The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Arisa Rattanakansong, 2022-09-16 10:02:05

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน(641081411)

กฎหมายอาญา 2

กฎหมายอาญา 2
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

จัดทำโดย
นางสาวอริษา รัตนคันทรง
รหัสนิสิต 641081411 S104

เสนอ
อาจารย์วีณา สุวรรณโณ
มหาวิทลัยทักษิณสงขลา ปีการศึกษา 2565

คำนำ




หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาอาญาภาค
ความผิด เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องความผิดต่อเจ้า
พนักงาน โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น ตำรา หนังสือ
และแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆโดยรายงานเล่มนี้ต้องมีเนื้อหา
เกี่ยวกับมาตรา ความหมาย หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบความ
รับผิด ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา

ผู้จัดทำหวังว่าการจัดทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็น
ประโยชน์ต่อผู้สนใจศึกษา หากมีข้อผิดพลาดประการใดขออภัยไว้
ณ ที่นี้










อริษา รัตนคันทรง

สารบัญ หน้า


2
5
เรื่อง 7
10
คำนำ 12
สารบัญ 14
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน 15
17
มาตรา136 21
มาตรา 137 24
มาตรา 138 26
มาตรา 139
มาตรา 140
มาตรา 141
มาตรา 142
มาตรา 143
มาตรา 144
มาตรา 145
มาตรา 146
บรรณานุกรม

1

เจ้าพนักงาน




1. หมายถึง ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย
โดยได้รับเงินเดือนจาก งบประมาณแผ่นดินประเภทเงินเดือน
เช่น ข้าราชการพลเรือน, ข้าราชการทหาร, ข้าราชการตำรวจ
แต่ไม่รวมถึงลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำหรือลูกจ้าง
ชั่วคราว

2. หมายถึง บุคคลที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ให้ถือว่า
เป็นเจ้าพนักงาน เช่น
- พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 บัญญัติว่า พนักงานเทศบาล ให้
ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน ตามความหมายในประมวลกฎหมาย
อาญา
- พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 บัญญัติว่า เจ้าอาวาสวัด หรือ
ไวยาวัจกร ให้ถือว่าเป็น เจ้าพนักงาน ตามความหมาย ประมวล
กฎหมายอาญา (ไวยาวัจกร = มัคทายก)

2

มาตรา 136 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตาม
หน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษ.......

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1.ดูหมิ่น
2.เจ้าพนักงาน
3.ซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่
4.เจตนา

ดูหมิ่น หมายความว่า การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือ
ทำให้อับอาย หรือด่า ซึ่งเป็นการลดความน่าชื่อถือที่มีต่อเจ้า
พนักงาน

ตัวอย่าง

จำเลยขับรถผิดกฎจราจร เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ หลัง
จาก จำเลยถูกจับกุม จำเลยได้พูดกับเจ้าพนักงานตำรวจว่า “ลื้อ
ชุ่ยมาก”

ศาลตัดสิน จำเลยมีความผิดตามปอ.มาตรา 136 ฐานดูหมิ่น
เจ้าพนักงาน

3




กระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตาม
หน้าที่นั้นมีความหมายคือ

1) ความหมายกรณีที่ 1 การดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการ
ตามหน้าที่ เป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะกำลังปฏิบัติการตาม
หน้าที่

2) ความหมายกรณีที่ 2 การดูหมิ่นเจ้าพนักงานเพราะได้
กระทำการ ตามหน้าที่ การดูหมิ่นที่เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าพนักงาน
ได้กระทำตามหน้าที่แล้ว
• การที่จำเลยพูดกับตำรวจขณะที่ตำรวจจับกุมจำเลย ถือได้ว่า
เป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เพราะจำเลย
ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขณะกำลังปฏิบัติการตามหน้าที่

เจตนา
- ประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลในการกระทําคือดูถูกเหยียด
หยาม
-ต้องรู้ว่าผู้ที่ตนดูถูก เหยียดหยามนั้น เป็นเจ้าพนักงาน

4

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8016/2556



จำเลยกล่าวถ้อยคำว่า "ตำรวจแม่ง...ใช้ไม่ได้" เพราะรู้สึกว่า
เจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้ความสำคัญต่อคำชี้แจงของตน ทำให้
จำเลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงกล่าวตำหนิการปฏิบัติ
หน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ อันเป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพ
และไม่สมควรเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นมุ่งหมายที่จะด่า ดูถูกเหยียบ
หยามหรือสบประมาทเจ้าพนักงานตำรวจแต่อย่างใด จึงไม่เป็น
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 136

