สังคมในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
สาระการเรียนรู้รายปี
ประสบการณส์ าคญั สาระทค่ี วรเรยี นรู้
1. การฟังและปฏิบัตติ ามคาแนะนา 1. การพูดสนทนา แสดงความคิดเหน็
2. การฟังเพลง นทิ าน คาคลอ้ งจอง
บทรอ้ ยกรองหรือเรื่องราวตา่ ง ๆ
3. การพูดแสดงความคิด ความรูส้ ึก
และความต้องการ
4. การรอจงั หวะทเี่ หมาะสมในการพดู
5. การพูดเรียงลาดบั คาเพือ่ ใช้ในการ
สอื่ สาร
1. การพูดกบั ผอู้ ืน่ เกย่ี วกบั 1. การเล่าประสบการณ์ของตนเอง
ประสบการณข์ องตนเอง หรอื พูดเล่า 2. การเลา่ ข่าว
เรือ่ งราวเกยี่ วกบั ตนเอง 3. การเล่านิทาน
2. การพูดอธิบายเกย่ี วกบั สงิ่ ของ (กิจกรรม เสริมหลักสตู ร)
เหตกุ ารณ์ และความสมั พนั ธข์ องสิง่ ตา่ ง
ๆ
1 . การร่วมสนทนาและแลกเปลยี่ นความ 1. การเรียนร้ภู าษาอังกฤษ
คิดเหน็
2. การฟงั และปฏิบัติตามคาแนะนา
1 .การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความ 1. การเรยี นรูภ้ าษาจนี
คดิ เห็น
2. การฟังและปฏิบัติตามคาแนะนา
๙๗
ตวั บง่ ชี้ สภาพทีพ่ ึงประสงค์
9.3 เขยี นภาพและสัญลักษณ์ได้ ชน้ั อนุบาล 3
(5 – 6 ป)ี
9.3.1 อ่านภาพสัญลักษณ์ คา ด้วยการ
ชห้ี รอื กวาดตามองข้อความจุดเร่มิ ต้น
และจดุ จบของข้อความ
9.3.2 เขียนช่ือของตนเองตามแบบ
เขียนขอ้ ความดว้ ยวิธีที่คิดขึ้นเอง
สาระการเรยี นรู้รายปี
ประสบการณ์สาคญั สาระทค่ี วรเรยี นรู้
1. การอา่ นหนงั สือภาพ นิทาน 1. อ่านนิทานจากรปู ภาพหรอื สญั ลกั ษณ์
หลากหลายประเภท/รูปแบบ จากหนังสือนิทาน
2. การอา่ นอสิ ระตามลาพงั การอา่ น
รว่ มกนั การอ่านโดยมีผ้ชู ้ีแนะ 1. เขยี นชื่อของตนเองตามแบบ
3. การเห็นแบบอย่างของการอ่านที่ 2. การเขยี นขอ้ ความที่คิดข้ึนเอง
ถูกต้อง
4. การสังเกตทิศทางการอ่านตวั อักษร
คา และขอ้ ความ
5. การอ่านและชี้ข้อความ โดยกวาด
สายตาตามบรรทดั จากซ้ายไปขวา จาก
บนลงล่าง
1. การสังเกตตัวอักษรในช่อื ของตน
หรอื คาคุ้นเคย
2. การสงั เกตตวั อกั ษรทป่ี ระกอบเป็น
คาผ่านการอา่ นหรอื เขียนของผ้ใู หญ่
3. การเขียนคาทม่ี ีความหมายกบั ตัว
เด็ก/คาคุน้ เคย
4. การคาดเดาคา วลี หรอื ประโยค ท่มี ี
โครงสร้างซ้า ๆ กนั จากนิทาน เพลง
คาคลอ้ งจอง
๙๘
มาตรฐานท่ี 10 มคี วามสามารถในการคดิ ท่ีเป็นพนื้ ฐานในการเรยี นรู้
ตัวบง่ ช้ี สภาพที่พึงประสงค์
ชัน้ อนุบาล 3
(5 – 6 ปี)
10.1 มีความสามารถในการคดิ รวบ 10.1.1 บอกลกั ษณะส่วน
ยอด ประกอบ การเปลย่ี นแปลงหรอื
ความสมั พนั ธข์ องสง่ิ ตา่ ง ๆ จากการ
สังเกตโดยใช้ประสาทสมั ผัส (เช่น รอ้ น
ยาว หนกั ใหญ่ ขรขุ ระ แหง้ )
10.1.2 จับคแู่ ละเปรียบเทยี บความ
แตกตา่ งและความเหมือนของส่งิ ตา่ ง ๆ
โดยใช้ลกั ษณะที่สงั เกตพบ 2 ลักษณะ
ข้นึ ไป
10.1.3 จาแนกและจัดกลุ่มส่ิงตา่ ง ๆ
โดยใช้ตัง้ แต่ 2 ลักษณะขึน้ ไปเปน็ เกณฑ์
10.2 มคี วามสามารถในการคิดเชิง 10.1.4 เรียงลาดับส่งิ ของหรอื
เหตุผล เหตุการณอ์ ย่างน้อย 5 ลาดบั
10.2.1 อธบิ ายเช่อื มโยงสาเหตแุ ละผลที่
เกิดขึ้นในเหตกุ ารณ์หรอื การกระทาด้วยตนเอง
สาระการเรยี นร้รู ายปี
ประสบการณส์ าคญั สาระทีค่ วรเรยี นรู้
1. การสงั เกตลกั ษณะ สว่ นประกอบ 1. การใชป้ ระสาทสมั ผัสด้วยการใช้ตา
การเปลีย่ นแปลง และความสมั พนั ธ์ของ และมือสัมผัส
ส่งิ ตา่ งๆ โดยใช้ประสาทสมั ผสั อย่าง (หน่วย รา่ งกายของหนู)
เหมาะสม
1. การคดั แยกการจัดกลมุ่ และการจาแนกสง่ิ 1. การใช้ประสาทสัมผสั ด้วยการใชต้ า
ต่างๆตามลักษณะและรูปรา่ งรูปทรง และมอื สัมผัส
2. การเปรยี บเทยี บและเรียงลาดบั
จานวนของส่ิงต่างๆ
3. การจับคู่ การเปรยี บเทียบ และการ
เรยี งลาดบั สง่ิ ตา่ งๆ ตามลกั ษณะความ
ยาว/ความสงู น้าหนัก ปริมาตร
1. การคดั แยก การจัดกลุม่ และการ 1. การใช้ประสาทสมั ผัสดว้ ยการใช้ตา
จาแนกสิง่ ตา่ งๆตามลกั ษณะและรปู รา่ ง และมอื สัมผัส
รูปทรง
2. การรวมและการแยกส่ิงต่างๆ
1. การบอกและเรยี งลาดับกิจกรรมหรอื 1. การใชป้ ระสาทสัมผัสดว้ ยการใช้ตา
เหตกุ ารณต์ ามช่วงเวลา และมือสมั ผัส
1. การอธบิ ายเช่ือมโยงสาเหตแุ ละผลที่ 1. อธิบายเช่ือมโยงสาเหตุและผลท่ี
เกดิ ขนึ้ ในเหตกุ ารณห์ รอื การกระทา เกิดขึน้ ในการกระทาของตนเอง
๙๙
ตัวบง่ ช้ี สภาพท่พี ึงประสงค์
ช้ันอนุบาล 3
10.4 มคี วามสามารถในการคดิ (5 – 6 ปี)
แกป้ ญั หาและตดั สนิ ใจ
10.2.2 คาดคะเนส่ิงทีอ่ าจจะเกิดข้นึ
และมสี ่วนร่วมในการลงความเห็นจาก
ขอ้ มลู อย่างมเี หตุผล
10.4.1 ตดั สินใจในเรอื่ งงา่ ย ๆ และ
ยอมรับผลที่เกดิ ข้ึน
10.4.2 ระบปุ ญั หาและสรา้ งทางเลอื ก
และเลือกวิธีแก้ปัญหา
มาตรฐานท่ี 11 มจี ินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์
ตัวบ่งชี้ สภาพทพี่ งึ ประสงค์
ช้ันอนบุ าล 3
(5 – 6 ป)ี
11.1 ทางานศิลปะตามจินตนาการ 11.1.1 สรา้ งผลงานศลิ ปะเพือ่ ส่ือสาร
และความคดิ สรา้ งสรรค์ ความคดิ ความรสู้ กึ ของตนเอง โดยมี
การดัดแปลงแปลกใหม่จากเดิม และมี
รายละเอยี ดเพิ่มขึ้น
สาระการเรียนรู้รายปี
ประสบการณ์สาคญั สาระที่ควรเรียนรู้
1. การคาดเดาหรือการคาดคะเนส่งิ ที่ 1. การคาดคะเนตอบจากสิ่งที่อาจจะ
อาจเกิดขน้ึ อย่างมเี หตุผล เกดิ ขึน้ และลงความคิดเห็นจากขอ้ มูลที่
คน้ พบ
1.การตดั สนิ ใจและมสี ว่ นร่วมใน
กระบวนการแก้ปญั หา 1. มีส่วนร่วมในการตดั สินใจและมีสว่ น
1. การตดั สนิ ใจและมีสว่ นร่วมใน ร่วมในการแกป้ ัญหาทเ่ี กดิ ขึน้
กระบวนการแก้ปัญหา
2. การมีสว่ นร่วมในการลงความเห็น 1. กจิ กรรมทดลองวทิ ยาศาสตร์
จากขอ้ มลู อย่างมีเหตุผล 2. Project Approach
(หนว่ ย Project Approach)
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ประสบการณส์ าคญั สาระท่คี วรเรยี นรู้
1. การแสดงความคิดสรา้ งสรรค์ผา่ น 1. กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรคต์ ่าง ๆ
ศลิ ปะ
2. การรับรู้ และแสดงความคดิ
ความรสู้ กึ ผ่านสอ่ื วัสดุ ของเลน่ และ
ชน้ิ งาน
3. การสร้างสรรค์ชิน้ งานโดยใช้รปู รา่ ง
รูปทรง จากวัสดุที่หลากหลาย
๑๐๐
ตวั บ่งช้ี สภาพท่ีพึงประสงค์
ช้ันอนุบาล 3
11.2 แสดงทา่ ทางเคลื่อนไหวตาม (5 – 6 ปี)
จินตนาการอย่างสร้างสรรค์
11.2.1 เคล่ือนไหวทา่ ทางเพอื่ ส่ือสาร
ความคิด ความรสู้ ึกของตนเองอย่าง
หลากหลายหรอื แปลกใหม่
มาตรฐานท่ี 12 มเี จตคติท่ดี ตี อ่ การเรียนรู้ และมีความสามารถในการแสดงหาความ
ตัวบง่ ชี้ สภาพทีพ่ งึ ประสงค์
ชั้นอนบุ าล 3
(5 – 6 ปี)
12.1 มีเจตคติที่ดตี อ่ การเรียนรู้ 12.1.1 สนใจหยบิ หนังสอื มาอ่านและ
เขยี นสอ่ื ความคิดด้วยตนเองเปน็ ประจา
อยา่ งต่อเนือ่ ง
12.1.2 กระตอื รอื รน้
ในการเข้ารว่ มกจิ กรรมตั้งแตต่ น้ จนจบ
12.2 มีความสามารถในการแสวงหา 12.2.1 คน้ หาคาตอบของข้อสงสยั ต่าง
ความรู้ ๆ โดยใชว้ ิธีการทหี่ ลากหลายด้วยตนเอง
สาระการเรียนรรู้ ายปี
ประสบการณ์สาคัญ สาระที่ควรเรียนรู้
1. การรับรูแ้ ละแสดงความคิด 1. การแสดงบทบาทสมมติ
ความรสู้ ึกผา่ นสือ่ วัสดุ ของเลน่ และ 2. การเคล่อื นไหวรา่ งกายอิสระ
ชิ้นงาน 3. การเลน่ ตุ๊กตา การเล่นหุ่นมือ หุ่นนว้ิ
2. การแสดงความคิดสรา้ งสรรค์ผา่ น มอื การเลา่ นิทาน
ภาษา ท่าทาง การเคลอ่ื นไหวและศลิ ปะ
มรูไ้ ดเ้ หมาะสมกับวยั
สาระการเรียนรรู้ ายปี
ประสบการณ์สาคัญ สาระทีค่ วรเรยี นรู้
1. การอา่ นหนังสอื ภาพ นทิ าน 1. การอ่านการเขยี นสรปุ นทิ าน
หลากหลายประเภท/รูปแบบ 2. การอ่านในมุมหนังสือ
2. การเขยี นร่วมกนั ตามโอกาส และ
การเขียนอสิ ระ 1. การใหค้ วามรว่ มมอื ในการปฏิบัติ
กจิ กรรมต่าง ๆ ตัง้ แตต่ น้ จนจบ
1. การร่วมสนทนาและแลกเปลย่ี น
ความคดิ เห็น 1. การสารวจสงิ่ ต่างๆและแหล่งเรียนรู้
2. การใหค้ วามร่วมมอื ในการปฏบิ ตั ิ รอบตัว
กิจกรรมต่าง ๆ
1. สารวจสงิ่ ตา่ ง ๆ และแหล่งเรยี นรู้
รอบตวั
๑๐๑
ตัวบง่ ช้ี สภาพทพี่ งึ ประสงค์
ชัน้ อนุบาล 3
(5 – 6 ป)ี
12.2 มีความสามารถในการแสวงหา
ความร้(ู ตอ่ )
12.2.2 ใชป้ ระโยคคาถามวา่
“เม่ือไหร่” “อยา่ งไร” ในการคน้ หา
คาตอบ
สาระการเรยี นรูร้ ายปี
ประสบการณส์ าคญั สาระที่ควรเรียนรู้
2. การสบื เสาะหาความรเู้ พ่ือคน้ หา 2. การสบื เสาะหาความรู้เพอ่ื คน้ หา
คาตอบของขอ้ สงสัยตา่ ง ๆ คาตอบของข้อสงสยั ต่างๆด้วยวธิ ีการที่
หลากหลายดว้ ยตนเอง
(หน่วย Project Approach)
3. การมีสว่ นรว่ มในการรวบรวมข้อมลู
และนาเสนอข้อมูลจากการสบื เสาะหา
ความรูใ้ นรปู แบบต่าง ๆ และแผนภมู ิ
อย่างงา่ ย
1. การสารวจสง่ิ ต่างๆ และแหล่งเรยี นรู้ 1. การสบื เสาะหาความรู้เพอ่ื ค้นหา
รอบตัว คาตอบของข้อสงสยั ตา่ งๆ จากคาถาม
2. การสืบเสาะหาความรเู้ พ่ือคน้ หา “ท่ไี หน” “ทาไม” “เมอ่ื ไร” อยา่ งไร”
คาตอบของข้อสงสยั ตา่ งๆ (หน่วย Project Approach)
3. การตั้งคาถามในเร่ืองทสี่ นใจ
๑๐๒
กาหนดหนว่ ยการจดั ประสบการณ์ระ
โรงเรยี นต้นแกว้ ผดุงพทิ ยาลัย สังกัด
สปั ดาห์ ชอ่ื หนว่ ย สาระการเรยี นรู้
ท่ี อนบุ าล 1
1
แรกรบั 1. ชื่อเลน่ ชอ่ื จริงของตนเอง 1. คานา
