Part of speech
and
Tense
คำนำ
หนังสือ E-Book เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา
ภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปี่ ที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่อง Part of speech and
Tense ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ Verb to Do , Verb
to have การใช้ was/were การใช้ is/am/are การ
เติม ed , es , ing และการใช้รูปแบบของประโยคต่างๆ
เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้น
ผู้จัดทำตระหนักถึงปัญหาของการทำความเข้าใจ
ในเรื่องนี้จึงได้รวบรวมข้อมูล Part of speech and
Tense ให้ผู้อ่านรู้จักวิธีใช้ ทักษะในรูปแบบของ
ประโยคเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์ได้บ้างตามสมควร
ผู้จัดทำหวังว่าหนังสือ E-Book เล่มนี้จะให้ความรู้
และประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกๆท่าน
คณะผู้จัด
ทำ
สารบัญ
เรื่อง หน้า
หลักการใช้ Verb to Do 1
หลักการใช้ was / were 3
หลักการใช้ is / am / are 4
หลักการใช้ Verb to
have 6
หลักการเติม ed 7
หลักการเติม s , es 8
หลักการเติม ing 10
Part of speech 11
Tense 12 14
โครงสร้าง 12 Tense 27
1หลักการใช้ Verb to Do – Do,
Does, Did, Done
หลักการใช้ Verb to Do
1. Verb to Do ทำหน้าที่เป็นกริยาหลัก (Main Verb) มี 4
รูปแบบ คือ
1.1. ใช้ใน Present Tense : Do / Does
Do ใช้กับประธาน I, You, We, They เช่น
I do my homework in the evening. (ฉันทำการบ้าน
ตอนเย็น)
1.2. ใช้ใน Past Tense : Did
Did เป็นรูปอดีต (Past Tense) ของทั้ง do และ does
I did my homework yesterday. (ฉันทำการบ้านเมื่อ
วานนี้)
1.3. ใช้เป็น Past Participle : Done
Done คือ Past Participle (Verb 3) ของ Do (Past
Participle คือคำกริยาช่อง 3 ที่ใช้ใน Prefect Tense)
I have done all the hard work. (ฉันทำงานหนักมาตลอด)
1.4. ใช้ Verb to do แทนที่คำกริยา
บางครั้งเราก็ใช้ Verb to do แทนที่คำกริยาเมื่อมีความ
หมายที่ชัดเจน และส่วนใหญ่จะใช้ในการพูดอย่างไม่เป็น
ทางการ
I’ll do the bathroom if you do the lawns. (ฉันจะ
ทำความสะอาดห้องน้ำถ้าคุณตัดหญ้าที่สนามหญ้า)
2Was, Were ใน Tense ต่างๆ
1. Past Simple Tense
was, were แปลว่าเป็นทอยู่ คือ
(ประธาน+ was,were + นาม)
I was a student. ผม (เคย) เป็นนักเรียน
(student = นาม)
แต่บางครั้ง was, were ไม่ต้องแปล (ประธาน+ was,
were, + คุณศัพท์)
I was fine. ผม(เคย)สบายดี (fine = คุณศัพท์)
2. Past Continuous Tense
(เรียนรู้เต็มๆในเรื่อง Past continuous Tense)
was, were อย่าแยกแปล ให้แปลควบกับคำกริยาที่เติม
ing (แปลว่า กำลัง…)
I was eating. ผมกำลังกิน
การใช้ประโยคของ was / were
ประโยคบอกเล่า
She was angry because she didn’t see you at the
party. = หล่อนโกรธเพราะหล่อนไม่เห็นคุณที่งานปาร์ตี้
ประโยคปฏิเสธ
He wasn’t a student last. เขา ไม่(เคย) เป็นนักเรียน
เมื่อปีที่แล้ว
ประโยคคำถาม
Wh-
Where were you last week? = สัปดาห์ที่แล้วคุณอยู่
ที่ไหน
3
ข้อควรระวัง: กริยาช่วย Do จะไม่ใช้ในประโยคที่มี Verb to
be หรือ Modal Verb (can, must, might, should, etc….)