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8422/2558



การที่จำเลยที่ 1 พูดจาให้ร้ายผู้เสียหายขณะปฏิบัติหน้าที่
เข้าตรวจค้นร้านโดยใช้คำว่า "ปลัดส้นตีน" ซึ่งเป็นคำดูหมิ่น
เหยียดหยาม เป็นการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่ง
กระทำการตามหน้าที่ ตาม ป.อ. มาตรา 136 สำเร็จแล้วกระทง
หนึ่ง ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำให้ผู้เสียหายเกิด
ความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญขณะที่ผู้เสียหายเข้าตรวจ
ภายในร้าน โดยจำเลยที่ 1 พูดขึ้นว่า ไปเอาปืนมายิงให้ตาย อย่า
ให้ออกไปได้ แล้วจำเลยที่ 2 วิ่งไปหยิบไม้เบสบอลมาตีผู้เสียหาย
1 ที จำเลยที่ 1 เอาไม้กวาดไล่ตีผู้เสียหาย เป็นการกระทำต่อเนื่อง
กันไป โดยมีเจตนาเดียวกันคือทำร้ายผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำ
กรรมเดียวกับการร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็น
เหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

5

มาตรา 137 แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน

มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่ง
อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ..............

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1. (1.1) แจ้งความ (1.2) อันเป็นเท็จ
2. แก่เจ้าพนักงาน
3. ซึ่งอาจะทำให้ผู้อื่น หรือประชาชนเสียหาย
4. โดยเจตนา

แจ้งข้อความ หมายความว่า การนำข้อเท็จจริงแจ้งแก่เจ้า
พนักงาน ซึ่งอาจจะทำโดยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรก็ได้
ข้อความอันเป็นเท็จ หมายความว่า ข้อความนั้นไม่ตรงกับความ
เป็นจริง
อาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย ถึงแม้ว่าความเสียหายอาจจะยังไม่เกิดขึ้น
จริงเพียงแต่อาจจะเกิดความเสียหาย กฎหมายก็เอาความผิดแล้ว
โดยเจตนา ในหลักเกณฑ์ข้อที่ 4 หมายความว่า จำเลยผู้กระทำจะ
ต้องรู้ว่าบุคคลที่รับแจ้งความนั้นเป็นเจ้าพนักงาน ขณะเดียวกัน
จำเลยผู้กระทำจะต้องรู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้น มีข้อความอันเป็น
เท็จ
ถ้าหากจำเลยผู้กระทำไม่รู้ ย่อมถือว่าขาดเจตนา เมื่อขาดเจตนา
แล้ว ย่อมไม่เป็นความผิด

6

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2561

การที่จำเลยรู้ว่ามิได้เกิดเหตุลักทรัพย์รถกระบะ แต่กลับแจ้ง
แก่พนักงานสอบสวนว่ามีคนร้ายลักทรัพย์รถกระบะที่จำเลยเช่า
ซื้อไป เพื่อจะนำเงินที่ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยไปชำระค่า
งวดแก่ธนาคาร ก. ผู้ให้เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยเป็นความ
ผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว ไม่จำ
ต้องปรับบทตามมาตรา 137 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแจ้ง
ข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานทั่ว ๆ ไปอีก และเมื่อไม่เกิดมี
ความผิดอาญาฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นในคดีนี้ จึงไม่เป็นความผิด
ตามมาตรา 172

7

มาตรา 138 ต่อสู่ขัดขว้างเจ้าพนักงาน

มาตรา 138 ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่ง
ต้องช่วย เจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่
ต้องระวางโทษ.........

ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลัง
ประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษ.................

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1. ต่อสู้ หรือขัดขวาง
2. เจ้าพนักงาน หรือ ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายใน
การปฏิบัติการตามหน้าที่
3. โดยเจตนา

ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงาน หมายความว่า จะต้องมีกฎหมาย
บัญญัติให้บุคคลนั้นช่วยเจ้าพนักงาน จึงจะเรียกว่า ผู้ซึ่งต้องช่วย
พนักงาน ต่อสู้ หมายความว่า การใช้กำลังขัดขืน ไม่ให้การกระทำ
ของเจ้า พนักงานสำเร็จผล

