The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยตำบลมาบยางพร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Hathainuch Chaimeesaeng, 2024-06-18 02:35:55

ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยตำบลมาบยางพร

ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยตำบลมาบยางพร

Keywords: ตำบล

ภ ู ม ิปั ญญาท ้ องถ ่ ิ นไทย ต าบลมาบยางพร อ าเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง


ภม ู ิปั ญญาท ้ องถ ่ น ิ ด้านเกษตรกรรม


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านเกษตรกรรม การปลูกสับปะรด ผู้ให้ข้อมูล นายอรุณ อ่วมอารีย์ เบอร์โทรศัพท์ 08 1683 1439 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 161 หมู่ที่ 1 ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง ภูมิรู้/ภูมิปัญญา มีความสามารถด้านการปลูกสับปะรด ผลงานที่ได้รับการยกย่องการใช้ปุ๋ย,การปรับพื้นที่,สอาพดินที่เหมาะสมในการปลูกสับปะรดและ แนะน าชุมชนในเรื่องหลักการปลูกสับปะรดที่ถูกวิธีเพื่อได้ผลผลิตที่ดีและตรงกับความต้องการของตลาด การเตรียมดิน การเตรียมดินต้องปรับระดับให้เรียบ เพื่อไม่ให้มีน้ าท่วมขัง ควรไถดินให้ลึกเพื่อช่วยให้ การระบายน้ าและอากาศในดินเป็นไปอย่างสะดวก และทุกครั้งที่มีการรื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่จะต้องท าเช่นนี้ ทุกครั้ง การเตรียมดินปลูกสับปะรด หากเป็นพื้นที่ที่ต้องบุกเบิกใหม่ควรใช้รถไถ ดันรากไม้ใหญ่ๆ ให้โผล่ขึ้น มาแล้วจุดไฟเผาเสีย ต่อจากนั้นก็ไถดินให้ลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร และไถพรวนอีก 2-3 ครั้ง แล้ว ปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่งเพื่อให้เศษซากพืชในดินเน่าสลาย ต่อมาจึงค่อยปรับระดับดินให้เรียบเสมอกัน จากนั้น จึงไถดินให้ลึกอีก 40-50 เซนติเมตร เพื่อเป็นการเปิดหน้าดินให้ลึกให้มีการระบายน้ าและอากาศได้ดี หากดิน เป็นแปลงสับปะรดเก่า ให้ใช้จานไถกลับไปกลับมาจนต้นและใบกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไถกลบเศษต้นและใบ สับปะรดนั้นลงในดินแล้วปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่งเพื่อให้เน่าเปื่อยกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ และเพื่อเป็นการปรับ โครงสร้างของดินให้ดีขึ้น ต่อจากนั้นจึงไถดินให้ลึก 40-50 เซนติเมตร และใช้พรวนจานไถอีกครั้งเมื่อใกล้ ระยะเวลาที่จะปลูก ฤดูปลูกและวิธีปลูก สับปะรดสามารถปลูกได้เกือบตลอดทั้งปีในประเทศไทย แต่ไม่ควร ปลูกในช่วงที่ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน เพราะจะท าให้เกิดโรคเน่าขึ้นมาได้ ในเดือนธันวาคมควรมีการ เตรียมดินให้เสร็จ และท าการปลูกในเดือนมกราคม-เมษายน เนื่องจากมีแสงแดดจ้าและไม่มีฝนตกชุก ซึ่งเป็น ช่วงที่ดินยังมีความชุ่มชื้นเพียงพอแก่การเจริญเติบโตในระยะแรกอยู่ ถ้าปลูกในฤดูแล้งควรฝังหน่อให้ตั้งตรง แต่ ถ้าปลูกในฤดูฝนควรฝังหน่อให้เอียง 45 องศา เพื่อป้องกันน้ าเข้าไปขังอยู่ในยอด การปลูกส่วนใหญ่มักจะใช้ ระยะปลูกแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์การปลูกเป็นแถวคู่ควรฝังหน่อให้ลึก 15-20 เซนติเมตร ส าหรับการ ปลูกสับปะรดสามารถใช้หน่อหรือจุกปลูกก็ได้ แต่การปลูกด้วยหน่อจะให้ผลผลิตเร็วกว่า และสามารถหาพันธุ์ ได้ง่ายกว่าการปลูกด้วยจุก ตอนเริ่มปลูกให้ขึงเชือกท าแนว ระยะปลูกก่อน จากนั้นให้ปลูกสับปะรดตามแนว


