ประโยชนส์ ่วนประกอบของพืช
การทำเครื่องหอมจากดอกไม้
จดั ทำโดย
ด.ญ.ภาคินี บญุ กนั ทะ
ชน้ั ป.4/3 เลขที่ 25
โรงเรยี นตน้ แกว้ ผดุงพิทยาลยั องค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชียงใหม่
หน่วยการเรียนรู้ สวนพฤกษศาสตรต์ ้นแกว้
ครูทป่ี รกึ ษา
ครสู ุรีรตั น์ อทุ ธา
การทำเครอ่ื งหอมจากดอกไม้
การทำเครื่องหอมจากดอกไม้ นอกจากไมเ่ ชยแล้ว การทำเครอื่ งหอมไว้ใชเ้ องยงั เป็นการอนุรกั ษ์
การทำน้ำอบน้ำปรุงสมัยปู่ยา่ ตายาย สำหรับสอนให้ลกู หลานรนุ่ ใหม่ได้เรียนรเู้ ช่นเดียวกัน เน่ืองจากขนั้ ตอน
การทำนั้นไมย่ งุ่ ยาก แต่อาจตอ้ งใชร้ ะยะเวลารอให้กลน่ิ นำ้ หอมไดท้ ่ี ซึ่งนำ้ หอมของคนโบราณนัน้ จะนยิ มใช้
ดอกไมก้ ลิน่ หอมเป็นสว่ นประกอบหลัก อาทิ ดอกแกว้ , ดอกปีบ, ดอกมะลิ, ดอกกุหลาบ หมกั เข้ากบั
แอลกอฮอลไ์ วป้ ระมาณ 3 เดอื น กอ่ นท่ีจะนำมาผสมกล่ินหวั นำ้ หอมท่ชี ืน่ ชอบอกี ขั้นตอนหนงึ่ ก็เป็นอันเสร็จ
เรยี บรอ้ ย เรยี กได้ว่าเป็นงานดไี อวายภมู ิปญั ญาทที่ ำใชก้ ็เวริ ์ค ทำขายกช็ ่วยอนุรกั ษ์งานฝมี อื คนไทยให้คงอย.ู่
สามารถทำได้ ๓ กรรมวธิ ี ได้แก่
๑. การอบ
หมายถงึ การนำมาปรงุ กลิ่นด้วยควนั หรอื นำมาปรงุ กลิ่นดว้ ยดอกไมห้ อม การอบให้กลิ่นหอมเพยี งแค่ชว่ งเวลา
หน่งึ กลนิ่ หอมจะซ่งึ เข้าไปในของท่นี ำไปอบ โดยวตั ถทุ ีต่ อ้ งการใหม้ กี ลน่ิ นั้นอยใู่ นภาชนะท่ีมฝี าปิดสนิท จะอบ
ด้วยเทยี นอบ หรอื ดอกไมท้ มี่ กี ลนิ่ หอมและมีกลนิ่ แรง
1. การอบ ดอกไมม้ ี ๒ ชนิด คือ การอบน้ำ และการอบแหง้
การอบน้ำ คือ การลอยดอกไม้บนน้ำ เช่น อบนำ้ สำหรบั รบั ประทาน อบน้ำเชือ่ มอบนำ้ สรง
.