ข้อสังเกต: ในประโยคคำถาม Does, Did ที่ประธานเป็น
เอกพจน์บุรุษที่ 3 คำกริยาหลักจะเป็นรูปพื้นฐานไม่เติม s
เช่น Does she like sport?, Did he speak English?
หลักการใช้ was were
คือ ช่องที่ 2 ของ verb to be (is, am, are) แต่ เป็นเรื่องราว
ในอดีต ไม่เกี่ยวกับปัจจุบัน
ข้อควรจำ I ใช้ was ซึ่งเป็น Tense เดียวที่ใช้กริยาร่วมกับ
ประธานเอกพจน์ นอกนั้นใช้กับประธานพหูพจน์ครับ จำไว้ให้
ดีเชียว
4 หลักการใช้ is am are
is am are แปลว่า เป็น อยู่ คือ
ประธาน+ is, am, are
I am a student. ผมเป็นนักเรียน (student = นาม)
แต่บางครั้ง is am are ไม่ต้องแปล (ประธาน+ is, am, are, + คุณศัพท์)
I am tall. ผมสูง (tall = คุณศัพท์)
2. ใช้ใน Present Continuous (เรียนรู้เต็มๆในเรื่อง Present
continuous)
is am are อย่าแยกแปล ให้แปลควบกับคำกริยาที่เติม ing แปลว่า
กำลัง…
ประธาน+ is, am, are + กริยาเติม ing
I am eating. ผม กำลังกิน
3. ใช้ใน Passive Voice ของ Present Simple Tense (บทเรียนขั้นสูง)
is am are อย่าแยกแปล ให้แปลควบกับคำ กริยาช่อง 3 แปลว่า ถูก…
ประธาน+ is, am, are + กริยาช่อง 3
Rice is grown by Thai people.
ข้าวถูกปลูกโดยคนไทย
โครงสร้าง is am are
5
การย่อรูป is am are
I am = I’m
I am not = I’m not
He is = He’s
He is not = He’s not/ He isn’t
She is = she’s
She is not = She’s not/ She isn’t
It is = It’s
It is not = It’s not/ It isn’t
You are = You’re
You are not = You’re not / You aren’t
We are = We’re
We are not = We’re not
They are = They’re
They are not = They’re not / They aren’t
6หลักการใช้ Verb to have
หลักการใช้ Verb to have
1. Verb to have ทำหน้าที่เป็นกริยาหลัก
Verb to have เมื่อทำหน้าที่เป็นกริยาหลักจะมีความหมายว่า “มี”
และ “กิน”
Has ใช้กับ He/She/it และประธานเอกพจน์อื่น ๆ
Have ใช้กับ I/You/We/They และประธานพหูพจน์อื่น ๆ
Had เป็นรูปอดีตของ Have/Has ใช้ได้กับประธานทุกตัว
2. Verb to have ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย (Auxiliary Verbs)
2.1. เป็นกริยาช่วยใน Perfect Tense
โครงสร้างประโยค Present Perfect Tense : Subject +
have/has/had + V.3…
โครงสร้างประโยค Past Perfect Tense : Subject + had +V.3…
โครงสร้างประโยค Future Perfect Tense : Subject + will
have + V.3…
2.2. ใช้ have/has/had to ในความหมายว่าต้อง
โครงสร้างประโยค : Subject + have/has/had to + V.1….
