The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลุ่มที่ 2 หลักพุทธธรรมมาภิบาลผู้บริหารสถ - Copy

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by AoYzz AKe, 2022-12-19 22:55:23

หลักพุทธธรรมมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา

กลุ่มที่ 2 หลักพุทธธรรมมาภิบาลผู้บริหารสถ - Copy

หลักพุทธธรรมมาภบิ าลผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา

สมาชิก 1. นางชตุ ิกาญจน์ พลแก้ว เลขท่ี 4
2. นางสาวมะลิ ยบุ ลพรง้ิ เลขท่ี 19
3. นางทิศากร เมืองทอง เลขท่ี 28
นสิ ิตชนั้ ปที ี่ 1 ปีการศกึ ษา 2565
สาขาวิชาพทุ ธบรหิ ารการศกึ ษา
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตนครศรีธรรมราช

1.ความหมายหลกั พุทธธรรมมาภบิ าลผ้บู ริหารสถานศกึ ษา

คำว่ำ Good Governance เริ่มนำมำใช้กันเม่ือ ช่วงต้น พ.ศ. ๒๕๒๓ ซ่ึงในช่วงน้ัน
นักวิชำกำรส่วนใหญ่ต่ำงเห็นพ้องกันว่ำ แนวทำงกำรบริหำรภำครัฐที่เป็นอยู่ไม่
สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมโลกที่ปรับเปล่ียนไปตลอดเวลำ จึงพัฒนำ
แนวควำมคิดเก่ียวกับกำรปกครองที่ดีที่เรียกกันทั่วไปว่ำ GoodGovernance
หรือ ธรรมำภิบำล

ธรรมาภิบาล เป็นคำที่มำจำกภำษำสันสกฤต คือ ธรรม กับ อภิบาล ควำมหมำยตำม
พจนำนกุ รมฉบับรำชบัณฑิตยสถำน พ.ศ. ๒๕๒๕ ใหค้ ำนยิ ำมไว้ดงั น้ี

ธรรม : คุณควำมดี คำส่ังสอนในศำสนำ หลักประพฤติปฏิบัติในศำสนำ ควำมจริง
ควำมถูกต้อง ควำมยตุ ธิ รรม กฎเกณฑ์ กฎหมำย สิง่ ท้งั หลำย สง่ิ ของ

อภิบาล : บำรุงรักษำ ปกครอง ปกป้อง หรือคุ้มครอง

องค์การสหประชาชาตใิ นประเทศไทยได้ให้นิยาม ควำมหมำยของ GOOD
GOVERNANCE หรือ ธรรมำภบิ ำล วำ่ คือกำรใชอ้ ำนำจทำงกำรเมือง กำรบรหิ ำรและ
เศรษฐกจิ ในกำรดำเนินภำรกจิ กจิ กรรมตำ่ ง ๆ ของประเทศในทุกระดบั โดยมีกลไก
กระบวนกำรสถำบนั ซง่ึ ประชำชนและกลุ่มต่ำง ๆ สำมำรถแสดงออกถงึ ควำมตอ้ งกำร
ผลประโยชน์ กำรใชส้ ทิ ธแิ ละหนำ้ ทต่ี ำมกฎหมำย กำรประสำนประนีประนอมควำม
แตกตำ่ งโดยผำ่ นกลไกกระบวนกำรและสถำบนั เหล่ำนัน้

ธนาคารโลก (WORLD BANK) ได้ใหค้ วำมหมำยของGOOD GOVERNANCE ว่ำ
หมำยถึงกำรกำหนดกลไกอำนำจของภำครฐั ในกำรบรหิ ำรจดั กำรทรพั ยำกรท้ังด้ำน
เศรษฐกจิ และสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดกำรพัฒนำ กำรดำเนนิ งำนกำรกำหนด
นโยบำย ท่ีประชำชนสำมำรถรบั ทรำบและเข้ำใจได้ มีลักษณะทีเ่ ปดิ เผยและเปน็
นโยบำยทม่ี ีประโยชน์ เจ้ำหนำ้ ที่ของรฐั มจี รยิ ธรรมปฏิบตั ิหนำ้ ทีเ่ พื่อประโยชน์
แห่งสำธำรณชน

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JIGA)กล่าวถึงธรรมาภิบาลว่า
เป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม โดยกาหนดให้รัฐมีหน้าที่ส่งเ สริมการ
มีส่วนร่วม และสร้างบรรยากาศให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม ซ่ึงจะนาไปสู่การพัฒนา
อ ย่ า ง ย่ั ง ยื น พ่ึ ง พ า ต น เ อ ง ไ ด้ แ ล ะ มี ค ว า ม ยุ ติ ธ ร ร ม ท า ง สั ง ค ม

ดังนั้นหลักธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE) จึงมีความหมายตามนัย

นี้ว่า“ วิถีการปกครองที่ไปสู่ความดีงามที่ย่ังยืน อันได้แก่ความรุ่งเรืองและความผาสุก
ของปวงชนทั้งปวง” การมสี ว่ นร่วม และสร้างบรรยากาศให้เกิดกระบวนการมสี ่วนร่วม
ซึ่งจะนาไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน พ่ึงพาตนเองได้ และมีความยุติธรรมทางสังคม