๑.๑ การอบดอกไม้บนน้ำ
– ไม่ควรนำดอกไมใ้ ส่ลงภาชนะให้เต็ม ควรเวน้ ทีว่ ่างไว้เพราะกล่ินของดอกไมจ้ ะไดล้ งถงึ นำ้
- ควรใชภ้ าชนะที่มีลกั ษณะปากกว้าง ตนื้ มีฝาปิด เวลาอบใสน่ ำ้ เพยี งเล็กนอ้ ยเพ่อื ใหค้ วามหอมทั่วถงึ
- ควรวางภาชนะให้เขา้ ทเ่ี สยี ก่อนแล้วคอ่ ยใสน่ ้ำ เวลานำดอกไมล้ งลอยนำ้ จะต้องน่งิ แล้วจึงลอยดอกไม้เบาๆ
- ถา้ น้ำกระเทือนจะทำให้เขา้ ดอกไม้ชำ้ ได้ทำใหน้ ้ำมกี ลนิ่ เหมน็ เขยี ว ดอกไมป้ ระเภทท่มี ีกลีบบางเช่น ชำมะนาด
จนั ทนก์ ะพอ้ สารภี พกิ ุล ควรใส่จอกหรือภาชนะเลก็ ๆลอยไวเ้ พอื่ ป้องกนั การเกดิ กลบี ดอกชำ้
- ดอกไมท้ ี่ลอยน้ำ ควรลอยตามเวลาที่ดอกไม้บานไมค่ วรแชท่ ิง้ ไวน้ านเพราะหวั นำ้ หอมลงอยใู่ น
- น้ำหอมแลว้ การอบดอกไม้บางชนดิ อบได้นาน 6 – 8 ชวั่ โมง เชน่ กุหลาบมอญ พกิ ลุ ลำเจียก
- ชำมะนาด ราตรี ดอกแกว้ พุทธชาด กระดงั งา ดอกไม้บางชนิดลอยได้ ประมาณ 1 – 3 ชัว่ โมง เช่น
- ดอกลำดวน ขจร สารภี ส่าเหล้า กรรณกิ าร์ ฉะนั้น การลอยดอกไมค้ วรลอยเวลาคำ่ และนำข้ึนตอนเชา้ ก่อน
พระอาทิตยข์ ้นึ
การลอยดอกไม้เพอ่ื ใหก้ ล่ินหอม ควรทำการศกึ ษาว่า ดอกไมช้ นดิ ใดบานในเวลาใด เช่น
.ดอกมีท่บี านเวลาเช้ามืดจะสง่ กลิน่ เวลาประมาณ ๐๕.๐๐-๐๖.๐๐ น. คอื ดอกพกิ ุล ดอกสารภี ดอกจำปา
ดอกสายหยดุ ดอกจันทน์กระพอ้
ดอกไม้ท่ีบานในเวลาเยน็ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ได้แก่ ลำเจยี ก มะลิ พทุ ธชาด ดอกส้ม ลำดวน
ดอกไม้ท่บี านเวลาค่ำ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. ได้แก่ ดอกชำมะนาด ดอกขจร ดอกกรรณกิ าร์
ฉะนน้ั ดอกไมท่ ่ีออกกลิ่นเวลาใด ตอ้ งคอยอบเวลานัน้ พอหมดกล่ินรีบเอาออกกอ่ นทด่ี อกไมจ้ ะช้ำ
ดอกไม้ท่ีจะนำมาอบถ้ามตี ้น ก็เกดิ ใชใ้ นเวลาท่ีตอ้ งการได้เลยแต่ถ้าซอ้ื ตอนเชา้ เพราะยงั พรมนำ้ จาก
จะทำให้กลิ่นหอมของดอกไม้หมดไปและดอกไม้จะช้ำ เรยี กวา่ ดอกไม้สำลกั น้ำ
.
๑.๒ การอบแห้ง คือ การวางดอกไม้ไว้บนขนมหรอื สงิ่ ของต่างๆ ควรจะใช้ภาชนะเลก็ ๆวางไวบ้ นของทีอ่ ยใู่ น
โถ ปดิ ให้สนทิ การอบแหง้ ควรอบตามเวลาดอกไมบ้ าน เม่อื ถึงตอนเช้าควรเอาดอกไม้ออก ถา้ ทง้ิ ไวน้ าน จะทำ
ให้กล่นิ เสยี วิธีใช้ดอกกระดังงาดอกไมช้ นิดอนื่ พอเกบ็ ก็นำมาอบได้เลย แต่ดอกกระดงั งาจะต้องนำมาอบ
ควนั เทยี นเสียกอ่ น บางครงั้ รียกว่า “กระดงั งาลนไฟ” จากหนังสือ เครือ่ งหอมและของชำรว่ ย ของคุณโสภา
พรรณ อมตะเดชะ ได้กล่าวถึงวิธีการลนไฟไว้วา่ โดยใช้มอื รวบปลายกลบี ดอกแลว้ นำค่วั ดอกลนไฟให้ตายนงึ่
เวลาจะปลิดกลีบดอกออกจากดอก ใช้มือขับทีก่ ระเปาะดอกใหก้ ลบั รว่ งจะทำกล่ินหอมแรงกวา่ ปลดิ ทีละกลบี
แล้วฉีกแตล่ ะกลีบตามแนวยาว กลีบละ๒-๓ เส้น การใชเ้ ทยี นอบ เทียนอบใหม่ท่ยี ังไมไ่ ดใ้ ชจ้ ะต้องจดุ ไส้เทยี น
ให้ไหมถ้ งึ ตวั เทียน เน่ืองจากกลิ่นหอมอย่ทู ตี่ วั เทียน เทียนอบที่ใช้แล้ว เก็บไวน้ าน ๆ ไสเ้ ทียนแขง็ จะตอ้ งจุดไฟ
ก่อนเพอ่ื ใหไ้ ส้เทยี นออ่ นตวั
.