2 ประทับใจ 1 2. สัญลักษณป์ ระจาตัวเด็ก จริง สกุล
3. ช่อื เลน่ ของเพือ่ น 2. สัญลกั
4. ช่อื เลน่ ช่ือจริงครูประจาชน้ั 3. ชอื่ เล่น
5. ชือ่ ช้นั เรียนของตนเอง 4. ชื่อเล่น
เรยี น
เดก็ ดมี ีวนิ ยั 1. ของใชส้ ่วนตวั เด็ก และการเก็บเข้าท่ี
1. ของใช
2. การเขา้ แถว และทากิจกรรมหน้าเสาธง 2. การเข
การร้องเพลงชาติ รอ้ งเพลง
3. การป
3. การปฏบิ ัติตนในการใช้ห้องนา้ (การเปิด
(การเปดิ ปิดไฟ จัดรองเทา้ ) 4. การรบั
4. การรับประทานอาหาร และการเก็บถาด อาหาร
5. การป
อาหาร
5. การปฏบิ ตั ิตนตามขอ้ ตกลงของหอ้ งเรยี น
3 หนูนอ้ ยน่ารกั 1. มารยาทในการไหว้ 1. มารยา
2. มารยาทในการเดนิ ผ่านผูใ้ หญ่ 2. มารยา
ะดับช้นั อนบุ าล ปีการศกึ ษา 2565
ดองค์การบริหารสว่ นจงั หวัดเชยี งใหม่
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้
อนุบาล 2 อนุบาล 3
าหน้าชือ่ (เดก็ หญิง เด็กชาย)ชือ่ เลน่ ชอ่ื 1. คานาหนา้ ชอื่ (เด็กหญิง เดก็ ชาย)ชื่อเลน่
ลของตนเอง ชื่อจริง สกลุ ของตนเอง (2 วนั )
กษณป์ ระจาตวั เด็ก (2 วนั )
นของเพ่ือน 2. สญั ลกั ษณ์ประจาตัวเดก็
น ช่ือจรงิ สกุลครปู ระจาชัน้ ชื่อชน้ั 3. ชือ่ เลน่ ชือ่ จรงิ สกลุ ครปู ระจาชนั้ ชื่อช้ัน
เรยี น
4. ช่อื เล่น ชอ่ื จรงิ สกลุ ของเพอื่ น
ชส้ ว่ นตัวเด็ก และการเก็บเข้าที่ 1. ของใชส้ ่วนตวั เด็ก และการเก็บเขา้ ท่ี
ขา้ แถว และทากิจกรรมหนา้ เสาธง การ 2. การเขา้ แถว และทากิจกรรมหนา้ เสาธง
งชาติ การรอ้ งเพลงชาติ
ปฏบิ ัติตนในการใช้หอ้ งน้า
ปิดไฟ จดั รองเทา้ ) 3. การปฏบิ ตั ิตนในการใช้หอ้ งน้า
บประทานอาหาร และการเกบ็ ถาด (การเปิด ปิดไฟ จดั รองเท้า)
4. การรบั ประทานอาหาร และการเก็บถาด
ปฏบิ ัตติ นตามขอ้ ตกลงของห้องเรยี น อาหาร
5. การสรา้ งข้อตกลง และการปฏบิ ัตติ นตาม
ขอ้ ตกลงของห้องเรยี น
าทในการไหว้ 1. มารยาทในการไหว้
าทในการเดินผ่านผใู้ หญ่ 2. มารยาทในการเดินผ่านผู้ใหญ่
๑๐๓
สปั ดาห์ ชื่อหน่วย สาระการเรียนรู้
ท่ี อนุบาล 1
3. มารยาทในการฟงั 3. มารยา
4. มารยาทในการพูด 4. มารยา
5. มารยา
5. มารยาทในการน่งั
1. ชอ่ื โรง
4 โรงเรียนของ 1. ชื่อโรงเรียน สัญลักษณ
ฉัน 2. ตราสญั ลกั ษณโ์ รงเรียน 2. อาคาร
3. อาคาร สถานทต่ี ่าง ๆ ภายในโรงเรยี น 3. บุคคล
4. หอ้ งตา่ ง ๆ ภายในอาคารอนุบาล 4. การรว่
5. การดแู
5. ชอื่ ครูประจาชน้ั อนุบาล บริเวณโร
5 หนนู อ้ ยตา 1. ขยะเปียก 1. ประเภ
วเิ ศษ 2. ขยะทัว่ ไป 2. การคดั
3. ประโย
(TK KEEP 3. ขยะอนั ตราย 4. โทษข
CLEAN) 4. ขยะรีไซเคลิ 5. การป
5. การคัดแยกขยะ
6-7 ต้นแก้วกับ 1. วิธีการเดนิ ทางมาโรงเรียน 1. วิธีการ
ความปลอดภยั 2. พื้นทป่ี ลอดภยั ภายในโรงเรียน ตนให้ปล
ทางถนน 3. ทางเข้าออกโรงเรียน และการดแู ลความ 2. พ้นื ที่ป
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้
อนบุ าล 2 อนบุ าล 3
าทในการฟงั 3. มารยาทในการฟัง
าทในการพดู 4. มารยาทในการพดู
าทในการนัง่ 5. มารยาทในการนั่ง
งเรยี น ทีต่ ั้งของโรงเรยี น ตรา 1. ช่อื โรงเรยี น ทีต่ ัง้ ของโรงเรียน ตรา
ณโ์ รงเรยี น สัญลกั ษณโ์ รงเรยี น
รสถานท่ีตา่ ง ๆ ภายในโรงเรยี น 2. อาคารสถานทีต่ ่าง ๆ ภายในโรงเรียน
ล และหนา้ ทขี่ องบคุ คลภายในโรงเรยี น 3. บคุ คล และหน้าทข่ี องบุคคลภายใน
วมกจิ กรรมโรงเรยี น โรงเรยี น
แล และรกั ษาความสะอาดภายใน 4. การรว่ มกจิ กรรมโรงเรียน
รงเรียน 5. การดแู ล และรกั ษาความสะอาดภายใน
บริเวณโรงเรยี น
ภทของขยะ 1. จดุ คัดแยกขยะภายในโรงเรยี น
ดแยกขยะ 2. ประเภทของขยะ การคัดแยกขยะ
ยชน์ของขยะ 3. ประโยชน์ และโทษของขยะ
ของขยะ 4. การลดขยะ 4R
ประดษิ ฐเ์ ศษวัสดุ 5. การประดษิ ฐเ์ ศษวัสดุใหม้ มี ูลค่า
รเดนิ ทางมาโรงเรยี น และการปฏิบัติ 1. วธิ ีการเดินทางมาโรงเรียน และการปฏบิ ัติ
ลอดภยั ตนใหป้ ลอดภยั
ปลอดภยั ภายในโรงเรยี น 2. พื้นทีป่ ลอดภยั ภายในโรงเรยี น
๑๐๔
สปั ดาห์ ชือ่ หน่วย สาระการเรียนรู้
ท่ี อนุบาล 1
(TK safety ปลอดภยั 3. จดุ เสี่ย
road zone) 4. จดุ เสย่ี งภายในโรงเรียน 4. จดุ เสี่ย
5. จดุ เสีย่ งภายนอกโรงเรยี น 5. การจร
6. การข้ามทางม้าลาย 6. ความ
7. การสวมหมวกนิรภัย 7. อปุ กร
8. การคาดเขม็ ขัดนริ ภยั ยานพาห
9. สญั ลกั ษณไ์ ฟจราจร 8. การป
10. ปา้ ยจราจรภายในโรงเรยี น 9. ป้ายจ
10. ปา้ ย
8 ปลอดภยั ไว้ 1. ความปลอดภยั ในการเล่น 1. ความ
ก่อน 2. ความปลอดภยั ในสภาวะที่เสี่ยงตอ่ โรค 2. ความ
(โควดิ โรคต่าง ๆ) (โควิด โร
3. ความปลอดภยั จากอบุ ัติภัย(อัคคภี ยั ) 3. ความ
4. การปอ้ งกนั อบุ ตั ภิ ยั ทางนา้ และการเอาตวั แผน่ ดินไห
รอด 4. การป
5. ความปลอดภัยในการใช้ยา รอด
5. ความ
ของมคี ม
สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้
อนบุ าล 2 อนุบาล 3
ยงภายในโรงเรียน 3. จดุ เสยี่ งภายในโรงเรยี น
ยงภายนอกโรงเรียน จุดเส่ยี งภายนอกโรงเรียน
ราจรภายในโรงเรยี น 4. การจราจรภายในโรงเรยี น และการปฏบิ ัติ
มปลอดภัยในการใช้ทางเท้า ตามกฎจราจรภายในโรงเรยี น
รณร์ กั ษาความปลอดภยั ในการใช้ 5. ความปลอดภยั ในการใช้ทางเทา้
หนะ 6. อุปกรณ์รกั ษาความปลอดภัยในการใช้
ปฏิบัตติ ามกฎจราจรภายในโรงเรยี น ยานพาหนะ
จราจร (ป้ายบังคับสแี ดง) 7. ป้ายจราจร (ป้ายบังคบั สีแดง)
ยจราจร (ปา้ ยเตอื น) 8. ป้ายจราจร (ป้ายบังคับสีนา้ เงนิ )
9. ป้ายจราจร (ป้ายเตอื น)
10. การเผชญิ เหตุ และวิธเี อาตัวรอด
มปลอดภัยในการเล่น 1. ความปลอดภัยในการเล่น
มปลอดภัยในสภาวะที่เส่ยี งตอ่ โรค
รคต่าง ๆ) 2. ความปลอดภยั ในสภาวะทเ่ี สย่ี งตอ่ โรค
มปลอดภยั จากอุบัติภัย(อคั คีภยั (โควดิ โรคต่าง ๆ)
หว) 3. ความปลอดภยั จากอบุ ัติภัย(อัคคภี ัย
ปอ้ งกนั อบุ ัติภัยทางนา้ และการเอาตัว
แผน่ ดนิ ไหว อุทกภยั )
มปลอดภัยในการใช้เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ และ 4. การป้องกันอุบตั ภิ ยั ทางน้า และการเอาตวั
รอด
5. ความปลอดภยั ในการใชย้ า
๑๐๕
สปั ดาห์ ช่อื หนว่ ย สาระการเรยี นรู้
ท่ี อนุบาล 1
9 รา่ งกายของ 1. หนา้ ท่แี ละการดแู ลรกั ษาตา 1. หน้าท
หนู 2. หน้าทแ่ี ละการดแู ลรกั ษาหู 2. หนา้ ท
3. หนา้ ท
3. หนา้ ทแ่ี ละการดแู ลรกั ษาจมูก 4. หนา้ ท
4. หน้าที่และการดูแลรักษาปาก 5. หนา้ ท
5. หน้าทแ่ี ละการดูแลรักษามอื เท้า เท้า) +โค
+โควดิ -19 1. อาหา
2. การออ
10 กินดี อยดู่ ี มี 1. อาหารหลัก 5 หมู่ (2 วัน) 3. การพ
4. สขุ นิส
สุข 2. การออกกาลังกาย 5. การแป
3. การพักผอ่ น รา่ งกายอ
4. สุขนิสัยในการขบั ถา่ ย
1. ความ
11 บา้ นแสนสุข 1. ความหมายของบา้ น 2. พ้ืนท่ีบ
2. ประเภทของบ้าน 3. ประเภ
3. ส่วนประกอบของบา้ น 4. ห้องต
4. ห้องต่าง ๆ ภายในบา้ น 5. การรัก
5. การรักษาความสะอาดบ้าน
สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
อนบุ าล 2 อนบุ าล 3
ท่ี การดแู ลรกั ษา และการป้องกนั (ตา) 1. หน้าทข่ี องอวยั วะภายนอก
ที่ การดแู ลรักษา และการปอ้ งกนั (หู) 2. การดแู ลรักษาอวยั วะภายนอก
ที่ การดูแลรกั ษา และการปอ้ งกัน(จมกู ) 3. หนา้ ทข่ี องอวัยวะภายใน
ที่ การดแู ลรักษา และการป้องกนั (ปาก) 4. การดูแลรกั ษาภายใน
ท่ี การดแู ลรกั ษา และการปอ้ งกัน(มอื 5. ประสาทสมั ผสั ทั้งหา้ +โควดิ -19
ควิด-19
ารหลกั 5 หมู่ 1. อาหารหลกั 5 หมู่ และความสาคัญของ
อกกาลงั กาย อาหารหลกั 5 หมู่
พกั ผอ่ น 2. การออกกาลังกาย
สยั ในการขบั ถ่าย 3. การพกั ผ่อน
4. สขุ นสิ ัยในการขบั ถา่ ย
ปรงฟนั และการทาความสะอาด 5. การแปรงฟนั และการทาความสะอาด
อย่างถูกวิธี
ร่างกายอย่างถกู วธิ ี
มหมายของบา้ น และประโยชนข์ องบา้ น 1. ความหมายของบา้ น และประโยชนข์ อง
บรเิ วณรอบบา้ น และที่ต้งั ของบ้าน บา้ น
ภท และส่วนประกอบของบา้ น 2. พ้ืนท่ี และสถานที่ตง้ั ของบ้าน
ต่าง ๆ ภายในบา้ น และความสาคญั 3. ประเภท และส่วนประกอบของบา้ น
กษาความสะอาดบ้าน 4. ห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน และความสาคัญ
5. การรกั ษาความสะอาดบ้าน และบริเวณ
รอบบา้ น
๑๐๖
สัปดาห์ ชอ่ื หนว่ ย สาระการเรยี นรู้
ท่ี อนบุ าล 1
12 ครอบครัวสุข 1. สมาชกิ ในครอบครัว 1. ความ
สันต์ 2. ชอื่ สมาชกิ ในครอบครัว 2. ชื่อขอ
3. หนา้ ท่ีของบคุ คลของครอบครัว 3. หน้าท
4. กิจกรรมในครอบครวั 4. กจิ กร
5. การปฏบิ ัติตนตอ่ บุคคลในครอบครัว 5. สง่ิ ทีจ่
13 ชมุ ชนน่าอยู่ 1. ชอ่ื ชุมชน 1. ช่ือ แล
2. สถานท่ีสาคญั ในชุมชน 2. สถาน
3. ชอื่ เพือ่ นบา้ น 3. ชอ่ื เพอื่
4. การรว่
4. การร่วมกจิ กรรมในชุมชน 5. การอย
5. การอย่รู ว่ มกนั อย่างมีความสุข
1. ประว
14-15 บ้านถวาย 1. ประวัติ ทตี่ งั้ ของบ้านถวาย 2. อาชีพ
2. อาชพี หลกั ในชุมชนบา้ นถวาย 3. ผลติ ภ
4. สถาน
3. ผลิตภัณฑ์ของบ้านถวาย 5. การแก
4. สถานท่ีสาคัญในชุมชนบ้านถวาย 6. การเด
7. การวา
5. การแกะสลัก
6. การเดินเส้นแต่งลาย
7. การวาดภาพ เพน้ ท์สี
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้
อนุบาล 2 อนบุ าล 3
