รหัสวิชา 810105 วิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา เรื่อง บทน านวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา จัดท าโดย 1.นางสาว ณิชาวัลย์ สังกา เลขที่ 3 นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ห้อง 8/3 เสนอ อาจารย์ ประสงค์ ต่อโชติ อาจารย์ประจ าวิชา นักศึกษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย
คํานํา เอกสารประกอบการสอนรายวิชา“นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศการศึกษา” (Educational Innovation and Information Technology) ในหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ผู้ศึกษาได้รวบรวมขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาที่เรียนโดยได้น าแนวสังเขป รายวิชาศึกษาแนวคิดทฤษฎีและ เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเรียน การวิเคราะห์ปัญหา ที่เกิดจากการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แหล่งการเรียนรู้และเครือข่ายการ เรียนรู้การออกแบบ การสร้าง การน าไปใช้ การประเมิน และการปรับปรุง นวัตกรรม ขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.ประสงค์ ต่อโชติที่ให้ โอกาสในการจัดท าเอกสารประกอบการ เรียน รายวิชานี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ ได้ศึกษา ค้นคว้าใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียน มิได้มุ่งหวังผล ก าไรทางการค าแต่อย่างใด เอกสารประกอบการเรียนการสอนเล่มนี้ ผู้จัดท าได้รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เผยแพร่ทาง อินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าของบทความ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ หวังเป็นอย่างยิ่ง เอกสาร ประกอบการเรียนการสอนเล่มนี้ จะอ านวยประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจและคณาจารย์ ท่านผู้อ่านพบ ข้อบกพร่อง หรือมีค าชี้แนะ เพื่อการปรับปรุงให้สมบูรณ์มากขึ้น ผู้จัดท ายินดีรับฟังความคิดเห็น และจะน าไปปรับปรุงแก้ไข พัฒนาให้เอกสารที่สมบูรณ์และมีคุณค่า ทางการศึกษาต่อไป นางสาว ณิชาวัลย์ สังกา ผู้จัดท า
สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า ..............................................................................................................................................................ก สารบัญ...........................................................................................................................................................ข ความหมายและองค์ประกอบของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ............................................................1 ความหมายของนวัตกรรม...................................................................................................................1 ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา............................................................................................2 แนวคิดพื้นฐานของนวัตกรรมทางการศึกษา.......................................................................................3 องค์ประกอบของนวัตกรรม ................................................................................................................5 ระบบสารสนเทศ................................................................................................................................6 ประเภทของระบบสารสนเทศ.............................................................................................................6 ระบบประมวลผลรายการ...................................................................................................................7 ความส าคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา..........................................................................................................8 บทบาทของเทคโนโลยีต่อการศึกษา ................................................................................................10 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ............................................................................................................12 แบบฝึกหัดท้ายบท 14 เอกสารอ้างอิง.................................................................................................................................. 17
หน่วยที่ 1 บทน า นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา 1. ความหมายและองค์ประกอบของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ 1.1 ความหมายของนวัตกรรม “นวัตกรรม” หมายถึง ความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือ เป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อน านวัตกรรมมาใช้จะช่วย ให้การท างานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย มีผู้ให้ความหมายของนวัตกรรมไว้หลายท่าน ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2546: 565 -566) ให้ความหมายว่านวัตกรรมเป็น สิ่งที่ท าขึ้นใหม่หรือแปลกจากเดิม ซึ่งอาจจะเป็นความคิด วิธีการ หรืออุปกรณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ ความหมายและลักษณะของนวัตกรรมว่า นวัตกรรม หมายถึง “ท าใหม่” เปลี่ยนแปลงโดยน า สิ่งใหม่ ๆ เข้ามา ถ้าเป็นทางการศึกษาก็เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาด้านการศึกษา ส านักงานสภาสถาบันราชภัฏ (2544: 32) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรม ไว้ดังนี้ นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง แนวคิด วิธีการ กระบวนการหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่น ามาใช้แก้ปัญหาหรือ พัฒนาการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมายของหลักสูตร นวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัยชั้นเรียน หมายถึง รูปแบบใหม่ ๆ ของสื่อการเรียนการสอน เทคนิควิธี กิจกรรม หรือสิ่งอื่นใดที่ผู้สอนน ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนหรือจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ นวัตกรรมที่น ามาใช้อาจเป็นนวัตกรรมที่ผู้สอนคิดขึ้นใหม่หรืออาจเป็นสิ่งที่มี ผู้อื ่นคิดค้นขึ้น หรือมีการใช้ทั ่วไปในที ่แห ่งหนึ ่งแล้วหากน ามาปรับปรุงแก้ไข และสามารถใช้ได้อย ่างมี ประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลในที่อีกแห่งหนึ่งก็ถือว่าเป็นนวัตกรรม
