โครงงานวทิ ยาศาสตร์
เรื่อง ถุงหอมจากสมุนไพร
scented sachets from herbs
จดั ทำโดย
นำงสำว อำลีฟะฮ์ จิตติ เลขที่ 17
นำงสำว สุภำพร เพชรประพนั ธ์ เลขที่ 23
ช้นั มธั ยมศึกษำปี ท่ี 6/1
โรงเรียน เทศบำล 4 ( วดั โพธำวำส ) อำเภอ เมือง จงั หวดั สุรำษฎร์ธำนี
โครงงำนเลม่ น้ีเป็นส่วนหน่ึงของโครงงำน วทิ ยำศำสตร์สิ่งประดิษฐ์
ตำมหลกั สูตรหอ้ งเรียน วิทยำศำสตร์ คณิตศำสตร์
ณ โรงเรียนเทศบำล 4 ( วดั โพธำวำส ) อำเภอ เมอื ง จงั หวดั สุรำษฎร์ธำนี
โครงงานวทิ ยาศาสตร์
เร่ือง ถงุ หอมจากสมนุ ไพร
scented sachets from herbs
จดั ทำโดย
นำงสำว อำลฟี ะฮ์ จิตติ เลขท่ี 17
นำงสำว สุภำพร เพชรประพนั ธ์ เลขที่ 23
ช้นั มธั ยมศึกษำปี ที่ 6/1
ครูทีป่ รึกษำ
คณุ ครู ปรีดำ บวั ยก
โรงเรียน เทศบำล 4 ( วดั โพธำวำส ) อำเภอ เมอื ง จงั หวดั สุรำษฎร์ธำนี
โครงงำนเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของโครงงำน วทิ ยำศำสตร์ส่ิงประดิษฐ์
ตำมหลกั สูตรหอ้ งเรียน วิทยำศำสตร์ คณิตศำสตร์
ณ โรงเรียนเทศบำล 4 ( วดั โพธำวำส ) อำเภอ เมอื ง จงั หวดั สุรำษฎร์ธำนี
บทคดั ย่อ
โครงงำนวทิ ยำศำสตร์เร่ือง ถุงหอมจำกสมนุ ไพร จดั ทำข้ึนมีวตั ถปุ ระสงค์ ( 1 ) เพือ่ นำสมุนไพรทีม่ ีใน
ครวั เรือนมำใชใ้ หเ้ กประโยชน์ ( 2 ) เพอ่ื ศึกษำข้นั ตอนในกำรทำถงุ หอมจำกสมนุ ไพร ( 3 ) เพอื่ สรำ้ ง
ประสบกำรณแ์ ละต่อยอดไปเป็นอำชีพ
ในกำรทดลองน้ีคณะผจู้ ดั ทำตอ้ งกำรทำถงุ หอมจำกสมุนไพร เพื่อใชใ้ นกำรดบั กลนิ่ อนั ไมพ่ งึ ประสงค์
และช่วยใหส้ ำมำรถผ่อนคลำย วธิ ีธรรมชำตจิ ำกสิ่งของใกลต้ วั ที่สำมำรถจดั กำรกลิน่ อบั ในหอ้ งไดอ้ ยำ่ ง
เด็ดขำด ไมก่ ลบั มำรบกวนใจอกี และช่วยใหบ้ ำ้ นหอมสดชื่นยำวนำนตลอดท้งั วนั อีกท้งั ยงั ช่วยใหส้ ุขภำพ
ของคนในครอบครวั ดีข้นึ อกี ดว้ ย กลน่ิ หอมสดช่ืนจำกธรรมชำติ ลดกลิ่นอบั ช้ืน สรำ้ งบรรยำกำศทดี่ ี สำหรับ
ใชใ้ นตูเ้ ส้ือผำ้ ห้องนอน ห้องน้ำ รถยนต์ ตรู้ องเทำ้ ลอ็ คเกอร์ ลิน้ ชกั หรือในพ้นื ที่ท่คี ุณตอ้ งกำรควำมสดช่ืน
กลน่ิ หอมที่ไดเ้ ป็นกลิ่นหอมทท่ี ำมำจำกธรรมชำติ ไม่มสี ำรเคมี จงึ ทำให้เวลำใชก้ ลนิ่ ไม่เปลี่ยน ไมเ่ หม็น
เปร้ียว ไมเ่ ป็นอนั ตรำยกบั ช่องแอร์และไมเ่ ป็นพิษตอ่ ร่ำงกำยสำมำรถใชง้ ำนไดต้ ่อเน่ืองยำวนำน
Abstract
Science project on scented sachets from herbs It was prepared with the objectives: (1) to bring
herbs that are in the household to be useful; (2) to study the process of making aromatic bags from herbs;
(3) to create experiences and extend them into a career.
In this experiment, the organizers wanted to make herbal incense bags. To be used to deodorize
unpleasant odors and help to relax. Natural methods from things nearby that can decisively deal with the
musty smell in the room. It doesn't bother you again and keeps the house smelling fresh all day long. It
also helps to improve the health of family members as well. Fresh smell from nature. reduce odor create
a good atmosphere For use in wardrobes, bedrooms, bathrooms, cars, shoe cabinets, lockers, drawers, or
in any area where you need to refresh. The aroma that is made from natural aromas without chemicals, so
that when used, the smell does not change. not sour Harmless to the air vent and not toxic to the body,
can be used continuously for a long time.
กิตตกิ รรมประกาศ
โครงงำนวิทยำศำสตร์ฉบบั น้ีสำเร็จอย่ำงสมบูรณ์ไดด้ ว้ ยควำมชว่ ยเหลืออย่ำงยง่ิ จำกคุณครู ปรีดำ บวั ยก
คณุ ครูทป่ี รึกษำ ทีไ่ ดใ้ หค้ ำแนะนำปรึกษำและให้ขอ้ มูลตำ่ งๆขอกรำบขอบพระคณุ อยำ่ งสูง ณ โอกำสน้ี
อน่ึง คณะผจู้ ดั ทำหวงั ว่ำโครงงำนวิทยำศำสตร์เล่มน้ีจะมปี ระโยชน์อยู่ไม่นอ้ ยจงึ ขอมอบส่วนดที ้งั หมด
น้ีให้แก่คุณครูทีป่ รึกษำที่คอยใหค้ ำแนะนำตลอดจนตรวจสอบโครงงำนวทิ ยำศำสตร์ ทำให้โครงงำน
วิทยำศำสตร์เลม่ น้ีมปี ระโยชนต์ ่อผูเ้ ก่ียวขอ้ งและขอมอบควำมกตญั ญกู ตเวทิตำคณุ แด่ บดิ ำ มำรดำและผูม้ ี
พระคุณทุกทำ่ นตลอดจนเพ่อื นๆ ทีค่ อยใหค้ วำมชว่ ยเหลือและเป็นกำลงั ใจ
คณะผจู้ ดั ทำ
สารบัญ
เร่ือง หน้า
บทคดั ย่อ ก
Abstract ข
กติ ตกิ รรมประกำศ ค
สำรบญั ง
สำรบญั ตำรำง จ
บทที่ 1 บทนำ 1
1
ควำมเป็ นมำของโครงงำน 1
วสั ถุประสงคข์ องกำรศกึ ษำ 1
ตวั แปรที่ศกึ ษำ 2
ขอบเขตกำรศกึ ษำคน้ ควำ้ 2
ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จำกโครงงำน 2
นิยำมศพั ทเ์ ฉพำะ 3
บทที่ 2 เอกสำรและงำนวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง 3
เอกสำรท่เี กย่ี วขอ้ ง
ตะใคร้หอม 3-4
กุหลำบ 4-5
เตยหอม 6-7
กำรบูร 7-12
เมเมนทอล 13-16
ยูคำลิปตสั 16-18
บทท่ี 3 วิธีกำรดำเนินกำรทดลอง 19
บทที่ 4 ผลกำรทดลอง 20
บทท่ี 5 สรุปผลและอภปิ รำยผลกำรทดลอง 21
บรรณำนุกรม 22
ภำพผนวก 23-25
สารบญั ตาราง หน้า
20
ตาราง 20
4.1 ตำรำงแสดงผลดขี องถงุ หอมจำกสมุนไพร
4.2 ตำรำงแสดงผลเสียของถงุ หอมจำกสมุนไพร
บทท่ี 1
บทนา
1.1 ความเป็ นมาของโครงงาน
หำกบำ้ นทเ่ี รำอยูอ่ ำศยั มกี ลิน่ อบั หรือกลิน่ ไม่พงึ ประสงค์ ไม่ว่ำจะดว้ ยอำกำศช้ืน เฟอร์นิเจอร์ท่ีไม่ได้
รับกำรดูแลทำควำมสะอำด พรม หรืออำจเป็นกลน่ิ จำกสตั วเ์ ล้ยี ง หำกกลน่ิ อบั เหล่ำน้ีเป็นปัญหำวิธีลดกลิน่
อบั ในหอ้ งและเฟอร์นิเจอร์ดว้ ยวิธีธรรมชำติจำกสิ่งของใกลต้ วั ที่สำมำรถจดั กำรกลิน่ อบั ในหอ้ งไดอ้ ยำ่ ง
เดด็ ขำด ไมก่ ลบั มำรบกวนใจอกี และชว่ ยใหบ้ ำ้ นหอมสดชื่นยำวนำนตลอดท้งั วนั อกี ท้งั ยงั ชว่ ยให้สุขภำพ
ของคนในครอบครัวดขี ้นึ อกี ดว้ ย
