The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การคิดนอกกรอบ (Senior_Mgr)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pockpack, 2022-01-09 07:16:47

การคิดนอกกรอบ (Senior_Mgr)

การคิดนอกกรอบ (Senior_Mgr)

การคดิ นอกกรอบ
Lateral T. hinking

การคดิ นอกกรอบ

1 การคดิ นอกกรอบ หมายถึง 8 การยดื หยุ่นทางความคดิ
2 จุดเร่ิมต้นของความเปล่ียนแปลง 9 ความคดิ นอกกรอบในองค์กร
3 พนื้ ฐานของการคดิ 10 การเปล่ียนแปลงแนวคดิ เดมิ โดย
4 ความหมายของความคดิ นอกกรอบ ใช้คาํ ถามว่าทาํ ไม
5 ความสาํ คัญของการคดิ นอกกรอบ 11 ความคดิ ท่กี ่งึ ๆ เป็ นไปไม่ได้
6 ความคดิ แบบแนวตัง้ กับความคดิ นอกกรอบ 12 วธิ ีใช้ความคดิ ท่กี ่งึ ๆ เป็ นไปไม่ได้
7 การคดิ นอกกรอบสู่นวัตกรรมและการค้นพบ 13 อุปสรรคของการสร้างความคดิ
14 สรุป

1. การคดิ นอกกรอบ

• การคดิ นอกกรอบ หมายถึง การคดิ อยา่ งแตกตา่ ง อยา่ งไมเ่ ป็ นไปตาม
แบบแผน หรือการคดิ เพ่ือสร้างมมุ มองใหม่ ๆ วลีนีม้ กั จะหมายถึงการคดิ
ที่แปลกใหมห่ รือสร้างสรรค์ เช่น ในโลกเรามีขยะอยมู่ ากมาย ทําให้เกิด
แก๊สตา่ ง ๆ มากมายจากการเน่าเสีย ซงึ่ เป็ นมลพิษ เราน่าจะนําแก๊ส
เหลา่ นีม้ าผลติ กระแสไฟฟ้ า เป็ นต้น

2. คดิ นอกกรอบ...จุดเร่ิมต้นของความเปล่ียนแปลง

• บทนํา

• 1 2 3 4 ได้ผลลพั ธ์เทา่ กบั เทา่ ไร? คําตอบโดยทวั่ ไปคือ 10 ซง่ึ อาจเป็นคําตอบท่ี
ถกู ต้อง แตห่ ากถามเรื่อยไป คําตอบอาจจะไมใ่ ช่ 10 คําตอบอาจจะเป็นอยา่ งอ่ืน
แตไ่ มใ่ ช่คําตอบท่ีผดิ

• ทําไมถงึ เกิดความแตกตา่ งกนั กเ็ พราะวา่ เรายดึ ติดกบั กรอบความคิด ได้แก่ หลกั
ของการบวกเลข หลกั การพืน้ ฐานในการคดิ คํานวณผลลพั ธ์แบบทางตรง และจาก
ประสบการณ์ความเคยชินเป็นกิจวตั ร (Routine) ตงั้ แตก่ ารคดิ คํานวณ
คา่ ใช้จ่ายรายวนั ทงั้ ของตนเองและของครอบครัว จนทําให้เราเกิดความคดิ ฝังใจ
วา่ ผลลพั ธ์คือการบวกเทา่ นนั้ หากใครท่ีคิดแตกตา่ งแสดงวา่ ผิด

2. คดิ นอกกรอบ...จุดเร่ิมต้นของความเปล่ียนแปลง

• แสดงให้เหน็ อยา่ งชดั เจนวา่ มนษุ ย์เราใช้ความเคยชินเป็นเกณฑ์ตดั สนิ ส่ิงตา่ ง ๆ ที่ผ่านเข้ามาใน
ชีวิต โดยมิได้คํานงึ ถึงความถกู ต้องเหมาะสม จากคาํ ถามทางด้านบน ผ้ทู ี่ตอบนอกเหนือ
ผลลพั ธ์ 10 ผิดหรือไม่? คําตอบคอื ไมผ่ ิด เพราะเรายงั มิได้มีการกําหนดคา่ คําตอบที่ได้อาจจะมี
วิธีการที่หลากหลายแตกตา่ งกนั ออกไป ตวั อย่างเช่น 1 + 2 + 3 + 4 = 10, 1 + 2 + 3 – 4 =
2, 1 + 2 + 3 x 4 = 24, 1 + 2 – 3 + 4 = 4, 1 x 2 x 3 x 4 = 24, 1 + 2 x 3 x
4 = 36, ...ซง่ึ การค้นหาคาํ ตอบมีได้หลายวิธี

• จากตวั อยา่ งข้างต้น เป็นการแสดงให้เหน็ วา่ คําถามเพียงคาํ ถามเดียว สามารถที่จะแสดง
คาํ ตอบได้อย่างมากมาย ไม่มีคําตอบท่ีผิด เปรียบเสมือนการทํางานในปัจจบุ นั ที่ได้ให้โจทย์ใน
การทํางาน และกําหนดระยะหรือวนั เวลา ดงั นนั้ จงึ ไมค่ วรท่ีจะขีดกรอบหรือตีกรอบเพ่ือจํากดั
แนวความคิด เพราะนนั่ จะเป็นการปิดกนั้ และไมพ่ ฒั นาแนวความคดิ ซงึ่ เป็นสว่ นสําคญั ในการ
พฒั นาทงั้ ตนเองและองค์กรรวมถงึ ประเทศชาติ

3. พนื้ ฐานของการคดิ

• กฯสเวอิจลาร็ด้ายรัฯเสงแวดสอ่ืลิรงัร์สดะนรากคเนั้รดา์เคปรกอวแ็นาโากรสบม้ปเว่งโเัญนนนิชื่อปห(ก2ทราา5ะ่ีวรก4กา่ตา8อลกร,บาาวหพดรานคงืน้้กาแดิฐาผส4ารน)นรส้าไขง่กดงอเาส้สกงรรรลกอริมา่าอคกวรก์เเาคปกแร็ดินี่บยขทเวาบร่ีมกยื่อกีอบัแงายขลพรอใู่ะืนพ้นงโฐฆฒักศาาาษนนรสณาขพตแอฒาัรลง์ทแคนะกุรกวางแาาผงขรมลานปคนติ งรดิสภะไวมัณัชมา่พาว่ฑกสนา่ั ์ใาจมัธหระ์พมกคเนัปา่ิดๆ็ธรน์
เทา่ นนั้ จงึ เป็นสงิ่ ที่ผดิ อยา่ งมาก