2.3. ใช้ในประโยคที่แสดงถึงการกระทำที่ไม่ได้กระทำด้วยตัวเอง
(Causative form) มี 2 ประเภท คือ
1. Have someone do something ให้ใครเป็นคนทำบางอย่างให้
ผู้พูด
โครงสร้างประโยค : Subject + have/has/had + ผู้กระทำ + V.1
2.4. สำนวนที่ใช้ Verb to have ตามด้วย a + verb จะทำให้กริยา
นั้นกลายเป็นคำนาม และแปลความหมายตามคำกริยาที่ตามหลัง
หลักการเติม ed 7
หลักการเติม ed
หลักเกณฑ์การเติม ed ที่คำกริยา มีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. กริยาที่ลงท้าย e อยู่แล้วให้เติม d ได้เลย เช่น
love - loved = รัก
move - moved = เคลื่อน
2. กริยาที่ลงท้ายด้วย y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i เสียก่อนแล้วจึงเติม
ed เช่น
cry - cried = ร้องไห้
try - tried = พยายาม
3. กริยาที่ลงท้ายด้วย y แต่หน้า y เป็นสระ ให้เติม ed ได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยน y
เป็นอะไรทั้งสิ้น
play - played = เล่น
enjoy - enjoyed = ร่าเริง, สนุก
4.กริยาที่มีเพียงพยางค์เดียวและลงท้ายด้วยพยัญชนะที่เป็นตัวสะกดตัวเดียว
ให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายนั้นเข้าไปอีก 1 ตัวเสียก่อน แล้วจึงเติม ed เช่น
hop - hopped = กระโดด
plan - planned = วางแผนการ
5.กริยามีเสียง2พยางค์แต่ลงเสียงหนักพยางค์หลังและพยางค์หลังนั้นมีสระตัว
เดียวลงท้ายด้วยตัวสะกดตัวเดียว ต้องเพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายนั้นเข้าไปอีก 1 ตัว
เสียก่อน แล้วจึงเติม ed เช่น
concur - concurred = ตกลง, เห็นด้วย
refer - referred = อ้างถึง
**ยกเว้น : ถ้าออกเสียงหนักที่พยางค์แรก ไม่ต้องซ้อนพยัญชนะตัวสุดท้ายเข้า
มา เช่น
cover - covered = ปกคลุม
open - opened = เปิด
6. นอกจากกฎที่กล่าวมาตั้งแต่ 1 ถึง 5 แล้ว เมื่อต้องการให้เป็นช่องที่ 2 ให้เติม ed ได้เลยเช่น
walk - walked = เดิน
work - worked = ทำงาน
8
หลักการเติม s es
หากประธานเป็นเอกพจน์กริยาเติมs,esส่วนประธานพหูพจน์ไม่ต้องเติม
1. เติม s หลังคำกริยาปกติทั่วๆ ไป เช่น
2. เติม es หลังคำกริยาที่ลงท้ายด้วย s, sh, ch, x, z และ o เช่น
9
3. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y มี 2 ประการดังนี้ หน้า y เป็นสระ
( a , e , i , o , u ) ให้เติม s ได้เลย เช่น
แต่หน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es เช่น
10หลักการเติม ing 7
1.กริยาที่มีสระเสียงสั้นตัวเดียว ได้แก่ a e i o u
และมีตัวสะกดตัวเดียว
ให้เพิ่มตัวสะกดอีกหนึ่งตัว แล้วค่อยเติม ing เช่น
pat >> patting ตบเบาๆ sit >> sitting นั่ง
2. กริยาที่ลงท้ายด้วย e ให้ตัด e ทิ้ง แล้วเติม ing
ride >> riding ขี่ drive >> driving ขับ
**ควรจำ**
แต่…กริยาที่ลงท้ายด้วย ee ให้เติม ing ได้เลย ห้ามตัด e ทิ้ง
see >> seeing พบ flee >> fleeing หนี
3. กริยาที่ลงท้ายด้วย ie ให้เปลี่ยน ie เป็น y แล้วเติม ing
die >> dying ตาย lie >> lying นอน
4. (สำหรับคนที่เก่งขึ้นมาหน่อย) กริยาที่มีสองพยางค์ขึ้นไป ถ้า stress
พยางค์หลัง ให้เพิ่มตัวสะกดอีกหนึ่งตัว แล้วเติม ing แต่ถ้า stress พยางค์
หน้า ไม่ต้องเติมตัวสะกด
stress พยางค์หน้า
visit >> visiting deliver >> delivering
5. กริยาที่มีตัวสะกด 2 ตัวขึ้นไป เติม ing ได้เลย
drink >> drinking ดื่ม fight >> fighting ต่อสู้
6. กริยาที่มีสระ 2 ตัวขึ้นไป ก็เติม ing ได้เลยเช่นกัน
sleep >> sleeping นอนหลับ look >> looking มอง
7. กริยาที่มีสระเสียงยาว ทั้งที่ไม่มีตัวสะกด หรือมีตัวสะกดก็ตาม ให้เติม
ing ได้เลย
go >> going ไป do >> doing
11
Part of speech
Part of speech คือประเภทของคำต่างๆ ใน
ภาษาอังกฤษ ที่จะบอกเราว่าแต่ละคำนั้นมีหน้าที่
ทำอะไรในประโยคนั้นๆ ซึ่งทั้ง 8 ตัวนี้มีความ
สำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาที่เราจะคิด
หรือพูดประโยคภาษาอังกฤษขึ้นมาสักประโยค
นึง วันนี้ดิฉันเลยจะมาอธิบายเจ้า Part of
speech ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายกันไปเลย!