ที่วางไว้ โดยไม่จ าเป็นต้องขึงเชือกทุกแถว เทคนิคที่ท าให้ปลูกสับปะรดได้เร็วคือ การใช้เสียมที่มีด้ามสั้นขุดดิน ขึ้นมา แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับหน่อเสียบลงไปปลูก วิธีการขยายพันธุ์สับปะรด 1.) หน่อดิน เกิดจากตาที่อยู่ในบริเวณล าต้นใต้ดิน ซึ่งจะเริ่มแทงขึ้นมาพ้นผิวดินหลังจากเกิด การสร้างดอกแล้ว มีจ านวนน้อย รูปทรงเล็กเรียว ใบยาวกว่าหน่อข้าง 2.) หน่อข้าง เกิดจากตาที่พักตัวอยู่บนล าต้นในบริเวณโคนใบ หน่อข้างเหล่านี้จะมีน้ าหนัก ต่างกันไปตั้งแต่ 0.5-1 กิโลกรัม ให้ผลเมื่อมีอายุ 14-18 เดือน ใช้ขยายพันธุ์ได้ดี 3.) ตะเกียง เกิดจากตาบนก้านผลที่อยู่ในบริเวณโคนผล ตะเกียงมีน้ าหนักเฉลี่ยทั่วไปอยู่ ระหว่าง 0.3-0.5 กิโลกรัม ให้ผลเมื่อมีอายุ 18-20 เดือน 4.) จุก เติบโตขึ้นเหนือผลสับปะรดหลังจากดอก โรยไปแล้วจุกจะมีน้ าหนักทั่วไปตั้งแต่ 0.075-0.2 กิโลกรัม ให้ผลตามธรรมชาติเมื่ออายุ 22-24 เดือน


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านเกษตรกรรม การปลูกขนุน ผู้ให้ข้อมูล นายศิลป์ชัย สุวดิษฐ์ เบอร์โทรศัพท์08 6109 2072 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 62 หมู่ที่ 2 ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง ภูมิรู้/ภูมิปัญญา มีความสามารถด้านการปลูกขนุนพันธุ์ดี ผลงานที่ได้รับการยกย่อง การให้ความรู้แก่ชุมชนในเรื่องหลักการปลูกขนุนพันธุ์ดีให้ได้ผลผลิตสูงและ ตรงกับความต้องการของตลาด การปลูกและดูแลต้นขนุน 1) ถ้าพื้นที่ในการปลูกระยะ 6 X 8 เมตร ก็ให้เอา 6 คูณด้วย 8 ได้ 48 ไปหารพื้นที่ 1 ไร่ ก็ จะได้ 1,600 ตารางเมตร ก็จะสามารถปลูกต้นขนุนได้ 33 ต้น 2) ถ้าพื้นที่ในการปลูกระยะ 8 X 8 เมตร ก็ให้เอา 8 คูณด้วย 8 ได้ 64 ไปหารพื้นที่ 1 ไร่ ก็ จะได้ 1,600 ตารางเมตร ก็จะสามารถปลูกต้นขนุนได้ 25 ต้น ซึ่งพื้นที่ในการปลูกระยะนี้จะนิยมใช้กันมาก 3) การใส่ปุ๋ยให้ใส่ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยวิทยาศาสตร์ การใส่ปุ๋ยคอก ควรให้ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ เพราะถ้า ใช้ปุ๋ยขี้หมู เนื้อของผลขนุนจะไม่เหลือง ไม่หวาน เท่าที่ควร การใส่ปุ๋ยขี้ไก่ ให้ใส่ 10 ถุง ต่อต้น ต่อปี การใส่ปุ๋ย ขี้ไก่นั้นควรน าถุงปุ๋ยขี้ไก่ไปวางไว้ที่โคนต้นขนุน ไม่ต้องเท เพราะหากเทออก ตอนที่เรารดน้ าต้นขนุน หรือ น้ าฝนที่ตกลงมา ก็จะพัดพาปุ๋ยขี้ไก่ไปที่อื่นได้ ควรที่จะวางไว้ทั้งถุงเปิดปากถุงเล็กน้อย หลังจากนั้นรากของต้น ขนุนก็จะชอนไชหากินที่ถุงเอง ส าหรับการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์นั้น ควรใช้สูตร 13 - 13 - 21 ให้ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ส่วนการดูแลนั้นควรต้องเอาใจใส่ โดนเฉพาะเรื่องน้ า ควรให้น้ าเป็นประจ า เพราะถ้าต้นขนุน ขาดน้ าอาจท าให้ต้นขนุนโทรม ผลผลิตอาจจะไม่ดี 4) ส่วนวิธีการไว้ผลบนต้น ควรที่จะไว้ผลที่โคนกิ่งใหญ่ ไม่ควรไว้ผลที่ปลายกิ่งเล็ก เพราะ น้ าหนักขนุนมาก กิ่งอาจจะฉีกขาดได้ง่าย และก็ไม่ควรไว้ผลที่โคนต้นด้วย เพราะอาหารที่ส่งมาจากใบอาจจะ ช้า ท าให้ผลของขนุนไม่สมบูรณ