• แเเกอกพ้สาริด่ือองดแอกบงนงิาใคกหรววพน้ัทเาหฒัมามน็งาคนกวิดาา่าผรวกเลา่ปาติตรล้ภคอีย่ งิดณั นเปแอฑ็นปย์ใไบล่หู ปงมนตใพ่ หๆาืนมม้ เฐพ่มๆาียานขงตขนอึ ้รอยฐมงาา่ ทานงกเกุทดกสี่กียวาําวา่ขหาแเนรวตาดชิ เ่จรไางวึาช้ไคีพหมวรค่ รมือวทจิเรป่ีจําจ็ะนเําปฝไก็ึนปกดั ตกตก้าอารรมงอคเทกบดิ ฤิดหเษครพือฎว่ือตาีทใมีห่ี ค้ ดิ

4. ความหมายของความคดิ นอกกรอบ

• เอด็ เวิร์ด เดอ โบโน (Edward De Bono) ถือเป็นผ้คู ิดค้นแนวความคิดทางขวางหรือการ
คดิ นอกกรอบ (Lateral Thinking) แตง่ หนงั สือมากถงึ ถงึ 67 เลม่ และได้รับการแปลเป็น
ภาษาตา่ ง ๆ ถงึ 37 ภาษา และเป็นผ้บู รรยายพิเศษในอีก 54 ประเทศ
(http://edwdebono.com/) ได้ให้นิยามของความคดิ นอกกรอบไว้วา่

• ความคดิ นอกกรอบ (Lateral Thinking) คือ กลมุ่ ของวิธีการ พร้อมทงั้ เทคนิคตา่ ง ๆ ท่ี
ได้ระดมกนั เพ่ือที่จะค้นคว้าวธิ ีการใหม่ ๆ ท่ีแตกตา่ งไปโดยสิน้ เชิง จากวิธีการเดิม ๆ ในการ
แก้ปัญหา ซงึ่ การเข้าสปู่ ัญหาเพื่อการแก้ไขนนั้ เข้าทางด้านข้างมากกวา่ ท่ีจะเข้าทางด้านหน้า
(วรวฒั น์ ปัญญาวฒุ ิพงศ์, 2547, หน้า 21)

• ความคดิ นอกกรอบ หมายถงึ การคิดโดยพิจารณาในส่งิ ที่มีโอกาสเป็นไปได้ เป็นการคิดเชิง
สร้างสรรค์ท่ีแยบยลกวา่ ผ้อู ื่นและไมเ่ หมือนใคร (ชยั ณรงค์ วงศ์ธีรทรัพย์.2547, หน้า 26) ดงั นนั้
ความคดิ นอกกรอบ หมายถงึ แนวความคิดใหม่อย่างสร้างสรรค์ท่ีแปลกและแตกตา่ งจาก
แนวความคิดเดมิ เพ่ือให้เกิดการพฒั นาเป็นแนวทางใหม่

5. ความสาํ คญั ของการคดิ นอกกรอบ

• ความคิดนอกกรอบ เป็นการจดั นําความรู้ท่ีมีอยใู่ นตวั คน ทงั้ สองประเภท ได้แก่
ความรู้ฝังลกึ (Tacit Knowledge) และความรู้แจ้งชดั (Explicit
Knowledge) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ มิใชต่ ้องให้ความรู้หรือแนวความคดิ ใหม่
ๆ นนั้ ต้องสญู หายไปกบั เจ้าของความรู้

• เทียม โชควฒั นา (อภิศกั ดิ์ สรุ ิยาปกรณ์. 2548, หน้า 300 – 301) ได้ให้
ความสาํ คญั เกี่ยวกบั ความคิดนอกกรอบหรือความคดิ สร้างสรรค์ไว้วา่ “ความคดิ
ริเร่ิมทําให้มีการแข่งขนั แม้แตบ่ ริษัทในเครือของลกู หลานและผ้บู ริหารเก่าแกก่ ็ต้อง
แขง่ ขนั กนั เอง คนอ่ืน ๆ อาจจะมองวา่ ทําไมสนิ ค้าแขง่ กนั เอง แตแ่ ท้จริงแล้วการทํา
อยา่ งนี ้จะสร้างความกระตือรือร้นในหมพู่ นกั งานอยา่ งตอ่ เนื่อง และทําให้พวกเขา
ต้องหาทางสร้างสรรค์อะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยเู่ สมอ บริษัทก็ไมห่ ยดุ น่ิง กิจการก็
เจริญเติบโต”

(ต่อ) 5. ความสาํ คญั ของการคดิ นอกกรอบ

• ก่อนท่จี ะมีการคดิ นอกกรอบ ต้องมีแนวทางในการตงั้ เป้ าหมายอยา่ งชดั เจน
วา่ แนวความคิดนนั้ ๆ จะสอดคล้องหรือมีความสมั พนั ธ์กบั เป้ าหมายหรือไม่ และ
ต้องเป็นแนวความคดิ ท่ีถกู ต้องตามทํานองคลองธรรม ไมข่ ดั ตอ่ ศีลธรรมอนั ดีงาม
ของชมุ ชนนนั้ ๆ

• การคดิ นอกกรอบเป็ นหนทางสาํ คัญในการพฒั นาศกั ยภาพทางด้านความคิด
ของมนษุ ย์ ให้มนษุ ย์ได้พยายามนําความรู้ท่ีมีอยหู่ รือความคดิ ท่ีมีอยู่ ได้นําเสนอ
ออกมาใช้ประโยชน์ตอ่ ตวั เองและสงั คม