Noun - คำนาม
คำที่ใช้แทนชื่อคน สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ต่างๆ
เช่น book(หนังสือ), dog(สุนัข), Peter(ปีเตอร์),
Thailand(ประเทศไทย)
Pronoun - คำสรรพนาม
คำที่ใช้แทนคำนามต่างๆ เช่น
I(ฉัน), you(คุณ), we(พวกเรา), they(พวกเขา)
12
Verb - คำกริยา
คำที่ใช้แทนการกระทำต่างๆ
เช่น do(ทำ), eat(กิน), play(เล่น), run(วิ่ง)
Adverb - คำกริยาวิเศษณ์
คำที่ใช้ขยายคำกริยา เพื่อบอกลักษณะการกระทำ
เช่น quickly(อย่างรวดเร็ว), easily(อย่าง
ง่ายดาย),happily(อย่างมีความสุข)
Adjective - คำคุณศัพท์
คำที่ใช้ขยายคำนาม เพื่อบอกลักษณะของคำนามต่างๆ
เช่น beautiful(สวย), big(ใหญ่), tall(สูง)
Preposition - คำบุพบท
คำที่ใช้เชื่อมคำและกลุ่มคำเพื่อแสดงความ
สัมพันธ์ของคำและประโยค โดยทำหน้าที่ได้ทั้ง
เชื่อมสถานที่ เวลา และทิศทาง
เช่น in(ใน), from(บน), by (โดย), under(ใต้)
13
Conjunction - คำสันธาน
คำที่ใช้เชื่อมกลุ่มคำและวลีเพื่อแสดงความ
สัมพันธ์ในประโยค ที่สามารถทำให้ประโยคมี
ความหมายไปในทางเดียวกันและตรงข้ามกัน
เช่น and(และ), but(แต่), or(หรือ)
Interjection - คำอุทาน
คำที่ใช้แสดงอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งบางคำ
อาจไม่มีความหมายก็ได้
เช่น Wow!(ใช้เมื่อรู้สึกประหลาดใจ), Ew(ใช้เมื่อ
รู้สึกรังเกียจ), Aw(ใช้เมื่อรู้สึกเอ็นดู/เห็นใจ)
14
Tense 12
ความหมายของ Tense คือ รูปแบบของ
ประโยคที่มีคำกริยา แสดงระบุเวลากำกับการก
ระทำในขณะที่พูด นี่คือความหมายคร่าวๆนะ
ครับ ถ้าย่นย่อกันจริงๆในการเรียนหลักภาษา
แล้ว Tense คือ กาล (เวลา) โดย ถูกแบ่งออกเป็น
3 ช่วงเวลา ได้แก่ Present (ปัจจุบัน), Past
(อดีต) และ Future (อนาคต) ซึ่งทั้ง 3 ช่วงเวลาที่
กล่าวมานี้ ในแต่ละช่วงเวลานั้นยังถูกแบ่งออก
ตามลักษณะของเหตุการณ์ได้อีก ช่วงเวลาละ 4
แบบ คือ
1.Simple : เรียบง่าย
2.Continuous : ต่อเนื่อง (กำลังทำ)
3.Perfect : สมบูรณ์
4.Perfect Continuous : สมบูรณ์และ
ต่อเนื่อง
1. Present simple tense 15
โครงสร้างประโยค คือ S + V
ใช้พูดถึงความจริง(ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเรา และความจริง
ตามธรรมชาติ)
ประโยคบอกเล่า
I live in Bangkok. = ฉันอาศัยอยู่ในกรุงเทพ
ใช้พูดถึงความชอบ ความคิดเห็น
She likes spicy food. = เธอชอบอาหารรสจัด
ใช้พูดถึงตารางเวลา
The library closes at 7 p.m. = ห้องสมุดปิดตอนหนึ่งทุ่ม
ประโยคปฏิเสธ
I don’t eat a banana. = ฉันไม่กิน กล้วย
She doesn’t eat a banana. = หล่อน ไม่กินกล้วย
ประโยคคำถาม
Can you swim? = คุณสามารถว่ายน้ำ ใช่ไหม (คุณว่ายน้ำ
เป็นไหม)
คำถาม
ข้อควรจำ
ประโยคบอกเล่า ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาให้เติม s แต่