๒. การรำ่ หมายถึง การอบกลนิ่ หอมหลายอย่าง และทำโดยภาชนะเผาไฟแล้วใส่เครอื่ งหอม
เพื่อใหเ้ กิดควนั ที่มีกลน่ิ หอมไดแ้ ก่ กลิ่นหอมของยางไม้ กลนิ่ นา้ มัน กลิน่ เนื้อไม้ ฯลฯการร่ำเคร่อื งหอมต้องใช้
ภาชนะทส่ี ำคญั คอื โถกระเบือ้ งการท่ีจะรำ่ ตอ้ งใส่ทวนไวต้ รงกลางโถ นำตะคนั เผาไฟให้รอ้ น แลว้ นำไปวางไว้
บนทวน
.
๓.การปรุง หมายถึง การรวมของหลาย ๆ อยา่ งเขา้ ดว้ ยกัน ในกรณีการปรงุ เครอ่ื งหอม
คือ การนำแป้งพิมเสน หวั น้ำหอม ชะมดเช็ด มาบดผสมเข้าดว้ ยกัน แล้วนำไปปรุงกับนำ้ อบไทย หรือเครือ่ ง
หอมอืน่ ๆ แตม่ ีขอ้ สังเกตตรงทวี่ า่ การทีจ่ ะใสห่ วั นำ้ หอมชะมดเชด็ จะต้องบดแปง้ นวล หรอื แป้งหินเสียก่อน
เพอื่ ให้แป้งซบั นำ้ มันใหห้ มดแล้วจึงนำไปผสมหรอื กวนในนำ้ ตอ่ ไป เช่น การทำนำ้ อบไทยจะต้องอบรำ่ และปรุง
จึงถือไดว้ า่ ประสบความสำเร็จในการทำน้ำอบไทย
อสิ ตรกี ม็ กี รรมวธิ ีธรรมชาตผิ นวกกบั นวัตกรรม อนั ทนั สมยั เพ่อื กักเก็บกล่ินให้คงอยอู่ ย่างชดั เจน
เพื่อความหอมจะไดต้ ิดทนนาน และเผยเสน่ห์และ
รสนิยมเสน่หส์ ตรไี ทย ใหส้ บื ตอ่ ไปจากรนุ่ สูร่ นุ่
อุปกรณ์
1. กลบี ดอกไมส้ ด เชน่ มะลิ กุหลาบมอญ กระดงั งา พิกลุ บานไมร่ ้โู รย ชมนาด
2. หวั น้ำหอมกลิ่นมะลิ กุหลาบ กระดังงา ไฮยาซนิ ท์ และลำเจยี ก
3. ถุงผา้ โปรง่ หรอื ถงุ ลกู ไม้
วธิ ีทำ
1. นำกลีบดอกไมส้ ดมาคลุกรวมกัน ดอกเล็กๆ อย่างมะลใิ ชท้ ้ังดอกไดเ้ ลย
2. ผสมหัวน้ำหอมท้งั 5 กลิน่ อยา่ งละเทา่ ๆ กัน จะไดห้ ัวนำ้ หอมกล่ินคลาสสกิ ท่ีใช้เปลีย่ นเครอ่ื งทรงพระ
แกว้ มรกต
3. พรมหัวน้ำหอมลงในกลีบดอกไม้ คลกุ เคล้าใหเ้ ข้ากันเบาๆ
4. บรรจบุ ุหงาสดใสถ่ งุ ผ้าโปรง่ ใช้สร้างความหอมในหอ้ งหรือในรถ ไมค่ วรเกบ็ ในท่ีอบั เช่น ตู้เส้ือผ้า
เพราะอาจทำให้ดอกไม้ข้นึ รา เมอ่ื แห้งแลว้ จึงใช้งานได้เหมือนบุหงาแห้ง
วิธที ำบุหงาแห้ง
อปุ กรณ์
1. กลบี ดอกไม้สด เช่นดอกแกว้
2. เทียนอบร่ำ