กำรทำถงุ หอมถอื เป็นกำรประยกุ ตน์ ำเอำสมุนไพรมำใชป้ ระโยชนโ์ ดยใชก้ ลิ่นจำกสมนุ ไพร ซ่ึงคน
โบรำณรู้จกั กำรใชก้ ลนิ่ หอมตำ่ งๆมำบำบดั รักษำแถมยงั ทำให้สุขภำพดีข้นึ
กล่นิ หอมสดช่ืนจำกธรรมชำติ ลดกล่ินอบั ช้ืน สรำ้ งบรรยำกำศท่ีดี สำหรบั ใชใ้ นตเู้ ส้ือผำ้ ห้องนอน
หอ้ งน้ำ รถยนต์ ตรู้ องเทำ้ ลอ็ คเกอร์ ล้ินชกั หรือในพ้ืนทท่ี ี่คณุ ตอ้ งกำรควำมสดช่ืน กลน่ิ หอมทไี่ ดเ้ ป็นกลิ่น
หอมทีท่ ำมำจำกธรรมชำติ ไมม่ ีสำรเคมี จึงทำใหเ้ วลำใชก้ ลิน่ ไมเ่ ปลีย่ น ไม่เหม็นเปร้ียว ไมเ่ ป็นอนั ตรำยกบั
ชอ่ งแอร์และไมเ่ ป็นพษิ ตอ่ ร่ำงกำยสำมำรถใชง้ ำนไดต้ ่อเน่ืองยำวนำน
1.2 วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษา
1.2.1 เพ่ือศึกษำข้นั ตอนในกำรทำถุงหอมจำกสมุนไพร
1.2.2 เพอ่ื สร้ำงประสบกำรณ์และต่อยอดไปเป็นอำชีพได้
1.3 ตวั แปรท่ศี ึกษา
ตัวแปรต้น
- ตะใคร้หอม, กุหลำบ, เตยหอม, กำรบูร, เมนทอล, ยคู ำลปิ ตสั
ตัวแปรตาม
- อตั รำและปริมำณของวสั ถดุ ิบ
ตัวแปรควบคุม
- ระดบั ของปริมำณควำมเขม้ ของวสั ถดุ ิบ
1.4 ขอบเขตการศกึ ษาค้นคว้า
กำรทำถุงหอมจำกสมุนไพรเป็นกำรนำเอำวสั ดเุ หลอื ใชม้ ำใชใ้ ห้เกิดประโยชนส์ ูงสุดและลดปัญหำ
กลิน่ อบั ในห้องหรือเฟอร์นิเจอร์
1.5 ประโยชน์ทีใ่ ด้รับจากโครงงาน
1.5.1 รูจ้ กั วธิ ีกำรดำเนินงำนอย่ำงเป็นข้นั ตอน
1.5.2 สำมำรถลดกล่นิ อนั ไม่พงึ ประสงคไ์ ดจ้ ริง
1.5.3 สำมำรถนำสิ่งของเหลอื ใชม้ ำทำให้เกดิ มูลค่ำได้
1.5.4 ใชเ้ วลำว่ำงใหเ้ กดิ ประโยชน์
1.6 นยิ ามศัพท์เฉพาะ
- ถงุ หอมสมุนไพร คอื ภำชนะท่ีประดษิ ฐ์มำจำกกระดำษหรือผำ้ เพ่อื บรรจุสมุนไพรหลำกหลำยชนิด
- ตะใคร้หอม คอื เป็นพืชวงศห์ ญำ้ อำยหุ ลำยปี มตี น้ กำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย มนี ้ำมนั หอมระเหย
- เตยหอม คือ เป็นไมย้ นื ตน้ พุม่ เลก็ ข้นึ เป็นกอ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลบั เวียนเป็นเกลียวข้นึ ไปจนถึง
ยอด ใบเป็นทำงยำว สีเขม้ เป็นมนั เผือก ขอบใบเรียบ แตใ่ บบำงตน้ อำจมีหนำม ในใบมกี ลิ่นหอมจำกน้ำมนั
หอมระเหย
- กำรบรู คือ เป็นไมย้ ืนขนำดใหญ่ สูงไดถ้ งึ 30 เมตร ทกุ ส่วนมกี ลิ่นหอม โดยเฉพำะที่รำกและโคนตน้
- เมนทอล คอื เป็นสำรประกอบอนิ ทรียท์ ี่มีสูตรเคมคี ือ C₁₀H₂₀O มลี กั ษณะเป็นของแข็งผลกึ สีขำว
หรือไม่มสี ี สำมำรถสังเครำะห์ได้ ในธรรมชำติพบในมนิ ต์
- ยคู ำลปิ ตสั คือ เป็นพรรณไมม้ ีถิ่นกำเนิดในทวีปออสเตรเลีย เกำะแทสเมเนีย มีกำรกระจำยพนั ธุ์ต้งั แต่
หมู่เกำะมินดำเนำ เซลเี บส ปำปัวนิวกินี ในพ้ืนท่ชี ุ่มที่มนี ้ำขงั ในเขตร้อน
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง
กำรทำถงุ หอมจำกสมุนไพรและกำรทดลองประสิทธิภำพของถุงหอมจำกสมุนไพร โดยแยกเป็น
หวั ขอ้ ดงั น้ี
- เอกสำรท่เี ก่ยี วขอ้ ง
- งำนวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
เอกสารทเ่ี กี่ยวข้อง
ตะใคร้หอม ( Citronella )
ภาพ 2.1 ตะใคร้หอม
ชื่อสมุนไพร : ตะใคร้หอม
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Cymbopogon nardus
ชื่อสามัญ : Lemongrass
ช่ือวงศ์ : Poaceae
สกุล : Cymbopogon
ข้อมลู พชื : ตะไครห้ อม เป็นพชื วงศห์ ญำ้ อำยหุ ลำยปี มตี น้ กำเนิดในเขตรอ้ นของเอเชีย มีน้ำมนั หอมระเหยซ่ึง
ใชไ้ ล่ยงุ ได้ ไมน่ ิยมรับประทำนมฤี ทธ์ิทำงอลั ลโี ลพำทีโดยสำรสกดั ดว้ ยเอทำนอลจำกลำตน้ สำมำรถยบั ย้งั กำร
เจริญของคะนำ้ ได้ และนอกจำกน้ี ผทู้ นี่ ำเขำ้ ตะไครห้ อมเขำ้ มำในประเทศไทย คือคุณหลวงมิตรธรรมพทิ กั ษ์
โดยนำเขำ้ มำจำก อนิ เดยี และนำไปปลูกที่ อ.สตั หีบ จ.ชลบรุ ีเป็นทีแ่ รก ปัจจบุ นั มีกำรนำไปปลกู ทว่ั ประเทศ
สรรพคณุ ของตะไคร้
1. มสี ่วนชว่ ยในกำรขบั เหงอื่
2. เป็นยำบำรุงธำตไุ ฟใหเ้ จริญ (ตน้ ตะไคร้)
3. มสี รรพคณุ เป็นยำบำรุงธำตุ ช่วยในกำรเจริญอำหำร
4. ช่วยแกอ้ ำกำรเบอื่ อำหำร (ตน้ )
5. สำรสกดั จำกตะไครม้ สี ่วนช่วยในกำรป้องกนั โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ประโยชน์ของตะไคร้
1. นำมำใชท้ ำเป็นน้ำตะไคร้หอม น้ำตะไคร้ใบเตย ชว่ ยดบั รอ้ นแกก้ ระหำยไดเ้ ป็นอยำ่ งดี
2. ช่วยในกำรบำรุงและรกั ษำสำยตำ
3. มสี ่วนชว่ ยในกำรบำรุงกระดกู และฟันใหแ้ ข็งแรง
4. มีส่วนช่วยในกำรบำรุงสมองและเพม่ิ สมำธิ
5. สำมำรถนำมำใชท้ ำเป็นยำนวดได้
กหุ ลาบ ( Rosa )
ภาพท่ี 2.2 กหุ ลาบ
ชื่อ : กหุ ลำบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rosa
อาณาจกั ร : Plantae
ช่ือวงศ์ : Rosaceae
สกลุ : Rosa
ข้อมลู พชื : กหุ ลำบ คอื ดอกไมใ้ นสกุล Rosa ในวงศ์ Rosaceae ที่ไดร้ บั ควำมนิยมปลกู มำกที่สุดชนิดหน่ึงของ
โลกท่ีมตี น้ กำเนิดจำกทวปี เอเชีย ผคู้ นนิยมปลกู เพอื่ ควำมสวยงำม ตกแตง่ สวน, ประดบั ตกแตง่ บำ้ น, ประดบั
สถำนที่, ปลูกเพื่อกำรพำณิชย์ อำทิ เพอื่ นำไปสกดั น้ำหอม นำไปทำเป็นส่วนประกอบของสปำ เป็นตน้
ประโยชน์ของดอกกหุ ลาบ
• เมอื่ นำมำสกดั เป็นน้ำมนั หอมระเหย ชว่ ยให้รู้สึกผอ่ นคลำยจำกควำมเครียด เลือดลมไหลเวียนดี ลด
อำหำรใจสนั่ นอนหลบั งำ่ ยข้นึ
• มีสำรตำ้ นอนุมลู อสิ ระช้นั ดี สำมำรถป้องกันกำรเกิดริ้วรอย ฟ้ืนฟเู ซลลผ์ วิ ภำยในใหแ้ ขง็ แรง
• คืนควำมชุ่มช่ืนให้กบั ผวิ สำมำรถกกั เกบ็ น้ำไดด้ ยี ่งิ ข้นึ
• ลดกำรเกดิ สิวและกำรอกั เสบของผวิ ชว่ ยกระชบั รูขมุ ขน
• ลดรอยจุดด่ำงดำและควำมหมองคล้ำ เพม่ิ ควำมกระจ่ำงใสใหผ้ วิ
1. คุณประโยชน์จากกลิน่ หอมละมนุ : แคไ่ ดส้ ูดดมกล่นิ หอมของดอกกหุ ลำบหรือน้ำมนั หอม
ระเหยจำกกุหลำบ กช็ ่วยใหเ้ กิดควำมผ่อนคลำย ชว่ ยบรรเทำอำกำรปวดศีรษะ วิงเวยี น
อ่อนเพลยี และมีงำนวจิ ยั ระบุวำ่ กล่นิ กุหลำบสำมำรถชว่ ยขจดั อำรมณ์เศรำ้ หมองคลำยควำม
วติ กกงั วล และลดปัญหำเครียด ท่ีส่งผลให้จิตใจคลำยควำมฟ้งุ ซ่ำนได้