ก า ร มี จ ริ ย ธ ร ร ม ป ฏิ บั ติ ห น้ า ท่ี เ พื่ อ ป ร ะ โ ย ช น์ แ ห่ ง ส า ธ า ร ณ ช น

2.องค์ประกอบของหลกั พุทธธรรมมาภบิ าลผ้บู ริหารสถานศกึ ษา

3.ประเภทของหลักพุทธธรรมมาภบิ าลผบู้ ริหารสถานศึกษา

1. หลักนิตธิ รรม(the rule of law) หลักนติ ธิ รรมในทางพระพุทธศาสนา
น้ัน คาที่มีความหมายใกล้เคียงท่ีสุด คือคาว่า “วินัย” วินัยเป็นเรื่องของ
กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับในการปฏิบัติหน้าที่และการเป็นอยู่ วินัยก็คือ
การจัดโครงสร้างวางระบบแบบแผนของชุมชนหรือสังคม เพื่อให้มนุษย์มา
อยู่รวมกันโดยมีความเปน็ อยแู่ ละสัมพนั ธ์ทด่ี ีงาม หลกั นติ ธิ รรมตามแนวทาง
ของพระพุทธศาสนาจึงเป็นอุดมคติข้ันสูง เป็นตัวอย่างแห่งนิติธรรมตาม
หลักธรรมมาภบิ าลอยา่ งแทจ้ รงิ

2.หลักคุณธรรม(morality) เป็นอุดมการณ์ขั้นสูงของพระพุทธศาสนาใน
พระไตรปิฎกปรากฏเร่ืองราวต่างๆ ท่ีพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก ได้
บาเพ็ญคุณธรรมท่านไม่ตัดสินคนแค่เพียงบทบาทหน้าท่ีเท่าน้ันแต่ทรงยก
ยอ่ งสรรเสริญคนท่ีปฏบิ ัตชิ อบตามธรรมนองคลองธรรม

3.หลักความโปร่งใส (accountability) หลักความโปร่งใสของ
พระพุทธเจ้าที่ควรศึกษาคือ ยอมให้ผู้อยู่ในปกครองตักเตือนตรวจสอบ
ความประพฤติของผู้เป็นหัวหน้า การให้ว่ากล่าวตักเตือนกันเป็นกุสโลบาย
สาหรับผู้นา หากผู้ปกครองยินดีให้คนในปกครองตักเตือนได้ย่อมเป็น
กุสโลบายใหห้ มคู่ ณะอย่กู ันด้วยความสมัครสมานสามคั คี

4. หลักความมสี ว่ นรว่ ม (participation) การมีสว่ นร่วม หมายถึง การท่ีบุคคลมี

ส่วนร่วมในการตัดสินใจ มึการคาดหวังความสาเร็จร่วมกัน โดยจะต้องดูตั้งแต่กระบวนการมี
ส่วนรว่ ม การกระจายอานาจ ถา้ ตามหลกั ธรรมก็คือ อปริหานิยธรรม"* ซ่ึงเป็นหลักการมีส่วน
ร่วม ๗ ประการคือ
๑) หมน่ั ประชมุ กนั ตอ้ งหมน่ั ประชุมกนั เนอื งนติ ย์
๒) พรอ้ มเพรยี งกันประชุมพรอ้ มกนั ทากจิ ที่ควรทา พร้อมกันเลกิ ประชมุ
๓) ไมล่ ้มลา้ งกฎหมายที่ชอบธรรม
๔) มคี วามเคารพนับถอื ท่านผใู้ หญใ่ หท้ า่ นมีสว่ นรว่ ม
๕) บรรดากลุ สตรีมสี ่วนร่วม ไม่ข่มเหงสตรี ผหู้ ญงิ กเ็ ปน็ ใหญไ่ ด้
๖) เคารพสถานทที่ ่อี ยู่
๗) ใหค้ วามอารกั ขา คุ้มครองธรรม

 5. หลักความรับผิดชอบ (responsibility)ความหมายของความ
รับผิดชอบจะต้องต้ังอยู่บนฐานของความเมตตากรุณา และความปรารถนาที่
จะทาประโยชน์เพื่อผู้อน่ื ในการทางานเพ่ือความสุขและความพงึ พอใจของบคุ คล
ครอบครัว ประเทศชาติ และชุมชนระหว่างประทศ กุญแจสาคัญคือจิตใจท่ีหวัง
ประโยชน์เพ่ือผู้อ่ืน ตัวอย่างหลักปฏิบัติเก่ียวกับความรับผิดชอบคือ หลัก ทิศ 6
พรหมวิหาร 4 และสังคหวตั ถุ 4 น่นั เอง
 6. หลักความคมุ้ คา่ (cost- effectiveness or economy) ในการพัฒนา

ตามหลักพุทธธรรมาภิบาล ต้องยึดหลักมัตตัญญุตา คือ ความรู้จัก
พอประมาณ ไม่เบยี ดเบยี นผอู้ น่ื ไมก่ อ่ ความเดือดรอ้ นแกส่ ังคม ไม่เบียดเบียน
ทาลายธรรมชาติ เม่ือมีการให้ทาน ไม่เบียดเบียนจะทาให้สังคมมีความ
เออ้ื เฟือ้ เก้อื กลู ไมเ่ กดิ การแข่งขนั สงั คมก็จะมสี นั ตสิ ขุ ตามมา