ภม ู ิปั ญญาท ้ องถ ่ น ิ ด้านการแพทย์ไทย


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านการแพทยไ์ทย การนวดแผนไทย ผู้ให้ข้อมูล นางสาวเสาวลักษณ์ คงเกิด เบอร์โทรศัพท์09 3362 3662 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 918/14 หมู่ที่ 3 ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง ภูมิรู้/ภูมิปัญญา นวดแผนไทย แผนไทยประยุกต์ ประวัติ นางสาวเสาวลักษณ์ คงเกิด ปัจจุบันอายุ 53 ปี (ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย) นวดแผนไทย แผน ไทยประยุกต์ เรียน 330 ชม. ผ่านการฝึกงาน รพ.ปลวกแดง เริ่มท างาน 18 ต.ค.2549 เป็นแม่บ้าน ก่อนที่จะไปอบรมแพทย์แผนไทยที่วัดโพธิ์ ปัจจุบันท างานที่ รพ.สต.มาบยางพร องค์ความรู้และการสืบทอด นวดรักษา อายุตั้งแต่ 6 – 80 ปี เป็นการนวดกดเฉพาะจุด - นวดไทยกดจุด เป็นการนวดเพื่อบ าบัดอาการปวดเมื่อยเฉพาะจุด หรือตามข้อต่อ การยึดติด ของพังผืดของร่างกายให้ทุเลา - นวดประคบสมุนไพร เป็นการนวดประคบเป็นการใช้ความร้อนและสมุนไพรช่วยในการคลาย กล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้ดีขึ้น เป็นคนที่มีความรู้ด้านสาธารณสุข โดยผ่านการอบรมแพทย์แผนไทยที่วัดโพธิ์ เรียนนวดแผน ไทย 330 ชม. และฝึกงาน รพ.ปลวกแดง มีข้อยกเว้นส าหรับผู้ที่มานวด ผู้หญิงตั้งครรอ์ คนเมา คนที่มีแผลเปิด ผู้ป่วยมะเร็ง


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านการแพทยไ์ทย การนวดแผนไทย ผู้ให้ข้อมูล นางสาวบุณยาพร คูณมา เบอร์โทรศัพท์08 2956 5802 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 16/40 หมู่ที่ 6 หมู่บ้านบีลีฟโฮม ต าบลบ่อวิน อ าเออศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภูมิรู้/ภูมิปัญญา นวดแผนไทย แผนไทยประยุกต์ ประวัติ นางสาวบุณยาพร คูณมา ปัจจุบันอายุ 27 ปี (ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย ลูกจ้างตามอารกิจ อบจ. ระยอง) อูมิล าเนา ต.บึงละมู อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จบการศึกษาด้านแพทย์แผนไทย หลักสูตร 4 ปี ปัจจุบันท างานที่ รพ.สต.มาบยางพร องค์ความรู้และการสืบทอด - นวดรักษา อายุตั้งแต่ 6 – 80 ปี เป็นการนวดกดเฉพาะจุด - นวดไทยกดจุด เป็นการนวดเพื่อบ าบัดอาการปวดเมื่อยเฉพาะจุด หรือตามข้อต่อ การยึดติดของ พังผืดของร่างกายให้ทุเลา - นวดประคบสมุนไพร เป็นการนวดประคบเป็นการใช้ความร้อนและสมุนไพรช่วยในการคลาย กล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นได้ดีขึ้น เป็นคนที่มีความรู้ด้านสาธารณสุข โดยผ่านการอบรมแพทย์แผนไทยที่วัดโพธิ์ เรียนนวดแผน ไทย 330 ชม. และฝึกงาน รพ.ปลวกแดง มีข้อยกเว้นส าหรับผู้ที่มานวด ผู้หญิงตั้งครรอ์ คนเมา คนที่มีแผลเปิด ผู้ป่วยมะเร็ง


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านการแพทยไ์ทย หมอเปา ่ ผู้ให้ข้อมูล นายบุญรอด เสือชื้น เบอร์โทรศัพท์06 2528 8102 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 507 หมู่ที่ 2 ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง ภูมิรู้/ภูมิปัญญา หมอเป่า องค์ความรู้และการสืบทอด - สืบทอดวิชามาจากบิดา - โรคที่เป่า ได้แก่ ไฟรามทุ่ง งูสวัด ลมพิษ - อุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษา เหล้าขาว - วิธีการรักษา ใช้วิธีการพ่นเหล้าขาว พร้อมท่องคาถาโมคลาดับไฟนรกในใจ - ค่ารักษาหรือค่าครู 36 หรือ 39 บาท - ระยะเวลาในการรักษา ใช้การพ่นประมาณ 3 ครั้งต่อคน ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคด้วย - ข้อห้าม/ข้อควรระวัง ไม่มี สามารถด าเนินชีวิต รับประทานได้ตามปกติ