2. คุณประโยชน์ต่อผิวพรรณ : ใชใ้ นกำรกำรบำรุงผิวพรรณ ปัจจบุ นั มผี ลิตภณั ฑห์ ลำยชนิดที่
สกดั และมสี ่วนผสมจำกกุหลำบ เพรำะมสี รรพคณุ ใหค้ วำมชมุ่ ช้ืน ทำให้ผวิ นุ่มเนียน
สำมำรถใชไ้ ดก้ บั ทุกสภำพผิว โดยเฉพำะผิวแหง้ หยำบกรำ้ น หรือผวิ ผสู้ ูงอำยุ แถมยงั ชว่ ย
ลดกำรอกั เสบ ลึกไปถึงกำรช่วยเสริมสรำ้ งควำมแข็งแรงให้กับหลอดเลือดฝอย ใชก้ บั ผทู้ ี่มี
ปัญหำหลอดเลือดฝอยเปรำะ แตกง่ำย และถำ้ หำกมปี ัญหำผวิ หนงั ติดเช้ือ มีสิวแผลเปิด ไฟ
ไหม้ ผิวผ่นื แพ้ กส็ ำมำรถรกั ษำไดด้ ว้ ยกลีบกหุ ลำบสด
3. ช่วยปรับความสมดลุ ของฮอร์โมน : ชำกหุ ลำบช่วยปรับสมดลุ ระบบสืบพนั ธุ์ ชว่ ยรักษำ
อำกำรติดเช้ือของระบบสืบพนั ธุ์ บำรุงมดลูก ต่ำงๆ ชว่ ยลดอำกำรปวดประจำเดือน แกป้ วด
ทอ้ ง ชว่ ยปรบั สมดลุ ของฮอร์โมน ด่ืมไดท้ กุ เพศวยั
4. คลายเครียด : ทงั้ กลิน่ กหุ ลาบ นา้ มนั หอมระเหยจากกุหลาบ หรือชากหุ ลาบ ชว่ ยปรบั
ระดบั ของระบบประสาทและอารมณ์ คอื ช่วยให้สงบ ระงบั ประสาท ทาให้นอนหลบั
สามารถชว่ ยลดอาการใจสนั่ กระวนกระวายใจ ลดความเครียด วิตกกังวล ลดความ
โศกเศร้า ลดความกลวั ทาให้รู้สึกเป็นสขุ
เตยหอม ( Toei hom )
ภาพที่ 2.3 เตยหอม
ชื่อสมุนไพร : เตยหอม
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Pandanus amaryllifolius come
ชื่อสามญั : Pandanus palm
ช่ือวงศ์ : Pandanaceae
สกุล : Pandanus
ข้อมลู พืช : เป็นไมย้ ืนตน้ พุม่ เล็ก ข้ึนเป็นกอ ใบเป็นใบเดย่ี ว เรียงสลบั เวยี นเป็นเกลยี วข้ึนไปจนถึงยอด ใบ
เป็นทำงยำว สีเขม้ เป็นมนั เผอื ก ขอบใบเรียบ แตใ่ บบำงตน้ อำจมีหนำม ในใบมกี ลน่ิ หอมจำกน้ำมนั หอม
ระเหย Fragrant Screw Pine สีเขยี วจำกใบเป็นสีของคลอโรฟิ ลล์ ใชแ้ ตง่ สีขนมได้ โดยกล่นิ หอมของใบเตย
น้นั มำกจำกสำรเคมที ีช่ ่ือว่ำ 2-acetyl-1-pyrroline ซ่ึงเป็นกลิน่ เดียวกนั กบั ทีไ่ ดใ้ น ขำ้ วหอมมะลิ ขนมปังขำว
และดอกชมนำด
ประโยชน์ของใบเตย
1. ชว่ ยบำรุงหวั ใจใหช้ มุ่ ช่ืน และช่วยลดอตั รำกำรเตน้ ของหวั ใจ (น้ำใบเตย)
2. กำรดืม่ น้ำใบเตยจะช่วยดบั กระหำยคลำยร้อนไดเ้ ป็นอย่ำงดี เพรำะใบเตยมีกลนิ่ หอมเยน็ ดมื่ แลว้
จงึ รู้สึกสดช่ืน ผอ่ นคลำย
3. รสหวำนเยน็ ของใบเตยช่วยชกู ำลงั ได้
4. กำรดื่มน้ำใบเตยช่วยแกอ้ ำกำรออ่ นเพลียของร่ำงกำยได้
5. ช่วยปรับสมดลุ ในร่ำงกำย
6. ผทู้ ม่ี ีธำตุเจำ้ เรือนเป็นธำตุไฟน้นั กำรรับประทำนอำหำรทป่ี รุงจำกใบเตยจะชว่ ยทำให้รู้สึกเยน็
สบำยสดชื่นได้
7. ชว่ ยรักษำโรคเบำหวำน ช่วยควบคุมระดบั น้ำตำลในเลือด ซ่ึงตำมตำรับยำไทยไดม้ ีกำรนำใบเตย
หอม 32 ใบ, ใบของตน้ สัก 9 ใบ นำมำหั่นตำกแดด แลว้ นำมำชงเป็นชำดื่มอย่ำงนอ้ ย 1 เดือน หรือ
จะใชร้ ำกประมำณ 1 กำมอื นำมำตม้ กบั น้ำด่ืมเชำ้ เยน็ กไ็ ดเ้ หมอื นกนั (ใบ, รำก)
8. ช่วยลดควำมดนั โลหิต (สำรสกดั น้ำจำกใบเตย)
9. ชว่ ยป้องกนั กำรแขง็ ตวั ของหลอดเลอื ด
10. ช่วยบรรเทำอำกำรอำกำรและดบั พิษไขไ้ ด้
การบรู ( Camphor )
ภาพที่ 2.4 การบูร
ช่ือสมนุ ไพร : กำรบรู
ช่ือวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum camphora
ชื่อสามญั : Camphor Tree
ชื่อวงศ์ : Lauraceae
สกุล : Cinnamomum
ข้อมลู พชื : กำรบูรเป็นชื่อของตน้ ไมช้ นิดหน่ึง ท่มี ผี ลึกแทรกอยู่ ตำมรอยแตกของเน้ือไมแ้ ละยงั สำมำรถนำ
ลำตน้ ,รำก,ใบ มำกลนั่ หรือสกดั จนไดผ้ ลกึ ดงั กล่ำวอีก ทำงหน่ึงดว้ ย ซ่ึงแตเ่ ดิมน้นั คำวำ่ “กำรบูร” มำจำก
ภำษำสนั สกฤตว่ำ “Karapur” หรือ “กรปรู ” ซ่ึงแปลว่ำ “หินปนู ” เพรำะโบรำณเขำ้ ใจวำ่ ผนึกน้ีเป็นพวก
หินปนู ที่มกี ล่ินหอม ตอ่ มำชื่อน้ีเพ้ยี นเป็น “กรบรู ” และเป็น "กำรบูร" ในปัจจุบนั (ผูเ้ ขยี นเขำ้ ใจว่ำ ช่ือกำรบูร
คง ถูกเรียกจำกผลิกทีไ่ ดแ้ ลว้ จงึ น่ำมำต้งั ช่ือตน้ ไมท้ ีใ่ ห้ ผลกึ ) ส่วนลกั ษณะของผลึกกำรบูรน้ัน มีลกั ษณะเป็น
ผลกึ หรือเกลด็ กลมๆเล็กๆ มนั วำว สีขำวแห้ง มกี ลิน่ หอมเยน็ ฉุน มกั จะจบั กนั เป็นกอ้ นร่วน ๆ แตกงำ่ ย หำก
ทิ้งไวใ้ นอำกำศ จะระเหิดไปหมด มรี สรอ้ นปร่ำ เมำ
สูตรทางเคมีและสูตรโครงสร้าง
ผล็กกำรบรู มชี ่ือสำมญั ว่ำ Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็น
สำรประกอบกลุ่มเทอร์พีนท่ีพบไดจ้ ำกตน้ กำรบูรมี ควำมไวไฟ มีชื่อตำม IUPAC วำ่ 1,7,7 trimethylbicyclo
[2.2.1]heptan-2-one และมชี ื่ออื่นๆ Luni 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2 one, Formosa มสี ูตรเคมี
C10H160 มีน้ำหนกั โมเลกุล 152.23 ควำมหนำแน่น 0.990 มี จดุ หลอมเหลวที่ 179.75 องศำเซลเซียส (452.9
K) จดุ หลอมเหลว 204 องศำเซลเซียส (477K) สำมำรถ ละลำยน้ำได้ และมสี ูตรโครงสรำ้ งดงั น้ี
ภาพที่ 2.5 องค์ประกอบทางเคมีของการบูร
ดงั ทไ่ี ดก้ ล่ำวไปแลว้ วำ่ ผลก็ กำรบูรไดม้ ำจำกกำร ระเหิดของยำงจำกเน้ือไมข้ องตน้ กำรบูรและกำรกล้นั หรือ
สกดั ลำตน้ รำก ใบ ตน้ กำรบูร ซ่ึงมีขอ้ มลู ทำง พฤกษศำสตร์ของตน้ กำรบรู คอื สมนุ ไพรกำรบูร มชี ื่อ
ทอ้ งถิน่ อ่ืน ๆ ว่ำ กำระบูน กำรบรู (ภำคกลำง), อบเชย ญวน (ไทย), พรมเส็ง (เง้ยี ว), เจียโล่ (จนี แตจ้ วิ๋ ), จำงมู่
จำงหน่ำว (จีนกลำง) เป็นตน้ ช่ือวิทยำศำสตร์ Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.dawav
วทิ ยำศำสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei
Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw.,
Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale
(Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum Persea camphora (L.) Spreng. Lauraceae
officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L.,
ประโยชน์และสรรพคณุ การบูร
1. แกป้ วด แกเ้ คลด็ บวม ขดั ยอก แพลง แก้ กระตกุ แกป้ วดขอ้