(ต่อ) 5. ความสาํ คญั ของการคดิ นอกกรอบ

• ก่อนท่จี ะมีการคดิ นอกกรอบ ต้องมีแนวทางในการตงั้ เป้ าหมาย
อยา่ งชดั เจน วา่ แนวความคดิ นนั้ ๆ จะสอดคล้องหรือมีความสมั พนั ธ์กบั
เป้ าหมายหรือไม่ และต้องเป็ นแนวความคดิ ที่ถกู ต้องตามทํานองคลอง
ธรรม ไมข่ ดั ตอ่ ศลี ธรรมอนั ดีงามของชมุ ชนนนั้ ๆ

• การคดิ นอกกรอบเป็ นหนทางสาํ คัญในการพฒั นาศกั ยภาพทางด้าน
ความคดิ ของมนษุ ย์ ให้มนษุ ย์ได้พยายามนําความรู้ท่ีมีอยหู่ รือความคดิ
ท่ีมีอยู่ ได้นําเสนอออกมาใช้ประโยชน์ตอ่ ตวั เองและสงั คม

6. ความแตกต่างของความคดิ แบบแนวตงั้
กับความคดิ นอกกรอบ

• ความแตกต่างของความคดิ แบบแนวตัง้ กับความคดิ นอกกรอบ
• การคิดแบบทว่ั ไป หรือที่เรียกวา่ การคิดแนวตงั้ (Vertical Thinking) เป็น

ความคิดเชิงตรรกะ เพราะต้องคดิ จากขนั้ หนง่ึ สอู่ ีกขนั้ หนงึ่ เป็นแนวด่ิง เหมือนกบั
การสร้างตกึ โดยวางอฐิ ก้อนหนง่ึ ลงบนอฐิ อีกก้อนหนงึ่ ลกั ษณะของความคดิ
แนวตงั้ คือ ความตอ่ เนื่อง (เดอ โบโน. 2548, หน้า 3) จะมองถงึ กระบวนการและ
เน้นถงึ ความถกู ต้อง การตดั สนิ โดยสว่ นใหญ่จะอยบู่ นพืน้ ฐานของระบบ “ใช่/
ไมใ่ ช่ (Yes/No System)” ความคิดที่ถกู ตดั สนิ วา่ ผดิ หรือไมใ่ ช่ ก็จะถกู ตดั ทิง้
ไปทนั ที

6. ความแตกต่างของความคดิ แบบแนวตงั้
กับความคดิ นอกกรอบ

• สว่ นความคดิ นอกกรอบ เป็นความคดิ ท่ีไมต่ อ่ เน่ือง จะไมม่ ีการบอกวา่ อะไรถกู หรือ
ผิด แตเ่ น้นยํา้ ให้เกิดทางเลือกใหม่ ๆ แตกตา่ งจากท่ีเคยเป็นอยู่

• การคิดนอกกรอบกบั การคิดแนวตงั้ นี ้เปรียบได้กบั ปลายแตล่ ะด้านของไม้ทอ่ น
เดียวกนั ท่ีแตกตา่ งกนั โดยสนิ ้ เชิง ทกุ จดุ บนไม้ทอ่ นนนั้ มีความสมั พนั ธ์กบั ปลายทงั้
สองด้าน โดยจดุ นนั้ (วิธีแก้ปัญหาท่ีค้นพบ) อาจจะอยตู่ รงกลางของทอ่ นไม้หรือ
อาจจะอยใู่ กล้ปลายด้านหนงึ่ มากกวา่ กไ็ ด้ แตไ่ มว่ า่ จะอยา่ งไรมนั กม็ ีการตอ่ เน่ืองท่ี
เชื่อมโยงระหวา่ งปลายทงั้ สองด้านอยู่ (เดอ โบโน. 2548, หน้า 14)

6. (ต่อ) ความแตกต่างของความคดิ แบบแนวตงั้
กับความคดิ นอกกรอบ

• รใคพคนอถวู่ิจบกางึาามจสรรณะอคแไงิดาดขกใจ้ง่ผ่ีคนขา้ชู ู่ขกนันนนัผ้เบัะทแ้ชู แ?นรนบกวนะบอิธิสใีคอนนริดกีไาร้ ปไอยแปเบบกราื่บตอเรรยา่งาหา่งกๆนยๆ็จง่ึซะๆกงึ่มไ็ใกใดีผหช็ค้ว้เู้้เพขิธือว้าจิีกลนราาา่วบัรรใมณแนจแกากา้ขกปาผง่รัรญ้แูขอนพนัหบบั ้ใาแน1นทร1ารก่ีต1นาวา่ยมคา่งกามนอากอีกรถกี่คแนาไตู่ีมแ้ซปถ่ ลวงึ่ ้าแา่จะเทจะเรหะนามลตเที ปอื้อี่เลรมงา่ียแาจนขแะง่ขขง่ นั ก่ี
วคท1มธิ8รงาั้ ีแัง)หต้ เกจมรด้ปฐะดียเัาญวห1นน็ห1ดทว0างั่ีเา่รนแคาคบนั้นควบจ้นุา(งึแผมเมรค้ชูแกีกยนตทาะกกรี่เรมแตบั าขีเา่คคพง่งวดิียขทาวนงัามผา่1งค้เเคู1ปดดิ 0ว็นียแาควมบม)ู่าบคแซตตแดิ ง่ึรนว่รกฐะธิวาาหีคขรนวดิวแอา่าขแยงงง่บแ่กูหขบลารนั นื้อรวคแีไค้(มติดเวดค่ล่แาออ่มบะยคคโบบมนิดแโีคสนนนนาอว.มใตก2ชางกั5้้ รหเ4รถนอร8แืื่ออบ,พงแหกจ้บไนด็ไาบ้าด้กเพ้ เ1รีย7างม–แี ค่
คผลวาลมพั ยธืด์ทห่ีไมยแ่นุ่ ตทกาตงคา่ งวกามนั คเพิดียงแตเ่ กิดความรวดเร็วมากขนึ ้ และบางครัง้ ทําให้เกิด

7. การคดิ นอกกรอบสู่นวัตกรรมและการค้นพบ

• การคดิ นอกกรอบ เป็นแนวทางเพ่ือสร้างสรรค์และพฒั นาผลงานชิน้ ใหม่ ๆ อยอู่ ยา่ ง
ตลอดเวลา หากไมเ่ กิดแนวความคิดนอกกรอบแล้ว เทคโนโยลตี า่ ง ๆ ในโลกก็คงจะ
ไมก่ ้าวหน้าอยา่ งท่ีเป็นอยู่