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านแพทย์แผนไทย ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร ผู้ให้ข้อมูล นายปรีชา นันเถา เบอร์โทรศัพท์08 6967 6580 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๒๕๗ หมู่ที่ ๑ ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง ภูมิรู้/ภูมิปัญญา มีความสามารถด้านสมุนไพรพื้นบ้านและได้น า ความรู้ที่ได้มารักษาอาการเจ็บป่วยของ ชาวบ้าน ผลงานที่ได้รับการยกย่อง การน าสมุนไพรชนิดต่างๆที่ปราศจากสารพิษมาท าเป็นยา สมุนไพรอย่าง ถูกวิธีสามารถน ามารักษาอาการเจ็บป่วยของชาวบ้าน, เป็นวิทยากรบรรยายความรู้เรื่องสมุนไพรไทย พืช สมุนไพรพื้นบ้าน พืชสมุนไพร หมายถึง พืชที่ใช้ท าเป็นยารักษาโรค โดยใช้ส่วนต่างของพืชชนิดเดียว หรือหลายชนิด พร้อมกัน พืชสมุนไพรเป็นกลุ่มพืชที่อยู่ในความสนใจ และมีผู้ศึกษาทางด้านพฤกษศาสตร์พื้นบ้านมากที่สุด ยา รักษาโรคปัจจุบันหลายขนาน ที่ผลิตเป็นอุตสาหกรรม ได้มาจากการศึกษาวิจัย การใช้พืชสมุนไพรพื้นบ้านของ กลุ่มชนพื้นเมือง ตามป่าเขา หรือในชนบท ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ที่ได้สังเกตว่า พืชใดน ามาใช้ บ าบัดโรคได้ มีสรรพคุณอย่างไร จากการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ และการทดลองแบบพื้นบ้าน ที่ได้ทั้งข้อดี และข้อผิดพลาด พืชสมุนไพรพื้นบ้านในต ารับยาไทยมีหลายร้อยชนิด จะน ามากล่าวถึงเป็นตัวอย่างเพียงบาง ชนิด แยกตามกลุ่มพืชที่ใช้บ าบัดโรคต่างๆ ดังนี้ กลุ่มพืชสมุนไพรที่ใช้แก้ไข้และขับปัสสาวะ • เปลือกพญ าสัตบรรณหรือตีนเป็ด (Alstoniascholaris) • เปลือกและใบทุ้งฟ้า (Alstonia macrophylla) • ใบหนาด (Blumea balsamifera) • ราก เปลือก และใบ ขลู่ (Pluchea indica) • ใบ เนื้อไม้ ผล และเมล็ดมะค าไก่ หรือประค าไก่ (Drypetes roxburghii) • ต้นและรากอ้อเล็ก (Phragmites australis) • รากและใบกรุงเขมา (Cissampelos pareira) •


เถาบอระเพ็ด (Tinospora crispa) • เถาขมิ้นเครือ (Arcangelisia flava) • ราก เหง้าและใบหญ้ าคา (Imperata cylindrica) • ผลน้ าเต้า (Legenaria siceraria) กลุ่มพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย • เนื้อไม้สีเสียดหรือสีเสียดเหนือ (Acaciacatechu) • ใบและผลมะตูม (Aegle marmelos) • เปลือกประดู่บ้าน (Pterocarpus indicus) • เหง้าไพล (Zingiber purpureum) • เหง้าและรากกระชาย (Boesenbergia rotunda) • แก่นฝาง (Caesalpinia sappan) • ราก เปลือก เนื้อไม้ ใบและดอกแก้ว (Murraya paniculata) • เปลือกโมกหลวง (Holarrhena pubescens) • กลุ่มพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยาระบายและขับพยาธิ• ผลดิบมะเกลือ (Diospyros mollis) • แก่นไม้มะหาด (Artocarpus lakoocha) • เมล็ดเถาเล็กมือนาง (Quisqualis indica) • เมล็ดสะแกนา (Combretum quadran-gulare) • เมล็ดแห้งฟักทอง (Cucurbita moschata) • เนื้อในเมล็ดมะข าม (Tamarindus indica) กลุ่มพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยาขับลม • เหง้าแก่ขิง (Zingiber officinale) • เหง้าว่านน้ า (Acorus calamus) • ผลกระวาน (Amomum krervanh) • เหง้าข่า (Alpinia galanga) • ผลพริกไทย (Piper nigrum) • ต้นตะไคร้ (Cymbopogon citratus) กลุ่มพืชสมุนไพรที่ใช้แก้โรคผิวหนัง • เปลือก ใบ และเมล็ดสารอีทะเลหรือกระทิง (Calophyllum inophyllum) • ใบและเมล็ดชุมเห็ดไทย (Cassia tora) • ใบชุมเห็ดเทศ หรือ ชุมเห็ดใหญ่ (Cassia alata) • ใบ ด อ ก แ ล ะเม ล็ ด เที ย น บ้ าน (Impatiens balsamina) • ร าก แ ล ะใบ ท องพั น ชั่ง (Rhinacanthus nasutus) • เปลือก ใบ ดอกและผลโพธิ์ทะเล (Thespesia populnea) • ใบและเมล็ดคราม ป่า(Tephrosia purpurea) • ยางสลัดไดป่า (Euphorbia antiquorum) • น้ ายางสบู่ด า(Jatropha curcas) • เมล็ดทองกวาว (Butea monosperma) • เปลือกเถาสะบ้ามอญ(Entada rheedii) • เมล็ดกระเบาใหญ่ (Hydnocarpus anthelminthicus) • เหง้าข่ า (Alpiniaa galanga) • หัวห รือกลีบ ก ระเที ยม (Allium sativum) กลุ่มพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยาฆ่าแมลงและไล่แมลง • รากเถาโล่ติ๊น หรือหางไหล (Derris elliptica) • ใบและเมล็ดน้อยหน่า (Annona squamosa) • รากหนอนตายหยาก (Stemona tuberosa) • เมล็ดงา (Sesamun indicum) • ผลมะค าดีควายหรือมะซัก (Sapindus rarak) • ใบเสม็ด หรือเสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi) • ต้นขอบชะนาง หรือหญ้าหนอนตาย (Pouzolzia pentandra) • เปลือก ใบและผล สะเดา(Azadirachta indica) • เปลือกกระเจาหรือกระเชา (Holopteleaintegrifolia) • ใบสดกว้าว (Haldina cordifolia)