3. ตะคนั ดนิ เผา (ถว้ ยดนิ เผาเล็กๆ)
4. หม้อเคลอื บหรอื โถแก้วท่มี ฝี าปดิ
5. หัวน้ำหอมกล่ิน ดอกแก้ว ใบโพธ์ิบาง 4 ใบ
6. เขม็ ด้าย กรรไกร และกาวหลอด
7. รบิ บิน้ ดิ้นทอง ดอกไม้ ใบไมต้ กแตง่ ตามชอบ
วิธที ำบุหงาแห้ง
1. นำกลบี ดอกไมส้ ดไปตากจนแห้งสนิท (ราว 1 สปั ดาห์) ดอกกหุ ลาบควรตากในที่รม่ จะได้สีสวย ดอก
มะลิควรตากแดดให้หมดความชื้น
2. นำบุหงาแหง้ ใสห่ ม้อเคลือบหรอื โถแก้ว
3. จดุ เทียนอบจนไส้เทียนแดงจัด ดับเทียน ควันเทียนจะลอยฟุ้งขนึ้ มา วางเทยี นบนตะคนั ใส่ในหม้อ
บหุ งาแห้ง แล้วปดิ ฝารำ่ ไวจ้ นหมดควัน
4. รำ่ ราว 10 – 15 นาที แลว้ นำเทียนออกมาจุดใหม่ ร่ำซำ้ ๆ 5 – 7 ตง้ั (ครั้ง) จนบหุ งาซบั กล่นิ หอม
นวลอยา่ งเต็มท่ี
5. ผสมหัวน้ำหอมทง้ั 5 กลิน่ อย่างละเท่าๆ กัน ฉีดพรมบนบหุ งาแห้ง คลกุ เคล้าให้เข้ากนั พักไว้
วิธีทำถงุ บหุ งาแห้ง
1. นำใบโพธิบ์ าง 4 ใบประกบกัน เนาหรือด้นตามขอบให้แน่น เว้นช่องไว้ด้านหน่ึงสำหรับบรรจบุ หุ งา
แห้ง
2. แบง่ ใบโพธ์เิ ป็นด้านละ 2 ใบใหก้ ลายเปน็ ซองตรงกลาง ใสบ่ ุหงาแหง้ ลงไปใหเ้ ตม็ แต่ไมเ่ ยอะเกินจน
ใบโพธิแ์ ตก
3. เย็บปดิ ชอ่ งใส่บหุ งา ใสร่ ิบบิน้ เขา้ ไปเป็นหูแขวน
4. ตดิ รบิ บ้ินตามขอบถงุ บหุ งาดว้ ยกาวเพอื่ ปดิ เสน้ ดา้ ยทง้ั ดา้ นหน้า-ด้านหลงั แล้วตกแตง่ ถุงด้วยด้นิ ทอง
ดอกไม้ ใบไม้
5. นำไปแขวนตกแตง่ ในห้อง หีบผ้า ตู้เสือ้ ผ้า หรือให้เปน็ ของขวญั ของท่ีระลึก ของชำร่วยกไ็ ด้
ไม่วา่ จะเรียบรอ้ ยเปน็ ผ้าพบั ไวแ้ บบแม่พลอย หรือกระโดกกระเดกแบบแม่ช้อย กท็ ำบุหงาหอมช่ืน
รน่ื รมย์ไดง้ ่ายๆ จะดดั แปลงใสก่ ล่ินอ่นื ตามชอบ เปล่ียนถุงให้วิจติ รพสิ ดารขนึ้ หรอื ใสภ่ าชนะสวยอ่นื ๆ ก็ตาม
สะดวก เสรจ็ แล้วจะมอบให้คนที่รกั ในโอกาสพิเศษหรอื วางอวดในบ้าน กภ็ าคภมู ิใจในความหอมแบบกลุ สตรีท่ี
เราปรุงเองกับมือ
วดิ ีโอนำเสนอชน้ิ งานจากการลงมือปฏบิ ตั ิ
กดรปู ภาพไปลิงก์วดิ โี อ หรือ https://bit.ly/3CGV7nB
QR-Code วดิ โี อ