• คนสมยั กอ่ น เช่ือวา่ โลกแบน แตโ่ คลมั บสั เช่ือวา่ โลกกลม จงึ ออกเดินทางรอบโลกเพื่อ
พสิ จู น์ให้เหน็ ตามความเช่ือ จนทําให้เขาค้นพบดินแดนแหง่ ใหม่ นน่ั คือ อเมริกา

• โคลมั บสั มีความคิดออกนอกระบบของคนในยคุ นนั้ ท่ีเช่ือกนั วา่ โลกแบน คนในสมยั
นนั้ จงึ ไมก่ ล้าลอ่ งเรือไกล ๆ เพราะกลวั ตกโลกตาย (ฮ.นิกฮกู ี.้ 2551, หน้า 72) เพราะ
ความกล้าคิดนอกกรอบของโคลมั บสั ทําให้ทราบวา่ ดินแดนที่เขาคดิ วา่ เป็นประเทศ
อินเดีย แท้จริงแล้วคือผืนดินใหญ่ท่ียงั ไมม่ ีการค้นพบ

7. การคดิ นอกกรอบสู่นวัตกรรมและการค้นพบ

• ชยั ณรงค์ วงศ์ธีรทรัพย์ (2547, หน้า 32 – 33) ได้นําแสดงความเหน็ ไว้วา่
นวตั กรรมที่พบเหน็ ในปัจจบุ นั อยา่ งโทรศพั ท์มือถือท่ีมีกล้องถ่ายรูป ก็เป็น
สว่ นผสมของ เทคโนโลยีทางการสอ่ื สารบวกเข้ากบั การถ่ายภาพ ป๊ัมนํา้ มนั ที่เปิ ด
ให้บริการการนวดฝ่ าเท้า กไ็ ด้แนวคิดมาจาก การเดินทางผนวกกบั การพกั ผอ่ น
ร้านกาแฟที่มีอินเตอร์เน็ตให้เลน่ (Cyber Café) ผสมผสานกนั ระหวา่ ง กาแฟ
กบั คอมพวิ เตอร์ วงเงินบตั รเครดิตสามารถสะสมไมล์ในการเดินทาง ก็มาจาก
นวตั กรรมบตั รเครดติ กบั การเดินทาง ฟิตเนสแอนด์สปา ก็ผสมผสานระหวา่ ง
สขุ ภาพกบั ผิวพรรณท่ีงดงาม

• จะเหน็ ได้วา่ สงิ่ ตา่ ง ๆ ที่เกิดขนึ ้ และเราสมั ผสั อยตู่ ลอดเวลาในการ
ดํารงชีวิตประจําวนั กค็ ือนวตั กรรมใหม่ ๆ ที่เกิดมาจากความคดิ ของมนษุ ย์

7. การคดิ นอกกรอบสู่นวัตกรรมและการค้นพบ

• วอลท์ ดีสนีย์ เป็นคนที่ชอบคิดนอกกรอบ เขาท่มุ เทหลายล้านดอลลา่ ร์เพ่ือสร้างภาพยนตร์
การ์ตนู “สโนไวท์กบั คนแคระทงั้ เจด็ ” ในปีทศวรรษ 1930 เงินสว่ นใหญ่ถกู ใช้ในการจ้างพนกั งาน
และจิตรกรหลายร้อยคน เขาได้ให้พนกั งานทงั้ หมดคดิ มขุ ตลกเพื่อใช้ในภาพยนตร์เร่ืองนี ้
เจ้าของความคดิ ดี ๆ ทกุ คนก็ได้รับรางวลั ตอบแทนเพ่ือเป็นแรงจงู ใจ (ชยั ณรงค์ วงศ์ธีร
ทรัพย์. 2547, หน้า 32) แม้แตว่ อลท์ ดสี นีย์ ที่โดง่ ดงั ขนึ ้ มาได้ ก็เพราะนวตั กรรมทางความคดิ
จากทีมงาน ท่ีระดมสมองกนั สร้างสรรค์ผลงานท่ีดอี อกมาสสู่ ายตาผ้ชู มทวั่ โลก

• ท่ีเห็นได้ชดั คือ จะทําอยา่ งไรจงึ จะให้ผ้คู นมาเท่ียวในวนั หยดุ คอื วนั จนั ทร์และวนั องั คาร และให้
มาเท่ียวในคร่ึงวนั ที่เหลอื ของวนั พธุ วนั พฤหสั บดีและวนั เสาร์ จงึ ระดมพลงั สมองของทีมงานวา่
จะค้นหาวธิ ารอยา่ งไร ในท่ีสดุ ก็ได้ลงมตกิ นั วา่ จะเปิดเป็นมิคกีเ้ม้าส์ คลบั ถ้าใครสมคั รเป็น
สมาชิกก็จะสามารถเข้ามาใช้บริการในชว่ งเวลากลางคืนโดยมีสว่ นลดและรายการพิเศษแถมให้
โดยตงั้ ชื่อสโมสรแหง่ ใหมน่ ีว้ า่ แมจิก คงิ ดอม คลบั ซง่ึ ก็ได้รับการตอบรับพอสมควร (ทอดด์ ดนั
แคน. 2551, หน้า 143) ถือวา่ เป็นแนวความคดิ ท่ีแปลกและแตกตา่ งมากในสมยั นนั้ แล้วผลการ
ตอบก็เป็นท่ีน่าพงึ พอใจ