8

การใช้กำลัง หมายถึง การใช้กำลังประทุษร้ายตาม มาตรา 1(6)
ขัดขวาง หมายถึง การกระทำด้วยประการใดๆ ที่ก่อให้เกิด
อุปสรรค ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน หรือทำให้การ
ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก

-ต่อสู้คืออการขัดขืน ขัดขวาง คือการทำให้เกิดอุปสรรค
-ต้องกระทำในเชิงเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ใช่ละเว้น (การ นิ่ง)
-เป็นความผิดสำเร็จเมื่อลงมือต่อสู้แม้ไม่สำเร็จก็ไม่ใช่ พยายาม
กระทำ
-กระทำต่อเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่หรือผู้ซึ่ง ต้อง
ช่วยเจ้าพนักงาน หากไม่ได้กระทำตามหน้าที่หรือ ทำโดยไม่ชอบ
ไม่ผิดมาตรานี้
-ผู้กระทำต้องรู้ว่าเป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่

9

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2554



สิบตำรวจเอก ป. แจ้งข้อหาจำเลยว่า เล่นการพนันจับยี่กีโดย
เป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือ จำเลยปฏิเสธ สิบตำรวจเอก ป. กับ
พวกรวม 5 คน จะเข้าจับกุม จำเลยไม่ยินยอมโดยสิบตำรวจเอก
ป. มีรูปร่างใหญ่กว่าจำเลยมาก การที่จำเลยเดินหนีออกนอกร้าน
ก๋วยเตี๋ยวจนสิบตำรวจเอก ป. กับพวกต้องใช้กำลังล็อกแขน กด
หน้าจำเลยกับพื้นระเบียงเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยในลักษณะไขว้
หลัง ขณะจำเลยดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้พ้นจากการถูกควบคุมตัว
เพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด ซึ่งแม้ในการดิ้นรนของจำเลย
จะเป็นเหตุให้มือของจำเลยไปโดนหน้าอกของสิบตำรวจ ป. เกิด
เป็นรอยถลอกขนาดเล็กก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าว ก็ยังไม่ถึง
ขั้นที่จะเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
ตาม ป.อ. มาตรา 138

10

มาตรา 139 ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน



มาตรา 139 ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิ
ชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้
กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต้องระวัง
โทษ.......

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1. ข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง
ประทุษร้าย
2. เจ้าพนักงาน
3. ให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือได้ละเว้นการปฏิบัติการ
ตามหน้าที่
4. โดยเจตนา

ข้อสังเกต

- ความผิดสำเร็จเมื่อสามารถบังคับให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการ
อันมิชอบด้วยหน้าที่/ทำให้เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
- กรณีบังคับให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการอันชอบด้วยหน้าที่
- กรณีบังคับให้เจ้าพนักงานละเว้นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย
หน้าที่
- การใช้กำลังฯ/ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังไม่จำเป็นต้องถึงกับเป็น
อันตรายแก่กาย

11

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2989/2537



การที่จำเลยพูดขู่เข็ญจะฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานป่า
ไม้หากไม่ปล่อยไม้ที่ยึด เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้า
พนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการ
ปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นการลงมือกระทำความผิดครบองค์
ประกอบความผิดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เพราะผู้เสีย
หายไม่เกรงกลัวไม่ยินยอมปล่อยไม้ที่ยึด ผู้เสียหายจึงไม่ได้ปฏิบัติ
การอันมิชอบด้วยกฎหมายหรือละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ที่
จำเลยข่มขืนใจ จำเลยจึง มีความผิดขั้นพยายามตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 139ประกอบมาตรา 80

12

มาตรา 140 เหตุฉกรรจ์ของมาตรา138วรรค
สองและมาตรา 139

มาตรา 140 ถ้าความผิดตามมาตรา 138 วรรคสอง หรือ
มาตรา 139 ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทำ
ความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษ....

ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือ
ซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่ ผู้กระทำต้องระวางโทษ.......