ทิศนา แขมมณี (2559: 418) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรม หมายถึง แนวคิด แนวทาง ระบบ รูปแบบ วิธีการ กระบวนการ สื่อและ เทคนิคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งได้รับการคิดค้นและจัดท าขึ้นใหม่เพื่อช่วย แก้ปัญหา ต่าง ๆ ทางการศึกษา พิสณุ ฟองศรี (2551: 65-71) ได้กล่าวถึงความหมายและความส าคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาไว้ ดังนี้ นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง แนวคิด วิธีการ กระบวนการหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่น ามาใช้ แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมายของหลักสูตรนวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัยชั้น เรียน หมายถึง รูปแบบใหม่ ๆ ของสื่อการเรียนการสอน เทคนิควิธี กิจกรรม หรือสิ่งอื่นใดที่ผู้สอนน ามาใช้ใน การจัดการเรียนการสอนหรือจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ นวัตกรรมที่ น ามาใช้อาจเป็นนวัตกรรมที่ผู้สอนคิดขึ้นใหม่ หรืออาจเป็นสิ่งที่มีผู้อื่นคิดค้นขึ้น หรือมีการใช้ทั่วไปในที่แห่งหนึ่ง แล้วหากน ามาปรับปรุงแก้ไข และสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลในที่อีกแห่งหนึ่งก็ถือว่า เป็นนวัตกรรม พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2559: 81) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้หมายถึง รูปแบบ วิธีการ กระบวนการ เทคนิค สื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่ได้มีการศึกษาและพัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อให้ครูน ามาใช้ใน การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยอาจเป็นสิ่งใหม่ที่ได้รับการยอมรับและน าไปใช้บ้างแล้วแต่ยัง ไม่แพร่หลายหรือยังไม่ได้ใช้อย่างเป็นปกติ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้จึงอาจเป็นส่งใหม่ทั้งหมดหรือใหม่เพียง บางส่วนหรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการเรียนรู้ จากความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาที่กล ่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว ่า นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง รูปแบบ หรือสื่อการสอน หรือวิธีการ ที่ครูพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานของนวัตกรรมเดิมที่ยังไม่เคยน ามาใช้ พัฒนาผู้เรียนหรืออาจจะสร้างขึ้นมาใหม่ตามแนวคิด ทฤษฎี หรือหลักวิชาการ เพื ่อน าสิ ่งที ่สร้างขึ้นไปใช้ แก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่วางไว 1.2 ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยี (Technology) ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 คือ วิทยาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่น ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม เทคโนโลยีมาจาก ค าว่า Techno ภาษาไทยแปลว่าวิธีการ หรือการสร้าง ส่วนค าว่า Logy มีความหมายว่าความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ หรือการศึกษา เกี่ยวกับความเรื่องหรือสิ ่งของที ่ต้องการศึกษา การก าหนดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ การ จัดการความรู้ การประเมินผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของผู้เรียน
เอ็ดก้า เดล (Edgar Dale, 1969) กล่าวว ่า เทคโนโลยีการศึกษาไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นแผนการหรือวิธีการ ท างานอย่างเป็นระบบให้บรรลุผลตามแผนการ เจมส์ ดี ฟินส์ (James D.Finn, 1972) ได้กล ่าวไว้ว ่า เทคโนโลยีมีความหมายลึกซึ้งยิ ่งกว ่าการประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องยนต์กลไกตต่าง ๆ แต่หมายถึง กระบวนการ แนวความคิด แนวทาง หรือวิธีการในการคิดใน การท าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จากแนวคิดต่าง ๆ อาจน ามาสรุปความหมายของค าว่า “เทคโนโลยี” ได้ว่า การน าแนวคิด หลักการ เทคนิค วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์และน ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทาง ปฏิบัติและอุตสาหกรรม ปัจจุบันได้มีการน าเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาในหลายวงการและด้านต่าง ๆ รวมทั้ง ทางด้านการศึกษา เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทส าคัญในด้านนี้จนถึงขั้นที่ เรียกได้ว่าขาดไม่ได้ในการน ามาใช้พัฒนา ระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในหลายๆส่วนของการศึกษา ซึ่งการศึกษาเป็นสิ่งส าคัญในการพัฒนา ประเทศเป็นไปอย ่างมีประสิทธิภาพ มีการให้ความหมายของ เทคโนโลยีการศึกษา (Educational technology) ไว้หลากหลายความหมายดังต่อไปนี้ สันทัด ภิบาลสุข และพิมพ์ใจ ภิบาลสุข (2525) ให้ความหมายของ เทคโนโลยีการศึกษาไว้ว่า การ น าเอาความรู้ แนวคิด กระบวนการ ตลอดจนวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาการศึกษาให้ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2526) นิยามไว้ว ่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นระบบการประยุกต์การผลิตทาง วิทยาศาสตร์มาใช้กับการศึกษา ในการน าเทคโนโลยีทางการศึกษามาปรับปรุงประสิทธิภาพในการศึกษา ครอบคลุม 3 ด้านคือ 1. วัสดุ (Materials หรือ Software) เป็นการน าอุปกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการศึกษา เช่น สิ่งที่มีการผุพังสิ้นเปลืองต่าง ๆ อาทิ ชอล์ค ดินสอ กระดาษ ฟิล์ม เป็นต้น 2. อุปกรณ์หรือเครื่องมือ (Devices หรือ Hardware) เป็นการผลิตวัสดุ การน าเอาวัสดุมาใช้ใน การสอน คิดการสอนแบบใหม่ๆ เช่น สิ่งที่มีความคงทนถาวร อาทิกระดานด า เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉาย แผ่นใส เครื่องบันทึกภาพ ฯลฯ เป็นต้น 3. วิธีการ (Method and Techniques) เป็นการกระท าต่าง ๆ ที่ให้ให้เกิดรูปแบบของการศึกษา เช่น กิจกรรม การสาธิต ทดลองต่าง ๆ เป็นต้น