7. การคดิ นอกกรอบสู่นวัตกรรมและการค้นพบ

• พิจิตรา (2546, หน้า 181) ได้อ้างถงึ คาํ กลา่ วของอดีตนายกรัฐมนตรี พนั ตํารวจโท ดร. ทกั ษิณ
ชินวตั ร ถงึ เรื่องนวตั กรรม ในงานเวริ ์กช็อปเร่ืองการศกึ ษา ไว้อย่างนา่ สนใจวา่ โลกยคุ ใหมบ่ อก
วา่ ถ้าใครไมม่ ีนวตั กรรมใหม่ ๆ โอกาสที่จะอยรู่ อดจากการแข่งขนั ลาํ บาก ระบบที่ใครทําอะไรขอ
ทําด้วยคนตามแบบเขา เราจะแพ้ เพราะทฤษฎีบอกวา่ ผ้ชู นะคอื ผ้คู ดิ เกมใหม่ ถ้าเม่ือไหร่เราคดิ
เกมใหมไ่ มเ่ ป็น เราเลน่ ตามเกมคนอื่นเขา เราจะแพ้ การแขง่ ขนั อยา่ งเก่งที่สดุ ก็เสมอตวั แต่
โอกาสเสมอตวั แทบจะไมม่ ี ฉะนนั้ เรื่องของนวตั กรรม คือ การแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ถ้าหากวา่
เราไม่สามารถแสวงหาแนวทางในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ให้กบั องค์กร ให้คนในองค์กร
โอกาสที่เราจะเป็นผ้นู ําลําบาก

• นวตั กรรมนําไปสกู่ ารค้นพบสง่ิ ใหม่ ๆ เราจงึ ไม่ควรท่ีจะหยดุ คดิ หรือหยดุ การเรียนรู้ เพราะ
ไม่เช่นนนั้ เราจะกลายเป็นบคุ คลท่ีก้าวไมท่ นั โลก ไม่ทนั กระแสความเปล่ยี นแปลง เป็นบคุ คลที่
ด้อยประสทิ ธิภาพ (Poor Performance)

8. การยดื หยุ่นทางความคดิ

• เกรียงศกั ดิ์ เจริญวงศ์ศกั ดิ์ (2550, หน้า 135) ได้แสดงความคิดเหน็ ไว้วา่ การยืดหย่นุ ทางความคิด อย่า
จํากดั ด้วยประสบการณ์เดมิ พยายามไมใ่ ช้ประสบการณ์เดมิ แตใ่ ห้พิจารณาเหตกุ ารณ์ทีเ่ กิดขนึ ้ และให้
คิดยืดหยนุ่ มากที่สดุ อยา่ หยดุ ตอ่ ความคิดท่ีวา่ “ใช้ไมไ่ ด้” แตใ่ ห้นําทางเลอื กท่ีหลากหลายนนั้ มาทดสอบ
ในสนามความคิด วา่ มคี วามเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด กอ่ นตดั สนิ ใจเลอื กทางท่ีเหมาะสมมากทส่ี ดุ

• เหมือนวา่ เรามคี วามต้องทจี่ ะเปลย่ี นแปลงทิศทางของความคิด ไมเ่ น้นยํา้ เฉพาะเพียงจดุ ใดจดุ หนงึ่ แตใ่ ห้
มองหาทางเลอื กหลาย ๆ ทางทีม่ ีความเป็นไปได้ แล้วก้าวเข้าสเู่ ส้นทางใหม่ ๆ นนั้ การก้าวเดนิ ไปนี ้
เปรียบได้กบั ความคดิ แนวตงั้ สว่ นการเปล่ยี นทศิ ทางกเ็ ปรียบได้กบั ความคิดแนวขวาง (เดอ โบ
โน. 2548, หน้า 23)

• การยืดหยนุ่ ทางความคดิ นี ้กอ่ ให้เกิดผลดีอยา่ งมากในการพฒั นาองค์กรให้ก้าวเดนิ หน้า เพราะการ
ทํางานแบบทมี เวิร์ค (Teamwork) จะทําให้ก้าวหน้าตอ่ ไปได้อย่างตอ่ เนื่องและเกิดความ
เปล่ียนแปลงตลอดเวลา การที่บคุ ลากรเกิดความคิดใหม่ ๆ และได้รับการยอมรับ โดยไมไ่ ด้มีการตําหนิวา่
ผิดหรือถกู ต้องหรือขอนํากลบั ไปพิจารณาก่อน นบั เป็นสิ่งท่จี ะสร้างให้บคุ ลากรกล้าคิดกล้าทํา ความคิด
อนั หลากหลายของแตล่ ะคนนนั้ สามารถผลกั ดนั องค์กรให้เกิดความก้าวหน้าได้อยา่ งรวดเร็ว

9. ความคดิ นอกกรอบในองค์กร

• ความคดิ นอกกรอบในองค์กรถือเป็นการปฏิวตั กิ ระบวนการทํางานแบบเดมิ ๆ ที่เคยใช้ในการ
บริหารจดั การในอดตี ย่ิงปัจจบุ นั เทคโนโลยีการส่อื สารได้เข้ามามีบทบาท ทําให้การรับรู้ของ
บคุ ลากรเตบิ โตอย่างรวดเร็ว ความคิดใหม่ ๆ เกิดขนึ ้ ตลอดเวลา หากมนษุ ย์มิได้มีการพฒั นา
ความคิด หรือนําความคิดดงั กลา่ วออกมาแสดง ก็เท่ากบั เป็นการปิดกนั้ ความคิดอย่างเสรี

• ผ้ทู ี่มีอิทธิพลในกระบวนการคดิ นอกกรอบในองค์กร คอื ระดบั ผ้บู ริหาร เพราะองค์กรจะเดินไป
ในแนวทางใด ขนึ ้ กบั ผ้บู ริหารในการแสดงวสิ ยั ทศั น์ขององค์กร แตอ่ งค์กรโดยสว่ นใหญ่ตา่ งให้
ความสาํ คญั กบั การตลาด (Marketing) เป็นอนั ดบั แรก รองลงมาคือเร่ืองของคา่
เสื่อมสภาพ (Maintenances) ก่อนจะมาถึงเรื่องของการพฒั นาทรัพยากร
มนษุ ย์ (Human Resources Development--HRD) ซง่ึ มกั จะให้ความสําคญั อยู่
ในอนั ดบั ท้ายสดุ

9. ความคดิ นอกกรอบในองค์กร

• การที่จะให้องค์กรเกิดการพฒั นาอย่างตอ่ เน่ืองและเติบโตอย่างมีประสทิ ธิภาพ ต้องให้
ความสาํ คญั กบั การพฒั นามนษุ ย์เป็นอนั ดบั แรก ก่อนท่ีจะสนใจในส่ิงอื่น ๆ เพราะมนษุ ย์เป็นผ้ใู ช้
ทรัพยากรตา่ ง ๆ ไม่ใช่เป็นสว่ นหนง่ึ ของทรัพยากรเหลา่ นนั้