มสมั พนั ธ์ของบุคคลในครอบครัว 1. ความสมั พนั ธ์ และชอื่ สมาชกิ ภายใน
องสมาชกิ ในครอบครวั ครอบครัว
ทข่ี องบุคคลของครอบครวั 2. หน้าที่ของบุคคลของครอบครวั
รรมในครอบครัว 3. การปฏบิ ตั ิตนตอ่ บุคคลในครอบครวั
จาเป็นต่อบคุ คลในครอบครวั 4. การมีสว่ นร่วม และการทากิจกรรมใน
ครอบครัว
ละที่ตง้ั ของชมุ ชน 5. ส่งิ ท่ีจาเปน็ ตอ่ บคุ คลในครอบครวั
นท่ี และบุคคลสาคัญในชุมชน
อนบา้ น 1. ช่อื และท่ีตง้ั ของชมุ ชน
วมกิจกรรมในชมุ ชน 2. สถานท่ี และบุคคลสาคัญในชมุ ชน
ยูร่ ว่ มกันอยา่ งมคี วามสขุ 3. ชือ่ เพื่อนบ้าน และความสาคญั ของเพอ่ื น
บ้าน
วตั ทิ ีต่ ้ังของบา้ นถวาย 4. การรว่ มกจิ กรรมในชุมชน
พหลกั ในชุมชนบ้านถวาย 5. การอยู่ร่วมกันอยา่ งมีความสุข
ภัณฑข์ องบา้ นถวาย
นท่ีสาคญั ในชมุ ชนบ้านถวาย 1. ประวตั บิ า้ นถวาย ทตี่ ้งั ของบ้านถวาย
กะสลัก 2. อาชีพหลักในชมุ ชนบ้านถวาย
ดินเสน้ แตง่ ลาย 3. ผลิตภัณฑข์ องบา้ นถวาย
าดภาพ เพ้นท์สี 4. สถานที่สาคญั ในชมุ ชนบ้านถวาย
5. การแกะสลกั
6. การลงสีขันโตก (ลงมอื ปฏบิ ัติ)
7. การเดนิ เส้นแต่งลาย(ลงมือปฏิบัติ)
๑๐๗
สปั ดาห์ ช่ือหนว่ ย สาระการเรียนรู้
ท่ี อนุบาล 1
8. การลงรกั ปดิ ทอง 8. การลง
9. ผลิตภัณฑข์ องหนู (เดินเสน้ แต่งลาย 9. ผลติ ภ
กระดานไม)้ 10. ทศั น
10. ทัศนศกึ ษาแหลง่ เรียนรู้บา้ นถวาย
16 จงั หวัด 1. ชอื่ และที่ต้งั ของจงั หวัด 1. ชอื่ แล
เชียงใหม่ 2. ตราสัญลักษณ์ประจาจังหวัด 2. ตราสัญ
3. คาขวญั ของจังหวดั 3. ภาษา
4. สถานท่ีสาคัญของจงั หวดั 4. สถาน
5. ของก๋ินบา้ นเฮา 5. ของก
17 เรารักประเทศ 1. ธงชาติไทย 1. ธงชาต
ไทย 2. ดอกไมป้ ระจาชาติ 2. ต้นไม
3. การรอ้ งเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระ 3. การรอ้
บารมี บารมี
4. การทักทาย และการไหว้ 4. การแต
5. อาหารประจาชาติ 5. อาหา
18 ฝนจา๋ 1. การเกดิ ฝน 1. การเก
2. ปรากฏการณ์ตามธรรมชาตใิ นฤดฝู น 2. ปราก
3. ประโยชน์ของฝน 3. ประโย
สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้
อนุบาล 2 อนุบาล 3
งรกั ปดิ ทอง 8. การลงรักปิดทอง (ลงมอื ปฏิบัติ)
ภัณฑข์ องหนู (เดนิ เสน้ แตง่ ลายขนั โตก) 9. การตดิ กระจก (ลงมอื ปฏบิ ตั ิ)
นศกึ ษาแหลง่ เรยี นรบู้ ้านถวาย 10. ทศั นศกึ ษาแหลง่ เรยี นรู้บา้ นถวาย
ละท่ีต้ังของจังหวัด 1. ช่ือ ทีต่ ัง้ และตราสญั ลักษณป์ ระจาจงั หวัด
ญลกั ษณ์ และคาขวัญประจาจังหวัด 2. ประเพณีสาคัญของจงั หวัด
า และประเพณสี าคญั ของจังหวดั 3. วัดทส่ี าคัญในจังหวดั
นท่ีสาคัญของจงั หวดั 4. สถานท่ีท่องเท่ยี วของจงั หวดั
กิน๋ บ้านเฮา 5. ของกิน๋ บา้ นเฮา
ติไทย และความหมาย 1. ธงชาตไิ ทย และความหมาย
ม้ ดอกไมป้ ระจาชาติ 2. ภาษาไทย ภาษาถ่ิน
องเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระ 3. การร้องเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระ
บารมี
ตง่ กายประจาชาติ 4. การแตง่ กายประจาชาติ
ารประจาชาติ อาหารประจาถ่ิน 5. อาหารประจาชาติ อาหารประจาถิ่น
กิดฝน 1. การเกดิ ฝน
กฏการณต์ ามธรรมชาตใิ นฤดูฝน 2. ปรากฏการณ์ตามธรรมชาตใิ นฤดูฝน
ยชน์ และโทษของฝน 3. ฝนเทยี ม
๑๐๘
สปั ดาห์ ช่อื หนว่ ย สาระการเรยี นรู้
ท่ี อนบุ าล 1
4. โทษของฝน 4. โรคทีม่
5. การปฏิบตั ติ นในฤดูฝน 5. การป
1๙ ของเล่นของใช้ 1. ชือ่ ของเล่น วิธเี ลน่ (ในห้องเรียน) 1. ช่ือขอ
2. ชอื่ ของเล่น วิธเี ล่น (นอกห้องเรียน) หอ้ งเรยี น
3. ของใช้ส่วนตัว วิธใี ช้ 2. ช่อื ขอ
ห้องเรียน
4. ของใชส้ ว่ นรวม วธิ ใี ช้ 3. ของใช
5. วิธีเกบ็ รักษาของเล่น ของใช้ 4. ของใช
5. ข้อคว
20 ข้าวมหัศจรรย์ 1. ชนิดของข้าว
2. รูปร่างลักษณะของเมลด็ ข้าวเปลือก 1. ชนดิ แ
3. รปู รา่ งลักษณะของเมล็ดข้าวสาร 2. ลักษณ
4 .ประโยชนข์ องข้าว 3. ขน้ั ตอ
5. การดแู ลและเก็บรักษาข้าว 4. การดแู
5. ประโย
๒๑ ประเมนิ
พฒั นาการ 1. ความ
2. การป
22 กลางวนั 1. ความหมายของกลางวนั 3. การป
กลางคืน 2. ความหมายของกลางคืน
3. กจิ กรรมในเวลากลางวัน
สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
อนุบาล 2 อนบุ าล 3
มากบั ฝน 4. ประโยชน์ และโทษของฝน
ปฏบิ ัติตนในฤดูฝน 5. การปฏบิ ตั ิตนในฤดูฝน
องเลน่ วธิ ีเลน่ วิธีเก็บรกั ษา (ใน 1. ประเภทของเล่น
น) 2. วิธเี ล่น วธิ เี กบ็ รกั ษา (ในหอ้ งเรยี น)
องเลน่ วิธีเล่น วิธเี กบ็ รกั ษา (นอก 3. ของใชส้ ว่ นตัว วธิ ใี ช้ วิธีเกบ็ รกั ษา
น) 4. ของใชส้ ว่ นรวม วธิ ีใช้ วธิ ีเกบ็ รักษา
ช้สว่ นตัว วธิ ใี ช้ วธิ ีเก็บรักษา 5. ขอ้ ควรระวังในการเล่นของเล่นและใช้ของ
ชส้ ว่ นรวม วิธีใช้ วิธีเก็บรกั ษา ใช้
วรระวงั ในการเล่นของเลน่ และใช้ของใช้
และรปู รา่ งลกั ษณะของขา้ ว 1. ชนดิ และรูปรา่ งลกั ษณะ สขี องขา้ ว
ณะต้นข้าว 2. ลกั ษณะตน้ ขา้ ว
อนการปลูกขา้ ว 3. ข้นั ตอนการปลูกขา้ ว
แลและเก็บรักษาขา้ ว 4. วิธกี ารปลูกข้าวแบบต่างๆ
ยชนข์ องข้าว 5. ประโยชนข์ องขา้ ว
มหมายของกลางวนั กลางคืน 1. ความหมายของกลางวัน กลางคืน
ปฏบิ ัติในเวลากลางวัน 2. ปรากฏการณใ์ นเวลากลางวันและ
ปฏบิ ตั ิในเวลากลางคนื กลางคืน
๑๐๙
สปั ดาห์ ชือ่ หน่วย สาระการเรยี นรู้
ท่ี อนุบาล 1
4. กจิ กรรมในเวลากลางคนื 4. การบ
5. การปฏบิ ัติในเวลากลางวนั และกลางคืน 5. ประโย
23 อาชีพในฝัน 1. ชือ่ อาชพี 1. ชอ่ื อา
2. หนา้ ท่ขี องอาชีพ 2. หน้าท
3. การแต่งกาย 3. การแต
4. สถานที่ทางาน 4. สถาน
5. เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการประกอบอาชีพ 5. เคร่อื ง
24 ฤดูหนาว 1. สภาพอากาศฤดหู นาว 1. ความ
2. การปฏิบตั ิในฤดหู นาว 2. การป
3. ปรากฏการณ์ท่ีเกดิ ในฤดหู นาว 3. ปราก
4. ประโยชน์ของฤดหู นาว 4. ประโย
5. โทษของฤดหู นาว 5. โทษข
25 สงิ่ มีชวี ิต และ 1. ชื่อส่งิ มชี วี ติ 1. ความ
สิง่ ไม่มีชวี ติ 2. ชือ่ สง่ิ ไมม่ ชี ีวติ 2. ความ
3. ลักษณะสง่ิ มีชวี ติ 3. ประเภ
4. ลกั ษณะสิ่งไม่มีชีวิต 4. ประโย
5. ประโยชนแ์ ละโทษของส่ิงมีชวี ิตและไมม่ ี สงิ่ ไม่มีชวี
ชวี ติ 5. การดแู
สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
อนุบาล 2 อนุบาล 3
บอกช่วงเวลา(เชา้ กลางวนั เยน็ ) 3. การบอกช่วงเวลา
ยชน์และโทษของกลางวันกลางคนื 4. การบอกเวลา
5. การปฏิบัติในเวลากลางวันและกลางคนื
าชีพ
ทีข่ องอาชพี 1. ช่ือและหนา้ ทขี่ องแต่ละอาชพี
ตง่ กาย 2. การแตง่ กาย
นที่ทางาน 3. สถานที่ทางาน
งมอื ทใี่ ช้ในการประกอบอาชพี 4. เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชพี
5. เจตคติทด่ี ีต่ออาชีพต่างๆ
มหมาย สภาพอากาศฤดหู นาว
ปฏบิ ตั ิในฤดหู นาว 1. การเกดิ ฤดหู นาว และสภาพอากาศ
กฏการณ์ทเี่ กิดในฤดหู นาว 2. ปรากฏการณ์ท่เี กิดในฤดูหนาว
ยชนข์ องฤดูหนาว 3. ประโยชน์ของฤดูหนาว
ของฤดหู นาว 4. โทษของฤดหู นาว
5. การปฏิบัติในฤดูหนาว
มหมาย ลกั ษณะของสิ่งมีชวี ติ
มหมาย ลักษณะของสง่ิ ไมม่ ีชีวติ 1. ความหมายของสิ่งมชี ีวติ และสงิ่ ไม่มชี ีวติ
ภทของสิง่ มีชวี ติ และไมม่ ชี วี ิต 2. ประเภทและลักษณะของสง่ิ มีชวี ิต
ยชน์และโทษของสิง่ มีชีวติ และ 3. ประเภทและลกั ษณะของส่ิงไมม่ ชี วี ติ
วิต 4. ประโยชน์และโทษของสิง่ มชี วี ิตและ
แลรักษาสง่ิ มีชีวติ และสงิ่ ไม่มชี ีวติ สิง่ ไม่มีชวี ติ
5. การดูแลและอนุรักษส์ งิ่ มชี วี ิตและ
๑๑๐
สปั ดาห์ ชื่อหนว่ ย สาระการเรียนรู้
ท่ี อนบุ าล 1
26-27 ต้นไม้แสนรัก 1. ชอ่ื ตน้ ไมใ้ นโรงเรียน 1. ช่ือตน้
*แทรกสวน
พฤกษศาสตร์ 2. ชื่อตน้ ไม้(ไม้ผล) 2. ชื่อต้น
ตน้ ไม้ประจา 3. ชอ่ื ตน้ ไม้(ไม้ดอก) 3. ชื่อต้น
โรงเรยี น 4. สว่ นประกอบของต้นไม้ 4. ส่วนป
5. หนา้ ที่ของสว่ นประกอบของตน้ ไม้ 5. หนา้ ท
6. การเจริญเตบิ โตของต้นไม้ 6. การเจ
7. การขยายพนั ธุ์ 7. การขย
8. ประโยชน์และโทษของตน้ ไม้ และการดแู ล 8. ประโย
รกั ษา รกั ษา
9. ต้นแกว้ (2วนั ) 9. ตน้ แก
2๘ PM 2.5 1. สาเหตกุ ารเกิด PM 2.5 1. สาเหต
2. ลักษณะของฝุ่น PM 2.5 2. ลกั ษณ
3. โทษของ ฝุ่น PM 2.5 3. โทษข
4. การปฏิบตั ิตนในการปอ้ งกนั ฝนุ่ PM 2.5 4. การป
5. การรณรงค์ลดการเกดิ ฝนุ่ PM 2.5 5. การรณ
2๙-30 สตั วโ์ ลกน่ารัก 1. ชอื่ รูปรา่ ง ลักษณะ ทอ่ี ยู่อาศยั อาหาร 1. ชอ่ื รปู
*แทรกแมลง (สัตว์บก) บก)
2. ชื่อ รูปร่าง ลกั ษณะ ที่อย่อู าศยั อาหาร 2. ชอ่ื รปู
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้
อนุบาล 2 อนุบาล 3
สง่ิ ไมม่ ีชวี ิต
นไมใ้ นโรงเรยี น 1. ชอื่ ตน้ ไมใ้ นโรงเรียน
นไม้(ไม้ผล)
นไม้(ไมด้ อก) 2. ช่ือตน้ ไม้(ไมผ้ ล)
ประกอบของตน้ ไม้ 3. ชื่อต้นไม้(ไมด้ อก)
ทขี่ องส่วนประกอบของตน้ ไม้ 4. ส่วนประกอบของต้นไม้
จริญเติบโตของต้นไม้
ยายพันธ์ุ 5. หนา้ ท่ขี องสว่ นประกอบของต้นไม้
ยชนแ์ ละโทษของตน้ ไม้ และการดแู ล 6. การเจรญิ เติบโตของตน้ ไม้
ก้ว (2วัน) 7. การขยายพันธุแ์ ละการอนรุ ักษต์ น้ ไม้
8. ประโยชน์และโทษของตน้ ไม้ และการ
ดแู ลรกั ษา