สรุปควำมได้ว่ำหำกนำหลักธรรมำภิบำลทง้ั 6 มำจัดกลมุ่ ตำมกรอบแนวคดิ เชิงระบบจะทำ

ให้เห็นภำพชัดเจนย่ิงข้ึน หลักนิติธรรมและคุณธรรม ถือเป็นปัจจัยนำเข้ำ คุณธรรม

หมำยถึงคนในสังคมมีธรรม นิติธรรม หมำยถึงกฎระเบียบที่คนกำหนดขึ้นโดยธรรม เมื่อ

เข้ำสู่กระบวนกำรปฏิบัติก็ต้องให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม โดยกำรปฏิบัติอย่ำงโปร่งใสต่งฝ่ำย

ต่ำงสำมำรถตรวจสอบกำรทำงำนของกันและกันได้สุดท้ำยผลสัมฤทธ์ิที่ได้ หรือผลท่ี

เกดิ ขนึ้ ตอ้ งให้เกิดควำมค้มุ ค่ำหรือเกิดประโยชน์สูงสุด และพร้อมจะรับผิดชอบไม่ว่ำผลจะ

ออกมำดหี รือไม่ดี เปน็ ควำมรับผิดชอบต่อทุกฝ่ำยที่เกีย่ วข้อง ดงั ภำพ

INPUT PROCESS OUTPUT

นติ ิธรรม โปรง่ ใส รับผดิ ชอบ พทุ ธธรรมำภบิ ำล
คุณธรรม มสี ่วนร่วม คมุ้ ค่ำ

ปัญญำ ศลี ปัญญำ

ภำพ กระบวนกำรเชิงระบบกับควำมสัมพันธ์ของไตรสิกขำ

4.ประโยชน์ของหลกั พุทธธรรมมาภบิ าลผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา

การบรหิ ารโดยใชห้ ลกั ธรรมาภิบาล ทงั้ 6 หลัก จงึ เปน็ แนวทางการบรหิ ารจดั การที่จะชว่ ยให้
ผู้บรหิ ารสถานศึกษาได้ทาหน้าท่ีของตนเองได้อย่างถูกตอ้ งอย่างมืออาชีพ โดยการนาหลักธรรมาภบิ าล
ไปใชใ้ นการวางแผน (PLANNING) ดาเนินการ(PROCEED) ตรวจสอบ (CHECK) ปรับปรุง (IMPROVE) และ
พัฒนาคุณภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษาอย่างต่อเนือ่ งเปน็ รปู ธรรมและยั่งยืน อาจกล่าวไดว้ ่า ถา้
ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษามหี ลักคุณธรรมเปน็ ที่ต้งั อยใู่ นกรอบของศีลธรรมเชื่อไดว้ ่าหลักธรรมาภบิ าล อนื่ ๆ
อีก 5 หลัก ท่ีเหลือกจ็ ะตามมาเปน็ เคร่อื งยึดเหนีย่ วจิตใจของผบู้ รหิ ารสถานศึกษาให้ปฏิบัติหน้าท่ีได้
อย่างครบถ้วนตามหลกั ธรรมาภิบาล ซ่ึงจะกอ่ ใหเ้ กิดสังคมที่มีคุณค่าและเคารพศักด์ศิ รคี วามเป็นมนุษย์
ความรรู้ ักสามคั คี สง่ ผลใหง้ านน้ันมีประสทิ ธิภาพและเกิดประสทิ ธผิ ล อันเปน็ พลงั กอ่ ให้เกดิ การพฒั นา
อย่างยง่ั ยนื ต่อไป

สถานศกึ ษาท่ีบริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาลน้นั ก็คอื การกอ่ ให้เกิดผลตีต่อคณุ ภาพผเู้ รียน เปน็
คนตี คนเกง่ และอย่ใู นสงั คมได้อย่างมีความสุข จากบทกลอน ต่อไปน้ี

คณุ ค่าล้า "ธรรมาภบิ าล"ค้มุ ชว่ ยโอบอมุ้ ความสุขทุกยา่ งก้าว
จากเร่ิมตน้ สเู่ สน้ ชยั ไปถึงดาว ไร้กลน่ิ ฉาววินยั ตามไม่ทนั

หลักคณุ ธรรมนิตธิ รรมนาโปรง่ ใส ร้อยรวมใจ มสี ่วนร่วมรวมสร้างสรรค์
รบั ผดิ ชอบคอื คาตอบมอบให้กนั สมานฉนั ท์คมุ้ ค่าสงา่ งาม