ถ้าประโยคนั้นมีกริยาช่วยแทรกอยู่ก็ไม่ต้องเติม s
162. Present continuous tense
โครงสร้างประโยค คือ S + is/am/are + V.ing
ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่ กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูดหรือในช่วง
เวลานี้ของชีวิต
ประโยคบอกเล่า
I am studying Japanese. = ฉันกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่
ใช้พูดถึงอนาคตอันใกล้ที่เกิดขึ้นแน่นอน
I am flying to South Korea tomorrow. = ฉันกำลังจะไป
เกาหลีใต้พรุ่งนี้
ประโยคปฏิเสธ
You are not listening to the radio.= คุณไม่ได้กำลังฟังวิท
ประโยคคำถาม
Where is she sleeping? = หล่อนกำลังนอนที่ไหน
When are they going to London. = พวกเขากำลังจะไป
ลอนดอนเมื่อไหร่
ข้อควรจำ : คำกริยาบางตัวไม่สามารถนำมาใช้ในรูป
ประโยค Present Continuous Tense ได้ ดังนี้
1. กริยาที่แสดงถึงประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น see, hear, feel,
taste, smell เป็นต้น
2. กริยาที่แสดงความรู้สึก นึกคิด เช่น believe, know,
understand, forget, remember, recognize, fear เป็นต้น
3. กริยาที่แสดงความชอบและไม่ชอบ เช่น love, like, hate,
dislike, desire เป็นต้น
4. กริยาที่แสดงความต้องการ เช่น want, wish, prefer เป็นต้น
3. Present perfect tense 17
โครงสร้างประโยค คือ S + have/has + V.3
ใช้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ระบุช่วงเวลาที่
แน่นอนไม่ได้ (ไม่เน้นเวลาที่แน่นอน)
ประโยคบอกเล่า
I have met him before. = ฉันเคยเจอเขามาก่อนใช้เล่าถึงสิ่งที่
เคยทำมา ประสบการณ์ที่ผ่านมา สถานที่ที่เคยไปมา
I have been to South Korea. = ฉันเคยไปเกาหลีใต้ใช้เล่าถึง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึง
ปัจจุบัน
l have washed the car. = ฉันล้างรถเสร็จแล้ว
ประโยคปฏิเสธ
A boy has not played football since 3 o’clock.
= เด็กชายไม่ได้เล่นฟุตบอล(แล้ว)ตั้งแต่ 3 โมง (เขาเล่นตั้งแต่ 2
โมง)
ประโยคคำถาม
Where has he worked since 8 o’clock?
= เขาทำงาน(แล้ว)ที่ไหนตั้งแต่ 8 โมงเช้า
He has worked in the garden. = เขาทำงานในสวน
ข้อควรจำ
ใน Present Perfect มักจะมีคำว่า since (ตั้งแต่) for (เป็น
เวลา) และ yet (ยัง) ปรากฎอยู่ในประโยค
18
4.present perfect continuous tense
โครงสร้างประโยคคือ S+have/has +been + V.ing
ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดำเนินต่อเนื่องมา
จนถึงปัจจุบัน เเละในขณะที่พูดเหตุการณ์นั้นก็ยังไม่
จบ ยังดำเนินอยู่(เน้นมากว่ายังดำเนินอยู่)
ประโยคบอกเล่า
She has been sleeping for 4 hour
=เธอหลับมา4ชั่วโมง2กว่าเเล้ว(ขณะนี้ก็ยังหลับอยู่ )
ประโยคบอกปฏิเสธ
I haven’t been walking for two hours.