9. ตน้ แก้ว (2วนั )
ตุการเกิด PM 2.5 1. สาเหตุการเกิด PM 2.5
ณะของฝนุ่ PM 2.5 2. ลักษณะของฝ่นุ PM 2.5
ของ ฝุ่น PM 2.5 3. โทษของ ฝุ่น PM 2.5
ปฏิบตั ิตนในการป้องกนั ฝ่นุ PM 2.5 4. การปฏิบัตติ นในการป้องกัน ฝนุ่ PM 2.5
ณรงคล์ ดการเกดิ ฝุ่น PM 2.5 5. รณรงคล์ ดการเกิดฝนุ่ PM 2.5
ปรา่ ง ลักษณะ ที่อยู่อาศยั อาหาร (สตั ว์ 1. ชอ่ื รูปรา่ ง ลักษณะ ท่ีอยอู่ าศยั อาหาร
(สัตว์บก) 2 วนั
ปรา่ ง ลกั ษณะ ที่อย่อู าศยั อาหาร (สัตว์ 2. ชื่อ รปู ร่าง ลักษณะ ท่ีอยู่อาศัย อาหาร
๑๑๑
สปั ดาห์ ชอ่ื หนว่ ย สาระการเรียนรู้ นา้ )
ท่ี อนุบาล 1 3. ชอ่ื รูป
ผกั ผลไม้ ครงึ่ บกคร
31-32 *แทรกสี (สตั วน์ ้า) 4. ชื่อ รปู
3. ชอื่ รปู ร่าง ลกั ษณะ ที่อย่อู าศัย อาหาร (สตั วเ์ ลอ้ื ย
(สัตว์คร่ึงบกคร่ึงนา้ ) 5. ชอ่ื รปู
4. ชือ่ รูปร่าง ลักษณะ ทอ่ี ย่อู าศยั อาหาร ปีก)
(สตั วเ์ ลอ้ื ยคลาน) 6. ชอ่ื รปู
5. ชอ่ื รูปรา่ ง ลักษณะ ทีอ่ ยู่อาศยั อาหาร (แมลง)
(สัตวป์ กี ) 7. ชื่อ รปู
6. ช่ือ รูปรา่ ง ลกั ษณะ ท่อี ยู่อาศัย อาหาร (แมง)
(แมลง) 8. ประโย
7. ชื่อ รปู ร่าง ลกั ษณะ ท่อี ยอู่ าศยั อาหาร 9. โทษข
(แมง) 10. การ
8. ประโยชน์ของสัตว์
9. โทษของสัตว์ 1. ช่ือ รูป
10. การดูแลและการอนุรักษ์ แดง)
2. ชอื่ รปู
1. ชอ่ื รปู รา่ ง ลักษณะ และรสชาติ ส้ม/สีเหล
(ผลไมส้ แี ดง) 3. ชื่อ รูป
2. ชอ่ื รูปรา่ ง ลกั ษณะ และรสชาติ 4. ชื่อ รูป
(ผลไมส้ ีส้มสีเหลือง) (ผลไม้สเี ข
3. ชื่อ รปู รา่ ง ลกั ษณะ และรสชาติ
(ผลไม้สีมว่ ง)
4. ชอ่ื รูปรา่ ง ลักษณะ และรสชาติ
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้
อนบุ าล 2 อนบุ าล 3
(สตั ว์น้า)
ปร่าง ลักษณะ ทอ่ี ยอู่ าศัย อาหาร (สัตว์ 3. ชื่อ รูปร่าง ลักษณะ ทอี่ ย่อู าศัย อาหาร
รึ่งนา้ ) (สัตว์ครงึ่ บกคร่ึงน้า)
ปร่าง ลักษณะ ทอ่ี ยอู่ าศยั อาหาร 4. ช่ือ รปู ร่าง ลักษณะ ที่อยอู่ าศัย อาหาร
ยคลาน) (สตั ว์เล้อื ยคลาน)
ปรา่ ง ลักษณะ ท่ีอยอู่ าศัย อาหาร (สัตว์ 5. ชอ่ื รปู รา่ ง ลกั ษณะ ทอี่ ยู่อาศัย อาหาร
(สัตว์ปีก)
ปร่าง ลกั ษณะ ที่อยู่อาศัย อาหาร 6. ชื่อ รปู รา่ ง ลักษณะ ทีอ่ ยอู่ าศัย อาหาร
(แมลง)
ปรา่ ง ลักษณะ ทอี่ ยอู่ าศัย อาหาร 7. ชอ่ื รปู รา่ ง ลกั ษณะ ที่อยูอ่ าศยั อาหาร
(แมง)
ยชน์ของสตั ว์ 8. ประโยชน์และโทษของสตั ว์
ของสัตว์ 9. การดแู ลและการอนุรกั ษ์
รดูแลและการอนุรกั ษ์
ปรา่ ง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผลไม้สี 1. ชอ่ื รปู ร่าง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผลไม้สี
แดง)
ปร่าง ลักษณะ และรสชาติ (ผลไมส้ ี 2. ช่ือ รูปรา่ ง ลักษณะ และรสชาติ (ผลไมส้ ี
ลือง) สม้ สเี หลอื ง)
ปรา่ ง ลักษณะ และรสชาติ(ผลไม้สมี ่วง) 3. ชื่อ รปู ร่าง ลกั ษณะ และรสชาติ(ผลไม้สี
ปร่าง ลักษณะ และรสชาติ มว่ ง)
ขียว) 4. ชอ่ื รปู รา่ ง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผลไม้สี
๑๑๒
สปั ดาห์ ช่อื หนว่ ย สาระการเรยี นรู้
ท่ี อนุบาล 1
(ผลไม้สเี ขียว) 5. ชอ่ื รูป
5. ชอื่ รปู รา่ ง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผักสี 6. ช่ือ รปู
เขียว) เหลือง)
6. ชอื่ รปู รา่ ง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผักสีสม้ 7. ชอ่ื รูป
เหลอื ง) 8. วธิ กี าร
7. ชอ่ื รปู รา่ ง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผักสีแดง) และผลไม
8. วธิ ีการทาความสะอาดและวธิ รี ับประทาน 9. ประโย
ผักและผลไม้ 10. การ
9. ประโยชน์ของผลไม้
10. โทษของผลไม้
33 การสือ่ สารไร้ 1. ความหมายของการสอ่ื สาร 1. ความ
พรมแดน 2. ประเภทของการสอ่ื สาร 2. ประเภ
3. เครื่องมอื สอ่ื สาร 3. เครอื่ ง
4. ประโยชน์ของการสื่อสาร 4. ประโย
5. โทษของการสอื่ สาร 5. โทษข
34 ตามรอยพอ่ 1. เศรษฐกิจพอเพียง 1. เศรษฐ
2. เกษตรทฤษฎีใหม่ 2. เกษตร
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้
อนุบาล 2 อนบุ าล 3
ปร่าง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผกั สเี ขียว) เขียว)
ปร่าง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผักสีส้ม 5. ชือ่ รูปรา่ ง ลักษณะ และรสชาติ (ผกั สี
เขยี ว)
ปร่าง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผกั สีแดง) 6. ชอ่ื รปู ร่าง ลักษณะ และรสชาติ (ผักสสี ม้ /
รทาความสะอาดและวธิ รี ับประทานผัก เหลอื ง)
ม้ 7. ช่อื รูปร่าง ลกั ษณะ และรสชาติ (ผกั สี
ยชนแ์ ละโทษของผลไม้ แดง)
รประกอบอาหารจากผักและผลไม้ 8. วิธกี ารทาความสะอาดและวิธรี ับประทาน
ผกั และผลไม้
9. ประโยชนแ์ ละโทษของผลไม้
10. การประกอบอาหารจากผักและผลไม้
มหมายและองค์ประกอบของการส่อื สาร 1. ความหมายและความสาคญั ของการ
ภทของการสอ่ื สาร สื่อสาร
งมือสื่อสาร 2. องคป์ ระกอบของการสือ่ สาร
ยชน์ของการสอื่ สาร 3. วธิ ีการสอ่ื สาร
ของการสื่อสาร 4. ประโยชนแ์ ละโทษของการใชเ้ คร่ืองมือใน
การสอ่ื สาร
5. มารยาทในการใช้เคร่ืองมอื สอ่ื สาร
ฐกจิ พอเพยี ง 1. เศรษฐกจิ พอเพยี ง
รทฤษฎีใหม่ 2. เกษตรทฤษฎีใหม่
๑๑๓
สปั ดาห์ ชอื่ หนว่ ย สาระการเรยี นรู้
ท่ี อนบุ าล 1
3. โครงการตามพระราชดาริ 3. โครงก
4. ปลูกผกั อินทรียส์ ่อู าหารกลางวัน (2 วัน) 4. ปลกู ผ
35-36 สร้างฝันนกั คิด 1. เรียนรจู้ านวน 1-5 1. เรียนร
2. การวัดเปรียบเทียบของ 2 ส่งิ 2. การวัด
3. รปู ทรงเรขาคณิต 3. รปู ร่าง
4. รูปทร
4. ทิศทางและตาแหนง่ 5. การบ
5. ช่วงเวลาเช้า เวลากลางวัน เวลาเย็น
1. ความ
37 ฤดูร้อน 1. สภาพอากาศฤดูร้อน 2. การป
2. การปฏิบตั ิในฤดรู ้อน 3. ปราก
3. ปรากฏการณท์ ี่เกดิ ในฤดูร้อน 4. ประโย
5. โทษข
4. ประโยชนข์ องฤดูรอ้ น
5. โทษของฤดูร้อน
38-39 ประเมนิ Project App
พฒั นาการ
สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้
อนุบาล 2 อนบุ าล 3
การตามพระราชดาริ 3. โครงการตามพระราชดาริ
ผักอนิ ทรีย์ส่อู าหารกลางวนั (2 วนั ) 4. ปลกู ผกั อนิ ทรียส์ ูอ่ าหารกลางวัน (2 วัน)
ร้จู านวน 1-10 1. เรียนร้จู านวน 1-20
ดและเปรยี บเทียบของ3สิง่ 2. การวดั
งเรขาคณิต 3. การชง่ั
รงเรขาคณิต 4. การตวง
บวก ลบเลขไม่เกนิ 10 5 .รูปรา่ งรปู ทรงเรขาคณติ
มหมาย สภาพอากาศฤดูรอ้ น 1. การเกดิ ฤดรู ้อน และสภาพอากาศ
ปฏบิ ัติในฤดรู อ้ น 2. ปรากฏการณท์ ี่เกดิ ในฤดูรอ้ น
กฏการณ์ทเ่ี กิดในฤดรู ้อน 3. ประโยชนข์ องฤดูร้อน
ยชน์ของฤดูร้อน 4. โทษของฤดูร้อน
ของฤดรู อ้ น 5. การปฏบิ ตั ใิ นฤดรู อ้ น
๑๑๔
การจดั ประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สาหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรณาการผ่านการ
เล่นด้วยการลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย
เกิดการเรียนรู้ได้พัฒนาท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา การจัดประสบการณ์มีความ
ยืดหยุ่น ครอบคลุมประสบการณ์สาคัญและสาระท่ีควรเรียนรู้ที่กาหนดในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช ๒๕๖๐ ครูผู้สอนนาแนวคิดจากนวัตกรรมการจัดการศึกษาปฐมวยั ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการจัด
ประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเด็กจะเป็นหัวใจสาคัญของการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมและยึดเด็ก
เปน็ สาคัญ แนวทางการจัดประสบการณ์ และการจดั กิจกรรมประจาวนั ดังน้ี
หลักการจดั ประสบการณ์
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ได้กาหนดหลักการจัดประสบการณไ์ ว้ ดงั นี้
๑. จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนร้อู ยา่ งหลากหลาย เพ่ือพฒั นาเด็กโดยองค์รวมอย่าง
สมดลุ และตอ่ เน่อื ง
2. เน้นเด็กเป็นสาคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและ
บรบิ ทของสงั คมท่ีเดก็ อาศยั อยู่
3. จัดให้เด็กได้รับการพัฒนา โดยให้ความสาคัญกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของ
เดก็
4. จัดการประเมนิ พฒั นาการให้เปน็ กระบวนการอย่างต่อเนอ่ื ง และเปน็ ส่วนหนง่ึ ของการจัด
ประสบการณ์ พรอ้ มทัง้ นาผลการประเมนิ มาพฒั นาเด็กอยา่ งต่อเนอ่ื ง
5. ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชมุ ชน และทกุ ฝา่ ยท่เี กี่ยวขอ้ ง มสี ว่ นร่วมในการพัฒนาเดก็
แนวทางการจัดประสบการณ์
การจัดประสบการณเ์ ด็กปฐมวยั ดาเนินการตามแนวทางดงั ต่อไปนี้
1. จดั ประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจติ วทิ ยาพฒั นาการและการทางานของสมองท่ีเหมาะกับ
อายุ วุฒิภาวะและระดบั พัฒนาการ เพือ่ ให้เดก็ ทุกคนได้พฒั นาเต็มตามศักยภาพ
2. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือกระทา เรียนรู้ผ่าน
ประสาทสัมผัสทงั้ หา้ ได้เคลื่อนไหว สารวจ เลน่ สังเกต สืบค้น ทดลอง และคิดแก้ปญั หาด้วยตนเอง
3. จัดประสบการณแ์ บบบูรณาการ โดยบรู ณาการทง้ั กิจกรรม ทกั ษะ และสาระการเรียนรู้