5.ความสาคัญของหลักพุทธธรรมมาภิบาลผู้บริหารสถานศึกษา

ปัจจุบันธรรมำภิบำลเป็นแนวคิดท่ีได้รับควำมนิยมอย่ำงแพร่หลำย หลักธรรมำ
ภิบำลที่น่ำจะมีควำมสอดคล้องเหมำะสม กับบริบทของโรงเรียนควรประกอบไปด้วย
หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักควำมโปร่งใส หลักกำรมีส่วนร่วม หลักควำมรับผิดชอบ
หลกั ควำมค้มุ ค่ำ หลักควำมม่ันคงและหลักเป้ำหมำยสอดคล้องต่อสังคมซึ่งทั้งหกหลักกำรนี้
จะบูรณำกำรอยู่ในกำรบริหำรงำน ของโรงเรียนและนำ ไปสู่เป้ำหมำยสุดท้ำยของกำรจัด
กำรศึกษำ คือ กำรทำให้ผู้เรียนมีคุณภำพ คือ เป็นคนดีคนเก่ง และคนมี ควำมสุข
น อ ก จ ำ ก น้ี ยั ง ช่ ว ย แ ก้ ไ ข ปั ญ ห ำ ก ำ ร บ ริ ห ำ ร ง ำ น ภ ำ ย ใ น อ ง ค์ ก ำ ร ไ ด้ อี ก ด้ ว ย
กำรบริหำรที่ดี มีประสิทธิภำพ และเกิดประสิทธิผลนั้นจะขำดเสียมิได้คือกำรบริหำรโดยใช้
หลักธรรมำภิบำล คือ คุณธรรมของนักปกครองนักบริหำรท่ีดี (GOOD GOVERNANCE) ตำม
พระรำชกฤษฎีกำว่ำด้วยหลักเกณฑ์และวิธีกำรบริหำรกิจกำรบ้ำนเมืองท่ีดี พ.ศ. 2546 ซึ่ง
ผู้บริหำรสถำนศึกษำต้องมีวิธีกำรประยุกต์ใช้หลักธรรมำภิบำลในกำรบริหำรสถำนศึกษำ

6.หลักธรรมท่ีเก่ยี วข้องกบั หลกั พทุ ธธรรมมาภบิ าล
ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา

องคก์ รทำงดำ้ นกำรศกึ ษำ เปน็ กล่มุ คนทีร่ วมตัวกนั เพอื่ ดำเนนิ กำรในกิจกรรม
อยำ่ งใดอยำ่ งหนึง่ ใหส้ ำเร็จ ตำมวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกำรรวมตัวจะต้องมี
กำรจดั ระเบยี บกำรตดิ ต่อ กำรแบง่ งำนกัน ทำและต้องมีกำรประสำนประโยชน์
ของแตล่ ะบคุ คลดว้ ย กำรสรำ้ งควำมสุขในองคก์ รจึงเปน็ ส่วนสำคัญในกำร
จัดกำรสุขภำวะของกำรทำงำนอย่ำงมคี วำมสุข เพรำะบคุ คลมีควำมรูส้ กึ นกึ คิด
ทีแ่ ตกต่ำงกันจำเปน็ ต้องมหี ลกั ในกำรติดตอ่ ประสำนงำนกันภำยในองค์กร เพอื่
สร้ำงควำมเขำ้ ใจ และร่วมมอื กนั ทั้งระหวำ่ งบุคคลกบั บุคคล บุคคลกับองคก์ ร

โดยอำศยั หลกั ธรรมที่ต้องรว่ มกัน ตำมหลักกำร ดงั น้ี

๑) หลกั การครองตน

คือ รจู้ ักคิด พูด ทำ กจิ กำรงำน และปฏบิ ตั งิ ำนไดเ้ หมำะสม กับบุคคล สังคม และ
สถำนกำรณ์ (สปั ปุริสธรรม) คือ คุณธรรมของสัตบุรุษ มี ๗ ประกำร คือ
๑ ธมั มญั ญุตา รจู้ กั เหตุ ได้แก่ ปญั ญำรู้เหตุแหง่ ทำงเจรญิ และทำงเสอื่ ม เป็นต้น
๒ อัตถัญญุตา รจู้ กั ผล ไดแ้ ก่ ปัญญำรผู้ ล ท่ีเปน็ มำแต่เหตุ หรอื ปจั จัยใหเ้ กิดผลตำ่ งๆ ตำมที่
เป็นจริง
๓ อัตตัญญุตา รจู้ กั ตน คือ รู้ภูมธิ รรม ภมู ิปัญญำ และฐำนะของตน ตำมที่เปน็ จรงิ แลว้ วำง
ตนให้เหมำะสมแกฐ่ ำนะ
๔ มตั ตญั ญุตา ร้จู กั ประมำณตน ปฏบิ ตั ิตน วำงตน ให้เหมำะสมแก่ฐำนะ และรู้จกั ประมำณ
ในกำรบรโิ ภคใชส้ อยทรัพย์ท่มี ีอยู่ และตำมมีตำมได้
๕ กาลัญญุตา รจู้ กั กำล คือ รจู้ ักเวลำ หรอื โอกำสทค่ี วร และไม่ควรพูดหรอื กระทำ กำรตำ่ งๆ
๖ ปริสญั ญุตา รจู้ กั ชมุ ชน วำ่ มีอธั ยำศยั ใจคอ ฐำนะควำมเป็นอยู่ และขนบธรรมเนียม
ประเพณขี องหมูช่ นตำ่ งๆ เพอ่ื ให้รูจ้ กั วำงตวั ให้เหมำะสม
๗ ปุคลัญญตุ า รู้จกั บคุ คล ว่ำมอี ัธยำศัยใจคอ มภี ูมธิ รรม ภมู ิปญั ญำ และมีฐำนะอยำ่ งไร
เพอื่ ปฏิบตั ิตน หรอื วำงตน ใหเ้ หมำะสมตำมฐำนะของเรำและของเขำ