คาร์เตอร์ วี กูด (Carter V.Good, 1973) ได้กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษา คือการน าหลักการทางวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ใช้ เพื่อการออกแบบและส่งเสริมระบบการเรียนการสอน มีวัตถุประสงค์ทางการศึกษาคือสามารถ วัดได้อย ่างถูกต้องแน ่นอน มีการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนมากกว ่าที ่จะยึดเนื้อหาวิชา มีการใช้ การศึกษาเชิงปฏิบัติผ ่านการวิเคราะห์และการใช้เครื ่องมือโสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้ อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่าง ๆ ในลักษณะของสื่อประสมและการศึกษาด้วยตนเอง กิดานันท์ มะลิทอง (2543) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาว่า คือการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด วัสดุอุปกรณ์และสิ่งต่าง ๆที่เป็นเทคโนโลยีมารวมกัน มาใช้ในวงการศึกษา จากแนวคิดต่าง ๆ ของเทคโนโลยีการศึกษา อาจสรุปได้ว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสาขาที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการที่มีการบูรณาการเกี่ยวกับบุคคล กรรมวิธี แนวคิด เครื่องมือ อุปกรณ์และองค์กรอย่างซับซ้อน โดยการวิเคราะห์ปัญหา การผลิต การน าไปใช้และประเมินผลเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ของมนุษย์
1.3 แนวคิดพื้นฐานของนวัตกรรมทางการศึกษา ปัจจัยส าคัญที่มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อวิธีการศึกษา ได้แก่แนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่ เปลี่ยนแปลงไปอันมีผลทาให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาที่ส าคัญๆ พอจะสรุปได้ 4 ประการ 1.ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) การจัดการศึกษาของไทยได้ให้ความส าคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลเอาไว้อย่างชัดเจนซึ่ง จะเห็นได้จากแผนการศึกษาของชาติ ให้มุ่งจัดการศึกษาตามความถนัดความสนใจ และความสามารถของแต่ ละคนเป็นเกณฑ์ ตัวอย ่างที ่เห็นได้ชัดเจนได้แก ่ การจัดระบบห้องเรียนโดยใช้อายุเป็นเกณฑ์บ้าง ใช้ ความสามารถเป็นเกณฑ์บ้าง นวัตกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อสนองแนวความคิดพื้นฐานนี้เช่น - การเรียนแบบไม่แบ่งชั้น (Non-Graded School) - แบบเรียนส าเร็จรูป (Programmed Text Book) - เครื่องสอน (Teaching Machine) - การสอนเป็นคณะ (TeamTeaching) - การจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School within School) - เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) 2. ความพร้อม (Readiness) เดิมทีเดียวเชื่อกันว่า เด็กจะเริ่มเรียนได้ก็ต้องมีความพร้อมซึ่งเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติแต่ใน ปัจจุบันการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ ชี้ให้เห็นว่าความพร้อมในการเรียนเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ถ้าหาก สามารถจัดบทเรียน ให้พอเหมาะกับระดับความสามารถของเด็กแต่ละคน วิชาที่เคยเชื่อกันว ่ายาก และไม่ เหมาะสมสาหรับเด็กเล็กก็สามารถนามาให้ศึกษาได้ นวัตกรรมที่ตอบสนองแนวความคิดพื้นฐานนี้ได้แก่ ศูนย์ การเรียน การจัดโรงเรียนในโรงเรียน นวัตกรรมที่สนองแนวความคิดพื้นฐานด้านนี้ เช่น - ศูนย์การเรียน (Learning Center) - การจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School within School) - การปรับปรุงการสอนสามชั้น (Instructional Development in 3 Phases) 3.การใช้เวลาเพื่อการศึกษา แต่เดิมมาการจัดเวลาเพื่อการสอน หรือตารางสอนมักจะจัดโดยอาศัยความสะดวกเป็นเกณฑ์ เช่น ถือหน่วยเวลาเป็นชั่วโมง เท่ากันทุกวิชา ทุกวันนอกจากนั้นก็ยังจัดเวลาเรียนเอาไว้แน่นอนเป็นภาคเรียน เป็นปี ในปัจจุบันได้มีความคิดในการจัดเป็นหน ่วยเวลาสอนให้สัมพันธ์กับลักษณะของแต ่ละวิชาซึ่งจะใช้เวลาไม่ เท่ากัน บางวิชาอาจใช้ช่วงสั้นๆ แต่สอนบ่อยครั้ง การเรียนก็ไม่จากัดอยู่แต่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น นวัตกรรมที่สนองแนวความคิดพื้นฐานด้านนี้ เช่น - การจัดตารางสอนแบบยืดหยุ่น (Flexible Scheduling) - มหาวิทยาลัยเปิด (Open University)
- แบบเรียนส าเร็จรูป (Programmed Text Book) - การเรียนทางไปรษณีย์ 4. ประสิทธิภาพในการเรียน การขยายตัวทางวิชาการ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม ท าให้มีสิ่งต่าง ๆ ที่คนจะต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้น มาก แต่การจัดระบบการศึกษาในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจึงจาเป็นต้องแสวงหาวิธีการใหม่ที่มี ประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งในด้านปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้เรียน และปัจจัยภายนอกนวัตกรรมในด้านนี้ที่เกิดขึ้น เช่น - มหาวิทยาลัยเปิด - การเรียนทางวิทยุ การเรียนทางโทรทัศน์ - การเรียนทางไปรษณีย์ แบบเรียนส าเร็จรูป - ชุดการเรียน 1.4 องค์ประกอบของนวัตกรรม จากประเด็นที่เป็นแก่นหลักส าคัญของค านิยาม องค์ประกอบที่เป็นมิติส าคัญของนวัตกรรม มีอยู่ 3 ประการ คือ 1.ความใหม่ (Newness) หมายถึง เป็นสิ่งใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้น ซึ่งอาจเป็นตัวผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการ โดยจะเป็นการปรับปรุงจากของเดิมหรือพัฒนาขึ้นใหม่เลยก็ได้ 2. ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefits) หรือการสร้างความส าเร็จในเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ นวัตกรรม จะต้องสามารถท าให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นได้จากการพัฒนาสิ่งใหม่นั้น ๆซึ่งผลประโยชน์ที่จะ เกิดขึ้นอาจจะวัดได้เป็นตัวเงินโดยตรง หรือไม่เป็นตัวเงินโดยตรงก็ได้ 3. การใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ (Knowledge and Creativity Idea) สิ ่งที ่จะเป็น นวัตกรรมได้นั้นต้องเกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานของการพัฒนาให้เกิดซ ้าใหม่ ไม่ใช่ เกิดจากการลอกเลียนแบบ การท าซ ้า เป็นต้น ค าว่า นวัตกรรมมาจากค าภาษาอังกฤษว่า “ Innovation ” โดยมีรูปศัพท์เดิมมาจากภาษาบาลี คือ นว +อตต+กรรม ทั้งนี้ ค าว่า นว แปลว่า ใหม่ อัตตะ แปลว่า ตัวเอง และกรรม แปลว่า การกระท า เมื่อรวม เป็นค าว่านวัตกรรม ตามรากศัพท์หมายถึง การกระท าที่ใหม่ของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับค านิยามของส านักงาน นวัตกรรมแห่งชาติ (2549) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมไว้ว่า นวัตกรรม คือ“สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้ และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม” ดังนั้นน่าจะสรุปได้ว่า นวัตกรรม หมายถึง สิ่งใหม่ที่กระท าซึ่งเกิดจากการใช้ความรู้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ สิ่ง ใหม่ในที่นี้อาจจะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ แนวคิด หรือกระบวนการที่สามารถน าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการ พัฒนา ซึ่งองค์ประกอบของนวัตกรรม ประกอบไปด้วย