4. จัดประสบการณ์ให้เด็กได้ริเร่ิมคิด วางแผน ตัดสินใจลงมือกระทาและนาเสนอความคิด
โดยผสู้ อนหรอื ผู้จัดประสบการณ์เปน็ ผู้สนบั สนนุ อานวยความสะดวก และเรยี นรูร้ ่วมกับเดก็
5. จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอ่ืน กับผู้ใหญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อ
การเรยี นรู้ในบรรยากาศที่อบอุ่นมคี วามสขุ และเรียนรกู้ ารทากจิ กรรมแบบรว่ มมือในลกั ษณะต่าง ๆ กัน
6. จัดประสบการณ์ใหเ้ ด็กมีปฏิสัมพนั ธ์กบั สื่อและแหลง่ การเรียนรู้ท่ีหลากหลายและอยู่ในวิถี
ชวี ติ ของเด็ก สอดคล้องกบั บริบท สังคม และวฒั นธรรมท่ีแวดลอ้ มเดก็
7. จัดประสบการณ์ท่ีส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจาวัน ตามแนวทาง
หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม และการมีวนิ ยั ให้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของ
การจัดประสบการณ์การเรียนร้อู ยา่ งตอ่ เนื่อง
๑๑๕
8. จัดประสบการณ์ท้ังในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนท่ีเกิดขึ้นในสภาพจริง
โดยไม่ได้คาดการณไ์ ว้
9. จัดทาสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็น
รายบคุ คล นามาไตร่ตรองและใชใ้ หเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อการพฒั นาเดก็ และการวิจยั ในช้ันเรยี น
10. จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผนการ
สนับสนนุ แหลง่ เรยี นรู้ การเข้าร่วมกิจกรรม และการประเมนิ พฒั นาการ
การจดั กิจกรรมประจาวนั
โรงเรียนต้นแก้วผดุงพิทยาลัย จัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัยในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่าน
การเล่น การจัดกิจกรรมโดยครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน การจัดกิจกรรมประจาวันมีหลักการจัดกิจกรรม
ประจาวัน ขอบข่ายของกจิ กรรมประจาวนั และรปู แบบการจัดกจิ กรรมประจาวนั ดังนี้
1. หลกั การจัดกจิ กรรมประจาวนั การจัดกิจกรรมประจาวันจะต้องคานงึ ถึงอายุและความสนใจของ
เดก็ ในแตล่ ะช่วงวัย ดังนี้
๑.๑ ระยะเวลาในการจดั กิจกรรมแต่ละกิจกรรมเหมาะสมกบั วยั ของเดก็ ในแต่ละวัน สามารถ
ยืดหยนุ่ ได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก
เด็กวัย ๓ - ๔ ปี มีความสนใจประมาณ ๘ -๑๒ นาที
เด็กวัย ๔ - ๕ ปี มคี วามสนใจประมาณ ๑๒ - ๑๕ นาที
เดก็ วยั ๕ - ๖ ปี มีความสนใจประมาณ ๑๕ - ๒๐ นาที
๑.๒ กจิ กรมทใ่ี ช้ความคดิ ทั้งในกล่มุ เลก็ และกลุ่มใหญ่ ใช้เวลาต่อเน่ืองไมเ่ กิน ๒๐ นาที
๑.๓ กิจกรรมอิสระเลือกเล่นเสรี ช่วยให้เด็กเรียนรู้การเลือก การตัดสินใจ การคิดแก้ปัญหา
และความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาประมาณ ๔๐ - ๖๐ นาที เช่น กิจกรรมการเล่นตามมุมกิจกรรมการเล่น
กลางแจง้ กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์
๑.๔ กิจกรรมมคี วามสมดุลระหวา่ งกิจกรรมในห้องและนอกหอ้ ง กิจกรรมท่ีใช้กล้ามเนื้อใหญ่
และกลา้ มเนื้อเลก็ กจิ กรรมทเ่ี ป็นรายบุคคล กล่มุ ยอ่ ย และกลุม่ ใหญ่ กจิ กรรมท่ีเด็กเป็นผูร้ ิเริม่ และผู้สอนเป็นผู้
ริเร่มิ กจิ กรมท่ใี ช้กาลังและไม่ใช้กาลงั กิจกรรมที่ต้องออกกาลงั กายจดั สลับกับกิจกรรมท่ไี ม่ตอ้ งออกกาลังมาก
นัก เพ่ือเดก็ จะไดไ้ ม่เหน่อื ยเกินไป
2. ขอบข่ายของกิจกรรมประจาวัน กิจกรรมท่ีนามาจัดในแต่ละวัน มีการจัดหลากหลายรูปแบบ
ครอบคลมุ พฒั นาการทกุ ด้านดังตอ่ ไปน้ี
๒.๑ การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว การยืดหยุ่นความ
คลอ่ งแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ การประสานสมั พันธ์ และจงั หวะการเคล่อื นไหวในการใชก้ ลา้ มเนอ้ื ใหญ่ โดย
จัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นอสิ ระกลางแจ้ง เล่นเคร่ืองเล่นสนาม เล่นปีนป่ายอย่างอิสระ และเคลื่อนไหวรา่ งกาย
ตามจังหวะดนตรี
๒.๒ การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเน้ือมือ - นิ้วมือและ
การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาได้อย่างคล่องแคล่ว โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัสฝึก
ชว่ ยเหลือตนเองในการแต่กาย การหยิบจับสง่ิ ของและอปุ กรณ์ต่างๆ เช่น ซอ้ น สอ้ ม สีเทยี น กรรไกร พกู่ นั ดนิ
เหนียว
2.๓ การพัฒนาอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เป็นการปลูกฝังให้เด็กมี
ความรู้สึกท่ีดีต่อตนเองและผู้อ่ืน มีความเชื่อม่ัน กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ ชื่อสัตย์ ประหยัด เมตตา
๑๑๖
กรุณา เอ้ือเฟ้ือ แบ่งปัน มีมารยาท ปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นับถือ โดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ
ผ่านการเล่น ให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ได้ฝึกปฏิบัติโดย
สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมอยา่ งตอ่ เนือ่ ง
๒.๔ การพฒั นาสงั คมนิสัย พัฒนาให้เด็กมลี กั ษณะนิสัยทดี่ ี แสดงออกอย่างเหมาะสม และอยู่
ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทากิจวัตรประจาวัน มีนิสัยรักการทางาน รักษาความ
ปลอดภัยขอตนเองและผู้อ่ืน รวมท้ังระมัดระวังอันตรายจากคนแปลกหน้า เด็กได้ปฏิบัติกจิ วัตประจาวันอย่าง
สม่าเสมอ รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย ทาความสะอาดร่างกาย เล่นและทางานร่วมกับผอู้ ่ืน
ปฏบิ ัตติ ามกฎ กตกิ า ขอ้ ตกลงของส่วนรวม เกบ็ ของเขา้ ที่เมอื่ เล่นหรอื ทางานเสร็จ
๒.๕ การพัฒนาการคิด พัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา การคิดรวบยอด
และการคิดเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้สังเกต สืบเสาะหาความรู้
สนทนา อภิปรายแลกเปลย่ี นความคิดเห็น ศึกษานอกสถานท่ี เกมการศึกษา ฝกึ แกป้ ญั หาในชวี ิตประจาวัน ฝกึ
ออกแบบและสรา้ งช้ืนงานเปน็ รายบคุ คล กลุ่มยอ่ ย และกลุ่มใหญ่
๒.๖ การพฒั นาภาษา พัฒนาให้เด็กใช้ภาษาในการสอ่ื สารถา่ ยทอดความรูส้ ึก ความคิด ความ
เข้าใจในสิ่งต่างๆ ท่ีเด็กมีประสบการณ์ โดยต้ังคาถามในส่ิงที่สงสัยใคร่รู้ จัดกิจกรรมทางภาษาให้มีความ
หลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอ้อื ตอ่ การเรียนรู้ มงุ่ ปลูกฝงั ใหเ้ ดก็ ไดก้ ล้าแสดงออก ในการฟงั การพูด การอา่ น
การเขียน มีนิสัยรกั การอา่ น และบุคคลแวดลอ้ มเปน็ แบบอย่างทด่ี ใี นการใช้ภาษาทั้ง ๓ ภาษา
๒.๗ การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึก เห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ โดยจัดกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การเคล่ือนไหว
และจงั หวะตามจนิ ตนาการ ประดิษฐส์ ง่ิ ต่างๆ อยา่ งอสิ ระ เล่นบทบาทสมมติ เลน่ นา้ เล่นทราย เล่นบลอ็ กและ
เลน่ ก่อสรา้ ง
๑๑๗
การจัดสภาพแวดลอ้ ม สือ่ และแหลง่ เรียนรู้
โรงเรียนต้นแก้วผดุงพิทยาลัย ให้ความสาคัญต่อเด็กเน่ืองจากธรรมชาติของเด็กในวัยน้ีสนใจท่ีจะ
เรียนรู้ ค้นควา้ ทดลอง และต้องการสมั ผสั กบั สิง่ แวดล้อมรอบๆ ตัว อีกทั้งสภาพแวดล้อม สอื่ และแหล่งเรียนรู้
เป็นตัวกลางนาความรู้จากครูสู่เด็ก ทาให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ท่ีวางไว้ ช่วยให้เด็กได้รับ
ประสบการณต์ รง ทาใหส้ ่งิ ทเ่ี ป็นนามธรรมเข้าใจยาก เปล่ยี นเปน็ รปู ธรรมทเี่ ดก็ เขา้ ใจง่าย เรียนรู้ได้ง่าย รวดเรว็
เพลิดเพลิด เด็กสามารถเรยี นรู้จากการเล่นท่ีเป็นประสบการณ์ตรง ที่เกิดจกการรับรูด้ ้วยประสาทสัมผสั ทั้งห้า
เกิดการเรียนรแู้ ละค้นพบดว้ ยตนเอง ดังนัน้ การจดั สภาพแวดล้อม สอื่ และแหล่งเรยี นรู้ตามความต้องการของ
เด็ก มีความสาคัญที่เกี่ยวข้องกบั พฤติกรรมและกระบวนการเรียนรขู้ องเด็กท้ังในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
สอดคล้องกบั เปา้ หมายของหลกั สูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั ให้บรรลจุ ดุ หมายในการพฒั นาเดก็ ปฐมวัย
การจดั สภาพแวดล้อมภายในหอ้ งเรียน
การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนคานึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด ความเป็นระเบียบ
จดั หอ้ งเรยี นทนี่ ่าสนใจ กระตุ้นความสนใจเด็ก ให้เด็กเกิดความอบอุน่ มัน่ ใจและมีความสขุ
1. การจดั วางวัสดุอุปกรณ์ สอ่ื เครือ่ งเล่น ครภุ ณั ฑ์จัดให้เหมาะสม สอดคล้องกบั วัยและพฒั นาการเดก็
สามารถใช้หรือทากจิ กรรมได้สะดวกด้วยตนเอง
2. วสั ดุอปุ กรณ์ ส่ือ เคร่อื งเลน่ ครุภัณฑ์ มีขนาดเหมาะสมกบั เด็กปฐมวยั
3. การจดั พน้ื ท่ใี นห้องเรียน โดยคานงึ ถึงทศิ ทางลม แสงสว่างเพยี งพอตอ่ การทากิจกรรม ไม่มแี สงแดด
สอ่ งรบกวนสายตาเดก็ มีผา้ ม่านป้องกันแสงแดด ทกุ จดุ ของหอ้ งสามารถมองเหน็ ได้โดยรอบ การจดั วางครภุ ณั ฑ์
และอุปกรณ์ สะดวกต่อการปฏิบัติกิจกรรม