๑)หลกั การครองตน

เป็นหลักธรรมของนักปกครอง มี ๑๐ ประกำร
กำรให้
กำรสงั วรระวงั กำยและวำจำ ใหเ้ รียบร้อยดไี มม่ ีโทษ

กำรเสยี สละ
ควำมซอ่ื ตรง
ควำมสุภำพออ่ นโยน
ควำมเพยี รเพ่งเผำกิเลส
ควำมไมโ่ กรธ
กำรไมเ่ บยี ดเบียนผู้อื่น ตลอดท้ังสัตวใ์ หไ้ ดท้ กุ ข์ยำก
ควำมอดทน

ควำมประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ่ไี มผ่ ิดทำนองคลองธรรม
และดำรงอำกำรคงท่ี ไม่หวัน่ ไหว ด้วยอำนำจยนิ ดียนิ ร้ำย

๑)หลักการครองตน

กัลยาณมติ ตธรรม คอื ผ้มู คี ณุ ธรรมของมติ รทีด่ ี ๗ ประกำร คอื

๑) เปน็ ผนู้ ่ารัก (ปิโย) คือ เป็นผูม้ ีจติ ใจกอปรด้วยเมตตำกรุณำพรหมวิหำร
๒) เปน็ ผนู้ ่าเคารพบชู า (ครุ) คอื เป็นผู้ที่สำมำรถเอำเป็นทพี่ ่งึ อำศยั เป็นที่พึ่งทำงใจ
๓) เปน็ ผู้น่านับถอื น่าเจริญใจ (ภาวนีโย) ดว้ ยว่ำ เป็นผู้ได้ฝึกฝนอบรมตนมำดีแล้ว

ควรแก่กำรยอมรับและยกย่องนับถอื เอำเปน็ เยีย่ งอยำ่ งได้
๔) เป็นผรู้ จู้ กั พดู จาโดยมเี หตุผลและหลักการ (วตั ตา) รจู้ ักชี้แจง แนะนำ

ให้ผอู้ น่ื เขำ้ ใจดี แจม่ แจ้ง เปน็ ท่ปี รกึ ษำทดี่ ี
๕) เปน็ ผูอ้ ดทนตอ่ ถอ้ ยคาที่ล่วงเกิน วิพำกษ์ วจิ ำรณ์ ซกั ถำม หรอื ขอปรึกษำหำรือ

ขอให้คำแนะนำตำ่ งๆ ได้ (วจนักขโม)
๖) สามารถแถลงชี้แจงเร่อื งที่ลึกซง้ึ หรอื เร่ืองทย่ี ุ่งยำกซับซ้อนใหเ้ ข้ำใจอย่ำง ถกู ต้อง

และ ตรงประเดน็ ได้ (คมั ภีรญั จะ กะถัง กัตตา)
๗) ไม่ชกั นาในอฐานะ (โน จฏั ฐาเน นโิ ยชะเย) คือไม่ชกั จูงไปในทำงเสอื่ ม (อบำยมุข)

หรือ ไปในทำงทเี่ หลวไหลไร้สำระ หรือทเ่ี ป็นโทษ เปน็ ควำมทกุ ข์ เดอื ดรอ้ น

๒)หลกั การครองคน


เหฏฐมิ ทศิ ” คอื ทศิ เบือ้ งต่า ในหลกั ธรรมของทศิ 6

เจำ้ นำย หรือผู้บงั คับบัญชำ พึงบำรงุ บำ่ ว คอื ผู้ใต้บงั คับบญั ชำดว้ ยสถำน ๕ คือ
๑.๑ ด้วยการจดั งานใหต้ ามกาลัง กลำ่ วคอื มอบหมำยหนำ้ ท่ีกำรงำนให้ตำมกำลงั ควำมรู้
สตปิ ญั ญำ ควำมสำมำรถ (Put the right man on the right job รจู้ ักใชค้ นให้ถกู กบั งำน)
๑.๒ ดว้ ยการใหอ้ าหารและบาเหนจ็ รางวัล กลำ่ วคือ เม่อื ทำดี ก็รูจ้ ักยกยอ่ งชมเชย และ/
หรือ สนับสนนุ อดุ หนนุ ให้ได้รบั บำเหน็จรำงวัล เลอื่ นยศ เลอื่ นตำแหนง่ ตำมสมควรแก่
ฐำนะ เมอื่ ทำไมด่ ี ก็ให้คำตักเตือน แนะนำ ส่ังสอน ใหพ้ ฒั นำสมรรถภำพใหด้ ีข้ึน ถำ้ ไม่ยอม
แก้ไขพัฒนำตนใหด้ ีข้ึน ก็ตอ้ งตำหนิ และมโี ทษตำมกฎเกณฑ์ โดยชอบธรรม
๑.๓ ด้วยการรักษาพยาบาลในยามเจบ็ ไข้ กล่ำวคอื ต้องรู้จักดแู ลสำรทุกข์ สุกดิบของ
ผู้อย่ใู ตบ้ งั คบั บญั ชำ ไม่เปน็ ผู้แลง้ น้ำใจ คอื ไมป่ ฏิบตั กิ ับลกู น้อง หรือผอู้ ยู่ใต้บงั คับบัญชำ
๑.๔ ดว้ ยแจกของมีรสดีแปลกๆ ให้กนิ หมำยควำมวำ่ ใหร้ ูจ้ กั มนี ้ำใจแบ่งปันของกนิ
ของใช้ดๆี ใหล้ ูกนอ้ ง
๑.๕ ดว้ ยปลอ่ ยในสมยั คอื ร้จู กั ใหล้ กู น้อง หรือผ้อู ยู่ใต้บงั คับบัญชำได้ลำพักผอ่ นบ้ำง