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือ
วัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมาย
บัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1.การกระทำตามมาตรา 138 วรรคสองหรือมาตรา 139
2.โดย

(2.1)มีอาวุธ
(2.2)โดยใช้อาวุธหรือ
(2.3)โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป
3.โดยเจตนา
วรรคสองเอาโทษสูงขึ้นถ้าได้กระทำผิดโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือ
ซ่องโจรไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่
วรรคสาม เอาโทษสูงขึ้นถ้าได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือ
วัตถุระเบิด

13

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2561



ป.อ. มาตรา 140 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้กระทำความผิด
ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ
ปืนต้องได้รับโทษหนักกว่าโทษตามที่กฎหมายบัญญัติในสอง
วรรคก่อนกึ่งหนึ่ง ก็เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเจ้าพนักงาน
ผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ แม้อาวุธปืนที่ยึดได้จากรถคันเกิดเหตุจะ
ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ จำเลยที่ 1 ไม่ได้พก
ติดตัวหรือวางในลักษณะพร้อมหยิบฉวยได้ทันทีก็ตาม แต่อาวุธ
ปืนมีกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิงพร้อมใช้งานได้ทันที นับเป็น
อันตรายต่อเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 จึงมีความ
ผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 140 วรรค
สาม

14

มาตรา 141 กระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่
เจ้าพนักงานได้ประทับไว้

มาตรา 141 ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้
ประโยชน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือ
หมายไว้ที่สิ่งใด ๆ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐาน
ในการยึด อายัดหรือรักษาสิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษ.......

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1.ผู้ใด
2.กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(2.1) ถอน
(2.2) ทำให้เสียหาย
(2.3) ทำลาย หรือ
(2.4) ทำให้ไร้ประโยชน์
3.ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้
ที่สิ่งใดๆ ในการปฎิบัติการตามหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในการยึด
อายัด หรือรักษาสิ่งนั้นๆ
4.เจตนา

ตรา หมายถึง รอยตีหรือประทับจากดวงตรา
เครื่องหมาย หมายถึง สิ่งที่ทำขึ้นเพื่อแสดงความหมาย เช่น ตัว
อักษร สัญลักษณ์ เครื่องหมายถูก หรือกากบาท เป็นต้น
ถอน หมายถึง ทำให้ตราหรือเครื่องหมายหลุดไป
ยึด หมายถึง ยึดเอาไปไว้ในครองครองของเจ้าพนักงาน

15

มาตรา 142 กระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่
เจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้หรือสั่งให้ส่ง

มาตรา 142 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไป
เสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สิน หรือเอกสาร
ใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยาน
หลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเจ้า
พนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือ
ผู้อื่น ส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษ.......

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1.ผู้ใด
2.กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(2.1)ทำให้เสียหาย
(2.2)ทำลาย
(2.3)ซ่อนเร้น
(2.4)เอาไปเสีย
(2.5)ทำให้สูญหาย หรือ
(2.6)ทำให้ไร้ประโยชน์
3.ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้
หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไป
ตามกฎหมาย
4.ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่ง
ให้ผู้นั้น หรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม
5.เจตนา

16

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2561



ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 142 เป็นกรณีที่ผู้ใดทำให้เสีย
หาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้
ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สิน หรือเอกสารใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด
รักษาไว้หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน... ไม่ว่าเจ้าพนักงาน
จะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง... ต้องระวางโทษจำคุก...
เป็นการกระทำความผิดต่อเจ้าพนักงานและรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสีย
หาย กฎหมายมิได้บัญญัติถึงองค์ประกอบความผิดในส่วนที่อาจ
ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชนไว้ ดังนั้น บุคคล
ทั่วไปหรือประชาชนจึงไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 142 ได้

17




มาตรา 143 เรียกทรัพย์สินเพื่อจูงใจเจ้าพนักงาน



มาตรา143 ผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือ
ประโยชน์ อื่นใดสำหรับตนเองหรือ ผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการ
ที่จะจูงใจหรือ ได้จูงใจพนักงานสมาชิกสภานิติ บัญญัติแห่งรัฐ
สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือ
ผิดกฎหมาย หรือโดย อิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่
กระทำการในหน้าที่ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด ต้อง
ระวางโทษ........

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1. เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ เพียงเรียกก็
ผิดสำเร็จ
2. สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
- ผู้อื่นจะเป็นใครก็ได้ ขณะเรียกจะตั้งใจเอาไปให้ผู้อื่นจริงหรือไม่
ไม่สำคัญ
3. เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน
สมาชิก สภาพนิติบัญญัติแห่งรัฐสมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิก
สภาเทศบาล
4. โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนเอง
5. ในกระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็น
โทษแก่บุคคลใด
6. เจตนา