2. แกป้ วดเส้นประสำท
3. ชว่ ยลดคอเลสเตอรอล
4. แกพ้ ิษแมลงต่อย
5. รกั ษำโรคผวิ หนงั เร้ือรงั
6. ขบั เหงอื่ ขบั เสมหะ ขบั ปัสสำวะ
7. แกไ้ ขห้ วดั และขบั ลม
8. บำรุงธำตุ บำรุงกำหนดั
9. เป็นยำกระตนุ้ หวั ใจ บำรุงหัวใจ
10. แกป้ วดทอ้ ง ทอ้ งร่วง ขบั น้ำเหลือง แก้ เลอื ดลม
11. บรรเทำอำกำรปวดประจำเดอื น และขบั นำคำวปลำในหญิงหลงั คลอดบุตร
12. ชว่ ยแกร้ อยผิวหนงั แตกในช่วงฤดูหนำว
13. สำมำรถชว่ ยไลย่ งุ และแมลง
14. ใชร้ ักษำแผล สมำนแผล
15. ฆำ่ เช้ือโรคท่ีเขำ้ สู่ร่ำงกำย
16. ใชไ้ ล่แมลง
17. ชว่ ยลดกลนิ่ อบั
18. แกอ้ ำกำรเมำรถ
ขนาดและปริมาณทคี่ วรใช้
ในกำรรักประทำนยงั ไม่มขี อ้ มูลท่ยี นื ยนั ชดั เจนว่ำควร บริโภคกำรบรู เทำ่ ไร ทจ่ี ะไมก่ ่อให้เกิดอนั ตรำย
ต่อ ร่ำงกำยแตใ่ นดำ้ นกำรสูดดมมีกำรค่ำนวณวำ่ ในสำรที่ ผสมกำรบูรเสร็จแลว้ ไมค่ วรเกนิ กวำ่ 2 ppm ซ่ึง
หมำยควำมว่ำ มีปริมำณของกำรบรู 2 มิลลิกรมั ใน สำรละลำย 1 ลติ ร ดงั น้นั ในกำรใชก้ ำรบูรท้งั กำรรับ
ประทำนและกำรสูดดมควำมตอ้ งระมดั ระวงั และใช้ ตำมคำแนะนำอย่ำงเคร่งครัด
ลกั ษณะทั่วไปการบรู
เป็นพรรณไมพ้ ้นื เมืองของประเทศจีน ญ่ปี ่ ุน และ ไตห้ วนั และมีกำรกระจำยพนั ธุ์ไปในแถบ เมดเิ ตอร์
เรเนียน อินโดนีเซีย อนิ เดยี อียปิ ต์ แอฟริกำใต้ จำไมกำ บรำซิล สหรัฐอเมริกำ และ ประเทศไทย โดยจดั เป็น
ไมย้ ืนตน้ ขนำดใหญ่ ลกั ษณะเป็นทรงพุ่มกวำ้ งและทบึ มีควำมสูงของตน้ ได้ ถงึ 30 เมตร ลำตน้ มีขนำดเสน้
ผำ่ นศนู ยก์ ลำงถึง 1.5 เมตร เปลือกตน้ เป็นสีน้ำตำล ผิวหยำบ ส่วนเปลือกกง่ิ เป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตำล
อ่อน ลำตน้ และกิง่ เรียบ ไม่มขี น ส่วนเน้ือไมเ้ ป็นสีน้ำตำลปนแดง เม่ือนำมำก ลนั่ แลว้ จะได้ “ ด้ “กำรบูร” ทุก
ส่วนของตน้ กำรบรู จะมี กลน่ิ หอม โดยเฉพำะทส่ี ่วนท่ขี องรำกและโคนต้น ขยำยพนั ธุด์ ว้ ยวิธีกำรเพำะเมลด็
และวธิ ีกำรปักชำ
ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลบั รูปรี หรือรูปรี แกมรูปไข่ กวำ้ ง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยำว 5.5-15
เซนติเมตร ปลำยใบเรียวแหลม โคนใบป้ำนหรือกลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลนื่ เลก็ นอ้ ย แผน่ ใบคอ่ นขำ้ ง
เหนียว ดำ้ นบนสีเขยี วเขม้ เป็นมนั ดำ้ นลำ่ งสีเขยี วอม เทำหรือนวล ไม่มขี น เมื่อขย้จี ะมกี ลนิ่ หอมคลำ้ ยกล่ิน
กำรบูร เส้นใบข้ึนตรงมำจำกโคนใบประมำณ 3-8 มลิ ลเิ มตร แลว้ แยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มเี สน้ ใบ แยก
ออกน้นั มตี อ่ ม 2 ต่อม และตำมเสน้ กลำงใบอำจมี ต่อมเกดิ ข้ึนตรงมุมทีม่ เี สน้ ใบแยกออกไป กำ้ นใบยำว 2-3
เซนติเมตร ไมม่ ีขน ตำใบมีเกลด็ ซ้อนเหล่ือมหุม้ อยู่ เกล็ดช้นั นอกเล็กกวำ่ เกล็ดช้นั ในตำมลำดบั
ดอกชอ่ แบบแยกแขนงออกตำมเป็นกระจุก บริเวณง่ำมใบ ดอกเล็กสีขำวอมเหลืองหรืออมเขยี ว กำ้ น
ดอกส้นั มำก กลบี รวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลำยมน ดำ้ นนอกเกล้ียง ดำ้ นในมี ขน
ละเอียด เกสรเพศผูม้ ี 9 อนั เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อนั อบั เรณขู องวงท่ี 1 และวงท่ี 2 หันหนำ้ เขำ้ ดำ้ นใน กำ้ น
เกสรมขี น ส่วนอบั เรณูของวงท่ี 3 หนั หนำ้ ออก ดำ้ นนอก กำ้ นเกสรค่อนขำ้ งใหญ่ มตี ่อม 2 ต่อมอยู่ ใกลโ้ คน
กำ้ น ต่อมรูปไข่กวำ้ งและมีกำ้ น อบั เรณูมี ชอ่ งเปิ ด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มลี ้ิน เปิ ดท้งั 4 ชอ่ ง
เกสรเพศผเู้ ป็นหมนั มี 3 อนั อยูด่ ำ้ นใน สุด รูปร่ำงคลำ้ ยหัวลูกศร มีขนแตไ่ ม่มีต่อม รงั ไข่รูป ไข่ ไม่มีขน กำ้ น
เกสรเพศเมยี ยำวประมำณ 1 มลิ ลเิ มตร ไมม่ ีขน ปลำยเกสรเพศเมยี กลม ใบประดบั เรียวยำว ร่วงงำ่ ย มขี น
อ่อนนุ่ม
ผลรูปไข่ หรือกลม เป็นผลมีเน้ือ ยำว 6-10 มลิ ลเิ มตร สีเขียวเขม้ เมือ่ สุกเปลย่ี นเป็นสีดำ มีฐำน ดอกซ่ึง
เจริญเติบโตข้นึ มำเป็นแป้นรองรบั ผล มเี มลด็ 1 เมลด็ ออกดอกรำวเดือนมิถนุ ำยนถึงกรกฎำคม
ซ่ึงกำรบูรจำกธรรมชำติน้นั เป็นผลกึ แทรก อย่ใู นเน้ือไมข้ องตน้ กำรบูร ท่ีเกิดอยทู่ ว่ั ไปท้งั ตน้ มกั จะ
อยู่ตำมรอยแตกของเน้ือไม้ มมี ำกที่สุดในแก่นของ รำก รองลงมำที่แกน่ ของตน้ ส่วนทอ่ี ยู่ใกลโ้ คนตน้ จะ มี
กำรบรู มำกกวำ่ ส่วนท่อี ย่สู ูงข้นึ มำ ในใบและยอด ออ่ นมกี ำรบูรอยู่นอ้ ย และจะมนี อ้ ยกวำ่ ใบแก่ ส่วน กำร
ผลิตกำรบูร จะใชว้ ิธีกำรกลน่ั ดว้ ยไอนำ (ซ่ึงอำจ ไม่สำมำรถกลน่ั กำรบรู ไดเ้ องภำยในครัวเรือนเนื่องจำกตอ้ ง
ใชอ้ ุปกรณ์ เฉพำะ) โดยนำส่วนต่ำงๆ ของลำตน้ และรำกกำรบรู ทม่ี ีอำยุเกนิ 40 ปี มำหนั่ เป็น ชิน้ เล็กๆ แลว้
นำไปกลน่ั เมอื่ กลน่ั จนไดน้ ้ำมนั หอม ระเหย กำรบูรจะตกผลกึ เป็นกอ้ นสีขำวๆ แยกออกมำ จำกน้ำมนั หอม
ระเหย หลงั จำกน้นั จงึ กรองแยกเอำ ผลึกกำรบูร (อำจเอำมำทำใหบ้ ริสุทธ์ิโดยกำรระเหิด) กำรบรู ทไ่ี ดน้ ้ี
เรียกว่ำ refined camphor หรือ resublimed camphor แตใ่ นประเทศอเมริกำ จะ ใชใ้ บและยอดออ่ นของตน้ ทม่ี ี
อำยุ 5 ปี ข้ึนไปแทน แม้ จะใหป้ ริมำณกำรบูรนอ้ ยกวำ่ แต่สำมำรถตดั ใบและ ยอดออ่ นมำกลน่ั ไดท้ ุกๆ สอง
เดอื น ในปัจจบุ นั น้ี กำรบรู เกือบท้งั หมดไดจ้ ำกวธิ ีกำรก่งึ สงั เครำะห์จำก สำรต้งั ตน้ คือ แอลฟำ-ไพนีน (alpha-
pinene) ทไี่ ด้ จำกน้ำมนั สน
กำรบรู ยงั เป็นส่วนผสมในตำรับยำหอมต่ำง ๆ เช่น ยำหอมเทพจติ ร ยำหอมทิพโอสถ ยำประสะไพล ยำ
ธำตุบรรจบ ยำประสะกำนพลู ยำมนั ทธำตุ ยำไฟ ประลยั กลั ป์ ยำประสะเจตพงั คี ยำธรณีสัณฑะฆำต ยำธำตุ
อบเชย หรือนำมำใชท้ ำน้ำมนั ไพล ลูกประคบ พิมเสนน้ำ เป็นตน้
การศึกษาทางเภสัชวทิ ยา
รำกของตน้ กำรบรู มีน้ำมนั หอมระเหย 3% ซ่ึง ประกอบไปดว้ ย azulene, cadinene, camphene,