๒)หลกั การครองคน


พรหมวิหารธรรม คณุ ธรรมเคร่ืองอยขู่ องผู้ใหญ่ ๔ ประการ

เมตตา คอื ควำมรัก ปรำรถนำท่จี ะใหผ้ อู้ น่ื อยดู่ ีมีสขุ
(๒) กรุณา คือ ควำมสงสำร ปรำรถนำให้ผ้มู ีทุกข์ เดือดร้อน ให้พน้ ทกุ ข์
(๓) มทุ ติ า คอื ควำมพลอยยนิ ดี ที่ผ้อู ่นื ได้ดี ไมค่ ิดอิจฉำรษิ ยำกนั
(๔) อเุ บกขา คือ ควำมวำงเฉย ไม่ยินดยี ินรำ้ ย

สังคหวตั ถุธรรม ธรรมเปน็ เคร่ืองยดึ เหนี่ยวใจคน ๔ ประการ

(๑) ทาน รจู้ กั ให้ปัน ส่งิ ของ ของตน แก่ผอู้ นื่ ท่คี วรใหป้ นั
(๒) ปิยวาจา รู้จกั เจรจำออ่ นหวำน คือ กลำ่ วแตว่ ำจำทส่ี ภุ ำพออ่ นโยน
(๓) อตั ถจรยิ า รจู้ กั ประพฤติสง่ิ ท่ีเปน็ ประโยชนแ์ กผ่ ู้อ่ืน
(๔) สมานตั ตตา เป็นผู้มตี นเสมอ คอื ไมถ่ ือตวั เย่อหยิ่ง จองหอง อวดดี
คณุ ธรรม ๔ ประกำรนี้ และยังควำมสมัคร สมำนสำมัคคี ให้เกดิ ขนึ้ ระหว่ำงกนั และกัน
ด้วย หรือจะเรยี กวำ่ เป็น “หลักธรรมมหำเสนห่ ”์ ก็ได้

๓)หลกั การครองงาน
๑)ฉันทะ ความรักงาน คอื จะตอ้ งเป็นผรู้ “ักงำนทตี่ นมีหน้ำทีร่ บั ผิดชอบอยู่
เอำใจใส่กระตอื รือรน้ ในกำรเรียนรงู้ ำน มุง่ ม่นั ทำงำนให้สำเร็จเรยี บรอ้ ยอยเู่ สมอ
๒. วริ ิยะ ความเพียร คอื จะตอ้ งเป็นผู้มีควำมขยันหมัน่ เพยี ร ประกอบดว้ ย
ควำมอดทน ไมย่ อ่ ทอ้ ตอ่ ควำมยำกลำบำกในกำรประกอบกิจกำรงำนในหน้ำที่
หรอื ในอำชพี ของตน จงึ จะถงึ ควำมสำเรจ็ และควำมเจริญก้ำวหน้ำได้
๓. จติ ตะ ความเปน็ ผมู้ ใี จจดจ่ออยู่กับการงาน ผทู้ จ่ี ะทำงำนไดส้ ำเรจ็ ด้วยดี
มปี ระสทิ ธภิ ำพนั้น จะตอ้ งเปน็ ผูเ้ อำใจใส่ตอ่ กจิ กำรงำนท่ีทำ และมุ่งกระทำงำน
อย่ำงต่อเนอ่ื ง จนกวำ่ จะสำเรจ็
๔. วิมังสา ความเปน็ ผรู้ ้จู กั พิจารณาเหตุสงั เกตผลในการปฏบิ ตั ิงานมอี ุปสรรค
หรือปญั หำท่ีควรได้รับกำรปรบั ปรุงแก้ไขวิธกี ำรทำงำน ปรบั ปรุงพัฒนำวธิ กี ำร
ทำงำนใหด้ ำเนนิ ไปสู่ควำมสำเร็จ

๓)หลกั การครองงาน “

สมั มาอาชวี ะ

1) เป็นผู้มีความคิดริเริ่ม (Initiatives)ด้วยควำมคิดสร้ำงสรรค์ (Creative)โครงกำร
ใหม่ๆ ท่ีเป็นประโยชน์สุขแก่หมู่คณะ สังคม และประเทศชำติ และวิธีกำรทำงำน
ใหม่ๆ ใหก้ ำรปกครอง กำรบริหำร กจิ กำรงำนได้บังเกิดผลดี มีประสิทธภิ ำพสูงยง่ิ ขึ้น