1. ความใหม่ ใหม่ในที่นี้คือ สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดท ามาก่อน เคยท ามาแล้วในอดีตแต่น ามารื้อฟื้นใหม่ หรือเป็นสิ่งใหม่ที่มีการพัฒนามาจากของเก่าที่มีอยู่เดิม 2. ใช้ความรู้หรือความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนานวัตกรรมต้องเกิดจากการใช้ความรู้และ ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างและพัฒนา ไม่ใช่เกิดจากการลอกเลียนแบบ หรือการท าซ ้า 3. มีประโยชน์สามารถน าไปพัฒนาหรือแก้ปัญหาในการด าเนินงานได้ ถ้าในทางธุรกิจต้องมี ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่ม 4. นวัตกรรมมีโอกาสในการพัฒนาต่อได้ 1.4 1 ขั้นนตอนของนวัตกรรม 1. การคิดค้น (Invention) เป็นการยกร ่างนวัตกรรมประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร ทฤษฎีที่เกี่ยวกับนวัตกรรม การก าหนดโครงสร้างรูปแบบของนวัตกรรม 2. การพัฒนา (Development) เป็นขั้นตอนการลงมือสร้างนวัตกรรมตามที่ยกร่างไว้ การ ตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมและการปรับปรุงแก้ไข 3. ขั้นน าไปใช้จริง (Implement) เป็นขั้นที ่มีความแตกต่างจากที่เคยปฏิบัติเดิมมา ใน ขั้นตอนนี้รวมถึงขั้นการทดลองใช้นวัตกรรม และการประเมินผลการใช้นวัตกรรม 4. ขั้นเผยแพร่ (Promotion) เป็นขั้นของการเผยแพร่ การน าเสนอ หรือการจ าหน่าย 1.5 ระบบสารสนเทศ (Information system) ระบบที ่ประกอบด้วยส ่วนต ่างๆ ได้แก ่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ระบบ เครือข ่าย ฐานข้อมูล ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ พนักงานที ่เกี ่ยวข้อง และ ผู้เชี ่ยวชาญในสาขา ทุก องค์ประกอบนี้ท างานร่วมกันเพื่อก าหนด รวบรวม จัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และ ส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการท างาน การตัดสินใจ การวางแผน การบริหาร การ ควบคุม การวิเคราะห์และติดตามผลการด าเนินงานขององค์กร ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่ท าหน้าที่รวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และ แจกจ ่ายสารสนเทศ เพื ่อช ่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร ในการท างานของระบบสารสนเทศ ประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ การน าข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) การประมวลผล (Processing) และ การน าเสนอผลลัพธ์ (Output) ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ (Feedback) เพื่อการประเมินและ ปรับปรุงข้อมูลน าเข้า ระบบสารสนเทศอาจจะเป็นระบบที ่ประมวลด้วยมือ(Manual) หรือระบบที ่ใช้ คอมพิวเตอร์ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงระบบสารสนเทศ มักจะหมายถึงระบบที่ต้องอาศัย คอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคม
1.6 ประเภทของระบบสารสนเทศ ปัจจุบันจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ชัดเจนมากขึ้น และเนื่องจากการบริหารงานในองค์กรมีหลายระดับ กิจกรรมขององค์กรแต่ละประเภทอาจจะ แตกต ่างกัน ดังนั้นระบบสารสนเทศของแต ่ละองค์กรอาจแบ ่งประเภทแตกต ่างกันออกไป ถ้าพิจารณา จ าแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการท างานในองค์กร จะแบ่งระบบสารสนเทศได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ระบบสารสนเทศส าหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems) ช ่วย สนับสนุนการท างานของผู้ปฏิบัติงานในส ่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานท ารายการต ่างๆขององค์กร เช ่น ใบเสร็จรับเงิน รายการขาย การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วย การด าเนินงานประจ าแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น 2. ระบบสารสนเทศส าหรับผู้ช านาญการ (Knowledge-level systems) ระบบนี้สนับสนุนผู้ ท างานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการน าความรู้ใหม่มาใช้ และ ช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร 3. ระบบสารสนเทศส าหรับผู้บริหาร (Management - level systems) เป็นระบบสารสนเทศ ที่ช่วยในการตรวจสอบ การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร 4. ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการ บริหารระดับสูง ช ่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี เช่นในอีก 5 ปีข้างหน้า องค์กรจะผลิต สินค้าใด 1.7 ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems - TPS) เป็นระบบที่ท าหน้าที่ในการปฏิบัติงานประจ า ท าการบันทึกจัดเก็บ ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้น ในแต่ละวัน โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ท างานแทนการท างานด้วยมือ ทั้งนี้เพื่อที่จะท าการสรุปข้อมูลเพื่อสร้าง เป็นสารสนเทศ ระบบประมวลผลรายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลที่ จ าเป็น ระบบนี้มักจัดท าเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงาน ประจ าได้ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด รายงานผลเบื้องต้น 1. ระบบส านักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบที่สนับสนุนงาน ในส านักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการท างานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ซอฟท์แวร์ด้านการพิมพ์ การติดต่อ ผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร ก าหนดการ สิ่งพิมพ์ 2. ระบบงานสร้างความรู้ (Knowledge Work Systems - KWS) เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุน บุคลากรที่ท างานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อ
น าไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน หน่วยงานต้องน าเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้ โดยสะดวก สามารถแข ่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา ระบบต้องอาศัยแบบจ าลองที ่สร้างขึ้น ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือด าเนินการ ก่อนที่จะน าเข้ามาด าเนินการจริงในธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ รูปแบบ เป็นต้น 3. ระบบสารสนเทศเพื ่อการจัดการ (Management Information Systems- MIS) เป็นระ สารสนเทศส าหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม ระบบจะ เชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่เหมาะสม และจ าเป็นต่อการบริหารงาน ตัวอย่าง เช่น ระบบบริหารงานบุคลากร ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ รายงานสรุป รายงานของสิ่งผิดปกติ 4. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems – DSS) เป็นระบบที ่ช ่วย ผู้บริหารในการตัดสินใจส าหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหาค าตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน ข้อมูลที ่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน ระบบยังต้องสามารถเสนอ ทางเลือกให้ผู้บริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดส าหรับสถานการณ์นั้น หลักการของระบบ สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ผู้ใช้โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ท าให้สามารถ วิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของ ผู้บริหารเอง ผู้บริหารอาจก าหนดเงื่อนไขและท าการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่ เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของรายงานเฉพาะ กิจ รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ การท านาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์ 5. ระบบสารสนเทศส าหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System - EIS) เป็น ระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ส าหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งท าหน้าที่ก าหนดแผนระยะยาวและเป้าหมาย ของกิจการ สารสนเทศส าหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จ าเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก ยิ่ง ในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคGlobalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลที่จ าเป็นส าหรับการ แข่งขันของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์ ถึงแม้ว่าระบบสารสนเทศ จะมีหลายประเภท แต่องค์ประกอบที่จ าเป็นของระบบสารสนเทศทุกประเภท ก็คือต้องประกอบด้วยกิจกรรม 3 อย่างตามที่ Laudon & Laudon (2001)ได้กล่าวไว้ คือ ระบบต้องมีการน าเข้าข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการแสดงผลลัพธ์ของข้อมูล
2. ความส าคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา มีผู้กล่าวถึงความส าคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา ไว้ดังนี้ พิสณุ ฟองศรี (2551: 65) กล่าวถึงความส าคัญและประโยชน์ของนวัตกรรม ดังนี้ การน านวัตกรรม ทางการศึกษาไปใช้จัดการเรียนการสอน นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับ การพัฒนาการเรียนรู้ตามที่กาหนด แล้ว ยังมีประโยชน์ดังต่อไปนี้ 1. นักเรียนเรียนรู้ได้เร็วขึ้น 2. นักเรียนเข้าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม 3. บรรยากาศการเรียนสนุกสนาน 4. บทเรียนน่าสนใจ 5. ลดเวลาในการสอน 6. ประหยัดค่าใช้จ่าย พิชิตฤทธิ์จรูญ (2559: 83-85) ได้กล่าวถึงความส าคัญของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของ ครูผู้สอน และการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนี้ 1. การใช้นวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาในการจัดการเรียนรู้ของครู 1.1 ปัญหาเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนรู้ปัญหาที่มักพบอยู่เสมอคือ ครูส่วนใหญ่ยังคงยึดรูปแบบ วิธีการสอนแบบบรรยายโดยครูเป็นศูนย์กลางที่เน้นการพูดบรรยายถ ่ายทอดเนื้อหาสาระ มากกว ่าสอนใน รูปแบบอื ่น การสอนด้วยวิธีการแบบนี้ทาให้ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับรู้ (passive learner) ซึ่งจะมีผลให้ผู้เรียนมี คุณลักษณะที่มีความสามารถในเชิงการคิด ประดิษฐ์สร้างสรรค์ผลงานได้น้อย (passive ability) มักเป็นคน ประเภทบริโภคนิยม บรรยากาศของการสอนแบบบรรยายนอกจากจะ ทาให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ขาด ความสนใจแล้ว ยังเป็นการปิดกั้นความคิดและสติปัญหาของผู้เรียนให้อยู ่ในขอบเขตจากัดอีกด้วย แต ่ถ้า ครูผู้สอนได้ศึกษา ค้นหาวิธีการหรือนวัตกรรมจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เป็นส าคัญ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่ทาให้ ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้มากขึ้น และ เป็นฝ่ายลงมือปฏิบัติมากขึ้น (active learner) ก็จะท าให้ผู้เรียนมี คุณลักษณะที่สามารถคิดประดิษฐ์ สร้างสรรค์ผลงานได้มากขึ้น (active ability) ดังนั้น การน านวัตกรรมมาใช้ ในการจัดการเรียนรู้จึงช่วย แก้ปัญหาเรื่องวิธีการจัดการเรียนรู้ 1.2 ปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาซึ่งในบางรายวิชามีเนื้อหาสาระการเรียนรู้มากและบาง วิชามี เนื้อหาเป็นนามธรรม ยากแก่การเข้าใจ จึงจาเป็นจะต้องนานวัตกรรมเข้ามาช่วยในการจัดการ เรียนรู้เช่น การ ใช้ชุดการเรียนการสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) บทเรียนการ์ตูน การเรียนแบบร่วมมือ 1.3 ปัญหาเกี่ยวกับสื่อ อุปกรณ์การจัดการเรียนรู้ ในบางเนื้อหามีสื่อ อุปกรณ์การจัดการ เรียนรู้ เป็นจ านวนน้อย ไม่เพียงพอต่อการน าไปใช้ เพื่อท าให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจใน เนื้อหาวิชาได้ง่ายขึ้น จึง จ าเป็นต้องมีการพัฒนาคิดค้นหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้และผลิตสื่อการจัดการเรียนรู้ใหม่ ๆ เพื่อนามาใช้ ในการจัดการเรียนรู้ให้เพียงพอเหมาะสมกับสภาพของผู้เรียนจึงจะท าให้การจัดการเรียนรู้บรรลุตาม จุดประสงค์การเรียนรู้
2. การใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ในกรณีที่ครูต้องการจะพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จ าเป็นที่ครูจะต้องแสวงหาหรือพัฒนานวัตกรรม เพื่อน ามาใช้ในการ พัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน เช่น ใช้วิธีการ จัดการเรียนรู้แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะด้านความคิด วิเคราะห์ การพัฒนารูปแบบการจัดการ เรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความรู้สามัคคี การใช้แหล่งเรียนรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นสาหรับการเรียนรู้และ สร้างความรักท้องถิ่น 3. การใช้นวัตกรรมเพื ่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยที ่ผู้เรียนมีความแตกต ่างกันใน หลาย ลักษณะ บางคนมีความสนใจในการเรียนและเรียนรู้ได้เร็ว ในขณะที่บางคนขาดแรงจูงใจในการเรียน จึงไม่ให้ ความสนใจต่อการเรียนและเรียนรู้ได้ช้า ดังนั้น ครูผู้สอนจึงต้องพยายามศึกษาหาวิธีการ จัดการเรียนรู้ที่ ส ่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน ให้ สามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพซึ่งจะต้องใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้มาช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีและ มีคุณภาพ 4. การใช้นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน เป้าหมายสูงสุดของการจัดการเรียนรู้ คือ คุณภาพของผู้เรียนที่เป็นไปตามมาตรฐานการเรียนรู้ แต่จากผลการประเมินมักจะพบว่า คุณภาพ ของผู้เรียน ยังไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่าครูจะพยายามจัดการเรียนรู้อย่างตั้งใจแล้วก็ตาม ท าให้ผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหาร สถานศึกษาพยายามหาวิธีการหรือใช้นวัตกรรมมาช่วยในการบริหารจัด การศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การ บริหารสถานศึกษาแบบเครือข่ายความร่วมมือ การบริหาร สถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การจัดโครงการ ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพศึกษาโดยใช้รูปแบบต่าง ๆ ในขณะที่ครูหรือนักวิชาการทางการศึกษาก็ได้ศึกษา ค้นคว้า หารูปแบบหรือนวัตกรรมการจัดการ เรียนรู้เพื่อนามาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพของ ผู้เรียน เช่น ครูใช้สื่อการ เรียนรู้หรือรูปแบบ เทคนิควิธีในการจัดการเรียนรู้แบบต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพของ ผู้เรียนให้ได้ มาตรฐานการศึกษาที่ก าหนดไว้ จากความส าคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาที ่กล ่าวมาจะพบว ่านวัตกรรมทางการศึกษามี ความส าคัญต่อการน ามาแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียน อีกทั้งยังเป็นสื่อการสอนและวิธีการสอนใหม ่ ๆ ที่ครู น ามาใช้พัฒนาผู้เรียนโดยเน้นที่ความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นความสามารถในการเรียนรู้ของ ผู้เรียนเป็น หลัก นวัตกรรมจะทาให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนหรือเนื้อหามากขึ้น โดยสามารถพัฒนาทั้งด้าน ความรู้ ทักษะ และด้านเจตคติของผู้เรียนทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้เป็นไปตามมาตรฐานที่หลักสูตรก าหนด 2.1 บทบาทของเทคโนโลยีต่อการศึกษา
เสาวนีย์ (2528 : 9 –10 ) ได้กล ่าวถึงเรื ่องนี้ว ่า ทางคณะกรรมาธิการด้านเทคโนโลยีทาง การศึกษา แห ่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The Commission on Instructional Technology ) ได้สรุปว ่า เทคโนโลยีทางการศึกษามีความส าคัญต่อการศึกษา ดังนี้ 1. เทคโนโลยีทางการศึกษาสามารถท าให้การเรียนการสอนและการจัดการศึกษามีความหมาย มากขึ้น นั่นเอง การน าเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาใช้ในการศึกษาจะช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้กว้างขวาง ยิ่งขึ้นเรียนได้เร็วขึ้นได้เห็นและได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียนได้อย่างเข้าใจและยังท าให้ครูมีเวลาให้กับผู้เรียนได้มากขึ้น 2. เทคโนโลยีทางการศึกษาสามารถที ่จะสนองในด้านความแตกต ่างระหว ่างบุคคลได้ในการ น าเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาใช้ในการศึกษานั้น ผู้เรียนจะมีอิสระในการเสาะแสวงหาความรู้มีความ รับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมมากขึ้นเป็นการเปิดทางให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของเขา สนอง เรื่องความสนใจและความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างดี 3. เทคโนโลยีทางการศึกษาสามารถท าให้การจัดการศึกษาทั้งอยู่บนรากฐานของวิธีการทาง วิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าในปัจจุบันวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีหนึ่งที่สร้างความเจริญก้าวหน้า ให้แก่ทุกวงการ การน าเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาใช้กับการศึกษา จะท าให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมี ระบบมากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้าทดลองวิธีการแปลก ๆ ใหม ่ ๆอยู ่เสมอและมีความสมเหตุสมผลตาม สภาพการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมจึงท าให้การจัดการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานของระบบสังคมเจริญก้าวหน้า ไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง 4. เทคโนโลยีทางการศึกษาช่วยให้การจัดการศึกษามีพลังมากขึ้นสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทส าคัญในการ สอนและการจัดการศึกษาก็คือสื่อสื่อนับวันจะพัฒนาตัวของมันเองให้มีคุณค่าและสะดวกต่อการใช้มากขึ้น สื่อ เป็นผลิตผลอย่างหนึ่งของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีย่อมเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสื่อมีพลังมากเพียงใด ดังนั้นการน าสื่อมาใช้ในการศึกษาจึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการจัดการศึกษานั้นจะมีพลังมากขึ้น 5. เทคโนโลยีทางการศึกษาสามารถท าให้การเรียนรู้อยู่แค่เอื้อมในการเรียนรู้ของผู้เรียนมิได้ จ ากัดเฉพาะในด้านความรู้เท่านั้นแต่ยังปลูกฝังทักษะและเจตคติที่ดีงามแก่ผู้เรียนด้วยการน าเอาเทคโนโลยี ทางการศึกษามาใช้ท าให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างกว้างขวางผู้เรียนได้เห็นสภาพความเป็นจริงในสังคมด้วยตาของ เขาเอง เป็นการน าโลกภายนอกเข้ามาสู ่ห้องเรียน ท าให้ช ่องว ่างระหว ่างโรงเรียนกับสังคมลดน้อยลง เช่น การศึกษาผ่านทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สไลด์ เป็นต้น 6. เทคโนโลยีทางการศึกษาท าให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาการน าเทคโนโลยีทางการ ศึกษามาใช้กับการศึกษาท าให้โอกาสของทุกคนในการเข้ารับการศึกษามีมากขึ้นเช่นการจัดการศึกษาอย่างไม่ เป็นทางการหรือไม ่มีพิธีรีตรอง (InformalEducation) การจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน (NonformalEducation) ท าให้วิถีทางการเข้าสู่การศึกษาเป็นไปอย่างการจัดการศึกษาพิเศษแก่คนพิการและอื่นๆ อิสระเสรีและกว้างขวางเพื่อความก้าวหน้าของแต่ละบุคคล ตามความสนใจ ความต้องการ และความสามารถ ของเขา