• ปัจจบุ นั นีห้ ลายองค์กรเร่ิมหนั มาให้ความสนใจกบั การพฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์มากขนึ ้ แตก่ ็ยงั ไม่
สามารถพฒั นาให้ตรงตามเป้ าหมายและวตั ถปุ ระสงค์ท่ีวางไว้ หรือก้าวเข้าสู่
วิสยั ทศั น์ (Vision) ท่ีองค์กรได้วางไว้

• ผ้บู ริหารและทกุ ๆ คนในองค์กร มีสว่ นผลกั ดนั ให้เกิดการพฒั นาไปในทิศทางเดียวกนั ได้ แตต่ ้อง
ไมล่ ืมวา่ บคุ คลแตล่ ะบคุ คลตา่ งมีเป้ าหมายเป็นของตนเอง เพียงแตย่ งั ไมไ่ ด้ถกู นําออกมาใช้

• การคดิ นอกกรอบ เป็นแนวทางเบือ้ งต้น ในการพฒั นาสงั คมให้ก้าวหน้าตอ่ ไปได้ เพราะการคดิ
นอกกรอบเป็นพลงั ขบั เคลอ่ื นให้เกิดการพฒั นาอย่างตอ่ เน่ือง ไมม่ ีที่สิน้ สดุ

9. ความคดิ นอกกรอบในองค์กร

• การคดิ เพียงอย่างเดียวมิได้ชว่ ยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แตก่ ารท่ีได้นําความคดิ มาเขียน
หรือปฏิบตั ไิ ด้จริง เทา่ กบั เป็นการนําความเป็นนามธรรม (Intangible) แปรเปลีย่ นให้
กลายเป็นรูปธรรม (Tangible) ที่สามารถจบั และสมั ผสั ได้

• ความคดิ ของมนษุ ย์ ตา่ งก็มีคา่ มีความสําคญั กนั ทงั้ สนิ ้ เพียงแตย่ งั ไม่มีชว่ งเวลาที่จะให้ได้นํา
ออกมาใช้ ก็เพียงเพราะวา่ บคุ ลากรรุ่นแรก ๆ ยงั ไม่ละทิง้ ความต้องการทะยานอยากในด้านตา่ ง
ๆ โดยเฉพาะด้านอํานาจ กลวั วา่ ตนเองจะเสยี อํานาจ เสยี การปกครอง มิได้คาํ นงึ ถงึ
ผลประโยชน์สว่ นรวมเป็นที่ตงั้ มองเหน็ แตป่ ระโยชน์สว่ นตนที่ควรจะได้รับ ไม่รู้จกั การวางมือหรือ
การละวาง ดาํ เนินตามทางสายกลางตามหลกั คําสอนของพระพทุ ธเจ้า ที่ให้ผ้ปู ฏิบตั เิ ดนิ ทาง
สายกลาง ไม่ตงึ ไม่หย่อนจนเกินไป

10. การเปล่ียนแปลงแนวคดิ เดมิ โดยใช้คาํ ถามว่าทาํ ไม

• การคดิ เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ตงั้ รู้จกั การตงั้ คําถาม เดอ โบโน (2548, หน้า 89 –
91) ได้ยกตวั อยา่ งไว้ดงั นี ้

• เดก็ ๆ จะชอบถามวา่ “ทําไม?” นน่ั ไมใ่ ช่เพราะต้องการคําอธิบายแตต่ ้องการได้ยินเร่ือง
ท่ีเขาเข้าใจและสามารถโยงเข้ากบั สงิ่ อ่ืน ๆ ได้ เราต้องตระหนกั กบั คําวา่ “ทําไม?”ดงั นี ้

• อยา่ ใช้ด้วยทา่ ทีก้าวร้าว
• ถ้าคนอ่ืนตอบคําถามที่วา่ “ทําไม?” ของเราไมไ่ ด้ เขาสามารถตอบกลบั มาด้วยคําถาม

ที่วา่ “เพราะวา่ ...ใชไ่ หม?” ได้เสมอ
• เราสามารถใช้คําวา่ “ทําไม?” กบั ข้อความทงั้ หมดหรืออาจมงุ่ ประเดน็ ไปท่ีบางสว่ นกไ็ ด้

10. การเปล่ียนแปลงแนวคดิ เดมิ โดยใช้คาํ ถามว่าทาํ ไม

• “ประเดน็ สําคญั ที่สดุ ของการทําธรุ กิจโรงแรมก็คือ ต้องให้มีคนเข้าพกั กวา่ 60 เปอร์เซน็ ต์ของจํานวน
ห้องพกั ท่ีมีอย่เู สมอ”

• “ทําไมต้องเป็น 60 เปอร์เซน็ ต์?”
• “เพราะถ้าน้อยกวา่ นี ้มนั ก็จะไม่พอสาํ หรับคา่ ใช้จ่ายในการดาํ เนินการ และสว่ นที่มากกวา่ นีจ้ ะเป็น

กําไร”
• “ทําไมคา่ ใช้จ่ายในการดาํ เนินการถงึ เป็นเทา่ นนั้ ?”
• “เพราะคา่ ท่ีคงที่ อยา่ งเช่น จํานวนพนกั งานและสงิ่ อํานวยความสะดวกตา่ ง ๆ จะไม่แปรผนั ไปตาม

จํานวนแขกท่ีมาพกั ”
• “ทําไมพวกมนั ถึงไม่แปรผนั ?”
• “เพราะอย่างกรณีของพนกั งาน คณุ จะต้องจ้างพวกเขาแบบเตม็ เวลา พวกเขาถงึ มาทํางานให้

คณุ ”

10. การเปล่ียนแปลงแนวคดิ เดมิ โดยใช้คาํ ถามว่าทาํ ไม

• คําถามตา่ ง ๆ ที่เกิดขนึ ้ ชว่ ยทําให้เราสามารถพิจารณาถงึ วธิ ีการท่ีจะให้แขกบริการ
ตนเอง วิธีหมนุ เวียนพนกั งาน การให้พนกั งานทํางานอยา่ งมีประสทิ ธิภาพมากขนึ ้