4. สภาพแวดลอ้ มในห้องมคี วามสะอาดและปลอดภยั จากสตั ว์ แมลง พชื และสารเคมที ่ีมพี ิษ ครุภัณฑ์
โต๊ะไมม่ มี มุ แหลมท่เี ป็นอนั ตราย
5. การแบ่งพ้นื ทใ่ี นห้องเรยี นเหมาะสมกับการประกอบกจิ กรรมตามหลักสตู ร
5.1 พื้นทีอ่ านวยความสะดวกเพอื่ เดก็ และครู
- มีพ้ืนทแ่ี สดงผลงานของเด็ก
- มีกล่องจัดเกบ็ แฟ้มผลงานของเด็ก
- ตสู้ าหรบั เครือ่ งใช้ส่วนตัว เชน่ ที่นอน กระเป๋า ขัน้ วางรองเท้า
- ตู้เก็บเครื่องใช้ครู/เด็กและของเล่นเด็ก เช่น กล่องเก็บของเล่น อุปกรณ์การเรียนการ
สอน ของใชส้ ว่ นตัวครู
- ป้ายนเิ ทศตามหนว่ ยการจดั ประสบการณห์ รอื สงิ่ ทเ่ี ด็กสนใจ วนั สาคญั ตา่ งๆ
5.2 พื้นที่มุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ภายในห้องเรียนจัดมุมอย่างเหมาะสม โดยหมุนเวยี น
การจดั มมุ ประสบการณ์บรเิ วณรอบห้องเรียน ไดแ้ ก่ มุมหนงั สือ มุมศลิ ปะ มมุ ดนตรี มมุ วทิ ยาศาสตร์ มมุ บา้ น
มุมประสาทสัมผสั มุมบทบาทสมมุติ มุมเกมการศกึ ษา มุมบล็อก และมุมธรรมชาติ
5.3 พื้นที่สาหรับจัดกิจกรรม เหมาะสมเพียงพอกับจานวนต่อจานวนของเด็กและลักษณะ
การจัดกิจกรรม
๑๑๘
การจัดสภาพแวดลอ้ มภายนอกหอ้ งเรยี น
โรงเรียนต้นแก้วผดุงพิทยาลัย มีพื้นท่ีท้ังหมด ๒๕ ไร่ ๕๐ ตารางวา มีการจัดพื้นที่รอบโรงเรียนเป็น
สดั ส่วน จัดสนามเดก็ เล่นพรอ้ มเครอ่ื งเล่นสนาม จัดให้มีการระวังรักษาความปลอดภยั ภายในสถานศกึ ษา ดูแล
รักษาความสะอาด ปลูกต้นไม้ดอกไม้เพ่ือให้ความร่มร่ืนรอบๆบริเวณโรงเรียนซ่ึงส่งผลต่อการเรียนรู้และ
พัฒนาการของเด็ก สภาพแวดลอ้ มนอกหอ้ งเรยี น ประกอบดว้ ย
1. สนามเด็กเล่น ประกอบด้วย เครื่องเล่นสนามปีนป่ายทาด้วยไม้และเชือก การเดินทรงตัวบนไม้
กระดาน การทรงตัวบนพื้นท่ีต่างระดับจากท่อนไม้ มีการตรวจสอบความปลอดภัยอยู่เสมอและการดูแลเร่อื ง
ความสะอาดของพ้ืนที่
2. ท่นี งั่ เล่นพักผ่อน จัดทนี่ ง่ั ไว้ใต้ต้นไมม้ ีรม่ เงาและลานตัวหนอน
3. บริเวณธรรมชาติ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับทางเดินเข้าโรงเรียน/รอบต้นไม้ใหญ่ สวนพฤกษศาสตร์
โรงเรยี น ใหเ้ ด็กไดเ้ รียนรชู้ ่อื ประโยชน์ของพันธ์ุพืชต่างๆ บ่อเลีย้ งปลา โรงเรือนเพาะปลกู พชื ผกั อนิ ทรีย์
4. หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารและอาคารประกอบต่างๆ โรงอาหารของประถม โรงอาหารปฐมวัย อาคารเรียนอี
พี อาคารเรียนประถม อาคารเรียนมัธยม อาคารเรียนปฐมวัย ห้องออมทรัพย์ ห้องสหกรณ์ร้านค้าโรงเรียน
ห้องสมุด ห้องเรียนบัลเล่ต์/ฮิปฮอป เรือนเพาะชา สระว่ายน้า ห้องนาฏศิลป์ ร้านกาแฟ 69 คาเฟ่
อาคารเอนกประสงค์ โรงจอดรถ
ส่อื และแหลง่ การเรียนรู้
เป็นตัวกลางนาความรู้จากครูสู่เด็ก ทาให้เกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้ การเรียนรู้ของ
เด็ก ๓-๖ ปี ต้องผ่านการลงมือปฏิบัติจริง หรือเกิดการค้นพบด้วยตนเองเป็นประสบการณ์ตรง ซึ่งเด็กเรียนรู้
จากสิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือมองเห็น จับต้องได้ไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรม การเรียนรู้ของเด็กวยั นี้จึงข้ึนอยู่กับของ
จริงที่พบเห็น ของเล่นท่ีเลียบแบบของจริง จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเกิดความม่ันใจในการเล่น
ของเล่น การจัดหาของเล่นโรงเรียนต้นแก้วผดุงพิทยาลัยได้คานึงถึงความปลอดภัยของของเล่นและความ
เหมาะสมกับวัยของเปน็ สาคัญ
1. สอ่ื ที่ใชใ้ นการจดั กิจกรรม
1.1 กิจกรรมเคล่อื นไหวและจังหวะ
1.1.1 เครื่องเคาะจังหวะ เช่น ฉ่ิง กรับ กลอง ระนาด แทมบูรีน ฯลฯ
1.1.2 อปุ กรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว เช่น ฮลู ล่าฮูป รบิ บน้ิ หว่ ง ถงุ ทราย ฯลฯ
1.2 กิจกรรมสร้างสรรค์
1.2.1 การวาดภาพและระบายสี สีเทยี นแท่งเล็ก/ใหญ่ กระดาษ สนี ้า
1.2.2 การเล่นกับสี
- การเป่าสี มี กระดาษวาดเขยี น หลอดกาแฟ สนี า้
- การหยดสี มี กระดาษวาดเขยี น หลอดกาแฟ พูก่ ัน สีนา้
- การพบั สี มี กระดาษวาดเขียน สนี า้ พ่กู นั
- การเทสี มี กระดาษวาดเขียน สีนา้
- การละเลงสี มี กระดาษวาดเขยี น สีนา้ แป้งเปยี ก
1.2.3 การพมิ พ์ภาพ
- แม่พิมพ์ตา่ งๆ จากของจริง เช่น นิ้วมอื ใบไม้ กา้ นกล้วย ฯลฯ
- แม่พมิ พจ์ ากวสั ดอุ ื่นๆ เชน่ เชอื ก เสน้ ดา้ ย ตรายาง ฯลฯ
๑๑๙
- กระดาษ ผ้าเชด็ มอื สีโปสเตอร์ สนี ้า
1.2.4 การปน้ั เช่น ดินน้ามนั ดินเหนยี ว แผน่ รองปน้ั แมพ่ ิมพ์รปู ตา่ งๆ ไมน้ วดแปง้ ฯลฯ
1.2.5 การพบั ฉกี ตัดปะ เช่น กระดาษ หรอื วสั ดุอ่นื ๆ ทจี่ ะใช้พบั ฉีก ตัด ปะ กรรไกรขนาด
เล็กปลายมน กาวน้าหรอื แป้งเปียก ผ้าเช็ดมือ ฯลฯ
1.2.6 การประดษิ ฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวสั ดุต่างๆ มกี ลอ่ งกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษ
ไม้ กาว กรรไกร สี ผ้าเชด็ มือ ฯลฯ
1.2.7 การร้อย เชน ลกู ปดั หลอดกาแฟ หลอดดา้ ย ฯลฯ
1.2.8 การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ พลาสติกช้ินเล็กๆ รูปทรงต่างๆ ผู้เล่นสามารถนามาตอ่
เปน็ รูปแบบตา่ ง ๆ ตามความตอ้ งการ
๑.๓ กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ / กจิ กรรมในวงกลม
ส่อื ที่ใช้ประกอบการจัดกิจกรรเสริมประสบการณ์จะใช้สอื่ ที่เปน็ ของจริงของจาลอง บตั รภาพ
บัตรคา ที่สอดคล้องกับหนว่ ยการเรยี น
๑.๔ กจิ กรรมเสรี / เล่นตามมุม
1.4.1 มุมบทบาทสมมุติ ของเล่นเครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจาลอง เครื่องเล่น
การเกษตร เครื่องเล่นจาลองแบบเคร่ืองมือแพทย์และอุปกรณก์ ารรักษาผูป้ ว่ ย เคร่อื งเล่นภมู ิปญั ญาท้องถ่นิ
1.4.2 มุมบล็อก ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ท่ีมีขนาดแลรูปรา่ งต่างๆ กัน จัดเก็บไม้บล็อกหรือแท่ง
ไมใ้ สก่ ลอ่ งมีฝาปิดมดิ ชดิ
1.4.3 มุมหนังสือ หนังสือภาพนิทาน ช้ันหรือที่วางหนังสือ อุปกรณ์ต่างๆ ท่ีใช้ในการสร้าง
บรรยากาศการอา่ น โตะ๊ อา่ นหนังสอื นิทาน บตั รภาพ บัตรคา
1.4.4 มมุ ดนตรี เครื่องดนตรชี นดิ ต่างๆ เชน่ ระนาด กรบั ฉงิ่ กลอง เป็นตน้ ส่อื อปุ กรณ์ที่ให้
เสียงและประกอบการเคาะจงั หวะ แทมบูรีน ลกู แซก
1.4.5 มมุ บ้าน ทนี่ อน หมอน เครือ่ งใชภ้ ายในบา้ น
1.4.6 มมุ ประสาทสัมผสั ลกู บอลสี ลูกปดั สี
1.4.7 มุมวทิ ยาศาสตร์ แกว้ สี แวน่ ขยาย ตน้ ไม้ ฯลฯ
1.4.8 มมุ ศิลปะ สีเทยี นใหญ่และสเี ทยี นเลก็ กระดาษวาดภาพ กระดาษสี พกู่ นั สีนา้
1.4.9 เกมการศกึ ษา
1) เกมจบั คู่ จบั คู่รูปรา่ งทเ่ี หมอื นกนั จบั ค่ภู าพเงา จบั คู่สิง่ ทีม่ ีความสมั พันธ์กนั สิง่ ทใี่ ช้
คกู่ นั จับคู่ภาพชิ้นส่วนที่หายไป จบั คภู่ าพท่ีเป็นประเภทเดยี วกัน จับคู่ภาพสมั พนั ธ์แบบตรงกันข้าม
2) เกมภาพตดั ตอ่ ภาพตดั ต่อท่สี ัมพนั ธก์ บั หนว่ ยการเรียน
3) เกมจัดหมวดหมู่ ของเล่น ของใช้ บัตรภาพ ตะกร้า เล่นการจัดประเภท การจัด
หมวดหมู่
๑.๕ กจิ กรรมกลางแจง้
เคร่ืองเลน่ สนาม มีชงิ ชา้ สะพานล่ืน ไมก้ ระดก บนั ได ห้อยโหน ปนี ป่าย สนาม BBL
๑.๖ เกมการศกึ ษา
1.6.1 เกมจบั คู่
- จับคู่รูปร่างท่เี หมือนกัน
- จบั ค่ภู าพเงา
- จับคสู่ ่งิ ทม่ี คี วามสมั พนั ธ์กนั สงิ่ ท่ใี ชค้ ูก่ ัน
๑๒๐
- จับคู่ภาพชิน้ สว่ นท่ีหายไป
- จับคู่ภาพที่เปน็ ประเภทเดยี วกนั
- จับคู่ภาพสัมพันธแ์ บบตรงกนั ขา้ ม
1.6.2 เกมภาพตดั ตอ่
- ภาพตดั ต่อทส่ี ัมพันธก์ บั หน่วยการเรยี นต่างๆ
1.6.4 เกมจัดหมวดหมู่
- ภาพสิ่งต่างๆ ทีน่ ามาจัดเปน็ หมวดหมู่
- ภาพเกย่ี วกบั ประเภทของใชใ้ นชีวติ ประจาวนั
2. แหล่งเรียนรู้
2.1 ศูนย์ราชการ โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตาบลขนุ คง
2.2 ศนู ย์อนรุ ักษ์ตา่ ง ๆ วัดต้นแกว้ วดั ถวาย หม่บู า้ นถวาย
2.3 แหลง่ ธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน บอ่ ปลา โรงเรือนเพาะชา
2.4 ชุมชน ชุมชนบ้านถวาย อาชีพต่างๆในชุมชน อาหารการกิน (อาหารคนเมือง) ภูมิปัญญา
ทอ้ งถ่ิน การแตง่ กายคนเมอื ง
2.5 สถานทท่ี ่องเท่ยี ว ชมุ ชนบา้ นถวาย วัดต้นแกว้
๑๒๑
หน่วยการจัดประสบการณ์
หน่วยการจัดประสบการณก์ ารจดั ประสบการณเ์ ด็กอายุ 3 – 6 ปี มีดงั ต่อไปนี้
1. แรกรบั ประทับใจ 1
2. เดก็ ดีมีวินัย
3. หนูน้อยน่ารัก
4. โรงเรียนของฉนั
5. หนูน้อยตาวเิ ศษ (TK KEEP CLEAN)
6. ตน้ แกว้ กับความปลอดภยั ทางถนน (TK safety road zone) (2 สัปดาห)์
7. ปลอดภัยไว้กอ่ น*แทรกโควิด-19
8. ร่างกายของหนู *แทรกประสาทสัมผัส *แทรกโควดิ -19
9. กนิ ดี อยู่ดี มีสุข *รวมกับขยบั กายสบายชวี ี
10.บา้ นแสนสุข
11.ครอบครวั สขุ สันต์
12.ชุมชนนา่ อยู่ *รวมกบั บา้ นเรือนเคยี งกนั
13.บ้านถวาย (2 สปั ดาห์)
14.จังหวัดเชียงใหม่
15.เรารกั ประเทศไทย
16.ฝนจ๋า
17.ของเลน่ ของใช้
18.ข้าวมหัศจรรย์
19.ประเมินพัฒนาการ เทอมท่ี 1
20.กลางวนั กลางคืน
21.อาชีพในฝัน
22.ฤดูหนาว
23.ส่ิงมชี วี ติ และส่ิงไมม่ ชี วี ติ
24.ตน้ ไมแ้ สนรกั *แทรกสวนพฤกษศาสตร์ ต้นไม้ประจาโรงเรยี น (2 สปั ดาห)์