สมาน (2522 : 20 – 22 ) กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีต่อการศึกษาปัจจุบัน พอที่จะประมวลมาได้ดังนี้ คือ 1. ช่วยในการสอนให้เห็นภาพพจน์แทนของจริง เช่น จากภาพยนตร์ เทปโทรทัศน์ ฯลฯ 2.ช่วยในการส่งเสริมการเรียนการสอนด้วยความแตกต่างของนักเรียนแต่ละบุคคล dividual Difference ให้สามารถเข้าใจและเรียนรู้จากบทเรียนได้มากยิ่งขึ้น 3.ช่วยให้เกิดมีการแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดต่างๆในระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปอย่างดีมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและเป็นไปอย่างน่าสนใจและสนุกในบทเรียนนั้น 4. ช่วยเสริมสร้างให้ความรู้แก่นักเรียนมากยิ่งขึ้น อาทิเช่น การใช้วิทยุการศึกษา โทรทัศน์ การศึกษา เทปโทรทัศน์ ฯลฯ
3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายการศึกษาให้เข้าถึงประชา ชนให้มากที่สุด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษา มีดังนี้ 1. วีดิทัศน์ตามอัธยาศัย (Video on Demand : VOD) เป็นระบบที่น าภาพวิดีโอมาบันทึกเป็นไฟล์ในระบบคอมพิวเตอร์และน าไฟล์ดังกล่าวมาเผยแพร่ผ่าน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสเรียนรู้ได้ในเวลาที่สะดวก อีกทั้งยังจัดท าเป็น ลักษณะของสื่อผสม (multimedia) ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจเรียนอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งยังจ าลอง สภาพจริงที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างชัดเจน ดังนั้นในท้องถิ่นห่างไกลที่ขาดบุคลากรทางการศึกษาเฉพาะทาง ขาดอุปกรณ์การทดลองหรืออุปกรณ์ทางการศึกษาต่าง ๆ ก็ยังคงสามารถเรียนรู้ได้เท่าเทียมกับเด็กในเมือง ตัวอย่างเว็บไซต์ที่น าเสนอวีดิทัศน์ตามอัธยาศัย 2. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-books) เป็นหนังสือที่อยู่ในรูปแบบของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ต้องใช้กระดาษ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถ อ่านได้โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทพกพาและซอฟต์แวร์ที่ใช้อ่าน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เครื่อง พีดีเอ และโทรศัพท์มือถือบางรุ่นที่มีระบบปฏิบัติการ Microsoft Mobile นอกจากนี้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยัง สามารถดาวน์โหลดหรืออ่านได้จากเว็บไซด์ทางอินเทอร์เน็ต หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทในวงการการศึกษามากขึ้นด้วยเหตุผล ดังนี้ 1. สามารถอ่านได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลาที่มีอุปกรณ์พกพาที่สามารถอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ 2. มีสีสันสวยงาม สามารถใส่เสียง ภาพเคลื่อนไหวให้เนื้อหาน่าสนใจ ท าให้ผู้เรียนอ่านและท าความ เข้าใจได้ง่าย 3. โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ใช้งานง่ายและสร้างได้อย่างรวดเร็ว 3. ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-library) หมายถึง แหล่งรวมความรู้ที่มีระบบการท างานของห้องสมุดให้อยู่ในรูปแบบอัตโนมัติ เช่น ระบบ บริการยืม–คืนทรัพยากรด้วยรหัสบาร์โค้ด ระบบบริการสืบค้นข้อมูลทรัพยากร และระบบตรวจเช็คสถิติการ ยืม-คืนทรัพยากร เป็นต้น ดังนั้นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์จะเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และให้บริการ ข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4. การเรียนรู้แบบออนไลน์ (e-learning) เป็นการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต ( internet) หรืออินทราเน็ต (intranet) ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความสามารถและความสนใจ โดยเนื้อหาใน บทเรียนซึ่งอาจประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ และมัลติมีเดียอื่น ๆ ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีโปรแกรม เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) ในการแสดงผลการเรียน การเรียนรู้แบบออนไลน์จะท าให้ผู้เรียน ผู้สอน และ เพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียน
ในชั้นเรียนปกติ การเรียนรู้ออนไลน์จึงเป็นการเรียนส าหรับทุกคนที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ (Learn for all : anyone anywhere and anytime)
แบบฝึกหัดท้ายบท 1. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของ"นวัตกรรม" ก.การกระท าที่ไม่เคยมีมาก่อน ข.การกระท าที่รื้อฟื้นมาจากของเดิม ค.การกระท าที่เอาแบบอย่างมาจากที่อื่น ง.การกระท าที่ใช้แนวคิดหรือวิธีปฏิบัติใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน 2. ข้อใด"ไม่ใช่"แนวคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา ก.เวลาที่ใช้ในการเรียน ข.ความพร้อมของผู้เรียน ค.ความแตกต่างระหว่างบุคคล ง.ความทันสมัยของเทคโนโลยี 3. นวัตกรรมการศึกษามีความส าคัญต่อการจัดการศึกษาอย่างไร ก.ลดความส าคัญในตัวผู้สอน ข.เพิ่มความส าคัญในตัวผู้เรียน ค.ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา ง.เพิ่มความส าคัญทั้งในตัวผู้เรียนและผู้สอน 4. ข้อใดเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานที่ต้องการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ก.มหาวิทยาลัยเปิด ข.การเรียนทางไปรษณีย์ ค.การจัดตารางเรียนแบบยืดหยุ่น ง.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน 5. ข้อใดไม่ใช่นวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานด้านการตอบสนองอัตราการเพิ่มของประชากร ก.มหาวิทยาลัยเปิด ข.การศึกษาทางไกล ค.โรงเรียนไม่แบ่งชั้น ง.การจัดการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต 6. ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์ในการพิจารณาความเป็น"นวัตกรรม" ก.ต้องประดิษฐ์ใหม่เท่านั้น ข.ต้องมีการน าวิธีระบบมาใช้ ค.ต้องมีการพิสูจน์ด้วยการวิจัย ง.ต้องยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของงานปัจจุบัน
7. ข้อใดอธิบายความนวัตกรรมการศึกษาได้ชัดเจนที่สุด ก.เป็นสิ่งใหม่ในวงการศึกษา ข.มีการน ามาใช้อย่างเป็นระบบ ค.มีการด าเนินงานโดยใช้กระบวนการวิจัย ง.ได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับว่าสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาได้ 8. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีความคล้ายคลึงกันในด้านใด ก.ความใหม่ ข.มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน ค.ความทันสมัย ง.การได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย 9. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีความแตกต่างกันในด้านใด ก.การยอมรับในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้งานปัจจุบัน ข.ระบบการใช้งาน ค.ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ง.การแก้ปัญหาและพัฒนางาน 10. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก.นวัตกรรมมักเกิดก่อนเทคโนโลยี ข.เทคโนโลยีมักเกิดก่อนนวัตกรรม ค.นวัตกรรมจะประสบผลส าเร็จได้ต้องพึ่งเทคโนโลยี ง.นวัตกรรมอาจแปรสภาพเป็นเทคโนโลยีและเทคโนโลยีอาจแปรสภาพเป็นนวัตกรรมได้ 11. นวัตกรรม มาจากภาษาอังกฤษค าว่า ก.Innovate ข.Innovation ค.Instructional Materials ง.Teacher assistant