ภม ู ิปั ญญาท ้ องถ ่ น ิ ด้านหัตถกรรม


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านหัตถกรรม การท าพานบายศรีสู่ขวัญ ผู้ให้ข้อมูล นางอ าพร กลมเกลี้ยง เบอร์โทรศัพท์ 08 7148 5297 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๒26/1 หมู่ 7 ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง 21140 ภูมิรู้/ภูมิปัญญา มีความสามารถด้านการท าพานบายศรีสู่ขวัญ ผลงานที่ได้รับการยกย่อง การท าพานบายศรีสู่ขวัญเพื่อใช้ในงานมงคลต่างๆและเป็นวิทยาการให้ ความรู้ชาวบ้านในเรื่องการท าพานบายศรีสู่ขวัญ การท าพานบายศรีสู่ขวัญ การเลือก และ การท าความสะอาด ใบตอง ใบตองที่น ามาใช้ส าหรับท าบายศรีมักนิยมใช้ใบตองจากกล้วยตานี เนื่องจากเป็นใบตองที่มีลักษณะ เป็นเงา มันวาว เมื่อโดนน้ าจะยิ่งเกิดประกายสีเขียวเข้มสวยงามยิ่งขึ้น และที่ส าคัญ ใบตองจากกล้วยตานี มี ความคงทน ไม่แตกง่าย ไม่เหี่ยวง่าย สามารถน ามาพับม้วนเป็นรูปลักษณะต่างๆได้ง่าย และสามารถเก็บไว้ได้ นานหลายวัน หรือถ้ารักษาโดยหมั่นพรมน้ าบ่อยๆ ใบตองกล้วยตานี จะสามารถคงทนอยู่ได้นานเป็นสัปดาห์ ทีเดียว เมื่อได้ใบตองกล้วยตานีมาแล้ว จะต้องน ามาท าความสะอาดก่อน ด้วยการเช็ด โดยใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดฝุ่น ละอองและสิ่งสกปรกต่างๆออกจากใบตองเสียก่อน โดยการเช็ด จะต้องใช้ผ้าเช็ดตามรอยของเส้นใบไปในทาง เดียว อย่าเช็ดกลับไปกลับมา หรืออย่าเช็ดขวางเส้นใบเป็นอันขาด เพราะจะท าให้ใบตองเสียหาย มีรอยแตก และช้ า ท าให้ไม่สามารถน าใบตองมาใช้งานได้เต็มที่ เมื่อเช็ดสะอาดดีแล้ว ก็ให้พับพอหลวมๆ เรียงซ้อนกันไว้ให้ เป็นระเบียบ เพื่อรอน ามาใช้งานในขั้นตอนต่อไป การฉีกใบตองเพื่อเตรียมท ากรวยบายศรี ใบตองที่ได้ท าความสะอาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หยิบมาที ละใบ แล้วน ามาฉีก เพื่อเตรียมไว้ส าหรับม้วนหรือพับท ากรวยบายศรี