= ผมไม่ได้เดินเป็นเวลาสองชั่วโมงรวดนะ (เหนื่อยผมก็
พัก)
ประโยคคำถาม
What have you been doing for two hours. คุณทำ
อะไรอยู่ตังสองชั่วโมง (ไม่เห็นออกจากบ้านเลย)
ข้อสังเกต
for, since, how long, before, after
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ >> หลักการใช้ Past Perfect
Continuous Tense เรื่องราวดำเนินมาเรื่อย ๆ ก่อนเจอ
อีกเรื่องหนึ่ง
5. Past simple tense 19
โครงสร้างประโยค คือ S + V.2
ใช้พูดถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่เกิดขึ้นแล้วก็จบเป็น
เหตุการณ์สั้นๆ ที่มีการระบุช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์
ด้วย
ประโยคบอกเล่า
I was in South Korea in 2019. = ฉันอยู่ที่เกาหลีใต้ในปี
2015
หมายเหตุ : past simple tense และ Present perfect
tense ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเหมือนกัน แต่ต่าง
กันที่ past simple tense ระบุวันเวลาที่เกิดเหตุการณ์ได้
แต่ Present perfect tense ใช้พูดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เรา
ไม่รู้เวลาที่แน่ชัด
ประโยคปฏิเสธ
I didn’t go to Jim’s party last night. = ฉันไม่ได้ไปงาน
เลี้ยงของจิมคืนที่แล้ว
ประโยคคำถาม
Did you see Jane at the bank yesterday. = คุณได้พบ
เจนที่ธนาคารเมื่อวานไหม
ข้อควรจำ
ประธานทุกตัวใช้กริยาช่องสองเหมือนกัน (เว้น was ใช้กับ
ประธานเอกพจน์, were ใช้กับประธานพหูพจน์) ให้จำหลัก
สำคัญของ Tense นี้ไว้ว่า เป็นการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน
อดีต และก็จบลงไปแล้วด้วย ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน
20 6 . Past continuous tense
โครงสร้างประโยค คือ S + was/were + V.ing
ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ในอดีต
ประโยคบอกเล่า
We were playing football yesterday at 10.00. = พวกเรากำลังเล่น
ฟุตบอลเมื่อวานตอน 10 โมง
ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมๆกัน ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
ในอดีต
My dad was exercising while my mom was sunbathing.
= พ่อของฉันกำลังออกกำลังกายในขณะที่แม่ของฉันกำลังอาบแดดอยู่
ใช้พูดถึงเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในอดีต โดยเหตุการณ์แรกเป็น
เหตุการณ์ที่ กำลังเกิดขึ้น แล้วเหตุการณ์ที่สองก็แทรกขึ้นมา โดย
เหตุการณ์แรกนั้น
I was having breakfast when someone came to my home
. = ฉันกำลังกินอาหารเช้า ตอนที่มีใครมาที่บ้าน
ประโยคปฏิเสธ
Jessica was not performing when I visited her.
= เจสสิก้าไม่ได้แสดงเมื่อฉันไปเยี่ยมเธอ
ประโยคคำถาม
What was she doing in her bedroom?
= เธอมาทำอะไรในห้องนอน?
ข้อควรจำ
ต้องเปลี่ยนคำกริยาตามประธานในประโยคให้เหมาะสม
โดยใช้ was หรือ were และกริยาต้องมี -ing
การทำประโยคคำถามใน Past continuous tense
เราต้องสลับคำกริยา was/were ไว้หน้าประธานในประโยค
คำกริยาบางตัวไม่สามารถใช้ -ing ได้
7. Past perfect tense 21
โครงสร้างประโยค คือ S + had + V.3
ใช้พูดถึงเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในอดีต โดย
เหตุการณ์แรกเป็นเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นและดำเนินมา
ได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วจบลง จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์
ที่สองตามมา
(เหตุการณ์แรกนั้น คือ past perfect tense ส่วน
เหตุการณ์ที่สองที่เกิดขึ้นตามนั้น เป็น past simple
tense)
ประโยคบอกเล่า
I had worked for 8 hours before Emma arrived.
= ฉันทำงานเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ก่อนที่เอ็มม่าจะมา
ประโยคปฏิเสธ
7.I hadn’t eaten a pizza before went to bed.
= ฉันไม่ได้กินพิซซ่า ก่อนที่ฉันเข้านอน
ประโยคคำถาม
Who had called you before we went to the party?
= ใครได้โทรหาคุณ ก่อนที่เราไปงานปาร์ตี้
ข้อควรจำ
มักจะมีการใช้ before, after มาร่วมกับประโยค
22 8. Past perfect continuous tense
โครงสร้างประโยค คือ S + had been + V.ing
ใช้เหมือนกันกับ past perfect tense แต่เน้นมากๆว่า
เหตุการณ์แรกนั้น เกิดขึ้นและดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แล้วจบ
ลงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่สองตามมา (เหตุการณ์แรกนั้น คือ
past perfect continuous tense ส่วนเหตุการณ์ที่สองที่เกิด
ขึ้นตามนั้น เป็น past simple tense)
ประโยคบอกเล่า
I had been working for 4 hours before Emma arrived.
= ฉันทำงานอย่างต่อเนื่องมานาน 4 ชั่วโมง ก่อนที่เอ็มม่าจะมา
ประโยคปฏิเสธ
I hadn’t been waiting for the train for three hours before
it arrived at the station. I had been waiting for five hours.
= ฉันไม่ได้รอคอยรถไฟเป็นเวลา 3 ชั่วโมง (นะ) ก่อนที่มันจะมาถึง
สถานี ฉันรอตั้ง 5 ชั่วโมง (ต่างหาก)
ประโยคคำถาม
Had we been sleeping for five hours when the police
arrived?
= พวกเราได้นอนหลับไปแล้ว (ตั้ง) ห้าชั่วโมงตอนที่ตำรวจมาถึง
ใช่ไหม
ข้อควรจำ
มักจะมีคำที่บอกถึงช่วงระยะเวลาเข้ามาด้วย เช่น for 2 hours, for
20 years, by the time. ต้องจำ!! : อย่าลืมนะคะว่า ประโยคที่เป็น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลัง ต้องอยู่ในรูป Past Simple (Subject +
V.2)
9. Future simple tense 23
โครงสร้างประโยค คือ S + will + V.1
ใช้พูดถึงอนาคต เป็นการคาดเดา หรือ จากความรู้สึก
ประโยคบอกเล่า
I will pass the exam. = ฉันต้องสอบผ่าน
ใช้พูดถึงการตัดสินใจในทันที ว่าจะทำอะไร
I will go home before it rains. = ฉันจะกลับบ้าน ก่อนที่
ฝนจะตก
ประโยคปฏิเสธ
l will not go to school tomorrow.
= ฉันจะไม่ไปโรงเรียนพรุ่งนี้
ประโยคคำถาม
Will I go to school tomorrow?
= ฉันจะไปโรงเรียนพรุ่งนี้ใช่ไหม
ข้อควรจำ
ต้องใช้กริยาช่วย will ใน Future Simple Tense ซึ่ง
ใช้ได้กับประธานทุกตัว
กริยาแท้ในประโยคหลังคำว่าwillไม่ต้องเติม
s/es/ed/ing แล้วนะคะ
กริยา is/am/are หลัง will จะอยู่ในรูป be
24 10. Future continuous tense
โครงสร้างประโยค คือ S + will + be + V.ing
ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น แน่ๆ ในช่วงเวลาใด
เวลาหนึ่งในอนาคต
ประโยคบอกเล่า
When you arrive, I will be swimming. = ตอนที่คุณมา
ถึง ฉันคงกำลังว่ายน้ำอยู่
ประโยคปฏิเสธ
I won’t be watching TV tomorrow morning.