camphor, carvacrol, cineol, citronellol,citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene,
piperiton, piperonylic acid, safrole และ terpineol ส่วนใบของตน้ กำรบรู พบ camphor และ camperol
• เน้ือไมข้ องตน้ กำรบรู เมื่อนำมำกลนั่ ดว้ ยไอน้ำ จะ ไดก้ ำรบรู และน้ำมนั หอมระเหยรวมกนั ประมำณ 1% ซ่ึง
ประกอบดว้ ย acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-
cymol, la salvene
• รำก กง่ิ และใบ พบน้ำมนั ระเหยโดยเฉลยี่ ประมำณ 3-6% โดยในน้ำมนั ระเหยจะมสี ำรกำรบรู อยูป่ ระมำณ
10-50% และพบว่ำตน้ กำรบูรยิ่งมีอำยุ มำกเทำ่ ไหร่ จะพบว่ำมสี ำรกำรบูรมำกตำมไปดว้ ย โดยพบสำร ต่ำงๆ
เช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol เป็นตน้
• ฤทธ์ิตำ้ นกำรอกั เสบ ศึกษำฤทธ์ิตำ้ นกำรอกั เสบ ในหลอดทดลองของกำรบรู โดยนำสำรสกดั หยำบ จำกใบ
กำรบรู สกดั ดว้ ย 80% methanol แลว้ นำ สำรสกดั ท่ไี ด้ มำผำ่ นกำรแยกโดยใช้ hexane และ ethyl acetate
(EtOAC) จำกกำรทดลองพบวำ่ สำร สกดั hexane และ EtOAC ขนำด 100 ug/ml ของกำรบรู สำมำรถยบั ยง้ั
กำรสร้ำงสำรท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั กำรอกั เสบไดแ้ ก่ interleukin (IL)-1b, IL-6 และ tumor necrosis factor (TNF-a)
จำกเซลล์ แมคโครฟำจ RAW 264.7 cells ของหนู ซ่ึงถูก กระตนุ้ โดย lipopolysaccharide (LPS) ไดอ้ ยำ่ งมี
นยั สำคญั ทำงสถิติไดใ้ นชว่ ง 20-70% และสำมำรถ ยบั ย้งั กำรสร้ำง nitric oxide (NO) ซ่ึงเป็นสำรท่ี กระตนุ้
ใหเ้ กดิ กำรอกั เสบ ได้ 65% สำรสกดั หยำบ ดว้ ย 80% methanol และส่วนสกดั ย่อย hexane และ ethyl acetate
สำมำรถยบั ย้งั กำรสร้ำง prostaglandin E2 (PGE2) ซ่ึงเป็นสำรที่เกิดข้ึนใน ขบวนกำรอกั เสบ ในเซลล์
macrophages ของหนูท่ี ถูกกระตนุ้ ดว้ ย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% และสำรสกดั hexane และ ethyl
acetate ในขนำด 100 ug/ml สำมำรถยบั ย้งั กำรกระตุน้ B1-integrins (CD29) ซ่ึงเกี่ยวขอ้ งกบั กำรยบั ยง้ั ไม่ให้
เกิดกำรรวม กลุ่มของโมเลกุล และเซลลใ์ นระบบภมู ิคมุ้ กนั ที่จะ มำรวมตวั กนั บริเวณทเี่ กดิ กำรอกั เสบ โดย
สำมำรถ ยบั ย้งั ได้ 70-80% ดงั น้นั จงึ สรุปไดว้ ่ำสำรสกดั จำก ใบกำรบรู มฤี ทธ์ิตำ้ นกำรอกั เสบโดยเกี่ยวขอ้ งกบั
กำรยบั ยง้ั cytokine, NO และ PGE2
• ฤทธ์ิยบั ยง้ั เช้ือแบคทีเรียกำรศกี ษำฤทธ์ิยบั ย้งั กำรเจริญของเช้ือแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus
aureus (เป็นเช้ือท่กี ่อโรคระบบ ทำงเดินอำหำร แผล ฝีหนอง และอกี หลำยระบบใน ร่ำงกำย) ของสำร
camphor ทส่ี กดั ไดจ้ ำกตน้ กำรบูร และเป็นองคป์ ระกอบหลกั ของ essential oil จำกตน้ กำรบรู ทดสอบดว้ ย
วิธี agar disk diffusion วดั ผลดว้ ยกำรวดั คำ่ inhibition Zone พบวำ่ camphor ในขนำดควำมเขม้ ขน้ 2%
สำมำรถยบั ยง้ั กำรเจริญของเช้ือ S. aureus ได้ แต่ไมม่ ีผลยบั ยง้ั เช้ือ E.coli
การศึกษาทางพษิ วิทยา
กำรทดสอบควำมเป็นพิษ เม่ือฉีดสำรสกดั ส่วนที่อยู่ เหนือดินของตน้ กำรบรู ดว้ ยเอธำนอล-น้ำ เขำ้ ช่อง
ทอ้ ง หนูถีบจกั รพบว่ำขนำดทท่ี ำใหส้ ตั วท์ ดลองตำยคร่ึง หน่ึงมำกกวำ่ 1 ก./กก. เมอื่ ป้นส่วนทเ่ี ป็นไขมนั ให้
สุนขั ในขนำด 5 ซีซี/กก. ไม่พบพษิ
มรี ำยงำนว่ำกำรรับประทำนกำรบูร ขนำด 3.5 กรมั ทำใหเ้ สียชีวิตได้ และหำกรับประทำนเกนิ คร้งั ละ 2
กรัม จะทำใหห้ มดสติ และเป็นพิษต่อระบบทำงเดนิ อำหำร ไต และสมอง อำกำรแสดงเม่ือไดร้ บั พษิ คอื
คล่ืนไส้ อำเจียน ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ กลำ้ มเน้ือ สนั่ กระตุก เกิดกำรชกั สมองทำงำนบกพร่อง เกดิ ภำวะ
สับสน ท้งั น้ีข้ึนกบั ขนำดทไ่ี ดร้ บั ปกติแลว้ ร่ำงกำยมีกำรกำ้ จดั กำรบูรเมอ่ื รบั ประทำนเขำ้ ไป ผ่ำน กำรเมทำบอ
ลิซึมที่ตบั โดยกำรบรู จะถกู เปลี่ยนเป็น สำรกลมุ่ แอลกอฮอล์ โดยกำรเติมออกซิเจนใน โมเลกลุ เกดิ เป็นสำร
campherolแลว้ จะจบั ตวั กบั glucuronic acid ในตบั เกิดเป็นสำรประกอบที่ละลำย น้ำได้ และถกู ขบั ออกทำง
ปัสสำวะ แต่หำกไดร้ บั ในปริมำณสูงเกนิ ไป กจ็ ะเกดิ กำรตกคำ้ งจนก่อใหเ้ กดิ อนั ตรำยตอ่ ตบั และไตได้
กำรสูดดมกำรบรู ทีม่ ีควำมเขม้ ขน้ ในอำกำศ มำกกว่ำ 2 ppm (2 ส่วนในลำ้ นส่วน หรือ 2 mg/m3) จะทำ
ใหเ้ กดิ อำกำรเล็กนอ้ ยถึงปำนกลำง ไดแ้ ก่ กำร ระคำยเคืองตอ่ จมูก ตำ และลำคอ ขนำดทท่ี ำให้เกิด พษิ รุนแรง
ตอ่ ชีวิต และสุขภำพคอื 200 mg/m3ควำม เป็นพิษของกำรบูรที่เกดิ จำกกำรรบั ประทำน ไดแ้ ก่ คล่นื ไส้
อำเจยี น ปวดทอ้ ง ปวดศีรษะ ชกั หมดสติ หรืออำจเป็นอนั ตรำยถึงชีวติ จำกภำวะระบบกำร หำยใจลม้ เหลว
โดยขนำดของกำรบรู ท่ที ำให้เกดิ อำกำรพษิ ท่รี ุนแรง (ชกั หมดสต)ิ ในผใู้ หญ่ คือ 34 mg/kg
นอกจำกน้ียงั มีรำยงำนวำ่ กำรกินน้ำมนั กำรบูรใน ขนำด 3-5 mL ท่ีมคี วำมเขม้ ขน้ 20% หรือมำกกวำ่
30 mg/Kg จะทำใหเ้ สียชีวติ ได้ มีรำยงำน case report ระบไุ วว้ ำ่ มเี ด็กหญิงอำยุ 3 ปี คร่ึง ทำนกำรบูรเขำ้ ไป
โดยไมท่ รำบขนำดท่ีรบั ประทำน ปรำกฏวำ่ มอี ำกำร ชกั แบบกลำ้ มเน้ือเกร็งท้งั ตวั โดยไมม่ กี ำรกระตุก
(generalised tonic seizures) นำน 20-30 นำที กอ่ น ที่จะมำถึงโรงพยำบำล ผลกำรตรวจทำงห้องปฏบิ ตั ิ กำร
พบวำ่ ระดบั น้ำตำล ระดบั electrolytes และ ระดบั แคลเซียม มคี ่ำปกติ กำรตรวจคลน่ื ไฟฟ้ำสมอง
(Electroencephalography (EEG) พบวำ่ มีค่ำปกติ และมอี ำกำรอำเจยี น 1 คร้งั เมือ่ มำถงึ โรงพยำบำล พบสำรสี
ขำว และมีกลิ่นกำรบูรรุนแรงจำกกำร อำเจยี น
เมนทอล ( Menthol )
ภาพที่ 2.6 เมนทอล
ช่ือสมุนไพร : เกร็ดสำระแหน่ , เมนทอล
ช่ือวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz.
