบ ต๎องไดค๎ ะแนน ไมํน๎อยกวํา ร๎อยละ
70 ผาํ นเกณฑ์
1.2 ทดสอบโดยใช๎แบบทดสอบกํอนเรียนและหลังเรยี น
1.3 สงั เกตการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมกลมุํ โดยใชแ๎ บบประเมินผล การปฏิบัติกจิ กรรมกลมุํ
1.4 ตรวจใบกจิ กรรม ตรวจแบบฝกึ หัด
2. เกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล
2.1 แบบประเมินพฤติกรรม ความมีวินัยและความรับผิดชอบ ต๎องได๎คะแนนไมํน๎อยกวํา
รอ๎ ยละ 70 ผํานเกณฑ์
2.2 แบบทดสอบหลังเรียน ตอ๎ งได๎คะแนนไมนํ ๎อยกวาํ รอ๎ ยละ 60 ผํานเกณฑ์
2.3 แบบประเมินพฤตกิ รรมปฏบิ ตั กิ จิ กรรมกลํมุ ต๎องได๎คะแนนไมนํ ๎อยกวําร๎อยละ 60 ผํานเกณฑ์
2.4 ใบกิจกรรม ตอ๎ งไดค๎ ะแนนไมํน๎อยกวํารอ๎ ยละ 60 ผํานเกณฑ์
2.5 แบบฝึกหดั ตอ๎ งไดค๎ ะแนนไมนํ ๎อยกวาํ รอ๎ ยละ 60 ผาํ นเกณฑ์
งานทม่ี อบหมาย
งานที่มอบหมายนอกเหนือเวลาเรียน ให๎ทบทวนเนื้อหารวมทั้งความสมบูรณ์ของแบบฝึกหัดและ
ใบกจิ กรรม
ผลงาน/ชน้ิ งาน/ความสาเร็จของผเู้ รียน
1. ผลการนําเสนองานจากใบกิจกรรม
2. ผลการทาํ แบบฝึกหัดหนํวยท่ี 10
3. คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน (Post–test) หนํวยที่ 10
เอกสารอ้างองิ
1. หนังสอื เรยี นวิชา วทิ ยาศาสตรเ์ พื่อพฒั นาทักษะชีวิต (20000–1301)
2. เวบ็ ไซต์และสอ่ื สิง่ พมิ พท์ ีเ่ กี่ยวข๎องกบั เน้ือหาบทเรียนตามบรรณานกุ รม