การพับหรือฉีกใบตอง แบ่งเป็นสามประเอทคือ 1) ใบตองส าหรับท ากรวยแม่ ฉีกกว้างประมาณ 2 นิ้วฟุต 2) ใบตองส าหรับท ากรวยลูก ฉีกกว้างประมาณ 2 นิ้วฟุต 3) ใบตองส าหรับห่อ ฉีกกว้างประมาณ 1.5 นิ้วฟุต ใบตองแต่ละประเอท ควรฉีกเตรียมไว้ให้ ได้จ านวนที่ต้องการ กล่าวคือ ถ้าท าพานบายศรี 3 ชั้น ชั้นละ 4 ทิศ ( 4 ริ้ว ) นั่นก็หมายถึงว่าจะมีริ้วทั้งหมด 12 ริ้ว ในแต่ละริ้ว จะประกอบด้วยกรวยแม่ 1 กรวย และ กรวยลูก 9 กรวย รวมทั้งสิ้น จะมีกรวยแม่ 12 กรวย และ กรวยลูก 108 กรวย นั่นเอง แสดงว่าจะต้องมีใบตองส าหรับท ากรวยแม่ 12 ชิ้น ใบตองส าหรับท า กรวยลูก 108 ชิ้น ใบตองส าหรับห่อ 120 ชิ้น นั่นเอง แต่ใบตองส าหรับห่อ จะต้องเตรียมไว้เพื่อห่อริ้วอีก คือ ใน 1 ริ้วจะประกอบไปด้วย กรวยแม่ 1 กรวย กรวยลูก 9 กรวย ซึ่งจะต้องมาห่อรวมกัน ดังนั้น จึงต้องเพิ่ม ใบตองส าหรับห่ออีก 120 ชิ้น รวมเป็นใบตองส าหรับห่อ 240 การพับกรวย และห่อกรวย การพับหรือห่อกรวย หมายถึงการน าใบตองที่ฉีกเตรียมไว้แล้วส าหรับ พับกรวย มาพับ โดยการพับกรวยแม่และกรวยลูกจะมีลักษณะวิธีการพับเหมือนกัน คือ การน าใบตองมาพับ ม้วนให้เป็นกรวยปลายแหลม เพียงแต่กรวยลูกจะมีการน าดอกพุด มาวางเสียบไว้ที่ส่วนยอดปลายแหลมของ กรวยด้วย เมื่อพับหรือม้วนใบตองเป็นกรวยเสร็จในแต่ละกรวยแล้ว ให้น าลวดเย็บกระดาษ มาเย็บใบตองไว้ เพื่อป้องกันใบตองคลายตัวออกจากกัน แล้วเก็บกรวยแต่ละประเอทไว้จนครบจ านวนที่ต้องการเมื่อได้กรวยแต่ ละประเอทครบตามจ านวนที่ต้องการแล้ว ก็น ากรวยที่ได้มาห่อ โดยการน าใบตองที่ฉีกเตรียมไว้ส าหรับห่อมา ห่อกรวย หรือเรียกอีกอย่างว่า ห่มผ้า หรือ แต่งตัวให้กรวยบายศรี การห่อริ้วบายศรีและการแช่น้ า การห่อริ้ว บายศรี คือการน ากรวยแม่ และ กรวยลูกที่ได้ห่อกรวยไว้เรียบร้อยแล้วมาห่อมัดรวมเข้าไว้ด้วยกัน ที่นิยมท ากัน ใน 1 ริ้ว จะประกอบด้วย กรวยแม่ 1 กรวย กรวยลูก 9 กรวย วิธีการห่อริ้ว มีการห่อคล้ายกับการห่อกรวยแม่หรือกรวยลูก แต่จะแบ่งวิตามลักษณะงานที่ได้เป็น 2 วิธี คือ 1. ห่อแบบตรง คือการห่อโดยเริ่มต้นจากกรวยแม่ แล้ววางกรวยลูกไว้ ด้านบนกรวยแม่เป็นชั้นๆ ทับกัน ขึ้นมา หรือหันกรวยลูกเข้าหาตัวผู้ห่อ การห่อแบบนี้ จะได้ริ้วบายศรีค่อนข้างตรงและในช่วงตัวริ้วจะมีรอยหยัก ของใบตองห่อเรียกว่ามีเกล็ด 2. ห่อแบบหวาน คือการห่อ โดยเริ่มต้นจากกรวยแม่ แต่วางกรวยลูกไว้ด้านล่าง ของกรวยแม่ และวางซ้อนลงด้านล่างลงไปจนครบ หรือหันกรวยแม่เข้าหาตัวผู้ห่อ โดยวางกรวยลูกลงด้านล่าง จนครบนั่นเอง การห่อแบบนี้ จะได้ริ้วบายศรีเป็นลักษณะอ่อนช้อย งอน อ่อนหวาน เมื่อห่อริ้วจนเสร็จในแต่ละ ริ้วแล้ว จึงน าริ้วที่ได้ลงแช่ในน้ าผสมสารส้มที่เตรียมไว้ประมาณ 20 นาที เพื่อให้ใบตองเข้ารูปทรง อยู่ตัวตามที่ ได้พับและห่อ จากนั้น จึงน าไปแช่ในน้ าผสมน้ ามันมะกอกต่อไป เพื่อให้ริ้วมีความเป็นมันวาว เน้นสีเขียวเข้ม ของใบตองมากขึ้น และมีกลิ่นหอมในตัวเอง การประกอบพานบายศรี การประกอบพานบายศรีถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการท าบายศรี คือการน าริ้วที่ท าเสร็จแล้วและ แช่ในน้ าผสมน้ ามันมะกอกแล้ว มาประกอบเข้ากับพานบายศรี 3 ชั้นที่ได้เตรียมไว้ การน้ าริ้ว มาประกอบกับ พาน ควรเริ่มต้นจากพานใหญ่สุด หรือพานที่วางอยู่ชั้นล่างสุดก่อน โดยการวางให้ริ้วอยู่บนพานให้มีระยะห่าง เท่าๆกัน 4 ริ้ว (4 ทิศ) ซึ่งจะยึดริ้วติดกับพานโดยใช้ไม้ปลายแหลมที่เตรียมไว้แล้ว มากลัดหรือเสียบจาก ด้านบนของริ้วให้ทะลุไปยึดติดกับโฟมที่รองไว้บนพื้นพาน การประกอบริ้วกับพานชั้นกลางและชั้นบนสุด ก็ใช้วิธีเดียวกัน แต่จะต้องให้ริ้วชั้นที่ 2 วางสลับกับริ้วชั้นแรกและริ้วบนพานชั้นบนสุดก็ให้สลับกับริ้วบนพาน ชั้นกลาง การประกอบริ้วกับพานชั้นบนสุด ให้ห่อใบตองเป็นกรวยขนาดใหญ่พอควรวางไว้เป็นแกนกลางของ พาน เมื่อวางริ้วทั้ง 4 ริ้วเสร็จแล้ว ให้รวบปลายสุดของริ้วทั้ง 4 เข้าหากัน โดยมีกรวยที่ท าเป็นแกนกลางอยู่ ด้านใน แล้วน าใบตองม้วนเป็นกรวยขนาดใหญ่อีกกรวย มาครอบทับยอดทั้ง 4 ของริ้วไว้ ซึ่งจะท าให้พาน บายศรีที่ได้ มียอดแหลมที่สวยงามและมั่นคง จากนั้นจึงน าใบไม้ (ส่วนใหญ่จะน าใบไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล เช่น