= พรุ่งนี้ฉันจะไม่ดูทีวี
ประโยคคำถาม
Will you be watching TV tomorrow morning.
= พรุ่งนี้เช้าคุณจะดูทีวีไหม
ข้อควรจำ
การใช้ Future continuous tense มีความใกล้เคียงกับ
Future simple tense เพราะว่าเป็นการบอกถึง
เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าเหมือนกัน
แต่แตกต่างกันตรงที่ Future continuous tense จะเห็น
ภาพเหตุการณ์ชัดเจนกว่ามีความแน่นอนที่จะเกิดขึ้น
มากกว่า
11. Future perfect tense 25
โครงสร้างประโยค คือ S + will + have + V.3
พูดถึงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น(อาจเกิดขึ้นเมื่อ อดีต
ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ได้ )และดำเนินต่อไป เพื่อที่จะไป
จบในอนาคตแน่นอน หรือก่อนจะมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง
เกิดขึ้นในอนาคต
(เน้นว่าไปจบในอนาคต และเน้นการบอกจุดจบ)
ประโยคบอกเล่า
They will have finished the work by next week.
= พวกเขาจะเสร็จสิ้นการทำงานภายในสัปดาห์หน้า
ประโยคปฏิเสธ
I won’t have finished my project tomorow morning.
= พรุ่งนี้เช้าฉันจะไม่ทำโครงการให้เสร็จ
ประโยคคำถาม
Will you have finished your project tomorow
morning?
=พรุ่งนี้เช้าคุณจะทำโปรเจกต์เสร็จไหม
ข้อควรจำ
Future perfect tense มักจะมีคำแสดงเวลาที่คาดว่าจะ
เป็นจุดจบของเหตุการณ์ด้วย (by...)
เช่น by tomortow , by the time เป็นต้น
26
12. Future perfect continuous tense
โครงสร้างประโยค คือ S + will have been + V.ing
พูดถึงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น และบอกได้ว่าต่อเนื่องมาเป็นระยะ
เวลาเท่าไหร่ กี่ปี กี่เดือน กี่วัน (คือรู้จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์
อาจเริ่มมาจาก อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต) แล้วเหตุการณ์นั้น
จะไปจบลงในอนาคต หรือก่อนที่จะมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นใน
อนาคตนั่นเอง
ประโยคบอกเล่า
He will have been living here for three years next month.
= เขาคงจะอาศัยอยู่ที่นี่มาครบ 3 ปีแล้วในเดือนหน้า
ประโยคปฏิเสธ
I won’t have been waiting for you for 3 hours when you
arrive.
= ฉันจะไม่รอคุณเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเมื่อคุณมาถึง
ประโยคคำถาม
Will you have been waiting for me for two hours
when I arrive?
= คุณจะรอฉันสองชั่วโมงเมื่อฉันมาถึงหรือไม่
ข้อควรจำ
ควรจำ
1.ใช้พูดถึงเหตุการณ์หนึ่ง ที่สามารถบอกไก้ว่าเกิดขึ้นมานานแค่
ไหน ก่อนที่จะจบลงในอนาคต
2.ใช้พูดถึง 2 เหตุการณ์ในอนาคต โดยเน้นว่าเหตุการณ์แรกเกิด
ระยะเวลาเท่าไหร่ จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ที่2 ตามมา
27
โครงสร้าง 12 Tens
สมาชิกในกลุ่ม
1.นาย จิรพนธ์ ศิริพิทยา เลขที่2
2.นาย ชนัญญู ขวัญกะโผะ เลขที่3
3.นางสาว ชญาดา กุลวงค์ เลขที่8
4.นางสาว พุธชรินทร์ ต๊ะเปี้ ยสืบ เลขที่ 11
5.นางสาว โสภารัตน์ ศรีปาน เลขที่18
ครูที่ปรึกษา
คุณครู คชาภรณ์ เมฆม่วงแก้ว
โรงเรียน โพธิ์คีรีราชศึกษา
HaVe A GoOd DaY