แบบทดสอบออนไลน์ การวัดความรู้ เรื่อง นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา (Innovation and Educational Information Technology) เพื่อรับเกียรติบัตรออนไลน์ *** โดยท่านจะต้องผ่านการทดสอบ 80 เปอร์เซ็นขึ้นไป จึงจะได้รับเกียรติบัตร *** ตรวจสอบรับเกียรติบัตรทางอีเมลของท่านหลังจากทดสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว https://docs.google.com/forms/d/1d3sraljyJ0f3H__Pw7ARehmizgLGbo1v_v5H0N2o oGA/edit Scan me ตัวอย่างเกียรติบัตร :
เฉลยแบบฝึกหัดท้ายบท 1. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของ"นวัตกรรม" ก.การกระท าที่ไม่เคยมีมาก่อน ข.การกระท าที่รื้อฟื้นมาจากของเดิม ค.การกระท าที่เอาแบบอย่างมาจากที่อื่น ง.การกระท าที่ใช้แนวคิดหรือวิธีปฏิบัติใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน ค าตอบ ง.การกระท าที่ใช้แนวคิดหรือวิธีปฏิบัติใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน 2. ข้อใด"ไม่ใช่"แนวคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา ก.เวลาที่ใช้ในการเรียน ข.ความพร้อมของผู้เรียน ค.ความแตกต่างระหว่างบุคคล ง.ความทันสมัยของเทคโนโลยี ค าตอบ ง.ความทันสมัยของเทคโนโลยี 3. นวัตกรรมการศึกษามีความส าคัญต่อการจัดการศึกษาอย่างไร ก.ลดความส าคัญในตัวผู้สอน ข.เพิ่มความส าคัญในตัวผู้เรียน ค.ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา ง.เพิ่มความส าคัญทั้งในตัวผู้เรียนและผู้สอน ค าตอบ ค.ช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา 4. ข้อใดเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานที่ต้องการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ก.มหาวิทยาลัยเปิด ข.การเรียนทางไปรษณีย์ ค.การจัดตารางเรียนแบบยืดหยุ่น ง.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน ค าตอบ ง.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน 5. ข้อใดไม่ใช่นวัตกรรมการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดพื้นฐานด้านการตอบสนองอัตราการเพิ่มของประชากร ก.มหาวิทยาลัยเปิด ข.การศึกษาทางไกล ค.โรงเรียนไม่แบ่งชั้น ง.การจัดการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต ค าตอบ ค.โรงเรียนไม่แบ่งชั้น
6. ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์ในการพิจารณาความเป็น"นวัตกรรม" ก.ต้องประดิษฐ์ใหม่เท่านั้น ข.ต้องมีการน าวิธีระบบมาใช้ ค.ต้องมีการพิสูจน์ด้วยการวิจัย ง.ต้องยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของงานปัจจุบัน ค าตอบ ก.ต้องประดิษฐ์ใหม่เท่านั้น 7. ข้อใดอธิบายความนวัตกรรมการศึกษาได้ชัดเจนที่สุด ก.เป็นสิ่งใหม่ในวงการศึกษา ข.มีการน ามาใช้อย่างเป็นระบบ ค.มีการด าเนินงานโดยใช้กระบวนการวิจัย ง.ได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับว่าสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาได้ ค าตอบ ค.ได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับว่าสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาได้ 8. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีความคล้ายคลึงกันในด้านใด ก.ความใหม่ ข.มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน ค.ความทันสมัย ง.การได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ค าตอบ ข.มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน 9. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีความแตกต่างกันในด้านใด ก.การยอมรับในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้งานปัจจุบัน ข.ระบบการใช้งาน ค.ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ง.การแก้ปัญหาและพัฒนางาน ค าตอบ ก.การยอมรับในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการใช้งานปัจจุบัน 10. นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก.นวัตกรรมมักเกิดก่อนเทคโนโลยี ข.เทคโนโลยีมักเกิดก่อนนวัตกรรม ค.นวัตกรรมจะประสบผลส าเร็จได้ต้องพึ่งเทคโนโลยี ง.นวัตกรรมอาจแปรสภาพเป็นเทคโนโลยีและเทคโนโลยีอาจแปรสภาพเป็นนวัตกรรมได้ ค าตอบ ง.นวัตกรรมอาจแปรสภาพเป็นเทคโนโลยีและเทคโนโลยีอาจแปรสภาพเป็นนวัตกรรมได้
11. นวัตกรรม มาจากภาษาอังกฤษค าว่า ก.Innovate ข.Innovation ค.Instructional Materials ง.Teacher assistant ค าตอบ ข.Innovation
เอกสารอ้างอิง ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2537). ประสิทธิภาพสื่อการสอนระดับปฐมวัยศึกษา. เอกสารการสอนชุดวิชา สื่อการสอนระดับปฐมวัยศึกษา หน่วยที่ 8-15. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิ ราช. ทิศนา แขมมณี. (2559). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 20. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บวรพันธ์ บุญแก้วสุข. (2558). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ. รายงานวิจัยใน ชั้นเรียน ประกอบการเรียนรายวิชาการวิจัยในชั้นเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา. สาขาวิชา สังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2559). เทคนิคการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. พิสณุ ฟองศรี. (2551). วิจัยชั้นเรียน : หลักการและเทคนิคปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์จ ากัด. ราชบัณฑิตสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุคส์. ส านักงานสภาสถาบันราชภัฏ. (2544). คู่มือการฝึกอบรมการวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: เสมาธรรม กระทรวงศึกษาธิการ. เทคโนโลยีทางการศึกษา. ค้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 จาก เทคโนโลยีการศึกษา - กระทรวงศึกษาธิการ (moe.go.th). ปรานอม หยวกทอง. 2555. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา https://sites.google.com/site/kroonom/kar-prayukt-chi-the [สืบค้นเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2566].