ใบเงิน ใบทอง ) มาวางรองบนพาน เพื่อปกปิดไม่ให้มองเห็นโฟมที่รองพื้นพาน และน าดอกไม้สีสด เช่น ดอกบานไม่รู้โรย หรือดอกดาวเรือง มาประดับบนพานเพิ่มความสวยงามหรือท ามาลัย สวมบนยอดหรือท าเป็น อุบะร้อยรอบพานแต่ละชั้น ก็จะเพิ่มสีสัน และความสวยงามให้แก่พานบายศรีมากขึ้น


ภูมิปัญญาท ้ องถ ่ น ิ ด้านอุตสาหกรรม


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านอ ุ ตสาหกรรม การประดิษฐ์ผ้าวน ผู้ให้ข้อมูล นางสมบัติ มีลือนาม เบอร์โทรศัพท์ 08 9315 8906 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 244/109 หมู่ที่ 4 ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง ภูมิรู้/ภูมิปัญญา ผ้าวน ผ้าวนท าจากเศษผ้ายืดที่เหลือใช้ ผ้าวนนี้สามารถน าไปใช้ท าความสะอาดเครื่องจักรต่างๆ เช็ดคราบ น้ ามันที่สกปรกออกเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ขั้นตอนการเย็บผ้าวน เย็บวนรอบนอกก่อน 1รอบ แล้ววนรอบในอีก 1รอบ เสร็จแล้วเย็บแนวกลางวิ่งตรง


ภูมิปั ญญาท ้ องถ ่ น ิ ด้านอาหาร


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านอาหาร การท าแยมสับปะรด ผู้ให้ข้อมูล นางนารี พาสวัสดิ์ เบอร์โทรศัพท์08 9510 7114 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๒๕๘ หมู่ที่ ๑ ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง ภูมิรู้/ภูมิปัญญา มีความสามารถด้านการแปรรูปสับปะรด ผลงานที่ได้รับการยกย่อง การน าสับปะรดมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าและได้จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านผลิต สับปะรดกวน และขนมประเอทต่างๆเพื่อจ าหน่ายในชุมชน เป็นวิทยากรให้ความรู้การแปรรูปสับปะรดและ การท าขนมชนิดต่างๆ แยมสับปะรด ส่วนผสม เนื้อสับปะรด 400 กรัม (หั่นละเอียด) น้ าสับปะรด 200 กรัม น้ าตาลทราย 700 กรัม ผง เพคติน 1 ช้อนโต๊ะ กรดมะนาว 2 ช้อนชา เกลือ 1/2 ช้อนชา ขั้นตอนการท า 1) น าเนื้อและน้ าสับปะรดใส่กระทะทองเหลืองตั้งไฟ 2) แบ่งน้ าตาลทราย 50 กรัมผสมกับผงเพคติน ค่อย ๆ โรยลงในสับปะรด คนจนน้ าตาล ทรายละลาย 3) เติมน้ าตาลทรายที่เหลือจนหมด คนให้ละลายแล้วกวนต่อไป 4) เติมกรดมะนาว เกลือลงไป แล้วคนไปเรื่อย ๆ จนวัดความหวานได้ 68 บริกซ์ หรือเมื่อยก พายไม้ขึ้นแยมจะค่อย ๆ ไหลลงมา 5) บรรจุลงขวดสะอาดที่ฆ่าเชื้อแล้ว ขณะที่แยมยังร้อนปิดฝาตั้งทิ้งไว้ให้เย็น แยมจะแข็งตัว หมายเหตุ - ขวดที่จะใช้บรรจุต้องล้างให้สะอาด แล้วนึ่งฆ่าเชื้อประมาณ 15 นาที ผึ่งให้แห้ง - แยมที่เปิดใช้แล้ว ควรเก็บไว้ในตู้เย็น