18

เรียก คือ เรียกร้องให้ผู้อื่นให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์ เพียงเรียกก็
ผิดสำเร็จ
รับ คือ รับเอาที่ผู้อื่นเสนอให้ หรือรับเอาตามที่ตนเองเรียก
ยอมจะรับ คือ ยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ผู้อื่นเสนอให้
แต่ยังไม่ได้ รับ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ประโยชน์อื่นใดคือ
สิ่งที่ไม่ใช่ทรัพย์สินแต่เป็นคุณแก่ผู้รับ

การจะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน ฯลฯ จะต้องกระทำโดย
วิธีที่กำหนด คือ
1. โดยวิธีอันทุจริต
2. โดยวิธีอันผิดกฎหมาย
3. โดยอิทธิพลของตน

-ให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใด คือ ให้
ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ถูก ไม่ควรหรือปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่
- ให้ไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใด คือ
จะจูงใจหรือได้จูงใจให้ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ถูกที่ควร
- ประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลในการเรียกรับหรือยอมะรับ
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่น ใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
- ต้องรู้ด้วยว่าเขาได้ให้เป็นการตอบแทนการที่ตนจะจูงใจหรือได้
จูงใจเจ้าพนักงาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2562 19




ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์

อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจ

หรือได้จูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายตาม

ป.อ. มาตรา 143 เป็นความผิดต่อแผ่นดิน พนักงานสอบสวนมี

อำนาจสอบสวนในความผิดดังกล่าวได้เอง โดยไม่จำต้องอาศัย

คำร้องทุกข์หรือการมอบคดีจากผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะไม่ใช่ผู้

เสียหายโดยนิตินัยก็ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่ง

เป็นความผิดต่อส่วนตัวเท่านั้น หามีผลกระทบต่ออำนาจสอบสวน

ของพนักงานสอบสวน ซึ่งสามารถดำเนินการสอบสวนความผิด

ตามมาตรา 143 ได้โดยชอบไม่ เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการ

สอบสวนแล้ว ต่อมาพนักงานอัยการเห็นว่าการกระทำของจำเลย

ทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันเรียก รับเงิน และมีคำสั่งให้แจ้ง

ข้อหาเพิ่มเติม เมื่อได้มีการแจ้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสาม

เพิ่มเติม ถือได้ว่าคดีในความผิดตามมาตรา 143 ได้มีการ

สอบสวนโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเรียกและรับ

เงิน 9,000,000 บาท ไปจากผู้เสียหายเป็นการตอบแทนในการ

ที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและ

ประธานศาลฎีกาโดยวิธีอันทุจริต ให้กระทำการตามหน้าที่โดย

ยกเลิกคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ตัดสินให้ จ. เป็นฝ่ายแพ้คดี

และมีคำสั่งใหม่ให้ จ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ เป็นการ

บรรยายฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดตามป.อ.มาตรา 143

แล้ว

20

ส่วนจำเลยทั้งสามจะได้ไปจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีต
ประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาให้กระทำการในหน้าที่ให้
เป็นคุณแก่ จ. หรือไม่ หาใช่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 143 ไม่ แม้คดีดังกล่าวถึงที่สุดไปก่อนที่จำเลยทั้งสามจะ
ร่วมกันเรียกและรับเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งจำเลยทั้งสามไม่สามารถ
จูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งอดีตประธานศาลฎีกาและประธาน
ศาลฎีกาให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณแก่ จ. ได้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้
การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์
ประกอบความผิดไปแต่อย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2554



การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายเพื่อเป็นการ
ตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงาน
อัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดย
การช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่ ร. ถูกดำเนินคดี
อาญาแม้อัยการ ธ. จะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลย
ยังมิได้ให้เงินกันก็ตามก็ถือว่า ธ. เป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะ
จูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่ ร. แล้ว การกระทำของ
จำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 143
แล้ว

ความผิดฐานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อให้เจ้า
พนักงานกระทำการตาม ป.อ. มาตรา 143 ไม่ใช่ความผิดต่อ
สาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง โจทก์ร่วมจึง
มิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้

21

มาตรา 144 ให้สินบนเจ้าพนักงานทั่วไป

มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือ
ประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อส่งใจให้กระทำ
การ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันไม่ชอบด้วยหน้าที่
ต้องระวังโทษ.........



หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1.ให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้
2.ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
3.แก่เจ้าพนักงาน

-สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ(สส. สว.)
-สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.)หรือ
-สมาชิกสภาเทศบาล(สท.)
4.เพื่อให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันไม่
ชอบด้วยกฎหมาย(เจตนาพิเศษ)
5.โดยเจตนา(เจตนาธรรมดา)

ให้ หมายความว่า การให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้า
พนักงานและเจ้าพนักงานได้รับเอาไว้
ประโยชน์อื่นใด หมายถึง ประโยชน์อื่นๆที่ไม่ใช่ลักษณะที่เป็น
ทรัพย์สิน เช่น การฝากให้ทำงาน ยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย

22

สมาชิก อบต. ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายใน
ประมวลกฎหมายอาญา เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้อย่างนี้ สมาชิก
อบต.จึงถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามความหมายของข้อที่ 2
หลักเกณฑ์ของข้อ 4 (เจตนาพิเศษ)
1.เพื่อกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
2.เพื่อไม่กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
3.เพื่อประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย

ประวิงการกระทำ หมายถึง การทำให้ช้าลง
โดยเจตนา หมายความ ว่าจำเลยผู้กระทำจะต้องรู้ว่าบุคคลที่
จำเลยให้ทรัพย์สินไปนั้นเป็นเจ้าพนักงานหรือตามกลุ่มส.
(สส.สว.+สจ.+สท.) ถ้าหากจำเลยผู้กระทำไม่รู้ ย่อมถือว่าขาด
เจตนาเมื่อขาดเจตนาแล้วย่อมไม่ผิด
เพื่อ ในกฎหมายหมายความว่า เป็นเจตนาพิเศษเป็นความผิด
สำเร็จเกิดขึ้น
ขอให้ หมายถึงการเสนอจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้า
พนักงานในอนาคต

การให้สินบนเจ้าพนักงานตามมาตรา 144
-การให้ทรัพย์สินมีมูลเหตุจูงใจในการให้ เพื่อทำหรือไม่ทำในสิ่งที่
ไม่ชอบด้วยหน้าที่
-ผู้ให้สินบนอาจเป็นเจ้าพนักงานก็ได้ แต่ไม่มีหน้าที่โดยตรงใน
เรื่องนั้นๆ เช่น เป็นตำรวจโรงพักเดียวกัน แต่ไม่ได้รับผิดชอบคดี
แล้วให้ทรัพย์สิน แก่ร้อยเวรเจ้าของคดีเพื่อกระทำไม่ชอบด้วย
หน้าที่

23

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 342/2506



ความผิดฐานให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่เจ้าพนักงานตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จะต้องเป็นเรื่องให้หรือขอ
ให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำ
การหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งอยู่ในอำนาจ
หน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้นั้นเอง การที่จำเลยให้เงินกำนันเพื่อให้
กำนันช่วยเหลือไปติดต่อกับเจ้าพนักงานอำเภอหรือพนักงาน
สอบสวนให้กระทำการให้คดีของจำเลยเสร็จไปในชั้นอำเภออย่าให้
ต้องถึงฟ้องศาลเนื่องจากกำนันรายงานกล่าวโทษจำเลยไปอำเภอ
และอำเภอเรียกพยานทำการสอบสวนไปแล้วดังนี้ เป็นการพ้น
อำนาจหน้าที่ของกำนันแล้วจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานให้
ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
144

24

มาตรา 145 แสดงตนและกระทำการเป็นเจ้า
พนักงาน

มาตรา 145 ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการ
เป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจ
กระทำการนั้น ต้องระวางโทษ.........

เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่ง
หน้าที่ต่อไป แล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำการใดๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้น
ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิดวรรคแรก

1.ผู้ใด
2.แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน
3.กระทำการเป็นเจ้าพนักงาน
4.โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น
5.เจตนาธรรมดา

ข้อสังเกตวรรคแรก

- จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อ 1) แสดงตน+ 2) กระทำการ เป็นเจ้า
พนักงาน
- “การแสดงตน” กรณีที่มีผู้แนะนำแล้ว ผู้ถูกแนะนำนิ่งเฉยไม่
ปฏิเสธ กรณีการแต่งตัวให้คล้ายเจ้าพนักงาน กรณีการอ้างว่าตน
เคยเป็นเจ้าพนักงาน
- ผู้กระทำไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจกระทำการนั้น
- ผู้กระทำอาจเป็นราษฎร/เจ้าพนักงานก็ได้

25

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิดวรรคสอง

1.ผู้ใด
2.เป็นเจ้าพนักงาน
3.ได้รับคำสั่งมิให้ปฎิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว
4.ยังฝ่าฝืนกระทำการใดในตำแหน่งที่นั้น
5.เจตนา