25.PM 2.5
26.สตั วโ์ ลกนา่ รัก*แทรกโลกของแมลง (2 สัปดาห)์
27.ผัก ผลไม้ *แทรกสีสันสดใส (2 สัปดาห์)
28.การสอื่ สารไรพ้ รมแดน
29.ตามรอยพ่อ
30.สร้างฝันนักคดิ (2 สัปดาห์)
31.ฤดรู อ้ น
32.*Project Approach (2 สัปดาห์)
33.ประเมินพฒั นาการ
๑๒๒
การประเมนิ พฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการเดก็ อายุ 3 – 6 ปี เป็นการประเมินพฒั นาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ
สังคม และสติปัญญาของเด็ก ถือเป็นส่วนหน่ึงของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตร
ประจาวัน ที่ต้องดาเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีการประเมินที่เหมาะสม ได้แก่ การสังเกต การบันทึก
พฤติกรรม การสนทนาหรือสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก และสรุปผลการประเมิน เพ่ือให้ได้
ข้อมูลว่าเด็กบรรลุตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี และสภาพท่ีพึงประสงค์หรือไม่ เพียงใด
และควรจัดประสบการณอ์ ยา่ งไรต่อไป
การประเมนิ พฒั นาการเด็กยึดหลกั การ ดงั น้ี
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
2. ประเมินพฒั นาการเดก็ ครบทกุ ด้าน
3. ประเมินพฒั นาการเดก็ เป็นรายบุคคลอยา่ งสมา่ เสมอต่อเน่ืองตลอดปี
4. ประเมนิ พฒั นาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจาวันด้วยเครอ่ื งมอื และวธิ ีการทีห่ ลากหลาย
ไม่ใช้แบบทดสอบ
5. สรปุ ผลการประเมนิ
แนวทางการประเมินพฒั นาการตามหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั
๑. พฒั นาการดา้ นร่างกาย เปน็ การเปล่ยี นแปลความสมารถของรา่ งกายในการเคล่ือนไหวอนามัยท่ีดี
รวมถึงการใชม้ ือกบั ตาทป่ี ระสานสัมพนั ธ์กันในการทากจิ กรรมต่าง ๆ
การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย การประเมินน้าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์-
อนามัย สุขนิสัยท่ีดี การรักษาความปลอดภัยของตนองและผู้อ่ืน การเคล่ือนไหวร่างกายและการใช้มือและตา
ประสานสัมพนั ธ์กนั
๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นความสมารถในการแสดงอารมณ์และความรู้สึก โดยที่เด็กรู้จัก
ควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ เพ่ือเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจน
การรู้สกึ ที่ดตี อ่ ตนเองและผอู้ ่ืน
การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออก
ทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม การมีความรู้สึกท่ีดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความสนใจ มีความสุข และแสดงออก
ผ่านงานศิลปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว ซ่ือสัตย์สุจริต มีเมตตากรุณา มีน้าใจและช่วยเหลือแบ่งปัน
มีความเหน็ อกเห็นใจผอู้ ่นื และความรบั ผิดชอบ
๓. พัฒนาการดา้ นสงั คม เป็นความสมารถในการสรา้ งสมั พันธภาพกบั ผู้อนื่ ปรบั ตวั ในการเลน่ และอยู่
รว่ มกับผูอ้ น่ื สามารถทาหน้าทต่ี ามบทบาทของตน ทางานร่วมกับผู้อื่น รู้กาลเทศะ สามารถช่วยเหลอื ตนเอง
ในชวี ิตประจาวัน เรยี นรูก้ ารปรับตัวให้เข้ากับเด็กอน่ื รู้จักร่วมมอื ในการเลน่ กับกลุม่ เพ่ือน ปฏบิ ตั ิตามข้อตกลง
ในการเลน่ รจู้ ักรอคอยตามลาดบั กอ่ น - หลัง
การประเมินพัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย การประเมินความมีวินัยในตนเอง ความสามารถ
ช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน ประหยัดและพอเพียง การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
การมีมารยาทตามวัฒนธรรมไทยและรักความเป็นไทย การยอมรับความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง
บคุ คล การมีปฏิสมั พนั ธ์ท่ดี กี บั ผอู้ น่ื การปฏิบัตติ นเบอื้ งตันในการเป็นสมาชิกทดี่ ีของสงั คม
๑๒๓
4. พฒั นาการด้านสตปิ ญั ญา เปน็ การเปลยี่ นแปลงความสามารถทางสมองท่ีเกดิ ขนึ้ จากการเรยี นรู้สิ่ง
ต่างๆ รอบตัว และความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและส่ิงแวดล้อมด้วยการรับรู้ สังเกต จดจา วิเคราะห์ รู้คิด
รู้เหตผุ ล และแก้ปัญหา ทาใหส้ ามารถปรับตวั และเพ่ิมทักษะใหม่ ซึ่งแสดงออกด้วยการใช้ภาษาส่ือความหมาย
และการกระทา เดก็ วยั นสี้ มารถโตต้ อบหรือมีปฏิสัมพันธก์ ับวัตถุและสิ่งของทีอ่ ยูร่ อบตวั ได้ สามารถจาสิ่งต่าง ๆ
ท่ไี ด้กระทาซา้ กนั บอ่ ย ได้ดี เรยี นรู้สง่ิ ตา่ ง ๆ ไดด้ ขี นึ้ แตย่ ังอาศยั การรบั รเู้ ปน็ สว่ นใหญ่ แกป้ ญั หาการลองผิดลอง
ถกู จากการรบั รมู้ ากกวา่ การใชเ้ หตุผล ความคดิ รวบยอดกับสง่ิ ต่าง ๆ ที่อยรู่ อบตวั
๑๒๔
การบรหิ ารหลกั สตู รปฐมวยั
การนาหลักสูตรปฐมวัยไปใช้ให้มีประสิทธิภาพ ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ผู้ท่ีเก่ียวข้องกับการ
บรหิ ารจดั การหลกั สูตรของสถานศึกษา ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผ้สู อน ผู้ปกครอง และชุมชน ควรมีบทบาทดังน้ี
1. ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
1.1 ศกึ ษาทาความเขา้ ใจหลกั สตู รและมีวิสยั ทัศนด์ า้ นการจดั การศกึ ษาปฐมวยั
1.2 คัดเลือกครผู สู้ อนท่ีเหมาะสม โดยควรมีคณุ สมบตั ิ ดังนี้
- วุฒกิ ารศกึ ษาด้านอนบุ าล,ปฐมวัย หรือผ่านการอบรมเกยี่ วกบั การจัดการศกึ ษา
- มคี วามรกั เดก็ จิตใจดี มีอารมณ์ขันและใจเยน็ ให้ความเป็นกนั เองกับเด็กอย่างเสมอภาค
- มีบคุ ลกิ ความเปน็ ครูเขา้ ใจธรรมชาตขิ องเดก็
- พดู จาสุภาพเรยี บรอ้ ย ชดั เจนเป็นแบบอย่างได้
- มคี วามเปน็ ระเบียบ สะอาด และร้จู ักประหยดั
- มีความอดทน ขยนั ซ่ือสตั ยใ์ นการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตอ่ เดก็
- มีอารมณ์ร่วมกับเด็ก รู้จักรับฟัง พิจารราเรื่องราวปัญหาต่างๆของเด็กและตัดสินปัญหา
ตา่ งๆอยา่ ง
มี เหตผุ ลและเปน็ ธรรม
มีสุขภาพกายและสุขภาพจติ ท่ีสมบูรณ์
1.3 ส่งเสริมการจัดบริการทางการศึกษาให้เด็กเข้าเรียนอยา่ งท่ัวถึงและเสมอภาคและปฏิบัติการ
รบั เดก็ ตามเกณฑ์
1.4 สง่ เสริมใหค้ รูผสู้ อนมีความรกู้ ้าวหนา้ อยู่เสมอ
1.5 จัดใหม้ ีข้อมูลสารสนเทศ เกี่ยวกับเด็กรายบุคคล
1.6 นิเทศ ติดตาม กากับการใชห้ ลกั สูตรและประเมินผลอยา่ งเปน็ ระบบ
2. บทบาทของครผู ้สู อนปฐมวัย
2.1 จัดประสบการณ์การเรียนรู้สาหรับเด็กเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการท่ีเหมาะสมกับวยั
ทั้ง 4 ดา้ น
2.2 สง่ เสริมให้นักเรียนเรยี นรตู้ ามบรบิ ทสภาพแวดล้อมในชุมชนของตนเองอย่างสรา้ งสรรค์
2.3 สร้างแรงจูงใจให้นักเรียนคิดสร้างสรรค์ และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองเพื่อให้เกิดทักษะการ
เรียนรู้ทีด่ ี
2.4 จัดบรรยากาศการเรียนรู้ภายในหอ้ งเรียนใหเ้ หมาะกบั สภาพแวดลอ้ มและบริบทของโรงเรยี น
2.5 จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนเพ่ือสร้างค่านิยมท่ีพึงประสงค์ให้เกิด
ข้ึนกบั ผู้เรยี น
2.6 จดั ทาสอื่ การเรยี นรูใ้ หส้ อดคลอ้ งกับกิจกรรมการเรยี นการสอนที่เสริมสรา้ งทักษะการเรยี นรู้ใน
ชวี ิตประจาวนั ให้กับนกั เรยี น
2.7 ครมู ีการวางแผนการเรียนร้รู ่วมกบั ผู้ปกครองเพ่ือใหเ้ กิดประสทิ ธิภาพแกผ่ ู้เรยี น
2.8 จดั ทาแบบประเมินผลการเรียนรใู้ หส้ อดคลอ้ งกับบรบิ ทของนกั เรยี นเพื่อใหป้ ระโยชน์สูงสดุ
2.9 จัดทาวจิ ยั ในชน้ั เรยี น เพ่อื นามาปรับปรงุ พัฒนาหลกั สูตรและพฒั นาสือ่ การสอน
3. บทบาทของพอ่ แม่ ผูป้ กครองนกั เรยี น
3.1 สง่ เสรมิ สนบั สนนุ กจิ กรรมการเรยี นการสอนของโรงเรียนอยา่ งสมา่ เสมอ
๑๒๕
3.2 มสี ว่ นร่วมในการกาหนดแผนพัฒนาสถานศึกษา
3.3 ให้ความร่วมมือกับครใู นการรับฟังและแก้ปัญหาทีเ่ กดิ กบั นกั เรียน
3.4 เป็นเครือขา่ ยการเรยี นรู้โดยใหค้ วามรว่ มมอื กบั สถานศึกษา
4. บทบาทของชุมชน
4.1 อนุรักษ์และพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนเพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์จริงในแหล่ง
เรยี นรชู้ มุ ชนของตนเอง
4.2 สนบั สนนุ การจัดกิจกรรมการเรียนร้ขู องสถานศึกษา
4.3 ใหค้ วามร่วมมือในการจดั ทาแผนพฒั นาหลกั สูตรสถานศกึ ษา
๑๒๖
การนเิ ทศ กากบั ติดตาม การนาหลกั สตู รไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ
การนิเทศ ติดตาม การนาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยสู่การปฏิบัติ การนิเทศ กากับ ติดตามการนา
หลกั สตู รไปสู่การปฏิบัติ เป็นกระบวนการสาคญั ในการควบคุม คุณภาพการจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษา โดย
ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้มีบทบาทหน้าที่ท่ีเกี่ยวช้องควรใช้ วิธีการที่หลากหลาย เซ่น การตรวจเยี่ยม การ
สังเกตการสอนในซน้ั เรียน การสอนแนะ (Coaching) การ ตรวจแผนการจัดประสบการณ์ เปิด โอกาสให้มกี าร
แลกเปลีย่ นเรียนรู้ซงึ่ กันและกนั โดยมีแนวทางการดาเนนิ การ ดงั นี้