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านอาหาร การท าสับปะรดกวน ผู้ให้ข้อมูล นางกมลพร พัชรเจริญบุญ เบอร์โทรศัพท์08 1863 8538 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 7 ถนน ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง ภูมิรู้/ภูมิปัญญา มีความสามารถด้านการแปรรูปสับปะรด ผลงานที่ได้รับการยกย่อง การน าสับปะรดมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าและได้จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านผลิต สับปะรดกวน เป็นวิทยากรให้ความรู้การแปรรูปสับปะรด สับปะรดกวน ส่วนผสม สับปะรด 1 กก. น้ าตาลทราย 200 กรัม เกลือป่น ½ ช้อนชา แบะแซ 2 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอนการท า 1) สับปะรดเลือกที่สุกๆ ดมดูมีกลิ่นหอม 2) ปอกเปลือกสับปะรดออก แล้วใช้มีดตัดเอาตาสับปะรดออกให้หมด จากนั้นล้างน้ าให้ สะอาด แล้วจึงหั่นสับปะรดเป็นชิ้นเล็กๆ 3) น าสับปะรดหั่นชิ้นเล็กๆ แล้วน าไปปั่นให้ละเอียด แล้วบีบเอาน้ าสับปะรดออก 4) ตั้งกระทะให้ร้อนใช้ไฟอ่อนๆ แล้วน าสับปะรดปั่นละเอียดใส่ลงไป ตามด้วยใส่เกลือป่น และน้ าตาลทรายลงไป ใช้พายไม้คนคลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน จนน้ าตาลทรายละลาย 5) จากนั้นก็คนสับปะรดไปเรื่อยๆ เคี่ยวกวนด้วยไปอ่อนๆ หมั่นคนตลอดเวลาสม่ าเสมอ จน สับปะรดออกเหนียวข้น และสีของสับปะรดจะมีสีที่เข้มขึ้น ใช้เวลากวนประมาณ 60 นาที 6) เมื่อสับปะรดเริ่มเหนียวข้น จากนั้นจึงใส่แบะแซ แล้วใช้พายไม้คนคลุกเคล้าผสม กวน สับปะรดให้เข้ากัน จากนั้นยกลงแล้วพักให้เย็นตัวลง พร้อมเสิร์ฟ สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน สับปะรด กวน เป็นเมนูการแปรรูปสับปะรด สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน และน าไปประกอบอาหารอื่นๆได้อีกด้วย เช่นน าไปท าไส้ขนมต่างๆ ขนมปังไส้สับปะรด กะหรี่ปั๊บไส้สับปะรด ขนมพายสับปะรด เป็นต้น


ภม ู ิปั ญญาท ้ องถ ่ น ิ ด้านศิลปกรรม


ภ ู ม ิปัญญาท ้ องถ่ิ น ด ้ านศิ ลปกรรม ดนตร ีไทยและนาฏศิ ลป์และการต ี กลองยาว ผู้ให้ข้อมูล นายวิโรจน์ บัวค า เบอร์โทรศัพท์038 659 180 ที่อยู่ปัจจุบัน หมู่ที่ 1 บ้านมาบเตย ต าบลมาบยางพร อ าเออปลวกแดง จังหวัดระยอง 21140 ภูมิรู้/ภูมิปัญญา มีความสามารถด้านดนตรีไทยและนาฏศิลป์ และการตีกลองยาว ผลงานที่ได้รับการยกย่อง การให้ความรู้แก่ชุมชนในเรื่องดนตรีไทยและการตีกลองยาว ซึ่งดนตรีไทย (Thai music) เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของไทย ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย, จีน, อินโดนีเซีย และอื่น ๆ เครื่องดนตรีมี 4 ประเภท ดีด สี ตี เป่า เล่น วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" กล่าวถึงเครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง ฉาบ บัณเฑาะว์ พิณ ซอ ปี่ ไฉน ระฆัง กรับ สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย และร ามะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) ร ามะนา ขลุ่ย และกรับพวง ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่ พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ า รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรง ซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิด กลองสองหน้าพัฒนามาจากเปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่ รัชกาลที่ 4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่พร้อมการ ประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงคิดค้นวงปี่ พาทย์ดึกด าบรรพ์ประกอบการแสดงละครดึกด าบรรพ์ ในรัชกาลที่ 6 น าวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกวงปี่ พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีการน าอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรกและน า เครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งมาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม แล้วจึงเป็นดนตรีไทยที่เราได้เห็น จนถึงปัจจุบันนี้ การฝึกตีกลองยาว การฝึกตีกลองยาวนั้นจะต้องเริ่มจากการฝึกเสียงพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งจ าเป็น มาก


การฝึกตีกลองยาว มีด้วยกัน 3 เสียง ได้แก่ เสียงป๊ะ เสียงเพิ่ง และเสียงบ่อม เมื่อฝึกตี 3 เสียงนี้ ช านาญแล้วก็สามารถตีให้เข้ากับเครื่องประกอบจังหวะอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น ในบทเรียนนี้จะได้ศึกษาเกี่ยวกับ พื้นฐานการฝึกกลองยาวและเครื่องประกอบจังหวะต่าง ๆ ได้แก่ โหม่ง ฉิ่ง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ และกรับ ซึ่งจะมี วิธีฝึกแต่ละเครื่องมือ วิธีการตีกลองยาวพร้อมเครื่องประกอบจังหวะ อธิบายไว้อย่างชัดเจน หลักการตีกลองยาวเบื้องต้น จะต้องฝึกตีเสียงพื้นฐานให้ได้ซึ่งมี 3 เสียง ได้แก่ เสียงป๊ะ เสียงเพิ่งและ เสียงบ่อม แต่ละเสียงมีวิธีการและหลักการตี ดังนี้ 1. การตีกลองยาว เสียงป๊ะ เป็นเสียงที่เกิดจากการตีกลอง ยาวโดยใช้ปลายนิ้วมือขวาทั้ง 4 นิ้ว ได้แก่นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย ยกเว้นหัวแม่มือ ตีกดลงบนหน้า กลอง โดยใช้ฝ่ามือตีที่ตรงกลางของกลองแบแฉลบ ๆ แล้วใช้นิ้วมือทั้ง 4 กดให้แน่นกับหน้ากลอง จะท าให้เกิด เสียง ป๊ะ ส่วนมือซ้ายพักไว้ที่ขอบกลอง


Click to View FlipBook Version