• การถามด้วยคําถามวา่ “ทําไม?” ซํา้ ๆ จะมีประโยชน์สงู สดุ กต็ อ่ เมื่อเราได้ใช้ในการ
ท้าทายแนวความคิดบางอยา่ ง แตจ่ ะไมค่ อ่ ยได้ผลนกั หากไปใช้สร้างความคดิ ใน
สถานการณ์ท่ีเปิ ดกว้างและคําถามวา่ “ทําไม?” ทําให้เราเดินฝ่ าหมอกออกมาได้
อยา่ งช้า ๆ จนเหน็ ภาพท่ีปรากฏตรงหน้าอยา่ งชดั เจน

11.ความคดิ ท่กี ่งึ ๆ เป็ นไปไม่ได้

• เป็นความคดิ ที่ไมไ่ ด้จํากดั หรือตงั้ เงื่อนไขวา่ สง่ิ ท่ีคดิ ออกมาแล้วนนั้ ถกู หรือผดิ แต่
เป็นหนง่ึ ในทางเลือกที่สามารถพฒั นาให้เกิดขนึ ้ ได้ ความคดิ ของมนษุ ย์ทกุ คน
ไมใ่ ช่ความผดิ ใหญ่หลวง แตค่ วรต้องกลบั มาพินิจพิจารณาถงึ ความนา่ จะเป็น แต่
มใิ ชว่ า่ จะไมใ่ ช้ความคิดนนั้ เลย เพียงแตใ่ ห้พกั ความคิดนอกกรอบนนั้ ไว้ชวั่ คราว
แล้วจงึ คอ่ ยนํามาพิจารณาใหมอ่ ีกครัง้ ซง่ึ ในขนั้ ตอนดงั กลา่ วอาจจะมี 3 สง่ิ ตอ่ ไปนี ้
เกิดขนึ ้ (เดอ โบโน. 2548 หน้า 189 – 191)

• ความคิดหนง่ึ อาจถกู ตดั สนิ วา่ ไมถ่ กู ต้อง เพราะไมเ่ ข้ากรอบการตดั สนิ ในปัจจบุ นั
แตถ่ ้าความคดิ นนั้ ถกู เก็บไว้ก่อน กรอบการตดั สนิ ท่ีเคยใช้กอ็ าจมีการเปลี่ยนแปลง
และความคิดนนั้ ก็อาจถกู พสิ จู น์วา่ ถกู ต้องสกั วนั หนง่ึ

11.ความคดิ ท่กี ่งึ ๆ เป็ นไปไม่ได้

• ถ้าความคดิ ถกู เก็บไว้อีกสกั ระยะหนง่ึ อาจจะจดุ ประกายความคดิ ใหม่ ๆ ท่ีอาจจะ
ไมเ่ กิดขนึ ้ เลย ถ้าความคดิ นนั้ ถกู ทิง้ ไปเสียก่อน เช่น ถ้าความคิดถกู ปฏิเสธท่ี
ตําแหน่ง Aแนวคดิ อ่ืน ๆ ก็จะถกู ตดั ทงิ ้ ไปหมด แตถ่ ้าความคิดนนั้ ถกู ปฏิเสธท่ี
ตําแหนง่ B เรากจ็ ะได้แนวคดิ อ่ืน ๆ มาแล้ว ดงั นนั้ จะเกิดอะไรขนึ ้ กบั ความคิด
แรกเริ่มก็ไมใ่ ชเ่ รื่องสําคญั

• เราอาจจําเป็นที่ต้องผา่ นบริเวณที่ไมถ่ กู ต้อง เพ่ือให้เราอยใู่ นตําแหนง่ ท่ีสามารถ
มองเหน็ เส้นทางท่ีถกู ต้อง

12. วธิ ีใช้ความคดิ ท่กี ่งึ ๆ เป็ นไปไม่ได้

• เดอ โบโน. (2548, สรุปรวมจากหน้า 192 – 195) ได้ให้ตวั อยา่ งเก่ียวกบั ความคดิ
กง่ึ ๆ เป็นไปไมไ่ ด้วา่ อาจจะใช้วิธีการบดิ เบือนความจริง หรือการขยายเกินความ
จริง เราอาจจะเสนอแนวความคิดที่เหลวไหลไร้สาระอะไรกไ็ ด้ในตอนนนั้ ออกมา

• เทา่ กบั เป็นการปลอ่ ยให้สมองสง่ั การความคิดตา่ ง ๆ ออกมา โดยไมต่ ้องห้าม หรือ
เหน็ วา่ ไมเ่ กี่ยวเน่ืองสมั พนั ธ์กนั ควรจะปลอ่ ยให้ได้เกิดกระบวนการคิด คดิ อะไร
ออกมากไ็ ด้

13. อุปสรรคของการสร้างความคดิ

• ปัญหาใหญ่ของสงั คมไทยคือการปิ ดกนั้ ทางความคดิ จงึ ทําให้เกิดปัญหาตามมา
มากมาย โดนเฉพาะการไมก่ ล้าคดิ ซงึ่ จําเป็นอยา่ งยิง่ ที่จะต้องเร่งปรับปรุงและเปิ ด
กว้างทางความคดิ มเิ ช่นนนั้ การพฒั นาความคดิ ก็จะหยดุ ชะงกั

• วิชยั ปี ติเจริญธรรม. (2550, หน้า 14 – 15) ได้กลา่ ววา่ การนําคนเก่ง ๆ มา
ทํางานร่วมกนั แล้วหวงั วา่ พวกเขาจะทํางานร่วมกนั อยา่ งดีนนั้ เป็นความคิดที่ผิด
ย่งิ คนเก่ง ๆ มาร่วมกนั ทํางานมากเทา่ ไร ? ปัญหาก็ย่ิงตามมาเทา่ นนั้ เพราะตา่ ง
คนก็ตา่ งแบกอตั ตาความเกง่ กาจของตนมาด้วยโดยไมย่ อมรับฟังอีกฝ่ าย
หนงึ่ ในขณะที่ สพุ ตั รา สภุ าพ. (2547,หน้า 74 – 77) ได้นําเสนอสาเหตทุ ่ีเป็น
อปุ สรรคดงั นี ้