ชื่อสามัญ : Spearmint Mint Kitchen mint
ชื่อวงศ์ : Labiatae
ช่ือพิเศษที่ IUPAC กาหนด : 5-Methyl-2-(propan-2-yl)cyclohexan-1-ol
ข้อมลู ท่เี กยี่ วข้อง : เม่ือกลำ่ วถึงเกล็ดสะระแหน่หลำยท่ำนอำจไมร่ ู้จกั แต่ หำกกลำ่ วถึงเมนทอล (Menthol)
แลว้ ละก็เชื่อไดว้ ่ำ คงรู้จกั กนั เป็นอยำ่ งดี แต่โดยควำมจริงแลว้ เกล็ด สะระแหน่ก็คอื เมนทอลนน่ั เอง เพียงแต่
เกลด็ สะระแหน่เป็นช่ือเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นช่ือ สำกลที่นำๆประเทศนิยมเรียกกนั ซ่ึงเกล็ด
สะระแหน่ หรือเมนทอลน้นั คอื สำรชนิดหน่ึงทพ่ี บในน้ำมนั หอม ระเหยทสี่ กดั ได้ สะระแหน่ไทย มินท์ หรือ
สะระแหน่ ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ญป่ี ่ ุนดว้ ย โดยเกลด็ สะระแหน่ จะมลี กั ษณะเป็นผลกึ สีขำว มีกลน่ิ และ
รสชำติหอม เยน็ (มีรำยงำนวำ่ ในใบสะระแหน่พบสำรเมนทอลอยู่ มำกถงึ 80-89% เลยทเี ดียว) ท้งั น้ีเกลด็
สะระแหน่มกั ถกู นำมำใชป้ ระโยชน์ในดำ้ นกำรปรุงแตง่ กลิ่นอำหำร ขนมหวำน ขนมขบเค้ียวตำ่ งๆ รวมไป
ถงึ อุตสำหกรรม เคร่ืองสำอำงและวงกำรผลติ ยำท้งั ยำใชภ้ ำยนอกและ ยำสำหรบั รบั ประทำน
ประโยชน์และสรรพคณุ เกลด็ สะระแหน่
1. ชว่ ยบรรเทำอำกำรวิงเวยี นศีรษะ หนำ้ มืด ตำลำย คลื่นไส้อำเจยี น
2. ชว่ ยใหร้ ่ำงกำยสดชื่นต่นื ตวั
3. บรรเทำอำกำรหวดั คดั จมูก
4. แกไ้ อ แกไ้ ข้
5. ลดกำรกระหำยน้ำ
6. ลดกำรเกร็งของกลำ้ มเน้ือ
7. ขบั ปัสสำวะ
8. ขบั ประจำเดือน
9. ชว่ ยคลำยเครียดและแกป้ วดศีรษะได้ บรรเทำอำกำรปวดศีรษะ
10. ชว่ ยขบั ลม บรรเทำอำกำรทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ จกุ เสียดแน่น
11. ลดกำรบวมของหลอดเลือดท่ีจมูก
สูตรทางเคมแี ละสูตรโครงสร้าง
เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) คือสำรจำพวก แอลกอฮอลท์ ่ไี ดจ้ ำกธรรมชำติ ไดแ้ ก่ น้ำมนั มนต์ (mint oil) ท่ี
สังเครำะห์ข้ึน เรียกอีกชื่อหน่ึงว่ำ 5 เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซโคลเฮกซะนอล (5 methyl-2-(1-methylethyl)-
cyclohexanol) มีสูตรเคมี C1°H2ºO น้ำหนกั โมเลกลุ 156.27 และมี สูตรโครงสรำ้ งทำงเคมีดงั น้ี
ภาพท่ี 2.7 องค์ประกอบทางเคมีของเมนทอล
แหล่งท่ีมาเกลด็ สะระแหน่
เกลด็ สะระแหน่เพียงแค่ อก็สำมำรถบอกแหลง่ ทม่ี ำ ของสำรชนิดน้ีแลว้ เพรำะโดยธรรมชำติของกำร
เรียกช่ือสำรต่ำงๆของไทยน้นั มกั จะเรียกตำมแหล่ง วตั ถดุ ิบทสี่ ำมำรถสกดั ได้ ซ่ึงเกลด็ สะระแหน่ก็เช่นกนั
โดยเกลด็ สะระแหน่น้นั สกดั ไดจ้ ำกเปปเปอร์มินต์ (สะระแหน่ฝรง่ั ) ชื่อวทิ ยำศำสตร์: Mentha x piperita L.
เป็นมินตพ์ นั ธุผ์ สมระหว่ำงมนิ ตน์ ้ำกบั ส เปี ยร์มนิ ต(์ มินตไ์ ทย) มถี ่ินกำเนิดที่ทวีปยุโรปและ ตะวนั ออกกลำง
ปัจจบุ นั เพำะปลูกกนั อย่ำงกวำ้ งขวำง ในหลำยบริเวณทว่ั โลก มลี กั ษณะทำงพฤกษศำสตร์ คอื เป็นพืชมลี ำตน้
ใตด้ นิ เตบิ โตไดถ้ งึ 30-90 เซนติเมตร (12-35 นิ้ว) ลำตน้ ยืดออกกวำ้ ง ใบยำว 4 9 เซนติเมตร (1.6-3.5 นิ้ว)
กวำ้ ง 1.5-4 เซนติเมตร (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเขม้ ดอกสีมว่ งยำวขนำด 6 8 มลิ ลิเมตร (0.24-0.31 นิ้ว) และ
สะระแหน่ (mint Spearmint) ซ่ึงเป็นพชื ผกั พ้นื เมอื งของไทยชนิด หน่ึง
ขนาดและปริมาณท่ีควรใช้
เกล็ดสะระแหน่สำมำรถนำไปใชไ้ ดท้ ้งั เป็นยำทีใ่ ช้ ภำยนอกและยำที่ใชส้ ำหรับรับประทำนโดยตอ้ งนำ
ไปเป็นส่วนผสมเท่ำน้นั ไม่ควรใชข้ ณะเป็นผลึก นอกจำกน้ียงั มกี ำรนำไปผสมกบั ผลิตภณั ฑต์ ำ่ งๆ เช่น ยำสี
ฟัน ลกู อม หมำกฝรงั่ ยำดม ฯลฯ ท้งั น้ีในกำรใช้ เช่นยำสำหรับภำยนอกอำยไม่เป็นท่ีกงั วลเทำ่ กบั กำร ใชเ้ ป็น
ยำสำหรับภำยใน (ยำรบั ประทำน) โดย องคก์ ำรอนำมยั โลกไดร้ ะบุขนำดของเกลด็ สะระแหน่ ทส่ี ำมำรถ
(WHO)ใชร้ ับประทำนได้ คือ 0.2 มก./น้ำ หนกั ตวั และยงั มมี รี ำยงำนพบอำกำรไม่พงึ ประสงค์ (adverse
effect) ของคนท่ีรับประทำน menthol ขนำด 2 มก./กก./วนั
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
คือ รำก และลำตน้ สะระแหน่มลี กั ษณะลำต้นพรอ้ ม เล้ือย มเี ฉพำะรำกฝอย ขนำดเล็ก และส้นั ลำต้นสูง
ประมำณ 15-30 ซม. ลำตน้ มีลกั ษณะเป็นเหลย่ี ม ผวิ ลำตน้ มีสีแดงอมม่วงจนถึงปลำยยอด ลำตน้ สำมำรถ
แตกเหงำ้ เป็นตน้ ใหมจ่ นขยำยเป็นกอใหญ่ และลำตน้ แตกกิง่ แขนงจำนวนมำกสะระแหน่ลำตน้ ทอดเล้อื ย แผ่
ไปตำมดนิ ลำตน้ เป็นเหล่ียม สีเขียวแกมมว่ ง น้ำตำล แตกกง่ิ กำ้ นมำก ใบเดยี่ วมีสีเขียว ขอบใบ หยกั เป็นฟัน
เล่ือย พ้นื ใบขรุขระ มีกลิ่นหอมฉุน ดอก ช่อ ออกเป็นกระจกุ ทซ่ี อกใบใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบเดยี่ ว
และออกเป็นคๆู่ ตรงขำ้ มกนั บนกงิ่ ลำตน้ ใบ มีสีเขียว รูปทรงรี กวำ้ งประมำณ 1.5 – 3.5 ซม. และ ยำว
ประมำณ 2 – 7 ซม. ผวิ ใบยน่ เป็นลูกคล่นื ขอบใบ - หยกั ปลำยใบมนหรือแหลมดอกดอกสะระแหน่ออก
เป็นชอ่ เหนือซอกใบบริเวณปลำยยอด แต่ละช่อมีด อกจำนวนมำก ดอกมีสีชมพูอมมว่ ง ประกอบดว้ ยกลบี
เล้ียง 5 กลีบ และกลบี ดอกทเ่ี ช่ือมติดกนั เป็นกรวยต้นื 4 กลบี ภำยในดอกมีเกสรตวั ผู้ 4 อนั ส่วนเกสรตวั เมยี
จะไม่คอ่ ยพบดอกสะระแหน่ผลผลสะระแหน่มสี ีดำ ขนำดเล็ก มรี ูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลเกล้ียง มนั
ท้งั น้ี ผลสะระแหน่มกั ไม่ตดิ ผลให้เหน็ บ่อยนกั เพรำะมดี อกทเี่ ป็นหมนั เป็นส่วนใหญ่
น้ำมนั หอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มสี ีเหลอื งใส มคี วำมหนำแน่นประมำณ