2) มีความคดิ พัฒนา (Development) คือ เปน็ นกั พฒั นำ ปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ ล้ำหลัง
หรอื ข้อบกพรอ่ งในกำรทำงำนใหด้ ีขน้ึ อยู่เสมอ

3) เป็นผมู้ สี านึกในภาระหน้าทคี่ วามรับผิดชอบ (Sense of Responsibilities) สงู
คอื มสี ำนกึ ในควำมรบั ผดิ ชอบต่อตนเอง โดยกำรศกึ ษำหำควำมรู้ เพิ่มพนู ศักยภำพ
และ สำนกึ ในกำรสร้ำง ฐำนะของตน และมสี ำนึกในหน้ำที่ควำมรับผดิ ชอบต่อ
สว่ นรวม

4) มีความม่ันใจตนเอง (Self Confidence) สงู นี้หมำยถึง มคี วำมม่นั ใจ โดย ธรรม
คอื มคี วำมมัน่ ใจในควำมรู้ควำมสำมำรถ สตปิ ัญญำและวิสัยทัศน์และทัง้ คณุ ธรรม

7.งานวิจัยท่เี กยี่ วขอ้ งกบั หลักพทุ ธธรรมมาภบิ าลผู้บริหาร
สถานศกึ ษา

มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด อา้ งถึงใน ไชยวฒั น์ คา้ ชู ไดใ้ หค้ วามหมายของธรรมาภิบาลว่า
หมายถงึ การใช้อานาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และรฐั ประศาสนศาสตร์ เพอ่ื การบรหิ าร
กจิ กรรมต่างๆ ของชาตบิ ้านเมอื ง และหมายรวมถงึ กระบวนการ ความสัมพันธ์ และ
สถาบนั ต่าง ๆ ที่เช่อื มโยงกันอย่างซับซ้อน ซึ่งประชาชนพลเมอื งใชเ้ ป็นเครื่องมอื หรือ
ชอ่ งทางในการบริหารจัดการกิจการตา่ งๆ อันเก่ยี วข้องกบั ชีวติ ประเทศ ซึ่งมี
องค์ประกอบรว่ ม ซึ่งเปน็ พืน้ ฐานของการสรา้ งหลกั ธรรมาภบิ าลอนั ได้แก่

๑. การรับผิดชอบ
๒. ความโปร่งใส
๓. การปราบปรามทจุ รติ และการประพฤติมิชอบ
๔. การมสี ่วนรว่ มของผู้มสี ่วนได้ส่วนเสยี
๕. กรอบกฎหมาย และกระบวนการยตุ ิธรรม

พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตโฺ ต) กลำ่ วถึง กำรบรหิ ำรเป็นวธิ ีกำรทำให้งำน
สำเรจ็ โดยอำศยั ผอู้ ืน่ (Getting things done through other people) และกลำ่ วว่ำ
หน้ำท่ขี องผบู้ ริหำรเป็นกรอบในกำรพจิ ำรณำของผบู้ ริหำรให้สำเร็จ มี ๕ ประกำร ตำม
คำยอ่ ภำษำอังกฤษวำ่ “POSDC” ดงั นี้ คอื
๑. P คือ Planning หมำยถงึ กำรวำงแผน เป็นกำรกำหนดแนวทำงกำรดำเนินงำนเพื่อ
ควำมสำเร็จท่จี ะตำมมำในอนำคต ผู้บรหิ ำรทดี ตี ้องมีวิสัยทศั นท์ ก่ี วำ้ งไกล เพอ่ื กำหนด
ทิศทำงขององคก์ ร
๒.O คอื Organizing หมำยถงึ คอื กำรจดั องค์กร เป็นกำรกำหนดโครงสร้ำง
ควำมสัมพนั ธ์ของสมำชกิ และสำยบังคบั บัญชำภำยในองคก์ ร มกี ำรแบ่งงำนกนั ทำและ
กำรกระจำยอำนำจ
๓. S คอื Staffing หมำยถึง งำนบุคลำกร เปน็ กำรสรรหำบคุ ลำกรใหม่ กำรพฒั นำ
บคุ ลำกรและกำรใช้คนใหเ้ หมำะสมกบั งำน

๔. D คอื Direction หมำยถงึ กำรอำนวยกำร เป็นกำรส่อื สำรเพอื่ ให้เกดิ กำรดำเนนิ กำร
ตำมแผน ผูบ้ รหิ ำรตอ้ งมีมนษุ ยสัมพนั ธ์ท่ีดแี ละต้องมภี ำวะผนู้ ำ
๕. C คอื Controlling หมำยถึง กำรกำกบั ดแู ล เป็นกำรควบคุมคณุ ภำพของกำร
ปฏิบัตงิ ำนภำยในองค์กร รวมทง้ั กระบวนกำรแก้ปัญหำภำยในองค์กร