๑) ประชุมผู้บริหารและครปู ฐมวยั เพ่ือร่วมกนั กาหนดความต้องการและช่วงเวลาในการจัดทาปฏทิ ิน
การ นิเทศหรอื แผนการนิเทศ กากบั ติดตามอยา่ งเหมาะสม และตอ่ เนือ่ ง
๒) สรา้ งความเขา้ ใจและทศั นคติท่ีดีในการจดั กิจกรรมการนเิ ทศ กากับ ตดิ ตาม ใหแ้ กบ่ ุคลากรที่ เก่ยี ว
ชอ้ ง ทกุ ฝา่ ย
๓) ดาเนนิ การนิเทศ กากบั ติดตาม ตามแผนการนิเทศและนาผลการนเิ ทศมาวางแผนเพอ่ื จดั กจิ กรรม
ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรปฐมวยั ตามความตอ้ งการจาเปน็ อย่างตอ่ เนอ่ื ง
๔) นาขอ้ มูลสารสนเทศทไ่ี ดร้ บั จากการนเิ ทศ กากบั ติดตาม มาใชเ้ ปน็ ส่วนหนงึ่ ในการพัฒนา หลกั สูตร
สถานศกึ ษาใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพมากข้ึน
๑๒๗
ทฤษฎีทเ่ี ลอื กใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน
ทฤษฎกี ารสอนแบบโครงการ(Project Approach)
การสอนแบบโครงการหรือแบบโครงงาน Project Approach เปน็ วิธีการหนึง่ ในหลายวธิ ที ่ีส่งเสริมให้
เด็กเกิดการเรียนรู้โดยการสร้างความรู้ด้วยตนเอง การจัดประสบการณ์แบบโครงการว่าเป็นวิธีการสอนที่
ส่งเสรมิ และสนับสนุนให้เดก็ ได้ศึกษา คน้ คว้าอยา่ งลกึ ซง้ึ ในหัวขอ้ ท่ตี นสนใจ ด้วยการบูรณาการวชิ าการต่าง ๆ
เขา้ ด้วยกนั วธิ นี จ้ี งึ เปน็ การสง่ เสรมิ การเรยี นร้อู ย่างมคี วามหมาย รวมท้ังยงั เนน้ การใหค้ วามรว่ มมอื ชว่ ยเหลอื ซ่ึง
กันและกัน และยืดหยุ่นตามความสนใจ และความต้องการของเด็กนับเป็นตัวอย่างที่ดีสาหรับการปฏิบัติท่ี
เหมาะสมและการเรียนรู้ท่ีมีความหมายเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นของเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์
แบบโครงการว่าเปน็ วิธกี ารสอนท่ีส่งเสรมิ และสนับสนนุ ให้เด็กได้ศึกษา ค้นควา้ อยา่ งลกึ ซ้งึ ในหวั ขอ้ ทต่ี นสนใจ
ด้วยการบูรณาการวชิ าการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน วิธีนี้จึงเป็นการส่งเสริมการเรยี นรู้อย่างมีความหมาย รวมท้ังยัง
เนน้ การให้ความร่วมมือชว่ ยเหลอื ซงึ่ กนั และกัน และยดื หยุ่นตามความสนใจ และความตอ้ งการของเดก็
ลักษณะสาคญั ของการสอนแบบโครงการ
1. เป็นรปู แบบการเรยี นการสอนท่ีใช้ร่วมกับระบบการสอนในหลักสูตรตามปกติ โดยโอกาสท่ีครูจะ
ใช้รูปแบบการเรียนการสอนน้ีจะเกิดขึ้นภายใต้สภาพการเรียนการสอนตามปกติ เมื่อครูสังเกตเห็นว่าเด็กมี
ความสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นพิเศษ และต้องการจะศึกษาเร่ืองนั้นต่อไป และครูพิจารณาว่าสามารถจัด
กิจกรรมเพ่ือศกึ ษาเร่อื งนั้นได้และมีแหล่งทรัพยากรเพียงพอในการศกึ ษาเรอ่ื งนั้น
2. จดุ เน้นสาคญั ของการจัดการเรียนการสอนน้มี งุ่ ที่ความสนใจของเดก็ เปน็ หลักเพ่ือให้เด็กมีโอกาส
ได้ศึกษาเร่ืองท่ีตนสนใจ ในวิธีการของเด็กเอง ดังน้ันการสอนแบบโครงการไม่มีการวางแผนการสอนอย่าง
ชดั เจนไวล้ ่วงหน้า ครผู ้สู อนคอยจะสังเกตจนพบความความสนใจของเดก็ แลว้ จึงจะสามารถรว่ มกนั วางแผน
และกาหนดกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกันกับเด็กขึ้นและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับ
ความต้องการความสนใจของเด็ก
3. การสอนแบบโครงการจะมุ่งท่ีความสนใจของเด็กเป็นรายบุคคล แต่ในการเลือกหัวข้อของ
โครงการท่ีจะทาการศึกษานน้ั เด็กท้ังกลุ่มจะรว่ มกนั เลือกหัวข้อของโครงการร่วมกัน ภายใต้กรอบความสนใจ
ของเดก็ ส่วนใหญใ่ นห้องเรยี นและภายใต้การพจิ ารณาของครวู ่าหัวข้อดงั กล่าวสามารถเลือกเป็นหวั ข้อโครงการ
ไดห้ รอื ไม่
การนาแนวคิดการสอนแบบโครงการประยุกตใ์ ช้ในการเรียนการสอนในระดับปฐมวยั ศึกษา หรือการ
สอนแบบโครงการจะปรากฏกิจกรรม 5 ลักษณะในแต่ละระยะของการทาโครงการ ซ่ึงเสมือนข้ันตอนการ
สอนแบบโครงการกิจกรรมท้งั 5 ลกั ษณะประกอบดว้ ย
1. การอภิปราย ในงานโครงการครูสามารถแนะนาการเรียนรู้ให้เด็ก และช่วยให้เด็กแต่ละคนมี
โอกาสแลกเปล่ียนสิ่งที่ตนทากับเพ่ือน การพบปะสนทนากันในกลุ่มย่อย หรือกลุ่มใหญ่ทั้งชั้นทาให้เด็กมี
โอกาสท่จี ะอภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเหน็ ซ่งึ กนั และกนั
2. การศึกษานอกสถานที่ หรืองานในภาคสนาม เป็นกระบวนการท่ีสาคัญของการทาโครงการ
ประสบการณ์ในระยะแรกครูอาจพาไปศึกษานอกห้องเรียน เรียนรู้สิ่งก่อสร้างต่างๆท่ีอยู่รอบบริเวณโรงเรยี น
เช่น รา้ นคา้ ถนนหนทาง ป้ายสัญญาณ งานบริการตา่ ง ๆ ฯลฯ จะชว่ ยให้เดก็ เข้าใจโลกทีแ่ วดล้อม มโี อกาส
พบปะกับบุคคลที่มีความรเู้ ช่ียวชาญในหวั เร่อื งที่เด็กสนใจ ซ่ึงถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ขั้นแรกของงาน
ศึกษาคน้ ควา้
๑๒๘
3. การนาเสนอประสบการณ์เดมิ เด็กสามารถทบทวนประสบการณเ์ ดิมในหวั เร่ืองทนี่ า่ สนใจ มีการ
อภิปรายแสดงความคิดเห็นในประสบการณ์ท่ีเหมือนหรือแตกต่างกับเพื่อน รวมท้ังแสดงคาถามที่ต้องการ
สืบค้นในหัวเรื่องนั้นๆ นอกจากนี้เด็กแต่ละคนสามารถที่จะเสนอประสบการณ์ที่ตนมีให้เพ่ือนในชั้นได้รู้ด้วย
วิธีการอันหลากหลายเสมือนเป็นการพัฒนาทักษะเบ้ืองต้น ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การเขียน การใช้
สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ การเล่นบทบาทสมมติ และการก่อสร้างแบบตา่ ง ๆ
4. การสืบค้น งานโครงการเปิดกว้างให้ใช้แหล่งค้นคว้าข้อมลู อย่างหลากหลายตามหัวเร่ืองท่ีสนใจ
เด็กสามารถสัมภาษณ์พ่อแม่ ผู้ปกครองของตนเอง บุคคลในครอบครัว เพ่ือนนอกโรงเรียน สามารถหา
คาตอบของตนด้วยการศึกษานอกสถานที่ สัมภาษณ์วิทยากรท้องถ่ินท่ีมีความรอบรู้ในหัวเรื่อง อาจสารวจ
วิเคราะห์วัตถุส่ิงของตนเอง เขียนโครงร่าง หรือใช้แว่นขยายส่องดูวัตถุต่าง ๆ หรืออาจใช้หนังสือในช้ันเรียน
หรือในหอ้ งสมดุ ทาการคน้ ควา้
5. การจัดแสดง การจัดแสดงทาได้หลายรูปแบบ อาจใช้ฝาผนังหรือป้ายจัดแสดงงานของเด็ก เป็น
การแลกเปล่ียนความคิด ความรู้ที่ได้จากการสืบค้นแก่เพ่ือนในชั้น ครูสามารถให้เด็กในชั้นได้รับทราบ
ความกา้ วหน้าในการสบื คน้ โดยจัดให้มีการอภิปราย หรอื การจัดแสดงทัง้ จะเป็นโอกาสใหเ้ ด็กและครไู ดเ้ ล่าเรื่อง
งานโครงการทท่ี าแกผ่ มู้ าเย่ียมเยียนโรงเรียนอีกด้วย
ลักษณะทัง้ 5 ประการดังทีก่ ลา่ วมาจะปรากฏในแต่ละระยะของงานโครงการ ซ่งึ มีอยู่ 3 ระยะ คอื
ระยะที่ 1 เร่ิมต้นโครงการ : ทบทวนความรแู้ ละความสนใจของเด็กเดก็ และครูจะใชเ้ วลาส่วนใหญ่ใน
การอภิปรายเพ่ือเลือกและปรับหัวเรื่องที่จะทาการสืบค้น หัวเร่ืองอาจเสนอโดยเด็ก หรือครูและเด็กร่วมกัน
โดยใช้หลักในการเลือกหัวเรือ่ งดงั น้ี
1. เลือกหัวเรื่องท่ีเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เด็กมีอยู่ทุกวัน อย่างน้อยเด็กประมาณ 2 – 3 คน
ควรคนุ้ เคยกับหัวเรื่อง และจะช่วยในการตงั้ ประเด็นคาถามเกย่ี วกบั หวั เร่ือง
2. ทักษะพื้นฐานทางการรู้หนังสือและจานวน ควรถูกบูรณาการอยู่ในหัวเรื่องที่ทาโครงการ
รวมทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษา เช่น การถามคาถาม การสังเกต การนับ การทากราฟ
การสเก๊ตภาพ การป้นั การประดิษฐ์ ฯลฯ
3. หัวเรอื่ งท่ีเลอื กควรใชเ้ วลาทาโครงการไดอ้ ยา่ งน้อย 1 สปั ดาห์ และเหมาะท่จี ะทาการสารวจ
ค้นคว้าที่โรงเรียนมากกว่าท่ีบ้านเม่ือได้หัวเรื่องแล้ว ครูควรเร่ิมทาแผนท่ีทางความคิด (Mind map) หรือ ใย
แมงมมุ (Web) เพ่อื ระดมความคิดรว่ มกับเดก็ ในหวั เร่ืองนน้ั และจดั แสดงแผนท่ีทางความคิดท่ีทาไวภ้ ายในชั้น
เรียน ซ่ึงข้อมูลต่าง ๆที่ได้สามารถใช้ในการสรปุ อภิปราย ระหว่างทาโครงการ และยังสามารถเชื่อมโยงไปยัง
หัวเร่ืองย่อยได้อีกนอกจากนี้ ในช่วงอภิปรายระดมความคิด ครูจะทราบว่าเด็กมปี ระสบการณ์ในหัวเร่ืองนั้น
เพียงใดที่เด็กจะเสนอประสบการณแ์ ละแสดงแนวคิดส่ิงท่ีตนเข้าใจในรปู แบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของวัย
เช่นเด็กปฐมวัยอาจใช้การเขียนภาพ เล่นบทบาทสมมติ ฯลฯ ครูจะเป็นผู้ช่วยให้เด็กเสนอคาถามที่ต้องการ
สืบค้นคาตอบ จดหมายเกย่ี วกับหัวเรือ่ งที่จะสืบคน้ ถูกส่งไปยังบา้ นของเดก็ ครจู ะเป็นผ้กู ระตุ้นใหพ้ อ่ แมพ่ ดู คุย
กับเด็กเก่ียวกับหัวเรื่องเพือ่ แลกเปล่ียนประสบการณ์ ครูจะช้ีแนะวิธีสืบค้นเพ่อื ให้เด็กแต่ละคนได้ทางานตาม
ศกั ยภาพโดยใชท้ ักษะพน้ื ฐานทางการสร้าง การวาดภาพ ดนตรี และบทบาทสมมติ
ระยะท่ี 2 พัฒนาโครงการ : ให้โอกาสเด็กค้นคว้า และมีประสบการณ์ใหม่เป็นงานในภาคสนาม
ประกอบดว้ ยการสืบคน้ ตามแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระยะนีถ้ ือเป็นหัวใจของโครงการ ครูจะเปน็ ผูจ้ ัดหา จดั เตรียม
แหล่งข้อมูลให้เด็กสืบค้น ไม่ว่าจะเป็นจริง หนังสือ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆหรือแม้แต่การออกภาคสนามหรือไป
ศึกษานอกสถานท่ี หรือนัดหมายผเู้ ช่ยี วชาญ วทิ ยากรทอ้ งถน่ิ เพือ่ ให้เดก็ ได้ทาการสืบค้น สงั เกตอย่างใกล้ชิด
๑๒๙