0.904 ประกอบดว้ ยสำรเคมีหลำยชนิด ไดแ้ ก่
- menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
-- pluegone 42.9-45.4% - isomenthone12.9 %
-piperitone12.2 %
– Menthone 15-32%
- Menthyl acetate3-10
– piperitone 38.0 %
-piperitenone 33.0 %
- a-terpeneol 4.7%
- limonene
- hexenolphenylacetate - enthyl amylcarbinal
การศึกษาทางเภสัชวทิ ยา
ในกำรศึกษำวิจยั ของเกลด็ สะระแหน่พบวำ่ มกี ำร ศึกษำวจิ ยั นอ้ ย ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นรำยงำนกำรศึกษำ
วิจยั ในน้ำมนั หอมระเหยจำกสะระแหน่เสียมำกกว่ำมี รำยงำนกำรศึกษำวจิ ยั พบวำ่ ในใบมนิ ต์ มีน้ำมนั และ
สำรเมนทอล (เกลด็ สะระแหน่) สูงถึง 80-89% พบว่ำ ให้กล่ินหอมเยน็ ล็ก ชว่ ยใหร้ ู้สึกสดชื่น กระตนุ้ ให้เกิด
ควำมกระปร้ีกระเปร่ำ ชว่ ยใหค้ วำมจำดขี ้ึน รวมถึง รำยงำนกำรศึกษำฤทธ์ิทำงเภสัชวิทยำขององค์ ประกอบ
น้ำมนั หอมระเหยจำกสะระแหน่ฝรง่ั (Mentha piperita L.) โดยในกำรวิเครำะห์น้ำมนั หอมระเหยจำก
สะระแหน่ฝรัง่ พบว่ำองคป์ ระกอบหลกั ในน้ำมนั หอมระเหยจำกสะระแหน่ฝรงั่ คอื alpha terpinene,
isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide a beta-caryophyllene เมอ่ื ทดสอบฤทธ์ิในกำรตำ้ น
เช้ือจลุ ินทรีย์ พบว่ำ มี ฤทธ์ิตำ้ นเช้ือ E. coli, Staphylococcus aureus และ Candida albicans นอกจำกน้ี ยงั มี
ฤทธ์ิตำ้ น อนุมลู อสิ ระ โดยจบั กบั อนุมลู อิสระ DPPH และยบั ยง้ั กำรเกิด lipid peroxidation
การศึกษาทางพิษวทิ ยา
เช่นเดียวกบั กำรศึกษำวิจยั ทำงเภสัชวทิ ยำของเกลด็ สะระแหน่ กำรศกึ ษำวิจยั ทำงพษิ วทิ ยำของเกลด็
สะระแหน่น้ียงั มนี อ้ ยมำก ซ่ึงผูเ้ ขียนยงั ไมส่ ำมำรถ คน้ หำและรวบรวมขอ้ มลู มำได้
ยคู าลปิ ตัส ( Eucalyptus )
ภาพที่ 2.8 ยคู าลปิ ตัส
ช่ือสมุนไพร : ยูคำลิปตสั
ช่ือวิทยาศาสตร์ : Eucalyptus globulus Labill.
ชื่อสามัญ : Eucalyptus
ข้อมลู ทเี่ กยี่ วข้อง : เป็นพรรณไมม้ ถี น่ิ กำเนิดในทวีปออสเตรเลยี เกำะแทสเมเนีย มกี ำรกระจำยพนั ธุ์ต้งั แตห่ มู่
เกำะมินดำเนำ เซลีเบส ปำปัวนิวกินี ในพ้นื ท่ีชุ่มท่ีมีน้ำขงั ในเขตรอ้ น มีมำกกว่ำ 700 ชนิด ในประเทศไทยเริ่ม
มีกำรนำเขำ้ มำปลูกคร้ังแรกท่ี พระทน่ี งั่ วิมำนเมฆ สมยั รัชกำลที่ 5 เมื่อปีพ.ศ. 2444
ลักษณะของยคู าลปิ ตัส
• ต้นยคู าลปิ ตัส จัดเป็ นไม้ยืนต้น ลาต้นต้งั ตรง มีควำมสูงไดป้ ระมำณ 10-25 เมตร เรือนยอดเป็นพมุ่
หนำทึบคอ่ นขำ้ งกลม แตกก่ิงกำ้ นมำก เปลือกตน้ บำงเรียบเป็นมนั และลอกออกงำ่ ย เปลือกตน้ เป็นสี
น้ำตำลออ่ นปนขำว หรือมสี ีเทำสลบั สีขำวและสีน้ำตำลแดงเป็นบำงแห่ง เปลือกนอกจะแตกร่อน
เป็นแผน่ ๆ และหลดุ ออกจำกผวิ ของลำตน้ เม่ือแห้งจะลอกไดง้ ำ่ ย กง่ิ กำ้ นเล็กเป็นเหลยี่ ม มีจุดตำ
กลม
• ใบยคู าลปิ ตัส ใบเป็นใบเดย่ี วออกเรียงสลบั เป็นคู่ ใบหอ้ ยลง ลกั ษณะของใบเป็นรูปหอก ปลำยใบ
แหลม ใบมขี นำดกวำ้ งประมำณ 2-7 เซนติเมตรและยำวประมำณ 12-30 เซนติเมตร แผน่ ใบหนำ
เป็นสีเขยี วอมสีน้ำเงิน มผี งคลำ้ ยแป้งปกคลมุ เสน้ ใบมองเห็นไดช้ ดั เจน กำ้ นใบส้นั กำ้ นใบยำว
ประมำณ 2 เซนติเมตร
• ดอกยูคาลิปตัส ออกดอกเด่ยี วหรือออกเป็นกระจุกตำมงำ่ มใบ มีดอกประมำณ 2-3 ดอก ดอกเป็นสี
ขำวหรือสีเหลืองออ่ น มขี นำดเส้นผำ่ นศนู ยก์ ลำงประมำณ 4 เซนตเิ มตร ดอกมีเกสรเพศผหู้ ลำยกำ้ น
ออกดอกเกือบตลอดท้งั ปี
• ผลยคู าลิปตสั ผลมีลกั ษณะเป็นรูปคร่ึงวงกลมหรือคลำ้ ยรูปถว้ ย ปลำยผลแหลม ผลออ่ นเป็นสีเขียว
และจะเปล่ียนเป็นสีน้ำตำลเมอื่ แก่ มขี นำดเสน้ ผำ่ นศูนยก์ ลำงประมำณ 1.8-2 เซนติเมตร เปลอื กผล
หนำ มีรอยเส้นส่ีเหลยี่ ม 4 เสน้ เมื่อผลแกป่ ลำยผลจะแยกออก
สรรพคณุ ของยูคาลิปตสั
1. ใบและเปลอื กรำกมีรสขมเผด็ กล่นิ หอม เป็นยำเยน็ ออกฤทธ์ิต่อปอด ลำไส้ และทำงเดนิ ปัสสำวะ
ใชใ้ บเป็นยำแกไ้ ข้ ไขห้ วดั ตดิ เช้ือ ไขห้ วดั ใหญ่ (ใบ)
2. ใชเ้ ป็นยำแกไ้ อ ดว้ ยกำรใชน้ ้ำมนั ทกี่ ลน่ั ไดจ้ ำกใบสด 0.5 มิลลเิ มตร (ประมำณ 8 หยด) นำมำ
รับประทำนหรือทำเป็นยำอม (ใบ)
3. น้ำมนั ยูคำลปิ ตสั นำมำใชท้ ำคอ จะช่วยแกไ้ อ หรือใชอ้ มแกห้ วดั คดั จมกู (น้ำมนั ยคู ำลปิ ตสั )[3]
4. ช่วยขบั เสมหะ ดว้ ยกำรใชน้ ้ำมนั ทก่ี ลนั่ ไดจ้ ำกใบสด 0.5 มลิ ลเิ มตร (ประมำณ 8 หยด) นำมำ
รับประทำนหรือทำเป็นยำอม (ใบ)
5. ชว่ ยบรรเทำอำกำรขอ้ อกั เสบ (ใบ)
6. ช่วยรกั ษำลำไสอ้ กั เสบ แกบ้ ดิ (ใบ)
7. ชว่ ยแกก้ ระเพำะปัสสำวะอกั เสบ (ใบ)
8. ใชแ้ กโ้ รคผิวหนงั กลำกเกล้ือน ผดผื่นคนั ผวิ หนงั อกั เสบ ตดิ เช้ือไวรสั บริเวณผิวหนงั (ใบ)
9. ชว่ ยแกฝ้ ีมีหนองอกั เสบ ฝีหวั ชำ้ ง (ใบ)
10. ใชท้ ำถูนวดตำมอวยั วะต่ำง ๆ เพอ่ื แกอ้ ำกำรฟกช้ำ (น้ำมนั ยูคำลิปตสั )
ประโยชน์ของนา้ มันยูคาลปิ ตสั
ชว่ ยบรรเทำอำกำรไอ ภมู แิ พ้ หวดั ไขห้ วดั ใหญ่ บรรเทำอำกำรคดั จมกู เป็นยำธำตุ แกอ้ ำกำรปวดศีรษะ
จำกหวดั ไซนสั ทำใหห้ ำยใจโลง่ ชว่ ยใหร้ ู้สึกสดช่ืน ชว่ ยแกอ้ ำกำรเจ็บคอ ช่วยเสริมสร้ำงภูมิตำ้ นทำน
บรรเทำแผลสด แผลไฟไหมแ้ ละแผลตดิ เช้ือ หรือนำมำใชท้ ำถูนวดแกป้ วดกลำ้ มเน้ือ
ข้อมลู ทางเภสัชวิทยาของยูคาลิปตสั
• ในใบยคู ำลปิ ตสั พบน้ำมนั หอมระเหยประมำณ 0.92-2.89% Oleum Eucalypti ประกอบดว้ ยสำร เชน่
Aromadendrene, Cineole, Pinene, Pinocarvon, Pinocarveol, Cuminaldehyde, 1-Acely 1-4
isopropylide-necyclopentene, Quercitrinm Quercetin Rutin ใบพบ Eucalyptin, Tannin และ
Guaiacol Globulol.