มลั ลกิ า ตน้ สอน ไดใ้ หค้ วำมหมำยของกำรบริหำร (Administration) วำ่ หมำยถงึ
กำรกำหนดแนวทำง หรือนโยบำย กำรส่ังกำร กำรอำนวยกำร กำรสนบั สนนุ และกำร
ตรวจสอบ ใหผ้ ู้ปฏิบตั สิ ำมำรถดำเนนิ งำนให้ได้ตำมเปำ้ หมำยที่ต้องกำร

จนั ทรานี สงวนนาม ได้สรปุ วำ่ กำรบริหำรเป็นท้ังศำสตร์และศิลป์ เป็นสำขำวิชำท่ีมี
กำรจัดระเบียบอย่ำงมีระบบ คือมีหลักกำร กฎเกณฑ์ และทฤษฎี ท่ีพึงเชื่อถือได้ อันเกิด
จำกกำรค้นคว้ำเชิงวิทยำศำสตร์ เพ่ือประโยชน์ในกำรบริหำรงำนโดยลักษณะเช่นน้ีกำร
บริหำรจึงเป็นศำสตร์(Science) ซึ่งเป็นศำสตร์ทำงสังคม ท่ีอยู่กลุ่มเดียวกับวิชำจิตวิทยำ
สังคมวิทยำ และรัฐศำสตร์ แต่ถ้ำพิจำรณำกำรบริหำรในลักษณะของกำรปฏิบัติที่ต้อง
อำศัยควำมรู้ ควำมสำมำรถ ประสบกำรณ์ และทักษะของผู้บริหำรแต่ละคนท่ีจะทำงำน
ให้บรรลุเป้ำหมำย ซ่ึงเป็นกำรประยุกต์เอำควำมรู้ หลักกำรและทฤษฎีไปปรับใช้ในกำร
ปฏิบัติงำนเพ่ือให้เหมำะสมกับสถำนกำรณ์ และสิ่งแวดล้อมแล้ว กำรบริหำรก็จะมี
ลักษณะเปน็ ศลิ ป์(Arts)

เฉลิม เที่ยงธรรม ไดศ้ กึ ษาพฤติกรรมการบรหิ ารงานตามหลกั ธรรมาภบิ าลของผูบ้ ริหาร
โรงเรยี น สังกดั สานกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต ๒ พบว่า ขา้ ราชการครูท่ี
ปฏิบัตงิ านในโรงเรยี นมีความคิดเหน็ ต่อพฤตกิ รรมการบริหารตามหลกั ธรรมาภบิ าลของ
ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น สงั กดั สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต ๒ อยู่ในระดับปาน
กลาง ทั้งโดยรวมและรายดา้ น

รับขวัญ ภาคภูมิ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของ
ผู้บริหารสถานศึกษากับสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษากาแพงเพชร เขต ๑ พบว่า การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหาร
สถานศึกษากับสุขภาพองค์การของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
กาแพงเพชร เขต ๑ ท้ังภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อจาแนกการบริหารตาม
ขนาดของสถานศึกษา พบว่า มีการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารแตกต่าง
กนั อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถติ ิทรี่ ะดบั .๐๕๙๒

สรปุ องค์ประกอบความร้จู ากงานวจิ ยั

๘.สรปุ หลักพทุ ธธรรมมาภบิ าลผู้บรหิ ารสถานศึกษา

หลักธรรมมาภิบาลสามารถนามาประยุกต์ใช้ในการการบริหารงานของ
ผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเพิ่มระดับการใช้การบริหารสถานศึกษาตาม
หลักธรรมมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาให้ได้รู้วิธีการนาไปใช้และเข้าใจ
หลักธรรมมาภิบาลมากข้ึนแสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในหลักการบริหารท่ี
มี และผู้ร่วมงานทุกคน หากผู้บริหารสถานศึกษาสามารถยึดถือได้ว่า การ
แนะนาความรู้ความเข้าใจในงานด้านต่างๆ ไปใช้ในหน่วยงานสถานศึกษา
สง่ ผลท่ีตามมาน้นั ยอ่ มบรรลผุ ลตามท่ีได้วางแผน

๘.สรปุ หลักพุทธธรรมมาภบิ าลผบู้ รหิ ารสถานศึกษา

กำรนำหลักธรรมมำภิบำลมำใช้ในกำรกำหนดยุทธศำสตร์ในกำร
บริหำรงำน ซึ่งจะเป็นกำรปฏิบัติได้อย่ำงเป็นรูปธรรม โดยผู้บริหำร
สถำนศึกษำ ควรถือปฏิบัติโดยนำควำมรู้และแนวทำงวิทยำกำรใหม่ๆ ให้
ท่ำนได้รับทรำบ มีควำมเป็นธรรม มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่ำงๆ ท่ีทำง
โรงเรียนจัดข้ึน มีควำมควำมซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม มีควำมชัดเจน
ปฏิบัติงำนด้วยควำมรับผิดชอบ ทำให้มีกำรใช้ทรัพยำกรต่ำงๆอย่ำงคุ้มค่ำ
และสนบั สนุนให้มกี ำรนำหลกั ธรรมมำภิบำลมำใช้ในหนว่ ยงำนอย่ำงแทจ้ รงิ

ขอบคุณคะ่


Click to View FlipBook Version