13. อุปสรรคของการสร้างความคดิ

• คดิ ไม่เป็ น (Do not know how to think) – ไม่รู้จกั คิดปรับปรุงอะไรทงั้ สิน้ ไม่วา่
จะเป็นเร่ืองท่ีเก่ียวข้องกบั ตวั เองหรือคนอ่ืน ๆ รวมถงึ งานท่ีทําอยู่ ต้องคอยรับคําสงั่ ต้องมีผ้คู อย
ขีดเส้นให้เดนิ ตามเส้น ไมส่ ามารถที่จะออกนอกเส้นทางได้ ไมเ่ ชน่ นนั้ จะหลงทาง ทําอะไรไม่ถกู
สมองจะไม่มีการคดิ อะไรใหม่ ๆ ไมเ่ กิดการพฒั นาและเพ่ิมคณุ คา่ ให้กบั ตวั เอง

• ไม่มีความรู้ (Uneducated) – ไมม่ ีความรู้ในที่นี ้หมายถงึ ความรู้ในเรื่องที่ถนดั หรือ
เฉพาะเจาะจงหรือเฉพาะทาง มนษุ ย์ทกุ คนตา่ งก็ต้องมีความสามารถ มีความเก่งที่แตกตา่ งกนั
ออกไป การที่เราไม่มีวามรู้ในเรื่องท่ีทํา หรือความสามารถอยา่ งใดอย่างหนง่ึ จะทําให้ปิดกนั้
ความสามารถของตนเองโดยสิน้ เชิง

• ไม่มวี ิสัยทศั น์ (Having no vision) – หรือจดุ มงุ่ หมายท่ีชดั เจนแนน่ อน จริงจงั รู้วา่ ชีวิต
นีต้ ้องการอะไร ไมใ่ ช่ความคิดที่เพ้อฝัน แตต่ ้องสามารถกระทําได้จริง

13. อุปสรรคของการสร้างความคดิ

• ไม่ปรับปรุงตนเอง (Lack of improvement) – เทา่ กบั เป็นการลดระดบั ความสามารถ
ของตนเอง ประเภทการทํางานประจํา (Routine) โดยมิได้มีความคิดหรือการพฒั นาอะไรใหม่
ๆ เพ่ือให้การทํางานเกิดประสทิ ธิภาพ จดั อยใู่ นประเภททํางานเช้าชามเยน็ ชาม ไม่ใสใ่ จสิ่งแวดล้อม
รอบข้าง

• ฉาบฉวย (Casual) – ทํางานไม่จริงจงั ไมต่ งั้ ใจ จดั ในประเภทเก่งแตพ่ ดู ไมส่ ามารถทําได้
ตามที่พดู

• คดโกง (Incorruptible) – ในใจคิดแตจ่ ะได้ ไมว่ า่ จะอยา่ งไร ส่ิงที่ตงั้ ใจไว้ต้องได้ แม้วา่ จะ
ผิดศลี ธรรมก็ยอม

• คบั แคบ (Obsolete) มองใกล้ (Short sighted) ใฝ่ ต่าํ (Bad tendency) –
มองโลกในแง่ร้าย ไม่ยอมรับความคดิ เห็นของผ้อู ื่น สนใจแตเ่ ร่ืองของตวั เอง ทําอย่างไรก็ได้ให้
ตนเองพ้นจากข้อตาํ หนิ กลา่ วหา เหน็ แก่ประโยชน์สว่ นตวั เป็นสาํ คญั ใครจะเป็นอย่างไร ไมส่ นใจ

13. อุปสรรคของการสร้างความคดิ

• ไม่ทนั สมัย (Out of time) – เป็นบคุ คลที่ไมย่ อมรับรู้หรือยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ของเทคโนโลยีใด ๆ สอนแคไ่ หน กท็ ําตามอยแู่ คน่ นั้ ไมม่ ีการพฒั นาหรือตอ่ ยอด ค้นคว้า
ความรู้ใหม่ ๆ

• ไม่ยอมรับความจริง (Unrealistic) – ไมว่ ิเคราะห์หรือขาดกําลงั ใจ หากประสบ
ปัญหาในการทํางาน เช่น ไมไ่ ด้เลือ่ นขนั้ เป็นต้น จิตใจอาจจะหดหู่ ไมอ่ ยากคดิ อะไร
แปลกใหม่

• ในขณะที่บณั ฑิต องึ ้ รังษี (2551, หน้า 116) ได้ให้คําแนะนําวา่ “ใครที่พดู อะไรเป็น
ข้อจํากดั ก็ไมต่ ้องไปเช่ือ เช่น เขาอาจจะบอกวา่ คณุ เรียนไมเ่ ก่ง ประสบความสาํ เร็จไมไ่ ด้
หรอก แตข่ ้อเทจ็ จริงกค็ ือ คนที่สอบไมเ่ ก่ง ในบ้านเราเป็นเศรษฐีร้อยล้านก็มี คนท่ีรวย
ที่สดุ ในโลกอยา่ งบลิ ล์ เกตส์ ยงั เรียนไมจ่ บมหาวิทยาลยั เลย”

สรุป

การคดิ นอกกรอบจะสําเร็จหรือไมส่ ําเร็จนนั้ ประการแรกสดุ อยทู่ ่ี
กล้าเปลี่ยนความคดิ จากแนวเดมิ ๆ หรือไม่ การประกอบอาชีพไมว่ า่ สาขา
ใดก็ตาม ล้วนต้องใช้ความคดิ ในการพฒั นาองค์กร การเพ่มิ คณุ คา่ ให้กบั
ตนเองให้เป็ นบคุ คลท่ีมีบทบาททงั้ ในสงั คมและองค์กร เป็ นสง่ิ ที่สําคญั ที่สดุ
การที่มนษุ ย์หยดุ คดิ เทา่ กบั เป็ นการหยดุ พฒั นา หยดุ ความก้าวหน้าของ
ตวั เอง ผ้ทู ี่รักความก้าวหน้าในชีวิตยอ่ มต้องขวนขวานค้นหาและพฒั นาขีด
ความสามารถโดยเริ่มต้นจากพลงั ความคดิ เพราะความคดิ เป็ นบอ่ เกิดของ
สง่ิ ดี ๆ สงิ่ ใหม่ ๆ แก่สงั คมโลก


Click to View FlipBook Version