• สำร Oleum Eucalypti ควำมเขม้ ขน้ อยทู่ ่ี 6% จะสำมำรถช่วยยบั ย้งั เช้ือวณั โรค H37, Rv ได้
• สำรทสี่ กดั ไดจ้ ำกยคู ำลปิ ตสั มฤี ทธ์ิขบั พยำธิปำกขอได้
• สำรสกดั จำกยคู ำลปิ ตสั สำมำรถยบั ยง้ั เช้ือ Staphylo coccus ได้ โดยฤทธ์ิที่ยบั ย้งั เช้ือไดข้ ้ึนอยกู่ บั
ควำมเขม้ ขน้ ของสำรสกดั
• สำรสกดั จำกยูคำลปิ ตสั สำมำรถดบั พษิ จำกเช้ือบำดทะยกั และเช้ือคอตีบได้ โดยนำสำรท่สี กดั ไดม้ ำ
ทำเป็นยำฉีดให้กระต่ำยทต่ี ิดเช้ือบำดทะยกั หรือเช้ือคอตีบ ในอตั รำส่วน 0.2 มลิ ลิกรมั ตอ่ 1 กิโลกรัม
พบวำ่ มีฤทธ์ิชว่ ยยบั ย้งั กำรติดเช้ือดงั กล่ำวได้ และไมม่ อี ำกำรแสดงพษิ ของเช้ือท่ตี ดิ อยใู่ นร่ำงกำย
เป็นเวลำนำนถงึ 2 สัปดำห์
บทที่ 3
วธิ ีดาเนินการทดลอง
วสั ถุดบิ วสั ดอุ ปุ กรณ์
3.1 วสั ถดุ บิ
3.1.1 ตะใครห้ อม
3.1.2 กุหลำบ
3.1.3 เตยหอม
3.1.4 กำรบูร
3.1.5 เมนทอล
3.1.6 ยูคำลปิ ตสั
3.2 วสั ดอุ ปุ กรณ์
3.2.1 มีด
3.2.2 เขยี ง
3.2.3 กระจำด
3.2.4 ถว้ ยตวง
3.2.5 ถงุ ( สำหรบั บรรจุสมุนไพร )
วธิ ีการทดลอง
ตอนที่ 1 การเตรียมวัสถุดิบ
1. นำ ตะใคร้หอม, เตยหอม มำหน่ั เป็นชิน้ เลก็ ๆ
2. นำ ตะใคร้หอม, เตยหอม, กุหลำบ ไปตำกแดดจนแหง้ สนิท
ตอนท่ี 2 การผสมวสั ถดุ ิบ
1. นำ กำรบูร, เมนทอล, ยูคำลิปตสั มำตวง
2. นำวสั ถดุ ิบทีต่ ำกแดดจนแหง้ สนิทแลว้ มำผสมกบั กำรบูร, เมนทอล, ยคู ำลิปตสั ทต่ี วงแลว้
ตอนท่ี 3 การบรรจสุ มุนไพรใส่ถุง
1. เตรียมถงุ สำหรับบรรจสุ มุนไพรท่ผี สมเสร็จแลว้
2. นำสมนุ ไพรทผี่ สมแลว้ บรรจใุ ส่ถุง
3. ตกแตง่ ใหส้ วยงำม ตำมตอ้ งกำร
บทที่ 4
ผลการทดลอง
4.1 ผลการทดลอง
จำกกำรทดลองพบว่ำ หำกเรำใส่กำรบูร, เมนทอล, ยคู ำลปิ ตสั มำกจนเกนิ ไปจะทำให้เกดิ อำกำรระคำบ
เคืองหรือแสบบริเวณดวงตำและบริเวณจมูก จึงทำกำรลดปริมำณของกำรบูร, เมนทอล, ยูคำลิปตสั
4.2 ผลการนาไปใช้
ถงุ หอมจำกสมนุ ไพรที่ไดท้ ดลอง พบว่ำสำมำรถนำไปใชไ้ ดจ้ ริงในชีวติ ประจำวนั และช่วยผอ่ นคลำย
ร่ำงกำย ชว่ ยใหห้ ลบั สบำยมำกข้นึ และชว่ ยดดู กล่ินอนั ไม่พงึ ประสงคไ์ ดด้ ี
4.3 ตารางเเสดงผลดีของถุงหอมจากสมนุ ไพร ด้านกลน่ิ ไม่พึงประสงค์
ด้านร่างกาย
1 ช่วยใหห้ ลบั สบำยข้นึ 1 ช่วยลดกล่นิ อบั ไดด้ ี
2 หำยใจสะดวกข้นึ 2 ช่วยทำให้ผำ้ หอมข้นึ
4.4 ตารางแสดงผลเสียของถงุ หอมจากสมุนไพร ด้ายกลิ่นไม่พงึ ประสงค์
ด้านร่างกาย
1 หำกสูดดมมำกเกินไป ทำใหเ้ วียนศีรษะ 1 หำกกลนิ่ จำงหำยไปควรนำไปท้งิ เพรำะ
จะทำให้เป็นแหล่งสะสมฝ่นุ ได้
2 หำกสูดดมดว้ ยลมหำยใจแรงๆ ทำให้
โพรงจมูกอกั เสบได้ 2 ไม่ควรใชซ้ ้ำๆ เพรำะจะทำให้ถุงหอม
หมดประสิทธิภำพเร็วข้นึ
บทที่ 5
สรุปผลและอภปิ รายผลการทดลอง
สรุผล
จำกกำรทไ่ี ดท้ ำกำรทดลองพบวำ่ ถงุ หอมจำกสมนุ ไพร เป็นอกี หน่ึงผลติ ภณั ฑท์ ี่สำมำรถนำไปตอ่ ยอด
เป็นรำยไดไ้ ด้ เพรำะสำมำรถหำวสั ถดุ บิ ไดง้ ำ่ ยในครวั เรือน และเป็นผลิตภณั ฑท์ ไ่ี มก่ ใ็ หเ้ กิดสิ่งตกคำ้ งใน
ร่ำงกำยและอำกำศท้งั ในเดก็ ผใู้ หญ่ หรือแมก้ ระทง่ั ผูส้ ูงอำยุ แตย่ งั ชว่ ยใหร้ ู้สึกผ่อนคลำย หลบั สบำยมำก
ยิ่งข้ึน โดยจะมี ตะใครห้ อม ทช่ี ่วยใหข้ บั ลมไดด้ ี กหุ ลำบ ทชี่ ่วยเพิ่มสีสันและกระตุน้ ภมู คิ ุม้ กนั เตยหอม ท่ี
ชว่ ยในกำรดบั พิษไข้ กำรบรู ทช่ี ว่ ยบำรุงธำตุในร่ำงกำย เมนทอล ทชี่ ่วยผ่อยคลำยควำมเหน่ือยลำ้ และสุดทำ้ ย
ยคู ำลปิ ตสั ท่ีชว่ ยอำกำรภูมิแพ้ คดั จมกู นอกจำกจะหำวสั ถดุ บิ งำ่ ยและสรรพคณุ มำกมำยแลว้ ยงั สำมำรถทำ
งำ่ ยอีกดว้ ย
ข้อเสนอแนะ
1. ไมค่ วรใชป้ ริมำณส่วนผสมมำกเกนิ ไป
2. ศกึ ษำสรรพคุณและโทษของพชื ทจ่ี ะนำมำใชใ้ นกำรทำถุงหอมก่อน
บรรณานุกรม
- คลงั ทรพั ยำกรกำรศกึ ษำแบบเปิ ด.ถุงหอมสมนุ ไพร
- ถุงหอม Handmadc.Google sites.ประโยชน์ถุงหอม
- วิกพิ เี ดยี .กหุ ลำบ.แกไ้ ข 65
- Disthai.กำรบูร ประโยชน์ดีๆ สรรพคณุ เดน่ ๆ และขอ้ มูลงำนวิจยั
- Disthai.เกล็ดสะระแหน่งำนวิจยั และสรรพคุณ 11 ขอ้
- Lapook.2562.11 วธิ ีกำจดั กลิ่นอบั บอกลำกล่นิ เหม็น ใหอ้ ำกำศในบำ้ นกลบั มำสะอำดหอมสดชื่นยืน
หน่ึง
- Medthai.2556.ใบเตย สรรพคุณและประโยชนข์ องใบเตยหอม 22 ขอ้
- Medthai.2556.ตะใคร้ สรรพคุณและประโยชนข์ องตะใคร้ 45 ขอ้
- Medthai.2557 ยคู ำลิปตสั
- MGR Online.2560.5 คุณประโยชน์ของกหุ ลำบญี่ป่ ุน
ภำคผนวก
ภาพที่ 1 วสั ดอุ ุปกรณ์
ภาพท่ี 2,3 ห่นั ตะใคร้หอมและเตยหอมเป็ นชิ้นพอดี
ภาพท่ี 4 นาตะใคร้หอมและเตยหอมไปตากแดดจนแห้งสนทิ
ภาพที่ 5 นาวสั ถุดบิ ท้งั หมดมาผสมกัน
ภาพท่ี 6 นาวัสถุดิบท้งั หมดบรรจุใส่ถุงท่เี ตรียมไว้