ข้อสังเกตวรรคสอง

- กรณีถูกสั่งพักราชการ แต่ยังไม่ได้ปลด/ให้ออกจากราชการ
- กรณีการลาออก/หนีราชการ



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2099/2527

จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่แต่งกายดังที่เจ้า
พนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบแต่งกันตามปกติ โดยนุ่งกางเกง
สีกากี สวมเสื้อคอกลมขาว คาดเข็มขัดหนังยืนให้สัญญาณ
รถยนต์บรรทุกที่ผ่านไปมาให้หยุดรถเพื่อตรวจตรงจุดที่รถยนต์
ตำรวจทางหลวงจอดอยู่เป็นประจำ อันทำให้บุคคลทั่วไปอาจ
เข้าใจได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ในการเรียกตรวจรถ
แต่ละครั้งจำเลยแสดงให้เป็นที่เข้าใจได้ว่าได้รับเงินจากพวกคน
ขับรถยนต์บรรทุกพฤติการณ์ของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยแสดงตน
และกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงจำเลยจึงมีความ
ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145

26

มาตรา 146 สวมเครื่องแบบหรือยศหรือ
ตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ

มาตรา 146 ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับ
เครื่องหมายของเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ
ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราช
อิสริยาภรณ์ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ
ต้องระวางโทษ........

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1.ผู้ใด
2.ไม่มีสิทธิ์กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้

(2.1) ไม่มีสิทธิ์ที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของ
เจ้าพนักงาน สมาชิกสภา
นิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล
หรือ

(2.2) ไม่มีสิทธิ์ใช้ยศ ตำ แหน่ง หรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์
3. กระทำ การเช่นนั้น
4. เจตนา

ยศ หมายถึง ความยกย่องนับถือเกียรติของตน เกียรติคุณ 27

ฐานันดรที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่บุคคลใด

บุคคลหนึ่ง มีสูงต่ำตามลำดับกันไป

ตำแหน่ง หมายถึง หน้าที่การงาน สถานภาพ, ตำแหน่งหรือ

เกียรติยศของบุคคลที่ปรากฏในสังคม

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หมายถึง สิ่งซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดง

เกียรติยศและบำเหน็จความชอบ เป็นของพระมหากษัตริย์ทรง

สร้างขึ้นสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบในราชการหรือ

ส่วนพระองค์, เรียกเป็นสามัญว่า ตรา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8621/2553



โจทก์บรรยายฟ้องว่า "...จำเลย...ไม่มีสิทธิใช้คำนำหน้านามของ
ตนเองว่าคุณหญิง ได้บังอาจแสดงตัวอวดอ้าง... ว่าตนเองเป็นคุณ
หญิงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้บุคคล
อื่นหลงเชื่อ..." เป็นการบรรยายให้เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิใช้คำนำ
หน้าชื่อตนเองว่าคุณหญิงซึ่งเป็นสิ่งที่หมายถึงเครื่องราช
อิสริยาภรณ์ และกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนมี
สิทธิ ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 146 แล้ว
จำเลยแต่งกายประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตนไม่มีสิทธิแล้ว
ถ่ายรูปไว้ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์
กระทำเช่นนั้นแล้ว ส่วนเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิหรือไม่เป็น
เจตนาภายในจิตใจของจำเลย การที่จำเลยถ่ายรูปขนาด 20 นิ้ว
คูณ 24 นิ้ว ติดไว้ในห้องรับแขกซึ่งไม่ใช่ที่ลับ แสดงว่าประสงค์ให้ผู้
อื่นมาเห็นและต้องการให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีสิทธิใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์
ตามรูปถ่ายดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามมาตรา 146

บรรณานุกรม




ความผิดต่อเจ้าพนักงาน สืบค้นวันที่ 11 กันยายน 2565
จาก Powerpoint อาจารย์วีณา สุววรณโณ

กฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดเจ้าพนักงาน สืบค้นวันที่
11 กันยายน 2565 จากเว็บไซต์
https://www.oap.go.th/images/documents/offices/
baea/kmgroup/24-25-06-64/03-24-25-06.pdf

คำพิพากษาศาสตร์ฎีกา สืบค้นวันที่ 11 กันยายน 2565
จากเว็บไซต์ สำนักงานกฎหมายนพนภัสทนายความเชียงใหม่


Click to View FlipBook Version